มวยไทย ไปไกลในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432315

มวยไทย ไปไกลในต่างแดน

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เมื่อ 30 ปีที่แล้วในช่วงเวลาที่ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี แผ่ขยายอิทธิพลในวงการกีฬาศิลปะการต่อสู้ไปทั่วโลก แต่มวยไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมวยแนวตั้งสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก กลับหลบอยู่ในมุมมืดไร้แสงสปอตไลต์ใดๆ ไปโฟกัสให้เจิดจรัสเหมือนเช่นมวยอื่นๆ แม้กระทั่งคนไทยด้วยกันเองก็มีน้อยคนนักที่อยากจะเรียนมวยไทย

แต่เวลานี้กระแสความนิยมในมวยไทยกำลังทะยานขึ้นสู่ความนิยมของคนทั้งโลก เพราะมีชาวต่างชาติมากมายเหลือเกินที่มีความประสงค์อยากจะเรียนมวยไทยมากกว่าศิลปะการต่อสู้อื่น ซึ่งสิ่งที่เรากล่าวนั้นไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย เพราะที่ อีโวลฟ์ มิกซ์ มาร์เชี่ยล อาร์ต (Evolve Mixed Martial Arts) ประเทศสิงคโปร์ ผู้เรียนกว่า 95% ของที่นี่เลือกที่จะเรียนมวยไทยเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่มีบราซิลเลียนยิวยิตสู มวยปล้ำ และอื่นๆ ให้เลือกเรียนพร้อมกัน เป็นสิ่งชี้ชัดได้เป็นอย่างดีว่ามวยไทยได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ มีจำนวนผู้เรียนมวยไทยเต็มทุกวัน ทุกช่วงเวลา ทำให้โซนการสอนศิลปะการต่อสู้อื่นเงียบเหงาลงไปถนัดตาเลยทีเดียว

ครูมวยรายได้หลักแสน

ชาตรี ตรีศิริพิศาล เจ้าของฉายา ชาตรี ศิษย์ยอดธง นักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้มีอดีตเป็นนักมวยไทยเก่าและเจ้าของธุรกิจอีโวลฟ์ มิกซ์ มาร์เชี่ยล อาร์ต ประเทศสิงคโปร์ เล่าว่า ที่จริงแล้วมวยไทยในต่างประเทศนั้นได้รับความนิยม มีคนสนใจเข้ามาเรียนมวยไทยเป็นจำนวนมาก ในประเทศสิงคโปร์ความนิยมในการเรียนมวยไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2552 หลังจากตั้งค่ายมวยอีโวลฟ์แห่งนี้ คนที่มาเรียนมวยไทยก็มีตั้งแต่ลูกๆ ของเจ้าของธุรกิจ คุณหมอที่อยากจะเรียนมวยไทย ไปจนถึงคนแก่อายุ 60 กว่าปีก็มาเรียนมวยไทยที่นี่

สาเหตุที่ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่สนใจมาเรียนมวยไทยมากกว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวชนิดอื่น ก็เพราะมวยไทยมีอาวุธทั้งหมัด เข่า ศอก แข้ง แทบทุกส่วนของร่างกายใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้หมดและใช้ได้จริง เขามาเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเอง ออกกำลังกาย และต้องการลดน้ำหนักด้วยในตัว

อีกอย่างหนึ่งก็คือชาวต่างชาติต่างรู้กิตติศัพท์ของมวยไทยเราเป็นอย่างดี จนเวลานี้เรียกได้ว่ามวยไทยกลายเป็นเทรนด์ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกไปแล้ว

ชาตรี ศิษย์ยอดธง

ครูมวยไทยที่มาสอนที่นี่เป็นคนไทยทั้งหมด และล้วนแต่เป็นฝีมือระดับแชมป์ที่มีประสบการณ์ขึ้นชกมวยไทยมากกว่า 200-300 ครั้ง ที่เมืองไทยนักมวยไทยเหล่านี้เมื่อแขวนนวมก็จะไปประกอบอาชีพอื่นๆ อย่าง ขับแท็กซี่ เป็น รปภ. บ้างก็เป็นบอดี้การ์ด หรือกลับไปทำเรือกสวนไร่นา และทิ้งความฝันของพวกเขาที่เคยรุ่งเรืองไว้เบื้องหลัง

แต่กับที่นี่นักมวยไทยทุกคนคือมาสเตอร์ เป็นปรมาจารย์ด้านมวยไทยที่ชาวต่างชาติให้ความเชื่อถือยกย่อง เพราะเขาได้เรียนมวยไทยกับคนไทยที่เป็นต้นตำรับมวยไทยอย่างแท้จริง

“รายได้ครูมวยไทยในต่างประเทศที่รับสอนตามยิมต่างๆ เมื่อตีเป็นเงินไทยส่วนมากจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ที่อีโวลฟ์พวกเขามีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 1.2 แสนบาท สูงสุดอยู่ที่ 5 แสนบาท/เดือน ถือว่าเป็นเงินเดือนที่สูงสุดในโลก และไม่มียิมไหนกล้าให้กับครูมวยไทยได้เท่านี้ แต่มีข้อกำหนดเพียงข้อเดียวก็คือคุณต้องเป็นแชมป์ในเวทีใหญ่ของเมืองไทยเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้ามาเป็นครูมวยไทยของที่นี่ได้

“สาเหตุที่ผมให้เงินเดือนกับครูมวยไทยเหล่านี้สูง เพราะผมเคยรับรู้ถึงความลำบากความยากจนของนักมวยไทยเหล่านี้ดี สมัยผมอายุ 13 ผมได้มีโอกาสไปเรียนมวยไทยกับครูยอดธงที่พัทยา เด็กๆ คนอื่นในค่ายมวยล้วนแต่เป็นเด็กยากจนที่มาฝึกมวยไทยด้วยความฝันว่าวันหนึ่งจะลืมตาอ้าปากได้ในสังคม ตอนนั้นครอบครัวของผมยังดีอยู่ จนถึงวันหนึ่งที่ธุรกิจครอบครัวล้มละลาย ผมกลายเป็นเด็กยากจน ผมต้องใช้มวยไทยหาเลี้ยงชีพสมัยเรียนที่อเมริกา มวยไทยในอเมริกานั้นเป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก ถ้าไม่มีมวยไทยหาเลี้ยงชีพ ถ้าไม่มีมวยไทยที่สอนให้ผมใจสู้ก็คงไม่มีวันนี้

“ในสมุดบันทึกความฝันของผมเมื่อตอนอายุ 19 ผมอยากมีค่ายมวยไทยเป็นของตัวเอง วันนี้เมื่อผมมีค่ายมวยเป็นของตัวเองถึงจะเป็นเอ็มเอ็มเอ แต่ผมก็ไม่ลืมมวยไทยและให้ผลตอบแทนคุ้มกับค่าตัวของพวกเขาเหล่านี้”

นักมวยไทยในต่างแดน

“เมื่อตอนผมอายุ 28 ผมเริ่มคิดว่าเส้นทางมวยไทยคงเดินมาถึงจุดสิ้นสุดในสายอาชีพนี้แล้ว เพราะค่าตัวเราเริ่มตก ขึ้นชกน้อยลงรายได้ก็น้อยลง จนกระทั่งมีชาวญี่ปุ่นชวนผมไปชกมวยคิกบ็อกซิ่งที่ญี่ปุ่น ผมจึงตอบตกลงและเดินทางไปชกในฐานะนักมวยไทยเต็มตัว คราวนั้นผมเตรียมเสื้อผ้าไปแค่ชุดเดียว คิดว่าขึ้นชกเสร็จก็จะเดินทางกลับเมืองไทยเลย แต่ปรากฏว่าพอชกชนะ ทางญี่ปุ่นขอให้เราอยู่ต่อในฐานะครูสอนมวยไทย เลยอยู่สอนมวยไทยที่ญี่ปุ่น 6 ปี ก่อนที่จะย้ายมาเป็นครูมวยไทยที่อีโวลฟ์ สิงคโปร์

“ตอนที่สอนมวยไทยที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาค่อนข้างสนใจเรียนมวยไทยอย่างมาก แม้จะมีศิลปะป้องกันตัวประจำชาติของเขาเองก็ตาม แต่ชาวญี่ปุ่นก็รู้ดีว่ามวยไทยนั้นแข็งแกร่งแค่ไหนก็สนใจอยากจะเรียน ไม่เพียงแค่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่สนใจเรียนมวยไทย ชาวจีนก็มีความสนใจเรียนมวยไทยไม่แพ้ประเทศอื่นเหมือนกัน มีเพื่อนนักมวยไทยหลายคนหลังแขวนนวมแล้วก็ไปสอนมวยไทยอยู่ที่ประเทศจีน ถือว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับนักมวยไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการในยิมมวยหลายประเทศ”

“หรือทางหนึ่งที่ทำให้นักมวยไทยมีที่ยืน เมื่ออายุมากขึ้นก็คือการขึ้นชกในรายการอื่นนอกจากมวยไทยอย่างคิกบ็อกซิ่งของญี่ปุ่น หรือการต่อสู้ในรูปแบบเอ็มเอ็มเอ เพียงแค่เราปรับตัวให้เข้ากับกฎ กติกา เรียนรู้การป้องกันตัวจากศาสตร์อื่นแล้วกลับเข้ามาสู้ในรูปแบบมวยไทยที่เราได้เปรียบก็สามารถสู้ได้ทุกรายการแข่งในโลก”

ธำรง ทองใย หรือ “เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค” เจ้าของฉายา “ไอ้ตาดุ” เจ้าของแชมป์เวทีมวยลุมพินี 3 สมัย และแชมป์มวยเอ็มเอ็มเอ รายการ วัน แชมเปี้ยนชิพ (ONE Championship) รุ่นสตอว์เวท 115 ปอนด์ วัย 38 ปี เล่าชีวิตการเป็นนักมวยและครูมวยไทยในต่างแดน

เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค

สอนต่างชาติต้องทำให้ง่าย

ธีระ พงษ์วัน หรือคนไทยรู้จักกันในชื่อ ยอดสนั่น 3เค แบตเตอรี่ อดีตแชมป์มวยสากล เจ้าของฉายาไมค์ ไทสัน เมืองไทย หรือ เงาปีศาจ ซึ่งเวลานี้เขาเป็นครูสอนมวยไทยและมวยสากลให้กับอีโวลฟ์ เล่าชีวิตการเป็นครูมวยไทยในสิงคโปร์ว่า

“ตอนแรกก็ค่อนข้างยากในเรื่องของการปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่จะสื่อสารกับลูกศิษย์ แต่ยังดีว่ามวยไทยเป็นกีฬา สามารถสื่อสารทางภาษากายได้ง่าย การสอนมวยไทยให้กับชาวต่างชาติจะสอนแบบที่เราเคยฝึกมาไม่ได้ อย่างสมัยผมฝึกมวยไทยต้องไปกินนอนอยู่กับครูมวย ตื่นเช้าตี 5 วิ่ง 6 กม. กลับมาที่ค่ายซ้อมชกกระสอบทราย พอตกบ่ายลงนวมต่อ คงรับไม่ไหวแน่ๆ

“แต่ที่นี่เราก็จะสอนหลักในการออกหมัด ตีศอก แทงเข่า ฝึกซ้อมร่างกายให้แข็งแรงเพื่อพร้อมที่จะสู้ เวลาเข้าเรียนก็จะมีใบลงเวลาว่าลูกศิษย์คนนี้มาเข้าเรียนกี่ชั่วโมงแล้ว ฝึกไปได้ถึงไหนแล้ว เมื่อครูมวยเห็นว่าลูกศิษย์คนนี้สามารถออกหมัดออกอาวุธได้อย่างถูกต้อง ก็จะใส่การฝึกอีกระดับเข้าไปจากพื้นฐานเป็นเรื่องของการใส่ลูกไม้มวยไทยเข้าไป แล้วก็ยกระดับขึ้นไปอีกเมื่อครูฝึกเห็นว่าลูกศิษย์มีความพร้อมที่จะฝึกถึงระดับต่อไป หรือถ้าอยากจะฝึกถึงขั้นขึ้นชกเราก็สอนพวกเขาได้หากเขาต้องการ

“ถามว่าเมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของร่างกายระหว่างคนที่ฝึกมวยไทยแบบเดิมที่ฝึกหนักในทุกวัน กับคนที่ฝึกแบบยิมสมัยใหม่ ต้องบอกว่าพอๆ กัน สมัยก่อนเราฝึกมวยไทยอย่างหนักทุกวันเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง แต่เดี๋ยวนี้ในต่างประเทศมีการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยพัฒนา ไม่จำเป็นต้องฝึกหนักทั้งวันทุกวันเหมือนนักมวยไทยก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหมือนนักมวยไทยได้เหมือนกัน

“สำคัญคือการฝึกซ้อมจนร่างกายเคยชิน ชกกระสอบทรายทุกวันมือก็แข็งขึ้น หมัดก็หนักขึ้น ฝึกหลบหลีกปัดป้องทุกวัน เวลาใช้จริงแทบจะไม่ต้องคิดเลยสิ่งเหล่านี้จะออกมาเอง”

ครูมวยไทยเป็นที่ต้องการทั่วโลก

ชาตรี ทิ้งท้ายว่านักมวยไทยในต่างประเทศถือว่าเป็นที่ต้องการของหลายๆ ยิมที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะช่วยพัฒนามวยไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นอีกหนทางหนึ่งของนักมวยไทยที่มีอายุมากขึ้นก็อาจจะหาทางออกมาเป็นครูมวยในต่างประเทศ หรือเปลี่ยนแนวมาสู้ในเวทีอื่นดูบ้างก็ยังคงเป็นหนทางที่สดใสกว่าเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นที่เราไม่ได้มีใจรักในสิ่งนั้น

 

คดีประทับตราเปล่า : เมื่อจูหยวนจางปราบคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432012

คดีประทับตราเปล่า : เมื่อจูหยวนจางปราบคอร์รัปชั่น

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

จูหยวนจางเป็นฮ่องเต้ที่มาจากสามัญชนชั้นต่ำสุดของสังคม – ขอทาน

ชื่อชั้นฮ่องเต้จูหยวนจางคือเป็นฮ่องเต้ที่มีนิสัยหวาดระแวงพวกขุนนาง เห็นใจราษฎร เพราะเมื่อครั้งจูหยวนจางอยู่ในฐานะขอทาน ได้รู้เช่นเห็นชาติพวกขุนนางว่าเป็นเหลือบไรสังคมเช่นไร “ขุนนางมันก็โกงทั้งนั้นแหละ”

แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก บ้านเมืองปั่นป่วน วิกฤตกลายเป็นโอกาส ประกอบกับความสามารถส่วนบุคคล ทำให้เขาได้กลายเป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง

เมื่อสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ นโยบายทั้งหลายของจูหยวนจาง จัดว่าโดนใจชาวบ้าน เพราะมักมองผ่านมุมมองผู้ทุกข์ยากเบื้องล่าง เรียกได้ว่าจูหยวนจางคือฮ่องเต้ที่ออกกฎหมายได้ตามหัวใจชาวบ้านที่ทุกข์ยากมานาน ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือ นโยบายปราบคอร์รัปชั่น

จูหยวนจางว่า “ก่อนนี้กูเป็นชาวบ้าน เห็นพวกขุนนางโสมมเบียดเบียนไม่แยแสราษฎร กูรู้เช่นเห็นชาติพวกมัน ต่อไปนี้จะต้องใช้กฎหมายเข้มงวด ขุนนางฉ้อฉลคนไหนกล้าเบียดเบียนราษฎร จะไม่ละเว้น!”

จูหยวนจางพูดจริงทำจริง ออกกฎเข้มงวด ขอแค่ชาวบ้านชี้เบาะแส ข้าราชการคนไหนโกงหรือเบียดเบียน = ประหาร!

ช่วงแรกคดีคอร์รัปชั่นมีจำนวนไม่ถึงใจ สงสัยว่าเป็นเพราะชาวบ้านเกรงอิทธิพลมืด จูหยวนจางจึงตั้งหน่วยสายสืบอิสระ เพื่อหาเบาะแสคอร์รัปชั่นเป็นพิเศษ

มาตรการเชิงรุกกำจัดขุนนางคอร์รัปชั่นแบบนี้ เมืองในอุดมคติของชาวบ้านตาดำๆ

วันหนึ่งสายสืบอิสระเข้าเฝ้าพร้อมเอกสาร จูหยวนจางเปิดดูถึงกับผงะ

ที่แท้เอกสารนั้นเป็นบัญชีภาษีของเขตหนึ่ง ส่วนที่ทำให้จูหยวนจางขุ่นเคืองก็เพราะเอกสารภาษีนั้นมีตราเขตประทับ แต่ด้านในกลับเป็นกระดาษเปล่า

ยุคนั้นราชสำนักเก็บภาษีจากผลผลิตของแต่ละท้องถิ่นเป็นเสบียงเข้ายุ้งฉาง โดยส่วนกลางมีทั้งข้อมูลสำมะโนประชากรแต่ละเขต และโฉนดที่ดินทุกแปลงเพื่อคำนวณภาษีที่ควรจะเป็น แต่ละปีท้องถิ่นจะต้องนำเสบียงและเงินภาษีมาส่ง พร้อมเอกสารบันทึกตัวเลขจากแต่ละเขต พร้อมประทับตราท้องถิ่นนั้นๆ มาในเอกสาร เจ้าเอกสารนี่จะต้องนำมาเทียบกับจำนวนภาษีที่ควรเก็บที่คำนวณจากส่วนกลาง

เอกสารนี้ ห้ามลบ ห้ามแก้ไข ห้ามผิดเพี้ยนแม้แต่เลขตัวเดียว

Excel ก็ไม่มี รถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่สร้าง มีแต่ลูกคิดกับม้าลาล่อ ตัวเลขพลาดไปตัวเดียว เล่นเอาต้องเดินทางกลับไปแก้ที่ท้องถิ่น เขตที่อยู่ใกล้เมืองหลวงไม่เท่าไหร่ แต่ที่อยู่ไกลๆ นี่ต้องเดินทางขึ้นม้าลงเรือ (แจว) กันเป็นเดือนๆ เดินทางหน้าร้อน ถึงเมืองหลวงหน้าฝน กลับไปแก้เอกสารหน้าหนาว แก้กลับมาอีกรอบก็ครบปีพอดี

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ขุนนางที่ต้องเดินทางไปมาไม่ตลกด้วย ต้องเสียเวลาห่างลูกห่างเมียห่างงาน มาเพื่อตัวเลขที่ผิดพลาดไปตัวสองตัว ไร้สาระ จึงปิ๊งวิธีหนึ่งขึ้นมา ก็เอาเอกสารปั๊มแต่ตราจากต้นทางมา แล้วมาลอกตัวเลขเอาที่ปลายทางสิ – หัวแหลม

ใช้ง่ายฉลาดคิด จึงทำให้วิธีนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ใช้กันจนชินเป็นเรื่องปกติ จนซักพักก็แพร่หลายไปถึงมือสายสืบ และฮ่องเต้จูหยวนจาง

กลับมาต่อที่พระราชวัง

จูหยวนจางโกรธมาก พวกขุนนางขี้ฉ้อไว้ใจไม่ได้ เอกสารภาษีคือปากท้องของประเทศ พวกนี้มันต้องโกงและเบียดเบียนชาวบ้านหรือบ้านเมืองอะไรซักอย่างมาแน่ๆ

จูหยวนจางสั่งสอบสวนทันที น่าตกใจว่า กว่าครึ่งใช้วิธีประทับตราเปล่ากันทั้งนั้น จูหยวนจางใช้ยาแรงเช่นเคย ผู้ถือตราประจำเขตที่ใช้เอกสารเปล่า และคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ต้องประหาร! นับจำนวนได้รวมร้อยกว่าคน

อันที่จริงวิธีนี้เป็นที่รู้กันทั่วไป ถึงไม่ถูกขั้นตอน แต่จะให้ทำตามระบบที่ตั้งไว้ก็สุดวิสัย ใครๆ ก็รู้ (ยกเว้นก็แต่จูหยวนจางเท่านั้นที่เพิ่งรู้)

คำสั่งประหารคดีประทับตราเปล่าออกมาแล้ว ขุนนางที่ทำผิดก็ถูกจับหมดแล้ว ขุนนางที่เหลือต่างก็พูดไม่ออก จะอธิบายอะไรได้ ฮ่องเต้จูหยวนจางได้ชื่อว่าโกรธเกลียดอาฆาตการทุจริตฉ้อฉลมาแต่ไหน จนขุนนางแทบทุกคน “กลัว” ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

แล้วก็มีผู้กล้า ขุนนางท้องถิ่นตงฉินท่านหนึ่ง นามเจิ้งซื่อหยวน แม้เป็นเพียงขุนนางท้องถิ่นเล็กๆ แต่มีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เคยช่วยราชสำนักปราบคอร์รัปชั่นอย่างแข็งขัน  เพิ่งได้รับคำชมจากจูหยวนจางไปเมื่อปีที่แล้ว

เจิ้งซื่อหยวนหวังจะเขียนอธิบายสภาพความเป็นจริงในการทำงานให้จูหยวนจางได้เข้าใจ แม้รู้ว่าการคัดง้างจูหยวนจางมีความเสี่ยง แต่เอาก็เอาวะ ข้าตายคนเดียว ถ้าช่วยเพื่อนอีกนับร้อยชีวิตได้ก็เรียกว่าคุ้ม จิตใจตงฉินก็เป็นแบบนี้

เจิ้งซื่อหยวนชี้แจงเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งเรื่องที่ว่าเอกสารเปล่าประทับตราในทางปฏิบัติเอาไปโกงอะไรไม่ได้ ที่ทุกคนทำกันมาเนิ่นนานก็เพราะมันสะดวกกับสภาพความเป็นจริง และขุนนางที่จะโดนประหารต่างเป็นเรี่ยวแรงและกำลังของราชสำนัก ไม่ใช่ผักหญ้าที่แค่ตัดแล้วเอามาปลูกขึ้นใหม่ได้ง่ายๆ

ที่จริงเจิ้งซื่อหยวนไม่ได้ซื่อบื้อเอาแต่ติติง ยังลงท้ายด้วยคำชื่นชมเมตตากรุณาของฮ่องเต้จูหยวนจางว่า เป็นเพราะเป็นห่วงราษฎรจึงอาจรีบร้อนตัดสินใจเช่นนี้

แต่จูหยวนจางเป็นฮ่องเต้ชาวบ้าน ไม่ชอบอ่านอะไรยาว นิสัยส่วนตัวยิ่งไม่ชอบให้ใครขัดใจ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอ่านไม่ทันถึงคำเยินยอตอนท้าย หรือให้น้ำหนักกับคำติมากกว่าคำปลอบประโลม จูหยวนจางโกรธเกรี้ยว โกงก็คือโกง ไม่มีอะไรต้องฟังต้องแก้ตัวทั้งนั้น สั่งเนรเทศให้เจิ้งซื่อหยวนไปเป็นทหารที่ชายแดน

ปราการด่านสุดท้ายของคดีนี้จึงแตกพ่าย

ชีวิตขุนนางนับร้อยตายจริงไม่มีอำเล่น หลายคนในนั้นมีประวัติเป็นขุนนางตงฉินที่ประชาชนรักและชื่นชม

จูหยวนจางใส่ใจประชาราษฎร์ด้วยการปราบคอร์รัปชั่นนั้นดีอยู่ แต่ปราบปรามด้วยความแค้นที่เคยเป็นชาวบ้านผู้โดนเบียดเบียน ไม่ใช่ทัศนคติที่จะมาใช้จัดระเบียบปกครองแผ่นดิน

มองบางมุมเหมือนปราบคนฝืนคำสั่งเป็นหลัก มากกว่าพยายามหาวิธีปราบคอร์รัปชั่น

หรือถ้าจูหยวนจางปักหลักไปแล้วว่าวิธีปราบขุนนางคอร์รัปชั่นมีได้แค่ตั้งโทษแรงให้หลาบจำ หรือไม่ก็ฆ่าทิ้งเสียให้หมด จูหยวนจางก็คงมองไม่ออกว่า ระหว่างความไม่ถูกใจที่โดนขัดคำสั่ง ขัดอัตตา กับการทุจริตคอร์รัปชั่น มันจะต่างกันตรงไหน

การปราบปรามคอร์รัปชั่นของจูหยวนจางตั้งต้นด้วยความระแวง ก่อกำแพงล้อมตัวเองด้วยความโกรธเกรี้ยว จนไม่มีใครกล้าอธิบายอะไรเพราะความกลัว จึงจบลงด้วยความสูญเสียและสูญเปล่า

ชีวิตพระองค์ยังเคยบ่นไม่เข้าใจ “กูคิดฆ่าขุนนางคอร์รัปชั่น ไม่คิดเลยว่าประหารกลุ่มหนึ่งไปตอนเช้า หัวค่ำก็มีมาให้ประหารอีกกลุ่ม งั้นก็อย่าโทษข้าอีกเลย ต่อจากนี้คอร์รัปชั่นไม่ว่าจะน้อยใหญ่แค่ไหน ฆ่ามันให้หมด!”

คดีปราบคอร์รัปชั่นต่อๆ มาของจูหยวนจางจึงมีขุนนางต้องสังเวยชีวิตนับหมื่น เล่นเอาท้องพระโรงโล่งโหวงเหวง ลงกินเนสบุ๊กได้ว่าเป็นผู้นำที่สั่งประหารขุนนางด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นจำนวนมากที่สุดในโลกยังได้ แต่ท้ายที่สุดจูหยวนจางก็ไม่เคยปราบขุนนางคอร์รัปชั่นให้หมดไปได้จริง

จนฮ่องเต้จูหยวนจางตายไป ความมุ่งมั่นประหารคอร์รัปชั่นแบบปักหลักไม่ฟังใคร ทำให้ขุนนางที่ไม่ควรตายตายไปมากมาย และก็ไม่เคยทำให้บ้านเมืองราชวงศ์หมิงไร้คอร์รัปชั่นอย่างยั่งยืนเลย

 

ถูกโจรรุมฟันแทงสาหัสแต่รอดตาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432028

ถูกโจรรุมฟันแทงสาหัสแต่รอดตาย!!

โดย…ภาดนุ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ ว่าวันหนึ่งจะมีเรื่องร้ายๆ อะไรเกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง ช้อป-สุวิชัย บัวงาม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า การอยู่ผิดที่ผิดเวลาจะนำเรื่องเลวร้ายมาสู่ตัวเขาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ชีวิตประจำวันของช้อปก็ปกติธรรมดาเหมือนวัยรุ่นวัยเรียนทั่วไป เป็นคนเฟรนด์ลี่ชอบเข้าสังคม เขาจึงมีเพื่อนเยอะเป็นธรรมดาช้อปยอมรับว่ากลุ่มเพื่อนเป็นเด็กที่เซี้ยวๆหน่อย แต่ก็ไม่เคยทำตัวเกเรยกพวกตีกับใครสักที แต่เมื่อถึงคราวเคราะห์ร้าย ก็ทำให้เขาเกือบตายเพราะถูกกลุ่มโจรรุมทำร้ายทั้งฟันทั้งแทงจนอาการสาหัส!!

“แม้นิสัยส่วนตัวผมจะกวนๆ แต่ก็ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร ผมมีเพื่อนเยอะ แต่นานๆ ทีกลุ่มเราจะชวนกันกินเหล้าสักครั้ง แถวบ้านบ้าง ไกลบ้านบ้าง เรียกว่าเป็นแก๊งเด็กเฮ้วที่ชอบสังสรรค์กันมากกว่า ในวันเกิดเหตุ พี่ชายผม (แชมป์) นัดกับผมว่าเดี๋ยวพอเขาเลิกงานผมเลิกเรียนแล้ว ตอนเย็นพวกเราจะกลับมาดื่มเบียร์ที่บ้านกัน เดี๋ยวเขาเลี้ยงเอง

 

พอถึงบ้านเพื่อนผมก็โทรมาหา แล้วชวนว่าวันนี้เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาแฟนที่งานกาชาดแถวบางใหญ่ อยากให้ไปด้วยกัน เรานัดกันตอนสองทุ่ม ระหว่างนั้นผมกับพี่ชายก็ดื่มเบียร์กันไปบ้างแล้ว พอพี่ชายรู้ว่าผมจะไปกับเพื่อนก็บอกว่า งั้นจะเก็บเบียร์ไว้ให้สองขวดนะ แล้วผมก็ออกไปกับเพื่อนตอนสองทุ่มกว่าๆ แต่ระหว่างทางเพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มก็โทรมาชวนให้แวะไปกินเหล้าที่ร้านหน้าหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยไป”

ช้อปเล่าว่า พอสี่ทุ่มเขากับเพื่อนที่มารับและเพื่อนรุ่นน้องอีก 4 คน ก็ตกลงกันว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวที่บางใหญ่กัน หลังจากไปถึงงานพอเดินเล่นกันได้สักพัก ห้าทุ่มพวกเขาก็กลับมานั่งที่ร้านเดิมหน้าหมู่บ้านอีกครั้งจนตีหนึ่งก็คิดว่าจะแยกย้ายกันกลับ

“ผมยอมรับว่าช่วงนั้นพวกเราก็กรึ่มๆ อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เมามาก ยังมีสติกันดีทุกคน พอจะแยกกลับจริงๆ ก็มีเพื่อนในกลุ่มชวนว่า พวกเราน่าจะไปขี่มอเตอร์ไซค์เล่นกันที่ถนนเส้นซอยวัดลาดปลาดุก เราจึงไปกันทั้งหมด คัน 6 คน ผมก็ซ้อนท้ายเพื่อนที่มารับเหมือนเดิม ด้วยอารมณ์และจุดประสงค์ในตอนนั้นพวกเราแค่ต้องการไปขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อล่าท้าผีกันเล่นๆ ซะมากกว่า เพราะถนนเส้นนี้ขึ้นชื่อว่ามีคนโดนผีหลอกบ่อยมาก แล้วยังมีช่วงที่เปลี่ยว ซึ่งมีศาลเพียงตาตั้งเรียงรายมากมาย”

 

ช้อปบอกว่า ก่อนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาล่าท้าผีกันมอเตอร์ไซค์คันที่เขานั่งมาก็หวิดโดนรถกระบะเฉี่ยวซะแล้ว สาเหตุเพราะเพื่อน (คนขี่)มาถึงถนนใหญ่แล้วเห็นว่าถนนโล่ง ทำให้ไม่ทันสังเกตว่ามีรถกระบะเลี้ยวมาพอดี แต่ยังเบรกได้ทันซึ่งน่าจะเป็น ลางบอกเหตุว่า คืนนั้นจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น แต่ยามนั้นเขากลับไม่ได้ใส่ใจ

“พวกเราขี่มอเตอร์ไซค์มาเรื่อยๆ โดยคันผมนำหน้า อีกสองคันตามหลังมา สักพักเพื่อนที่ขี่มอเตอร์ไซค์รุ่นทีซีเอ็กซ์และอีกคันก็ขับแซงไป ผมยังแปลกใจว่าทำไมพวกเขาขับเร็วจังมารู้ทีหลังว่าเพื่อนทั้งสองคันโดนโจรไล่จี้จะปล้นเอาทีซีเอ็กซ์ แต่กว่าผมจะเฉลียวใจก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเลี้ยวมาปาดหน้าผมกับเพื่อน อีกคันมาประกบข้าง และอีกคันประกบหลัง จนเราต้องเบรกจอด

นาทีนั้นผมก็ตกใจ แต่เท่าที่สังเกตโจรเหล่านี้น่าจะอยู่ในวัย 18-19 ปี (แม้จะใส่ไอ้โม่งมา) แล้วโจรคนที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันแรกที่มาปาดหน้าพวกเราก็เอามีดมาจี้เพื่อนผมซึ่งเป็นคนขี่ แล้วบอกว่า ‘มีของมีค่าอะไรเอามาให้หมด’ เพื่อนผมก็เริ่มควักหาเงินในกระเป๋า มือถือ และสร้อยคอ ปากก็ขอร้องว่าอย่าเอามอเตอร์ไซค์คันนี้ไปเลยเพราะใช้ทำมาหากิน นาทีนั้นหางตาผมก็เหลือบไปเห็นว่าโจรที่ขี่มาประกบด้านข้างกำลังเงื้อมีดจะฟันที่แขนเพื่อนผม ผมจึงถีบโจรที่เงื้อมีดในทันที

 

คราวนี้โจรจากมอเตอร์ไซค์ ที่ด้านหลังผมคนหนึ่งก็กระชากผมลงจากรถ ผมก็เลยจับแขนโจรคนที่ถือมีดไว้แล้วต่อยไปสามหมัด ทีนี้แหละพวกโจร 7-8 คนก็มารุมสกรัมผมคนเดียวเลยทั้งมีดทั้งหมัดเทมาที่ผมคนเดียวเลยล่ะ”

ช้อปบอกว่า เขาโดนสารพัดมีดที่พวกโจรใช้ ทั้งมีดดาบ มีดสปาร์ต้า และอื่นๆ โดยถูกฟันที่หลัง 2 แผลเป็นรอยยาว แขนซ้าย 3 แผลแขนขวา 1 แผล และขาซ้าย 1 แผล ซึ่งนาทีนั้นยังไม่รู้สึกเจ็บ แต่พอโดนมีดฟันเสยหน้าผากเฉียงเป็นทางยาวอีก 1 แผล ซึ่งเป็นแผลที่ผิวหนังเปิดเกือบถึงกะโหลก แผลนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา แล้วพวกโจรยังแทงเข้าบริเวณลำตัวเขาอีก 2 แผล ซึ่งตอนนั้นบอกเลยว่าเขาอาการหนักสุด ส่วนเพื่อนซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ (ชื่อแบงก์) ที่มากับเขาถูกแทงที่หลัง 2 แผล แต่บาดเจ็บไม่มาก

เมื่อความเป็นและความตายมีค่าเท่ากัน

“หลังจากพวกโจรมันทำร้ายเราแล้ว มันก็รีบหนีไป คราวนี้เพื่อนผมสองคันที่ขี่มอเตอร์ไซค์แซงหนีไปก็รีบย้อนกลับมาดู มาถึงเพื่อนๆเหน็ ผมอาการหนักนอนฟุบอยู่บนตกั ของแบงก์ก็รีบโทรแจ้งรถป่อเต็กตึ๊ง พอมาถึงเจ้าหน้าที่ก็ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตอนนั้นผมยังรู้สึกตัวเลยคลำดูที่กระเป๋ากางเกงจึงรู้ว่ามือถือยังอยู่ผมจึงบอกให้เพื่อนใช้มือถือโทรบอกพี่ชายผมสักพักผมก็รู้สึกวืบไป

มารู้สึกตัวอีกทีผมก็อยู่บนรถป่อเต็กตึ๊งซึ่งกำลังพาผมไปส่งที่โรงพยาบาลบางบัวทอง ไปถึงหมอก็ช่วยดูอาการเบื้องต้นและสันนิษฐานว่ามีดแทงโดนตับหรือปอดและกะโหลกร้าวแต่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้รับไว้รักษา เจ้าหน้าที่ป่อเต็กตึ๊งจึงรีบพาผมไปส่งที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้านนทบุรี ระหว่างทางผมเริ่มหายใจไม่ออก แต่เพื่อนชื่อใหม่ที่มาด้วยก็คอยพูดกับผมว่า ‘ช้อป มึงอยู่กับกูก่อนๆ’ ตอนนั้นที่จำได้คือรู้สึกเจ็บหน้าอกมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกแทงและเสียเลือด ผมจึงเริ่มวืดและเริ่มไม่รับรู้อะไร แต่ก็ยังได้ยินเสียงเพื่อนชื่อใหม่แว่วมาในจิตสำนึกตลอด”

ช้อปเล่าย้อนว่า ในนาทีนั้นเขารู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกินกว่าจะถึงโรงพยาบาล มารู้ตัวอีกทีก็อยู่บนรถเข็นเพื่อนำตัวไปยังห้องไอซียูแล้ว ผลปรากฏว่าเขาต้องโดนปั๊มหัวใจถึงสองรอบ เพราะความดันลดต่ำสุดเรียกว่าอาการหนักมากจนอาจตายได้ทุกเมื่อ

“นาทีนั้น จิตใต้สำนึกผมบอกเลยว่า ชีวิตหลังความตายนั้นมีจริง เพราะระหว่างที่ถูกปั๊มหัวใจ ผมเห็นใบหน้าของญาติๆ ที่ตายไปแล้วลอยเรียงรายมาเป็นแถว แต่สักพักก็เห็นใบหน้าของญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ลอยมาให้เห็น เช่นกัน ผมจึงเข้าใจว่า นั่นคือ จิตใต้สำนึกของคนที่อยู่ระหว่างความเป็นกับความตายเท่าๆ กัน สักพักผมได้ยินเสียงพี่ชายผมเรียก แถมเขายังมาตีมือจนผมรู้สึกเจ็บอีกด้วย ดวงผมอาจยังไม่ถึงที่ตาย ผมจึงฟื้นกลับคืนสติมาได้ในที่สุด

 

แล้วมารู้สึกตัวว่าเจ็บอีกทีตอนที่หมอเย็บแผลที่หลัง ที่แขนสองข้าง และที่ขา แต่แผลที่ถูกแทงที่ลำตัวยังไม่ได้เย็บเนื่องจากเลือดยังไหลไม่หยุด และหมอต้องเช็กก่อนว่ามีดแทงถูกอวัยวะสำคัญหรือไม่ เดชะบุญที่มีดแทงสะกิดตับไปนิดนึง จึงไม่ต้องถึงกับผ่าตัด ส่วนแผลยาวที่ถูกฟันบริเวณหน้าผากนั้นก็ยังไม่ได้เย็บเช่นกัน เพราะหมอยังต้องเช็กก่อนว่าสมอง

โดนกระทบกระเทือนหรือไม่ จึงทำแผลไว้และมาเย็บแผลอีกวัน หลังจากนั้นเมื่อตรวจแล้วไม่เป็นอะไร แต่บอกเลยว่าตอนที่หมอฉีดยาชาเข็มใหญ่ก่อนเย็บแผลที่หน้าผาก มันเจ็บมากซะจนผมต้องจดจำไปอีกนาน เพราะตอนฉีดยาชานี่เจ็บปวดกว่าตอนที่เย็บแผลอีกครับ สรุปแล้วคือที่บริเวณศีรษะโดนเย็บแผลไปทั้งหมด 280 เข็มได้ เมื่อรวมกับแผลตามลำตัวด้วยก็น่าจะไม่น้อยกว่า 300 เข็ม”ช้อปบอกว่า เขานอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 7 วันเต็ม ระหว่างนั้นก็มีการให้น้ำเกลือและให้เลือดติดต่อกัน 2-3 วัน รวมทั้งให้ออกซิเจนและต่อสายดูดเลือดเสียออกจากร่างกายด้วย เรียกว่าสายระโยงระยางเต็มตัว ซึ่งหมอห้ามดื่มน้ำโดยเด็ดขาด พูดได้ว่าเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

ชีวิตหลังจากผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้

ช้อปบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องร้ายๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะถนนเส้นนี้ตั้งแต่เด็กจนโตเขาก็ผ่านไปผ่านมาหลายครั้งโดยไม่เกิดเหตุการณ์อะไร แม้จะมีข่าวการจี้ปล้นเป็นระยะๆ ก็ตาม

“เรื่องคดีในตอนนี้พี่ชายผมเป็นคนเดินเรื่องเห็นว่าเจ้าหน้าที่มีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดไว้แล้ว แต่กลุ่มคนร้ายใส่ไอ้โม่งคลุมหน้าไว้จึงต้องหาหลักฐานเพิ่มเพื่อดำเนินคดีกับคนพวกนี้ต่อไป หลังจากผ่านเรื่องร้ายนี้มา ผมก็ยังไปกับเพื่อนปกตินะ แต่พวกเราไม่เคยผ่านไปแถวถนนเส้นที่เกิดเหตุอีกเลย เวลาจะสังสรรค์กัน พ่อแม่ผมก็ให้ชวนเพื่อนมาดื่มที่บ้านหรือร้านหน้าหมู่บ้านเท่านั้น ไม่อยากให้ไปไหนไกลๆ

แถมเดี๋ยวนี้พี่ผมจะโทรตามตลอดว่าอยู่ไหน หลังสี่ทุ่มไป ถ้าผมยังไม่กล้าบ้านพ่อจะโทรตามตลอด อีกอย่างตอนนี้เวลาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนไปไหนก็จะรู้สึกระแวงหลังอยู่เสมอ เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นมันทำให้เราเป็นคนขี้ระแวงไปเลย ทุกวันนี้แผลที่โดนฟัน โดนแทงหายสนิทดีแล้วหลังผ่านมาหลายเดือน แต่มีสิ่งหนึ่งคือดวงตาข้างขวาของผมที่โดนมีดฟันหน้าผากแล้วแฉลบมาเข้าตาขาว (โชคดีว่าไม่ถูกตาดำ) ทำให้ตาข้างขวาจะมัวๆ นิดหน่อยเวลาโดนแสงจ้า แต่ก็ยังมองเห็นได้ดีครับ อ้อ! แล้วก็มีเจ็บหน้าอกบ้าง ถ้านั่งมอเตอร์ไซค์แล้วรถเกิดกระแทก นอกนั้นก็ปกติดีครับ”

ช้อปทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น เขาจะเชื่อคำที่พ่อแม่หรือพวกผู้ใหญ่คอยบอกคอยเตือนอยู่เสมอว่ายามกลางค่ำกลางคืนไปไหนมาไหนให้ระวังตัว ซึ่งคำเตือนเหล่านี้เขาเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่แน่ว่าวันดีคืนร้ายเกิดดวงตกขึ้นมา เรื่องไม่ดีเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่ตั้งอยู่บนความประมาทและขาดความระมัดระวังตัว!!

 

ชลวุฒิ วัชรอยู่ นายแบงก์เออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/431909

ชลวุฒิ วัชรอยู่ นายแบงก์เออีซี

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

ความเนื้อหอมของกลุ่มประเทศอาเซียนในด้านการค้าและการลงทุนที่มีมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2559 ที่เพิ่มความน่าดึงดูดอย่างไร้พรมแดนให้กับ 10 ชาติอาเซียน

ในฐานะนายแบงก์ที่คร่ำหวอดกับอาเซียนมากว่าสิบปี “ชลวุฒิ วัชรอยู่” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายหน่วยงานที่ปรึกษาการลงทุนระหว่างประเทศ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้บริหารคนแรกของประเทศไทยนับตั้งแต่มีการก่อตั้งฝ่ายการให้คำแนะนำด้านการลงทุน หรือ FDI Advisory Unit ขึ้นเป็นครั้งแรกในสิงคโปร์ เมื่อปี 2554 มองว่า อาเซียนในยุคประชาคมเศรษฐกิจเออีซี ยังมีโอกาสอีกมากในระยะยาว

ความเชื่อมั่นจากปากของนายแบงก์ที่มีประสบการณ์ทั้งในไทยและต่างประเทศรายนี้ส่วนหนึ่งมาจากภาพสะท้อนของผลการดำเนินงานในหน่วย FDI Advisory Unit ที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 100% ทุกปี ในตลอด 3 ปี ของการก่อตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นในประเทศไทย

ชลวุฒิ เล่าว่า หน่วยงานดังกล่าวก่อตั้งขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี 2011 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคารยูโอบี เพื่อรองรับการทำธุรกิจของกลุ่มประเทศในเอเชียและโดยเฉพาะในอาเซียนแบบครบวงจรในจุดเดียว โดยจะให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการทุนในแต่ละประเทศตั้งแต่ความเสี่ยงในการจัดตั้งโลเกชั่น สภาพสังคม ตลอดจนระเบียบข้อกฎหมาย ใบอนุญาต โดยมีจุดเด่นนอกจากวันสต็อปเซอร์วิสแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วเอเชีย ทำให้การบริการลูกค้าที่ต้องการลงทุนข้ามพรมแดนไม่สะดุด

 

“สัดส่วนของลูกค้าขยายตัวต่อเนื่องทุกปีมากกว่า 100% ติดต่อกันตลอด 3 ปีที่เปิดตัวมา ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนขนาดกลางขึ้นไป โดยมีทั้งต่างชาติที่เข้ามาไทยและนักลงทุนไทยที่ต้องการขยายโอกาสไปลงทุนเพิ่มในประเทศเพื่อนบ้านในสัดส่วนเฉลี่ยใกล้เคียงกัน เช่น ไปลงทุนผลิตในอินโดนีเซียที่มีพื้นฐานประชากรเยอะ และเจาะตลาดผู้บริโภคในประเทศ” ชลวุฒิ กล่าว

ก่อนที่จะก้าวสู่การเป็นนายแบงก์เออีซีในวันนี้ ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ทำงานในสายการเงินการธนาคาร ชลวุฒิ เล่าว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การเปิดสาขาย่อยของธนาคารในห้างสรรพสินค้า ระหว่างที่ศึกษาต่อคณะบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ภาคอินเตอร์ ซึ่งทำให้ได้ไปคลุกคลีกับธนาคารกรุงเทพ แหล่งวิจัยสำคัญของธีซิสชิ้นนี้ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าทำงานธนาคารตามมา

ชลวุฒิ เริ่มเข้าทำงานในฝ่ายสินเชื่อรายใหญ่ประจำสำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ที่เน้นการดูแลลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก โดยดูแลด้านนี้ประมาณ 4-5 ปี ก่อนที่จะได้เปิดมุมมองของโลกและการทำงานที่กว้างขึ้นกว่าเดิมกับการไปประจำที่สาขานิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปีซึ่งทำให้ได้นำมุมมองสไตล์ความคิดและการทำงานของเมืองแห่งศูนย์กลางการเงินของโลกแห่งนี้มาปรับใช้ให้แหลมคมขึ้น

ทว่าที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนซึ่งเปิดโอกาสสู่การเป็นนายแบงก์เออีซีในวันนี้ คือหลังจากนั้น มีโอกาสได้เข้าไปดูแลงานของสาขาต่างประเทศโซนอาเซียนมากขึ้น โดยเน้นที่เวียดนาม ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างคึกคักเป็นหลัก ถือเป็นด่านหน้าสำคัญของกลุ่มซีแอลเอ็มวี CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ที่ขณะนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักในมุมนี้

การไปครั้งนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองด้านใหม่ให้กับนายแบงก์หนุ่มอีกครั้ง แตกต่างจากนิวยอร์ก ที่เป็นสาขาเล็กในมหานครใหญ่ แต่เวียดนามคือสมรภูมิใหญ่ที่กำลังเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุนให้นักธุรกิจจากทั่วโลก บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบจึงเพิ่มขึ้นมาก พร้อมๆ กับที่ต้องเรียนรู้พื้นที่ใหม่

 

จากการดูแลลูกค้าขนาดใหญ่ของแบงก์ในประเทศมาตลอด เมื่อขยายขอบเขตงานข้ามพรมแดนไปต่างประเทศจึงต้องเรียนรู้เรื่องราวและทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านให้ดีขึ้น ตั้งแต่เรื่องกฎระเบียบ ภาษี วัฒนธรรม ลักษณะนิสัยของคนที่โน่นว่าเป็นอย่างไร การกินการอยู่เป็นอย่างไรโลเกชั่นไหนที่ควรเข้าไปลงทุน และแบงก์จะซัพพอร์ตอย่างไรให้เขาได้บ้าง ในนามของแบงก์เกอร์ต้องรู้ต้องเข้าใจมากกว่าลูกค้า
ที่โน่น เพราะต้องเป็นคนแนะนำให้ลูกค้า

ชลวุฒิ ย้อนความหลังว่า ช่วงที่ไปดูแลที่เวียดนามถือว่าเป็นช่วงที่ทำงานหนักมาก เพราะเวียดนามกำลังบูมมาก อีกทั้งตนเองยังไม่มีประสบการณ์ในประเทศเหล่านี้เท่าไร จึงต้องใช้การเรียนรู้เยอะ ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน จะแก้อย่างไรหากเป็นหนี้เสียขึ้นมา

การมีประสบการณ์ผ่านงานในพื้นที่จริงแถบซีแอลเอ็มวีที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องอีกราว 6 ปี ทำให้ชลวุฒิ ได้มีโอกาสเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายหน่วยงานที่ปรึกษาการลงทุนระหว่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นในสาขาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อต้นปี 2013 มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อรับเทรนด์การลงทุนในอาเซียนที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว

จากมุมมองของผู้บริหารในแบงก์ขนาดใหญ่สุดอันดับ 5 ในอาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เนื้อหอมในแถบอาเซียนตอนล่างเนื่องจากมีศักยภาพสูงด้านตลาดบริโภคในประเทศขนาดใหญ่ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ฝั่งอาเซียนตอนบน หลายคนเลือกที่จะไปเวียดนามเนื่องจากมีการวางระบบ
โลจิสติกส์เชื่อมต่อที่ดี

สำหรับในอนาคตระยะยาวนั้น แน่นอนว่าต้องจับตาการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และเมียนมา ซึ่งมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งที่เมืองโฮจิมินห์ซิตี้ และเมืองติละวา กับทวาย ซึ่งจะทำให้สามารถเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานได้ดีขึ้นและมีจุดดึงดูดมากขึ้น จากเดิมที่เป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนายแบงก์ผู้คร่ำหวอดในวงการรายนี้ แม้โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ จะถูกสร้างและพัฒนาขึ้นให้ทัดเทียมได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ปี ทว่าสิ่งหนึ่งที่อาจจะยังไม่สามารถปรับตามมาให้ก้าวได้ทัน ก็คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างคนให้นอกจากมีทักษะฝีมือแล้ว ยังรวมไปถึงมุมมอง และศักยภาพต่างๆ ที่ยังต้องใช้เวลา ทำให้ไทยยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญในภูมิภาคอยู่

Work-life Balance สำคัญ งานต้องมา แต่เวลาชีวิตต้องมี

ในขณะที่นายแบงก์ส่วนใหญ่ชอบวิ่ง และมักเห็นได้ตามงานวิ่งมาราธอนที่ธนาคารหลายแห่งจัดอยู่ทั้งในและนอกกรุงเทพฯ หรือหลายคนก็หันมาชอบการปั่นจักรยานที่เริ่มฮิตติดลมในเมืองไทยได้ 2-3 ปีมาแล้ว แต่ชลวุฒิ เลือกที่จะออกกำลังกายกับกีฬาที่ดูแข็งแรงและออกจะบู๊สักหน่อยอย่างการ “ยิงปืน” และ “ต่อยมวย” ที่เขาถือเป็นแฟนมวยตัวยงของ บัวขาว บัญชาเมฆ เจ้าของยิมบัญชาเมฆที่ไปซ้อมมวยอยู่บ่อยครั้ง

ในขณะที่นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะในกลุ่มวาณิชธนกิจ หรือธนาคารเพื่อการลงทุน มักจะมีไลฟ์สไตล์ที่โลดโผนหวือหวาไม่แพ้เนื้องานที่ต้องเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง แต่ชลวุฒิ ส่ายหน้าว่าตนเองไม่ค่อยมีวีรกรรมอะไรมากนัก มีชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่ายเสียมากกว่า เพราะเน้นการบาลานซ์ระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว ด้วยการเลิกงานเสร็จปุ๊บก็จะไปเล่นกีฬาออกกำลังกาย ซึ่งหลักๆ มี 2 อย่าง คือ ยิงปืนกับต่อยมวย

เจ้าตัวเล่าว่าชื่นชอบกีฬาต่อยมวยมานานแล้วตั้งแต่สมัยเรียน เล่นมาพักหนึ่งแล้วเลิกไป ทว่าภายหลังเมื่อมวยเป็นกีฬาที่เริ่มมาฮิตกัน มีการเปิดค่ายมวยกันมากขึ้น จึงสามารถหาที่ต่อยมวยได้สะดวกขึ้น
และซ้อมถึงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเมื่อมีเวลา เหตุผลที่ชอบต่อยมวยก็เพราะเป็นกีฬาที่ใช้การเบิร์นค่อนข้างเยอะ แถมต่อยแล้วยังช่วยให้หายเครียดได้ดีด้วย ถือว่าได้ระบายความเครียดดีมาก เวลาได้ซ้อมเตะเป้าแต่ละครั้งจะรู้สึกว่าร่างกายได้ปลดปล่อย บางทีเรามีความเครียดสะสมอยู่ข้างในก็ได้ระบายออกไป

“ผมคิดว่าถ้าเราทำงานอย่างเดียวจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าร่างกายเราไม่ดี สุขภาพเราไม่แข็งแรง ถ้าเรามาทำงานก็มีแต่ทรุดกับทรุด” ชลวุฒิ กล่าว

ส่วนกีฬายิงปืนที่เจ้าตัวหลงเสน่ห์ทั้งกลศาสตร์ของกระบอกปืนและการใช้ทักษะกับสมาธิในการยิงปืนนั้น ชลวุฒิ กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ชื่นชอบมานานแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้ซื้อปืนเมื่อราว 4-5 ปีที่ผ่านมานี่เอง การยิงปืนเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิสูง และรูปทรงการออกแบบ วิศวกรรมศาสตร์ของปืนยังน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นลูกโม่ หรือออโตเมติก แถมยังเป็นกีฬาที่ท้าทาย เพราะเวลายิงปืนจะมีแรงสะบัดสูง ทำให้ต้องพยายามควบคุมให้ดี เราจะบริหารอย่างไรให้ยิงเข้าเป้าตรงกลางให้ได้ ไม่ให้เฉไปเฉมา ซึ่งต้องใช้สมาธิในการเล่นสูง

นอกจากกีฬาที่ช่วยรักษาสมดุลชีวิตของนายแบงก์รายนี้แล้ว เขายังชื่นชอบการท่องเที่ยวทั้งในไทยและทั่วโลก เพียงแต่ไม่ใช่สไตล์รูดปรื๊ดกินดื่มอย่างหรูหราตามที่มักจะเห็นในโฆษณาของบัตรเครดิตธนาคารแทบทุกแห่ง แต่เขาและภรรยาเลือกที่จะท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กไปทั่วโลก เพราะชอบการศึกษาเส้นทางที่ทำให้ได้เข้าใจประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย

“ผมไม่ค่อยติดหรู ผมว่าชีวิตมันจะสบายไปหน่อย บางทีเราก็ควรให้ชีวิตได้เดินทางได้ผจญภัยบ้าง ก่อนที่เราจะสบาย เราควรจะได้รู้จักเส้นทางที่ลำบากก่อน  เราจะเลือกสบายใช้เครื่องบินก็ได้ แต่เราต้องรู้ข้อมูลก่อนให้ได้เลือก ก็คล้ายกับวิธีการทำงานที่หากเราไม่รู้โพรเซสก่อน เราก็จะบริหารไม่ได้” ชลวุฒิ ให้มุมมอง

แม้งานในฐานะนายแบงก์จะต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงในการแข่งขันและการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหลายคนอาจต้องมีแพสชั่น หรือความปรารถนามุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเป็นแรงผลักดันสำคัญ แต่สำหรับชลวุฒิ เขาเลือกที่จะใช้หลักการเบสิกพื้นฐานที่เรียบง่ายด้วยการ “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เจ้าตัวกล่าวว่ามีหลักการเบื้องต้นที่เบสิกมากๆ คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด การทำงานต้องมีความเครียด มีปัญหาให้แก้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว จึงอยู่ที่ว่าเราจะบริหารจัดการ จะบาลานซ์สมดุลให้ได้อย่างไรระหว่างงานกับชีวิต ทำงานเสร็จในแต่ละวันก็ต้องมีเวลาออกกำลังกาย และมีเวลาอยู่ที่บ้าน ได้อยู่กับครอบครัวด้วย ชีวิตจมอยู่กับการทำงานอย่างเดียวก็ไม่ได้ คนที่ทำงานเสร็จเร็วไม่ได้หมายถึงทำงานไม่ดี แต่อาจบริหารจัดการได้ดีกว่าคนอื่นก็ได้

นอกจากนี้ ชลวุฒิ ยังมองว่า งานทุกอย่างค่อนข้างจะเหมือนกัน แต่อยู่ที่ตัวเนื้องานว่าที่ท้าทายอย่างไรมากกว่า งานแบงก์เองแต่ละฝ่ายก็มีลักษณะหน้าที่ที่ต่างกัน แต่เราจะดึงความท้าทายที่เราต้องไปเจอออกมาอย่างไร เช่น เป้าที่ถูกกำหนดมาแต่ละปี เคพีไอ จะวางแนวทางไหนให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ เรียกว่าความท้าทาย (Challenge) และวิสัยทัศน์ (Vision) จะมาบรรจบกับเพื่อไปถึงเป้าหมายได้อย่างไรในแต่ละปี ถือเป็นความท้าทายในการบริหารจัดการของเราว่า เราจะมีวิชั่นเพื่อนำพาทีมและตัวเราเองให้ไปสู่เป้าหมายได้อย่างไร

“อุปสรรคระหว่างทางก็ย่อมมีบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของคน ว่าคุณจะมีวิธีคุยกับเขาอย่างไร ทุกคนก็ต้องการการทรีตที่ดี แต่ก็ต้องมีเป้าหมายที่เราผลักดันไปพร้อมกันด้วย ผมไม่คิดว่าพวกนี้เป็นปัญหาใหญ่ แต่เรียกว่าเป็นอุปสรรคระหว่างทางตามปกติมากกว่า เป็นเรื่องของความต่อเนื่องระหว่างงาน ที่เราต้องค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ แก้กันไป และสุดท้ายเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างสำเร็จ มันก็จะส่งเสียงของมันเอง” ชลวุฒิ กล่าว

 

ชวนคนไทยไปปลูกป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/431441

ชวนคนไทยไปปลูกป่า

โดย…ราตรีแต่ง

ภาพภูเขาต้นน้ำ จ.น่าน เหลือสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจให้นักร้องโจ๋รุ่นใหญ่ โจอี้ บอย ชวนคนไทยไปช่วยกันปลูกป่า แต่ก็มีเสียงทักท้วงว่าโครงการปลูกป่าทั้งหลายเป็นเพียงอีเวนต์ประชาสัมพันธ์ขององค์กรเจ้าภาพที่พาประชาชนไปปลูกป่ากันเท่านั้น ขบวนจากเมืองหลวงปลูกแล้วก็ไป หรือนักปลูกทั้งหลายก็มือใหม่ ขุดดินยังไม่เป็นแล้วจะมาปลูกป่า ยิ่งกว่านั้นมีบางโครงการชวนไปปลูกหน้าแล้งอีกต่างหาก!

ใครอยากร่วมขบวนทำงานอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ควรหาข้อมูลกันไว้ก่อน เช่น การปลูกต้นไม้ควรเริ่มในช่วงฤดูฝน และแล้วเสร็จก่อนสิ้นฤดูฝนประมาณหนึ่งเดือน จึงจะทำให้ต้นไม้มีอัตรารอดสูง ป่าไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยวและที่สำคัญต้องเป็นต้นไม้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแห่งนั้นด้วย คนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจผิดว่าไปซื้อต้นอะไรมาปลูกก็ได้ ล้วนเข้าใจผิดทั้งสิ้น

ส่วนนักปลูกมือใหม่ เว็บไซต์ www2.egat.co.th การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แนะนำไว้ก่อนเข้าป่าทำงานอาสาคืนผืนป่า

สิ่งสำคัญที่สุดของการปลูกป่า คือ ฤดูกาลปลูกและช่วงระยะเวลาพอเหมาะกับฝนตก หากพลาดแม้เพียง 1 เดือน ก็จะไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์เอาไว้ ดังนั้น ต้องเตรียมการปลูกให้ทันฤดูกาลและปลูกให้ถูกช่วงฝนตกดินอิ่มน้ำ แต่ละท้องที่อาจจะมีฝนตกไม่เหมือนกัน เมื่อการปลูกป่าต้องอาศัยน้ำฝน กิจกรรมหลักของการปลูกป่าที่จะต้องถูกบังคับด้วยฤดูกาล

เมื่อปลูกแล้วจะต้องปล่อยต้นไม้ไว้ให้ธรรมชาติดูแลรักษา ขั้นตอนช่วงนี้จึงสำคัญมากควรจะปฏิบัติดังนี้

– ก่อนปลูกต้นไม้ต้องรดน้ำก่อนเพื่อให้ตุ้มดินหุ้มรากชุ่ม

– ตรวจสอบดูหลุมปลูกไม่ให้ลึกจนเกินไป และก้นหลุมควรรองด้วยสารอมความชื้นพวกโพลีเมอร์ ฟางข้าว หรือขุยมะพร้าว และควรมีปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้สูตร 15-15-15 หรือสูตร 15-30-15 โดยใส่กับหลุมประมาณสองช้อนโต๊ะ คลุกเข้ากับดินร่วน

– ใช้มีดหรือของมีคมตัดถุงพลาสติกตามแนวยาว จากปากถุงถึงก้นถุง แล้วค่อยๆ แกะถุงพลาสติกออก

– ประคองตุ้มดินส่วนที่หุ้มราก ค่อยๆ วางลงในหลุมปลูก

– วางต้นไม้ลงหลุมปลูกให้ต้นไม้ตั้งตรง และให้รอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับดินเดิมที่ปากหลุม

– ใช้ดินกลบให้แน่น ไม่ให้ต้นไม้โยกคลอน หากกล้าไม้สูงเกินไปให้ใช้หลักไม้ไผ่ที่เป็นหลักหมายแนวปลูกปักข้างกล้าไม้ และใช้เชือกผูกกล้าไม้กับหลักไม้ไผ่เพื่อกันกล้าไม้โยกเมื่อ ถูกลมพัด และเป็นการช่วยให้รากตั้งตัวได้เร็วขึ้น

– ถุงพลาสติกที่แกะออกให้ฝังดินไว้ในหลุมปลูก เพื่อป้องกันมลภาวะในพื้นที่ป่า

หลังจากการปลูกแล้ว 2-3 เดือน ต้องถางวัชพืชพวกหญ้าป้องกันการแย่งแสง ถางวัชพืชที่คลุมกล้าไม้ออก เมื่อถางแล้วหากพบต้นไม้ตายก็ให้ปลูกซ่อมไปพร้อมๆ กันเลย ช่วงที่มีฝนอยู่คือประมาณ เดือน ส.ค.-ต.ค. หากต้องการเก็บสถิติการรอดตายก็ทำในช่วงนี้ โครงการที่ไม่ได้ทำแค่เป็นอีเวนต์จบเป็นครั้งๆ ไป ก็ต้องสานต่อโครงการนั้นให้กับชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลอย่างยั่งยืน

 

พอ(แล้ว)ดี นักธุรกิจรุ่นใหม่หัวใจเพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/431436

พอ(แล้ว)ดี นักธุรกิจรุ่นใหม่หัวใจเพียงพอ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

กลางกระแส “สตาร์ทอัพ” ของไทย โมเดลธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีและกลไกการสร้างรายได้ ที่เน้นไปที่การทำกำไรระดับ 50-100 เท่าของการลงทุนภายในระยะเวลาสั้นๆ ในอีกมุมของสังคมก็ยังมีโลกอีกด้าน โลกของการเห็นต่างทางธุรกิจ หรือจะพูดให้ชัดคือ เห็นตรงกันข้าม

พวกเขาไม่ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ต้องการเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และมั่นคง กำไรไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งที่ใหญ่กว่ากำไรคืออะไร ตามไปรู้จัก “พอแล้วดี The Creator”

พอแล้วดี The Creator เป็นกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ธุรกิจบนพื้นฐานความพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) เริ่มต้นจากกลุ่ม 13 นักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ถูกคัดเลือกจากทั่วประเทศเพื่อเข้าร่วมโครงการ 13 The Creator หรืออีกนัยหนึ่งคือ 13 คนต้นแบบที่จะร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ  กับคนในสังคมอย่างสร้างสรรค์ในเรื่องของไลฟ์สไตล์ บิซิเนส (LifeStyle Business)

 

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้ก่อตั้ง บริษัทที่ปรึกษา แบรนด์บีอิ้ง นักการตลาดชั้นแนวหน้าของไทย และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการพอแล้วดี The Creator เล่าว่า ในฐานะนักการตลาด เธอมีความเชื่อในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เชื่อในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงหลักปรัชญาความพอเพียง ทุกคนนึกถึงเกษตรกรรมแต่เพียงอย่างเดียว หากพระราชดำรัสเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของการพัฒนาและบริหารทั้งประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง พัฒนาเศรษฐกิจให้ทันยุคสมัยด้วยความพอเพียงพอประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะเกษตรกร

“ในฐานะนักสร้างแบรนด์ ดิฉันคิดว่าเราสร้างแบรนด์ด้วยหลักความพอเพียงได้ แนวคิดเรื่องความพอเพียงนำมาใช้กับภาคธุรกิจได้เท่าๆ กับภาคเกษตร เป็นแนวคิดที่จะทำให้แบรนด์ยั่งยืน สังคมยั่งยืน” ดร.ศิริกุลเล่า

จุดพลุด้วยธุรกิจไลฟ์สไตล์ เนื่องจากต้องการเปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้าถึงง่าย เรียนรู้ง่าย เช่น ร้านกาแฟ ทุกคนหรือหลายคนทุกวันนี้ก็เดินเข้าไปนั่งกินกาแฟในร้านกาแฟอยู่แล้ว มองดูรู้ซึ้ง สัมผัสได้ และให้แรงบันดาลใจในสิ่งที่เป็นไปได้ ทั้งหมดเป็นไปภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำมาปรับเป็นกรอบในการทำธุรกิจ จากนั้นก็ต่อยอดเอื้อเฟื้อดูแลสังคมของตัวเองต่อไป

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

“เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่น(บ้านเกิด) ความพอเพียงที่ควบคู่ไปกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นี่คือ 13 คนต้นแบบที่จะเป็นต้นแบบของการทำธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความพอเพียงที่พิสูจน์ได้ ทำได้” ดร.ศิริกุลเล่า

พอแล้วดีพิสูจน์ได้ด้วยตัวของตัว หมายถึง ความพอดี ไม่โลภ ไม่เบียดเบียน ใครพอใครได้ ส่วนในแง่มุมของธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไร  ออกดอกออกผลเป็นเม็ดเงินพร้อมไปกับความมั่งคั่งของชุมชน พอแล้วต้องหยุด หมายถึงหยุดที่ความโลภ ไม่ใช่หยุดการพัฒนา โครงการจะเข้าไปช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ในเรื่องของการสร้างแบรนด์ โดยนักการตลาดระดับประเทศที่มาร่วมด้วยช่วยกัน ฉุดรั้งทุนนิยมด้วยความพอเพียง

“เรากำลังจะมีเวิร์กช็อปครั้งแรกในเดือน พ.ค.นี้ และจัดเรื่อยไปทุกเดือนตั้งแต่ มิ.ย., ก.ค., ส.ค. ครั้งสุดท้ายในวันที่ 11-13 ต.ค. ที่จะเป็นการประชุมใหญ่ระดับโลก “Sustainable Brand” เผยแผ่องค์ความรู้และผลักดันแบรนด์ไทยในเวทีระดับชาติ”

เอกกมล

 

 

คือความคาดหวังที่เต็มเปี่ยม 100% ดร.ศิริกุลตอบว่า นี่คือโครงการที่จะจุดประกายคนรุ่นใหม่ในการเปลี่ยนแปลงสังคม อนาคตที่ฝากไว้ และสังคมไทยที่จะรู้จักคำว่า “พอ” มากขึ้น ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมาช่วยกันก่อนที่จะสายเกินการณ์ สังคมทุกวันนี้น่ากลัวเพราะทุกคนเห็นแต่ประโยชน์ของตัว กลยุทธ์คือรากฐานความคิดต้องเข้มแข็ง ถึงจะง้างและงัดได้กับความโลภ

เอกกมล ธีปฏิกานนท์ เจ้าของร้านกาแฟละเลียด หนึ่งใน 13 The Creator เล่าว่า เป้าหมายของคนทำธุรกิจโดยทั่วไปคือกำไร แต่เป้าหมายของร้านละเลียดคือกำไรและการแบ่งปัน ต่อยอดซึ่งกันและกันในฐานะที่ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ให้และผู้รับ จากอดีตเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์แมกกาซีนกินเงินเดือนบริษัท เปลี่ยนรูปแบบชีวิตมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยเริ่มจากสิ่งที่ถนัดและมีวัตถุดิบอยู่แล้ว องค์ความรู้มาจากญาติผู้ใหญ่ที่ศึกษาสายพันธุ์กาแฟในฐานะนักวิชาการเกี่ยวกับเกษตรพื้นที่สูง และมีงานอดิเรกเป็นการคั่วกาแฟในยามว่าง(ฮา)

“ในช่วงแรกที่เปิดร้านใหม่ๆ ได้คิดถึงการชงกาแฟแบบต่างชาติสมัยใหม่ที่นิยมระดับการคั่วที่ไม่เข้ม เพื่อให้ได้รสชาติที่แท้จริงของกาแฟตามแหล่งปลูก จึงทดลองใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการคั่วกาแฟให้ได้ตามอย่างที่ใจคิด และได้ออกแบบอุปกรณ์การชงกาแฟขึ้นเองด้วย”

สุธีร์

 

เอกกมลเล่าว่า ธุรกิจของเขาเปรียบเหมือนคนกลางที่ช่วยทำให้คนรู้จักเมล็ดกาแฟไทยมากขึ้น ได้เห็นเรื่องราวการปลูกกาแฟของชาวไทยภูเขา เป็นการช่วยสนับสนุนกาแฟที่ปลูกในป่าแบบไม่ใช้สารเคมีที่ชาวบ้านชาวเขากินกันมา อีกยังได้นำแมคคาเดเมียที่ปลูกในพื้นที่เดียวกันมาช่วยจำหน่าย เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวเขา และชาวเราคือชุมชนในพื้นที่ก็ได้บริโภคสินค้าคุณภาพ โดยเริ่มต้นแบบทีละนิด ไม่เกินตัว แต่จะต่อยอดไปเรื่อยๆ

สุธีร์ ปรีชาวุฒิ ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนอินทรีย์จันทบูร จ.จันทบุรี อีกหนึ่งใน The Creator อดีตเซลส์เอนจิเนียร์ผู้พลิกผันตัวเองไปเป็นชาวสวนผลไม้ เล่าว่า สิ่งที่ทำคือธุรกิจของครอบครัว บ้านเป็นสวนก็เห็นสวนและเห็นความเป็นไปของสวน ความไม่อาจพึ่งพาตนเอง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางว่าจะรับซื้อราคาเท่าไร ราคาดีชาวสวนก็แห่ปลูก ราคาขึ้นมาแล้วก็ถูกทุบ เป็นอย่างนี้อยู่ชั่วปีดีดัก

เมื่อกุญแจสำคัญอยู่ที่การพึ่งพาตัวเอง สุธีร์จึงใช้เวลาและงบประมาณไปกับการทดลองในสวน เรียนรู้และขยายผล ถ้ามั่นใจจึงจะลงทุนเพิ่ม ปลูกเพิ่มในพันธุ์ไม้ที่ต้องการ สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นไปภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ เพราะทั้งหมดเป็นไปภายใต้เงื่อนไขของการสะสมความรู้ การทำงานและการใช้ชีวิต รวมทั้งเงื่อนไขทางคุณธรรมที่จะไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม

 

“เรามองหากลยุทธ์ที่จะมาสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสังคมเมืองและสังคมเกษตรกรรม เช่น การสร้างพื้นที่อาหารที่ดี มีพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติในแบบของเรา สร้างวิธีการเรียนรู้เฉพาะตัวเฉพาะถิ่น โดยร่วมมือกับคนภายนอกที่มองคนละมุมกับเรา และช่วยเราในการบอกกล่าวแก่สังคมให้รับรู้ไปด้วยกัน”

ความยั่งยืนสำหรับสุธีร์คือความไม่เบียดเบียน ไม่ว่าจะยืนอยู่ในจุดไหนตำแหน่งไหนในสังคม หากพยายามไม่เบียดเบียนในบริบทของตนได้ สังคมก็ยั่งยืนได้ สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างเขา สิ่งที่ทำคือความพยายามในการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชให้พืชยืนต้นและเติบโตด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องใช้สารเคมี สร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูล เป็นต้น รวมทั้งการตอบโจทย์เรื่องการตลาด แก้ปัญหากลไกราคาผลไม้

“สวนของผมปลูกพืชแบบเปิดตลาด ไม่ใช่ตามตลาด คือไม่ได้ปลูกตามๆ กันไป เช่น ผมไปภาคใต้เห็นผักเหลียง ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านทางภาคใต้ ในความคิดของผมคือมันอร่อยมาก ผมก็เอามาเพาะพันธุ์ที่จันทบุรี ผักเหลียงคืออะไร คนจันทบุรีไม่รู้จัก แต่มันขายได้และสร้างสีสันในตลาดอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกคนแห่ซื้อไปทำผัดผักเหลียงใส่ไข่กินที่บ้าน นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการปลูกแบบเปิดตลาด”

 

สวนขนาด 110 ไร่ของสุธีร์ทำเงินต่อปีแค่ 2 ล้านบาท เทียบไม่ได้เลยกับสวนผลไม้ขนาดเดียวกัน เช่น สวนทุเรียนใกล้ๆ สามารถทำเงินจากการขายทุเรียนได้เป็นหลักหลายล้านบาท/ปี แต่เมื่อถามว่าพอใจหรือไม่ คำตอบคือพอใจ ทำเงินไม่เยอะไม่เป็นไร เพราะเป็นชาวสวนก็ไม่ต้องใช้เงินทำอะไรอยู่แล้ว ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ พืชผักผลไม้ก็หลากหลายมีกินทุกมื้อ ในช่วงนี้จึงทุ่มไปกับการทดลองเพื่อเรียนรู้ แม้พ่อแม่ชาวสวนรุ่นเก่าจะมีบ่น (ฮา) แต่หากมองในมุมของการพึ่งพาตัวเอง ในระยะยาวคือความสมบูรณ์แบบ

“ผมค่อยๆ เดิน ต่อเมื่อมั่นใจแล้วตกผลึกแล้วจึงลงทุนเพิ่ม ถามว่ามีวูบเสียใจมั้ยที่ลาออกจากเซลส์เอนจิเนียร์ ไม่เลยเพราะผมเห็นข้างหน้าว่าคืออะไร” สุธีร์เล่า

อย่าพลาดโอกาสที่จะทำในสิ่งที่รัก และสร้างสรรค์ธุรกิจบนพื้นฐานความพอเพียงไปด้วยกัน นอกเหนือจากร้านกาแฟที่กาแฟทุกเมล็ดปลูกในไทย เครื่องชงเครื่องดริปและวิธีคั่ววิธีคิดโดยคนไทย หรือจะกลับไปเป็นชาวสวนที่บ้านเกิด โครงการพอแล้วดี 13 Creatorยังประกอบด้วยนักธุรกิจรุ่นใหม่ในหลายสาขา เช่น จันทรโภชนา จันทบุรี ร้านอาหารที่คิดเมนูสุดเจ๋ง เพื่อประยุกต์ผลไม้ท้องถิ่นให้ทุกคนได้กินในแบบที่น่าสนุก, บ้านริมแควแพริมน้ำ จ.กาญจนบุรี ที่โดดเด่นด้วยฉากหลังสะพานรถไฟสายมรณะและไลต์แอนด์ซาวด์แฮนด์เมด หรือ Mann Craft ผู้จัดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม ผ้าทอมือสีธรรมชาติที่สอดคล้องกับยุคสมัยอย่างน่าทึ่ง สนใจเข้าไปดูเรื่องราวของพวกเขาที่ facebook : พอแล้วดี The Creator

ส่งท้ายด้วย ดร.ศิริกุล ที่บอกว่า ตรงกันข้ามกับขวาคือซ้าย ตรงกันข้ามกับสตาร์ทอัพคือ พอแล้วดี ที่จะรวยอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง กล่าวอีกนัยคือความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน แถมแบ่งปันให้กับสังคมได้ด้วย

พอแล้วดี คือ พอกับความต้องการของตัวเอง พอแล้วกับความโลภ ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากกรอบของทุนนิยม นำพาสู่การสร้างสรรค์สิ่งดีๆ สู่สังคมและคนรอบตัว จาก 13 ต้นแบบในปีแรก จะเพิ่มจำนวนในปีต่อๆ ไป… คุณเองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความพอแล้วดีในสังคมนี้ได้

 

ปลอดภัยไว้ก่อน ใช้สมาร์ทโฟนแบบรู้เท่าทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430974

ปลอดภัยไว้ก่อน ใช้สมาร์ทโฟนแบบรู้เท่าทัน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ในปี 2554 ผลสรุปจากการประชุมของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) เกี่ยวกับอันตรายจากคลื่นและเสาสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ มีสาระสำคัญๆ ดังนี้

1.การประชุมได้พิจารณาผลงานวิจัยนับร้อยชิ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน 2.ผลงานวิจัยทั้งหมดไม่เพียงพอหรือไม่สามารถบอกได้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในกรณีปกติทั่วไป ทำให้เพิ่มโอกาสการเป็นเนื้องอกสมอง 3.งานวิจัยที่บ่งบอกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเยอะเกินไปเป็นเวลานาน (มากกว่า 30 นาที/วัน เป็นเวลากว่า 10 ปี) เพิ่มโอกาสการเป็นเนื้องอกสมอง 40% มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ (ทุกคนมีโอกาสเป็นเนื้องอกสมอง แต่ถ้าคุณใช้มือถือมากเกินไป โอกาสที่จะเป็นเนื้องอกมีมากขึ้น) อย่างไรก็ตามเป็นงานวิจัยเพียง 1 ชิ้น ซึ่งจะต้องรองานวิจัยจากกลุ่มอื่นยืนยันต่อไป 4.ที่ประชุมจัดให้คลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่อยู่ในกลุ่ม 2B คือหมายถึงกลุ่มที่อาจจะเพิ่มโอกาสการเป็นเนื้องอกสมอง (Possibly carcinogenic to humans) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเครื่องสำอางบางชนิด

 

สำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถืออยู่ในช่วงไมโครเวฟมีความถี่ประมาณ 800-2500 MHz (1 MHz = 1 ล้านลูกคลื่นต่อวินาที) เป็นคลื่นที่สามารถทะลุเข้าไปในร่างกายมนุษย์หรือเนื้อเยื่อได้ง่าย (ต่างกับคลื่นแสงที่ไม่สามารถทะลุผิวหนังเข้าไปลึกๆ ได้) และเป็นช่วงคลื่นเดียวกับที่ใช้ในเตาไมโครเวฟ ถึงแม้กำลัง (อัตราพลังงานที่ใช้ต่อวินาที) ของโทรศัพท์มือถือ (1-2 วัตต์) จะน้อยกว่าของเตาไมโครเวฟ (ประมาณ 1,000 วัตต์) แต่เนื่องจากเป็นความถี่ในช่วงเดียวกัน จึงทำให้เกิดความกังวลเรื่องอันตรายจากคลื่นในช่วงนี้ขึ้นมา ซึ่งความกังวลหลักมีอยู่ 2 ประเด็น คือ คลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือทำให้เซลล์สมองเกิดความผิดปกติโดยตรงหรือไม่? และความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟส่งผลทางอ้อมต่อสมองหรือไม่อย่างไร?

ปัจจุบันก็ยังเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือเชื่อว่าเป็นอันตรายและใช้ได้อย่างปลอดภัยถ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นปัญหาโลกแตกที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อและยืนยันหลักคิดของแต่ละฝ่าย

กสทช.ยืนยันไม่เป็นอันตราย

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) บอกว่า หน่วยงานวิจัยมะเร็งขององค์การอนามัยโลก ได้ประกาศเมื่อปี 2554 หลังจากประเมินผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้จัดให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุ (คลื่นวิทยุ) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งอยู่ในกลุ่ม 2B (อาจเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง) การจัดให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุอยู่ในกลุ่มนี้มีพื้นฐานมาจากการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการใช้โทรศัพท์มือถือ อนึ่ง กาแฟ ผักดอง และไอเสียเครื่องยนต์เบนซินก็อยู่ในกลุ่ม 2B นี้ด้วย

 

คลื่นวิทยุจากเสาส่งสัญญาณมือถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร? ซึ่งหน่วยงานวิจัยมะเร็งขององค์การอนามัยโลกได้ศึกษาว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุ (คลื่นวิทยุ) จากแหล่งกำเนิดต่างๆ (เรดาร์ โทรศัพท์มือถือ สถานีวิทยุกระจายเสียงสถานีวิทยุโทรทัศน์ และเสาส่งสัญญาณมือถือ ฯลฯ) มีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่ ผลปรากฏว่าการสัมผัสคลื่นวิทยุดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง ยกเว้นกรณีที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานโดยเฉลี่ยวันละ 30 นาที ไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งดูเหมือนจะชี้แนะว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อการเป็นเนื้องอกบางชนิด สำหรับกรณีของคลื่นวิทยุจากแหล่งกำเนิดอื่นๆ รวมทั้งจากเสาส่งสัญญาณมือถือนั้น ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็ง

ส่วนคลื่นวิทยุจากเสาส่งสัญญาณมือถือก่อให้เกิดผลกระทบแบบสะสมต่อร่างกายหรือไม่? ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จนถึงทุกวันนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการสัมผัสคลื่นวิทยุในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปมีผลกระทบแบบสะสมต่อร่างกาย

จากวงเสวนา “ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาสัญญาณและโทรศัพท์มือถือมีผลต่อสุขภาพหรือไม่” ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และความปลอดภัยของคลื่นจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือแก่ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชี้ว่าระบบการสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์มือถือได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคดิจิทัล และยังเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ

 

“กสทช.ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่และส่งเสริมให้มีบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศแล้ว ยังทำหน้าที่กำกับดูแล กำหนดค่ามาตรฐาน และตรวจวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบสถานีฐาน

“จากการตรวจวัดค่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสถานีฐานจำนวน 40 สถานี ในพื้นที่ 5 ภูมิภาค พบว่ามีค่าต่ำกว่าขีดจำกัดตามที่มาตรฐานกำหนดไว้มาก เช่น ย่านความถี่คลื่น 900 MHz ความแรงต้องไม่เกิน 41 โวลต์/เมตร ย่านความถี่ 1800 MHz ความแรงต้องไม่เกิน 58 โวลต์/เมตร และย่านความถี่ 2100 MHz ความแรงต้องไม่เกิน 61 โวลต์/เมตร ดังนั้นการแผ่คลื่นจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือจึงปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน”

ฟังและเชื่ออย่างมีเหตุและผลรองรับ

ผศ.ดร.ชาญไชย ไทยเจียม กรรมการสมาคมวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย และเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บรรณาธิการหนังสือ “ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากการใช้โทรศัพท์มือถือจากเสาสัญญาณและโทรศัพท์มือถือมีผลต่อสุขภาพหรือไม่” อธิบายเหตุผลว่า

 

“รู้สึกว่าอ่านหนังสือพิมพ์ ตามข่าววิทยุและทีวี ก็เห็นว่ามีบางประเด็นที่ชาวบ้านไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็เป็นกระแสสังคมแบบพาๆ กันไป อย่างเช่น ประโยคหนึ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ ‘ความถี่ของโทรศัพท์มือถือเป็นความถี่เดียวกับตู้อบไมโครเวฟ หมูยังสุกเลย แล้วคนจะไม่สุกเหรอ’ แล้วก็ลือกันไปต่างๆ นานา ผมว่าถ้าปล่อยไปเลยตามเลย เราในฐานะสมาคมที่ทำเกี่ยวกับเรื่ององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ไม่ออกมาชี้หรือบอกกับคนในสังคมเลย สังคมก็น่าจะเดินไปข้างหน้ายาก เพราะว่า กสทช.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงออกมาพูดและชี้แจง แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มที่ไม่เชื่อ ก็คิดว่าประเทศเรานี่ก็ลำบากเหมือนกันนะ เพราะหน่วยงานโดยตรงออกมาชี้แจง ประชาชนไม่เชื่อ แล้วประเทศจะเป็นอย่างไร?”

แม้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือจะเป็นคลื่นเดียวกับตู้ไมโครเวฟ ผศ.ดร.ชาญไชย ชี้ว่าไม่ได้มีอันตรายเท่ากับตู้ไมโครเวฟ เนื่องจากย่านความถี่ไม่ได้มีความถี่สูงมากพอที่จะทำลายดีเอ็นเอมนุษย์ ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างดีเอ็นเอมนุษย์ทำให้กลายพันธุ์หรือทำให้เกิดเนื้องอกเป็นมะเร็ง

“ในทางวิทยาศาสตร์ต้องใช้คำว่า เป็นไปไม่ได้”

ในทางทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอยู่ 2 ประเภท คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากลุ่มชนิดไม่ก่อไอออน (Non-ionizing radiation) ไม่ก่อให้อะตอมมีการแตกตัวเป็นไอออน ซึ่งย่านความถี่ใช้งานของโทรศัพท์มือถือและความถี่คลื่นวิทยุกระจายเสียง สัญญาณไว-ไฟเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายจัดให้อยู่ในกลุ่มประเภทนี้ ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่มีผลกระทบในเชิงความร้อนเท่านั้น การติดตั้งและการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือเป็นชนิดไม่ก่อไอออนที่มีกำลังใช้งานต่ำ

 

“ความถี่ของโทรศัพท์มือถือไม่ถึงขั้นเป็นไอออไนซ์ แต่กำลังส่งที่แรงจนกระทั่งทำให้เกิดความร้อน และความร้อนนี่เองที่ทำให้อาหารสุก เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนจะกลัวก็ต้องมาดูเรื่องกำลังส่ง โดยเฉพาะปัญหาของสถานีฐานกำลังส่ง หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือที่ถือก็จะทำให้เกิดความร้อนจนกระทั่งหมูสุกจริงไหม? โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น เนื่องจากตัวเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นเครื่องมือที่ถูกตรวจสอบมาตรฐานมาแล้วจากต่างประเทศ แล้วมีองค์กรที่จะมากำกับดูแลว่าให้อยู่ในกำลังส่งที่ปลอดภัย ไม่ใช่จะส่งเท่าไหร่ก็ได้ และเป็นข้อมูลเชิงเทคนิคว่าทุกสถานีฐาน ในฐานะผู้ประกอบการต้องส่งกำลังต่ำที่สุดเพื่อประหยัดไฟฟ้าที่เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท แล้วมาออกแบบการแมตชิ่งหรือระบบวิศวกรรมสายอากาศเพื่อให้การกระจายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกไปครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่ต้องการ ไม่ต้องการส่งกำลังเยอะๆ เพราะมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายหรือเปลืองเงินโดยใช่เหตุ แต่ต้องส่งกำลังให้น้อยที่สุดและยังอยู่ในระบบที่เสถียร แล้ววางระยะให้เหมาะสม”

ผศ.ดร.ชาญไชย ย้ำว่า จากการอ่านบทความมากกว่า 260 เปเปอร์ ซึ่งเป็นบทความจากต่างประเทศทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ทำกันมา 2 ปีเต็ม การใช้โทรศัพท์มือถือและการอยู่ใกล้กับสถานีฐานกำลังส่งสัญญาณ ทุกคนอาจจะวิตกกังวลได้ ไม่มีปัญหาตรงนั้น แต่ไม่ใช่ตื่นตระหนกจนไม่มีพื้นฐานของวิทยาศาสตร์หรือเหตุและผลมารองรับ

“วิตกได้แต่อย่าตื่นตระหนก หากคำแนะนำที่จะมีวิธีป้องกันตัวเอง ทำความเข้าใจและอยู่กับการใช้โทรศัพท์มือถือยังไงจึงจะปลอดภัยและมีความสุข ยกตัวอย่างเรื่องสถานีฐานส่งคลื่นสัญญาณที่คนในพื้นที่กังวลนักกังวลหนา คนไม่เข้าใจกัน ถ้าผมกลัว…ผมกลัวโทรศัพท์ที่เราถือมากกว่า เพราะบริเวณใดที่อับสัญญาณหรือสัญญาณมือถืออ่อน โทรศัพท์มือถือจะถูกส่งด้วยกำลังสูงสุดตลอดเวลา แบตเตอรี่จะหมดเร็ว และทำให้เกิดความร้อนที่ข้างหูมากเป็นกรณีพิเศษ ต้องอยู่ในระยะที่เหมาะสมของสถานีฐาน ตัวสัญญาณโทรศัพท์มือถือจะมีขีดสัญญาณของความแรง ต้องดูว่ามีความแรงของสัญญาณพอสมควร ไม่ใช่ไปโทรในที่อับสัญญาณหรือไม่จำเป็นก็อย่าใช้ เพราะถ้าใช้ซึ่งโทรศัพท์จะแนบกับหูผู้ใช้ ซึ่งต้องให้ความรู้ว่าขณะที่ไม่ใช้โทรศัพท์แต่ถ้ายังอยู่กับตัว โทรศัพท์ก็จะเชื่อมต่อกับสถานีฐานตลอดเวลา ถ้ากลัวก็เสี่ยงตลอดเวลา มีวิธีเดียวคือต้องปิดโทรศัพท์ไม่ต้องใช้”

 

ข้อแนะนำการใช้สมาร์ทโฟนให้ปลอดภัย

งานวิจัยของคนไทยที่ชื่อ “การจำลองโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเพื่อวิเคราะห์ค่าอัตราการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการถ่ายเทความร้อนในศีรษะมนุษย์ขณะใช้โทรศัพท์มือถือ” ที่ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2554 ดร.ธีรพจน์ เวศพันธุ์ และกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี คือ วัจน์กร คุณอมรเลิศ, จันทกานต์ นูรักษา และอภิชาติ  แซ่ซือ จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ในการจำลองการกระจายตัวของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นบริเวณสมอง เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ที่สถานการณ์แตกต่างกัน ระยะเวลาที่ต่างกัน ที่ความถี่ต่างๆ จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีและเป็นที่ยอมรับทั้งในเวทีวิจัยทั้งระดับนานาชาติและระดับชาติ ได้มีข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือดังนี้

1.หลีกเลี่ยงการใช้งานโดยไม่จำเป็น หากต้องใช้ก็ใช้ให้น้อยที่สุด

2.หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ในที่แคบ เช่น ในรถยนต์ เนื่องจากคลื่นจะมีการสะท้อนเข้าสู่ร่างกายของผู้ใช้งานได้เป็นปริมาณมากขึ้น

3.เวลานอนพยายามอย่าวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัว

4.หากต้องพกพาโทรศัพท์มือถือ พยายามหาซองใส่หรือใส่ในกระเป๋าเพื่อลดการแพร่ของคลื่นสู่ร่างกาย

5.พยายามใช้อุปกรณ์เสริม เช่น Small talk, Bluetooth หรือ Hand Free อย่าพยายามพูดโทรศัพท์โดยยกมาแนบกับหูโดยตรง

 

จ้าวควงยิ่น เลี่ยงความรุนแรงซ้ำรอยด้วยระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430691

จ้าวควงยิ่น เลี่ยงความรุนแรงซ้ำรอยด้วยระบบ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ถ้าไม่นับฮ่องเต้หุ่นเชิด ในประวัติศาสตร์จีนฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์ใหม่ที่ขึ้นสู่ตำแหน่งง่ายที่สุดคงไม่มีใครเกินฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์ซ่ง จ้าวควงยิ่น

ง่ายเหมือนฝัน

จ้าวควงยิ่นเป็นแม่ทัพผู้ได้รับความไว้ใจจากฮ่องเต้โจวซื่อจงแห่งราชวงศ์โฮ่วโจว แต่หลังจากโจวซื่อจงสวรรคต ฮ่องเต้องค์ถัดมาอายุแค่ 7 ขวบ

แผ่นดินช่วงนั้นแตกแยกเป็นหลายแคว้น บ้านเมืองระส่ำระสาย

ขณะนำทัพไปต้านศัตรู แม่ทัพทั้งหลายหารือกันว่า ฮ่องเต้ใหม่ยังเยาว์ บ้านเมืองยังอ่อนแอ ดูแลลำบาก ลูกพี่จ้าวควงยิ่นที่เราร่วมรบมาแรมปี มีความเป็นผู้นำ คุณงามความดีของพวกเรา เราทำลูกพี่เห็น ไม่ต้องอ้อมผ่านคำเพ็ดทูลขุนนางในวัง ซึ่งอนาคตจะแกว่งไกวไปทางไหน ก็แล้วแต่ฮ่องเต้น้อยกับกลุ่มขุนนาง สถานการณ์ตอนนี้ มิสู้ยกท่านแม่ทัพจ้าวควงยิ่นขึ้นเป็นฮ่องเต้เลยดีกว่า

จ้าวควงยิ่นตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น แม่ทัพนายกองที่เป็นลูกน้องทั้งหลายก็เอาเสื้อคลุมพญามังกรมาสวมให้ ปฏิเสธเท่าไรก็ไม่ฟัง จำใจ๊จำใจต้องเป็นฮ่องเต้ราชวงศ์ใหม่แต่โดยดี

จ้าวควงยิ่นได้รับการสนับสนุนจากเหล่าแม่ทัพอย่างเต็มที่ อาจเป็นเพราะกระแสยุคนั้นเกิดการเทกโอเวอร์แว่นแคว้นกันเป็นเรื่องปกติ และแม่ทัพนายกองก็คือลูกน้องร่วมรบกันมาทั้งนั้น

กระนั้นก็ตาม การเทกโอเวอร์ของจ้าวควงยิ่นจัดว่าศิวิไลซ์ เพราะทันทีที่จ้าวควงยิ่นได้เป็นฮ่องเต้อย่างไม่คาดคิด ก็สั่งห้ามทำร้ายฮ่องเต้และพระญาติ รวมถึงขุนนางใหญ่ทั้งหลายในราชสำนัก รวมถึงห้ามปล้นชิงท้องพระคลัง ใครฝ่าฝืนมีโทษสถานหนัก

ด้วยคำสั่งชัดเจนและการประสานงานอย่างดี จ้าวควงยิ่นจึงยกทัพกลับและควบคุมเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย จ้าวควงยิ่นสถาปนาราชวงศ์ซ่งอย่างค่อนข้างเรียบเนียนไร้รอยต่อ

เรียบเนียนที่สุดเท่าที่ฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์ใหม่คนหนึ่งจะทำได้

ขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นเรื่องง่าย แต่รักษาตำแหน่งเป็นเรื่องยาก

นับแต่จ้าวควงยิ่นขึ้นเทกโอเวอร์ราชวงศ์โฮ่วโจว ชายแดนยังไม่สงบสุขจากแคว้นอื่น ส่วนในอาณาจักรเองก็มีเจ้าเมืองแข็งข้อประปราย เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการขึ้นครองราชย์ของจ้าวควงยิ่น

จ้าวควงยิ่นใช้ความสามารถฉบับแม่ทัพปราบปรามด้วยกำลัง แม้ไม่จบด้วยความรวดเร็วนัก แต่ก็สยบได้ในที่สุด

ปัญหาหนักใจของจ้าวควงยิ่น จึงไม่ใช่เรื่องศัตรูภายนอก

จ้าวควงยิ่นครุ่นคิด ตั้งแต่แผ่นดินแยกเป็นแคว้นต่างๆ เกิดเหตุแม่ทัพใหญ่ในแต่ละแคว้นเทกโอเวอร์เปลี่ยนราชวงศ์เป็นว่าเล่น ตำแหน่งที่ตนได้มาก็เป็นกระบวนการไม่ต่างกัน จะทำอย่างไรไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

จ้าวควงยิ่นเห็นโชคของตน มีความเสี่ยงรวมอยู่ด้วย

ตอนเป็นแม่ทัพ ถ้ามีไหวพริบพอ เมื่อเข้าตาจนทางการทหารกับแคว้นอื่นก็ยังสวามิภักดิ์กับฝั่งศัตรู หากเข้าตาจนทางการเมืองก็ยังพอขออำลาตำแหน่งกลับไปเป็นสามัญชน แต่ขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้วทางลงไม่เหลือ อย่าได้คิดลงหลังเสือ ทางออกเดียวก็คือทำให้หลังเสือมั่นคง

หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบจึงพบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะแม่ทัพและเจ้าเมืองกุมกำลังทหารมากเกินไป ความมั่นคงภายในแต่ละอาณาจักรจึงคลอนแคลน

วันหนึ่งจ้าวควงยิ่นเชิญบรรดาลูกน้องเก่า ซึ่งบัดนี้ต่างกลายเป็นแม่ทัพรุ่นสร้างชาติแห่งอาณาจักรซ่งมาทานข้าวแกล้มเหล้า ดื่มจนกรึ่มได้ที่จึงกล่าวออกมาว่า

“นับแต่ข้าเป็นฮ่องเต้มา นอนหลับไม่เป็นสุขเลยสักคืน”

ลูกน้องเก่างุนงง “ฝ่าบาทมีแผ่นดินกว้างใหญ่เป็นอาณาจักร ไฉนจะเกิดอาการนอนไม่เป็นสุขได้”

“ฮ่องเต้ ใครๆ ก็อยากเป็นกันทั้งนั้น พวกท่านเข้าใจมั้ย”

แม่ทัพทั้งหลายไอคิวไม่ต่ำ ยิ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ยกตำแหน่งฮ่องเต้ให้ลูกพี่ไป จึงเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่

“บัดนี้บ้านเมืองสงบลงแล้ว ฝ่าบาทจะกังวลไปไย ที่อยู่ต่อหน้าท่านทุกคน ก็กากี่นั้งกันทั้งนั้น ไม่มีทางคิดเป็นอื่นได้เลย” แม่ทัพทั้งหลายลนลาน

“วันที่พวกท่านคลุมเสื้อคลุมมังกรให้ข้า เพราะเห็นข้าเป็นผู้นำที่ร่วมรบด้วยกันมา ถ้าข้าเป็นฮ่องเต้ พวกท่านก็ย่อมรับยศถาบรรดาศักดิ์เป็นแม่ทัพผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ อันที่จริง ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะระแวงพวกท่าน แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูกน้องพวกท่านจะไม่คิดยกระดับฐานะ ด้วยการคลุมเสื้อคลุมมังกรให้กับพวกท่านบ้าง”

แม่ทัพยิ่งลนลาน “ขอพระราชทานทางออกแก่พวกกระหม่อมด้วย”

จ้าวควงยิ่นจัดให้ ทางออกค่อนข้างสันติ คือตัดอำนาจการทหารเข้าสู่ราชสำนัก แล้วจัดบำเหน็จบำนาญ บ้านพัก และทรัพย์สิน ให้กับแม่ทัพนายกองเหล่านี้เสพสุขกันถ้วนหน้า เสร็จนาพักโคถึก เสร็จศึกเกษียณขุนพล

เพียงยกเหล้าจอกเดียวเท่านั้น อำนาจทหารทั้งหมดก็กลับมาอยู่ในมือฮ่องเต้

จ้าวควงยิ่นยังทำแบบเดียวกันนี้กับเจ้าเมืองต่างๆ หลักการนี้ถูกใช้ตลอดราชวงศ์ซ่ง คือลดอำนาจแม่ทัพ ให้อำนาจขุนนางฝ่ายบุ๋น กลายเป็นวิธีแก้วิกฤตความไม่มั่นคงภายในที่ได้ผลอย่างมีนัยสำคัญ

ราชวงศ์ซ่งยืนหยัดอยู่นานกว่า 300 ปี โดยมีศึกจากความวุ่นวายภายในน้อยมาก เมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ

เราแย่งชิงผลประโยชน์จากมือผู้อื่นได้ ผู้อื่นก็ย่อมแย่งชิงผลประโยชน์จากมือเราได้ เป็นวิธีคิดที่เข้าใจได้ไม่ยาก นี่คือความคิดเชื่อมโยง เป็นศักยภาพหนึ่งที่มนุษย์พึงมี

จ้าวควงยิ่นไม่ได้มองตนเองเป็นที่ตั้งว่าเป็นผู้โชคดีมีบุญถูกเลือกเพียงหนึ่งเดียว แต่มองเห็นกระบวนการ ปัจจัย และระบบที่พบว่าเรื่องแบบนี้อาจซ้ำรอย โดยมีคนอื่นๆ เล่นเป็นพระเอกแทน

แต่ฮ่องเต้หลายพระองค์เห็นมุมนี้แล้วจบอยู่แค่การแก่งแย่งมากขึ้น โหดเหี้ยมมากขึ้น และมักจบด้วยการนองเลือด

แต่จ้าวควงยิ่นเป็นฮ่องเต้ศิวิไลซ์ ทุกๆ ย่างก้าวพยายามหลีกเลี่ยงการหักหลัง หักเหลี่ยม และรุนแรง ทางออกจึงแก้ด้วยการใช้ระบบและการเจรจาแต่เนิ่นๆ

การเฝ้าทำลายคู่ต่อสู้โดยเฉียบพลัน หรือทำร้ายคู่ต่อสู้ (หรือผู้ที่ถูกระแวงว่าเป็นคู่ต่อสู้) โดยไม่เป็นธรรม ไม่เคยจบปัญหาได้ โดยเฉพาะปัญหาภายในสังคมเดียวกันเอง ซึ่งปัญหาจะวนลูปด้วยการฉวยโอกาสตอนแต่ละฝ่ายได้เปรียบคว่ำกันไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า หาสมดุลไม่เจอ และเกิดแต่โศกนาฏกรรมที่ไม่จำเป็น

ปรีชาสามารถแบบจ้าวควงยิ่น ถ้าอยู่ในผู้นำสังคมภายในองค์กรย่อมมั่นคง ส่วนถ้าปรีชาสามารถแบบจ้าวควงยิ่นอยู่ในผู้คน สังคมจะศิวิไลซ์ เพราะแทนที่เราจะโจมตีกันเป็นบุคคล ฉวยโอกาสใช้ความได้เปรียบของฝ่ายเราเป็นกรณีๆ ไป ผู้คนจะมานั่งหาช่องโหว่ของระบบที่ควรจัดการ

 

มะเร็ง 3ครั้ง เปลี่ยนชีวิต บุญสรวง เทวอักษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430708

มะเร็ง 3ครั้ง เปลี่ยนชีวิต บุญสรวง เทวอักษร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในชีวิตของคนคนหนึ่ง ใครจะเจอกับเหตุการณ์หนักๆ ในชีวิตถึง 4 ครั้ง ได้แก่ประสบภัยสึนามิที่ภาคใต้ของไทย และการป่วยเป็นมะเร็งทั้งเต้านม ปอด และบริเวณกล้ามเนื้อสะบักหลังด้านขวา รวมแล้วถึง 3ครั้ง ซึ่งการป่วยเป็นมะเร็งถือเป็นการป่วยที่หนักหนาที่สุดในชีวิต แต่ บุญสรวง เทวอักษรก็สามารถรักษาตนเองมาได้ราวกับมีปาฏิหาริย์ปัจจุบันการมีชีวิตอยู่ของบุญสรวงในวัย 59 ปีคือการอุทิศตนทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น รับเป็นที่ปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งอิสระ รับปรึกษาปัญหาชีวิตทุกรปู แบบ รวมทั้งการเป็นคณะกรรมการมูลนิธิด้านศาสนา ส่งเสริมการบริหารจิต และจัดคอร์สปฏิบัติธรรม เป็นต้น

วัย 40 พบมะเร็งเต้านม

ปี 2540 ประเทศประสบปัญหาต้มยำกุ้งซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ บุญสรวงตรวจพบมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ค่าที่เธอทำงานในระดับผู้บริหารมืออาชีพที่ทุกอย่างต้องเนี้ยบ ผิดพลาดไม่ได้ประกอบกับมีความเครียดในการทำงานสูงและเป็นมาโดยตลอด ควบคู่กับเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด แต่หลังจากลูกชายย่างเข้า 3 ขวบ พบภาวะผิดปกติในร่างกายคือ มีอาการประจำเดือนไหลซึมกะปริดกะปรอยตลอดทั้งเดือนหลังจากคลอดบุตร แม้เธอไปปรึกษาคุณหมอและตรวจอาการหลายครั้งก็ไม่พบความผิดปกติ จนกระทั่งเธอตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านมด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า มะเร็งเต้านมกำลังเล่นงานเธอ

สมัยสาวๆ ดิฉันเป็นคนบ้างานมาก เลิกทำงานตอน 4-5 ทุ่มเกือบทุกวัน ที่สำคัญคือเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่าย ขี้น้อยใจ เครียดกับงาน สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของมะเร็ง จากประสบการณ์ของดิฉันที่รักษามะเร็งหายมาแล้วหลายครั้ง พอเจอผู้ป่วยมะเร็งดิฉันถามถึงพฤติกรรมที่เคยผ่านมาของเขา พบว่า 100%เหมือนดิฉันเปี๊ยบเลย คือสะสมความเครียดแบบต่อเนื่อง และมีพฤติกรรมชีวิตที่ไม่ถูกต้องสะสมมานาน”

 

ครั้งแรกที่เธอคลำพบก้อนเนื้อที่เต้านมบุญสรวงบอกว่า เธอรู้สึกตกใจมาก วันที่ตรวจพบเป็นวันคริสต์มาสเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองพอดี เป็นช่วงเวลาที่ควรมีความสุข แต่เธอกลับรู้สึกวิตกกังวลอย่างประหลาด เมื่อคุณหมอยืนยันว่าก้อนเนื้อนี้เป็นมะเร็งแน่แล้วผ่านไปเพียง 2 วันต้องทำการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกไปด่วน เพราะอยู่ในระดับที่ 2 มีโอกาสหายสูง แม้ก้อนเนื้อจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2 ซม.ก็ตาม

“ครั้งแรกที่เป็นย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้วถึงแม้รักษาแล้วแต่ด้วยวิทยาการยังไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะอยู่ได้แค่อีก 3ปีก็คงตายแล้ว ตอนนั้นรู้สึกเศร้า ตกใจ กลัวกังวลเพราะลูกชายอายุ 2 ขวบกว่าเอง หลังผ่าตัดจากนั้นต้องรักษาโดยวิธีให้เคมีบำบัด ซึ่งส่งผลข้างเคียงกับดิฉันมากเพราะแพ้อย่างรุนแรง ทำให้ยิ่งรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก พอให้เคมีถึงเดือนที่ 3 ดิฉันรู้สึกทรมานมากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ เหมือนร่างกายจิตใจเราสู้ไม่ไหว อยากตาย ดิฉันบ่นอยู่หลายครั้งกับสามี แต่สามีพูดมาหนึ่งประโยคให้ดิฉันได้คิดว่า ถ้ามาม๊าตายไป เขามีปัญญาเลี้ยงลูกจนโตได้ แต่เขาไม่มีปัญญาสอนลูกให้เป็นเด็กดีมีคุณธรรมเหมือนที่มาม๊าสอนได้ ทำให้ดิฉันได้คิด จริง ลูกเรายังเล็ก ลูกน่าจะต้องการความรักจากแม่ การสอนให้ลูกเป็นเด็กดีมันเป็นหน้าที่เรา ดิฉันจึงมีกำลังฮึดสู้อีกครั้งหนึ่ง”

ในความโชคร้ายยังมีโชคดี บุญสรวงรักษาคีโมผ่านไป 5 เดือนมีข่าวดี คือ คุณหมอตรวจอาการปรากฏว่าเธอหายดีแล้ว พร้อมที่จะหยุดให้เคมีบำบัดทันที ในช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เธอจึงได้คิดว่า การใช้ชีวิตตลอด 40 ปีที่ผ่านมานั้น ใช้แบบผิดๆมาโดยตลอด คือ การให้เวลากับงานและทุ่มเทมากเกินไป มัวห่วงกังวลแต่เรื่องของคนอื่นโดยลืมหันกลับมามองและรู้จักเรื่องจิตใจและร่างกายข้างในของตัวเราเอง

“ครั้งหนึ่งขณะที่ดิฉันกำลังให้คีโม เริ่มได้คิดว่าชีวิตเราอยากเป็นผู้รับมาตลอด แต่ไม่เคยเป็นผู้ให้เลย และเป็นวันแรกที่ดิฉันคิดถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงที่พระองค์ทรงเป็นผู้ให้มาตลอด ดิฉันจึงตั้งใจว่า หากดิฉันหายป่วย เราจะตั้งใจทำงานเพื่อสังคมบ้าง แรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากหายมาจาก 3 เรื่องคือ ลูก เราอยากมีเวลาให้ตัวเอง และอุทิศตัวให้กับสังคมและพระพุทธศาสนาบ้าง”

 

มะเร็งครั้งที่ 2 เกิดที่ปอด

หลังจากบุญสรวงหายจากมะเร็งเต้านมเธอบอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปทำงานอีกและขอมีเวลาและอยู่กับตนเอง เธอหันมาอ่านหนังสือธรรมะและหนังสือดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ เธอดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธผ่านไป 5 ปีของช่วงเวลาวางใจว่ามะเร็งจะไม่กลับมาอีก พอย่างเข้าปีที่ 6 ที่เธอเชื่อว่าหายจากมะเร็งขาดแล้ว เธอทนเสียงรบเร้าจากพี่น้องให้เธอกลับไปรับผิดชอบงานของตระกูลอีก ปรากฏทำงานผ่านไปเพียง 7 เดือนร่างกายเข้าสู่ภาวะความเครียดเดิมๆ เธอพบว่า เธอกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งหนึ่ง และเกิดขึ้นที่ปอด ในปี 2547 ช่วงต้นปี เมื่อตรวจพบคุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งที่ปอดออกในเดือน มี.ค.ตามด้วยการรับยาเคมีบำบัดต่อไปอีก 5 เดือน

“สัญญาณที่บอกว่ามะเร็งกลับมาอีกครั้งคือ ดิฉันเป็นหวัด เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอเรื้อรังตั้งแต่เดือน พ.ย. 2546 ถึงต้นปี 2547 ก็ยังไออยู่ทั้งๆ ที่หาหมอเปลี่ยนหมออยู่ 3 คน อาการข้างต้นน่าจะดีขึ้น ผลปรากฏกลับเป็นมากขึ้นคุณหมอสงสัยว่าดิฉันคงเป็นภูมิแพ้ไปหาหมอรักษาภูมิแพ้ก็ไม่หาย แต่ก็ยังทำงานยุ่งอยู่ และเริ่มสังเกตตัวเองว่าเราไอแปลกๆ ไอแห้งๆเหมือนมีอะไรอยู่ในปอด จึงตัดสินใจไปหาคุณหมอด้านปอด ทำการเอกซเรย์พบก้อนเนื้อใหญ่ประมาณ 5 ซม.อยู่ในปอด ตัดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจพบมะเร็งกลับมาครั้งที่ 2 ดิฉันตกใจแต่ไม่กลัวเหมือนครั้งแรก คิดในใจ มันมาอีกแล้วเหรอ แต่จิตใจเข้มแข็งขึ้น สงสัยเป็นเพราะเรากลับมาทำงาน เราจึงเครียดและเป็นอีก”

เมื่อครั้งบุญสรวงหายจากการเป็นมะเร็งเต้านม เธอเคยเขียนหนังสือเรื่อง ขอบคุณนะมะเร็ง เพื่อเป็นวิทยาทานดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นมะเร็ง เธอย้อนกลับมาดูตัวเองจึงพบว่าเธอกลับไปมีพฤติกรรมเหมือนเดิมนั่นเอง พร้อมให้กำลังใจและปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรสู้ใหม่อีกครั้ง

 

“ดิฉันอยากรู้ว่ามะเร็งที่ดิฉันเป็นครั้งที่ 2มันลามมาจากเต้านม หรือเป็นมะเร็งใหม่เลยแต่คุณหมอ 6 คนไม่กล้าฟันธงเลย เพราะหากเกิดจาก 2 กรณี การรักษาจะต่างกัน พอเป็นมะเร็งปอดต้องรีบผ่าตัดก่อนแล้วค่อยให้ยาเคมีที่หลัง แต่พอหมอไม่กล้าฟันธง แต่คุณหมอใหญ่ที่เป็นแพทย์ประจำตัวเรา เขามีลูกชายเป็นหมออยู่ที่แวนคูเวอร์ช่วยดูผลแล็บให้ ก็ยังไม่กล้าฟันธงว่ามะเร็งเต้านมลามมาปอดหรือไม่ จากพื้นเดิมตนเองไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆดิฉันเลยตัดสินใจในฐานะที่เราไม่สบายเองโดยทำการศึกษาข้อมูลเองว่า ถ้าผ่าตัดปอดออก ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ในที่สุดดิฉันตัดสินใจตัดปอดออกไปบางส่วน เพราะหากให้เคมีก่อน ร่างกายเราจะอ่อนแอมาก ถ้าให้คีโมก่อนแล้วค่อยผ่าตัดร่างกายเราจะแย่แน่ๆ ดิฉันจึงตัดสินใจผ่าตัดปอดออกไปก่อน จากนั้นจึงรักษาด้วยคีโมบำบัดผ่านไปเพียง 5 เดือนมะเร็งที่บริเวณใหม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3”

มะเร็งครั้งที่ 3 ที่ชั้นกล้ามเนื้อบริเวณสะบักหลังขวา

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังรักษาคีโมบำบัดจากเป็นมะเร็งปอดผ่านไป 5 เดือนแต่ผลการตรวจร่างกายยังพบว่าค่ามะเร็งยังมีอยู่ในร่างกาย ซึ่งหมอได้วินิจฉัยว่ามะเร็งได้แพร่กระจายเข้าระยะขั้นที่ยาเคมีไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้มันลุกลามเข้าสู่อวัยวะส่วนอื่นของร่างกายสู่ชั้นกล้ามเนื้อ

“จากที่คุณหมอแพลนว่ามะเร็งที่ปอดต้องใช้คีโมบำบัดนานถึง 6 เดือน โดยระยะ 2 เดือนแรกต้องให้ทุกสัปดาห์ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ครั้ง แต่พอให้ยาแค่ 3 เดือน หมอบอกว่าสงสัยมีมะเร็งเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกายเพราะค่ามะเร็งซีอีเอมันฟ้องหมดทุกตัวเลยมันขึ้นมาอีกหลังจากที่มันเคยลงไป หมอสันนิษฐานว่าสงสัยมะเร็งมันกระจายไปทั่วร่างกาย แต่ไม่รู้ว่ามะเร็งเกิดตรงไหน ดิฉันจึงต้องบินไปสแกนหามะเร็งถึงฮ่องกงซึ่งมีเครื่องมือบางชนิดที่สามารถสแกนได้ จากนั้นทางฮ่องกงส่งทั้งฟิล์มและจดหมายบอกว่า ดิฉันอาจมีปัญหาที่ถุงน้ำดี ซึ่งถุงน้ำดีอยู่ที่ตับ กับมีจุดเล็กๆ อยู่ตรงชั้นกล้ามเนื้อด้านหลังแถวๆเหนือสะบักขวา ซึ่งคุณหมอที่ไม่ใช่คุณหมอประจำตัวบอกว่า ตรงนั้นไม่น่ามีปัญหาเพราะสัญญาณที่หลังเล็กมาก แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่ถุงน้ำดี ในขณะนั้นคุณหมอประจำตัวดิฉันไปแคนาดาอีก 1 อาทิตย์จึงกลับ แต่หมอที่ให้ยาเคมีบำบัดบอกว่า ต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกด่วน ณ เวลานั้นคนไข้คนอื่นอาจเชื่อหมอ แต่ดิฉันไม่เชื่อใครง่ายๆ เราต้องพิสูจน์เอง ดิฉันจึงไม่ยอมตัดและอยากรอหมอประจำตัวอีก 1สัปดาห์คุณหมอก็กลับ เรารอได้ พอคุณหมอประจำตัวเรากลับมา เห็นผลสแกนบอกว่าดิฉันไม่ได้มีมะเร็งที่ถุงน้ำดีนะ แต่พอทำสแกนอีกครั้ง ปรากฏเจอก้อนเนื้องอกในชั้นกล้ามเนื้อสะบักหลังขวาขนาด 2 ซม. ต้องผ่าตัดเอาออก และพบว่าก้อนเนื้อนั้นมีเซลล์มะเร็ง ซึ่งการป่วยเป็นมะเร็งครั้งที่ 2 กับ 3 ของดิฉันไล่เลี่ยกันมาก”

พึ่งวิถีธรรมชาติรักษาตนเอง

แม้จะผ่าตัดก้อนเนื้อที่กล้ามเนื้อสะบักหลังขวาออกไปแล้ว ก็ยังไม่ปลอดภัย คุณหมอให้คำแนะนำว่า จากแผนเดิมที่เคยวางไว้ต้องทำคีโมนานถึง 6 เดือน ต้องเพิ่มเป็น 9 หรือ12 เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่งสภาพร่างกายของเธอไม่ไหวกับการรักษาแบบคีโมอีกแล้ว เพราะรู้สึกทรมานและสภาพร่างกายเธออ่อนแอมากเธอจึงหักดบิ ตดั สนิ ใจเลิกรับยาเคมีบำบัดและหันมารักษาตนเองตามวิถีแพทย์องค์รวม

“หลังจากรักษาคีโมไป 5 เดือน หลังจากตัดปอดไปบางส่วนแล้ว ดิฉันยังไอไม่หยุด ซึ่งเป็นผลมาจากการแพ้คีโม เกิดภูมิแพ้หอบหืดขึ้นอย่างรุนแรง แพ้กลิ่นหอมและสารเคมีทุกชนิด แพ้ความเย็นความชื้น และไม่มีเรี่ยวแรงพูดปกติไม่ได้ ผมร่วงหัวล้านหมดเลย เพราะเราแพ้เคมีบำบัดอย่างรุนแรง จนรู้สึกท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก ใจไม่สู้ เพราะเคมีมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท รู้สึกพะอืดพะอม นอนไม่หลับ เจอเสียงดังไม่ได้ ทำให้เราขี้โมโห หงุดหงิดเครียด พอให้คีโมเข้าเดือนที่ 3 คืนหนึ่งนอนไม่หลับ อยู่ดีๆ คิดว่าเราหัวล้าน 2 รอบแล้วทำไมเราไม่ถ่ายรูปหัวล้านเก็บไว้ดูสวยๆ บ้างล่ะ จึงเป็นแรงบันดาลใจไปถ่ายรูปแต่งตัวสวยงามไปถ่ายรูปในสตูดิโอตอนอายุ 47 ปีทำให้รู้สึกว่าชีวิตลืมความทุกข์ไปได้บ้าง

แต่พอคุณหมอบอกว่า ต้องขยายการให้คีโมจาก 6 เป็น 12 เดือน เธอตอบคุณหมอไปว่า อย่าว่าแต่ 12 เดือนเลย แค่เดือนที่ 6เธอก็ไม่เอาแล้ว

 

“ดิฉันบอกคุณหมอว่า หมอไม่ใช่คนรับยา หมอไม่รู้หรอกว่าข้างในของฉันรับเคมีมากเกินไปแล้ว ฉันรับเคมีต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะระหว่างให้คีโมเราต้องกินสเตอรอยด์ทุก 6ชั่วโมง และต้องมีสเตอรอยด์พ่นปากกับจมูกตลอดเวลา เพื่อป้องกันหลอดลมตีบ ร่างกายดิฉันบอบบางและเซนซิทีฟมากๆ ใช้ชีวิตปกติไม่ได้เลย ไม่มีแรงพูด ไม่มีแรงเดิน แต่น้ำหนักตอนนั้นขึ้นไปที่ 49 กก. เราตัวบวมเพราะกินสเตอรอยด์ แม้สามีกับคุณหมอจะหว่านล้อมอย่างไร ดิฉันก็ไม่ยอมให้คีโมต่อไปอย่างแน่นอน”

เพราะเธอเชื่อมั่นว่า เธอเคยดูแลตนเองให้ห่างจากมะเร็งนานถึง 6 ปี หากเธอกลับไปใช้ชีวิตแบบไม่เครียด กินอาหารดีมีประโยชน์ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับให้เพียงพอไม่ปล่อยให้อารมณ์แปรปรวน บวกกับการฝึกลมปราณเพื่อขยายปอด ขยายหลอดลมเพื่อให้ปอดแข็งแรงขึ้น และรำชี่กง เธอน่าจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างน้อย 1-2 ปี เธอก็ดีใจแล้ว

“วิธีการรักษาตนเองแบบพึ่งตนเอง คือวิถีแพทย์ทางเลือกในแนวธรรมชาติบำบัด ซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายในชีวิต ด้วยการควบคุมการกินอาหารให้เหมาะสมกับโรค การออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ล้างพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆการควบคุมอย่าให้อารมณ์แปรปรวน และสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ดิฉันหายป่วยจากการเป็นมะเร็ง คือการนั่งวิปัสสนาสมาธิและเจริญสติเป็นประจำทุกวัน แบบเปิดโสตประสาททั้งห้า การฝึกชี่กงพลังจักรวาลหรือการเดินพลังลมปราณ ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องการบริหารลมหายใจและพลังชีวิตจากจักรวาล ดิฉันเริ่มรักษาตัวเองตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค. ภายใน 2เดือน พบว่าร่างกายดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ดิฉันบริหารลมหายใจออกกำลังกายทุกวัน”

บุญสรวงปฏิบัติตนแบบห่างไกลความเครียดมา 20 ปีแล้ว ปัจจุบันเธอก็ยังต้องไปตรวจร่างกายเป็นประจำ และไม่พบว่ามะเร็งกลับมาอีก พร้อมกับการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น นั่งวิปัสสนาและฟังธรรม

 

เลือดรักหนังฟิล์ม “ไม่สืบสาน ก็สาบสูญ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430612

เลือดรักหนังฟิล์ม “ไม่สืบสาน ก็สาบสูญ”

โดย… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

“เทคโนโลยีในโลกปัจจุบันก้าวไกลมากต้องตามให้ทัน แต่เราต้องไม่ลืมรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของตัวเอง”  คือคติประจำใจของ มานิตย์ วรฉัตรผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หนังกลางแปลง ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์ย้อนยุค อ.งาว จ.ลำปาง

ปัจจุบันโลกแห่งดิจิทัลพัฒนาไปไวมาก การดูหนังแสนจะสะดวกสบาย เพียงแค่เปิดยูทูบ หรือเว็บไซต์หนังมากมายบนโลกออนไลน์ ก็สามารถดูได้บนคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือโทรศัพท์มือถือ แต่หากย้อนหลังไปประมาณ 30 ปี การจะดูหนังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเดินทางไปดูที่โรงภาพยนตร์เท่านั้น หรือถ้าไม่มีเงินก็ต้องรอดูหนังฟรีตามงานวัด งานบวช งานศพ หรือหนังกลางแปลงขายยา ซึ่งมีไม่บ่อยนัก

วันนี้พัฒนาการแห่งสื่อดิจิทัลรุกคืบ ทำให้กิจการหนังกลางแปลงหรือหนังฟิล์ม กลายเป็นอดีตไป ผู้ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ฟิล์ม ปิดกิจการกันหมดสิ้น นักพากย์หนังหลายคนต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น บ้างเปิดร้านส้มตำไก่ย่าง บ้างทำธุรกิจค้าขาย ยกเว้นคนนี้ นักพากย์ นาม “รวีวรรณ” หรือชื่อจริง มานิตย์ วรฉัตร อดีตนักพากย์ทีมโกญจนาท และที่ปรึกษาทีมพากย์พันธมิตร ที่ยังคงปักหลักในอาชีพพากย์หนังฟิล์มที่ตนรัก และทำให้หนังฟิล์มยังคงฉายได้อยู่จนถึงทุกวันนี้

 

มานิตย์ วรฉัตร อายุ 69 ปี เกิดเมื่อปี 2490 ที่ จ.ยโสธร เป็นหลานชายเจ้าของโรงภาพยนตร์เฉลิมกิจวัฒนา อ.เมือง จ.ยโสธร ได้คลุกคลีกับกิจการโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็กจนเกิดความชอบภาพยนตร์แบบชนิดเข้าเส้นเลือด โดยเริ่มงานแรกด้วยการเป็นเด็กตรวจตั๋วหน้าทางเข้าโรงภาพยนตร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม และเริ่มชื่นชอบการพากย์หนัง เพราะอาชีพพากย์หนังในสมัยนั้นได้รับการยอมรับมาก มีชื่อเสียง มีคนชื่นชอบมาก นักพากย์ที่ดังๆ ก็จะมีแฟนคลับเยอะ ไปที่ไหนก็จะมีคนเข้ามารุมล้อมขอถ่ายรูปคู่ เหมือนศิลปินดารา หรือเน็ตไอดอลในยุคปัจจุบัน

เมื่ออายุ 15 ปี ในปี พ.ศ. 2510 ขณะที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ก็เริ่มงานพากย์ภาพยนตร์เรื่องขุนโจร 5 นัด เป็นเรื่องแรก ด้วยความตื่นเต้น พากย์ตะกุกตะกักบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าดี ทำให้ได้รับการยอมรับและแจ้งเกิดในแวดวงนักพากย์ เริ่มแรกได้ค่าแรง เรื่องละ 20 บาท และต่อมาได้รับเพิ่มเป็นเรื่องละ 50 บาท ซึ่งขณะนั้นราคาทองอยู่ที่บาทละ 400 บาท (ปัจจุบันประมาณบาทละ 2 หมื่นบาท)

 

เริ่มงานพากย์อย่างจริงจัง ปี พ.ศ. 2515 ในนาม “รวีวรรณ” ประจำสายบริการเฉลิมวัฒนา จ.นครราชสีมา จนชื่อเสียงโด่งดัง และได้เข้าร่วมงานกับทีมพากย์โกญจนาท ซึ่งถือว่าโด่งดังมากในยุคนั้น เรียกว่าเป็นยุครุ่งเรืองในอาชีพการพากย์หนังเลยทีเดียว

“งานพากย์ภาพยนตร์เป็นงานที่ต้องพูดสดๆ เหมือนการถ่ายทอดสด เพราะฉะนั้นผู้พากย์จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมและมิให้มีข้อผิดพลาด หากเกิดความผิดพลาดขึ้น นักพากย์จะต้องมีปฏิภาณไหวพริบที่รวดเร็วในการแก้ปัญหา”  แต่อย่างว่าทำงานมามากมายไม่พลาดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ครั้งหนึ่ง เมื่อไปพากย์ที่โรงภาพยนตร์วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ทีมพากย์ของคุณมานิตย์ก็มีอาการหลุดให้เห็น ในขณะกำลังพากย์ภาพยนตร์เรื่อง ชุมทางเขาชุมทอง ซึ่ง มิตร ชัยบัญชา แสดงคู่กับ พิศมัย วิไลศักดิ์  ด้วยเพราะหนังที่ฉายเป็นรอบที่ 4 ซึ่งดึกมาก ผู้ช่วยของคุณมานิตย์ มีอาการง่วงมาก จนใส่เสียงแบ็กกราวด์ผิดร่อง  ในเรื่องช่วงที่กำลังมีการยิงต่อสู้กันอย่างเมามัน และต้องใส่เสียงปืนเป็นแบ็กกราวด์ กลับเผลอไปใส่เสียงหมาหอนแทน “รวีวรรณ” ไหวตัวทัน รีบพากย์ “เห้ย…ใครไปยิงโดนหมาว่ะ” ทำให้ผู้ชมชอบใจส่งเสียงฮากันทั้งโรง พลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดี

ครั้งหนึ่ง มานิตย์ เคยเผลอพากย์เสียดสีตำรวจ ขณะพากย์ภาพยนตร์เรื่อง คอนวอย โรงภาพยนตร์เจริญรัตน์ จ.อุดรธานี จนถูกตำรวจเชิญตัวไปคุยและกักตัวไว้ที่สถานีตำรวจ ในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อนักพากย์โดนจับ ทำให้หนังฉายไม่ได้ ชาวบ้านโดยเฉพาะคนขับตุ๊กตุ๊ก สามล้อ ต่างไม่พอใจเพราะอยากดูหนัง จึงรวมตัวกันเดินทางไปล้อมโรงพัก แต่การเจรจาไม่เป็นผล ตำรวจยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมาย สุดท้ายชาวบ้านช่วยกันเรี่ยไรเงินจนได้ 200  บาท (ขณะนั้นทองบาทละ 400 บาท) จ่ายเป็นค่าปรับ แล้วนำตัวนักพากย์ชื่อดัง นั่งสามล้อ แห่กลับมาพากย์หนังต่อ ซึ่งตำรวจที่เชิญตัวไปตอนนั้นคือ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ ต่อมาภายหลังก็กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

 

อาชีพของมานิตย์มั่นคงมากขึ้น เมื่อได้เข้าทำงานในบริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) ฝ่ายโฆษณาภูมิภาค ตำแหน่งนักพากย์โฆษณา ออกเร่ฉายหนังกลางแปลงตามภาคอีสาน ในปี 2520 อัตราเงินเดือน 5 หมื่นบาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 3,000 บาท ถือเป็นรายได้ที่สูงมากในยุคนั้น

จากเด็กพากย์หนังเรื่องละ 20 บาท สู่นักพากย์ชื่อดัง รายได้มากกว่า 5 หมื่นบาท/เดือน  ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิต มีแฟนคลับมากมาย มานิตย์เล่าถึงหลักคิดสู่ความสำเร็จว่า “เราต้องมีความแน่วแน่ในการทำอาชีพ จะเป็นอาชีพอะไรก็ได้ ขอให้เป็นอาชีพที่เราชอบ เพราะหากเราชอบ เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ดี เราจะมีพลังในการทำงาน และที่สำคัญต้องเป็นอาชีพที่สุจริตด้วย ผมเชื่อว่าเวรกรรมมีจริง หากเราทำในสิ่งไม่ดี เวรกรรมก็จะตามสนองเรา เป็นอุปสรรคต่อประสบความสำเร็จ หากเราทำแต่กรรมดี ความดีก็จะคอยส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จได้”

หลังจากปลดเกษียณในปี 2530 ซึ่งเป็นช่วงขาลงของธุรกิจหนังฟิล์ม มานิตย์จึงได้ริเริ่มความคิดในการอนุรักษ์หนังฟิล์มซึ่งเป็นสิ่งที่ตนรัก โดยการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หนังกลางแปลง ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์ย้อนยุค บนพื้นที่ส่วนตัว ที่หมู่บ้านท่องเที่ยว ท่าเจริญ ต.บ้านร้อง อ.งาว จ.ลำปาง

 

“ไม่สืบสาน ก็สาบสูญ”

“ผมมองเห็นแผ่นซีดีหนัง วางขายเกลื่อนเต็มท้องตลาด ผมก็เริ่มคิดแล้วว่า อนาคตสิ่งเหล่านี้ต้องเข้ามาแทนที่หนังฟิล์มอย่างแน่นอน หนังฟิล์มจะกลายเป็นแค่อดีต ผมจึงคิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ที่จะทำให้หนังฟิล์มไม่สาบสูญไปตามกาลเวลา ในที่สุดผมก็คิดได้ เริ่มรวบรวมเก็บสะสมหนังฟิล์ม ทั้งโปสเตอร์หนัง เครื่องฉายหนังฟิล์ม ก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์หนังกลางแปลง ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์ย้อนยุค เพื่อที่ว่าสิ่งที่ผมรักจะไม่หายสาบสูญไป จะยังคงมีให้ลูกหลานได้ดู ได้รู้ถึงวิวัฒนาการจากจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ฟิล์ม” มานิตย์ กล่าวถึงที่มาของพิพิธภัณฑ์ฯ

ปี 2535 ความกังวลของมานิตย์ก็เป็นจริง วาระสุดท้ายของธุรกิจหนังฟิล์มได้มาถึง ไม่มีโรงภาพยนตร์ฉายหนังฟิล์มอีกต่อไป ยกเว้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ที่นี่ดัดแปลงจากบ้านไม้เก่าๆ ไม่ใหญ่มาก ทำเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดย่อม มีเก้าอี้ไม้ 23 ที่นั่ง จุคนได้ประมาณ 30-40 คน (รวมยืน) ระบบเสียงอาจไม่ยอดเยี่ยมเหมือนโรงฉายหนังใหญ่ๆ มีแสงเล็ดลอดเข้ามาได้ด้วย ผนังห้องประดับด้วยโปสเตอร์หนังมากมายติดจนเต็มพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังเก่า หาชมที่ไหนไม่ได้แล้ว มีโปสเตอร์หนังใหม่บ้างประดับแซมกันไป มีเครื่องฉายหนังฟิล์ม หลายเครื่องที่ทยอยซื้อเก็บไว้ บางเครื่องก็เป็นตำนานแห่งประสิทธิภาพที่ได้รับการยอมรับในวงการ มีหนังฟิล์มที่โด่งดังในอดีต อาทิ เพชรตัดเพชร, แม่นาคพระโขนง, วัลลี, เรือนแพ และสารคดีต่างๆ รวมประมาณ 500 เรื่อง ด้านนอกมีป้ายพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ทำขึ้นแบบเรียบง่าย และโปสเตอร์หนังติดประดับ

 

ปัจจุบันที่นี่เปิดให้ชมฟรี นักพากย์รวีรรรณ บริการพากย์สดๆ ให้ชมฟรี ทั้งยังบริการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หนังฟิล์มในอดีตด้วย มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมประมาณเดือนละ 4,000 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อินโดนีเซีย ฮอลแลนด์ และจีน รายได้ของที่นี่มาจากร้านชำเล็กๆ ข้างๆ ซึ่งเป็นของคุณมานิตย์เอง บริการขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนม  และผลิตภัณฑ์โอท็อปจำพวกสมุนไพร รายได้ประมาณเดือนละ 1-2 หมื่นบาท  นอกจากนั้นคุณมานิตย์ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรไปพูดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และหนังฟิล์มในหลายที่ และรับงานฉายหนังกลางแปลงนอกสถานที่ซึ่งหายากมากในสมัยนี้ ล่าสุดก็ได้มีโอกาสไปฉายที่งานกาชาด ฤดูหนาว อ.งาว จ.ลำปาง เมื่อเดือน ม.ค. 2559

นอกจากนั้น ยังได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครของกระทรวงยุติธรรม เพื่ออบรมผู้ถูกคุมประพฤติ จนได้รับรางวัล อาสาสมัครคุมประพฤติดีเด่นจังหวัดลำปาง เมื่อ 16 มี.ค. 2559

รายได้อาจไม่เฟื่องฟูเหมือนในอดีต แต่ก็เพียงพอเลี้ยงครอบครัว ภรรยาและลูก 2 คน ที่สำคัญคือได้ทำและอยู่กับสิ่งที่รัก มานิตย์ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต โดยบอกว่า “เราต้องเชื่อมั่นตนเอง ยึดหลักคุณธรรม และเอื้ออาทรต่อกัน”

ความตั้งใจของนักพากย์ในตำนานผู้นี้ คือ “การอนุรักษ์หนังฟิล์มให้คงอยู่ตลอดกาล ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาวิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์แห่งภาพยนตร์”

มานิตย์ กล่าวทิ้งท้าย “ที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นแหล่งรวบรวมสิ่งของเพื่อการเรียนรู้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต มีวิญญาณ มีรวีวรรณ คอยพากย์สดบอกเล่าถึงเรื่องราวของหนังฟิล์ม”