ซอยแห่งรักแท้ ดูแล ใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/429161

ซอยแห่งรักแท้ ดูแล ใส่ใจ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ในซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1 จ.นนทบุรี ในครั้งที่ผมได้เดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้น ผมได้ค้นพบว่า ตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอยเต็มไปด้วยสถานสงเคราะห์ต่างๆ มากมาย จนผมรู้สึกและสัมผัสได้ว่า นี่คือซอยที่ได้รวบรวมคนชายขอบที่มีความบกพร่องเอาไว้ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นที่ที่มีการให้ การดูแลใส่ใจ เยียวยา และการพัฒนาไปด้วยพร้อมๆ กัน

ครั้งนี้ผมจึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำพาคุณผู้อ่านได้ไปทำความรู้จักกับสถานสงเคราะห์ต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่เรียงรายซ้ายขวาของซอยเส้นนี้ เผื่อบางทีคุณจะได้ร่วมเดินทางไปยังซอยเส้นนี้ เพื่อที่จะได้ช่วยกันเติมชีวิตของใครหลายคนให้เต็มมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

จุดเริ่มต้นจากการ ‘ให้’

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับสถานสงเคราะห์ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1 เรามาทำความรู้จักกับประวัติความเป็นมากันก่อนดีกว่า เริ่มต้นจากสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรที่ดิน ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี “ให้” แก่กรมประชาสงเคราะห์ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อสมัยนั้น เพื่อจัดตั้งหน่วยงานและจัดบริการ “ให้” แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และก่อตั้งสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ดเป็นสถานสงเคราะห์แห่งแรกในปี 2484

ในอดีต บริเวณดังกล่าวนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ขณะนั้น จึงได้ “ให้” การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ โดยเชิญชวนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทำให้สถานสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าวเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง

ต่อมา (ปี 2546) ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานราชการ ส่งผลให้กระทรวง ทบวง กรม แบ่งเป็น 20 กระทรวง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็คือหนึ่งในนั้น ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ภายใต้การดูแลของกระทรวงแห่งนี้เป็นจำนวน 16 หน่วยงานนั่นเอง

 

สำหรับหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พม.) มีอยู่ด้วยกัน 6 หน่วยงาน (ที่ซึ่งผมจะพาคุณผู้อ่านได้ไปทำความรู้จักกันในครั้งนี้) ได้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา หรือบ้านเฟื่องฟ้า, สถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพปากเกร็ด หรือบ้านนนทภูมิ, สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (ชาย) หรือบ้านราชาวดี (ชาย), สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (หญิง) หรือบ้านราชาวดี (หญิง), ศูนย์พัฒนาอาชีพคนพิการ (โรงงานปีคนพิการสากล) และศูนย์บริการบุคคลออทิสติกจังหวัดนนทบุรี

เมื่อ ‘ให้’ ต้อง ‘ให้’ อย่างยั่งยืน

ก่อนลงพื้นที่จริง ณ ซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1 ผมได้พูดคุยกับ สมชาย เจริญอำนวยสุข อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านอธิบดีได้เผยถึงวัตถุประสงค์หลักของการทำงาน ว่าท่านอยากให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ ภายใต้การดูแลของท่าน เป็นสถานที่ที่ให้คนได้มาศึกษา ว่าถ้าหากมีคนพิการอยู่ในความดูแลของครอบครัวเรา เราจะสามารถดูแลคนพิการเหล่านั้นได้อย่างไร

“แน่นอนว่าสถานสงเคราะห์คนพิการของเราเต็มไปด้วยการให้ความรัก ความเอาใจใส่ การดูแล การเยียวยา และการพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปีอย่างเต็มที่ ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เช็ดอึเช็ดฉี่ ป้อนข้าวป้อนน้ำ อบรมบ่มนิสัย สร้างพวกเขาให้เป็นคนที่เต็มคน แม้ว่าเขาจะพิกลพิการ แต่เราก็มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญคือ การทำให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนพิการได้เรียนรู้ว่า การเติบโตของลูกที่เป็นคนพิการจะเติบโตได้ดีที่สุดในบ้านที่มีพ่อแม่ของตนเองเป็นคนดูแล แม้ว่าลูกที่พิการจะเกิดมาในภาวะที่ครอบครัวมีปัญหา ไม่สามารถดูแลได้ แต่ความรักความเอาใจใส่ใดก็ไม่เท่าความรักของพ่อแม่และคนในครอบครัว ซึ่งหากครอบครัวใดไม่สามารถดูแลได้อย่างแท้จริง มันสุดๆ ของสุดๆ แล้ว เรายินดีช่วยเหลือ แต่หากครอบครัวใดยังสามารถดูแลได้ เราก็พยายามทำให้พวกเขาได้มาเห็นว่าการดูแลคนพิการไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด คุณทำได้ และทำได้ดีด้วย”

นอกจากนี้ ท่านอธิบดียังมีวัตถุประสงค์ที่อยากให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ เป็นสถานที่ที่ให้นักศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ จิตวิทยา หรือกายภาพบำบัด ได้มาฝึกงานในสถานที่จริง เพื่อที่เมื่อจบการศึกษาไปแล้ว และได้ไปประกอบวิชาชีพ จะได้ปฏิบัติต่อคนพิการได้อย่างถูกต้อง “ผมไม่อยากให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ เป็นเพียงที่รองรับ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการดูแลคนพิการอย่างแท้จริง เพื่อที่ทุกครอบครัวจะสามารถดูแลคนพิการได้ โดยไม่ทำให้คนพิการตกไปเป็นภาระของใคร เพราะหากเรามองในระยะยาว การดูแลคนพิการอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นดูแลจากครอบครัวก่อนเป็นที่แรก และการพัฒนาคนพิการต้องทำให้เขาอยู่กับคนปกติให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยดูแลตนเองได้ ครอบครัวและชุมชนเข้าใจและยอมรับได้ พวกเขาสามารถทำงานมีรายได้เป็นของตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง แค่นี้ในฐานะผู้ที่ทำงานอยู่ในสถานสงเคราะห์ก็มีความสุขแล้ว”

6 สถานสงเคราะห์ที่เต็มไปด้วย ‘ความรัก’

ผมเริ่มต้นลงพื้นที่จริงที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา หรือบ้านเฟื่องฟ้า โดยผู้ปกครองของสถานสงเคราะห์ สมคะเน จริตงาม ได้บอกเล่าให้ผมฟังว่า ที่นี่ให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กอ่อนพิการทุกประเภททั้งเพศชายและเพศหญิง อายุแรกเกิด-7 ปี หรืออาจมากกว่านี้ หากจำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูหรือพัฒนาก่อนที่จะย้ายเข้ารับการสงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์เด็กพิการต่างๆ ตามสภาพความพิการต่อไป

ต่อมา ผมได้มาเยือนสถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพปากเกร็ด หรือบ้านนนทภูมิ โดยผู้ปกครองของสถานสงเคราะห์ สุชาดา มีสงฆ์ เผยว่า ที่นี่ได้ให้บริการสงเคราะห์ฟื้นฟูและพัฒนาเด็กพิการทางร่างกายทั้งชายและหญิง อายุ 7-18 ปี หรือมากกว่านี้ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษา การฝึกอาชีพ การพัฒนา การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายอย่างเหมาะสมทั้ง 4 ด้าน คือ ในด้านการแพทย์ การอาชีพ การศึกษา และการสังคม ให้เป็นผู้สามารถพึ่งตนเองและมีความสุขตามอัตภาพ

สำหรับสถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (ชาย) หรือบ้านราชาวดี (ชาย) โดยผู้ปกครองของสถานสงเคราะห์ สุวรรณ์ พรมผล ได้บอกเล่าว่า ที่นี่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดู บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาเด็กพิการทางสมองและปัญญา เพศชาย อายุระหว่าง 7-18 ปี โดยจัดบริการสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์อย่างมีมาตรฐาน ให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้พิการและครอบครัวในชุมชนได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเหมาะสม (กี้-มงคล จิตรเสงี่ยม นักกีฬาบอคเซียไทย ผู้คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ก็อาศัยและเติบโตที่นี่ และทุกวันนี้ก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยจิตศรัทธา)

มาถึงสถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (หญิง) หรือบ้านราชาวดี (หญิง) โดยผู้ปกครองของสถานสงเคราะห์ วิมลพรรณ กุญแจทอง เผยว่า ที่นี่ได้ให้การอุปการะเด็กหญิงพิการทางสมองและปัญญา เพศหญิง อายุระหว่าง 7-18 ปี ที่ครอบครัวประสบปัญหาทางสังคม ขาดผู้อุปการะดูแล หรือถูกทอดทิ้ง รวมถึงการรับอุปการะต่อจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจัดให้มีบริการด้านปัจจัยสี่ บริการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาล และการศึกษาพิเศษ ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่ายกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม

ขณะที่ศูนย์พัฒนาอาชีพคนพิการ (โรงงานปีคนพิการสากล) หน่วยงานเดียวของ พม.ที่ดำเนินการในรูปแบบของสถานที่ทำงานของคนพิการที่มาทำงานเพื่อให้มีรายได้สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยดำเนินการโดยเงินนอกงบประมาณ ประเภทเงินทุนหมุนเวียนโรงงานในอารักษ์ โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นคนพิการทุกประเภท ยกเว้นทางสายตา อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีทักษะการใช้จักรอุตสาหกรรมพื้นฐานในสถาบันและในชุมชน

ผู้อำนวยการศูนย์ สมคะเน จริตงาม เผยถึงการดำเนินงานว่าได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การดำเนินงานภายในศูนย์ แบ่งเป็น 2 แผนก คือ แผนกผลิตภัณฑ์จากจักรอุตสาหกรรม ได้แก่ กระเป๋าผ้าแบบต่างๆ เสื้อผ้า ดำเนินการในลักษณะของการสั่งทำ และการจัดจำหน่าย และแผนกผลิตน้ำดื่มบรรจุในภาชนะที่ปิดมิดชิด 2.การดำเนินการในชุมชน เป็นรูปแบบของการจัดส่งชิ้นงานให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ได้นำไปเย็บเป็นชิ้นงาน ดำเนินการใน 3 จังหวัด คือ จ.นนทบุรี ลพบุรี และนครศรีธรรมราช จัดสินค้าให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการไปจำหน่าย เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ และหารายได้เพิ่มให้แก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการนั่นเอง

สถานที่สุดท้ายที่ผมได้มาเยือนศูนย์บริการบุคคลออทิสติกจังหวัดนนทบุรี โดยผู้อำนวยการศูนย์ นิภาวรรณ สามาลา ได้เผยว่า ที่นี่ได้ให้บริการทางสังคมทางด้านการฝึกทักษะและส่งเสริมศักยภาพรอบด้านให้แก่บุคคลออทิสติก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติกได้พัฒนาศักยภาพให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ เตรียมความพร้อมและส่งเสริมศักยภาพด้านอาชีพแก่บุคคลออทิสติก รวมทั้งเป็นศูนย์สาธิตให้คำปรึกษาด้านการดูแลและการฝึกบุคคลออทิสติกแก่ครอบครัว องค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติก

เมื่อผมลงพื้นที่จริงทั้ง 6 แห่งนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ผมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อผมได้เห็นสภาพของคนพิการเหล่านั้น ไม่ว่าจะพิการทางด้านร่างกายหรือสติปัญญา หรือพิการซ้ำซ้อน (พิการทั้งร่างกายและสติปัญญา) รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ ผมรู้สึกสะเทือนใจ แต่ผมก็รู้สึกดีใจที่ผมได้รู้ได้เห็นถึงความรักความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแล แม้ว่าสถานที่เหล่านี้จะร้อนอบอ้าว อาจมีเด็กพิการที่บ้างก็ซุกซน บ้างก็ดื้อรั้น บ้างก็ร้องไห้งอแง บ้างก็เจ็บป่วยไข้ บ้างก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยินดีและเต็มใจเป็นพ่อหรือแม่ที่คอยดูแลใส่ใจเด็กๆ เหล่านั้นให้เข้มแข็งเติบโต และมีความมุ่งหวังที่อยากทำให้ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นดีขึ้น เพื่อที่ท้ายที่สุด ความรักความเอาใจใส่ของพวกเขา จะช่วยทำให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลายเป็นเด็กน่ารัก และกลายเป็นคนที่เต็มคน (แม้ว่าจะพิกลพิการ) รวมทั้งกลายเป็นผู้ให้ ที่มอบความรักความเอาใจใส่ให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

หากนี่เรียกขานว่าความรัก ผมก็ขอเรียกมันว่าความรัก และขอเรียกมันอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง ว่ามันคือรักแท้ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้

หากนี่เรียกขานว่าความรัก ผมก็ขอเรียกมันว่าความรัก และขอเรียกมันอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง ว่ามันคือรักแท้ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้หากใครสนใจอยากร่วมจัดกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูเด็กพิการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านอาชีพ สนับสนุนด้านองค์ความรู้ เงิน วัสดุ และสถานที่ฝึกอบรมหรือจัดกิจกรรม สนับสนุนการจ้างงานคนพิการที่มีความพร้อมเข้าทำงานตามสถานประกอบการ รับอุปการะเด็กพิการเป็นบุตรบุญธรรม หรือเป็นอาสาสมัครร่วมดูแลการฝึกอบรมทักษะการใช้ชีวิต สามารถแจ้งความจำนง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา หรือบ้านเฟื่องฟ้า โทร. 02-583-6815 สถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพปากเกร็ด หรือบ้านนนทภูมิ โทร. 02-583-8396 สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (ชาย) หรือบ้านราชาวดี (ชาย) โทร. 02-583-8426 สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (หญิง) หรือบ้านราชาวดี (หญิง) โทร. 02-583-4246 ศูนย์พัฒนาอาชีพคนพิการ (โรงงานปีคนพิการสากล) โทร. 02-583-8415 ศูนย์บริการบุคคลออทิสติกจังหวัดนนทบุรี โทร. 02-583-5108

 

รู้ไว้ในนาทีวิกฤต!! อุบัติเหตุรถยนต์ตกน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428942

รู้ไว้ในนาทีวิกฤต!! อุบัติเหตุรถยนต์ตกน้ำ

โดย…กันย์

มีข่าวคราวให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ เรื่องที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ตกน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากความผิดพลาดของผู้ขับเองที่เกิดเกียร์ค้างเกียร์ล็อก หรือเผลอจะเหยียบเบรกกลายเป็นเหยียบคันเร่งเลยพลาดพุ่งลงคลองกันไป อุบัติเหตุเป็นเรื่องไม่คาดฝันป้องกันได้ยาก ลองตั้งรับกันไว้แต่เนิ่นๆ เผื่อต้องพบเจอจะได้เตรียมรับมือเอาไว้ให้หนักกลายเป็นเบา

ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า เรายังมีเวลาพอที่จะทำอะไรหรือแก้ไขได้ เพราะขณะที่รถยนต์ตกน้ำ (รถยนต์ส่วนบุคคลสมัยนี้เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ มักปิดกระจกขณะขับขี่) รถจะไม่จมลงในทันทีแต่จะค่อยๆ จมลงอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่องประมาณ 17-20 วินาที ในนาทีวิกฤตนี้ควรตั้งสติให้ดี เตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ และปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.รีบปลดเซฟตี้เบลต์ออกทุกคน

2.อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศในการหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด

3.ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ

4.รีบปลดล็อกประตูรถทุกบาน

5.เปิดกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถ เพื่อปรับความดันในและนอกรถให้เท่ากัน มิฉะนั้นจะเปิดประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้

6.เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้

7.จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้

8.ควรมีค้อนหรือวัตถุหนักๆ เช่น ดัมบ์เบล ไว้ใกล้คนขับ เพื่อให้ทุบกระจกด้านคนขับ กรณีเปิดประตูไม่ออก เพราะในกรณีที่เป็นรถที่ใช้ระบบไฟฟ้า การทำงานจะขัดข้องจนไม่สามารถเปิดกระจกได้ ให้ใช้ค้อนเหล็ก หรือของแข็งที่มีอยู่ในรถทุบกระจกด้านข้างให้แตก ไม่ควรทุบกระจกหน้าหรือหลัง เพราะเป็นกระจกนิรภัยจะแตกยากกว่า

ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆ อาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่ามืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่ายไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออกจากรถหากมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้นออกมากับคุณได้อีกหนึ่งคน หากปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ก็จะช่วยให้ชีวิตของคุณปลอดภัยได้ในยามคับขัน

ที่สำคัญพยายามตั้งสติไว้ให้ดีๆ หากไปไหนกับครอบครัวในรถคันเดียวกัน ควรจะมีการแนะนำข้อมูลเหล่านี้ให้ภรรยา สามี ลูกๆ พ่อแม่ญาติพี่น้องได้รับรู้ด้วย เผื่อฉุกเฉินจะได้ปฏิบัติตัวถูก หาทางหนีทีไล่เอาไว้ ป้องกันไม่ให้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ถ้าในครอบครัวมีการซักซ้อมทำความเข้าใจเรื่องภัยใกล้ตัวอย่างนี้กันไว้บ้าง ก็จะเป็นการช่วยเหลือกันหากเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้นมา

การมีความรู้ในขั้นตอนในการควบคุมยานยนต์ และการปฏิบัติตนในขณะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ สามารถช่วยลดอัตราการตายและการบาดเจ็บได้แน่นอน

 

‘ย้อมคราม’ หัตถกรรมพื้นบ้าน สู่คลัตช์ใบเก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428936

‘ย้อมคราม’ หัตถกรรมพื้นบ้าน สู่คลัตช์ใบเก๋

โดย…วราภรณ์

นอกจากการเป็นพนักงานประจำฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทบัตรเครดิตเคทีซีแล้ว หยง-ตปนีย์ ติลา สาวเก๋วัย 34 ปี ก็คิดฝันว่าอยากมีธุรกิจเล็กๆ โดยคิดต่อยอดจากงานอดิเรกและภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดแพร่ คือ การผลิตกระเป๋าคลัตช์จำหน่ายโดยทำจากความรักและความชอบล้วนๆ ซึ่งนอกจากกระเป๋าคลัตช์แล้ว เธอยังออกแบบคอลเลกชั่นออกมาวางจำหน่ายเรื่อยๆ อาทิ เคสไอโฟน ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ๆ และล่าสุดกระเป๋าคลัตช์ใบเล็กมีสายสะพายหิ้วได้

ตปนีย์เล่าแรงบันดาลใจของการทำแบรนด์ “Handi Made by Tila” ว่า ด้วยเธอเป็นสาว จ.แพร่ ซึ่งมีม่อฮ่อมเป็นสินค้าโอท็อปประจำจังหวัด เธอจึงคุ้นเคยกับผ้าม่อฮ่อมและการย้อมครามมาตั้งแต่เด็กๆ

“ตอนเด็กๆ หยงเห็นพ่อใส่เสื้อม่อฮ่อมไปทำงานเพราะคุณพ่อรับราชการ ซึ่งดูอาจไม่โมเดิร์น แต่หยงชอบงานฝีมือพวกเย็บปักถักร้อยอยู่แล้ว อีกทั้งหยงชอบวาดรูป พอโตขึ้นหยงได้เรียนมัดย้อมที่บ้านทุ่งโฮ้ง ซึ่งเป็นแหล่งทำผ้าม่อฮ่อมของ จ.แพร่ ตอนนั้นแค่อยากเรียนไม่ได้คิดต่อยอดหรือทำอะไรจริงจัง แต่เราชอบงานมัดย้อม” เธอไม่หยุดการเรียนรู้แค่นั้น เธอท่องโลกโซเชียลเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นพินเทอเรสที่มีรูปภาพสวยๆ หลากหลายจากทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ภาพถ่ายกระเป๋าคลัตช์แบรนด์ของฝรั่งที่ทำจากผ้ายีนส์และหนัง เธอจึงเกิดไอเดียหากลองนำผ้าม่อฮ่อมมัดย้อมมาใช้แทนผ้ายีนส์และหนังจะเก๋ขนาดไหน

“เมื่อ 2 ปีก่อนพอเราเห็นหยงก็เกิดไอเดีย ไหนๆ เรามัดย้อมม่อฮ่อมเป็นอยู่แล้ว ก็ลองหาแหล่งผลิตที่รับทำกระเป๋าคลัตช์ แต่ผ้าม่อฮ่อมหยงจะเป็นคนย้อมและให้ลวดลายเองหยงจึงกลับไปย้อมผ้าดิบเองที่แพร่ ที่บ้านทุ่งโฮ้งซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ ทำเสร็จก็เอากลับมากรุงเทพฯ เอาไปให้คนรับทำกระเป๋าคลัตช์ให้เรา ให้เขาลองตัดเย็บในแบบที่เราต้องการ โดยใช้ม่อฮ่อมผสมกับหนังแท้ๆ และออกแบบเพิ่มเติมให้มีลูกเล่นเล็กๆ เช่น มีซิปด้านในไหม ซึ่งเป็นการทำเพิ่มเติมขึ้นมาจากแบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็น”

จนในที่สุดก็ได้กระเป๋าคลัตช์เป็นสินค้ารุ่นแรกๆ ภายใต้แบรนด์ Handi Made by Tila ซึ่งสินค้าของเธอมีช่องทางการวางจำหน่ายที่ร้านอนาเธอร์ สตอรี่ สยามเซ็นเตอร์ และขายผ่านไอจี @by_Tila และหน้าเพจ Handi Made by Tila แม้มีลูกค้ากลุ่มเล็กๆ แต่เธอก็รู้สึกชื่นใจ เพราะเธอถ่อมตัวว่า ทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้มีการวางแผนการตลาดที่เข้มข้นเพราะต้องใช้เงินลงทุนมากซึ่งเธอยังไม่พร้อม

การเรียนรู้และคิดทำโปรดักต์รูปแบบใหม่ๆ ไม่หยุดแค่นั้น หยงไปเรียนเพิ่มเติมการย้อมครามแบบชิโบริ เพื่อเพิ่มทักษะเพิ่มลวดลายให้ลายผ้ามากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องง่ายเพราะเธอมีพื้นฐานอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่คนทำแบรนด์ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่กับที่ ควรพัฒนาลวดลายสินค้าไปเรื่อยๆ

“แม้ผลตอบรับไม่หวือหวา แต่จะมีลูกค้าที่สั่งทางออนไลน์เรื่อยๆ ซึ่งหยงพอใจนะคะ เพราะหยงไม่ได้มีกำลังมากทั้งเงินทุนและเวลาที่จะทุ่มทำอย่างจริงจัง แต่ก็พอสร้างรายได้ให้เราได้ บางครั้งหยงมีคอนเนกชั่นก็ไปออกบูธในงานแฟร์บ้าง แต่ไม่บ่อย เพราะหยงต้องทุ่มเททำงานประจำ ไปได้แค่เสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น”

อย่างไรก็ดี จากงานอดิเรกพัฒนามาเป็นธุรกิจเล็กๆ หากใครอยากทำแบบเธอต้องทำอย่างไรบ้าง หยงแนะว่า เรื่องการหาแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก

“เงินลงทุนของหยงในระยะแรกคือหลักแสน เหมือนไม่เยอะแต่สำหรับหยงแล้วก็มากอยู่ หยงจึงค่อยๆ ทำ ค่อยๆ หาเงินทีละก้อน เพื่อนำไปลงทุนซื้อหนัง 5,000-1 หมื่นบาท ต้องมีเงินค่าใช้จ่ายค่าแรงช่าง สั่งทำล็อตหนึ่งต้องทำอย่างน้อย 100 ใบ ไม่อย่างนั้นช่างจะไม่ทำให้ ซึ่งค่าแรงช่างล็อตละ 1 หมื่นบาท แต่เราต้องคัดเลือกช่างที่มีฝีมือที่ประณีตเขาจึงคิดแพง แต่เราได้ช่างที่งานเรียบร้อยดีมาก ซึ่งเราต้องพิถีพิถันเรื่องช่างเพื่อคุณภาพสินค้าเราจะได้ออกมาดีๆ คืออยากทำอะไรทำดีๆ ไปเลย เดี๋ยวการตลาดเรามาว่ากันอีกที”

แต่การสร้างแบรนด์นอกจากการหาเงินทุนแล้ว ปัญหาที่มักประสบคือ การทำการตลาด ซึ่งนักธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพต้องประสบเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

 

“เพื่อนหลายคนมักบอกว่า สินค้าเราดีนะ สามารถนำไปขายได้ไกลถึงเมืองนอกนะ เพราะต่างชาติน่าจะชอบเพราะกระเป๋ามันมีที่มาที่ไป ทำจากธรรมชาติ มีความน่าสนใจ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่หยงยังไม่มีช่องทาง หรือหาช่องทางจำหน่ายได้มากกว่านี้ อันนี้แหละคือปัญหาค่ะ เพราะหยงยังกลัวๆ ว่าถ้าเราจะคิดโตเร็วมันต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะในการโปรโมท แต่หยงจะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ค่อยๆ เก็บสะสมเงินลงทุน อีกทั้งหยงไม่ได้มีความรู้ด้านการตลาดมากพอ แต่ทุกวันนี้ก็ยังแฮปปี้อยู่ แม้เงินที่ได้กลับมาไม่ได้มากนัก แต่หยงก็พอใจค่ะ”

คำแนะนำสำหรับคนทำธุรกิจผ่านงานอดิเรก

1.คนที่มีงานประจำทำอยู่แล้ว ต้องถามตัวเองก่อนว่า แล้วอยากทำอะไรเพิ่ม อะไรที่ทำแล้วมีความสุข ให้เริ่มจากตรงนี้

2.เมื่อเจอสิ่งที่ชอบแล้ว ให้ลงมือทำเลย อย่ารีรอ เพราะหนึ่งเมื่อเราอายุยังน้อย ยังมีแรงที่จะลองผิดลองถูก แม้ไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เจ็บมาก เพราะธุรกิจยังเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่

3.คิดลงทุนต้องรอบคอบ คิดหาเงินทุนหรือช่องทางที่จะได้แหล่งเงินทุนโดยไม่เจ็บตัว และต้องเป็นแหล่งเงินทุนที่น่าเชื่อถือ ดอกเบี้ยไม่แพงมาก และที่สำคัญต้องดูกำลังที่เราสามารถจ่ายหนี้ได้โดยไม่รัดเข็มขัดมากเกินไปในแต่ละเดือน โดยต้องแบ่งเงินเดือนสำหรับไว้ใช้หนี้ และพอมีเงินเหลือที่จะใช้ให้ปลอดภัย

4.ดูกระแสว่าสิ่งที่เราคิดทำ มันมีลู่ทางการตลาดที่พอจะจำหน่ายได้หรือไม่ สินค้าจะขายได้จริงไหม ออกวางสินค้าก็ต้องดูทิศทางความต้องการของตลาดด้วย นอกจากดูตลาดแล้วยังต้องดูเทรนด์ ยิ่งสินค้ากระเป๋าเป็นสินค้าแฟชั่น ต้องดูตลาดด้วยว่า ตอนนี้เขาฮิตอะไร หรือสิ่งที่เราทำแบรนด์ไปเข้ากับแฟชั่นยุคปัจจุบันได้ไหม สินค้าของเราต้องมัลติฟังก์ชั่นพอควรสามารถกลืนไปกับกระแสแฟชั่นได้ เช่น ผ้าย้อมครามมาแรง จึงอยู่ในกระแสพอดี

5.ถ้าให้เก๋สินค้าของเราต้องมีที่มาที่ไป ยิ่งอิงกับกระแสรักษ์โลกยิ่งดี

6.ทำช้าๆ แต่ชัวร์ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ออกคอลเลกชั่นปีละ 2 ครั้งก็ได้ เพื่อให้คนไม่ลืมแบรนด์ อย่างน้อยๆ ก็ทำเพื่อความชอบของตัวเองและมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อของตัวเอง ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง

 

ภาพลักษณ์ใหม่ตุ๊กตาบาร์บี้ สะท้อนนิยามความงาม ของโลกยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428930

ภาพลักษณ์ใหม่ตุ๊กตาบาร์บี้ สะท้อนนิยามความงาม ของโลกยุคนี้

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วังเด็ก ทอย แลนด์ และคลังภาพโพสต์ทูเดย์

ค่านิยมแบบเดิมๆ ที่เพื่อนเล่นของเด็กผู้หญิงที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกก็คือ ตุ๊กตาบาร์บี้จะต้องมีผิวสีขาวนวล ผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้าเท่านั้น จึงจะเรียกว่าสวยสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับผู้หญิงอเมริกัน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปที่ผู้หญิงมีค่านิยมความงามที่หลากหลายมากขึ้น แมทเทล ผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้สัญชาติอเมริกัน จึงต้องปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตุ๊กตาให้มีความงามอันหลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับค่านิยมผู้คนบนโลกที่มีเชื้อชาติที่แตกต่างกัน ถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของบาร์บี้ที่เคยทำมา

บาร์บี้ภาพลักษณ์ใหม่ได้ฤกษ์เปิดตัวเมื่อปีปลายที่แล้วที่สหรัฐอเมริกา และกำลังออกวางจำหน่ายในเอเชียราวเดือน มิ.ย.นี้สำหรับเมืองไทย นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดย “วังเด็กทอยส์แลนด์” ซึ่งได้เผยโฉมตุ๊กตาบาร์บี้คอลเลกชั่นปี 2016 ที่มาด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งแฟชั่น รูปร่าง หน้าตา สีผิว เสริมสร้างค่านิยมใหม่ให้มองเห็นถึงความงามที่แตกต่างกัน ตามแนวคิด “Barbie : You Can Be Anything” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กทั่วโลกได้สานต่อจินตนาการและความใฝ่ฝันผ่านการเล่นตุ๊กตา

บาร์บี้ โฉมใหม่หลากหลายกว่าเดิม

พิมพ์พิศา ชุณหเสนีย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วังเด็กทอยส์แลนด์ เปิดเผยว่า บาร์บี้เป็นของเล่นคู่ใจของเด็กผู้หญิงทั่วโลกมายาวนานถึง 58 ปี มีการจำหน่ายตุ๊กตาบาร์บี้กว่า 10 ล้านตัวใน 150 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาบาร์บี้ได้มีการปรับลุคใหม่โดยผลิตตุ๊กตาบาร์บี้จำนวน 33 แบบ ที่มีทั้งสีผิว สีผมที่ต่างกัน และยังมีบาร์บี้ที่ไม่ได้สวมแต่รองเท้าส้นสูง เนื่องจากที่ผ่านมาบาร์บี้ถูกจำกัดให้มีความสวยในแบบผู้หญิงอเมริกัน ที่มีรูปร่าง สีผมและสีผิวที่คล้ายกันมาโดยตลอด บาร์บี้จึงต้องการสร้างทัศนคติและมุมมองที่มีต่อความงามอันหลากหลายเหมือนกับผู้คนบนโลกที่มีเชื้อชาติที่แตกต่างกัน

การเพิ่มความหลากหลายทางกายภาพให้กับบาร์บี้ครั้งนี้ มีใบหน้าที่แตกต่างกันถึง 14 แบบ มีสีผมทั้งหมด 30 เฉด ทรงผม 24 ทรง สีตา 22 สี และมีสีผิวที่ต่างกันถึง 7 สี รวมทั้งรูปร่างของตุ๊กตาบาร์บี้ จากเดิมที่มีเพียงรูปร่างมาตรฐานแบบเดียว ก็เพิ่มเป็น 4 แบบ ได้แก่ รูปร่างทรงมาตรฐาน รูปร่างทรงเคิร์ฟวี่ (Curvy) ที่มีรูปร่างเจ้าเนื้อมากกว่ารุ่นมาตรฐาน รูปร่างทรงเปอติต (Petite) ที่มีรูปร่างบอบบางกว่ารุ่นมาตรฐาน และรุ่นทอลล์ (Tall) ที่จะมีความสูงโปร่งกว่ารุ่นมาตรฐาน ซึ่งในความหลากหลายเหล่านี้ บาร์บี้ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนมีความสวยงามในแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่ได้จำกัดว่าความงามจะต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว

มุมมองความงามที่เปลี่ยนไป

บาร์บี้ นิวลุก ถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ที่สะท้อนการมองความงามของผู้หญิงของโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากความแตกต่างด้านรูปร่างหน้าตาแล้ว ในปีนี้บาร์บี้ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ด้วยแนวคิด “Barbie : You Can Be Anything” เพื่อเปิดโลกจินตนาการให้กับเด็กๆ ซึ่งมาในซีรี่ส์อาชีพต่างๆ เราจะได้เห็นบาร์บี้เป็นคุณหมอ พยาบาล นักบิน นักดับเพลิง นักกีฬาฟิกเกอร์สเกต เป็นต้น

พิมพ์พิศา กล่าวต่อว่า การปรับภาพลักษณ์ของบาร์บี้ ณ จุดนี้สะท้อนว่าแมทเทลอเมริกาได้เล็งเห็นถึงสาระคือ ภาพลักษณ์ความงามของผู้หญิงได้เปลี่ยนไปทั้งโลกแล้ว ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่สหรัฐ และไม่ใช่เพียงแมทเทลที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตุ๊กตา เพราะเทรนด์นางแบบของโลก นางแบบหุ่นตุ้ยนุ้ยก็เป็นนางแบบเดินบนแคตวอล์กระดับโลกได้ จึงส่งผลให้มุมมองของผู้ผลิตในแต่ละวงการเปลี่ยนไป จึงเป็นที่มาที่ไปของการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบาร์บี้ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตบาร์บี้ให้สอดคล้องกับสภาวะโลกในปัจจุบันมากขึ้นนั่นเอง

“เด็กยุคปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเล่นตุ๊กตาหุ่นเพรียวสวยงามเหมือนนางแบบอีกแล้ว เพราะมีตุ๊กตาให้เด็กๆ เลือกได้หลากหลาย ซึ่งแมทเทลอเมริกาปรับลุคของบาร์บี้มาตลอด 58 ปี เช่น สมัยก่อนบาร์บี้จะหน้าฝรั่งมากๆ เช่น สีตา สีผม การแต่งหน้าออกมาลุคฝรั่งเลย แต่ก็มีการปรับมาเรื่อยๆ เริ่มมีความเป็นเอเชียมากขึ้น เพราะแมทเทลขยายตลาดมาทางฝั่งเอเชีย เขาก็ต้องผลิตตุ๊กตาที่เอาใจคนเอเชีย เพื่อให้มีรูปลักษณ์อะไรที่ใกล้เคียงกับชาวเอเชีย อย่างในอเมริกาสินค้า 1 เอสเคยู หรือสินค้าหนึ่งไอเท็ม เช่น บาร์บี้ แฟชั่นนิสต้าก็จะมีหลายๆ แบบคละกันมา อาจเป็นผมบลอนด์ ผมดำ ผมสีทอง หรือส่งไปขายที่ญี่ปุ่นเขาจะผลิตชุดกิโมโนซึ่งเป็นชุดประจำชาติ หรือไปประเทศไทยเขาจะทำชุดประจำชาติของประเทศนั้นๆ จำหน่ายด้วย”

บาร์บี้ใหม่ไม่ใช่แค่ความเพ้อฝันของเด็กหญิง

การปรับภาพลักษณ์ของบาร์บี้ ค.ศ. 2016  ถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ของตุ๊กตามากที่สุด เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการของบาร์บี้เลยก็ว่าได้ กล่าวคือ ปรับรูปลักษณ์ของหญิงสาวตุ๊กตาบาร์บี้ให้มีมากถึง 33 แบบก้าวล้ำจากหุ่นเพรียว ขาสวย มาเปิดใจทำบาร์บี้ตัวเตี้ย อวบอ้วนด้วย หรือทำขนาดเปอติต คือตัวเล็กเพื่อให้เหมาะกับคนเอเชียมากขึ้น ตลอดจนมีขนาดไซส์ที่ผอมบาง อวบจริงๆ ซึ่งไม่ใช่ไซส์คนปกติ ซึ่งคาดว่าเมื่อบาร์บี้ปรับโฉมครั้งใหญ่แล้ว จะทำให้ฐานลูกค้าบาร์บี้ในประเทศไทยโตมากขึ้น

“บาร์บี้เป็นตุ๊กตาในตำนาน ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเป็นที่พูดถึง เพราะได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ตลาดเมืองไทยเองก็มีลูกค้าประจำอยู่แล้ว ซึ่งสหรัฐเพิ่งลอนช์บาร์บี้ภาพลักษณ์ใหม่ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ดังนั้นแฟนคลับภาคพื้นเอเชียต้องรอถึงกลางปี แต่ก็มีแฟนคนไทยสอบถามมาเยอะมากว่าจะวางจำหน่ายเมื่อไหร่ ทุกคนอยากเห็น”

ก่อนหน้าที่จะปรับครั้งใหญ่นี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็มีการปรับตุ๊กตาบาร์บี้มาแล้ว เนื่องจากพ่อแม่ชาวอเมริกันไม่อยากให้ลูกเล่นบาร์บี้ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระ เพ้อฝัน สู้ให้ลูกสาวไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์จะดีกว่า

“แมทเทลอยากปรับให้ภาพลักษณ์สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แมทเทลมองว่าที่ผู้หญิงทำงานเก่ง คุณแม่ก็สามารถชวนคุณลูกเล่นตุ๊กตา โดยปรับลุคตุ๊กตาให้มีอาชีพ เด็กจะได้เล่นและมีจินตนาการได้ว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร เช่น อยากเป็นครู เป็นคุณหมอ เป็นเทรนเนอร์ มีอาชีพที่หลากหลายช่วยให้เด็กมีจินตนาการผ่านการเล่นบาร์บี้และชีวิตมีเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เมืองไทยก็คิดแบบนั้น แต่สมัยก่อนน้องชายของดิฉันเองพอลูกสาวเริ่มเล่นตุ๊กตาเขาก็บอกกับน้องสะใภ้ของดิฉันว่า ไม่อยากให้ลูกเล่นบาร์บี้เลยทั้งๆ ที่ภรรยาของเขาก็จำหน่ายบาร์บี้ เราก็บอกข้อมูลกับเขาว่า บาร์บี้ปรับภาพลักษณ์ไปแล้วนะคุณพ่อจึงยอมให้ลูกสาวเล่น” สะท้อนให้เห็นว่า ตุ๊กตาตัวเล็กๆ ก็มีอิทธิพลต่อการเลี้ยงดูลูกได้เช่นกัน

เสียงของแฟนพันธุ์แท้

จอย-อัจฉริยา อังคสุวรรณศิริ และลูกสาวน้องแอลลี่-อชิรญา นิติพน ผู้ชื่นชอบและผูกพันกับตุ๊กตาบาร์บี้มาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะน้องแอลลี่ที่มีความสนใจทางด้านแฟชั่นดีไซน์จนสามารถทำ
แพตเทิร์นเพื่อตัดชุดตุ๊กตาให้กับบาร์บี้ของตัวเองได้ ในฐานะคุณแม่จอยที่เล่นบาร์บี้มาตั้งแต่เธอยังเด็กๆ เพราะบาร์บี้ถือเป็นตุ๊กตาในฝันของเด็กผู้หญิงเกือบทั่วโลก เธอยังสนับสนุนถึงการปรับเปลี่ยน
ภาพลักษณ์ของบาร์บี้เป็นอย่างมาก

“ตอนเด็กๆ จอยเล่นบาร์บี้บ้าง เวลาไปเยี่ยมคุณตาคุณยายที่อเมริกา คุณแม่จะซื้อให้ เพราะที่อเมริกาจะมีแบบให้เลือกเยอะกว่าเมืองไทย หรือเวลาคุณลุงคุณป้ามาเยี่ยมจากอเมริกาก็จะซื้อมาฝากเป็นของขวัญวันเกิด บาร์บี้จึงเหมือนเป็นความทรงจำที่มีค่าตั้งแต่เราเด็กๆ ว่าตัวนี้ใครซื้อให้ ดังนั้นจอยเล่นบาร์บี้อย่างทะนุถนอมมากๆ ด้วยคุณพ่อมีแต่ลูกสาว ท่านก็จะซื้อตุ๊กตาที่เป็นผู้ชายที่ฮิตที่อเมริกามาเล่นกับลูกสาวที่ชอบเล่นบาร์บี้ก็เหมือนตุ๊กตาเป็นตัวเชื่อมความสัมผัสภายในครอบครัวได้ด้วย”

อัจฉริยา พร้อมกับสนับสนุนอย่างเต็มที่ที่มีการปรับโฉมภาพลักษณ์ให้บาร์บี้มีความหลากหลายมากขึ้น เพราะจำได้ตอนเธอเด็กๆ ก็มีบาร์บี้เล่นที่ตาสีฟ้า ผมสีทองเสียเป็นส่วนใหญ่

 

“จอยเห็นด้วยที่มีการปรับโฉมบาร์บี้ เพราะไม่อยากให้จำกัดแค่นั้นตามค่านิยมแบบเดิม ลองคิดดูหากเด็กผิวสีเล่นบาร์บี้ในสหรัฐ ซึ่งแต่เดิมคนอเมริกันบางกลุ่มก็มีการเหยียดสีผิวอยู่แล้ว แต่จะอย่างไร หากเด็กผู้หญิงผิวสีต้องเล่นตุ๊กตาฝรั่งตาสีฟ้า ผิวขาวที่เคยเหยียดเขามา ซึ่งคุณแม่ของจอยก็เป็นคนอเมริกัน ท่านเคยเล่าให้จอยฟังว่า เคยมีบรรทัดฐานว่าผู้หญิงต้องผมบลอนด์หรือผมสีทองจึงจะดูไฮโซ แต่ถ้าผู้หญิงมีผมสีแดงหรือผิวดำจะถูกมองว่าดูไม่ไฮโซ แต่หลังๆ ความหลากหลายในสังคมมีมากขึ้น สังคมก็ให้ความเท่าเทียมกันแล้วซึ่งสะท้อนผ่านตุ๊กตา อีกทั้งการเล่นตุ๊กตาของลูก จอยมามองว่าพ่อแม่สามารถชี้แนะลูกได้ มันอยู่ที่ค่านิยมและความคิดของผู้ปกครองว่าจะสร้างค่านิยมแบบไหนให้ลูก

เราไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว คุณแม่จะสอนเราเรื่องการเท่าเทียมกันในสังคมว่า คนที่เกิดมาบนโลกมีความเป็นคนเท่ากัน อย่างจอยมีพี่เลี้ยงคุณแม่จะดูแลพี่เลี้ยงดีมากๆ จอยจึงไม่รู้สึกว่าการเล่นบาร์บี้ตอนเราเด็กๆ แล้วต้องเอาไปอวดเพื่อน อีกทั้งโดยส่วนตัวจอยคิดว่า เราไม่น่าจำกัดความสวยของผู้หญิงว่า ต้องเป็นผู้หญิงทรงผมแบบนี้ สีผมแบบนี้แล้วจะสวยเท่านั้น อยากให้ความสำคัญกับอย่างอื่นด้วย เช่น ความสามารถที่ผู้หญิงแต่ละคนมีไม่มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีทรงผมแบบนั้น หุ่นแบบนี้แล้วจะสวยอย่างเดียว มันไม่ใช่ เพราะผู้หญิงทั่วโลกก็มีสรีระหลายๆ แบบ พอปรับให้มีรูปร่างลักษณะที่หลากหลายจอยเห็นด้วย 100% เพราะคนเราเกิดมาย่อมไม่มีใครสมบูรณ์แบบ”

จอย อัจฉริยา ยังแสดงทัศนะต่อว่า การปรับรูปแบบบาร์บี้ให้ดูใกล้เคียงกับคนจริงๆ เป็นเรื่องดี เพราะเธอไม่อยากให้เด็กๆ ยึดติดกับค่านิยมต้องมีหุ่นแบบนี้จึงจะสวย มีสีผมแบบนี้เท่านั้นจึงได้รับการยอมรับ

“บางครั้งการเล่นตุ๊กตาก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไร้สาระอย่างเดียว มันอยู่ที่การสอดแทรกทัศนคติการมองโลกของพ่อแม่ที่จะสอดแทรกลงไปในการเล่นตุ๊กตาของลูก เช่น จอยจะสอนลูกเสมอว่า คนเราเกิดมาไม่สมบูรณ์แบบหรอก เรามีความแปลกแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราไม่ควรให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก เราควรเลือกคบเพื่อนโดยให้ดูเรื่องนิสัย อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก อีกทั้งไอดอลของเด็กแต่ละคนต้องรูปร่างหน้าตาสวยกันทุกคน

สมมติถ้าเราจำกัดว่า คนเราต้องสวยเพอร์เฟกต์และมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้เท่านั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวในอนาคต เพราะทุกคนจะหน้าตาเหมือนกันหมด ลูกสาวก็เข้าใจและโชคดีที่แอลลี่ได้ของขวัญเป็นบาร์บี้ที่มีความหลากหลายมาก อีกสิ่งที่น่าสนใจคือบาร์บี้มีอาชีพที่ปรับให้มีความหลากหลายและใกล้เคียงกับสังคมปัจจุบัน ก็จะช่วยเรื่องจินตนาการของเด็กๆ ว่าโตขึ้นเขาอยากทำอาชีพนั้นอาชีพนี้ การเล่นตุ๊กตาสามารถให้อะไรเราได้หลายๆ อย่าง ตุ๊กตาบางครั้งก็สามารถเป็นเพื่อนเล่นยามที่เด็กๆ รู้สึกเหงาก็ได้ค่ะ”

 

ปะการังฟอกขาวได้ก็ฟื้นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428549

ปะการังฟอกขาวได้ก็ฟื้นได้

โดย…วรธาร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปะการัง สิ่งมีชีวิตที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างยิ่ง น้ำอุ่นเกินไป เย็นเกินไป ความเค็มไม่เหมาะ ความเป็นด่างไม่ได้ ตะกอนมากเกิน ล้วนเป็นสาเหตุให้ปะการังถอดใจตายได้ง่ายๆ และเมื่อปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสม อันเกิดจากกิจกรรมมนุษย์เพิ่มขึ้นสูงสุด สิ่งที่ตามมาก็คืออุณหภูมิน้ำทะเลบางฤดูกาลสูงขึ้นผิดปกติ ทำให้ปะการังเกิดความเครียดและขับไล่สาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อออกไป เมื่อไม่มีสาหร่ายปะการังก็เหลือแต่โครงหินปูนสีขาว จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว และพอไม่มีสาหร่ายปะการังก็ขาดอาหาร ค่อยๆ อ่อนแอและอาจตายลงในที่สุด

สถานการณ์ปะการังฟอกขาว

จากปรากฏการณ์ของเอลนินโญที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ติดตามอุณหภูมิในระดับโลกและระดับภูมิภาค ก็มีสัญญาณให้เห็นว่าทางสหรัฐอเมริกาที่ฮาวายก็เกิดปะการังฟอกขาวแล้ว ล่าสุดเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่ออสเตรเลีย แนวปะการังทางตอนเหนือที่เดอะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ความยาวประมาณ 1,200 กม. ก็เกิดฟอกขาวและยังอยู่ในช่วงฟอกขาว

 

สำหรับประเทศไทย ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) บอกว่า ปลายเดือน ม.ค. และ ก.พ. สถิติน้ำทะเลสูงขึ้นถึงจุดวิกฤต จึงเห็นปะการังฟอกขาวบ้างที่ จ.ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ แต่โชคดีช่วงนั้นมีคลื่นลมแรงทางฝั่งอ่าวไทย ทำให้น้ำทะเลลดอุณหภูมิลงมา ปะการังจึงหายฟอกขาวไม่ตาย

อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา กล่าวต่อว่า ณ ตอนนี้อุณหภูมิกำลังไต่เส้นขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติอุณหภูมิของน้ำทะเลที่กระตุ้นให้ปะการังเกิดการฟอกขาวนั้น จะอยู่ที่สูงกว่า 30.5 องศาเซลเซียสขึ้น
ไป ซึ่งการที่อุณหภูมิอยู่ที่ 30.5-31 องศาเซลเซียสนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดการฟอกขาวทันที แต่ต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไป จึงจะเริ่มเห็นปะการังบางชนิดส่วนใหญ่เป็นปะการังกิ่ง เช่นปะการังเขากวาง ปะการังดอกกะหล่ำ จะฟอกก่อน รองลงมาเป็นพวกแผ่น ส่วนพวกที่ฟอกช้าสุดคือปะการังก้อน ปะการังสมอง

“ครั้งปี 2553 อุณหภูมิก็ยังสูงต่อเนื่องสองเดือน ตั้งแต่ พ.ค.-มิ.ย. พอต่อเนื่องยาวนานก็เริ่มฟอกขาว แต่ของบ้านเรา ณ เวลานี้ยังเป็นแค่สีจางๆ ไม่ถึงขั้นฟอกขาว จึงต้องเฝ้าระวังกัน ต้องเช็กน้ำทะเลตรวจอุณหภูมิและดูการฟอกขาวตลอด เช่น เกาะสุรินทร์ สิมิลัน เป็นเขตน้ำที่ค่อนข้างลึกและอยู่ทางมหาสมุทรอินเดียจะมีมวลน้ำข้างล่างมา อุณหภูมิก็จะอยู่ประมาณ 29 ทางอื่นยังต้องเฝ้าระวัง อย่างอันดามันตอนล่าง โซนเกาะพีพีไล่ลงมาอุณหภูมิแตะ 30 และ 30.5 ในหลายๆ ที่ แต่ยังไม่ฟอกขาว

 

ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ประเทศไทยเวลานี้มีปะการังอยู่ประมาณ 1.5 แสนไร่ หรือเหลืออยู่ประมาณ 20% เท่านั้น ขณะที่แหล่งเพาะพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์จริงๆ เหลือน้อยกว่า 5% โดยมีอัตราการลดลงปีละ 1% ซึ่งการลดลง 1% นั้นเป็นมาต่อเนื่อง 8 ปีแล้ว หากยังลดลงอย่างนี้ไปทุกปี อีก 20 ปีทะเลไทยก็จะไม่มีปะการังเหลืออยู่แน่นอน

รองคณบดีคณะประมง มก. กล่าวว่า ปะการังฟอกขาวถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่อยู่กับธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร แต่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากมนุษย์เป็นหลัก จึงต้องแก้ที่มนุษย์เท่านั้น เพราะฉะนั้นในทางธรรมชาติปะการังฟอกขาวได้ก็ฟื้นได้ถ้าดูแลให้ดี และต้องใช้เวลา ทั้งนี้โดยมีข้อมูลการศึกษามากมายแม้กระทั่งในประเทศไทย

“ตัวอย่างปะการังที่เกาะสุรินทร์ ฟอกขาวกว่า 80-90% ในปี 2553 นักท่องเที่ยวหายไป แล้ว เกาะสุรินทร์อยู่ไกลฝั่งจึงไม่มีน้ำเสียจากชุมชน ทำให้ปะการังฟื้นตัวได้ดีค่อนข้างเร็ว โดยมีอัตราการฟื้นตัวอยู่ที่ปีละ 9-7% ต่างจากเกาะพีพีฟื้นแค่ 0.7% ในระยะ 6 ปี เรียกว่าแทบไม่ฟื้นเลย เพราะพีพีปะการังตายก็จริงแต่นักท่องเที่ยวยังอยู่ อีกทั้งรอบเกาะมีแหล่งน้ำเสียและยังมาจากภูเก็ตด้วยจึงฟื้นตัวได้ช้า ฉะนั้นหลักๆ ก็คือการท่องเที่ยวกับน้ำเสีย ซึ่งก็มาจากคนนั่นเอง”

 

ฟอกขาวได้ก็ฟื้นได้

ศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า ช่วงที่ปะการังเริ่มฟอกขาวนั้นจะยังเป็นเนื้อเยื่อหรือเป็นวุ้นตัวปะการังอยู่และยังไม่ตาย เราสามารถช่วยให้ปะการังฟื้นตัวและรอดตายได้ด้วยการลดผลกระทบต่างๆ ที่เป็นการซ้ำเติม ทำปะการังที่เครียดอยู่แล้วให้อ่อนแอลง

“ตอนที่เริ่มฟอกขาวเขาจะอยู่ในสภาวะเครียด ฉะนั้นถ้าลดผลกระทบต่างๆ ที่ไปซ้ำเติมเขาได้ เช่น การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีการปิดเกาะบางเกาะ ก็เพราะนักท่องเที่ยวชอบให้อาหารปลา ทิ้งของเสียลงทะเล ขับถ่ายในแนวปะการัง แม้แต่การขับถ่ายในเรือ พอลากส้วมไปก็ลงทะเล ลงแนวปะการังไปสร้างเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคให้กับปะการัง รวมถึงน้ำสกปรกจากบ้านเรือนชุมชนที่อยู่ใกล้แนวปะการังด้วย เหล่านี้ล้วนไปซ้ำเติมปะการังที่เครียดอยู่แล้วให้อ่อนแอและทำให้ตายได้ แต่ถ้าเราลดพวกนี้ได้ในช่วงดังกล่าวเขาก็มีโอกาสฟื้น และพออุณหภูมิน้ำทะเลลดลงเขาก็จะเริ่มแข็งแรงฟื้นตัวดี”

สำหรับกรณีปะการังฟอกขาวแล้วตาย อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา มอ. กล่าวถึงมาตรการในการฟื้นฟูว่า สามารถทำได้โดย หนึ่ง ปิดพื้นที่ที่แนวปะการังฟอกขาว หยุดการท่องเที่ยว สอง ส่งเสริมการฟื้นฟูแนวปะการัง โดยเฉพาะการฟื้นฟูด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ถ้าสภาพน้ำดีสะอาดปะการังก็มีความสามารถในการสืบพันธุ์ได้ เมื่อนั้นเราก็จะได้ลูกปะการังกลับคืนมา

 

“อย่างเกาะสุรินทร์ช่วงปี 2553 ปะการังเริ่มฟอกขาว พอปี 2554 ตาย 80-90% ส่วนใหญ่ปะการังเขากวางทั้งนั้น ซึ่งปะการังชนิดนี้อ่อนแอกว่าปะการังชนิดอื่น พอฟอกขาวก็ตายหมดกลายเป็นเศษปะการัง แต่พอปิดฟื้นฟู ไม่มีนักท่องเที่ยว ผ่านมาประมาณ 5 ปี เราก็เห็นประชากรรุ่นใหม่เกิดขึ้นเต็มไปหมด มันมีความหวัง” อาจารย์ศักดิ์อนันต์ พูดถึงมาตรการฟื้นฟู

ป้องกันก่อนฟอกขาว

ผลกระทบจากปะการังฟอกขาวนั้นรุนแรงและกว้างไกลกว่าที่ใครๆ คิดมาก นอกจากการสูญเสียแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ หากแนวปะการังถูกทำลายจะทำให้ปราการธรรมชาติที่คอยป้องกันพายุตามแนวชายฝั่งหายไป ที่สำคัญคืออนาคตของชุมชนชายฝั่งหลายล้านครอบครัว ฉะนั้นก่อนที่จะเกิดปะการังฟอกขาว มนุษย์สามารถช่วยปะการังให้คงคู่กับทะเลไทยได้หลายวิธี

ผศ.ดร.ธรณ์ บอกว่า ผู้ประกอบการและนักเที่ยวทะเลต้องหลีกเลี่ยงการไป
ดำน้ำตื้นและลึกในบริเวณต่างๆ ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุมา ไม่ว่าจะปิดแล้วหรือยังไม่ปิด เพราะเป็นแหล่งพ่อแม่พันธุ์ของปะการัง ต้องเลิกรบกวนทะเลโดยเด็ดขาด ไม่ทิ้งสมอ ไม่ทิ้งน้ำเสีย ไม่ให้อาหารปลาในแนวปะการัง ไม่จับสัตว์น้ำมาเล่น ไม่ทิ้งขยะลงทะเลแม้แต่เศษอาหาร ไม่ยืนเหยียบและเดินบนแนวปะการัง หลีกเลี่ยงการนำเรือเข้าที่ตื้นในแนวปะการังเพราะพัดตะกอนฟุ้งกระจาย

 

“รวมถึงเลิกกินปลานกแก้วเด็ดขาด ช่วยแจ้งเตือนหากเห็นการจับปลาหรือจับสัตว์ในแนวปะการังอุทยานหรือเขตอนุรักษ์ นอกจากนี้ต้องไม่สนับสนุนผู้ประกอบการที่ปล่อยของเสียลงทะเล รีสอร์ทบนเกาะต้องบำบัดน้ำเสีย เรือขนาดใหญ่ต้องมีถังเก็บของเสียและสิ่งขับถ่ายจากมนุษย์ และไม่ปล่อยทิ้งในแนวปะการัง ไม่ซื้อของทำลายทะเล ปะการัง กัลปังหา หอยมือเสือ ดอกไม้ทะเล ซึ่งก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ไม่สนับสนุนการซื้อเปลือกหอยในแนวปะการัง เช่น หอยเบี้ย ฯลฯ เพราะเป็นผู้ควบคุมปริมาณสาหร่าย เป็นต้น”

ขณะที่ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพนักอนุรักษ์ที่ถ่ายภาพใต้ท้องทะเล และเจ้าของรางวัลช่างภาพใต้น้ำระดับโลกจากองค์กร Save Our Seas Foundation ประจำปี 2016 กล่าวว่า ปะการังเป็นรากฐานของระบบนิเวศ ถ้าลงไปในน้ำไม่ได้ลงไปในแนวปะการังแทบไม่เจออะไรเลย กุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์อีกไม่น้อยก็อาศัยอยู่ในแนวปะการังแทบทั้งนั้น จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์นับล้านชนิดไว้หลบภัย ไว้หากิน (ข้างนอกแนวปะการังก็มีแต่เป็นพวกปลาใหญ่ Pelagic ไม่ก็แนวทรายที่ไม่ค่อยมีตัวอะไร) มุดซอกนั้นซอกนี้ก็เจอตัวนั้นตัวนี้

“ปะการังเป็นโครงสร้างที่สวยงามที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ แล้วเป็นที่ปฏิสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศอันนี้ ถ้าหากฟอกขาวแล้วตายมันดูก็น่าใจหายครับ แล้วการที่มันฟอกเป็น Mechanism ที่ตอบรับกับอุณหภูมิกับแสงที่เกินพอดีรอบใหญ่ๆ ก็มีมาในช่วงชีวิตผมด้วยคือในปี 1998 2010 และ 2016 เพราะฉะนั้นควรช่วยกันป้องกันก่อนที่มันจะฟอกขาวดีที่สุดครับ” ช่างภาพนักอนุรักษ์ปิดท้าย

 

รู้เท่าทันโซเชียลฯ ท่องโลกเสมือนอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428341

รู้เท่าทันโซเชียลฯ ท่องโลกเสมือนอย่างมีความสุข

โดย…เพรงเทพ

พวกโซเชียลฯ เป็นคำเรียกที่ออกไปในน้ำเสียงกลางๆ ไม่เหยียดหรือชื่นชม ในการจัดหมวดหมู่ของผู้คนแห่งยุคสมัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานสังคมออนไลน์ของอินเทอร์เน็ตในอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเสพติดอย่างบ้าคลั่งจนถอนตัวไม่ขึ้น

ว่าไปแล้ว โซเชียลมีเดีย หมายถึงสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่าเนื้อหาเรื่องราว ประสบการณ์บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนหรือทําขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนํามาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ให้บริการบนโลกออนไลน์ ปัจจุบันการสื่อสารแบบนี้จะทําผ่านทางอินเทอร์เน็ต แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียสามารถขยายความครอบคลุมไปถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พูดง่ายๆ ก็คือเว็บไซต์ที่บุคคลบนโลกนี้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้นั่นเอง หากในบริบทของโซเชียลมีเดีย โซเชียลหมายถึงการแบ่งปันในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นการแบ่งปันเนื้อหาผ่านไฟล์ รสนิยม ความเห็น หรือปฏิสัมพันธ์ในสังคม ซึ่งเกิดจากการรวมกันเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดีย คือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ผู้ใช้แสดงความเป็นตัวตนของตนเองเพื่อที่จะมีปฏิสัมพันธ์หรือแบ่งปันข้อมูลกับบุคคลอื่น

แน่นอน ในโลกเสมือนจริงเหล่านี้ย่อมมีกฎ กติกา มารยาท และมีตัวบทกฎหมายคุมอยู่ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในการเสวนาหัวข้อ “เสพ Social แบบ Chic Chic … ตั้งสติให้ Strong” ซึ่งจัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการพูดคุยผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียในอาชีพต่างๆ คือ ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ และนเรศ ติยะวัฒน์วิทยา แอดมินเพจกูหิว มีมุมมองดีๆ เกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรอบคอบและมีสติ

 

คุณกำลังแก้ผ้าในห้องนอนที่มีกระจกใสรอบด้าน

การที่ผู้คนสามารถกำหนดความคิดเห็นสาธารณะอย่างเท่าเทียมกันได้ ทำให้คนยุคใหม่ชื่นชอบและต่างแสดงตัวตนด้วยสื่อในแบบของตัวเองผ่านโซเชียลมีเดียกันอย่างสนุกสนานและถือเป็นกิจปกติในชีวิตประจำวัน ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน เล่าให้ฟังถึงแนวคิด “5 ป” ของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ว่าการที่ผู้คนอยู่ในโลกที่มีความเป็นส่วนตัวสามารถสร้างโลกใหม่ได้อย่างไร? โดยธามชี้ว่า มาร์กค่อนข้างเชื่อในหลักการดังต่อไปนี้มากๆ คือ เปิดเผย/โปร่งใส/แบ่งปัน/เปลี่ยนแปลง/ประชาธิปไตย

“เรากำลังอยู่ในยุคสงครามข้อมูล ซึ่งมีอยู่ 3 อย่าง หนึ่งคือ ข้อมูลเท็จ สองคือ ข่าวลือ และสามคือ โฆษณาชวนเชื่อ คนที่พูดประโยคนี้คือ จูเลียส ซีซาร์ ซึ่งบอกว่า ก่อนที่ผมจะไปรบ ผมสู้กับ 3 อย่างนี้ก่อน เพราะว่านี่คือสมรภูมิข้อมูลสงครามที่มีผลต่อการโน้มน้าวใจคนอื่นหรือการหาพวก โซเชียลมีเดียหรือออนไลน์จะมีกับดักของเรื่องความเร็ว เวลาเจอเพจปลอม สิ่งที่เราควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรารู้เท่าทันความปลอมนี้หรือเปล่า ทุกๆ ครั้งที่อยู่หน้าจอ นิ้ว 5 นิ้วที่สัมผัสหน้าจอคืออุปกรณ์รบในสมรภูมิข่าวสารหรือโลกดิจิทัลในทุกวันนี้

“หนึ่ง-ความเปิดเผย โลกที่ทุกคนเปิดเผยตัวตนเพื่อความโปร่งใส สอง-โปร่งใส เชื่อในการสร้างความโปร่งใสของสังคมเสมือนจริง สาม-แบ่งปัน เข้าไปอยู่ในสังคมเศรษฐกิจระบบแบ่งปัน ระบบสังคมปัญญารวมหมู่ สี่-เปลี่ยนแปลง เขาเชื่อในความเปลี่ยนแปลง เป็นกลาง โซเชียลมีเดียมีความเป็นกลางให้กับทุกคน เสมอภาค ทุกคนสามารถเข้าถึงเฟซบุ๊กได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก และห้า-ประชาธิปไตย ความเสมอภาคของสื่อสังคมจะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย คุณมีตัวตนเดียวในชีวิต ถ้าหากมีหลายตัวตนแสดงว่าไม่มีความซื่อสัตย์ในสังคมเสมือนจริง ทุกวันนี้เราโฆษณาชวนเชื่อในสังคมออนไลน์และโซเชียลมีเดียกันทั้งนั้น”

ในสื่อสังคม ธามฝันว่า คงดีถ้าทุกๆ เรื่องสามารถตรวจสอบได้ ทุกๆ คนจะหวาดกลัวที่จะกระทำผิด ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ทุกอย่างถูกนำมาแสดงบนเฟซบุ๊กหมด

“กับดักลวงที่สุดของโซเชียลมีเดียคือกับดักของความใกล้ชิด เราใกล้ใครชอบใครเราก็จะเชื่อคนนั้นและจะเชื่อในสิ่งที่เขาแชร์มา คนยุคนี้กลายเป็นเหยื่อของความเร็ว มักง่ายและไม่ค่อยตรวจสอบ กลายเป็นพวกโฟโม (Fear of Missing Out) เรากลัวตกข่าว ต้องรีบแชร์รออะไรไม่ได้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก บอกว่าถ้าคุณอยากใช้เฟซบุ๊ก คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณโพสต์ ถ้าคุณไม่ใช่ตัวคุณอย่ามาเล่น นี่คือจุดที่แตกต่างระหว่างเฟซบุ๊กกับเครือข่ายสังคมอื่นๆ ต้องใช้ชื่อจริง

“สิ่งที่สำคัญในโลกอินเทอร์เน็ตคือเราทุกคนต้องการการยอมรับจากสังคม ทุกวันนี้ผู้คนใช้ชีวิตกับการแชร์ประสบการณ์ ผู้คนไม่มีความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิต แต่ว่าต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ คนทุกวันนี้รู้จักโลกผ่านประสบการณ์เทียมจากสื่อ เพื่อไม่ให้พลาดจากประสบการณ์จริง ข้อมูลข่าวสารที่อยู่หน้าจอ โลกทั้งใบอยู่ในมือถือ ส่วนคนรุ่นก่อนมีประสบการณ์จากของจริงที่ได้ประสบด้วยตัวเอง ปัจจุบันโลกเราแคบเพราะใช้มือถือ หน้าจอสี่นิ้วเราเห็นแค่หน้าตัวเราเอง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญเวลาพูดถึงชนชั้นนำ บางครั้งเราก็อยากเป็นเซเลบ ทุกคนต้องการเป็นคนมีชื่อเสียง อินเทอร์เน็ตทำให้เราเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่อยู่ในมือเรา”

ธาม มองว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มักชอบคิดว่าเฟซบุ๊กเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นที่ระบายความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง สามารถแสดงตัวตนออกมาได้หมดเปลือกทั้งด้านสว่าง กลางๆ และด้านมืด

“การใช้โซเชียลมีเดียแบบสตรองไม่ใช่แชร์เร็วไลค์เร็ว อย่างนี้เขาเรียกไม่มีสติ ถ้ามีสติต้องดูการตั้งค่าข้อมูลไพรเวซี่หรือความเป็นส่วนตัว ซึ่งมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก กังวลใจกับเรื่องนี้มาก ในสหรัฐอเมริกากฎนี้แข็งแรงมาก หากอายุไม่ถึง 13 ปี ห้ามใช้โซเชียลมีเดียใดๆ ทั้งสิ้น เมืองไทยเป็นอย่างไร? เด็กไทยโกงอายุ ซึ่งเด็กไทยเก่งมากที่ใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์สักเท่าไหร่ คุณคงไม่โพสต์ถ้าคิดว่าห้องส่วนตัวที่อยู่เป็นห้องนอน แต่ไม่รู้เลยว่าห้องนอนที่อยู่นั้นเป็นกระจกใสมองทะลุได้ทุกด้าน คำถามคือคุณจะแก้ผ้าให้คนทั้งโลกดูไหม โซเชียลมีเดียคือสื่อพื้นที่สาธารณะ ใครที่คิดว่าเป็นโซนปลอดภัยที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจำเป็นมากๆ ที่ควรคิดก่อนโพสต์และใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมือนกับใช้ชีวิตจริงๆ ในสังคมของคุณ

 

“การว่าผู้อื่นโดยไม่ระบุชื่อมักส่งผลในทางลบมากเลย คนทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดและรู้จักเขาจะร้อนตัวและคิดว่าเป็นการต่อว่าเขา ในอินเทอร์เน็ตจะมีสภาวะหลอกอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ต้องไปเจอกันแบบตรงๆ เอาชนะกันเชิงพื้นที่ได้ เพราะไม่เจอกันเวลาโพสต์ก็มักจะใช้คำที่รุนแรงมากกว่าปกติ เพราะถ้าเห็นหน้าค่าตากันก็จะเห็นสีหน้าค่าตาอารมณ์ความรู้สึกของเขา ก็เลยมักเกรงใจ แต่พออยู่ในโลกออนไลน์จะเป็นคนก้าวร้าวมาก มิติเชิงเวลาในอินเทอร์เน็ตคำด่าคำประณามจะอยู่ในนั้นตลอด เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เราก็ควรมีมารยาททางสังคมเช่นกัน อินเทอร์เน็ตคือการจำลองสังคม ไม่ใช่โลกอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีผลกระทบในโลกจริง เป็นโลกที่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตจริง เด็กวัยรุ่นที่ชอบถ่ายรูปแนววาบหวามเพื่อเรียกไลค์เรียกเรตติ้ง ต่อไปเวลาไปทำงานประวัติพวกนี้จะเจาะสืบค้นได้หมดเลย”

ใช้โซเชียลฯ อย่างฉลาดเท่าทันกฎหมายควบคุม

ในโซเชียลมีเดียมีการนำเสนอเนื้อหาเป็นสองส่วนคือ สิ่งที่เป็นข้อมูลหรือข้อเท็จจริง และความคิดเห็น ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ขยายความให้เห็นว่า การกดไลค์ไม่ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่การกดแชร์มีสิ่งที่น่ากังวลก็คือว่าก่อนจะแชร์เราต้องเช็กก่อนว่าข่าวนั้นมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน?

“ตามกฎหมายจะบอกว่าเราผิดเมื่อรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ วิธีการที่จะพิสูจน์ว่าเราไม่รู้ว่าเป็นเท็จ นี่เป็นยันต์กันผีบอกไว้เลยว่าถ้าทำตามนี้จะรอดพ้นความผิดจากกฎหมาย 3 ฉบับ รอดพ้นจากกฎหมายลิขสิทธิ์ในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ รอดพ้นจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จ รอดพ้นจากกฎหมายหมิ่นประมาท สิ่งที่เราต้องทำคือ อ้างอิงแหล่งที่มาทุกครั้ง เพราะการอ้างอิงในกฎหมายลิขสิทธิ์ จะเป็นข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งกฎหมายจะยกเว้นให้เราเพราะเราไม่ทราบ แต่สิ่งที่ทุกคนชอบทำคือไม่อ้างแหล่งที่มาหรือบางทีก็เติมเพิ่มเสริมแต่งเข้าไป ซึ่งอย่าทำอย่างเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงทางกฎหมาย สิ่งพวกนี้เป็นจริยธรรมที่พัฒนาไปเป็นกฎหมาย การอ้างแหล่งที่มาในฐานะสื่อสารมวลชนหรือคนทั่วไป ซึ่งบางคนหนักถึงขั้นใส่ลายน้ำเป็นของตัวเองไปเลย”

 

สำหรับการแชร์ข่าวลวง ข่าวลือ ข่าวเท็จ หรือข่าวจากเพจปลอม ไพบูลย์มองว่ามีวิธีป้องกันและแก้ไขหากใส่ใจและรอบคอบ

“ในด้านว่าเป็นข่าวเท็จหรือไม่? โดยส่วนตัวผมแล้ว มันมีการดูได้หลายๆ อย่าง การเช็กจากแหล่งข่าวว่ามีความน่าเชื่อถือขนาดไหน ถ้าเป็นไลน์ส่งมาจะไม่แชร์โดยเด็ดขาด เพราะก่อให้เกิดปัญหาพอสมควร ในทางด้านกฎหมายมีทางออกของเราในมุมนี้ ให้อ้างอิงถึงแหล่งที่มาก็จะช่วยได้ โดยเฉพาะในเรื่องของเจตนา ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะมีปัญหา หมายความว่าเราไปคอมเมนต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคนอื่นไม่ได้เลยหรือเปล่า การแสดงความคิดเห็นถึงอาหารไม่อร่อย หนังไม่ดี ดนตรีไม่เพราะ เป็นสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งไม่ได้ห้ามไว้ แต่ถ้อยคำหยาบคายที่พูดโดยไม่มีหลักการหรือการใส่ความก็จะมีปัญหาเรื่องหมิ่นประมาท อย่างร้านนี้อาหารไม่อร่อย สงสัยอาจจะมีแมลงสาบ อย่างนี้ไม่ได้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง เวลาคอมเมนต์ก็ควรระวังเพราะจะติดตัวเองไปด้วย และมีปัญหาอยู่ตลอด สังคมโซเชียลมีเดียสอนเราว่าต้องละเอียดรอบคอบมากขึ้น ซึ่งต้องระมัดระวังเพจปลอม เว็บปลอม”

สำหรับกรณีของไวรัลหรือคลิปยอดนิยมที่แชร์กันอย่างมากมายในโซเชียลมีเดีย ไพบูลย์ชี้ว่า

“ถ้าเป็นตัวภาพจะเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ ทุกครั้งที่มีการอัพโหลดตัวภาพขึ้นบนอินเทอร์เน็ตให้ใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว ไม่เสื่อมเสียกับตัวเจ้าของผลงาน ซึ่งบุคคลธรรมดาสามารถทำได้ แต่ถ้าไปเปลี่ยนโดยใส่โปรดักต์หรือสินค้าของตัวเองเข้าไป หรือไปพาดพิงบุคคลอื่นก็จะผิดในส่วนของการละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกัน นอกจากภาพที่เป็นไวรัลแล้ว ที่น่าสนใจคือพวกคำสั้นๆ ที่เป็นสโลแกนจะไม่มีลิขสิทธิ์ อย่าง Keep Waking สามารถนำมาใช้ได้ เพราะกฎหมายไทยไม่คุ้มครองคำที่เป็นสโลแกนพวกนี้ แต่กรณีที่จะได้รับความคุ้มครองอย่างชื่อหนังคำว่า ฟรีแลนซ์ ก็ต้องไปจดเป็นเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะมีลิขสิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งจะเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า ในเชิงมาร์เก็ตติ้งจะมีการคุ้มครอง อย่างเช่นชื่อเพลงก็จะไม่มีลิขสิทธิ์ ต้องไปจดชื่อเพลงเป็นเครื่องหมายการค้า”

สิ่งที่น่ากลัวของไวรัล ไพบูลย์บอกว่าคลิปที่ยิงเป็นไวรัล มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งบางทีสื่อถึงค่านิยมที่ผิดๆ ของสังคมเข้าไปในตัวไวรัล เพียงเพราะต้องการให้มันฮิตให้มันดัง

“ไวรัลบางคลิปมีจุดเชื่อมที่เป็นเรื่องของศีลธรรมอยู่ ในเชิงที่สื่อนำมานำเสนอ ตรงนั้นมีผิดกฎหมายอยู่หลายตัว ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นคลิปมันทำให้เด็กและเยาวชนเข้าใจว่าวิธีการแบบนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้อง ไวรัลในทางกฎหมายก็ต้องดูด้วย ซึ่งสมาคมโฆษณาเขาก็มีเรื่องกฎ กติกา และมารยาทอยู่เหมือนกัน บางทีแนวความคิดเดิมไม่มีอะไรเลย แต่ความคิดเห็นหรือคอมเมนต์ไปอีกทางหนึ่ง ทำให้มีปัญหาเวลาเกิดคอมเมนต์ ในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแต่ละคนมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องตรวจสอบ เพราะถ้ามีข้อมูลที่ผิดกฎหมายต้องลบออก ไม่งั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย เพราะตอนนี้คดีที่ฟ้องเกี่ยวกับแบบนี้มีเยอะมากเป็นหมื่นคดี ต้องระมัดระวังให้มาก ส่วนเรื่องแฮ็กอินสตาแกรมดาราเกิดจากพวกมัลแวร์ที่มากับคลิปต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ ของเราไป ส่วนคลิปที่ส่งผ่านไลน์ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และอย่ารับแอดเฟรนด์คนแปลกหน้าในเฟซบุ๊ก เขาจะเข้ามาเอาข้อมูลและแฮ็กเฟซบุ๊กของเรา”

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านโซเชียลมีเดียและกฎหมายน่าจะเป็นคู่มือและเข็มทิศในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสตรองในโลกจริงได้ไม่มากก็น้อย”

 

โอมศิริ วีระกุล (บอก) สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428280

โอมศิริ วีระกุล (บอก) สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อชอบคิดชอบเขียนและอ่านมากจนสะสมคลังข้อมูลความรู้ไว้มากมาย บวกกับประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานประจำ หรือที่เรียกกันว่า มนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ จนในที่สุดอยากเขียนหนังสือสักเล่ม เขาก็พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ถนนน้ำหมึก ในบทบาทนักเขียนเลือดใหม่ นามว่า โอมศิริ วีระกุล

สิ่งที่เขาอยากถ่ายทอดลอยเคว้งในหัวเต็มไปหมด ถึงแม้จะมีของ แต่เมื่อถึงเวลาปล่อยของก็ไม่ง่าย เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี จนได้รับคำแนะนำและได้สำรวจหนังสือที่วางเรียงบนแผงตามร้านต่างๆ หนังสือประเภท ทำอย่างไรให้รวย เงินๆๆๆ แทบจะยึดพื้นที่ นอกนั้นนวนิยายก็วางเกลื่อน ซึ่งแน่ล่ะเขาไม่ถนัดมันเอาเสียเลย แต่จะมาเขียนเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เขาก็มีแนวความคิดโอนเอนมาทางนี้ หากแต่ช่องว่างตรงไหนล่ะที่เขาจะแทรกเข้าไปแล้วบอกกับผู้อ่านให้มาสนใจหนังสือของเขา นี่คือ “โจทย์” ที่นักเขียนมือใหม่ต้องเผชิญ

“ตอนแรกตั้งคอนเซ็ปต์ไว้ว่าทำงานอย่างไรให้ได้โบนัส ตั้งไว้เยอะมาก เรารู้สึกว่าคอนเทนต์มันเยอะมาก แล้วถ้าแบ่งเป็นสัดส่วน เป็นสามเหลี่ยมก็คือกลุ่มคนทำงานประจำก็ยังอยู่ฐานล่าง ผมก็จะชอบสังเกตว่าหนังสือบนแผงหนังสือเหล่านั้นมันพยายามจะบอกเราอยู่หรือเปล่าว่า หนังสือมันกำลังหันเหไปทางไหน หรือควรจะเป็นแบบไหน หนังสือเล่มนี้เลยตั้งคอนเซ็ปต์ไว้ง่ายคือสิ่งที่มากกว่าเงินเดือนมันคือความรู้และประสบการณ์ที่คุณควรจะคว้าไว้ด้วยนะ

แน่นอนว่าการจะเขียนหนังสือได้มันต้องผ่านประสบการณ์อยู่แล้ว วิธีการเล่าเรื่องของผมคือมันก็จะมีเส้นเรื่องด้วย หนึ่งเราต้องมีประสบการณ์ สองเราต้องผ่านการอ่านหนังสือที่มันเกี่ยวข้อง มันเหมือนเป็นเมจิกโมเมนต์ คือหนังสือเล่มนี้มันไม่ได้เล่าจากหนึ่งแล้วไปสิบเลยครับ แต่มันจะค่อยๆ ถูกสอดแทรกไว้ด้วยข้อมูลหนังสือที่เราเคยอ่าน จากหนังที่เราเคยดู จากหัวหน้าที่เคยแนะนำเรา จากสิ่งต่างๆ ที่เราเจอ เรานำมาเป็นหัวข้อแล้วขยายต่อ”

 

สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก ผลงานเขียนเล่มแรกของโอมศิริ เนื้อหาเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองโอมศิริไขข้อสงสัยในสิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก โดยผ่านการคิดวิเคราะห์จากหลากหลายทฤษฎี “จริงๆ พยายามจะบอกคนอ่านว่าอะไรคือสิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก นอกจากโบนัสออกแล้วนะ ผ่านโปรแล้วนะ คือผมจะบอกว่าการทำงานตั้งแต่น้องที่ใกล้เรียนจบแล้วเข้าไปทำงาน หรือคนที่ทำงานอยู่แล้ว หลักๆ ไม่ว่าจะเป็นโดนเจ้านายตำหนิ การทำงานรวมกันเป็นทีม ปัญหาต่างๆ ทั้งจากงานและคน อะไรหลายๆ อย่าง ผมว่ามันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เราอยู่กับงานได้ง่ายขึ้น หลักๆ หนังสือเล่มนี้มันจะเปลี่ยนมายด์เซตของคนทำงานด้วย ผมยกตัวอย่างไว้บทหนึ่งว่า สมมติผมนั่งรถบัสไปกับเพื่อนๆ แล้วระหว่างทางผมปวดฉี่มากแล้วลงไปฉี่ ขณะนั้นมีก้อนหินก้อนใหญ่หล่นทับรถบัสที่เรานั่งมา ทุกคนบนรถตายหมดเลย หลายคนคิดว่าเราโชคดีมากเลย แต่ถ้าสลับไปอีกด้านหนึ่งคือเราเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนบนรถต้องตายนะ อันนี้ก็เป็นภาพใหญ่ๆ ที่เปิดไว้ให้เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เรามองข้ามตัวเองไปด้วย เวลาเกิดปัญหาอะไรเรามักจะโทษคนอื่น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องปกป้องตัวเอง”

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนนั้นกำลังจะบอกกับเราว่ามันคือชีวิตของคนทำงานจริงๆ ในแต่ละอาชีพต่างก็มีเสน่ห์อยู่ เช่นเดียวกับคนทำงานประจำก็มีมุมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพียงแค่ต้องมองมันอย่างเข้าใจเท่านั้นเอง

“เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บ่นอยากออกจากงานไปทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งก็มีทั้งคนรอดไม่รอด สำหรับผมทำงานไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเราหวงชีวิตงานประจำ รู้สึกว่ามันเป็นสมบัติของคนทำคอนเทนต์แบบนี้ เพราะว่า 1 ปี มี 365 วัน เราก็จะเจอปัญหาอะไรแปลกๆ ทุกอย่าง ตั้งแต่หัวหน้า ไดเรกเตอร์ แมเนเจอร์ น้องฝึกงาน แต่พอเราถอยออกมาแล้วมองเข้าไปเราจะเห็นว่า จริงๆ มันก็เป็นปัญหาแค่ช่วงนั้น มันเป็นโอกาสอย่างหนึ่งที่เราขโมยมาแล้วเราต้องเอามันไปแก้ไข ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้จบผมรู้สึกว่างานประจำมันก็มีเสน่ห์ของมันนะ ผมพยายามบอกตัวเองว่าผมอยากอยู่กับสิ่งที่ผมแฮปปี้กับมัน ผมก็มีช่วงซัพเฟอร์ที่เจออะไรมาหนักๆ เหมือนทุกคน เวลาโดนอัดมาหนักๆ แล้วมันไม่มีใครอยากตื่นมาแล้วอยากออกไปทำงาน แต่ลักษณะการทำคอนเทนต์ของผม คือพยายามเติมแรงกระตุ้นพยายามคิดว่าวันนี้เราจะเจออะไรบ้างนะ เหมือนเป็นเซอร์คัลไปเรื่อยๆ ครับ”

สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก แต่บางครั้งสำหรับผู้อยู่ในฐานะลูกจ้างก็ควรต้องรู้ไว้ให้เท่าทัน เพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ เพราะไม่มีใครบอกอะไรเราได้ทุกเรื่อง แต่การอ่าน เรียนรู้ ประสบการณ์ และการจัดการความคิดนั้นต่างหากจะทำให้เรารับทราบและเรียนรู้ที่จะทำงานประจำได้อย่างเป็นสุข

 

ชีวิตบททดสอบยากๆ และพรุ่งนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428267

ชีวิตบททดสอบยากๆ และพรุ่งนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพบุคคล ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ชีวิตของคนเราแต่ละคนที่ผ่านมานั้น กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ 30 40 50 ส่วนใหญ่แล้วเรียกได้ว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เรามักจะผ่านบทเรียนหรือไม่ก็บททดสอบยากๆ กัน อย่างน้อยก็ต้องสักครั้งในชีวิตกันมาแล้วเสมอ เพราะจะว่าไปแล้วชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ชีวิตไม่เคยง่ายเลยจริงๆ เช่นเดียวกับเขาคนนี้ วัฒนภาคย์ จินศิริวานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล ซีเครท ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน ภายใต้แบรนด์ โซล ซีเครท ก่อนที่จะมาถึงวันที่เขาประสบความสำเร็จมียอดขายปีละหลายร้อยล้านบาทนั้น เขาต้องผ่านมรสุมชีวิตลูกใหญ่ถาโถมมาครั้งหนึ่งจนยากที่จะลืม

บทเรียนที่ยากเย็นแสนเข็นสาหัสเกือบตายมาแล้ว เมื่อเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นเขาอายุเพียง 30 ปี เขาเล่าว่าตอนนั้นเขาทำงานบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เขาดูแลด้านพื้นที่เช่าให้กับลูกค้าที่คุมตลาดทางภาคเหนือ ดังนั้นทุก 1-2 เดือน เขาจะต้องขับรถขึ้นล่องจังหวัดโซนภาคเหนือเพื่อมาดูลูกค้า มาดูตลาดต่างๆ คราวละ 4-5 วันต่อเนื่อง 3-4 จังหวัดอยู่เสมอ

 

ครั้งนั้นเขาขับรถยาวจากพิษณุโลก ตาก เชียงใหม่ แบบยิงยาวแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย ทำให้ร่างกายอาจจะเพลียสะสมตั้งแต่เช้ายันค่ำติดกัน 3-4 วัน ก่อนเกิดเหตุเขาขับรถหนีรถติดเลี่ยงเมืองเข้ามาทาง จ.นครสวรรค์ ขึ้นมาทางเส้นเลี่ยงเมืองนั้นรถติดไม่มากนัก แต่ถนนไม่ค่อยดีเพราะมีรถสิบล้อ รถบรรทุก ขับทางนี้เยอะ ช่วงที่เขาขับมารถบางตามากจังหวะนั้นเขาเจอหลุมบ่อขนาดเล็กๆ แล้วถนนแตก จังหวะที่เขาเข้าโค้งพอดีก็เลยพยายามจะหลบหลุมแบบกะทันหัน รถก็เลยหมุนฟาดเสาข้างทางชนเสาไปหลายต้น ในที่สุดก็เสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบ หลุดลงไปหล่นที่เหวข้างทางที่ลึกประมาณ 3 เมตร ตอนนั้นสภาพร่างกายเราก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์มันเหนื่อยๆ เพลียๆ นึกในใจว่าเราคงต้องตายแน่เลย

ตอนที่เกิดเหตุนั้นเขารู้ตัวดีทุกอย่าง รับรู้ตั้งแต่รถชนฟาดเสาข้างทางกระแทกเรียงไป 3-4 เสา จนพลิกคว่ำหลายตลบหลุดถนนตกเหวข้างทาง รถหงายท้องหัวเขาทิ่มลงพื้น แต่โชคดีที่มีสายนิรภัยคาดติดตัวไว้

 

“นับว่าเป็นความโชคดีของผมนะ ปกติเวลาขับรถผมจะไม่ชอบคาดสายนิรภัย แต่คราวนี้ผมคาด เลยไม่กระเด็นออกนอกรถ พอรถหมุนคว้างพลิกหลายตลบ พอมันหยุดค้างก้นเหวเล็ก ผมแบบเหนื่อยมากเหมือนจะหลับลงตรงนั้นเลย แต่ผมจำได้ว่าเวลาดูหนังเกิดอุบัติเหตุห้ามหลับ เดี๋ยวรถจะน้ำมันไหลทะลัก แล้วก็ระเบิดหรือไม่ก็ไฟไหม้ ผมจึงพยายามฝืนใจไว้ไม่ยอมให้ตัวเองหลับ รีบตะกายออกมาจากรถ พยายามควานหาโทรศัพท์เพื่อจะติดต่อใครสักคน แต่หาโทรศัพท์ไม่เจอ พอออกมานอกรถได้ก็สลบไปเลยจำอะไรไม่ได้”

ตอนที่เกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 3-4 โมงเย็น แล้วถนนโล่งไม่มีรถตามมาสักเท่าไหร่ ถ้าเกิดไม่มีคนเห็นแล้วค่ำไปเสียก่อนจะไม่มีใครเห็นเขาเลย เพราะถ้ายิ่งมืดรถจะยิ่งน้อยแล้วเขาตกเหวลงไปข้างทางจะไม่มีใครเห็นเขาอีกเลยจนกว่าจะเช้าวันรุ่งขึ้น หากถ้าเป็นเช่นนั้นเขาอาจจะสลบไปและไม่ฟื้นหรือไม่ก็เลือดไหลออกไปจนแทบจะหมดตัว

 

แต่ในเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ แฝงอยู่ด้วย เพราะมีรถที่ขับตามเขามาห่างๆ แล้วได้เห็นเหตุการณ์ตอนรถของเขาพลิกคว่ำและหล่นลงไปที่เหวตื้นข้างทาง เขาเลยจอดรถหยุดดูแล้วโทรเรียกหน่วยกู้ภัยขอความช่วยเหลือ และเจ้าของรถคันนี้ก็ใจดีมีน้ำใจมากที่ไม่หยุดดูและรอดูอยู่เฉย ระหว่างรอรถกู้ภัยมาช่วยพี่เขาก็ปีนลงมาที่ก้นทางที่เขานอนสลบอยู่ พยายามเรียกเขาให้ฟื้นแล้วถามชื่อถามเบอร์ที่จะติดต่อคนที่บ้านให้

“พี่เขาพยายามเรียกผม ถามว่าชื่ออะไร เบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน เพื่อจะแจ้งข่าวให้ แต่ผมเบลอมากพูดไม่รู้เรื่องแล้ว เขาก็เลยติดต่อใครให้ผมไม่ได้ แต่พี่เขายังมีน้ำใจรอจนหน่วยกู้ภัยมาและตามผมไปที่โรงพยาบาลจนถึงมือหมอแล้วพี่เขาจึงกลับไป ต้องขอบคุณพี่เขาจริงๆ” เขากล่าวอย่างสำนึกในน้ำใจ เพราะหากไม่เจอพี่คนนั้นเขาอาจจะไม่รอดมาถึงวันนี้เพราะพี่คนนั้นยังอยู่รอจนเขาทำแผลเสร็จค่อยมีสติมากขึ้นก็บอกเบอร์เพื่อนสนิทให้พี่เขาช่วยโทรบอกให้หน่อย เพราะตอนนั้นยังไม่กล้าแจ้งให้ที่บ้านรับทราบเกรงว่าคุณพ่อคุณแม่จะตกใจเกินไป เขารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่นครสวรรค์

 

คืนนั้นเขานอนโรงพยาบาลหนึ่งคืน แพทย์เอกซเรย์แล้วพบว่ากระดูกไหปลาร้าหัก กระดูกตรงหัวไหล่ทิ่มไปโดนเส้นประสาท ทำให้ร่างกายซีกขวาชาไปทั้งแถบ มีอาการคล้ายอัมพฤกษ์คือรู้สึกชาแต่บางทีก็รู้สึกปวดๆ หนึบๆ เส้นเลือดฝอยบริเวณใต้ไหปลาร้าจนถึงอก ท้อง แตกช้ำ บวมเป็นสีม่วงเข้มตลอดแนวเลย ทางโรงพยาบาลก็ใส่เฝือกให้แล้วก็ให้กลับบ้านเลย ทางโรงพยาบาลจะไม่ให้ค้าง

“คือผมงงมากหลังจากสลบจนมาถึงโรงพยาบาลผ่านขั้นตอนการรักษาไปสัก 4-5 ชม. ประมาณ 5 ทุ่ม เขาไล่ให้ผมกลับจะไม่ให้ค้าง ผมบอกผมอยู่กรุงเทพฯ ญาติก็ยังไม่มา แล้วสภาพแบบนี้ใส่เฝือกไปครึ่งตัว หน้าตา เนื้อตัวฟกช้ำ ซีกขวาไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ผมจะไปไหนได้ยังไง ผมขอนอนที่โรงพยาบาลสักคืน รอให้ญาติมาจากรุงเทพฯ ก่อน จนตอนสายๆ วันรุ่งขึ้นเพื่อนสนิทก็มารับที่โรงพยาบาล เขาเห็นสภาพผมก็ตกใจมากเพราะผมดูยับเยินมาก” เขาเล่าย้อนให้ฟังด้วยสายตาหดหู่

 

วัฒนภาคย์ เล่าต่อไปว่า ระหว่างที่นั่งรถกลับบ้านที่กรุงเทพฯ เขาก็เริ่มนึกถึงอนาคตของตัวเอง เพราะตอนนั้นกำลังจะลาออกจากงานมีแผนจะมาทำธุรกิจอาหารเสริมของตัวเองอยู่แล้ว แต่คุณพ่อยังไม่เห็นด้วยอยากให้ทำงานออฟฟิศไปก่อนหรือให้ลองทำควบคู่กันไปก่อนสักปีสองปีแล้วค่อยออก ตอนนี้อย่าเพิ่งออกจากงานเต็มตัว แต่เขาอยากจะออกเลยเพื่อมาลุยงานอย่างจริงจังเพราะเขาได้เตรียมงานเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้ว

แต่พอมาเจออุบัติเหตุอย่างนี้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ทำให้เขาต้องเลือกว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิต ซึ่งเขาก็ลังเลและวิตกกังวล เนื่องจากเมื่อกลับมาหาหมออีกครั้งที่กรุงเทพฯ นั้น หมอบอกว่าเขาจะต้องทำกายภาพอีก 1 ปี เพื่อให้ทุกอย่างเหมือนเดิม และกว่าที่อาการชา ปวด แบบอัมพฤกษ์ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะตอนนี้ร่างกายเขาใช้ได้เพียงซีกซ้ายได้อย่างเดียว มือขวาแทบจะใช้การอะไรไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากเขาจะลางานไปรักษาตัวนานถึง 6 เดือนนั้น ก็ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน ส่วนการรักษาตัวทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลเอกชนสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 1 ปี นั้นก็ต้องใช้เงินเยอะมาก ซึ่งเงินที่เขามีก็ไม่ได้เยอะ เพราะส่วนหนึ่งนำไปลงทุนกับอาหารเสริมเกือบหมดแล้ว เหลือเงินเพียงจำนวนเดียวที่ไม่มากนักที่จะเอาไว้สำหรับเช่าทำสำนักงานเล็กๆ กับทีมงาน 2-3 คน

 

เขาบอกว่าตอนนั้นเครียดมากจะเอาอย่างไรต่อดีกับชีวิต ไม่ว่าจะตัดสินใจไปทางซ้ายหรือทางขวา ก็ดูเหมือนจะมืดมนไม่สดใสเท่าที่ควร ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกเพราะถึงอย่างไรก็ไปทำงานในสภาพนั้นไม่ได้ และที่ทำงานคงให้ลาหยุดได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น แต่แม้ลาออกแล้วจะมาอยู่เฉยๆ พักสัก 2-3 เดือนก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเงินที่เตรียมจะมาเช่าสำนักงานต้องเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวในการทำกายภาพ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพอใช้ไปถึงปีหรือเปล่า

ถือว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในออฟฟิศ เขาได้หยุดพักจริงๆ แค่สัปดาห์เดียว หลังจากนั้นก็นั่งทำงานที่คอนโด ติดต่องานทางออนไลน์ ขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตไปก่อน แผนการจะเช่าออฟฟิศเล็กๆ กับทีมงานสัก 3-4 คน ต้องหยุดพักไว้ก่อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องออกไปหาร้านค้าเพื่อขอวางสินค้าหรือหาตัวแทนจำหน่าย แล้วสภาพตอนนั้นทรุดโทรมมาก ผอมโทรม ไว้หนวดไว้เครา เพราะมือขวาโกนหนวดไม่ได้ หน้าตาก็มีร่องรอยของความบวมช้ำ ใช้ไม้เท้าค้ำพยุงตัวกระหย่องกระแหย่งไป

“สภาพไม่ได้น่าดูเท่าไหร่เลย เห็นสภาพตัวเองแล้วยังรู้สึกแย่มากๆ แล้วไปติดต่อขายอาหารเสริมขายคอลลาเจน เข้าไป 10 กว่าร้านบางวันไม่ได้งานเลย ผ่านไป 3-4 วันติดต่อไปสัก 20 ร้าน เขารับสินค้าหรือยอมเป็นตัวแทนจำหน่ายได้สักร้านสองร้านก็ดีใจมาก อย่างน้อยพอได้มีทุนไว้รักษาตัว พอไปหาหมอแต่ละครั้งเขาก็สั่งห้ามอย่านั่งนาน อย่าเพิ่งใช้คอมพิวเตอร์นานๆ พยายามรักษาตัวก่อนเดี๋ยวมันจะหายช้า แต่ผมรอไม่ได้ ลาออกจากงานมาแล้วสินค้าสั่งเข้ามาแล้ว ยังไงก็ต้องลุยอ่ะ แล้วเงินก็แทบจะไม่มีแล้ว หยุดรอเฉยๆ ไม่ได้จริงๆ” เขาเล่าให้ฟังอย่างเจ็บปวด

 

เขาเล่าว่าเขาอยู่ในสภาพนั้นประมาณ 5 เดือน ทุกอย่างจึงเริ่มดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ดีมาก ยังเดินไม่ถนัด อาการชาแบบอัมพฤกษ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ตัวแทนจำหน่ายก็มีไม่ถึง 10 คนเลย ส่วนยอดขายทางอินเทอร์เน็ตก็ค่อยดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มีเงินมากพอจะเปิดสำนักงานหรือจ้างทีมงาน ยังคงทำงานลุยเดี่ยวต่อไปแต่โชคดีมีเพื่อนอีกคนมาช่วยตอนนั้นก็ช่วยงานกันไป 2 คน

เขาบอกว่าตอนนั้นชีวิตย่ำแย่มาก เกือบตาย เจ็บตัว เงินทองก็หมด ชีวิตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ คิดอย่างเดียวว่าไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว มันสุดๆ แล้วเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ นับจากนี้ต่อไปไม่มีอะไรจะเสีย ต่อจากนี้ไปอะไรที่เข้ามาถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว อยากทำอะไรถ้าไม่เดือนร้อนใครทำเลย ถ้าศึกษาหาข้อมูลมาดีแล้วก็ลุยเลย ชีวิตไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าลังเลกับอะไรนาน เพราะพรุ่งนี้อาจจะมาไม่ถึง หรือบางทีพรุ่งนี้ทุกอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จากอุบัติเหตุครั้งนั้นให้บทเรียนชีวิตกับเขามากมาย เรื่องความไม่ประมาท ต่อจากนั้นขับรถเขาคาดสายนิรภัยทุกครั้ง ใจเย็นลงมีสติมากขึ้น และพยายามระมัดระวังในการขับรถให้มากขึ้น

 

นิตยา วงศ์ภินันท์วัฒนา ภารกิจปั้นวารสารดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/428152

นิตยา วงศ์ภินันท์วัฒนา ภารกิจปั้นวารสารดิจิทัล

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลคืบคลานเข้าไปสู่ทุกองค์กร โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยยิ่งต้องเท่าทัน และสามารถสร้างองค์ความรู้ดิจิทัลออกสู่สังคมได้ด้วย ซึ่งเป็นภารกิจของ รศ.ดร.นิตยา วงศ์ภินันท์วัฒนา บรรณาธิการวารสาร JISB (Journal of Information Systems for Business) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.นิตยา เป็นอดีตผู้อำนวยการโครงการปริญญาโท สาขาวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้ปลุกปั้นโครงการวารสาร JISB ในรูปแบบดิจิทัล หลังเกษียณจึงรับอาสากลับมาพัฒนาโครงการนี้ให้สำเร็จ เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการของนักศึกษาปริญญาโทของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“สภามหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดว่านักศึกษาปริญญาโทต้องเผยแพร่บทความทางวิชาการ ซึ่งในระบบเดิมต้องใช้เวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน และมีข้อจำกัดในการตีพิมพ์แต่ละครั้ง แต่ระบบวารสารดิจิทัลจะช่วยดำเนินการให้รวดเร็ว โดยมีต้นทุนไม่สูงนัก” รศ.ดร.นิตยา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของคุณภาพของบทความยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด มีคณะกรรมการกลั่นกรองทั้งจากบุคคลภายนอกและภายในคณะ เบื้องต้นจะเน้นด้านสาขาไอที ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก และในอนาคตจะเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกส่งบทความเข้ามาได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด

รศ.ดร.นิตยา กล่าวว่า จะมุ่งทำวารสารดิจิทัล JISB ให้เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ 100% และเนื้อหาข้อมูลไม่ใช่แค่เป็นบทความทางวิชาการเท่านั้น จะเน้นนำเสนอข้อมูลที่นำมาใช้ได้จริง และสามารถเป็นแนวทางให้กับภาคธุรกิจที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วย

“อยากให้เจ้าของธุรกิจที่สนใจ นำข้อมูลที่นำเสนอทางเว็บไซต์ ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ต้องวิ่งเข้ามาหาความรู้ในห้องสมุดเหมือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งจะมุ่งนำเสนอข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อสะท้อนถึงแนวโน้มธุรกิจยุคใหม่ที่จะเกิดขึ้น เป็นไอเดียให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ได้”

สำหรับวารสาร JISB ประกอบด้วยบทความวิจัยจากผลงานที่ได้รับการศึกษา ค้นคว้า เน้นนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสร้างกลยุทธ์ให้องค์กร เป็นบทความด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ ผลงานที่แสดงสิ่งประดิษฐ์ ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นธุรกิจเป็นหลัก รวมถึงบทวิจารณ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นธุรกิจ แสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้ใหม่ที่น่าติดตาม

ทั้งนี้ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ JISB มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ฉบับแรก จะเป็นเรื่อง Social Media ฉบับที่ 2 เป็นเรื่อง E-Commerce ฉบับที่ 3 เรื่อง IT Plan and Security และฉบับที่ 4 เป็นเรื่อง System Development and Other papers

รศ.ดร.นิตยา วางเป้าหมายให้วารสารJISB เป็นวารสารที่ได้รับการยอมรับในระดับแถวหน้าของวารสารทางวิชาการของเมืองไทยขณะเดียวกันอยากให้เป็นสื่อกลางระหว่างวิชาการกับบุคคลภายนอก เป็นช่องทางสำหรับภาคธุรกิจมาใช้ประโยชน์ได้ และเชื่อมโยงกับสาธารณะ เป็นแปรเปลี่ยนงานวิชาการไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแท้จริง

 

ปั้นเด็กสองภาษาให้ถูกทาง ฉบับพ่อแม่ยุคเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 18:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/427858

ปั้นเด็กสองภาษาให้ถูกทาง ฉบับพ่อแม่ยุคเออีซี

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สมัยก่อนถ้าพูดถึงการศึกษาของลูก คุณพ่อคุณส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่การเลือกโรงเรียนดัง เน้นวิชาการเข้มข้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าลูกน้อยจะมีวิทยายุทธแก่กล้าพอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาถึงยุคปัจจุบัน หัวข้อการศึกษายังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของพ่อแม่ยุคนี้ เพียงแต่ปรับเป้าหมายระยะไกลจากการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย มาสู่การปั้นเด็กให้พูดได้อย่างน้อยมากกว่าหนึ่งภาษา ยิ่งเมื่อปีที่แล้วประเทศเพิ่งก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มตัว ยิ่งทำให้กระแสการปั้นเด็กสองภาษาทวีความเข้มข้น

คำถามคือ ใครๆ ก็ปั้นลูกให้เป็นเด็กสองภาษาได้จริงหรือ?

สมองเด็กเรียนรู้ได้มากกว่าที่(คุณ)คิด

พญ.นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา กุมารแพทย์ ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมความสามารถที่จะเรียนรู้ได้หลายภาษาไม่จำกัด โดยเฉพาะช่วงขวบปีแรกสมองของเด็กเปรียบเหมือนฟองน้ำที่พร้อมจะซึมซับทุกอย่างรอบตัว หากเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน ก็จะซึมซับการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว ถ้าอยู่ในครอบครัวที่พูดหลายภาษา เขาก็สามารถเรียนรู้ภาษาเหล่านั้นได้อย่างไม่สับสน

“ในอดีตเด็กที่พูดภาษาที่สองได้ดี มักเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมพิเศษที่เอื้ออำนวย เช่น ไปโตที่ต่างประเทศ หรืออยู่ในครอบครัวที่มีสมาชิกพูดได้หลายภาษา แต่ปัจจุบันแม้ในครอบครัวที่พูดภาษาไทย คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มตื่นตัวในการสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกพูดภาษาที่สองให้ได้ตั้งแต่เด็ก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เริ่มตื่นตัว แต่ในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก พ่อแม่ก็นิยมให้เด็กเรียนภาษาที่สองเพิ่มเติม เช่น ภาษาจีน หรือภาษาฝรั่งเศส”

 

พญ.นันทกรณ์ บอกว่า การสร้างพัฒนาการด้านภาษาให้กับลูก สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ขวบปีแรก เพราะธรรมชาติของสมองเด็กเกิดมาพร้อมเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ในช่วงที่พัฒนาการสมองยังไม่สมบูรณ์ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ใส่ข้อมูลเข้าไปให้ลูกน้อย เซลล์สมองที่ไม่ถูกใช้งานจะเริ่มฝ่อและตายไป สังเกตได้จากเด็กที่ผู้ปกครองไม่ได้กระตุ้นด้วยการเล่นหรือพูดคุย พัฒนาการของเขาจะไม่ดีเท่าเด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่คอยพูดคุยปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่นเดียวกับการสร้างพัฒนาการด้านภาษาที่สองให้ลูก สามารถเริ่มต้นได้พร้อมกับภาษาแรก เพราะพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กในช่วงขวบปีแรกจะดีที่สุด ถามว่าเริ่มช้ากว่านั้นได้มั้ย ได้ แต่ผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่าเริ่มก่อนอายุ 3-7 ขวบ

“ส่วนพ่อแม่ที่อยากพูดภาษาอังกฤษกับลูก แต่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง หมอไม่อยากให้มองเป็นข้อจำกัด เพราะคุณพ่อคุณแม่สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติมก่อนจะไปสอนลูกได้ ส่วนเรื่องสำเนียงที่อาจไม่เหมือนเจ้าของภาษาเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเด็กจะได้สำเนียงแบบเจ้าของภาษาจริงๆ ต่อเมื่อได้ฟังหรือเติบโตมากับสิ่งแวดล้อมที่มีเจ้าของภาษาอยู่รอบตัว ซึ่งหมอมองว่า สิ่งที่สำคัญกว่าสำเนียงคือการออกเสียง ถึงจะเป็นสำเนียงไทย แต่การออกเสียงคำถูกต้อง คนฟังก็เข้าใจได้ไม่ยาก”

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ หมอแนะนำให้เริ่มจากการสอนคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เด็กหัดใช้บ่อยๆ และพยายามหาโอกาสให้ลูกได้สื่อสารกับเจ้าของภาษาเพิ่มเติม เช่น เข้ากลุ่มกับเด็กต่างชาติที่วัยใกล้ๆ กัน ยิ่งถ้าครอบครัวไหนโชคดีมีคุณพ่อหรือคุณแม่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี อาจให้รับหน้าที่พูดภาษาอังกฤษกับลูกเป็นหลัก วิธีการนี้เรียกว่า “one parent one language” อย่างไรก็ตามสำหรับพ่อแม่ไทยแท้ๆ หลักการนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้สม่ำเสมอ หากเป็นอย่างนั้น อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือ “one time one language” คือเลือกช่วงหนึ่งของวันเพื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษกับลูกแทน

“จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดออกมารองรับว่าวิธีไหนดีกว่ากัน ดังนั้นจะเลือกใช้วิธีไหนขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว ที่สำคัญคือต้องทำให้การเรียนรู้ภาษาที่สองเป็นเรื่องสนุก เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีต่อเมื่อเขามีความสุข สนุกกับสิ่งที่เรียน จุดนี้สำคัญกับการเรียนรู้ทุกอย่าง ไม่เฉพาะแค่เรื่องภาษา”

 

อย่าให้ภาษาที่สองสตรองกว่าภาษาแม่

พญ.นันทกรณ์ ยังฝากข้อคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่อยากปั้นลูกให้ได้สองภาษาอย่างน่าสนใจว่า ต้องมั่นใจว่าลูกไม่ใช่เด็กที่มีปัญหาพูดช้า เพราะแม้ตัวการสอนสองภาษาเองไม่ได้ทำให้เด็กพูดช้า แต่ถ้าเด็กมีแนวโน้มจะพูดภาษาหลักช้าอยู่ก่อนแล้ว พ่อแม่ยังดันทุรังให้เด็กพยายามรับภาษาที่สอง อาจทำให้แก้ไขความล่าช้าของภาษาได้ยากขึ้น

“วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าลูกเข้าข่ายพูดช้าหรือไม่ เช็กได้ 3 ระยะ คือ ในช่วงอายุครบขวบปีแรก ยังไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น อย่า หยุด ไม่ เมื่อเข้าสู่ 15 เดือนแรก ยังไม่เรียกคนใกล้ชิด และจน 18 เดือนแล้ว เด็กยังไม่พูดคำที่มีความหมายแม้แต่คำเดียว พ่อแม่ควรปรึกษากับกุมารแพทย์”

อีกเรื่องที่พ่อแม่อาจนึกไม่ถึง คือการเน้นภาษาที่สองมากจนทำให้ภาษาไทยไม่แข็งแรง สำหรับประเด็นนี้ พญ.นันทกรณ์ มองว่า หากคุณพ่อคุณแม่วางแผนอนาคตของลูกไว้ว่าจะให้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก การฝึกให้ใช้ภาษาอังกฤษให้คล่องแซงหน้าภาษาไทยไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าอนาคตเด็กยังต้องใช้ชีวิตในประเทศไทย หากภาษาไทยไม่แข็งแรง อาจเป็นปัญหากับการใช้ชีวิตในสังคมได้

“หมอไม่อยากให้ภาษาไทยของเรากลายเป็นภาษาที่สองสำหรับเด็กไทยรุ่นใหม่ ไม่อยากให้คิดว่าอยู่เมืองไทยยังไงก็พูดภาษาไทยได้ เพราะภาษาไม่ได้มีแค่ฟัง พูด การอ่านออกเขียนได้ดีก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าจะเป็นเด็กสองภาษา พ่อแม่ต้องแน่ใจว่าภาษาแม่ต้องแข็งแรงด้วย”

 

ใช้ภาษาอังกฤษกับลูก ไม่ใช่เป็นครูสอนภาษา 

ก๊อก-จตุพร ตันศิริมาศ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก bhoomplay ในฐานะคุณพ่อผู้สวมบทบาทพูดภาษาอังกฤษกับลูกเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษให้กับลูกตั้งแต่ขวบปีแรก จนปัจจุบันลูกคนโตสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ สามารถอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ 7 ขวบ รวมทั้งชมภาพยนตร์เรื่อง Zootopia เสียงซาวด์แทร็กได้เข้าใจเกือบทั้งหมด บอกว่า เดิมทีเขาและภรรยาไม่ได้คิดจะเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา แค่คิดว่าอยากให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ปรากฏว่าตอนที่ลูกชายคนโต “น้องภูมิ” อายุได้ 1 ขวบ 2 เดือน ภรรยาของเขาไปเจอหนังสือเด็กสองภาษาสร้างได้ เลยลองศึกษาและเริ่มต้นใช้ภาษาอังกฤษกับลูกอย่างจริงจัง

“ผมไม่อยากใช้คำว่าเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา แต่อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้ สิ่งที่ผมทำคือใช้ภาษาอังกฤษกับลูก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ถามว่าน้องภูมิพูดภาษาไทยหรืออังกฤษได้ก่อน ผมว่าเขาเรียนรู้สองภาษาได้พร้อมกัน แค่เขาเจอใครพูดภาษาไหนมา ก็ตอบภาษานั้นออกไป”

ก๊อก ยอมรับว่าถึงจะเคยไปเรียนที่ต่างประเทศมา 1 ปี แต่การรับบทคุณพ่อที่ต้องพูดภาษาอังกฤษ ก็ต้องทำการบ้านเยอะ เพราะต้องมั่นใจว่าใช้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องพูดกับลูก เขามองว่าพ่อแม่ทุกคนสามารถพูดภาษาอังกฤษกับลูกได้ อยู่ที่ว่าจะทุ่มเทเรียนรู้เพื่อลูกหรือเปล่า

“ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าจ้างครูมาสอน กว่าลูกจะพูดภาษาอังกฤษได้ขนาดนี้ ก็คงหมดไปเป็นล้าน แต่นี่ผมแค่ใช้เวลาและเรียนรู้ไปกับลูก สำหรับผมนิทานสองภาษาไม่ช่วยอะไร เพราะเรากำลังสอนเด็กให้พูดสองภาษา ไม่ใช่แปลให้ฟัง แบบพูดอะไรแล้วต้องรีบแปล ผมพยายามให้ลูกเห็นรถยนต์ แล้วรู้ว่านี่คือ Car ไม่ใช่เห็นรถยนต์แล้วคิดก่อนว่า รถยนต์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Car เพราะฉะนั้นเวลาผมเล่านิทานให้เขาฟัง ผมจะเล่าเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่แปล ยกเว้นแม่เขาอ่านเป็นภาษาไทยก็อ่านไป ไม่ใช่อ่าน This is a house แล้วอีกคนบอกว่า นี่คือบ้าน”

 

อย่างไรก็ตาม ถึงจะสอนลูกให้พูดภาษาอังกฤษตั้งแต่ขวบปีแรก แต่ก๊อกยืนยันว่าไม่ทิ้งภาษาแม่เพราะพัฒนาการภาษาไทยเขาก็ต้องก้าวไปด้วยกัน ไปให้ลึกซึ้ง เพราะเป้าหมายของเขาไม่ได้ต้องการให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย

“ผมยอมรับนะว่าบางทีก็อึดอัด อยากสื่อสารอะไรที่ลึกซึ้งกับลูก แต่มีกำแพงภาษามากั้น แต่ก็พยายามให้ถึงที่สุด ไม่อยากพูดภาษาไทยปนกับภาษาอังกฤษ เพราะจะทำให้ลูกสับสน และทำให้ลูกกลายเป็นเด็กขี้เกียจคิดคำ อย่างจะบอกว่าบ้าน ก็พูดว่า This is a บ้าน ซึ่งถ้าเขาพูดผมก็ต้องแก้ให้ว่า This is a house ถามว่าจะพูดภาษาอังกฤษกับลูกถึงเมื่อไหร่ เป็นไปได้คงตลอดทั้งชีวิต เพราะถ้าเป้าหมายของผมคือการสอนภาษาอังกฤษลูกอาจมีวันจบ แต่พอเป้าหมายของผมคือการใช้ภาษาอังกฤษกับลูกมันไม่มีวันจบ”

เบลนด์ภาษาที่สองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ด้าน อิม-วรินทร์พรรณ์ ตันติวัตนะ ติวเตอร์ที่มีประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษมากว่า 5 ปี และเคยเป็นตัวแทนไปฝึกอบรมคอร์ส Trimedia ร่วมกับโปรดิวเซอร์ของบีบีซี เวิลด์นิวส์ ที่ลอนดอน เห็นด้วยกับการส่งเสริมให้เด็กสื่อสารได้อย่างน้อยสองภาษา เพราะเป็นการเปิดโอกาสชีวิตในหลายๆ ด้าน โดยติวเตอร์สาวแนะนำว่า การฝึกฝนพูดภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคือ การพาเด็กที่ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะพาไปเจอเพื่อนต่างชาติ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดี

“อิมเชื่อว่าถ้าเอาเด็ก 2-4 ขวบ ไปคลุกคลีกับเพื่อนฝรั่งวัยเดียวกันแค่ 2 เดือน ก็พูดภาษาอังกฤษได้แล้ว เพราะเขาจะเกิดการเลียนแบบพูดตามเพื่อนเอง ที่สำคัญเป็นการพูดตามความเข้าใจของเขาจากสิ่งที่เห็น ไม่ใช่การแปล อิมเองเรียนปริญญาโทด้านการแปลจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ รู้ดีว่าหลักการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีไม่ใช่การแปลสิ่งที่คิดเป็นไทยออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เพราะโครงสร้างภาษาไทยกับอังกฤษค่อนข้างต่างกัน เราไม่มี Tense เพื่อบอกเวลาเหมือนภาษาอังกฤษ หรือมี a, an, the บอกปริมาณหรือความเฉพาะเจาะจงของสิ่งที่กำลังพูดถึงเหมือนภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นการฝึกให้เด็กเรียนรู้พูดภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ แทนที่จะต้องแปลทุกอย่างในหัวจากไทยเป็นอังกฤษนั้นดีที่สุด”