ออกแบบให้บ้านอยู่สบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430610

ออกแบบให้บ้านอยู่สบาย

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

บ้านคือปัจจัยสี่ ที่เป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน นอกจากจะสร้างความมั่นคง ปลอดภัย ความสะดวกสบายให้กับสมาชิกในครอบครัวแล้วบ้านยังบ่งบอกถึงตัวตนของผู้เป็นเจ้าของผ่านการออกแบบบ้าน ซึ่งเทรนด์การออกแบบบ้านนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองก็ยิ่งต้องประหยัดงบ การออกแบบและสร้างบ้านโดยพากันไปพึ่งพิงธรรมชาติ หรือการกลับสู่สามัญจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่าเทรนด์ของการออกแบบที่อยู่อาศัยในปัจจุบันจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนทำให้การออกแบบต้องประหยัดงบประมาณ มีการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัด มีฟังก์ชั่นการใช้งานได้ดี หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งการออกแบบจะต้องตอบโจทย์ให้กับเจ้าของที่ใช้งานว่าชีวิตส่วนตัวเขาเป็นอย่างไร บุคคลนั้นชอบอะไรไม่ชอบอะไร จะเป็นตัวสะท้อนงานออกมาในแบบบ้าน

“นอกจากนี้แนวคิดการออกแบบในยุคนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือการประหยัดพลังงาน อย่างเช่น ในภาวะที่ต้องเผชิญกับภัยแล้ง เราจะแก้ปัญหาอย่างไร จะออกแบบสวนอย่างไรให้สวยแต่ไม่ต้องเปลืองน้ำ หรือการเก็บน้ำฝนไว้ใช้งาน รวมไปถึงน้ำที่มาจากระบบบำบัดอย่างน้ำทิ้งในอาคาร เป็นต้น” พิชัย ยกตัวอย่าง

ที่สำคัญประเทศไทยเป็นประเทศที่มีงานออกแบบที่วิจิตร ถือเป็นโจทย์สำคัญของสถาปนิกที่จะส่งต่องานออกแบบไปยังรุ่นต่อไปได้อย่างไร ในเรื่องของอัตลักษณ์รูปทรง ฟังก์ชั่นการใช้งาน เรื่องสีสัน เรื่องการใช้วัสดุ เราอยู่ในโลกยุค Globalization ที่มันเล็กลง จึงต้องนำเสนออัตลักษณ์ที่เป็นตัวตนของเรา มิฉะนั้นเราก็จะเหมือนกับคนทั่วโลก

นอกจากนี้ การออกแบบในยุคปัจจุบันจะคำนึงถึงความยืดหยุ่นสูง ถ้าหากมีพื้นที่จำกัดห้องต้องสร้างให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลายอย่าง เพราะคอนโดมิเนียมยุคใหม่มีพื้นที่เล็กลง ทำให้การออกแบบในยุคปัจจุบันมีโจทย์มันยากขึ้น แต่ดีว่ามีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย ที่สำคัญต้องคำนึงถึงมิติรอบด้าน ทั้งเรื่องความปลอดภัย ผลกระทบสังคมหรือเพื่อนบ้านด้วย

ขณะที่ ผศ.รัชด ชมภูนิช คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่า การออกแบบบ้านให้อยู่สบายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าจะไม่หยิบยกเรื่องสภาพภูมิอากาศมาพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องความร้อนในปัจจุบันที่ร้อนอย่างมหาวินาศ รวมไปถึงปัญหาเรื่องของความชื้น จึงเป็นที่มาที่ทำให้ต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา

การที่เราจะทำอย่างไรให้ลดความร้อนและความชื้น ก็เริ่มจากทิศทางบ้านหรือคอนโดมิเนียม หากตั้งอยู่ในทิศตะวันตกก็จะเจอกับแดดบ่ายจะทำให้เกิดการสะสมความร้อนซึ่งหากเลือกผิดก็จะต้องไปหาวิธีแก้ความร้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าตัดปัจจัยเรื่องทิศทางออกไปได้ก็จะเป็นการลดความร้อนที่จะเกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยได้ทางหนึ่ง

การที่จะทำให้บ้านหรือที่อยู่อาศัยของเราเย็นขึ้นได้นั้น นอกเหนือจากการติดตั้งเครื่องปรับอากาศคือการเพิ่มความเย็นจากภายนอก สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือการปลูกต้นไม้ที่ทำให้เกิดร่มเงา หรือการปลูกหญ้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการสะสมความร้อนที่จะเข้ามาในตัวบ้าน โดยเลือกปลูกในบริเวณที่จะสะสมความร้อนเข้ามาในตัวบ้าน

ยกตัวอย่างเช่น เราชอบเทปูนบริเวณลานจอดรถแต่หากวางตำแหน่งไม่ถูกที่ถูกทางไปอยู่ในทิศตะวันตกหรือทิศใต้ จะเป็นจุดที่สะสมความร้อนเข้ามาสู่ภายในตัวบ้าน จำเป็นต้องใช้ต้นไม้หรือสนามหญ้ามาช่วยลดปัญหาความร้อน ซึ่งใต้ร่มเงาของต้นไม้นั้นช่วยลดอุณหภูมิได้ 2-3 องศาเซลเซียส หรืออาจจะมีการทำแหล่งน้ำเพื่อลดความร้อน แต่ก็ต้องดูทิศทางด้วยว่ามีแดดส่องหรือไม่ ก็อาจจะกลายเป็นการเพิ่มความร้อนเข้าตัวบ้าน

สำหรับปัจจัยภายในบ้านต้องพิจารณาเรื่องของผนัง ช่องเปิด หน้าตา และกระจก ต้องเจาะและเปิดให้สอดคล้องกับทิศทางของแดดและลม ถ้ามีกระจกเยอะๆ ทางด้านทิศใต้หรือทิศตะวันตกจะร้อนแน่ๆ เพราะว่าแดดจะเข้ามาเต็มๆ แต่มีกระจกทางด้านทิศตะวันตกหรือด้านทิศใต้มีได้ ถ้าจะกันความร้อนก็ต้องใช้กระจกแบบพิเศษ หรืออาจต้องติดแผงกันแดดเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อลดความร้อนเข้ามา

“ทุกอย่างที่ใช้จะไล่มาจากเรื่องพื้นฐาน จากนั้นจึงคิดเรื่องอุปกรณ์ตัวช่วยเข้ามาคือ เรื่องฉนวนกันความร้อนหากมีเงินน้อยควรจะเลือกวางที่หลังคาก่อนเลย หรือจะติดตั้งทิศทางที่แดดส่องผ่านเยอะๆ อย่างทิศตะวันตกก็จะช่วยลดภาระของเครื่องปรับอากาศลงไปได้มาก” ผศ. รัชด กล่าว

ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องพฤติกรรมของคนที่อยู่อาศัยภายในบ้าน ทุกวันนี้คนอยู่กันแยกส่วนมากเกินไปสมมติมีห้องนอนอยู่ 3 ห้อง มีคนอยู่ 3 คนภายในบ้าน ก็จะแยกกันอยู่ความสิ้นเปลืองที่เกิดขึ้นก็จะคูณ 3 เพราะอาจจะมีการใช้โทรทัศน์ 3 เครื่อง เปิดแอร์ 3 ตัวแต่สามารถลดการใช้งานได้ โดยในบางช่วงเวลามาอยู่ด้วยกันใช้แอร์ตัวเดียวอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ด้วยกัน3 คน ทีวี เครื่องเดียวดูด้วยกัน 3 คน เป็นต้น

เรือนไทยเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับบ้านเรา มีการยกพื้นให้หนีน้ำ เมื่อ4-5 ปีมีการพูดว่าบ้านต้องยกสูงเพื่อหนีน้ำแต่ปัจจุบันก็ลืมกันไปอีกแล้ว ก็ยังคงเป็นบ้านติดดินเหมือนเดิม เรือนไทยมีพื้นที่ที่เรียกว่าชานอยู่ตรงกลางเพื่อให้คนในบ้านใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในเวลากลางวัน ส่วนพื้นที่ครัวไทยแยกออกไปจากตัวบ้านก็เป็นภูมิปัญญาเพราะครัวเป็นบริเวณที่ทำให้เกิดความร้อน การทำครัวไทยนั้นกลายเป็นแหล่งสะสมความร้อน

อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การปรับปรุงบ้านเดิมอาจจะใช้วิธีการต่อเติม ซึ่งถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ในการบรรเทาปัญหาไประยะเวลา 4-5 ปี แทนที่จะเลือกซื้อใหม่เลย อาจจะต้องใช้วิธีการบริหารพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมมองของ ปรีชา นวประภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอฟเอพี (Design for Aesthetic Process) มองว่า งานออกแบบบ้านนั้นขึ้นอยู่กับมีงบประมาณเท่าใด และสิ่งสำคัญในการออกแบบนั้นต้องคำนึงถึงความสบาย สภาพภูมิอากาศ โดยต้องดูจากปัจจัยพื้นฐาน คือบ้านอยู่ทิศทางใด หากเป็นทิศเหนือถือเป็นทิศที่แสงสบาย ไม่ร้อนไม่โดนแดดมาก เหมาะกับเป็นห้องที่จะต้องอยู่ทั้งวันจะประหยัดพลังงานและไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากแต่ถ้าที่ดินหันไปทางทิศตะวันตก อาจจะต้องหาวิธีการออกแบบโดยการป้องกัน ซึ่งจริงๆ แล้วในการวางฟังก์ชั่นมาบังแดดได้ เช่น เอาห้องน้ำ ครัว บันได ห้องเก็บของมาบัง และพยายามเปิดให้มีลมผ่านเข้าได้ด้วย

เทรนด์การออกแบบต้องคำนึงถึง Passive Design หรือการออกแบบกลับไปสู่พื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงธรรมชาติ การหันหน้าบ้านให้รับลมจากทางทิศใต้ เพราะประเทศไทยนั้นลมจะพัดมาจากทางทิศใต้ไปทิศเหนือตลอดทั้งปี จึงต้องวางทิศต่างๆ ไม่ให้ไปบล็อกทิศทางลม เพราะเศรษฐกิจแบบนี้หากเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งวันจะทำให้สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ามาก หากมีการออกแบบให้ลมถ่ายเทได้ ใช้ลมใช้แสงธรรมชาติก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

นอกจากนี้การติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็ต้องคำนึงถึงเรื่องการติดตั้งเครื่องคอมเพรสเซอร์ว่าอยู่ทิศทางไหนเนื่องจากมีการปล่อยลมร้อนออกมาอย่างห้องนอนตอนเช้าไม่ควรจะเปิดประตู หน้าต่างห้อง เพราะ
จะเป็นการนำความชื้นเข้ามาในห้อง พอกลางคืนเปิดแอร์เครื่องปรับอากาศจะต้องใช้พลังงานมากขึ้นจากการที่ห้องมีความชื้น

 

กินผักพื้นบ้านสดกันดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430390

กินผักพื้นบ้านสดกันดีกว่า

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

มีหลายอย่างที่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่ทำยาก ในจำนวนนั้นก็มีการกินผักพื้นบ้านสด ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงทำยาก โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่กินผักสดน้อย กินผักอย่างที่เคยชินทั่วไป และนิยมกินสุก ไม่เหมือนคนต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก ใต้ ที่กินผักสดเก่งโดยเฉพาะผักพื้นบ้านมาตั้งแต่เกิด

การกินผักสดของคนกรุงเทพฯ นั้นเอาง่ายๆ ว่า แตงกวาในข้าวผัด หรือในข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ยังเขี่ยมันออก ผัดไทยที่เขาเอาหัวปลี ใบบัวบก ต้นกุยช่าย มาให้ด้วยยังเมิน ผมเคยถามคนรู้จักว่า ไม่ชอบกินผักเหรอ เขาบอกว่า ทำไมจะไม่กิน ก็ผัดผักบุ้งไฟแดง คะน้าปลาเค็ม คะน้าลวกในข้าวขาหมู กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา แกงจืดมะระยัดไส้หมูสับ ต้มยำขาหมูก็มีเห็ดอยู่ด้วยนั่นไง สำหรับผักสดก็กินตามร้านลาบ ส้มตำ ไก่ย่าง ที่ส้มตำก็เป็นมะละกอ แล้วมีกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา เท่านั้นก็พอแล้ว

ผมเคยถามร้านลาบ ส้มตำ ไก่ย่าง ว่าทำไมไม่ใส่ ผักติ้ว ผักชีลาว ผักชีล้อม ผักแขยง แบบอีสานมาให้ด้วย คนขายบอกว่า คนกิน 100 คนเพิ่งเห็นอาแปะนี่แหละคนเดียวที่จะเอาผักสดอีสาน เป็นอย่างนั้นไป
ผมไม่ใช่จะกล่าวหาหรือต่อว่าคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ชินกับการกินผักสด ก็ลองดูพ่อแม่คนรุ่นใหม่สั่งก๋วยเตี๋ยวให้เด็กๆ ต้องสั่งคนขายว่า ไม่เอาผัก กะแค่ถั่วงอก ผักชี ต้นหอม ไม่ได้ถูกฝึกให้กินแล้ว เรื่องผักพื้นบ้านสดนั้นไม่ต้องพูดถึง

ความจริงก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกันครับ การที่ไม่ค่อยชอบผักพื้นบ้านสด เพราะทั้งรสและกลิ่นกินไม่ได้ง่ายๆ ผักพื้นบ้านสดนั้นมีทั้งขม เหม็นเขียว ฉุน เปรี้ยว ชาลิ้น ร้อน มันๆ จืดๆ ไม่ต้องอื่นไกล แค่ผักบุ้ง 3 อย่าง ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน ผักบุ้งบกต้นเล็กๆ รสชาติยังไม่เหมือนกันเลย ถ้าเจอผักกาดอีสานชนิดหนึ่งเหมือนผักกาดขาวต้นเล็กๆ ใบมีรูพรุนเหมือนโดนแมลงกิน กลิ่นฉุนเหมือนวาซาบิของญี่ปุ่น หรือเจอใบยี่หร่าที่เผ็ดร้อนก็เอาเรื่องแล้ว และถ้าไปเห็นสภาพที่มันขึ้นด้วย ที่บางอย่างมันขึ้นตามหญ้ารกๆ หรือริมร่องคูน้ำยิ่งไม่น่ากิน

ผมว่าถ้าจะกินต้องค่อยๆ ลองครับ เหมือนเวลาไปกินอาหารเวียดนาม แหนมเนืองนั้นมีผักดิบ กล้วยดิบ มะเฟืองดิบ กระเทียมดิบ ส่วนผักข้างเคียง ก็มีผักแพวหรือผักไผ่ ผักชีฝรั่ง ใบสะระแหน่ ใบโหระพา นั่นเป็นบันไดขั้นแรก เวลากินแกงอ่อมอีสาน จะเป็นอ่อมปลาดุกย่างหรืออ่อมผัก ซึ่งปกติมีมะเขือ ต้นหอม อยู่แล้ว แต่ถ้าเขาใส่ผักชีลาว มันจะหอมน่ากินขึ้นทันที นั่นเป็นการรู้จักผักชีลาว ซึ่งผักชีลาวนั้นถ้าคิดเข้าข้างตัวเองแบบโก้ๆ ว่า มันคือ Dill ที่ฝรั่งยังกิน นั่นเป็นบันไดขั้นที่สอง

กินอาหารปักษ์ใต้ก็เหมือนกัน ชินกับกินแกงหมูกับลูกเหรียง ปลาดุกผัดยี่หร่าแล้ว ขั้นต่อไปกินกุ้งผัดกะปิใส่สะตอ สะตอนี่เป็นแม่บทของความฉุนเหม็นเขียวเลย ผ่านสะตอไปได้แล้ว ผักพื้นบ้านสดอื่นๆ ก็เป็นเรื่องหมูๆ

วิธีที่ดีที่สุดอีกอย่างคือเวลากินน้ำพริกกะปิ ซึ่งไม่มีกติกาว่าจะต้องเป็นชะอมชุบไข่ แตงกวา มะเขือ ผักลวกต่างๆ เท่านั้น เอาผักจากใต้ จากอีสาน มากินร่วมกันด้วยก็ได้ การกินน้ำพริกกับผักพื้นบ้านดิบนั้นต้องมีกลวิธีบ้าง ปกติน้ำพริกกะปินั้นมีเปรี้ยวมะนาว เค็มกะปิ หวานน้ำตาลปี๊บ มะเขือพวง เป็นรสของมันอยู่แล้ว ยังมีปลาทูทอดที่ออกเค็มอีก แล้วกินกับยอดมะระขี้นกซึ่งขมเด็ดขาด กินคำเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ ละเอียดๆ รสทั้งหลายที่ต่างคนต่างมานั้นจะค่อยๆ มีความผสมผสาน จะอร่อยครับ

การกินผักพื้นบ้านสดเป็นนั้นมีประโยชน์มหาศาล ผักพื้นบ้านนั้นแทบทุกชนิดมีสรรพคุณทางยาทั้งนั้น แต่ไม่ต้องหวังว่ากินแล้วจะแก้โรคนั้นรักษาโรคนี้ได้ทันที กินให้อร่อยไว้ก่อน การเคี้ยวละเอียดๆ นอกจากจะได้รสของมันแล้ว เวลากลืนไปลำไส้มันจะดูดซับของดีของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมัยนี้โรคคอเลสเตอรอลที่ดูน่ากลัว พอเกิน 200 และ LDL สูงด้วย ก็ชักเครียด ไข่ไม่กิน กุ้ง ปลาหมึกไม่กิน บางคนหนักขึ้นไปอีกทุเรียนไม่กิน ไม่ต้องกลัวครับกินผักพื้นบ้านสดจนเป็นอาชีพจนขาดไม่ได้แล้ว กินข้าวขาหมู กินข้าวมันไก่ หอยทอด เบอร์เกอร์หมูโปะชีส ก็ไม่ต้องกลัว อีกอย่างเราไม่ได้กินของแบบนั้นทุกวันอยู่แล้ว เมื่อกินผักพื้นบ้านสดทุกวัน เดี๋ยว HDL ก็ดีเอง การกินผักพื้นบ้านสดแบบสบายๆ ไม่ต้องหวังผลมากมายจะดีเองครับ แล้วจะซื้อได้ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา ตามตลาดสดทั่วไปที่ปกติมีผักปลูกเป็นแปลง เช่น คะน้ำ ผักกาด กะหล่ำ หัวไช้เท้า มะเขือ จะมีหลายแผง แต่จะต้องมีแผงผักพื้นบ้านอยู่ 1 แผงเป็นอย่างน้อย ยิ่งตามตลาดนอกเมือง แถบนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ จะมีแผงผักพื้นบ้านอีสานเยอะ ขาย 3 อย่าง 3 กำ 10 บาท แค่ 10 บาท ได้ประโยชน์เกินค่าเงิน และนี่เป็นสิ่งที่ผมชวนกินครับ

 

ลมหายใจอันแผ่วเบา ของต้นน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430200

ลมหายใจอันแผ่วเบา ของต้นน้ำ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์

ความยิ่งใหญ่ของมหานทีหนึ่งสายล้วนเกิดจากหนึ่งหยดน้ำรวมตัวกันจนกลายเป็นธารน้ำเล็กๆ เดินทางผ่านป่าแล้วป่าเล่า ป่าที่สมบูรณ์สายน้ำก็จะเริงร่า ป่าที่มอดไหม้สายน้ำก็ไร้ชีวิตชีวา อย่างไรเสียน้ำก็ไหลรวมกันกลายเป็นแม่น้ำหนึ่งสายและเป็นมาเช่นนี้เสมอ ในวันที่คนปลายน้ำยังรู้สึกสบายดีอยู่ เปิดก๊อกยังมีน้ำประปาไหล แต่สถานการณ์ต้นน้ำหลายสายบอบช้ำ อยู่ในช่วงเวลาที่ต้องเอาใจช่วย อย่างไรก็ตาม ความบอบช้ำของต้นน้ำนั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะเดินทางไปถึง แต่พื้นที่ที่พอจะมีความหวังในเรื่องการฟื้นฟูเพื่อบรรเทาความเจ็บป่วยให้ป่าต้นน้ำ ที่นั่นคือ…ต้นน้ำแม่ปิง ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

จับชีพจรต้นน้ำแม่ปิง

นิคม พุทธา ชายผู้คลุกคลีกับงานอนุรักษ์มาตลอดชีวิตการทำงาน เป็นทั้งเจ้าของพื้นที่กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง ทั้งยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเปล่งเสียงบอกสถานการณ์ของป่าต้นน้ำปิงกับคนภายนอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (Nikom Putta) นำทางให้กลุ่มบิ๊กทรีและผู้ร่วมสังเกตการณ์ในฐานะอาสาสมัครมาที่เชียงดาวเพื่อตามหาคำตอบจากต้นน้ำแม่ปิง

“จริงๆ แล้วต้นน้ำปิงไหลมาจากดอยถ้วยในฝั่งเมียนมาและเริ่มต้นในเขตไทยในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง ในบ้านเมืองนะเหนือ อ.เชียงดาว สถานการณ์ของป่าต้นน้ำแม่ปิงในปัจจุบันอยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วง เพราะพื้นที่ป่าถูกบุกรุกทำลายอย่างรวดเร็ว โดยมีการรุกล้ำขึ้นไปบนภูเขาสูง ซึ่งมีทั้งไร่ข้าวโพด ไร่กะหล่ำปลี สวนส้ม ไร่พริก กระเทียม ฯลฯ พื้นที่เกษตรเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาหากทำกินในพื้นที่ราบหุบเขาที่มีการอนุญาตให้ทำกินได้ หากแต่พื้นที่สวนและไร่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิง การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้รุนแรงมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และส่งผลให้เห็นเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยลง และในปี 2559 เกิดปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง เกิดไฟป่าบ่อยครั้งและแต่ละครั้งก็กินพื้นที่มากขึ้น ทั้งยังซ้ำเติมปัญหาหมอกควันในภาคเหนือซึ่งเกิดขึ้นทุกปีทวีความรุนแรงมากขึ้น”

 

สิ่งที่ทำให้ต้นน้ำปิงป่วยไม่ได้มีเพียงไฟป่าและการบุกรุกต้นน้ำเท่านั้น หากแต่การรุกล้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำพร้อมกับสารเคมีแบบเข้มข้นที่ใช้ในการเกษตรรวมทั้งการทำประปาภูเขาเพื่อนำน้ำไปใช้ในการเกษตรสร้างแรงสะเทือนให้สายน้ำก็ส่งผลต่อระบบนิเวศของสัตว์ในแม่น้ำเช่นกัน

“ที่นี่คือแม่น้ำสายเดียวกันกับที่ชาวเชียงใหม่ใช้ เป็นสายเดียวกันกับแม่น้ำที่ไหลรวมกันเป็นเจ้าพระยา การใช้น้ำมากตั้งแต่ต้นน้ำ ก็จะเหลือน้ำที่ไหลลงไปในเมืองน้อย ซึ่งการใช้น้ำในเมืองก็ใช้ในอุตสาหกรรม โรงแรม และสาธารณูปโภคซึ่งล้วนแต่ใช้น้ำจำนวนมาก ผมจึงอยากพามาดูว่าต้นน้ำในจินตนาการของคุณกับสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร ออกมาดู มารู้ มาเห็น ให้เราได้สัมผัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมจัดค่ายเยาวชน และเปิดรับอาสาสมัครมาช่วยกันดูแลป่าต้นน้ำ ทั้งทำแนวกันไฟ และเก็บขยะบนดอยหลวงเชียงดาว เพื่อหวังว่าจะเกิดการสื่อสารและสร้างความห่วงใยส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ที่มีใจรักผืนป่าและสายน้ำ โดยหวังว่าจะส่งผลต่อพื้นที่ป่าอื่นๆ ภาพที่เห็นหรือประสบการณ์ที่ได้รับจะซึมซับเข้าไปภายใน เมื่อใดที่พร้อมก็มาช่วยกัน”

จากป่าต้นน้ำที่เป็นธารน้ำเล็กๆ ผ่านป่าไปเป็นระยะทางราว 10 กม. จากพื้นที่ป่าหัวโล้น ความร้อนจากไฟที่เผาพื้นที่เตรียมปลูกข้าวโพด สีน้ำตาลแดงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว ธารน้ำกว้างขึ้น มีน้ำมากขึ้น พื้นที่นี้คือหมู่บ้านโป่งอางที่มีคนพื้นราบ ชาวไทยใหญ่และกะเหรี่ยงอยู่ร่วมกัน เป็นหมู่บ้านตัวอย่างของการอนุรักษ์ที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว สิงห์คำ แก้วสุข กรรมการหมู่บ้านโป่งอาง บอกถึงสิ่งที่ให้น้ำปิงที่โป่งอางใสและมีชีวิตชีวาคือการดูแลป่าและกฎการแบ่งปันที่ตั้งไว้ร่วมกัน พื้นที่ป่าของที่นี่ถูกแบ่งเป็นป่าทำกิน ป่าใช้สอย และป่าอนุรักษ์ มีเวรยามตรวจตราในป่าหากพบผู้บุกรุกจะต้องผลักดันให้ออกไป ความเข้มแข็งนี้จึงทำให้โป่งอางมีน้ำเพื่อการเกษตรตลอดทั้งปี มีพื้นที่สีเขียวมากพอจะปกป้องชาวบ้านจากหมอกควัน แม้จะบอกว่าในระยะ 10 ปีมานี้ป่าเปลี่ยนไปมากก็ตามที

ความหวังและพลังต่อลมหายใจ

บ่อยครั้งที่เราพูดถึงการปลูกป่า ซึ่งหลายคนมองว่านี่คือทางออกและแก้ปัญหา แต่แท้จริงแล้วนิคมบอกว่าปัญหาที่ป่าต้นน้ำกำลังเผชิญสลับซับซ้อนมากกว่านั้น และมีความเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ดังนั้นต้องใช้ยาแก้หลายขนาน ต้องทำซ้ำเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากชาวบ้านเจ้าของพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน “ถ้าเรามองไปที่ชาวบ้านสายตาที่มองไปที่เขาอย่าทำให้เขาเป็นผู้ร้าย เพราะการช่วยคนเท่ากับเราได้ช่วยป่า เราจะมุ่งเน้นอนุรักษ์อย่างเดียวไม่ได้”

เกษร สังขโบสถ์ เจ้าของบ้านไร่สายหมอก หนึ่งในสถานที่ตั้งแคมป์ในเชียงดาว เธอเป็นคนนอกพื้นที่ที่ไม่เพียงแต่ตกหลุมรักหนุ่มเชียงดาวเท่านั้น แต่อ้อมกอดที่สวยงามของเชียงดาวคือสิ่งที่ทำให้เธอไม่ไปไหนและยึดมั่นที่จะตักรักษาเชียงดาวอีกหนึ่งแรง

“ในฐานะที่เราอาศัยอยู่ในพื้นที่ก็อยากทำอะไรให้เมืองที่เราอยู่ดีขึ้น แม้จะรู้ว่าการทำให้กลับมาให้เหมือนเดิม 100% มีโอกาสน้อย แต่ถ้าเราทำให้กลับมาได้ 20-30% ก็ยังดี ถ้าเรานิ่งเฉยความเสียหายกับป่าต้นน้ำและพื้นที่อุทยานก็จะเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนตัวเราปลูกป่าเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่ก็เห็นด้วยกับพี่นิคมว่าการทำเพียงผิวเผินไม่ได้สำเร็จในระดับการเข้าถึงจิตวิญญาณ เราจึงมาร่วมในการเดินทางตามหาต้นน้ำแม่ปิงในครั้งนี้ด้วย เพื่อมองหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและสิ่งที่ชาวเชียงดาวคนหนึ่งพอจะช่วยได้”

 

ในเวลาเดียวกันที่คนพื้นที่นำทางไปดูพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิง เป็นเวลาเดียวกันกับ อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำทีมนักศึกษาสถาปัตยกรรมชั้นปีที่ 1 กว่าร้อยชีวิตมาเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกับชาวบ้านด้วยการนำวิชาความรู้มาประยุกต์ใช้

“ปัญหาที่เรารับรู้จากเชียงดาว คือ ภัยแล้งและพื้นที่ต้นน้ำถูกคุกคาม ก่อนหน้านี้มีการลงพื้นที่เพื่อสำรวจว่าสิ่งที่เราพอทำได้มีอะไรบ้าง ก็ได้ข้อสรุปมาว่า ในพื้นที่เชียงดาวมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่น่าทึ่งมาก เป็นเส้นทางที่มีเรื่องราวในเชิงพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกันในเชิงนิเวศก็มีความหลากหลายและสวยงาม แต่เส้นทางนี้ยังต้องมีการจัดการพื้นที่ เพิ่มจุดให้ความรู้ และมีกราฟฟิกที่เชิญชวนให้คนอยากเดินป่า

นอกจากนี้ ในงานที่เราถนัดอีกอย่างหนึ่งคือการดูแลต้นไม้ใหญ่ ในพื้นที่เชียงดาวมีทิวต้นยางแดงอายุหลายร้อยปี เป็นเส้นทางที่สวยงามมาก แต่ต้นไม้หลายต้นยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน และอีกหลายต้นต้องการการรักษา หน้าที่ของพวกผมก็คือเก็บข้อมูลต้นไม้ใหญ่และเข้าไปรักษาต้นไม้ที่ป่วยเพื่อให้เขามีอายุยืนที่สุด ซึ่งเท่าที่เห็นก็มีหลายร้อยต้น น่าจะต้องลงพื้นที่กันอีกหลายรอบ ทั้งหมดนี้เราได้ประสานทั้งกับผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่อุทยาน และเจ้าของพื้นที่แล้ว ผมว่าการที่เด็กได้มาเห็นต้นตอของปัญหาจะทำให้เขาเข้าใจว่าหมอกควันในเมืองที่มากขึ้น น้ำปิงที่น้อยลง หน้าแล้งที่รุนแรง มันมีผลต่อเนื่องด้วยกันหมด” อาจารย์บรรจง กล่าวสรุป

เสียงจากอาสา

การ์ตูน-วรศิริ ดีระพัฒน์ เลขาฯ สาวที่ถนัดนั่งตากแอร์เย็นฉ่ำมากกว่าการเดินป่า เธอบอกว่าตัวเองเป็นคนเมืองที่หลบความร้อนของป่าเมืองออกมาตามหาความร่มเย็นของป่าต้นน้ำ และหวังว่าการมาค่ายเยาวชนเชียงดาวจะได้รูปสวยๆ กลับไป แต่สิ่งที่เธอพบต่อหน้าต่อตาคือไฟป่า

“ถ้าพูดถึงป่าต้นน้ำก็เคยคิดว่าจะต้องเดินผ่านป่าลึก มีต้นไม้ใหญ่อยู่เต็มสองข้างทาง มีสีเขียวชุ่มฉ่ำและได้ยินเสียงน้ำไหลไม่ขาดสาย แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือป่าต้นน้ำถูกขนาบข้างด้วยไร่กะหล่ำปลี ไร่พริก ไร่กระเทียม และยังมีท่อน้ำขนาดใหญ่ หรือที่เขาเรียกว่าประปาภูเขาวางอยู่เพื่อนำน้ำจากต้นน้ำไปใช้ เราเห็นการใช้น้ำมากตั้งแต่ต้นน้ำ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำจะเหลือน้อยในปลายทาง”

วันที่สองของการมาค่ายเยาวชนเชียงดาว การ์ตูนและเพื่อนๆ ได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากคือการได้เจอไฟป่าต่อหน้าต่อตา ได้ช่วยดับไฟ

“เป็นประสบการณ์ที่เปิดมุมมองของคนเมืองอย่างเราได้มากมาย แม้ว่าวันนี้จะยังไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือป่าต้นน้ำได้อย่างไรบ้าง แต่ในฐานะคนที่ใกล้ชิดกับโลกโซเชียลก็คงสื่อสารให้คนเมืองอื่นๆ ได้เห็นสภาพของต้นน้ำแบบที่เราได้เห็น และสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวเอง เรามองว่าป่าต้นน้ำกับคนเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน ปัญหาทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด ถ้าป่าต้นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ มีปริมาณมากพอ คนที่อยู่ปลายน้ำก็สบายใจที่จะใช้ และเชื่อว่าถ้าได้มาเห็นไฟป่าอย่างที่เราเห็น เขาจะต้องสะเทือนใจและสงสารต้นไม้ไม่แพ้กัน”

บทสรุปของการเดินทางครั้งนี้ยังไม่ได้ถูกบันทึกแบบรวบยอด แต่อย่างน้อยในหน้าบันทึกของอาสาสมัครและผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้ ต้องเต็มไปด้วยเขม่าควันไฟป่าและต้นไม้ที่เกิดในใจทุกคนเรียบร้อยแล้ว รอเพียงวันต้นกล้าเติบโต

 

นายหนังตะลุงอาชีพ อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430028

นายหนังตะลุงอาชีพ อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย

โดย…นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ… อภิชัย วิจิตรปิยกุล วิกรัย จาระนัย และ มูลนิธิวิชาหนังสือ

บรรยากาศของเด็กๆ กำลังฝึกหนังตะลุง บางคนทำท่าหัดเชิด บางคนหัดร้อง ขับบทด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นภาพและเสียงที่พบเห็นได้เป็นปกติในวันเสาร์อาทิตย์ ณ วัดพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้การฝึกสอนของ ครูมาโนชญ์ เพ็งทอง ผู้ที่ฝากอนาคตศิลปวัฒนธรรมการเชิดหนังตะลุงของภาคใต้ไว้ในมือนายหนังตะลุงตัวน้อยๆ นับสิบคนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเยาวชนตะลุงธรรมะ วัดพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช

ท่ามกลางเด็กน้อยหลายคน หนึ่งคนที่เฉิดฉายเป็นเพชรเม็ดงาม ทำการแสดงเป็นที่ประทับใจประจักษ์แก่ทุกสายตาของคนในท้องถิ่นมาแล้ว คือ“สกนธ์ สุวรรณคช” ในวัยเพียง 9 ขวบ สามารถมีคณะหนังตะลุงเป็นของตัวเอง ร้องและเชิดหุ่นเองทั้งเรื่องได้ไม่แพ้นายหนังตะลุงคนไหนๆ มีงานจ้างชุก และถึงแม้จะออกงานเล่นเป็นอาชีพได้แล้ว หากแต่ยังฝึกฝนอยู่ทุกเสาร์อาทิตย์เช่นเคย ยิ่งตอนนี้การฝึกซ้อมยิ่งเข้มข้นเพราะในอีกไม่กี่วันจะเป็นอีกหนึ่งการเดินทางครั้งสำคัญของ “หนังตะลุงคณะสกนธ์ ตะลุงธรรม” ที่จะมาอวดลวดลายเชิดหุ่นและน้ำเสียงนายหนังตะลุงอายุน้อยที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการแสดงนี้ได้รับการสนับสนุนจาก มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2555 ช่วยประกาศให้ดาวดวงนี้แจ่มจรัสมากยิ่งขึ้น และได้รับความร่วมมือจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาหนังสือไทย และมูลนิธิวิชาหนังสือ

อวดหนังตะลุงด้วยมือน้อย

หนังตะลุงเป็นมหรสพทางภาคใต้ของไทย หากมองให้ลึกลงไปหนังตะลุงเป็นมากกว่าการแสดงที่ให้ความบันเทิง ผู้สืบทอดจึงต้องเรียนรู้ เข้าใจแก่นแท้ที่แฝงอยู่ในศิลปะอันเป็นอัตลักษณ์ของคนใต้ด้วยความลึกซึ้ง

สกนธ์ ไข่นุ้ยสายเลือดเมืองคอนผู้สืบทอดอาชีพนายหนังตะลุงอายุน้อยที่สุดของประเทศไทยก็ว่าได้ เริ่มฝึกเล่นหนังตะลุงกับครูมาโนชญ์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ขณะนั้นนับว่าอายุน้อยและตัวเล็กที่สุดในโครงการเยาวชนตะลุงธรรมะฯ

“ผมรู้สึกชอบหนังตะลุงตั้งแต่เรียนอนุบาล 3 เห็นเพื่อนซื้อหนังตะลุงตัวเล็กๆ มาเล่นที่โรงเรียน เลยให้พ่อพาไปซื้อ ต่อมาพ่อกับแม่ก็พาผมไปดูหนังตะลุงคณะน้องเดียว ที่วัดโพธิ์นิมิตร พอกลับมาบ้าน ผมก็ตัดหยวกกล้วยท่อนสั้นๆ ไว้ปักรูปหนังตะลุงเหมือนที่เขาเล่นหนังตะลุงกัน แต่ผมเล่นแบบไม่มีจอ พอรู้จากพี่ชายว่าที่วัดพระพรหมมีครูมาสอนหนังตะลุงเลยให้พี่พามาฝากตัวเป็นศิษย์ครูมาโนชญ์ ทุกเย็นวันศุกร์ผมจะมาที่วัดแล้วกินอยู่ที่นั่น วันอาทิตย์เย็นก็กลับบ้าน เตรียมตัวไปเรียนตามปกติ ตื่นเช้าตอนตีสี่”

หนังตะลุงให้หลายสิ่งกับสกนธ์ ทุกวันนี้ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ ไม่ได้รบกวนทางบ้าน แถมยังมีเงินเก็บ แต่กว่าสกนธ์จะมีวันนี้เขาต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ทว่าก็คุ้มค่ากับเวลา 2 ปีที่เขาทุ่มเท ตั้งใจที่จะเอาดีให้ได้ในเส้นทางนี้ ในการแสดงหนึ่งเรื่อง สกนธ์ต้องเชิดหนังราว 30 ตัว และต้องจำทุกบทของทุกตัวละคร ซึ่ง ไข่นุ้ยนายหนังตะลุงมีกลวิธีในการจำ

“ไม่ยากครับ อย่างกลอนยาวแค่ไหนก็ตาม ผมจะจำไปทีละ 4 วรรค หรือหนึ่งบท อ่านจนจำแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ก็เริ่มง่ายขึ้น”

ความสามารถพิเศษของเด็กวัยอยากรู้อยากเห็น ด้วยใจรักและความตั้งใจ ทำให้สกนธ์ฝีมือพัฒนาอย่างเร็วรวด จากคำบอกเล่าของครูมาโนชญ์ บอกว่า สกนธ์เกิดมาเพื่อเป็นนายหนังตะลุง

“อดีตนายหนังฝึกฝนกันตั้งแต่อายุ 11 ปี อย่าง กั้น ทองหล่อ ศิลปินแห่งชาติ ท่านฝึกตั้งแต่อายุ 11 แต่กว่าจะได้ออกโรงก็ปาเข้าไป 18-20 ปี สกนธ์ตอนแรกผมก็ไม่นึกว่าเขาจะทำได้เร็วขนาดนี้ พอฝึกไปแค่ 1 ปีเขาก็ทำได้ คนที่จะทำอย่างนี้ได้ เขาเรียกว่าต้องมีเชื้อมาก่อน คือมีเชื้อหนัง เชื้อโนรามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด สกนธ์เขามีเชื้อโนราสายตรง จุดปุ๊บมันก็ติดปั๊บเลย ฝึกไม่ยาก เชิดรูปหนังตะลุงมีอยู่ไม่กี่รูป เขาเรียกว่ารูปครู หัดเชิดรูปครูได้ก็จะเชิดตัวอื่นได้ทั้งหมด การขับบทก็มีจังหวะวรรคตอน ให้ฟังจังหวะเสียงดนตรี เรียกว่าขับให้เข้าโหม่ง สกนธ์จดจำบทกลอนได้ทั้งเรื่องโดยไม่เปิดหนังสือเลย ความจำดีมาก ผมเลยพาไปครอบมือกับคุณลุงหนังศรีพัฒน์ จากนั้นเขาก็เป็นนายหนังอาชีพอย่างเต็มตัว เขาครบเครื่องจริงๆ สำหรับความเป็นนายหนัง การแสดงออกเขาล้นตัวมากสมเป็นนักแสดง ไม่ขลาดคน พร้อมที่จะแสดงออกในทุกสถานการณ์”

หนังตะลุงถือเป็นศิลปะชั้นสูง ประกอบด้วยหลายทักษะ ทั้งเชิด ขับบท นายหนังตะลุงจึงต้องฝึกฝนทักษะทั้งหมดนี้ แต่กลับไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสกนธ์ ครูมาโนชญ์เล่าถึงลูกศิษย์อย่างภาคภูมิใจ

“ศัพท์กลอนหนังที่ผมแต่งหลายคำเป็นศัพท์ชั้นสูง เขาไม่เข้าใจเขาก็จะถามหาคำตอบ ผมสอนเรื่องไตรภูมิ เพราะเขาต้องรู้ ถ้าไม่เข้าใจเขาจะเล่นไม่ถูก ชั้นอินทร์ ชั้นพรหม นาคราช นรก สวรรค์ กี่ชั้นต้องแจงให้เขาเห็นภาพหาคำอธิบายจนเขาเข้าใจ เด็กวัยแค่นี้ทั่วไปไม่มีใครเรียนเรื่องนี้หรอก แต่คนเป็นนายหนังไม่เรียนไม่ได้ครับ นายหนัง 1 คน ต้องร้อง เชิด ขับบท พูดเสียงตัวละครราว 30 ตัว ส่วนลูกคู่อีก 6 คน เล่นดนตรีคนละชั้น ตอนสกนธ์แสดงใหม่ๆ เรายังไม่ได้ฝึกลูกคู่ เพราะยังขาดคนและเครื่องดนตรี ต้องเช่าลูกคู่ เช่าโรง เช่าเครื่องเสียง ภายหลังเราก็เริ่มสะสมอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รับงานคืนละ 1-2 หมื่นบาท นำมาแบ่งจ่ายค่าเช่าทั้งหมดครั้งละ 1 หมื่นบาท งานจะชุมช่วงเทศกาล อย่างงานเดือนสิบเมืองคอนปีที่แล้ว สกนธ์แสดง 4 คืนติดต่อกัน นอกนั้นก็มีงานบุญต่างๆ ประเพณีทางใต้เจ้าภาพจะรับหนังให้คนมางานได้ชมกัน สกนธ์เป็นนายหนังเด็กมักจะได้รางวัลความเอ็นดูจากหน้าโรงอีกประมาณสามพันบาท ไม่นานเขาก็รับงานไปทั่ว มีผลงานแสดงเป็นที่รู้จักของชุมชนและจังหวัดใกล้เคียงที่เขาเดินทางไปแสดง ทั้งนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ กระบี่”

หนังตะลุงเปิดโลกใหม่เด็กชายสกนธ์

สกนธ์เล่าด้วยน้ำเสียงฟังชัดมีจังหวะจะโคนราวกับกำลังขับบทกลอนหนังตะลุงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ ความสุขที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั้น เมื่อพูดถึงสิ่งที่เขาได้จากการเป็นนายหนังตะลุง ซึ่งแทบจะไม่ต้องเสียเวลานึกคิดเรียบเรียงคำพูดเลย มันพรั่งพรูออกมาจากความรู้สึกของนายหนังตัวน้อย

“ผมมีความรู้เกี่ยวกับการเชิดหนังตะลุง ผมได้อยู่กับสิ่งที่ผมรักผมชอบ ได้แสดงความสามารถของผมออกมาให้คนในสังคมได้รู้ ผมได้รู้จักคนมาก ผมฝึกพูด ออกเสียงได้อย่างถูกต้องชัดเจน จากการพากย์หนัง ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ เช่น เรื่องไตรภูมิ และเรื่องวรรณคดีต่างๆ ฝึกหนังในวัด ทำให้ผมได้เข้าวัดอยู่เป็นประจำ ได้ฟังธรรมรู้เรื่องธรรมะจากครูมาโนชญ์ หลวงปู่ หลวงตาที่ช่วยกันสอน ผมได้รู้จักบุคลิกของตัวละครหนังตะลุงที่แตกต่างกัน ได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ไกลๆ มากมาย หลายครั้งผมได้เข้าไปอยู่ในพิธีสำคัญ ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทในการเข้าสังคม มีชีวิตสนุกสนานจากการเล่นหนัง สถานที่ฝึกหนัง (ในวัด) มีศิลปะอื่นๆ อยู่ด้วย ทำให้ผมได้ฝึกวาดภาพและร้องเพลงควบคู่ไปกับการเล่นหนัง”

สิ่งที่สกนธ์เอ่ยมานั้นเป็นสิ่งที่เด็กคนหนึ่งสัมผัสได้ โดยไม่ผ่านการซับซ้อนอะไร หากแต่สิ่งที่เขาได้มากกว่านั้นคือ “โอกาส” จะมีเด็กสักกี่คนที่ยอมละทิ้งการละเล่นสนุกสนานมาฝึกเชิดหนังตะลุง บางคืนต้องนอนดึกกว่าการแสดงจะเลิก ไหนจะภาระหน้าที่การเล่าเรียนในวัยที่กำลังศึกษา แต่สกนธ์ทำได้ดีในทุกบทบาทของชีวิต นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่เขาทำได้ปรากฏแก่สายตาและสัมผัสใจของผู้ใหญ่

นอกจากแสดงหนังตะลุงแล้ว สกนธ์ยังสนใจวาดรูปและเขียนหนังสือ การันตีฝีมือจากรางวัลชมเชย อันดับ 9 การประกวดภาพวาดพร้อมคำบรรยาย สมุดภาพบันทึกประจำวัน อินิกิ ภาพวาดของเขามีเสน่ห์แตกต่างจากผลงานทั่วไป ได้สะดุดตา มกุฏ อรฤดี จนต้องเดินทางไปยังปักษ์ใต้เพื่อตามหาเด็กชายมหัศจรรย์คนนี้ จนล่าสุดความสามารถและความมุ่งมั่นของสกนธ์ได้ประจักษ์ต่อผู้ใหญ่ใจดี มกุฏ อรฤดี ได้ช่วยหาทุนการศึกษาให้สกนธ์เรียนจนจบปริญญาตรี

 

จากคนตัวใหญ่สู่คนตัวเล็ก

การสืบทอดศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสายเลือดศิลปินโดยตรง หากแต่ความรักศิลปะที่ผุดขึ้นกลางจิตใจคือสิ่งที่ผู้ถ่ายทอดมั่นใจจะฝากฝังงานศิลป์ที่ตนเคยได้รับถ่ายทอดจากครูส่งต่อให้ศิษย์รุ่นสู่รุ่นอย่างสุดหัวใจเช่นกัน

สกนธ์ไม่ได้เป็นเพชรเม็ดงามคนเดียวของครูมาโนชญ์ หากในโครงการยังมีเด็กอายุตั้งแต่ 4 ขวบ ถึง 10 ขวบ ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ ครูมาโนชญ์ตั้งใจฝึกฝนทุกคน หวังว่าสักวันหนึ่งเพชรเหล่านี้จะเปล่งประกายแสงได้อย่างสกนธ์นั่นเอง

“ถ้าเรามองถึงแก่นของหนังตะลุงแล้ว ผมพบว่าหนังตะลุงคือสื่อสำคัญอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่สอนธรรมะแก่ผู้คนตลอดมา มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาคนแต่งเรื่องและตัวนายหนัง เด็กๆ ทางใต้นี้ได้เรียนรู้ถูกผิดจากตัวตลกไอ้เท่ง ไอ้หนูนุ้ยกันเยอะ งานศิลปะทุกแขนงทำหน้าที่บันทึกอารมณ์ยุคสมัยของสังคมด้วยนะ ถ้าคนในยุคไหนอยู่กันอย่างสงบสุข งานศิลปะจะงดงาม ยุคสมัยคนอยู่กับสงคราม ความแร้นแค้น ศิลปะก็สื่อออกมาตามนั้น หนังตะลุงก็เช่นกัน จะเห็นว่า คนสมัยนี้รีบร้อนแข่งขันกับเวลาเพื่อทำมาหากิน ไม่มีเวลาดูหนังกันทั้งคืนเหมือนเมื่อก่อน หนังก็ต้องปรับการแสดงไปกับยุคของสังคม เทียบกับสมัยก่อนแล้วจะเห็นว่ามันหยาบลง เช่นเดียวกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ แต่ถามว่าถึงขั้นจะต้องสูญหายไปไหม ตราบเท่าที่ยังมีกลุ่มชนภาคใต้ของไทยอยู่มันคงไม่หายไปไหน เพราะหนังตะลุงคือรสชาติแท้จริงของเขา เหมือนน้ำพริกนั่นแหละ เราจะไปชิมพิซซ่าบ้างอะไรบ้าง แต่ของอร่อยเราคือน้ำพริก เราไม่ทิ้งหรอก”

 

หนังตะลุงรวมศาสตร์ศิลปะเอาไว้ทั้งหมด ทั้งประติมากรรมเครื่องมหรสพคือ การแกะสลักหนัง ระบายสีที่เป็นจิตรกรรม มีบทหนังเป็นวรรณกรรม ดนตรีที่เป็นคีตกรรม การเชิดเป็นนาฏกรรม นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมด้านจิตวิทยา นับเป็นมหรสพที่ทำได้ยากที่สุด เพียงคนเดียวต้องทำได้หลายอย่าง ทั้งร้อง พากย์ เชิด เจรจา รูปหนังได้เป็นร้อยๆ ตัว สามารถพูดแยกเสียงตัวละครได้ทั้งหมด คุณสมบัติต้องเป็นคนมีจิตวิทยา สร้างอารมณ์ขันควบคุมและดึงอารมณ์คนดูมาอยู่กับตัวนายหนังให้ได้

“เราต้องยอมรับว่าคนประเภทนี้มีน้อยมาทุกยุคทุกสมัย แต่ก็มีมาตลอดครับเป็นคนกลุ่มน้อยแล้วต้องเป็นคนที่มีใจรักงานศิลปะแขนงนี้อย่างเข้าสายเลือดด้วย ถ้าไม่รักจริงไม่นานก็จะเลิกร้างไป คนไม่มีเชื้อหนังมาก่อนก็เล่นได้ แต่ต้องเป็นคนที่ผุดขึ้นมา คือใจของเขาชอบขึ้นมาเองโดยไม่เคยมีเชื้อจากบรรพบุรุษมาก่อน ลักษณะเช่นนี้เขามีศัพท์เรียกว่า สิงหร ผุดขึ้นมาเองในใจ ผมเป็นสายเลือดศิลปิน บรรพบุรุษทำงานรับใช้ศาสนา ใช้ศิลปะโน้มนำให้คนอยู่ในวิถีปฏิบัติอันถูกต้องดีงาม เมื่อถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ผมก็หวังให้เขาได้เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ต่อไปเพื่อความสงบสุขของสังคม เพื่อวิถีชีวิตอันดีงามของผู้คน ดังที่ครูบาอาจารย์เคยสอนผมไว้ คนมันตายได้ แต่งานมันจะไม่ตาย ผมเชื่อว่าสกนธ์เขาเป็นคนดีที่มีค่าของสังคม และเป็นผู้น้อมนำคนในสังคมไปในทางดีงาม ด้วยงานศิลปะของเขา”

เมื่อครูฝากอนาคตของหนังตะลุงไว้ที่ลูกศิษย์ตัวน้อย สิ่งที่สกนธ์น้อมรับและตอบกลับมาก็คือ

“ผมอยากเล่นหนังของผมต่อไปให้ดีที่สุด และเป็นคนดีมีคุณธรรม ครูมาโนชญ์เคยสอนว่า ศิลปินที่ไม่มีคุณธรรม จะครองใจคนไม่ได้”

นายหนังสกนธ์ยืนยันแทนเพื่อนๆ เยาวชนอีกหลายคนว่าเขายังคงจะทำหน้าที่สืบทอดหนังตะลุงให้อยู่คู่กับดินแดนปักษ์ใต้และประเทศไทยต่อไป

ส่วนการแสดงที่จะนำศิลปะทางภาคใต้มาแสดงที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 8 พ.ค. ณ หอศิลป์ราชดำเนิน กรุงเทพฯ ทำการแสดง 2 รอบ เวลา 17.00 น. เล่นเรื่องแก้วประจำเมือง เวลา 20.00 น. เรื่องไข่มุกดำ วันที่ 9 พ.ค. ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี เวลา 13.30 น. เรื่องไข่มุกดำ ซึ่งทั้งสองเรื่อง มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมะ ปริศนาธรรม ซึ่งครูมาโนชญ์ตั้งใจให้หนังตะลุงมารับใช้เผยแผ่ธรรมะสู่สายตาคนภาคกลาง โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทั้ง 2 แห่ง

 

ส้วมไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก!?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/429942

ส้วมไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก!?!

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในแผนแม่บทพัฒนาส้วมสาธารณะไทย ในระยะที่ 3 พ.ศ. 2556–2559 โดยมีสาระสำคัญ คือ เพื่อพัฒนาส้วมครัวเรือนให้เหมาะสมในการรองรับต่อการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ ป้องกันโรคข้อเสื่อม เพื่อให้ประเทศมีส้วมสาธารณะได้มาตรฐาน สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมการใช้ส้วมสาธารณะที่ถูกสุขลักษณะ ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกหลักสุขาภิบาล และเป้าหมายสำคัญ คือให้ครัวเรือนไทยใช้ส้วมแบบส้วมนั่งราบหรือชักโครกร้อยละ 90 สถานบริการสาธารณะและสถานที่สาธารณะมีบริการส้วมนั่งราบอย่างน้อย 1 ที่ ประเทศไทยมีส้วมสาธารณะที่สะอาด เพียงพอ ปลอดภัยร้อยละ 90 ของกลุ่มเป้าหมาย คนไทยมีพฤติกรรมการใช้ส้วมสาธารณะถูกสุขลักษณะ ร้อยละ 90 ของผู้ใช้บริการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกหลักสุขาภิบาลร้อยละ 50

โดยกลุ่มเป้าหมายส้วมครัวเรือนและส้วมสาธารณะ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายอาหาร ตลาดสด สถานีขนส่งทางบกและทางอากาศ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานที่ราชการ สวนสาธารณะ ศาสนสถาน ส้วมสาธารณะ ริมทาง และห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้า/ดิสเคาน์สโตร์ ซึ่งในแผนแม่บทนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดในปี 2559 ก็คือปีนี้ พร้อมกับข่าวลือว่ารัฐบาลจะบังคับให้ยกเลิกการใช้ส้วมนั่งราบหรือส้วมซึม โดยจะให้ทุกบ้านทุกสถานที่ใช้ส้วมสาธารณะแทน จนมีการนำไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งต่อมาอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง

เมื่อพูดถึงเรื่องส้วม มาติดตามกันว่าส้วมไทยพัฒนาไกลไปถึงไหนกันแล้ว

ส้วมไทยไฉไลตามยุค

ย้อนอดีตกลับไปดูพัฒนาการของส้วมไทย หากจะดูกันในเรื่องของส้วมสมัยใหม่ก็ต้องใช้หมุดหมายในปี 2440 ที่รัฐได้ออกพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) มีผลบังคับให้คนไทยต้องขับถ่ายในส้วม กระทั่งช่วงปี 2460-2471 ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุขจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเอกชนของสหรัฐอเมริกา โดยส่งเสริมให้มีการสร้างส้วมในจังหวัดต่างๆ และยังเกิดการประดิษฐ์คิดค้นส้วมรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของไทย เช่น “ส้วมหลุมบุญสะอาด” ที่มีกลไกป้องกันปัญหาการลืมปิดฝาหลุมถ่ายและส้วมคอห่านที่ใช้ร่วมกับระบบบ่อเกรอะบ่อซึม ต่อมาเริ่มมีผู้ใช้ส้วมชักโครกมากขึ้นในช่วงที่มีการก่อสร้างบ้านแบบสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งปี 2500 โถส้วมชนิดนี้ก็ได้รับความนิยม มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบัน

ในปี 2548 ทางกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาส้วมสาธารณะไทย โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายหลัก 11 ประเภท อาทิ สถานที่ราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน สวนสาธารณะ สถานีบริการน้ำมัน ตลาดสด ฯลฯ ด้วยการวางกรอบการพัฒนาไว้ 3 ประเด็น คือ สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน หรือมีคำย่อว่า “HAS” ซึ่งมาจากคำว่า Healty Accessibility และ Safety ต่อมาในปี 2549 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพงานประชุมส้วมโลก 2006 หรือ World Toilet Expo & Forum 2006 โดยจะมีผู้แทนจาก 19 ประเทศ อาทิ สหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สิงคโปร์ เวียดนามเข้าร่วม ซึ่งเป็นงานที่มีการอภิปรายหาแนวทางการแก้ปัญหาเรื่อง “การพัฒนาส้วมสาธารณะ” รวมถึงมีการจัดนิทรรศการแสดงส้วมไทย และส้วมแปลกๆ ที่มีความสร้างสรรค์ใหม่ๆ งานครั้งนั้นยังเป็นการสร้างความตระหนักให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หันมาดูแลส้วมสาธารณะให้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาส้วมสาธารณะ และมีโครงการหลายโครงการเกี่ยวกับส้วมสาธารณะอีกหลายโครงการ

ว่าไปแล้วประเทศไทยได้ใช้มาตรการหลายอย่าง รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับส้วม ปรากฏอยู่ในกฎหมายหลายฉบับที่เริ่มมีการออกพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกเกี่ยวกับการสุขาภิบาลของคนกรุงเทพฯ และต่อมาได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2537) ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 รวมถึงกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ. 2548

กฎหมายฉบับล่าสุด คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก : โถส้วมนั่งราบต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2556 โดยมาตรา 3 ระบุว่า ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก : โถส้วมนั่งราบต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก.792-2554 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4380 (พ.ศ. 2554) โดยมีหมายเหตุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก : โถส้วมนั่งราบ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันและอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและอนามัยของประชาชนได้ หากมีคุณภาพต่ำ จึงจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่ประชาชน

ส่วนรางวัลที่เกี่ยวกับส้วมที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ สุดยอดส้วมแห่งปีของ กทม. ซึ่งปีนี้จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เข้าไปแล้ว เพื่อเชิดชูเกียรติในความมุ่งมั่นพัฒนาส้วมให้ได้มาตรฐานส้วมสาธารณะระดับประเทศ (HAS) ที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อต่างๆ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

การประกวดครั้งนี้ กทม. เน้นกลุ่มเป้าหมายในสถานที่สาธารณะ 12 กลุ่ม ได้แก่ ศาสนสถาน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ตลาดสด ร้านอาหาร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้า สถานที่ราชการ แหล่งท่องเที่ยว สวนสาธารณะ สถานศึกษา สถานีขนส่ง และส้วมริมทาง มีผู้ส่งส้วมสาธารณะเข้าร่วมประกวด 84 แห่ง ตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน พิจารณาจากความสะอาด ความพอเพียง ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน ความสวยงาม การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรและสารชีวภาพ การบำบัดและนำสิ่งปฏิกูลไปใช้ประโยชน์และการเป็นแหล่งเรียนรู้

สำหรับ 16 แห่ง ที่คว้ารางวัล ”สุดยอดส้วม” ในกรุงเทพฯ ปีนี้ ประกอบด้วย 1.กลุ่มสถานที่ราชการ ประเภทอำเภอ ได้แก่ สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ประเภททั่วไป กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

2.กลุ่มศาสนสถาน ประเภทวัด วัดเทพลีลา เขตบางกะปิ ประเภทมัสยิด มัสยิดบางอุทิศ เขตบางคอแหลม

3.กลุ่มสถานศึกษา ประเภทประถมศึกษา โรงเรียนวัดจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ ประเภทอุดมศึกษา วิทยาลัยดุสิตธานี เขตประเวศ

4.กลุ่มร้านอาหาร ร้านอาหาร London Street เขตสวนหลวง

5.กลุ่มสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัท เพชรสุวรรณ พลังงาน  เขตลาดกระบัง

6. กลุ่มห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้า ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนบางแค เขตภาษีเจริญ

7.กลุ่มตลาดสด ตลาด FOOD VILLA เขตตลิ่งชัน

8.กลุ่มสวนสาธารณะ สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร

9.กลุ่มแหล่งท่องเที่ยว ประเภทเอกชน โครงการป่าในกรุง ปตท. เขตประเวศ ประเภทรัฐบาล พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เขตบางกอกน้อย

10.กลุ่มโรงพยาบาล ประเภทเอกชน โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล เขตหนองแขม ประเภทรัฐบาล โรงพยาบาลกลาง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

11.กลุ่มสถานีขนส่ง สถานีรถไฟวัดสิงห์ เขตจอมทอง

ในส่วนของส้วมริมทางไม่มีผู้ส่งเข้าประกวด ซึ่ง กทม.จะส่งผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดเข้าร่วมการแข่งขันส้วมแห่งปีระดับประเทศต่อไป

สะอาดและปลอดภัยต้องเป็นหัวใจหลักของส้วม

หากพูดถึงเรื่องส้วม ทุกคนก็ต้องไปเปิดวิทยานิพนธ์หัวข้อ ประวัติศาสตร์สังคม-ว่าด้วยส้วม และเครื่องสุขภัณฑ์ในประเทศไทย เมื่อปี 2548 ของนักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

มนฤทัย ไชยวิเศษ ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านส้วมของไทยในเชิงประวัติศาสตร์สังคม ชี้ว่าภาพรวมของส้วมไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัยหรือความสะอาด

“สมัยก่อนการมองส้วมก็จะมองในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย เพราะคนสมัยก่อนของไทยนิยมนั่งทุ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องออกพระราชกำหนดให้มีส้วม ออกกฎหมายบังคับจัดการให้ครัวเรือนต้องมีส้วม การจัดการเรื่องส้วมในเมืองไทยประสบความสำเร็จเพราะกฎหมายหรือไม่ คงไม่ใช่ส่วนเดียว ต้องประกอบด้วยส่วนอื่นด้วย สมมติมีพระราชกำหนดหรือกฎหมายบอกว่าต้องทำส้วมชักโครก ถ้าคนในสังคมเห็นพ้องว่ามีประโยชน์เขาก็ทำ แต่ถ้าเขาเห็นว่ามันไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของเขา ก็จะเกิดการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยขึ้นมา”

จากในอดีตที่มีการบังคับโดยกฎหมายให้คนมีส้วมและเข้าส้วม ไม่ให้ไปนั่งทุ่งหรือถ่ายทุกข์ตามที่สาธารณะ ซึ่งเกิดจากการจัดการโดยรัฐหรือส่วนกลาง ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา มนฤทัย บอกว่า ส้วมกลายเป็นความจำเป็นของคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสถานที่สาธารณะ

“ว่าไปแล้ว กฎหมายต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมหรือความต้องการของคนถึงจะได้ผล ไทยเองก็มีแผนแม่บทส้วมสาธารณะระยะที่ 3 เข้าไปแล้ว ถ้าเทียบกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ต้องชื่นชมกับประเทศไทยในข้อนี้นะ หากวัดกันในระดับอาเซียนแล้ว การจัดการส้วมสาธารณะของเราค่อนข้างดี ประเด็นหลักเรื่องส้วมต้องเน้นเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ใช่ประเด็นเรื่องนั่งราบส้วมซึมหรือนั่งชักโครก ในบางที่เป็นแบบนั่งราบก็ยังดูปลอดภัยกว่าแบบชักโครก เพราะบางทีคนขึ้นไปเหยียบทำให้ไม่ปลอดภัย”

มนฤทัย เน้นถึงกฎเหล็กของส้วมว่าต้องมีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย มีแสงสว่างเพียงพอไหม มีการป้องกันการลื่น

“มีราวให้จับสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการไหม น่าจะมาเน้นหนักส่วนนี้มากกว่าสำหรับบ้านเราก็ค่อนข้างก้าวหน้าในเรื่องของห้องน้ำของผู้พิการและคนชรา มีการจัดการที่ดีแม้ดีแล้วแต่ก็ต้องมีการใส่ใจเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรที่เราจะต้องมีส้วมสาธารณะที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งไม่ได้อยู่ที่การทุ่มงบประมาณที่สูงก็ได้ สอดคล้องกับความต้องการตอบสนองคนใช้ ถ้าคำนึงถึงผู้สูงอายุก็ต้องมุ่งตอบสนองวิถีชีวิตของเขา”

เรื่องส้วมเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน มนฤทัย ทิ้งท้ายว่า การเตรียมพร้อมของการเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ เห็นด้วยว่าห้องน้ำเป็นสิ่งสำคัญ

“รวมถึงเรื่องปริมาณ ความเพียงพอ ความเหมาะสมในสถานที่ต่างๆ จะมีการจัดบริการกันอย่างไร เพราะเรื่องส้วมถือว่าเป็นความสำเร็จของงานสาธารณสุข ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา การจัดการสาธารณสุขที่ประสบความสำเร็จเรื่องหนึ่งก็คือ การสร้างส้วม  ซึ่งต้องทำให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในสังคม”

ส้วมยอดเยี่ยมไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

เมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีการมอบรางวัลสุดยอดส้วมแห่งปีของ กทม. ประจำปี 2559 รวม 16 แห่ง เพื่อเชิดชูเกียรติในความมุ่งมั่นพัฒนาส้วมให้ได้มาตรฐานส้วมสาธารณะระดับประเทศ (HAS) ที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อต่างๆ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การประกวดครั้งนี้ กทม. เน้นกลุ่มเป้าหมายในสถานที่สาธารณะ 12 กลุ่ม โดยในกลุ่มสถานีขนส่ง “สถานีรถไฟวัดสิงห์” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจอมทอง และเป็นขนส่งระบบรางที่เดินทางไปสู่มหาชัยและสมุทรสงคราม เป็นสถานีขนส่งที่ได้รับรางวัลสุดยอดส้วมแห่งปีของ กทม.

 

วิเชียร ตุลาทอง นายสถานีรถไฟวัดสิงห์ บอกว่า ไปรับรางวัลเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เขาบอกว่า ห้องส้วมสาธารณะที่ดูแลอย่างสะอาดก็ถือเป็นการบริการของการรถไฟ

“นโยบายของการรถไฟไทยก็ต้องทำให้ห้องน้ำสะอาด เพราะเรื่องความสะอาดการรถไฟฯ ก็โดนมองในแง่ลบหลายๆ ด้าน อยากให้สมบัติส่วนรวมและห้องน้ำสาธารณะของการรถไฟมีความสะอาด จึงมีการจูงใจพนักงานให้มีส่วนร่วม โดยมีการเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือการทำความสะอาดอย่างครบครัน เพิ่มความถี่ในการดูแลรักษาความสะอาด ถ้าสกปรกก็จะต้องรีบทำเลย ช่วงเช้าสายบ่ายเย็น สภาพแวดล้อมก็เอาความเรียบร้อยสวยงามเป็นหลัก รวมถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ ซึ่งพอเข้ามาใช้แล้วเขาก็บอกกันปากต่อปากว่าห้องน้ำของสถานีรถไฟที่นี่สะอาดมาก”

วิเชียร อธิบายว่า สถานีรถไฟ โดยแบ่งชั้นสถานีเป็นระดับ ตามปริมาณรายได้จากการโดยสาร จำนวนประชากรในชุมชน และความสำคัญในการเดินรถไฟ (เช่น เป็นที่ตั้งของแขวงเดินรถ เป็นต้น) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 ระดับ

“อย่างที่นี่จะเป็นชั้น 2 เราก็มีพี่เลี้ยงให้คำแนะนำก็คือหัวหน้าการเดินรถแขวง ผมก็นำมาเป็นแนวปฏิบัติหาอะไรเพิ่มเติม รวมถึงมีคำแนะนำจากทางเขตจอมทองด้วย เราใช้เงินงบประมาณจากการรถไฟล้วนๆ แต่นำมาบริหารจัดการให้เต็มประสิทธิภาพมีประสิทธิผลให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด ที่นี่ไม่ได้เปิดให้ประมูลเป็นห้องน้ำของสถานีรถไฟ แต่เป็นความร่วมมือร่วมใจของพนักงานการรถไฟด้วยกัน อาจจะไม่หวือหวาสวยงามแบบในห้าง สะอาดและไม่ขี้เหร่จนเกินไป เพียงแต่มีความใส่ใจ ผู้ใช้บริการก็ต้องช่วยกันดูแลด้วย ช่วยๆ กัน

 

‘facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่’ ชาติ กอบจิตติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/429587

'facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่' ชาติ กอบจิตติ

โดย…พริบพันดาว ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์ในวงการหนังสือที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ถ้าไม่พูดถึงหนังสือเล่มที่หนากว่า 700 หน้า ของ ชาติ กอบจิตติ คงไม่ได้แล้ว เพราะหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหมุดหมายที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของวงการหนังสือเมืองไทยอีกด้วยเช่นกัน

“facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่” เป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ โดยศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2547 และนักเขียนดับเบิ้ลซีไรต์ ซึ่งเป็นคนเขียนและมีเพื่อนในเฟซบุ๊กของเขาจำนวนเต็มอัตราศึก 5,000 คน เป็นผู้อ่าน และส่วนหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นในต่างเวลาต่างกรรมต่างวาระ และถูกคัดมาไว้ในหนังสือจำนวน 604 คน และให้คำจำกัดความว่า เป็นงานทดลองเชิงพื้นที่

“ทำงานเหมือนบรรณาธิการต้องมานั่งตัดต่อ เหนื่อย…ใช้เวลา 4-5 เดือน ถ้าเป็นนวนิยาย เราเขียนเสร็จแล้วให้เขาเรียงพิมพ์ก็จบ” ชาติได้พูดบนเวทีเสวนางานทรีอินวัน พันธุ์หมาบ้า ซึ่งเป็นงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ เปิดนิทรรศการภาพถ่ายขาวดำของเขา กับภาพวาดลายเส้นแรเงาของ ครองศักดิ์ จุฬามรกต และเปิดร้านพันธุ์หมาบ้า ชุมทางสยามยิปซี บางซ่อน อย่างเป็นทางการ

เขาเล่าต่อในการเสวนาถึงกระบวนการทำงานในหนังสือเล่มนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นที่สื่อโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก เพราะเห็นว่าเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ของการทำงานได้

“หมายถึงงานเขียน พอผมแน่ใจว่าผมจะทำอย่างไร ผมก็เปิดเฟซบุ๊กของตัวเอง ก็มีการคิดโครงว่าจะทำอะไร มันเป็นการทดลองและคิดว่าน่าจะได้ ถ้าเราควบคุมเอามันให้อยู่ ก็เป็นการวางแผนงานเท่านั้นเอง ผมมองว่าเป็นพื้นที่การทำงานการเขียนที่สดและไม่มีสื่อชนิดไหนที่จะพิเศษเท่าตรงนี้ นั่นคือการโต้ตอบที่ฉับไวระหว่างคนอ่านกับคนเขียน”

ชาติได้มองเฟซบุ๊กอย่างแยบคายถึงภาวะในโลกยุคปัจจุบัน การใช้โซเชียลมีเดียของคนยุคนี้ก็เหมือนกับเป็นโลกที่ซ้อนกันอยู่

 

“บางคนบอกว่าเฟซบุ๊กไม่ใช่เรื่องของความเป็นจริง หมายความว่าใช้นามปากกา ใช้ชื่ออะไรก็ได้ เป็นโลกเสมือนที่ซ้อนกันอยู่ พอทำๆ ไป…โลกที่ซ้อนกันอยู่นั่นล่ะคือโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นโลกของคุณแท้ๆ จะพิจารณาตัวคุณได้ เป็นโลกแห่งความจริง เป็นโลกของตัวคุณเอง เฟซบุ๊กจะบอกตัวจริงซึ่งเป็นตัวตนของคุณว่า คุณเป็นคนอย่างไร”

สำหรับการเข้าใจหนังสือเล่มนี้ เบื้องหลังกระบวนการทำงานได้ถูกถ่ายทอดเป็นตอนๆ บนเฟซบุ๊กในเพจที่ชื่อ โลกอันซ้อนกันอยู่ by Chart Korbjitti ซึ่งเขียนมาถึงตอนที่ 11 (ยังมีเป็นตอนๆ ออกมาเรื่อยๆ) ในการเล่าเบื้องหลังของวิธีคิดและการทำงานในกระบวนการต่างๆ ของหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่ลอยในอากาศจนกลายเป็นรูปเล่มนำมาแจกผู้ร่วมเขียนไปแล้วถึง 604 คน รวมถึงฉบับพิมพ์ครั้งแรกก็กำลังจะหมดลง เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่ตามออกมา และมีการเปลี่ยนโทนสีของปกจากสีน้ำตาลแดงเป็นสีคราม

โดยในพื้นที่ตรงนี้ ชาติเล่าเบื้องหลังว่า ใช้เวลา 8 วัน ในการที่มีสมาชิกมาแอดเป็นเพื่อนครบ 5,000 คน เข้ามาในหน้าเฟซบุ๊กของเขา

“ผมวางรูปโครงในหน้าของผมไว้คร่าวๆ ว่า เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่คนที่นิสัยคล้ายๆ กัน รักชอบสิ่งที่คล้ายๆ กัน รสนิยมที่ใกล้เคียงกัน มาอยู่รวมกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน โดยอาศัยรูปแบบของนิตยสารให้คนในบ้านได้อ่าน นอกจากเรื่องหลักที่วางไว้แต่ต้นแล้วในนิตยสารเล่มนี้ (หน้าเฟซของผม) จะมีงานศิลปะ เพลง หนังสั้น กับแกล้ม (อาหาร) หนังสือ คิดในใจว่า คนที่เข้ามาในเฟซผม ทุกคนต้องติด ถึงเวลาโพสต์ต้องเปิดดู (ผมใช้ช่วงเวลาตอนสองทุ่มถึงสามทุ่ม เพราะคิดว่าตอนนั้นคงหายยุ่งแล้ว) พวกเราในบ้านที่ตามอ่านกันมา คงรู้กับใจ ว่าถึงตอนนั้นเข้ามาเปิดดูไหม?”

หลักใหญ่ใจความสำคัญของหนังสือ “facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่” ชาติเล่าเบื้องหลังอย่างน่าสนใจว่า

“ผมจะพูดอะไรกับคนหนุ่มสาวได้เล่า ผมแก่แล้ว ผมเพียงแต่อยากจะบอกถึงชีวิตที่ผ่านมาของผมเท่านั้น ชีวิตที่รอดปลอดภัยมาถึงวันนี้ มีที่อยู่ที่ยืน เจอหน้าใครสบตาจ้องตาได้ ไม่ต้องก้มหลบ ผมไม่ได้พูดถึงความสำเร็จของชีวิต เพราะเรื่องนี้วัดกันไม่ได้ เราจะวัดกันตรงไหน ผมพูดถึงชีวิตผม ผมบอกคุณว่า ผมผ่านอะไรมา เวลาเจอปัญหา ผมมองมันอย่างไร ผมแก้มันหรือจัดการด้วยวิธีไหน เวลาผมไม่มีใคร ผมปลอบตัวเองอย่างไร ผมปลุกเร้าตัวเองอย่างไร ให้สู้ ผมมองเวลาที่ผ่านไปอย่างไร

“ในขณะเดียวกัน ผมเป็นคนชอบทำการค้า ไม่มีใครเคยรู้ ผมมาบอกพวกเขาในหน้าเฟซว่า การทำการค้าทำอย่างไร มารยาทของการค้า ชั้นเชิงของการทำการค้า ผมทำอย่างไร เผื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าอาจมีประโยชน์กับเขา อยากจะบอกเขาว่า มีแต่การทำงานเท่านั้น ที่จะทำให้ชีวิตคุณยืนอยู่ได้อย่างมีค่า อยากจะบอกเขาว่า มืออาชีพจริงๆ ในทุกอาชีพนั้น หัวใจของมันคืออะไร ผมจะบอกวิธีคิดของผม บอกทรรศนะของผม ฯลฯ อยากจะบอกสิ่งที่พวกเขาอาจยังไม่เคยรู้ ด้วยวัยยังไปไม่ถึง ผมบอกทำไม ผมบอกเพราะคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนหนุ่มสาว อย่างน้อยเขาจะได้มีข้อคิดในการดำเนินชีวิตข้างหน้าของเขา อีกไม่นานผมคงจะไป และถึงเวลานั้น เรื่องเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์ต่อผมเลยแม้แต่น้อย”

ชาติ บอกถึงการเข้ามาทำงานในการทดลองเชิงพื้นที่ในเฟซบุ๊กของเขา สำหรับคนทั่วไปอาจจะมองว่า คนดังระดับที่เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ไม่น่าจะจำเป็นที่ต้องมาใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียเหล่านี้ และก็ได้รับความกระจ่างที่ลึกซึ้ง

“ทำไมจึงต้องเป็นเฟซบุ๊กด้วย เขียนเป็นหนังสือเลยก็ได้ไม่ใช่หรือ? ก็ใช่ แต่ถามกลับว่า ผมเขียนหนังสือออกเป็นเล่ม สมมติว่าชื่อ ‘คู่มือหนุ่มสาว’ ใครจะสนใจมาอ่าน แฟนหนังสือของผมคงไม่อ่าน เพราะต่างเลยวัยนั้นกันมานานโขแล้ว คนหนุ่มสาวก็ยิ่งไม่อ่าน เพราะไม่รู้จักผม เผลอๆ อาจจะแซวกลับด้วยว่า ลุงไปเขียนหนังสือธรรมะเถอะ แก่แล้วอย่ามายุ่งกับหนูเลย สรุปสั้นๆ คือพื้นที่ตรงนั้น (เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม) ไม่เหมาะที่จะทำอย่างนั้น แต่พื้นที่ในเฟซบุ๊กเหมาะที่จะทำเรื่องนี้ เพราะเป็นพื้นที่ของวัยรุ่น เป็นแหล่งรวมของคนหนุ่มสาว ผมจึงใช้เนื้อที่ตรงนี้มาพูดกับพวกเขา พูดให้สั้นคือ ผมลงมาหาเขา ไม่ใช่ให้เขาปีนขึ้นไปหาผม ผมใช้พื้นที่ของพวกเขาพูดกับพวกเขาในสิ่งที่ผมอยากจะบอก ผมจึงใช้พื้นที่ของเฟซบุ๊กมาแก้ปัญหาของโจทย์นี้”

เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้คือคู่มือของคนหนุ่มสาวที่ ชาติ กอบจิตติ ทำงานเขียนแบบทดลองเชิงพื้นที่เพื่อให้ไหลลื่นและเหมาะกับไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตการอ่านของคนในทุกวันนี้ และในวันที่ 15 พ.ค. 2559 ที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดตัว (อีกครั้ง) หนังสือ “facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่” ที่ร้านพันธุ์หมาบ้า เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกำหนดการเฉพาะวัน ส่วนรายละเอียดเรื่องเวลาและกิจกรรมต่างๆ โปรดติดตามในเฟซบุ๊กที่เชื่อมเครือข่ายกันอยู่ได้ เพราะเป็นโลกที่ซ้อนกันอยู่

 

เมื่อผมมีลูกเป็น ‘เด็กพิเศษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/429571

เมื่อผมมีลูกเป็น ‘เด็กพิเศษ’

โดย…ปอย ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ลูกสาวอายุเกือบสองขวบแล้ว ไม่ยอมพูด นั่ง หรือเดินสักที ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนรอบข้างเริ่มทัก (ด้วยความเกรงๆ ใจคุณพ่อคุณแม่) น้องปิ่น-ปิ่นปวีณ ณัฏฐวณิช เป็นลูกสาวคนแรกอีกด้วยใครจะกล้าบอกว่า ลูกสาวตัวเล็กผิวขาวใสน่ารักน่าชังดูจะไม่ปกติแบบเด็กๆ ทั่วไป เสียงทักเลียบเคียงโดยพูดแบบอ้อมๆ ถี่ๆ ขึ้นทุกที“คุณพ่อพาน้องไปให้คุณหมอดูสักหน่อยก็ดีนะ!” แล้วเมื่อได้ยินหนาหูขึ้น สุธี ณัฏฐวณิช คุณพ่อมือใหม่ในวันนั้นจึงตัดสินใจพาลูกสาวไปหาคุณหมอ แล้วคำตอบที่ได้คือ…ลูกของคุณเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการร่วมกับโรคที่เรียกว่าเป็น CP ย่อมาจาก Cerebral Palsy หมายถึง การพิการทางสมอง

“…ในวันที่หมอบอกว่าลูกเป็นอะไร ก็ไม่ได้เป็นวันย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของครอบครัวอะไรแบบนั้นหรอกนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) เมื่อผมรับรู้ว่าลูกสาวสมองพิการ ก็อึ้งๆ น่ะ แต่สิ่งที่ต้องการจากหมอมากที่สุดคือเราอยากรู้ข้อมูลของเด็กที่ป่วยโรคนี้ เพื่อหาหาทางดูแลและแก้ไขกันต่อไป จำได้ครับว่าผมกับภรรยาไม่ได้มัววิตกกังวลร้องไห้คร่ำครวญเลย ทุกวันนี้ถ้าผมมีโอกาสได้ไปพูดเป็นวิทยากรให้ความรู้พ่อแม่เด็กกลุ่มนี้ สิ่งที่ผมย้ำบอกเสมอก็คือ ให้รีบรักษาลูกเราให้เร็วที่สุดเลยครับ” สุธี คุณพ่อหัวใจแข็งแกร่งเล่าย้อนวันวานณ วันนี้ สุธี กล่าวว่า จากเป็นพ่อแม่วัยหนุ่มวัยสาวมือใหม่ที่แทบเรียกได้ว่าไร้เดียงสาเรื่องเลี้ยงเด็กเล็ก ครอบครัวเล็กๆ ของเขาได้รับความรู้มากมายจากลูกสาวคนโตคนนี้ “…ผมถามคุณหมอว่าถ้าผมไม่ทำอะไรเลย ลูกสาวของผมจะเป็นอย่างไร?!!”

“…ลูกก็จะเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นั่งอยู่ในรถเข็น รอพ่อแม่ต้องอุ้มอาบน้ำ ป้อนอาหาร และนั่งบนรถเข็นไปจนเธอสิ้นอายุขัย” คุณหมอตอบ แต่นั่นไม่ใช่ภาพของวัยรุ่นสาวน้อยปิ่น ในวัยใสอายุ 17 ปี จากอดีตเด็กหญิงป่วยสมองพิการ ตัดมาภาพปัจจุบันปิ่นได้ไปโรงเรียนเรียนระดับมัธยมต้นร่วมชั้นเรียนกับเพื่อนๆ สมองปกติ ปิ่นเป็นนักกีฬาโรงเรียนร่วมทีมเล่นกีฬาหลายๆ ชนิดชีวิตใช้ได้เต็มที่สนุกสนานประสาวัยรุ่น ที่สำคัญน้องปิ่นช่างพูดเจรจาอารมณ์ดีแบบเด็กได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักดี

“คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ คุณต้องมีความพิเศษกว่าลูก…” ประโยครหัสลับที่ใช้เปลี่ยนชีวิตลูกสาว ซึ่งได้รับจากคุณหมอนิต (รศ.พญ.นิตยา คชภักดี) ฝากให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อุ้มแก้วตาดวงใจลูกสาวตัวน้อยเดินกลับออกไปจากโรงพยาบาล

ผมเริ่มต้นแบบไม่รู้อะไรเลย

…ชีวิตต้องดำ เนินต่อไป คุณหมอนิตแนะนำ ตั้งแต่เริ่มแรกรักษาว่า “หมอเป็นแค่เทรนเนอร์เท่านั้น!” ซึ่งจะให้คำ แนะนำ ให้คุณพ่อคุณแม่ไปฝึกฝนลูกกันเอง สุธี เล่าชีวิตของเขาไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไป พบกับภรรยาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรียนจบมาก็แต่งงานสร้างครอบครัว มีลูกคนแรกเป็นผู้หญิง ได้เป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เลือกใช้ชีวิตแบบครอบครัวเล็กๆ เลี้ยงลูกกันเอง อาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม กล่อมนอนช่วยกันสองคนสามีภรรยา

จนลูกสาววัยจะสองขวบวัยกำลังน่ารักน่าชังกุมหัวใจพ่อแม่เป็นที่สุด บทพิสูจน์การเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง

“หลายปีก่อนอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายมากนัก การค้นข้อมูลเป็นไปได้น้อย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญนักกายภาพ ฝึกพูด ฝึกพัฒนาการ น้อยแทบจะนับคนได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะหยุดเพราะคุณหมอว่าเด็กป่วยพิการทางสมองก็สามารถมีพัฒนาการได้

อะไรที่คุณหมอแนะนำ เรารีบทำทั้งหมดเลยครับตอนนั้นพาลูกวิ่งรอก 2-3 โรงพยาบาลเริ่มตรวจการได้ยิน คลื่นสมอง การมองเห็นซึ่งทุกอย่างปกติครับ น้องตาไม่บอด หูไม่หนวกผมก็ดีใจแล้วที่ไม่ได้พิการซ้ำซ้อน เมื่อรับรู้ก็รีบแก้ไข ปิ่นฝึกพูดในโรงพยาบาลนานมากครับ 1 ปีกว่าจึงพูดคำว่าพ่อ แม่ ออกมาเป็นคำได้ แล้วก็พาไปตัดรองเท้าเพื่อฝึกการเดินแต่ลูกยังเดินไม่ได้สักที อย่าว่าแต่เดินเลยครับคลานยังไม่คลาน เสียเงินตัดรองเท้าพยุงขาให้นับสิบยี่สิบคู่

ด้วยความที่ตอนนั้นรู้อะไรยังไม่มากนักซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลดีกับเราเพราะทำให้ผมกับภรรยามุ่งมั่นแบบไม่คิดอะไร ทำไปเรื่อยๆซ้ำๆ จับใส่ห่วงฮูลาฮูปลากให้ลูกเดิน ลูกก็เดินล้มเดินล้มตลอดเวลา แต่เราไม่เคยหยุด

จนกระทั่ง พาลกู ไปเที่ยวทะเลหัวหิน ก็ฝึกลูกเดินชายหาด วันนั้นเป็นวันที่ปิ่นเริ่มเดินได้(บอกพร้อมรอยยิ้มเต็มที่เป็นครั้งแรก) หัวใจเราพองโตเลยครับ กลับมาก็ยิ่งพาลูกเดินตลอดแบบไม่สงสารลูกเลย ผมพาลูกไปเที่ยวทุกๆที่ทั้งในประเทศต่างประเทศ ตั้งแต่ยังไม่สามขวบเลยนะครับ ทางเชื่อมท่าอากาศยานดอนเมือง ผมก็ฝึกให้ลูกเดินมาแล้ว จนเมื่อคุณหมอดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา หมอรักษาเรื่องการเดินบอกไม่ต้องตัดรองเท้าแล้ว ช่วงนั้นก็ต้องฝึกพัฒนาการด้านการพูดไปด้วยลูกสาวพูดไม่ได้ ผมพยายามให้เขาพูดโดยทำไม่สนใจการใช้ภาษามือเลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกรู้ว่าเอามือแตะปาก แล้วพ่อแม่เข้าใจว่าเขาหิว ตักข้าวป้อน ต่อไปเขาจะไม่พูดแต่ใช้ภาษามือแทนเพราะง่ายดี

ผมพาไปฝึกพูดที่โรงพยาบาลเอกชนจนเขามอบโล่ให้เลยนะครับ (หัวเราะ) ในฐานะผู้มีอุปการะคนสำคัญของโรงพยาบาล คุณหมอเริ่มฝึกจากเป็นคำๆ มาเป็นพูดได้สองคำ และสามคำ ต่อไปเรื่อยๆ จนเป็นประโยคเขาสื่อสารแม้ไม่ชัดเจนนักนะครับ แต่วันนี้ก็ถึงขนาดร้องเพลงได้แล้ว” สุธี เล่าพลางหัวเราะเบาๆ กับประโยคท้าย

น้องปิ่น คอนเฟิร์มเรื่องการสื่อสารที่ได้ผลในแบบของเธอ สาวน้อยเสื้อสีแดงสดใสเดินมาพร้อมถุงขนม และกรรไกร “พ่อจ๋า พ่อตัดให้” คุณพ่อก็รีบจัดการตัดถุงขนมให้โดยพลันทันใจ

“แล้วในที่สุดเมื่อคุณหมอบอกอาการทางCP ของลูกไม่แสดงให้เห็นแล้ว ปัญหาก็มีพัฒนาการของปัญหานะครับ (บอกพลางยิ้มและอธิบายต่อ) ช่วงนี้คุณหมอและนักฝึกพัฒนาการก็ฝึกลูกใช้กรรไกรหัดตัดกระดาษโดยหากรรไกรสำหรับเด็กมาให้ลูก แน่นอนครับยากลำบากไม่น้อยในการบังคับมอื แต่ในที่สุดช่วงเวลานั้นปิ่นก็ผ่านไปได้อีกครั้ง การใช้กรรไกรก็กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าขอพ่อทำให้แบบนี้ เธอก็คงอยากอ้อน (หัวเราะ) การสื่อสารวันนี้เป็นไปแบบธรรมชาติเลยครับ” สุธี เล่าโดยมีลูกสาววัยรุ่นป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่าง

คุณพ่อนักปั้นก้อนดินน้อยให้แข็งแกร่ง

ในวัยเรียน ด.ญ.ปิ่นปวีณ ณัฏฐวณิช ได้ร่วมชั้นกับเด็กปกติในระบบการศึกษาปฐมวัยซ้ำชั้นบ้างแค่นี้พ่อแม่ก็ดีใจมากแล้ว ซึ่งเวลานี้น.ส.ปิ่นปวีณ วัย 17 ปี กำลังเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในชั้นเรียนที่เรียกว่าห้องคู่ขนาน ร่วมชั้นเรียนกับเพื่อนๆ ปกติ โรงเรียนมหรรณพาราม

“เป็นโรงเรียนที่ดีมากเลยครับ โดยใช้เกณฑ์วัดผลการเรียนแบบเด็กพิเศษ ปิ่นได้เรียนร่วมห้องเด็กปกติ เพราะป่วยในแบบ Bell’s Palsy หรือที่เรียกว่า อัมพาตครึ่งซีก คล้ายๆพูดไม่ชัดปากจะเบี้ยว บังคับกล้ามเนื้อไม่ได้แต่เรากู้สภาพร่างกายนี้ได้จนปิ่นเดินได้ป่ายปีนต้นไม้ได้ แต่คำที่คุณหมอบอกว่าหายจากอาการ CP แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเหมือนคนปกตินะครับ เรื่องที่ผมเป็นห่วงคือสังคมไทยยังไม่ได้เตรียมไว้เพื่อเป็นสังคม เพื่อคนพิการ หรือเพื่อคนสูงอายุให้ได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย

เช่น ตอนเลือกโรงเรียน ผมบอกว่าลูกป่วยเป็น CP คำแรกที่ครูบอกคือโรงเรียนไม่มีทางลาดทั้งที่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่นะครับครูก็เป็นห่วงเพราะเมื่อพูดถึงเด็กป่วยโรคนี้ภาพเด็กบนวีลแชร์ก็ตามมาติดๆ ทันที ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีตั้งแต่รถรับส่งเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนเด็กพิเศษที่มีคุณภาพ ก็น้อยมากไม่เกิน 2 แห่ง ค่าเทอมเกือบ 2 แสนบาท และรับเด็กได้ปีละไม่เกิน10 คน

ขณะที่เด็กๆ ยุคนี้เป็นโรคพิการสมองเยอะนะครับ แล้วก็พอๆ กับเด็กป่วยโรคออทิสติก โรคไฮเปอร์ บางคนนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตแล้วยังต้องผ่าตัดเรื่อยๆ เพราะเอ็นยึดพ่อแม่เด็กกลุ่มนี้อาจต้องเลือกเรียนชั้นพิเศษเพราะเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องอารมณ์ เช่นกรี๊ดตะโกนส่งเสียงดัง ปิ่นก็เคยเป็นตอนเด็กๆครับเวลาโกรธ เขาพูดไม่ได้ก็ประท้วงร้องไห้เอาหัวโขกพื้นไม่หยุด ผมไม่ตีนะครับ แต่ก็เคยตีบ้างให้รู้ว่าทำผิด แต่ไม่ได้ตีให้เจ็บเพราะไม่เกิดผลดีอะไรเลย ถ้าเป็นแบบนี้ผมก็จะหาคนที่เขารักและเกรงใจมาจัดการ เช่น ขอให้คุณยายโทรมาปลอบใจเขาก็ดีขึ้นทันที อาการแบบนี้ก็หายไปแล้วครับเมื่อโตขึ้น

พ่อแม่ต้องรู้อารมณ์เขาและรองรับสถานการณ์นี้ให้ได้ด้วย เช่น บอกเขาว่าวันหยุดเสาร์นี้เราจะไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้ากัน เขาก็จะนับเวลาถอยหลังตั้งแต่ลืมตาตื่นเช้าขึ้นมาเลย (หัวเราะ) เด็กกลุ่มนี้จะทำทุกอย่างเป๊ะตามตารางมาก ถ้าไม่เป็นไปตามตารางเขาจะประท้วง เช่น ถ้าพ่อแม่มีธุระด่วนไปไม่ได้ เขาจะเครียด เริ่มตะโกนเสียงดังแล้วซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องเตรียมแผนสอง เช่น หาการ์ตูนเรื่องใหม่เปิดให้ดูระหว่างรอเวลา ยิ่งช่วงเติบโตวัยรุ่นเขาก็จะมีความเป็นตัวของตัวเอง ใจร้อน งอน เหมือนเด็กวัยนี้ที่พ่อแม่ควบคุมยากขึ้น

น้องปิ่นเขียนหนังสือไม่ได้หรอกครับ ป้าหมอนิตก็แนะนำเขียนไม่ได้ก็พิมพ์เอา ชีวิตมีหลากหลายแง่มุมนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม)ปรับเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้ ก็ต้องสู้ต่อไป

ทุกวันนี้ปิ่นเป็นพี่สาวคนโต มีน้องสาวและน้องชายฝาแฝดในวัยใกล้เคียงกัน น้องปิ่นวิ่งได้ เดินได้ อย่างคนปกติ เราผ่านจุดยากที่สุดมาได้แล้วนะครับ แต่การปรึกษาคุณหมอก็ยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อคุณหมอจัดสัมมนาบุคลากรทางการแพทย์ คุณหมอขอให้ผมไปพูดให้บุคลากรในโรงพยาบาล และคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษฟัง เพื่อให้ความรู้สร้างความหวังสร้างกำลังใจ ทุกครั้งที่ไปบรรยายผมจะทิ้งท้ายสุดทุกครั้งเลยครับว่าเมื่อรู้ว่าลูกพิการไม่เหมือนเด็กทั่วไป สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือรีบรักษาให้เขากลับมาให้ได้เร็วที่สุด” สุธี กล่าวทิ้งท้าย

และย้ำว่าลูกสาวดีขึ้นได้เริ่มมาจากการไม่รู้อะไรเลย ซึ่งปัจจุบันแตกต่างกว่าในอดีตมาก ขอให้พ่อแม่มุ่งมั่น เดินหน้าทำไปเรื่อยๆ ทำซ้ำๆ คุณหมอนิตยาบอกกับผมภรรยาซึ่งก็จดจำไว้และนำไปปฏิบัติ ก็คือพ่อแม่ต้องยอมรับลูกพิการ และวรรคทอง ที่อยากฝากไว้ให้พ่อแม่ก็คือ …คุณต้องมีความพิเศษกว่าลูก

 

พื้นที่ส่วนตัว ของ สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/429444

พื้นที่ส่วนตัว ของ สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

วัชชัย วงษ์เจริญสิน วัย 43 ปี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ (CPL) ผู้ผลิตหนังวัวฟอกสำเร็จรูปรายใหญ่ของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันนี้เขาได้ก้าวขึ้นมาบริหารและนำพาธุรกิจของ CPL ในฐานะรุ่นที่สามของตระกูล

ภารกิจอันหนักอึ้งในฐานะผู้นำกิจการของตระกูลที่ถูกวางตัวไว้ในฐานะบุตรชายคนโตของธวัชชัย รุ่นที่สองของตระกูล ที่ปัจจุบันถอยตัวเองออกไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัท นับว่าเป็นภาระที่หนักหน่วงมาตั้งแต่วัยหนุ่ม

CPL ธุรกิจในเครือของเจริญสิน กรุ๊ปที่ดำเนินธุรกิจยาวนานมาถึง 70 ปี ตั้งแต่โรงฟอกหนังเจริญสินจนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2537 ภายใต้สัญลักษณ์ CPL จนปัจจุบันมีบริษัทในเครือกว่า 20 แห่ง ล้วนมาจากการถ่ายทอดการบริหารงานจากรุ่นสู่รุ่น

 

ภายใต้ภารกิจรักษาธุรกิจที่เก่าแก่ให้ฝ่ายุคสมัยเพื่อให้เจริญสิน กรุ๊ปเติบโตต่อไปได้ มีเขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในฐานะผู้นำองค์กรที่อยู่ในตลาดหุ้นเพียงบริษัทเดียวในกลุ่ม

ยามว่างของชายคนนี้ที่ลูกยังเล็กวัยเพียง 2 ขวบ คือ การเป็นกำลังใจให้ภรรยาเลี้ยงลูก หรือไม่ก็อ่านหนังสือ โดยหนังสือที่เขาชอบอ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ชีวประวัติ สารคดี หนังสือที่ส่งเสริมความรู้ แนวทางการบริหารงาน และแนวทางความรู้ที่ส่งเสริมให้รู้จักตัวตน เมื่ออ่านหนังสือจบเล่มหนึ่งก็ไปค้นคว้าต่อ

ล่าสุดอ่านหนังสือเจงกิสข่านสมัย 1,200 ปีที่แล้ว จักรพรรดินักรบชาวมองโกลผู้พิชิต ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกลเจงกิสข่าน สามารถยึดครองจีนตอนเหนือ จักรวรรดิคารา-จิไต จักรวรรดิคาเรสม์ และดินแดนอื่นๆ อีกหลายแห่ง นับถึงเวลาเมื่อเจงกิสข่านสิ้นพระชนม์ จักรวรรดิมองโกลได้แผ่ขยายตั้งแต่ทะเลดำไปจดมหาสมุทรแปซิฟิก โดยทั้งหมดเริ่มที่จีนตอนเหนือ

หนังสือเล่มนี้สุวัชชัยอ่านจบรวดเดียว เสมือนนั่งสมาธิไปในตัว เพราะใช้สมาธิในการอ่าน

นอกจากนั้นในบางครั้งเขาจะผ่อนคลายด้วยการไปเดินช็อปปิ้ง

 

ปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ นักการเงินรุ่นใหม่ ยิ่งเด็กยิ่งต้องเรียนรู้ หนักกว่าคนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/429442

ปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ นักการเงินรุ่นใหม่ ยิ่งเด็กยิ่งต้องเรียนรู้ หนักกว่าคนอื่น

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ หรือพีท นับเป็นอีกคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ก้าวสู่เป้าหมายในชีวิตกับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน หรือ CFO บริษัท ดู เดย์ ดรีม และบริษัท นามุ ไลฟ์ พลัส ซึ่งจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว SNAILWHITE อย่างรวดเร็วด้วยวัยเพียงแค่ 30 ปี หลังจากผ่านประสบการณ์อันโชกโชนที่เคี่ยวกรำจนหล่อหลอมให้เขาสามารถมายืนในจุดนี้ และยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้ต่อไป

เส้นทางชีวิตของ ปิยวัชร เริ่มชัดเจนเมื่อค้นพบว่าตัวเองสนใจด้านการเงินตั้งแต่มัธยมที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ ทำให้เขาออกตัวเดินหน้าสู่เป้าหมายด้วยการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งได้ฝึกงานกับบริษัทหลักทรัพย์ระดับโลกอย่าง Merrill Lynch เขาจึงตัดสินใจบินลัดฟ้าไปเรียนปริญญาโทสาขาการเงินต่อที่ Cass Business School ประเทศอังกฤษ ก่อนมาเริ่มต้นงานในฐานะวาณิชธนกิจ หรือ IB เต็มตัว

งานแรกที่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำเรื่องกองทุนรวม การควบรวมกิจการ ผลงานที่สำคัญคือการนำ โรงพยาบาลบวิชัยเวชเข้าตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นหุ้นตัวแรกของโรงพยาบาลในรอบ 7 ปีที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนั้น ซึ่งผลตอบรับดีขึ้นไปถึง 30% ก่อนจะหันไปจับงานด้านต่างประเทศกับธนาคารกสิกรไทยที่เน้นไปยังประเทศในกลุ่มเออีซี ซึ่งได้ทำทั้งไฟแนนซิ่งให้กับสายการบินในเมียนมา และเขื่อนโรงไฟฟ้าในลาว รวมทั้งการเปิดสาขาประเทศต่างๆ

ทว่าสถานที่ซึ่งเสมือนเป็นโรงเรียนบ่มเพาะประสบการณ์ที่สำคัญคืองานในตำแหน่งรองประธานกรรมการที่ Richardson Doyle & Partners ซึ่งเป็นกองทุนร่วมลงทุน มูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่จะเข้าไปเฟ้นหาเลือกลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่มีศักยภาพแต่ผลประกอบการยังไม่ดี จากนั้นจึงเข้าไปปรับการจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่นี่เองทำให้ต้องทำงานเหมือนกับผู้บริหารบริษัทเหล่านั้น

หนึ่งในบริษัทที่ซื้อมาคือบริษัท HIW ที่ทำรถตีนตะขาบ รถแทรกเตอร์ ซึ่งปิยวัชรต้องทำหน้าที่ตั้งแต่หาลูกค้าต่างประเทศหาเทคโนโลยีมาเสริมเพื่อปรับให้มีกำไรมากขึ้น รวมทั้งการวางระบบเพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้แต่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งต้องคิดตั้งแต่การโฆษณาในนิตยสารสายการบินทั้งนกแอร์ แอร์เอเชีย เพราะลูกค้าคือคนที่เดินทางกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดบ่อย ที่สำคัญยังต้องไปหาพาร์ตเนอร์เพื่อมาทำไฟแนนซิ่งจนทำให้ได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

“จะเป็นงานอีกแบบหนึ่งมีปัญหาจุกจิกตลอด ปัญหาที่ไม่เคยเจอแต่เราก็ต้องทำทุกอย่างถึงเป้าหมายที่ต้องการ จากเดิมที่งานส่วนใหญ่จะเป็นงานบนกระดาษ แต่นี่จะได้ลงไปสัมผัสทุกกระบวนการ ใครทะเลาะกับใครก็ต้องไปแก้ เซลส์ไม่มีก็ต้องหา พนักงานถูกเครื่องจักรหนีบแขนบาดเจ็บเราก็ต้องตัดสินใจว่าจะตัดแขนเสียไม่กี่หมื่นหรือรักษาที่เสียเป็นหลักล้าน เราก็เลือกรักษาเพราะอยากให้เขารักษาแต่สุดท้ายรักษาก็ต้องตัดอยู่ดี

…ทั้งหมดนี้ถึงจะอยู่กองทุนไม่นาน แต่เห็นทุกอย่างทุกมุมมองเหมือนเราไปถือหุ้นบริษัท ต้องสัมภาษณ์รับเซลส์ รับเอชอาร์อายุ 40-50 ปี เราอายุ 27 ไปสัมภาษณ์ ก็ต้องปรับตัวเยอะ เมื่อเราอยากได้ผลกำไรดีขึ้นแต่ก่อนไปถึงจุดนั้นการทำงานก็ต้องดีขึ้นด้วย ตรงไหนมีช่องโหว่ เราต้องไปเติมไปเสริม เหนื่อยแต่ดีที่ได้รับเรียนรู้” ปิยวัชร กล่าว

จนมาถึงงานล่าสุดกับตำแหน่ง CFO ที่เขาอธิบายว่าเป็นเหมือนเป้าหมายสูงสุดของคนที่ทำงานด้านการเงิน ผ่านมาหนึ่งปีส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทโตขึ้นเท่าตัว สอดรับไปกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว จนติดอันดับ 1 ใน 5 บริษัทผู้ประกอบการด้านความความงามของประเทศ แต่เขายังมีมีเป้าหมายว่าจะขยับขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของเอเชียในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

จากข้อมูลงานวิจัยเมื่อสองปีที่แล้วตลาดด้านความงามของไทยมีมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับหน้า คือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน 1.ไวท์เทนนิ่ง 2.แเอนไทเอจจิ้ง ซึ่งในส่วนของสเนลไวท์อยู่เซ็กเมนต์แรก แต่อีกกลุ่มที่ใหญ่คือแอนไทเอจจิ้งนั้นยังได้จับโดยจะเริ่มขยับในปีนี้

“ผู้หญิงรวมทั้งผู้ชายด้วยใส่ใจในความสวยความงามมากขึ้นมีคนพูดตลกว่าเศรษฐกิจไม่ดีลดข้าวได้แต่เครื่องสำอางไม่ลด ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจอาจดูว่าชะลอตัว แต่ธุรกิจพวกบำรุงผิวก็ยังโตต่อเนื่องปี 2014-2015 โตทั้งตลาด 7% และสามปีข้างหน้าจะโตมากกว่าจีดีพีทั้งประเทศ ขณะที่คนไทยอัตราการเติบโตน้อยหมายความมีคนแก่มากขึ้นคนวัยทองที่เดี๋ยวนี้เรียกซิลเวอร์เอจเพราะเริ่มมีกำลังใช้จ่ายมากขึ้นมีเงินมากขึ้นคนกลุ่มนี้จะมาใช้ผลิตชะลอความแก่ให้มีความเยาว์วัย”

อีกเป้าหมายที่สำคัญคือตลาดต่างประเทศซึ่งสเนลไว้ท์ได้รับความนิยมจากคนจีน ล่าสุด“วันคนโสด” ของจีนคือวันที่ 11 เดือน 11 ในเว็บไซต์ alibaba ที่ลดราคาสินค้าเป็นพิเศษ ยอดขายขอสเนลไวท์วันนั้นสูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงออนไลน์คนจะมองตลาดใหญ่ แต่ก็แค่ 20-30% ของตลาดทั้งหมด แม้จะเป็นส่วนที่โตเร็วแต่ไม่ได้เป็นส่วนที่เยอะที่สุด อย่าง Watsons สเนลไวท์มียอดขายดีที่สุดเมืองไทย 300 สาขา แต่เมืองจีน 3,000 สาขา เป็นตลาดที่ใหญ่มาก

สำหรับผู้ชายที่ต้องเข้ามาทำธุรกิจด้านความงาม ปิยวัชร ยอมรับว่า ต้องทำการบ้านหนักทั้งต้องหาข้อมูลและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองเพื่อจะได้รู้ว่าดีกว่าเจ้าอื่นอย่างไร ในการประชุมแต่ละครั้งเขายังสามารถให้ความคิดเห็นว่าตัวไหนใช้แล้วหน้ามันตัวไหนใช้แล้วดี ทั้งประสบการณ์ตรงและรวมทั้งสอบถามจากเพื่อนฝูงที่ได้ทดลองใช้เพื่อสะท้อนกลับมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น

แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ดูแเลเรื่องการเงินแต่การเงินก็เกี่ยวไปกับทุกเรื่องทั้งออกสินค้าใหม่ต้องใช้เงินเท่าไหร่ โฆษณาเท่าไหร่ ซื้อโรงงานเท่าไหร่ จะใช้เงินกู้ เงินสด ทุกอย่างก็อยู่ที่การเงิน ก่อนหน้านี้ไม่มีการทำงบประมาณ คือประเมินว่าปีหน้าจะใช้งบเท่าไหร่ แล้วมาทบทวนทุกไตรมาสว่าใช้งบมากไปน้อยไปกว่าที่คาดหรือไม่ จากนี้ก็จะมาเริ่มทำให้เป็นระบบมากขึ้น

ปิยวัชร มองว่า หน้าที่ของ CFO นอกจากจะดูเรื่องการเงินแล้ว ยังต้องดูเรื่องความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเขาได้ตั้งคณะกรรมการความเสี่ยงมามอนิเตอร์ว่ามีประเด็นอะไรที่เสี่ยงที่จะต้องรายงานให้ผู้บริหารทราบทุกเดือน บางครั้งบริษัทที่โตเร็วยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องระบบป้องกันความเสี่ยง ป้องกันการทุจริต เงินทองรั่วไหล ต้องวางอำนาจกรอบอนุมัติเงิน กรรมการบริหารอนุมัติได้แค่ไหน หรือมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องทำ

อีกทั้งที่ผ่านมาบริษัทยอดขายดีมีกระแสเงินสดพอสมควรทำให้ไม่ได้มองแหล่งเงินทุนอื่น แต่หน้าที่ CFO ยังต้องมองไปยังเงินทุนกสำรอง สร้างสัมพันธ์กับธนาคารต่างๆ และหันมาใช้เงินกู้เพราะต้นทุนต่ำกว่าเงินสด เพราะหากเอาเงินสดไปใช้ผู้ถือหุ้นคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทน 15-20 คือลงเงิน 100 บาทก็หวังว่าจะได้เงินกลับมา 20 บาท แต่ถ้ากู้เงินธนาคารจะเสียดอกเบี้ย 5-6%

นอกจากนี้ เมื่อบริษัทขยายตัวเร็ว เมื่อปรึกษากับทาง CEO แล้ว ปัจจุบันโรงงานผลิตบนที่ 2 ไร่ อาจไม่ตอบสนองการผลิตใน 1-2 ปีข้างหน้า จึงไปซื้อโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะพื้นที่ 20 ไร่ ราคาประเมิน 80 ล้านบาท แต่สามารถเจรจาต่อรองซื้อมาได้ในราคา 50 ล้านบาท ตรงนี้มาจากประสบการณ์ที่ทำงานกองทุน ถามว่าซื้อเงินสดได้ไหมได้ แต่ถ้าเอาเงินสดไปลง เงินเราจะหายไป 50 กว่าล้านบาท แทนที่เราจะเอาไปลงทุนเครื่องจักรหรือขยายไลน์ผลิตใหม่ได้ผลต่อแทน 15-20% ดังนั้นกู้แบงก์
จึงประหยัดกว่า

ปิยวัชร อธิบายว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในสายบริหาร คือความมั่นใจและความกล้าในการตัดสินใจซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันต้องมาจากการสั่งสมประสบการณ์ ยิ่งเราเป็นเด็ก ก็ยิ่งต้องเรียนรู้มากกว่าผู้อื่น  ที่ผ่านมาถือว่าโชคดีที่คุยกับผู้บริหารหรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วค่อนข้างเยอะนั่นก็ถือเป็นการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งพอเราได้มาทำงานเป็นผู้บริหารจริงๆ ได้เจอของจริง เราก็จะไม่ตื่นเต้น

“ถามว่าความเป็นเด็กจุดเด่นคืนยืดหยุ่นสูงผมมองที่ผลการทำงานเป็นหลัก อยากให้ทุกคนที่มาทำงานกับผม ลูกทีมมีความสุขกับการทำงาน ถ้าสภาพแวดล้อมที่มีความสุขคนก็ทำงานได้อย่างเต็มที่ อีกอย่างการที่เราอายุน้อยทำให้เรา กระฉับกระเฉง ทุกอย่างน่าตื่นเต้นไปหมด โชคดีตรงที่ตั้งแต่ทำงานที่แรกถึงปัจจุบันไม่มีวันไหนตื่นมาไม่อยากทำงาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่คิดว่าสำคัญได้ผลดี

…เราทำงานแล้วรู้สึกว่าผมอิน ผมเป็นเจ้าของ มีความเป็นเจ้าของอยากทำให้ดี ทำเต็มที่กลับบ้านพักผ่อนแต่พอเห็นอะไรเกี่ยวกับงานของเราก็คิดแล้วเอามาเสนอแนวกับเขายิ่งบริษัทนี้ CEO เป็นเจ้าของด้วย เข้าถึงง่ายนำเสนอง่ายเห็นผลเร็ว หรือตอนทำที่ บล.กิมเอ็งฯ ทำโปรเจกต์ โรงพยาบาล ผมก็รู้สึกเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเห็นเว็บไซต์เขายังไม่สวย ให้ข้อมูลไม่ครบก็บอกเขาน่าจะทำอย่างนี้”  ปิยวัชรกล่าว ถึงเคล็ดลับที่ทำให้เขาก้าวมาจนถึงจุดนี้

 

เส้นทาง…เทพีหาบเงิน-หาบทอง เรียกขวัญเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 15:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428149

เส้นทาง...เทพีหาบเงิน-หาบทอง เรียกขวัญเกษตรกรไทย

โดย…ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เมื่อพูดถึงวันพืชมงคลแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้และเป็นที่สนอกสนใจของประชาชนในแต่ละปีก็คือ “เทพีคู่หาบเงินและเทพีคู่หาบทอง” ที่เปรียบเหมือน “ดอกไม้งาม” ของงานวันนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า สาวงามทั้ง 4 คนนี้จะต้องผ่านการฝึกหาบกระบุงที่ใส่ข้าวไว้หนักกว่า 10 กิโลกรัม วันละ 1 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ยังไม่นับรวมการฝึกท่ายืน เดิน นั่งและหมอบคลาน เพื่อให้ออกมาสมบูรณ์ ถูกต้องตามแบบฉบับราชประเพณีโบราณดั้งเดิมที่สุด

เทพีหาบเงิน หาบทอง จะทำหน้าที่ร่วมกับพระยาแรกนา ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพระยาแรกนา คือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในปีนี้ คือ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ

เส้นทางของเทพีนางหาบ

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นเทพีคู่หาบเงินและเทพีคู่หาบทองนั้น ถือได้ว่าเป็นการได้รับเกียรติอย่างสูงในการร่วมในราชพิธีที่สำคัญของชาวไทย และการที่จะมารับตำแหน่งนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิด เพราะต้องได้รับการคัดเลือกมาจากตัวแทนกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะต้องผ่านคุณสมบัติหลัก 3 ข้อที่กำหนดไว้ได้แก่ 1.เป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในสถานะ “โสด” 2.ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว (ทำงานมาแล้ว 5 ปี) และ 3.ไม่มีประวัติเสียหาย เมื่อแต่ละกรมได้ตัวแทนมาแล้ว ก็จะส่งให้คณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งมีตัวแทนจากสำนักพระราชวังร่วมด้วย

ทั้งนี้ แต่ละปีจะทำการคัดเลือกเพียง 2 คน คือ คู่เทพีหาบเงิน ส่วนเทพีคู่หาบทองจะมาจากเทพีคู่หาบเงินในปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่มีการเลือก “สำรอง” เผื่อไว้ ดังนั้นเทพีคู่หาบเงินและหาบทองหลังจากที่ได้รับเลือกแล้ว จะอยู่ในสถานะ“ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย”อาการ “กดดัน (มาก)” จึงเป็นความรู้สึกที่นางหาบทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องต่างพูดและคิดเหมือนกัน

“ก่อนอื่นก็จะดูประวัติของผู้เข้ารับการคัดเลือก ดูความสูง ดูน้ำหนัก จากนั้นก็พูดคุยคร่าวๆ ว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ไหม กระบุงข้าวที่แบกหนักข้างละเกือบ 5 กิโลกรัมเชียวนะ ไหวเหรอ เสร็จจากนั้นก็ให้ข้าราชการหญิงทั้ง 14 คนเข้าแถวเรียงตามลำดับ ให้จับคู่เปรียบเทียบกันทีละคู่ และ 2 คู่ 4 คน โดยจะเปรียบเทียบกับขนาดตัว น้ำหนัก และความสูงของปลัดกระทรวงฯ ซึ่งเป็นพระยาแรกนาในพิธี และเปรียบเทียบกับเทพีคู่หาบทองทั้งสองคน ดูว่าเมื่อมายืนด้วยกันหมด5 คนดูกลมกลืนกันหรือไม่” อมรรัตน์ แขวงโสภา (สาว) นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการพิเศษ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เทพีคู่หาบทองเล่าถึงเส้นทางเทพีให้ฟัง

ด่านแรกผ่านไป ด่านต่อมาเป็นการทดสอบพละกำลังในการเดินหาบกระบุงข้าว และความสวยงามอ่อนช้อยในการถอนสายบัว ซึ่งจะมีประธานและคณะกรรมการคัดเลือกคอยให้คะแนนเพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุด ผู้คัดเลือกคนไหนเห็นท่าจะไม่ไหวก็ขอถอนตัวไปได้

เป็นเทพีนางหาบต้องอึด ถึก ทน

สิ่งแรกที่ต้องทำหลังรู้ตัวว่าได้รับเลือกเป็นเทพีนางหาบคือ ต้องเตรียมตัวฟิตร่างกายไม่ให้เจ็บหรือป่วยง่ายๆ เพราะก่อนฝึกหาบแต่ละครั้งจะต้องวอร์มร่างกาย ยืดเส้นยืดสายก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากล้ามเนื้ออักเสบเพราะจะต้องฝึกย่อเข่า (ถอนสายบัว) คลานเข่าและหาบข้าว ซึ่งถ้าใครไม่พร้อม แรกๆ ก็อาจเจอปัญหาบ่าแตก ข้อเข่าอักเสบ กล้ามเนื้อบ่า ไหล่ หลังอักเสบได้

นอกจากนี้ เทพีนางหาบจะต้องกินมังสวิรัติ 15 วันก่อนถึงวันพระราชพิธี ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของเหล่าเทพีนางหาบที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น เพื่อให้คงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม รวมถึงการดูแลเสื้อผ้า หน้าผมและผิวพรรณให้พร้อมอยู่ตลอดด้วย

“ภาพตอนแรกที่มองเทพีนางหาบในทีวีก็คิดว่าคงจะเป็นง่ายๆ แค่เดินสวยๆ ยิ้มหวานๆหาบก็คงเบาๆ ไม่หนักอะไรมาก ก็เลยตัดสินใจลองสมัครดู แต่ปีแรกไม่ได้ เพราะพี่ตัวสูงเลยหาคู่ไม่ได้ มาปีที่สองนี่แหละที่เจอ น้องเอ๋ณฐมน ที่มีความสูงไล่เลี่ยกันก็เลยเป็นจังหวะดีที่ได้คู่หาบตัวเท่ากัน พอได้เป็นแล้วต้องมาฝึก ก็แบบว่า โอ้โห… บอกได้เลยว่าต้องอดทนมากๆ เพราะบางทีสรีระไม่เอื้อให้ทำท่าทาง ออกมาได้สวย สง่า ครูฝึกก็ต้องพยายามฝึกเราให้ได้ อย่างการย่อเพื่อถอนสายบัว ปกติเราก็จะย่อกันแค่ครึ่งเข่า แต่เทพีนางหาบไม่ได้ ต้องย่อให้สุด ถึงขั้นที่ต้องนั่งลงบนส้นเท้าตัวเองให้ได้ แล้วตอนลุกขึ้นก็ต้องประคองตัวให้ตั้งตรง การเดินก็ต้องมีจังหวะ ไม่ให้ยกเท้าสูงเกินไป แต่ก็ไม่ถึงกับลากเท้า” อมรรัตน์ บอก

อมรรัตน์ เล่าต่อว่า จริงๆ ตัวตน การใช้ชีวิตประวันจำวันของเธอเป็นคนง่ายๆ สบายๆ เป็นข้าราชการฝ่ายการเงินที่ไม่ค่อยชอบการแต่งหน้า แต่พอได้เลือกก็ต้องเริ่มดูแลตัวเอง หัดแต่งหน้าบ้าง ก็ได้เพื่อนๆ น้องๆ  ที่ช่วยสอนช่วยแนะให้ ซึ่งพอหลังจากที่ฝึกไประยะหนึ่ง สิ่งที่ได้กลับไปคือ บุคลิกภาพที่ดีขึ้น และคอนเนกชั่นเทพีนางหาบด้วยกัน

เช่นเดียวกับ ว่าที่ ร.ต.หญิง ณฐมน อยู่เล่ห์(เอ๋) นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กรมชลประทาน เทพีคู่หาบทอง เล่าว่า รู้สึกกดดันมาก เพราะเปรียบเหมือนหน้าตาของกรม ถ้าทำออกมาไม่ดีก็อาจส่งผลเสียหายต่อกรมได้ และจะต้องมาฝึกซ้อมกับพี่เลี้ยง ครูฝึกทุกวัน ตั้งแต่เที่ยงถึง 4 โมงเย็นนาน 3 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกที่หนักมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนตอนดูในทีวีตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยคิดเลยว่ากระบุงจะหนักขนาดนี้ เห็นพี่ๆ เขาเดินยิ้มกัน เหมือนกระบุงที่หาบมันเบามากแต่พอได้เป็นก็รู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดต่อตระกูลและชีวิตการทำงานข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เพราะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

“ตัวตนจริงๆ ก็เหมือนกับคนทำงานด้านไอทีทั่วไป ที่จะมีบุคลิกที่ไม่ค่อยอยู่นิ่งเรียกว่าอะเลิร์ตอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาเป็นเทพีนางหาบก็จะต้องสำรวมขึ้น ทั้งการเดิน การนั่ง เพื่อให้สมที่ได้รับเลือก ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้รับทีเดียว” ว่าที่ ร.ต.หญิงณฐมน กล่าวด้านเทพีคู่หาบเงินน้องใหม่ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกปีนี้อย่าง นันทินี ทองคงเหย้า (ตอง) ก็คิดเหมือนกันว่า การเป็นเทพีนางหาบที่เคยเห็นกันในทีวีนั้น คงง่าย แต่พอมาเป็นเองเข้าจริงๆ แล้วเดินแทบไม่ได้เลย แม้ว่าจะได้คำแนะนำจากรุ่นพี่ๆ ให้เตรียมฟิตร่างกายให้พร้อม แต่หลังจากฝึกมาได้สักพักก็มีบ้างที่จะต้องไปพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อที่หลัง

“ความที่จริงๆ แล้วเป็นคนเงียบๆ พูดไม่ค่อยเก่ง และยอมรับว่าบุคลิกภาพไม่ค่อยดีนัก คือเดินหลังงอ และใช้ชีวิตแบบข้าราชการที่นั่งทำงานออฟฟิศทั่วไป แรกๆ ก็เครียด กลัวทำไม่ได้ เพราะต้องฝึกกันเป็นทีม แต่พอฝึกไประยะหนึ่งก็เริ่มรู้จังหวะการเดิน และเริ่มสนิทกับพี่ๆ เลยผ่อนคลายไปได้” นันทินี กล่าว

ขณะที่ ฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ (ตุ๊ก) นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ถือว่าพิเศษกว่าคนอื่นหน่อย เพราะเป็นเทพีที่ได้รับคัดเลือกมาจาก จ.เลย ฉมาพันธ์ บอกว่า จริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นคนพับเพียบเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้เป็นคนชอบแต่งตัว เวลาทำงานก็เฮฮา สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานบ้างตามประสา แต่พอมาฝึกก็ได้เรื่องบุคลิกภาพไป ทำให้เป็นคนนิ่งขึ้น นั่งหลังตรงขึ้น

“ตอนที่ได้รับราชการในกระทรวงเกษตรฯแรกๆ ที่บ้านก็มีถามบ้างเวลาเห็นถ่ายทอดสดพิธีพืชมงคลว่า อยากเห็นลูกไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้าง พอได้รับเลือกที่บ้านเลยดีใจกันมาก เพราะถือเป็นเกียรติประวัติของครอบครัว แต่พอมาฝึก แรกๆ กลับบ้านที่ต่างจังหวัด แม่ก็จะมีทักบ้างว่า ลูกดูผอมไปนะ บางทีก็เห็นรอยช้ำที่หัวเข่าบ้าง เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่มาวันนี้แล้วก็รู้สึกภูมิใจที่ได้รับเลือกค่ะ” ฉมาพันธ์ บอก