วลีแรงๆ ของเมิ่งจื่อ เมื่อไร้ทายาทคืออกตัญญู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426978

วลีแรงๆ ของเมิ่งจื่อ เมื่อไร้ทายาทคืออกตัญญู

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เมิ่งจื่อกล่าวว่า “อกตัญญูมีอยู่ 3 ไร้ทายาทสืบสกุลหนักหนาสุด”

วลีนี้มักถูกยกขึ้นมาสั่งสอนและกดดันลูกหลานจีนที่ไม่ยอมแต่งงานในวัยอันควร

น่าแปลกใจ ที่ปราชญ์อย่างเมิ่งจื่อ ทายาททางแนวคิดของมหาปราชญ์ขงจื่อเป็นต้นกำเนิดวลีนี้

ปราชญ์อย่างขงจื่อและเมิ่งจื่อผลิตคำสอนชั้นดีอยู่ไม่น้อย แต่วลีนี้ยังเป็นสิ่งน่าสงสัย เหมือนกับกำลังจะบอกเราๆ ท่านๆ ว่า หน้าที่ของการเกิดเป็นลูกคือการผลิตหลานสานต่อวงศ์ตระกูลเป็นหลัก เรื่องอื่นถือเป็นรอง

แปลว่าขอแค่มีทายาทสานต่อ หากจะมีพฤติกรรมเละเทะ เป็นนักเลง เป็นโจร กินเหล้าเมายา ก็ยังถือว่าพอไหว… จริงหรือ?

หลายคนหวังดีพยายามอธิบายว่าความจำเป็นของสังคมเกษตรกรรมสมัยก่อน ที่แรงงานลูกหลานเป็นเรื่องสำคัญ และไม่มีสวัสดิการจากรัฐ ลูกหลานเหลนลื่อลืบลืดจะช่วยให้ชีวิตพ่อแม่ปู่ย่าท่านสะดวกสบาย แต่คำอธิบายแบบนี้ ก็ยังแก้ความสงสัยไม่ได้ว่า แล้วการไม่มีทายาทนี่มันเป็นปัญหาหนักหนาสุด? จนความอกตัญญูอื่นก็สู้ไม่ได้… จริงหรือ?

ปราชญ์คนสำคัญเอ่ยทั้งที คำนี้จึงมีผลกระทบยิ่งใหญ่มานานกว่าสองพันปีที่ผ่านมา อ้างว่าเป็นสัจธรรมแห่งการใช้ชีวิตในสาแหรกจีน

ลูกหลานชาวจีนจำนวนมาก ต้องทนทุกข์และรู้สึกอดสูต่อแรงกดดันจากวลีนี้ ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยมอยากได้ลูกชาย การแต่งงานแบบคลุมถุงชน หรือแม้แต่แรงกดดันต่อหนุ่มสาวชาวจีนในยุคปัจจุบันให้ต้องรีบเป็นฝั่งเป็นฝา วลีทองนี้ของเมิ่งจื่อล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง

ขอขยายความเรื่องแรงกดดันเรื่องการแต่งงานของหนุ่มสาวชาวจีน ว่าขนาดในยุคนี้เอง ก็ยังทรงอิทธิพลอยู่ไม่น้อย หนุ่มสาวจีนพอเลย 25 แต่ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ส่วนใหญ่จะกลายเป็นความวิตกกังวลของพ่อแม่ และเพื่อนๆ จนเจ้าตัวสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกประหลาดจากคนรอบข้าง

จนไม่นานนี้มีโฆษณาเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง ทำโฆษณาที่แฝงแคมเปญรณรงค์ให้ “สาวตกขบวน” ทั้งหลายได้รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง หรือกระทั่งคุณค่าของการเป็นโสด

โฆษณาแสดงให้เห็นความกังวลของพ่อแม่ที่มีต่อลูกสาวผู้ตกขบวน ความรู้สึกไม่อยากให้พ่อแม่ของตนผิดหวังที่ตัวเองยังโสด จนในที่สุดได้เขียนประกาศถึงความในใจพร้อมรูปถ่ายสวยสง่าตั้งไว้ในสวนสาธารณะให้ทุกคนได้เห็น เมื่อพ่อแม่ของสาวๆ ได้อ่านได้เห็น ก็เริ่มเข้าใจและยินดียืนหยัดเคียงข้างในทุกการตัดสินใจในชีวิตของพวกเธอ

แต่ก็ยังมีหนุ่มสาวอีกจำนวนมากที่อยู่นอกเหนือโฆษณาชวนหลั่งน้ำตานี้ และเธอเขาเหล่านั้นก็อาจต้องหลั่งน้ำตาเช่นกัน แต่หลั่งให้กับแรงกดดันที่ไม่มีวันเข้าใจพวกเขา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดมีวลีทองของเมิ่งจื่อ เป็นส่วนประกอบหนึ่ง

อ่านถึงตอนนี้ คงมีไม่น้อยที่นึกขัดใจถามขึ้นมาว่า “แล้วอกตัญญูที่เหลืออีก 2 ข้อล่ะ คืออะไร?”

น่าแปลกใจครับ เพราะเอาเข้าจริงเมิ่งจื่อไม่เคยพูดถึงอกตัญญูอีก 2 ข้อเลย

จนหลังจากยุคของเมิ่งจื่อสี่ถึงห้าร้อยปี (ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก) จึงเริ่มมีนักการศึกษานามว่า “จ้าวฉี” เริ่มเอะใจ ช่วยแต่งเสริม 2 ข้อที่เหลือให้ว่า

“ตามธรรมเนียมอกตัญญูนั้นมี 3 อย่าง ตามใจพ่อแม่จนท่านบกพร่องคุณธรรมแล้วยังไม่บอกกล่าว คืออกตัญญูที่ 1 ครอบครัวยากจน แต่ไม่ทำงานทำการรับเงินเดือน คืออกตัญญูที่ 2 ไม่แต่งเมียไม่มีลูก ขาดทายาทสืบสกุล คืออกตัญญูที่ 3”

ซึ่งก็คือดูแลกันเองในครอบครัวให้ถูกครรลอง ทำงานทำการสร้างอาชีพเพิ่มผลผลิต รวมถึงเพิ่มประชากรและแรงงานให้ชาติบ้านเมือง

กลายเป็นแฝงกลิ่นอายความต้องการที่ฝ่ายปกครองมีต่อแต่ละครอบครัว มากกว่ากลิ่นอายของนักปราชญ์ที่หวังดีต่อผู้คน

วลีนี้ของเมิ่งจื่อจึงต้องสงสัย เพราะลอยอยู่โดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด แต่เมื่อไปค้นหาในต้นฉบับ จึงพบว่าประโยคเต็มว่า

“อกตัญญูมีอยู่มากมาย (3 ในที่นี้ควรจะหมายถึงมากมาย*) (ที่ว่ากันว่า) ไร้ทายาทสืบสกุลหนักหนาสุด ซุ่นไม่บอกกล่าวพ่อแม่ก็แต่งภรรยา ก็ถือว่าไม่ได้ทำเรื่องสืบสกุลให้ครบถ้วน แต่วิญญูชนล้วนเห็นว่าซุ่นจะบอกพ่อแม่หรือไม่บอกก็ไม่เห็นต่างกัน”

เมิ่งจื่อ กำลังพูดถึง ซุ่น กษัตริย์ในตำนานปรัมปราของจีน ซึ่งในประวัติมีแม่เลี้ยงใจร้าย กษัตริย์เหยาองค์ก่อนหน้าซุ่น ยกลูกสาวให้ซุ่นเพราะเห็นว่าเขาเป็นคนดี เมื่อซุ่นจะแต่งงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับแม่เลี้ยง จึงยอมบกพร่องที่จะไม่บอกเรื่องแต่งงานให้แม่เลี้ยงรู้

ที่มาของวลีข้างต้น จึงมาจากตอนหนึ่งของคำพูดของ เมิ่งจื่อ ที่กำลังแก้ต่างให้กับซุ่น ว่าถึงจะบกพร่องเรื่องกระบวนการ ไม่ได้บอกให้แม่รู้ว่าจะแต่งงาน ก็ไม่ถือว่าอกตัญญู จากธรรมเนียมการเขียนภาษาจีนโบราณจะสั้นและกระชับ อาจทำให้บางคนแปลได้คลาดเคลื่อนจากนี้บ้าง แต่โดยใจความแล้ว เมิ่งจื่อไม่น่าจะตั้งใจพูดจาผิดธรรมชาติจนกลายเป็นวลีฟันธงเพี้ยนๆ แบบนั้น

และเมื่อตัดตอนมาแค่สองประโยคแรก จึงกลายเป็นวลีแรงๆ ที่ถูกใจใช้สนองความต้องการพื้นฐานของชาวจีน

ที่จริงก็ยังมีอะไรให้สงสัยได้อีก เพราะในขณะเดียวกัน เมิ่งจื่อยังเคยกล่าวว่า “ในโลกนี้อกตัญญูมีอยู่ 5 ข้อ”

1.คือเกียจคร้านการงาน ไม่ทำมาหาเลี้ยงพ่อแม่

2.คือเล่นพนัน ดื่มสุรา ไม่ไยดีพ่อแม่

3.คือเห็นแก่ลูกเมียก่อน ไม่แยแสพ่อแม่

4.คือทำอะไรตามใจอยาก ให้พ่อแม่ต้องละอาย

5.คือชอบวิวาทท้าตีท้าถ่อย หาเรื่องให้พ่อแม่ตกอยู่ในอันตราย”

นี่สิจึงสมเป็นเมิ่งจื่อตัวจริง แต่น่าเสียดาย ไม่มีใครมานั่งสงสัยว่าทำไมเมิ่งจื่อคนเดียวกัน เดี๋ยวบอกอกตัญญูมี 3 เดี๋ยวบอกมี 5 แถมพอสี่ห้าร้อยปีผ่านมา ก็อุตส่าห์ยังมีคนแต่งอีกสองข้อให้ซะอีก

และทั้ง 5 ข้อนี้ดันมีอิทธิพลน้อยกว่าวลีแรงๆซะงั้น

เท่ากับจับเอาเมิ่งจื่อเป็นตัวประกันของความเดือดร้อนที่มอบให้กับทั้งสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

จะว่าไป โลกยุคสองพันกว่าปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากโลกยุคนี้เท่าใดนักที่บางครั้งสังคมก็เลือกเชื่อเฉพาะที่แรง เลือกตัดแค่บางวลีจากปากคนอื่นเฉพาะที่ตนอยากจะฟัง หรืออยากจะให้เขาพูด

“อย่าเชื่อเพียงเพราะเล่าต่อๆ กันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นคำแรงๆ อย่าเชื่อเพราะเขาอาจพูดมากกว่าที่เห็น อย่าเชื่อเพราะเขาโฟโต้ช็อปปะหน้ามาว่าคนนี้คนนั้นประกอบคำพูด” เมิ่งจื่อกล่าวไว้ (เชื่อหรือไม่ครับ)

 

ลดโลกร้อน ด้วยมือเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/427465

ลดโลกร้อน ด้วยมือเรา

โดย…ภาดนุ ภาพ ไตเติล

โลกใบนี้ร้อนขึ้นทุกวัน อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี เพราะมนุษย์เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากชีวิตประจำวันไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลก เป็นผลให้เกิดปรากฏการณ์แปรผันของฤดูกาล บางส่วนของโลกเกิดฝนตกหนักน้ำท่วม หรือพายุหิมะถล่ม แต่บางส่วนของโลกกลับประสบภัยแล้งจนไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนควรร่วมมือกันทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยลดโลกร้อนเหมือนกับคนกลุ่มนี้

มานะ ชูขันทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า โตโยต้าได้ทำ “โครงการลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา” ภายใต้โครงการโตโยต้าเมืองสีเขียวเป็นปีที่ 11 แล้ว (เริ่มตั้งแต่ปี 2548) โดยร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้แนวคิดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งหวังให้เกิดการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนและโรงเรียน

“การทำโครงการลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีเครือข่ายเข้าร่วมโครงการ 195 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 100 ชุมชน และ 248 โรงเรียนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งโครงการในปีที่ 11 นี้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของชุมชนและโรงเรียนในการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ได้

โมจัง-ณัฏฐนิช พิศิษฐ์จริง

 

เราจึงได้จัดการประกวดโครงการชุมชนดีเด่นและโรงเรียนดีเด่น ซึ่งร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถลดภาวะโลกร้อนในชุมชนและโรงเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบรางวัลให้กับโรงเรียนที่ชนะ 3 ทีม คือ รางวัลที่ 1 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี เขตบางแค กรุงเทพฯ กับโครงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน (ACT Sustainable Energy Efficiency) รางวัลที่ 2 โรงเรียนนางัวราษฎร์รังสรรค์ อ.นาหว้า จ.นครพนม รางวัลที่ 3 โรงเรียนดาราวิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

และชุมชนที่ชนะ 3 ทีม คือ รางวัลที่ 1 ชุมชนบ้านหนองสะแกกวน เทศบาลตำบลโนนดินแดง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ รางวัลที่ 2 ชุมชนบ้านม่วงชุม เทศบาลตำบลครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย รางวัลที่ 3 ชุมชนบ้านหนองปลาดุก หมู่ 22 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม เพื่อให้พวกเขามีความภาคภูมิใจที่จะสานต่อโครงการดีๆ เหล่านี้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคตเพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน”

ปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกจากรั้วโรงเรียน

โมจัง-ณัฏฐนิช พิศิษฐ์จริง นักเรียนหญิงชั้น ม.6 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี เขตบางแค กรุงเทพฯ ซึ่งทีมของเธอได้รางวัลที่ 1 ประเภทโรงเรียนจากโครงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน (ACT Sustainable Energy Efficiency) เผยว่า โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าโครงการลดโลกร้อนทุกๆ โครงการเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันนี้เกิดภาวะโลกร้อนหนักขึ้นทุกวันและเป็นกันทั่วโลก เดี๋ยวน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เดี๋ยวฝนตกหนัก น้ำท่วม เดี๋ยวน้ำแล้ง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เกิดผลกระทบต่อมนุษย์ทุกคน

“โครงการลดโลกร้อนที่โรงเรียนหนูทำมีหลักๆ อยู่ 5 เรื่องคือ การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการขยะ และการเดินทาง โดยสมาชิกทีมหนูจะอยู่ชมรม The Memo Family ของโรงเรียน ซึ่งชมรมนี้จะมีนักเรียน ม.ปลาย มาช่วยอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนอยู่แล้ว อย่างการใช้ไฟฟ้า โรงเรียนของเราก็จะเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอด
แอลอีดีทั้งหมดเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า จัดการอบรมให้ความรู้เรื่องพลังงาน รณรงค์เปิด-ปิดไฟฟ้าในห้องเรียน ในสำนักงาน ในชุมชน และกำหนดเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศให้เป็นเวลา เป็นต้น

ออม-อลงกรณ์ อิริยา

 

ส่วนการจัดการน้ำก็มีการสำรวจก๊อกและท่อน้ำที่รั่วไหลหรือชำรุด ติดตั้งแอเรเตอร์ชะลอการไหลของน้ำ จัดทำคลองบำบัดน้ำเสียและสร้างเขื่อนริมคลองเพื่อกักน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดเพื่อนำมารดต้นไม้ พืชผัก และสวนของโรงเรียน รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกป่าเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2,000 ต้น และปลูกป่าเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 250 ต้น พร้อมทั้งสำรวจไม้ยืนต้นที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และทำป้ายชื่อให้ต้นไม้ 373 ต้น

สำหรับการจัดการขยะก็มีการอบรมให้ความรู้เรื่องขยะ มีการคัดแยกขยะรีไซเคิล จัดการกับขยะอินทรีย์ ลดการใช้กระดาษ พลาสติก และประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ สุดท้ายเรื่องการเดินทาง มีการรณรงค์ให้นักเรียนที่บ้านใกล้โรงเรียนปั่นจักรยานไป-กลับ มีการใช้รถรับส่งนักเรียนในเส้นทางเดียวกันเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง และการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันเก่าของร้านค้าในโรงอาหารและจากบ้านครู นักเรียน และชุมชน เพื่อนำไปใช้กับรถบรรทุกและรถขนของในโรงเรียน”

โมจังบอกว่า การได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากได้ประสบการณ์ที่ดีแล้ว ยังได้ความรู้เพิ่มจากตอนที่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจโครงการด้วย แล้วยังมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยแบ็กอัพให้ด้วย

“ปกติโรงเรียนของเราทำโครงการนี้มา 4-5 ปีแล้วค่ะ พอทราบข่าวการประกวดของโตโยต้า เราก็ส่งโครงการนี้เข้าประกวดจนเข้ารอบมาเรื่อยๆ และได้รางวัลที่ 1 สำหรับการชักชวนเพื่อนๆ ให้มาร่วมโครงการ หนูจะใช้ความสนุกสนานเป็นตัวดึงดูดให้เพื่อนๆ สนใจ ส่วนในแง่ของชุมชนก็จะชักชวนคนทั่วไปผ่านสโมสรฟุตบอลของโรงเรียนซึ่งมีประชาชนเข้ามาเล่นด้วย ในอนาคตถ้าเรียนจบไป หนูคิดว่าก็ยังคงต้องติดต่อกับโรงเรียนเพื่อช่วยให้คำแนะนำรุ่นน้องที่เข้ามาร่วมโครงการแน่นอน นอกจากได้ความภูมิใจแล้ว ยังได้ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยค่ะ”

 

ด้าน ออม-อลงกรณ์ อิริยา นักเรียนชายชั้น ม.6 จากโรงเรียนดาราวิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำ “โครงการร่วมใจ ลดเมืองร้อนด้วยมือเรา” จนคว้ารางวัลที่ 3 ประเภทโรงเรียน บอกว่า เขาทำโครงการนี้เป็นครั้งแรกซึ่งต่อยอดมาจากโครงการเดิมของโรงเรียนคือ “ห้องเรียนสีเขียวช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า” ซึ่งเขาเข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่เข้าเรียน ม.1

“สำหรับโครงการร่วมใจ ลดเมืองร้อนด้วยมือเรา ซึ่งเป็นโครงการใหม่ของโรงเรียนที่ส่งเข้าประกวดครั้งนี้ มีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้กับคณะผู้บริหาร ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ และผู้ค้าในโรงเรียน โดยมีวิทยากรจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มาให้ความรู้ รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมการประกวดบิลค่าไฟฟ้า “ประหยัดไฟ กำไรสองต่อ” เพื่อติดตามผลการใช้พลังงานของผู้เข้าอบรมว่าสามารถนำความรู้ไปใช้ในครัวเรือนได้หรือไม่ โดยมอบรางวัลให้กับคนที่สามารถลดค่าไฟฟ้าในบิลได้น้อยที่สุดในเวลา 3 เดือน

ส่วนการจัดการด้านขยะก็มีการจัดกิจกรรมขยะสานฝัน โดยนำรายได้จากการขายขวดน้ำพลาสติกในโรงเรียนมาสมทบเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขัดสน กิจกรรมขวดน้ำแลกความรู้ โดยนำขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้วไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อหนังสือพิมพ์วางไว้บริการแก่ครูและนักเรียน รวมทั้งกิจกรรมทำปุ๋ยอินทรีย์จากใบไม้บริเวณโรงเรียน และกิจกรรมกระดาษหน้าที่ 3 ตั้งจุดรับบริจาคกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้า โดยนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดในเชียงใหม่เพื่อทำสื่อการเรียนการสอนแก่ผู้พิการทางสายตา นอกจากนี้ยังมีการเดินทางโดยใช้จักรยานเพื่อประหยัดพลังงานแบบยั่งยืน เดินทางแบบคาร์พูลมารถคันเดียวกัน และปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยครับ”

ออมทิ้งท้ายว่า การได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ นอกจากได้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแล้ว ยังได้ช่วยลดโลกร้อนในการใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรต่างๆ แล้วนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่แบบยั่งยืนด้วย ซึ่งสิ่งที่เขาหวังคืออยากเห็นการปลุกจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานให้กับเด็กๆ ตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน เมื่อเด็กๆ ได้รับการปลุกจิตสำนึกที่ดีแล้วก็จะถูกถ่ายทอดไปสู่ผู้ปกครองและคนในชุมชนต่อไป

 

ส่งเสริมการลดโลกร้อนในชุมชนแบบยั่งยืน

นอกจากโครงการลดโลกร้อนในระดับโรงเรียนแล้ว ยังมีโครงการในระดับชุมชนด้วย สมชัย กอชัยศิริกุล นายกเทศมนตรีตำบลโนนดินแดง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ผู้นำ “โครงการสังคมหนองสะแกกวนแบบพอดี สู่ชีวีคาร์บอนต่ำ” โดยชุมชนบ้านหนองสะแกกวนและเทศบาลตำบลโนนดินแดง ซึ่งได้รางวัลที่ 1 ประเภทชุมชน เผยว่า

ได้ทราบถึงปัญหาของชุมชนเทศบาลโนนดินแดงในเรื่องการจัดการกับขยะ การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือย จำนวนไม้ยืนต้นในพื้นที่ชุมชนยังมีน้อย และประชาชนยังรักความสะดวกสบายในการเดินทางโดยไม่คำนึงถึงเรื่องการประหยัดเชื้อเพลิง ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งสร้างมลพิษในอากาศและทำให้โลกร้อนขึ้น จึงร่วมผลักดันโครงการนี้ขึ้นมา

“เดิมทีแล้วชุมชนเราเคยมีปัญหาเรื่องพื้นที่ในการทิ้งขยะกันอยู่แล้ว ทางเทศบาลจึงต้องรณรงค์และชักชวนให้คนในชุมชนมีการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง โดยเริ่มจากชุมชนต้นแบบใน 3 หมู่บ้านก่อน แล้วชุมชนบ้านหนองสะแกกวนให้ความร่วมมือดีที่สุด ทางเทศบาลก็เลยส่งโครงการคัดแยกขยะของหมู่บ้านนี้เข้าประกวดในโปรเจกต์ซีโร่เวฟ ของกรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม จนได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในระดับประเทศมา

เมื่อทราบว่าโตโยต้าประกาศรับสมัครประกวด ‘โครงการลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’ จึงส่งชุมชนบ้านหนองสะแกกวนเข้าประกวด ซึ่งชุมชนมีวิธีลดโลกร้อนด้วยการคัดแยกขยะ โดยแบ่งเป็นขยะอินทรีย์ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย พร้อมส่งเสริมให้ครัวเรือนในชุมชนนำเศษอาหารไปเลี้ยงสัตว์และทำน้ำหมักชีวภาพ นำเศษผักผลไม้ไปเลี้ยงไส้เดือน นำขยะที่รีไซเคิลได้ไปขายให้ธนาคารขยะเพิ่มทรัพย์ ซึ่งดำเนินการโดยคนในชุมชน และนำขยะบางส่วนไปทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ สำหรับขยะอันตรายจะเก็บไว้ในที่เหมาะสมเพื่อรอการกำจัดอย่างถูกวิธี ส่วนขยะทั่วไปได้ตกลงกันว่าจะไม่มีการตั้งถังขยะไว้หน้าบ้านหรือบริเวณต่างๆ ในชุมชน ส่งผลให้ประชาชนและคนที่ผ่านไป-ผ่านมาต้องเก็บขยะของตนกลับบ้านไปด้วย”

สมชัยเสริมว่า นอกจากจัดการกับขยะแล้ว ยังมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยการปลูกป่านิเวศอย่างยั่งยืน ปลูกพืชผักสวนครัวและสมุนไพร ลดการใช้ไฟฟ้าโดยมีข้อตกลงกันว่า “เปิดเมื่อจำเป็น ปิดเมื่อไม่ใช้ ไปไหนต้องถอดปลั๊ก” และส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนเปลี่ยนมาใช้แอลอีดีหลอดตะเกียบเพื่อประหยัดไฟ รวมทั้งอนุรักษ์น้ำด้วยข้อตกลงที่ว่า “ต้องปิดก๊อกน้ำให้สนิทและเปิดใช้เท่าที่จำเป็น” ตรวจสอบระบบประปาเพื่อจัดการกับรอยแตกรอยรั่วของท่อและก๊อกน้ำ นำน้ำที่ใช้แล้วไปใช้ประโยชน์ต่อ ขุดลอกคูคลองและสร้างฝายกักเก็บน้ำชุมชนเพื่อนำมาใช้ในศูนย์การเรียนรู้สาธิตเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

“การที่เราเข้าประกวดกับโครงการของโตโยต้าแล้วได้รางวัลที่ 1 นับเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของทุกคนในชุมชน แต่เหนือสิ่งอื่นใดเราจะทำโครงการนี้ให้ยั่งยืนต่อไป โดยเฉพาะการปลูกป่านิเวศซึ่งจะมีการปลูกต้นไม้ให้ถี่ขึ้นเหมือนป่าธรรมชาติ ซึ่งต้นไม้จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แบบยั่งยืน ตอนนี้เราปลูกไป 3,000 กว่าต้นบนพื้นที่ 5-6 ไร่ และจะปลูกเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งสานโครงการต่อไปในอนาคตแน่นอน

ผมก็อยากจะเชิญชวนให้ชุมชนในท้องถิ่นอื่นๆ รวมถึงคนรุ่นต่อไปหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ผมว่าภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ล้วนได้รับผลกระทบทั้งนั้น ถ้าคนเราขาดจิตสำนึกในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่วันนี้ ก็มีโอกาสที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคตของเราจะลำบากมากกว่านี้ ผมจึงอยากให้ทุกคนตระหนักและร่วมกันช่วยลดโลกร้อนนับตั้งแต่วันนี้เลยครับ”

 

สำรวจการอ่าน คนไทยยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 10:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/427084

สำรวจการอ่าน คนไทยยุคดิจิทัล

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์, ทีเค ปาร์ค

หลังจากที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบสถิติการอ่านของคนไทย จากการแถลงข่าวนำเสนอผลสำรวจการอ่านของประชากรคนไทย พ.ศ. 2558 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเค ปาร์ค) รู้สึกยินดีที่คนไทยให้ความสำคัญกับการอ่านมากขึ้น โดยมีเวลาการอ่านเฉลี่ย 66 นาที/วัน เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2556 ที่อ่านเพียง 37 นาที/วัน

นายกรัฐมนตรีของไทยปลื้มปริ่มกับการแถลงตัวเลขสำรวจการอ่านครั้งนี้มาก เนื่องจากแนวโน้มการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคนไทยอ่านหนังสือมากขึ้นเป็น 77.7% หรือประมาณ 48 ล้านคน อ่านมากขึ้นเป็น 66 นาที/วัน คนไทยนิยมการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ถึงกว่า 50% แต่ 96% บอกว่ายังชอบจับหนังสือเป็นเล่ม และสุดท้ายไม่มีวิธีรณรงค์ส่งเสริมการอ่านดีที่สุดเท่ากับรณรงค์ผ่านครอบครัว

แม้ผลการสำรวจการอ่านของคนไทยในยุคดิจิทัลมีการอ่านที่มากขึ้นอย่างน่าชื่นใจ มาดูตัวเลขและความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ถึงสถิติการอ่านครั้งนี้กัน

 

สถิติการอ่านของคนไทยปี 2558

สำหรับสถิติการอ่านของประชากรไทย จัดทำขึ้นโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติทุกรอบ 2 ปี โดยปี 2558 ได้ขยายคำนิยามการอ่าน ให้รวมการอ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์/เอสเอ็มเอส/อีเมลด้วย และทำการสำรวจจากประชากรตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2558 ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญได้ดังนี้ คือ

ในการอ่านของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เด็กเล็กที่อ่านมีประมาณ 2.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 60.2 โดยเด็กผู้หญิงมีอัตราการอ่านสูงกว่าเด็กผู้ชายเล็กน้อย คือ ร้อยละ 60.9 และร้อยละ 59.5 และมีความแตกต่างกันระหว่างเขตการปกครองและภาค โดยในเขตเทศบาลมีอัตราการอ่านสูงกว่านอกเขตเทศบาล คือ ร้อยละ 63.9 และ 57.4 ตามลำดับ ส่วนเด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร มีอัตราการอ่านสูงสุด คือ ร้อยละ 73.8 ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กเล็กมีอัตราการอ่านต่ำสุด คือ ร้อยละ 55.9

ในส่วนการอ่านของประชากรอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป พบว่า มีอัตราการอ่านร้อยละ 77.7 ผู้ชายมีอัตราการอ่านสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย คือ ร้อยละ 78.9 และ 76.5 ตามลำดับ โดยวัยเด็กและวัยเยาวชนมีอัตราการอ่านสูงใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 90.7 และ 89.6 รองลงมาคือ กลุ่มวัยทำงาน คือ ร้อยละ 79.1 และต่ำสุดคือกลุ่มวัยสูงอายุ คือ ร้อยละ 52.8

ด้านประเภทของหนังสือที่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นประเภทของหนังสือที่มีผู้อ่านสูงสุด คือ ร้อยละ 67.3 รองลงมาคือ ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์/เอสเอ็มเอส/อีเมล คือ ร้อยละ 51.6 ซึ่งเนื้อหาสาระที่ผู้อ่านชอบอ่านมากที่สุด คือ ข่าว สารคดี และความรู้ทั่วไป อยู่ที่ร้อยละ 48.5 เท่ากัน โดยเวลาเฉลี่ยที่ใช้อ่านเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 6 นาที/วัน หรือ 66 นาที โดยกลุ่มเยาวชนใช้เวลาอ่านมากที่สุด เฉลี่ย 1 ชั่วโมง 34 นาที/วัน หรือ 94 นาที กลุ่มวัยเด็กและวัยทำงานใช้เวลาอ่านเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 1 ชั่วโมงเล็กน้อย ส่วนวัยสูงอายุใช้เวลาอ่านน้อยที่สุดเฉลี่ย 44 นาที/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่า ทุกวัยใช้เวลาอ่านเพิ่มขึ้น เนื่องจากปี 2558 ได้เพิ่มการอ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์/เอสเอ็มเอส/อีเมลด้วย  โดยกลุ่มวัยเยาวชนใช้เวลาอ่านเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 44 นาที/วัน

และท้ายสุดข้อมูลสถิติยังกล่าวถึงนโยบายการสนับสนุนการอ่านว่า วิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่านที่ดีที่สุดคือ ปลูกฝังให้รักการอ่านผ่านพ่อ แม่ และครอบครัว, ให้สถานศึกษามีการรณรงค์ส่งเสริมการอ่าน, รูปเล่มและเนื้อหาน่าสนใจ หรือใช้ภาษาง่ายๆ ส่งเสริมให้มีห้องสมุด ห้องสมุดเคลื่อนที่ มุมอ่านหนังสือในชุมชน หรือพื้นที่สาธารณะ และทำให้หนังสือสามารถหาซื้อหรือเข้าถึงได้ง่าย

โดยข้อมูลดังกล่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้และเป็นเครื่องมือหาแนวทางเพื่อส่งเสริมการอ่าน ความรู้และความเข้าใจของประชากร เพื่อสนับสนุนแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างยุทธศาสตร์ เป้าหมายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาตามความเป็นจริง

 

เบื้องหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2552 ให้มีการส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และวันที่ 2 เม.ย.ของทุกปี เป็นวันรักการอ่าน ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกำหนดให้ตั้งแต่ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ อีกทั้งมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2556 กรุงเทพมหานครได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลก โดยองค์การยูเนสโก ซึ่งในปีนั้นเราจะสังเกตได้ว่ากรุงเทพมหานครมีโครงการมากมายที่จะรณรงค์ส่งเสริมการอ่าน ปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่าทำให้การสำรวจการอ่านของประชากรไทยครั้งที่แล้วมีตัวเลขสูง

“เวลาที่จะมาเปรียบเทียบกับปี 2558 ที่ไม่มีการรณรงค์การอ่านมากเหมือนครั้งนั้น ผลอาจจะตกลงมา แต่ความเป็นจริงก็สะท้อนให้เห็นว่าการที่คนรณรงค์แล้วทำให้คนมีจิตสำนึกในเรื่องของการรักการอ่านแต่ไม่ได้ยั่งยืน เพราะการรณรงค์นั้นไม่ได้ต่อเนื่องจนสร้างนิสัยรักการอ่าน ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักถึงผลของการสำรวจที่สะท้อนภาพอย่างนี้ออกมา”

ปัทมา ขยายความว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจการอ่านของประชากรเพื่อต้องการให้ประเทศมีข้อมูลพื้นฐานเรื่องของการอ่าน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่านเพิ่มมากขึ้น สำนักงานสิถิติแห่งชาติได้สำรวจการอ่านมาแล้วถึง 6 ครั้ง

“ล่าสุดในปี 2558 โดยสำรวจทุก 2 หรือ 3 ปี ครั้งแรกในปี 2546 มีความเข้มงวดของระเบียบวิธีทางด้านสถิติ นิยามของการอ่านคือการอ่านหนังสือทุกประเภทที่อยู่ในรูปเล่มเอกสาร รวมทั้งสื่อที่ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งที่ผ่านการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งปีหลังๆ การอ่านตรงนี้เรามองแค่การอ่านนอกเวลาเรียนของเด็ก นอกเวลาทำงานของพ่อแม่ หรือการอ่านที่นอกเวลาการทำภารกิจปกติ ในปี 2558 เราเพิ่มในส่วนของการอ่านสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เอสเอ็มเอส หรืออีเมล แต่ถ้าเป็นการอ่านโต้ตอบสนทนาหรือติดต่อสื่อสารในหน้าที่การอ่านก็ไม่นับเป็นการอ่านเพราะถือว่าเป็นภารกิจที่เขาต้องทำเป็นประจำ”

ปัทมา บอกว่า ถ้ามีการรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศรักการอ่าน ส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมในการอ่านก็จะมีผลดี โดยเฉพาะเด็กกลุ่มปฐมวัย จะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องยุทธศาสตร์เด็กปฐมวัย

“เด็กที่ถูกปลูกฝังรักการอ่านจะรักการอ่านตลอดไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เยาวชนของชาติก็จะมีความรู้ มีทักษะการดำเนินชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้นหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนควรรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยรักการอ่าน”

 

มุมมองนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ

“การบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละ 8 นาที ปีละ 8 บรรทัด ควรเลิกพูดกันได้แล้ว เพราะว่าเป็นข้อมูลที่ทำลายประเทศชาติ ทำให้คนในชาติเกิดความอับอาย เป็นไปไม่ได้ที่คนในประเทศไหนจะอ่านหนังสือกันแค่ปีละ 8 บรรทัด ซึ่งเป็นการพูดคุยเสียดสีกันจนกลายเป็นเหมือนว่าเรื่องจริง” จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ขึ้นต้นแสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง ก่อนกล่าวต่อว่า

“ผมว่าข้อมูลสำรวจตรงนี้ถือว่ามีมุมที่เป็นบวกที่สุดสำหรับประเทศไทยแล้ว ณ เวลานี้ พอมีแบบสำรวจตรงนี้ออกมา ในฐานะของคนทำหนังสือก็ดีใจว่าอนาคตวงการหนังสืออยู่ได้แน่ เพราะขึ้นอยู่กับคนอ่าน การอ่านหนังสือ การอ่านออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย เป็นแค่เครื่องมือในการอ่าน วันหนึ่งคนก็จะอ่านหนังสือเอง ขอให้เขาเริ่มต้นอ่านก่อน มีคนหลายคนบอกว่าโซเชียลมีเดียเป็นอุปสรรคของการอ่านหนังสือไหม ไม่ใช่ครับ มองโลกให้ดี โซเชียลมีเดียเป็นตัวช่วยให้คนอ่านหนังสือ เด็กสามารถอ่านสั้นๆ ได้ พออ่านเรื่อยๆ พฤติกรรมการอ่านของคนก็จะต้องการมีสาระเองไปโดยธรรมชาติ”

จรัญ ให้รายละเอียดเชิงลึกว่า ตลาดหนังสือเมืองไทยในรอบ 2-3 ปีหลังมา เศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ก็ได้รับผลกระทบบ้าง

“หนังสือที่มีภาพประกอบเยอะๆ อย่างอินโฟกราฟฟิก หนังสือที่อ่านง่ายๆ จะขายดี เพราะสิ่งเหล่านี้เปิดโลกให้คนอ่านรู้ อ่านแล้วเข้าใจง่าย เมื่อต้องการจะรู้จริงเขาก็ไปหาใหม่ เพราะสังคมยุคนี้ต้องการทุกสิ่งที่รวดเร็ว สถานที่ซึ่งทำให้เด็กไม่อยากอ่านหนังสือเลยคือโรงเรียน เพราะระบบการเรียนการสอนบังคับเขาให้อ่าน มนุษย์เป็นพวกที่มีเสรีภาพ การปรับปรุงการสอนของครูในโรงเรียนต้องนำอินโฟกราฟฟิกไปสอนเด็ก การบังคับให้อ่านและการไม่มีเสรีภาพในการอ่านถือว่าเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมการอ่านของประเทศ”

 

อนาคตของการส่งเสริมการอ่าน

สำหรับการสำรวจการอ่านของประชากรไทยครั้งนี้ จุดสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจมากที่สุด คือการอ่านของเด็กช่วงวัยปฐมวัย ซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ไปเจรจากับสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยการนำงานวิจัยและเอาข้อมูลทางการแพทย์ไปให้ ทำให้เขายอมที่จะสำรวจและแยกการอ่านของเด็กเล็กออกมา

“มีเหตุผล 2-3 ข้อที่อยากให้สำรวจการอ่านของเด็กเล็ก ช่วงเด็กเล็ก 0-6 ปี เป็นช่วงที่สมองมนุษย์เจริญเติบโตสูงสุดถึง 80% ถ้าสมมติว่าเราเอาเรื่องของการอ่านที่มีความละเมียดละไมโดยไม่บังคับ มีความรื่นรมย์นำหน้า จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมในเรื่องของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กเล็ก สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการนำเรื่องหนังสือและการอ่านใส่ลงไปในเรื่องของเด็กเล็ก เพราะจะมีพัฒนาการในด้านทักษะทางภาษา ทั้งงานวิจัยในต่างประเทศหรือแม้กระทั่งในโครงการบุ๊ก สตาร์ท ประเทศไทย ที่เก็บข้อมูลสำรวจก็พบว่าช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่สำคัญมากที่สุด รวมถึงเรื่องพัฒนาทักษะทางด้านสมองหรือ ซึ่งตรงนี้จะสามารถปลูกฝังได้ง่ายที่สุด แล้วก็รวดเร็วมากที่สุดก็คือช่วง 3-5 ปี ถือว่าเป็นช่วงเวลาทองแท้ๆ ของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์”

สุดใจมีความปรารถนาที่อยากให้ข้อมูลเรื่องประโยชน์การส่งเสริมการอ่านให้เด็กปฐมวัยกระจายไปทั่วประเทศ ถ้าจะพัฒนาศักยภาพมนุษย์ต้องเริ่มกันตั้งแต่ปฐมวัย เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายที่สุดและราคาถูกที่สุด และคืนต้นทุนให้กับประเทศเรา 7-12 เท่า นั่นคือการพัฒนาเด็กปฐมวัย

“มีลูกมีหลานอายุ 6-7 เดือน ก็อ่านหนังสือให้ลูกฟังได้แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วอ่านลึกลงไปตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ ถ้าหนังสือเล่มนั้นเป็นจังหวะดนตรีหรือเป็นจังหวะคล้องจอง จริงๆ เป็นบันทึกข้อตกลงที่ประเทศไทยทำกับยูนิเซฟ เพราะว่าเด็กปฐมวัยหรือเด็กเล็ก ครอบครัวหนึ่งต้องมีหนังสือเด็กในครอบครัวอย่างน้อย 3 เล่ม มีความสำคัญอย่างนี้คือหนังสือมีปัจจัยของสิ่งแวดล้อม การที่ในบ้านเด็กมีหนังสือ มีการเก็บข้อมูล พบว่า 80% เด็กจะมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน รักการอ่าน แล้วก็ได้รับการพัฒนาอย่างครบถ้วน พอมีหนังสือก็จะมีกระบวนการของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในบ้านตามมา”

ทฤษฎีหน้าต่างแห่งโอกาส ก็คือจังหวะอันเหมาะสมในการพัฒนาสมองของมนุษย์ ซึ่งสุดใจชี้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ โดยเฉพาะการสร้างความรักความผูกพัน

“แล้วตัวหนังสือก็เป็นทั้งกลไก เครื่องมือ กระบวนการที่สามารถทำให้เกิดความรักความผูกพันในเด็ก เพราะพ่อแม่ต้องอ่านให้ฟัง การอ่านและสัมผัสเด็กสามารถสร้างกลไกเรื่องความรักความผูกพันขึ้นมา แล้วจะติดตรึงเป็นหมุดตอกความรักในเด็ก เด็กที่เติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความรักความอบอุ่นเท่านั้นถึงจะรักในมนุษย์เป็น 0-2 ปี หนังสือเด็กต้องเป็นลักษณะของหนังสือภาพ พอ 3 ขวบขึ้นไป ก็เริ่มมีนิทาน เลยขึ้นไปนิดก็เป็นนิทานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ การที่เด็กได้รู้จักถอดรหัสทั้งรหัสภาพและรหัสคำ”

สุดใจ ย้ำว่า ถ้าพ่อแม่หรือผู้ปกครองสามารถบ่มเพาะปลูกฝังการอ่านไปได้เรื่อยๆ ก่อน 6 ขวบ เด็กจะถอดรหัสและอ่านหนังสือออกได้อย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับ ซึ่งจะทำให้เด็กแนบเนียนไปกับคำสอน หนังสือเด็กเหมือนวรรณกรรมชั้นดีที่อยู่ใกล้ตัว เด็กจะเสพหนังสือด้วยความอิ่มเอมอย่างรื่นรมย์ และมีความลึกซึ้งในเรื่องของสุนทรียะ

“การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง พอ 6-7 เดือน ก็เริ่มได้แล้ว แต่บางทีพ่อแม่หลายคนพอลูกเข้าอนุบาลก็หยุดอ่านให้ลูกฟัง ซึ่งจะเสียดายมากเลย ต้องอ่านไปถึงประถมเลยด้วยซ้ำ เพื่อให้เด็กมีรากฐานที่แข็งแรง เด็กจะรักการอ่านโดยอัตโนมัติ ก็จะมีการอ่านเป็นงานอดิเรกหรือไม่ก็เข้าสู่นิสัยและพฤติกรรมการอ่าน เพราะฉะนั้นอย่าหยุดการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง”

 

ภูริต ภิรมย์ภักดี สนามแข่งมีแรงดึงดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/427000

ภูริต ภิรมย์ภักดี สนามแข่งมีแรงดึงดูด

โดย…

เต้-ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจนันแอลกอฮอล์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง เล่าว่า เขาชอบกีฬาแข่งรถมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเคยเป็นนักแข่งรถ รวมทั้งมีทีมแข่งรถ สิงห์ มอเตอร์ สปอร์ต เขาจึงได้รับการปลูกฝังให้รักกีฬาแข่งรถและชอบความเร็วมาตั้งแต่นั้น

“ด้วยความที่คุณพ่อผมเคยเป็นนักแข่งรถและมีทีมแข่งรถมาก่อน จึงมีนักแข่งดังๆ ในยุคนั้นที่ผมกับน้องชาย (ต๊อด ปิติ) ได้คลุกคลีกันมา พวกเขาจึงสอนให้เรารู้จักการแข่งรถที่แท้จริงตั้งแต่ตอนนั้น จำได้ว่าผมเริ่มต้นลงสนามแข่งรถตอนอายุ 17 ปี ด้วยการแข่งมอเตอร์ครอสแรลลี่สนามดินเป็นครั้งแรก แล้วจึงขยับมาแข่งรถคอนเซ็ปต์คาร์ซึ่งคล้ายกับฟอร์มูลา 3 หลังจากแข่งได้ 2-3 ปีผมก็ได้ตำแหน่งแชมป์คอนเซ็ปต์คาร์ จากนั้นก็มาแข่งรถฮอนด้ารุ่นซีวิค วันเดอร์กริช 1 ปี ตามด้วยซูเปอร์คาร์ ไทยแลนด์ อีก 3 ปี ซึ่งทุกช่วงที่ผมแข่งมักจะได้รางวัล ที่ 1 หรือที่ 2 ติดมือมาด้วยเสมอ”

เต้บอกว่า พอแข่งรถในนามของทีมสิงห์ฯ ได้ 5-6 ปีก็รู้สึกว่าไม่ค่อยท้าทายและอยากไปทำอย่างอื่นบ้าง เขาจึงหยุดแข่งรถไปพักใหญ่ และไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักคือตั้งวงดนตรี “กรุงเทพมาราธอน” และออกอัลบั้มกับค่ายเพลงแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานอย่างจริงจังที่บริษัทของครอบครัว แต่ในระหว่างนั้นเขาก็เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม เช่น สโนว์บอร์ด และอื่นๆ อยู่ตลอด เรียกว่าเป็นสปอร์ตแมนที่รักกีฬาก็ว่าได้

 

“หลังจากได้ทำหลายอย่างที่อยากทำและบริหารงานจนอยู่ตัวแล้ว ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีเวลามากขึ้น แล้วบังเอิญผมได้ไปดูการแข่งรถในสนามอีกครั้ง ญาติผมก็แข่ง น้องผมก็แข่ง ก็เลยรู้สึกฮึกเหิมและอยากกลับมาแข่งรถในสนามแข่งอีกครั้ง (หัวเราะ)

ตอนนี้ผมกลับมาแข่งรถประเภทดีทีเอ็ม ซึ่งรายการที่แข่งไปก็คือ ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์’ ซึ่งสนามแข่งอยู่ที่บุรีรัมย์ รวมทั้งที่พัทยาและบางแสนด้วย หลังจากกลับมาแข่งรถในสนามเมืองไทยอีกครั้ง ผมก็ค่อยๆ ไต่อันดับจากที่ 10 มาเป็นที่ 7 ที่ 3 และที่ 1 ผมจึงคิดว่าอยากหาความท้าทายในการไปลงสนามแข่งที่ต่างประเทศบ้าง ซึ่งในเอเชียนอกเหนือจากไทยก็มีสนามแข่งรถที่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และมาเลเซีย ล่าสุดผมได้ส่งรถที่จะใช้ลงแข่งในสนามจริงในวันที่ 13-14 พ.ค. 2559 ไปไว้ที่สนามแข่งในเกาหลีเรียบร้อยแล้วครับ”

เต้บอกว่า หลังจากหยุดไปนาน พอกลับมาแข่งรถอีกครั้งก็ต้องปรับตัวและต้องฝึกซ้อมในสนามเยอะขึ้น แม้ใจเขาจะเต็มร้อย แต่ความสำคัญอยู่ที่ฝีมือต้องนิ่ง ต้องขับได้ดี เพราะถ้าฝีมือไม่ชัวร์แล้วลงแข่งก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและเกิดอันตรายกับคู่แข่งรายอื่นๆ ได้

“คือผมเป็นคนใจเร็วไง กลัวว่าหากทำพลาดไปจะเกิดผลกระทบกับคนอื่

นได้ ผมจึงค่อยๆ กลับมาลงแข่งและฝึกฝีมือจนไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างที่บอก แต่สำหรับสนามแข่งที่เกาหลีซึ่งก็คือรายการ GT Asia นี้ ถือเป็นการแข่งในสนามนอกประเทศครั้งแรกของผมและเพื่อนร่วมทีม แบงค์-กันตศักดิ์ กุสิริ นักแข่งหนุ่มจาก ‘ทีมสิงห์ แพลน บี มอเตอร์ สปอร์ต’ ซึ่งรับหน้าที่โปรเฟสชันแนล ไดรเวอร์ และตัวผมรับหน้าที่ เจนเทิลแมน ไดรเวอร์

แน่นอนว่าการแข่งในครั้งนี้พวกเราก็คาดหวังว่าจะได้รางวัลติดไม้ติดมือกลับมา แต่ด้วยความไม่ชินสนาม แถมผู้จัดการแข่งขันให้เวลาซ้อมแค่ 2 วันก่อนแข่งเท่านั้น ก็คงต้องลุ้นกันหน่อยครับ แต่ยังไงพวกเราก็จะพยายามอย่างเต็มที่และทำให้ดีที่สุด”

 

พันต่อ ศรีไตรรัตน์ ฉากแอ็กชั่น LA ที่ไม่ได้อยู่ในหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 09:23 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426996

พันต่อ ศรีไตรรัตน์ ฉากแอ็กชั่น LA ที่ไม่ได้อยู่ในหนัง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์ / พันต่อ ศรีไตรรัตน์

ในมุมหนึ่งของเมืองลอสแองเจลิส (Los Angeles) ที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมการบันเทิง และแสนวุ่นวาย เวลาราวเที่ยงคืนของกลางดึกคืนหนึ่ง นายตำรวจพันต่อ ศรีไตรรัตน์ เจ้าของป้าย LAPD (Los Angeles Police Department) รหัส  40405 และเจ้าของฉายา S-12 นั่งหลังพวงมาลัยรถตำรวจที่เปิดสัญญาณฉุกเฉินนำรถอีกสองคันกำลังมุ่งหน้าสู่นอกเมือง จุดหมายคือการจับกุมคนร้ายตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย ในสถานการณ์ที่ทำงานล่วงเวลาเกิน 12 ชั่วโมง กับตำรวจ 6 นาย ขณะที่รถตำรวจกำลังแล่นผ่านสถานีตำรวจ แต่ขณะนั้นเองเสียงวิทยุในรถคันแรกก็ดังขึ้นว่า “Office need help” เพราะเกิดเหตุมีคนพกปืนขึ้นไปบนโรงพักแล้วกราดยิงตำรวจ

“ผมกับเพื่อนๆ ในทีม ซึ่งมี 6 คน ตัดสินใจเลี้ยวรถกลับมาดูที่สถานีตำรวจ คำว่า Officer Down ตอนนั้นคล้ายว่าเพื่อนเรากำลังจะตาย ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าคนร้ายมีกี่คน มายังไง มีปืนอะไรอยู่ในมือ ก็เลยตัดสินใจว่าพวกเรามีกัน 6 คน จะต้องต่อสู้กับเขา ไม่ว่าเขาจะมา 4 คน 10 คน หรือ 15 คน ก็ต้องสู้กับเขาให้ได้”

 

หนุ่มหน้าตาคมเข้มเลือดไทยแท้ตรงหน้า ที่ไปเรียนและใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกากว่า 20 ปี เล่าประสบการณ์ระทึกในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ LA ด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน แววตามุ่งมั่นของเขาบวกกับท่าทางมั่นใจ ด้วยเวลา 6 ปีของงานที่ได้ดูแลชาว LA เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปต้องเป็นฉากที่หวาดเสียวไม่แพ้ในหนังแอ็กชั่นเรื่องไหน “เป็นความท้าทายครั้งแรกของผมที่ได้เป็นผู้นำของหน่วยพิเศษหน่วยนี้ เพราะปกติจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ตำแหน่งสูงกว่าผมต้องเป็นคนนำ แต่สถานการณ์ตอนนั้นผมออกคำสั่งและทุกคนเชื่อมั่นในตัวเราให้นำการปราบปราม จากนั้นผมก็หยิบปืนใหญ่นำทีมเดินไปด้านหลังของโรงพักซึ่งมืดมาก ผมเริ่มวางแผน ตอนนั้นภาพในหัวเกิดขึ้นเป็นฉากๆ พวกเราค่อยๆ ตามไปจนในที่สุดก็เจอรถของคนร้าย เริ่มการสำรวจรถก็เจอระเบิด พอเราเห็นระเบิดก็สันนิษฐานว่ามันอาจจะทำงานไว้ก่อน ก็เลยบอกทุกคนว่าอย่าจับรถ เพื่อนชะโงกดูอีกพบว่ามีปืนอยู่ในรถด้วย

“เราวางแผนเรียกหน่วยเก็บกู้ระเบิดมา จากนั้นหน้าที่ของพวกผม 6 คน คือค่อยๆ ล้อมวงเข้าไปเพื่อจับกุมคนร้าย พบว่าคนร้ายมาคนเดียว แต่เขายิงตำรวจในสถานีไป 5 นาย และเขาขัดขืนการจับกุม สุดท้ายก็ถูกวิสามัญ จากนั้นเราก็เคลียร์พื้นที่ ตรวจค้นระเบิดก็พบว่ามีระเบิดแต่ไม่ได้จุดชนวน” พันต่อ หรือ S-12 เล่าถึงการเป็นผู้นำการจู่โจมภายใต้ความกดดันครั้งแรกที่เขาแสนจะภูมิใจ

 

อันที่จริงเหตุการณ์ตลอด 6 ปี ของการทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีเหตุการณ์มากมายที่หนุ่มไทยคนนี้ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ แต่เขาบอกว่าไม่สามารถเล่าได้หมด หรือบางเหตุการณ์ก็อ่อนไหวเกินกว่าจะเล่าได้ สิ่งที่เราได้ยินจึงเป็นเรื่องที่พอจะเปิดเผยได้เท่านั้น

เล่าย้อนไปก่อนที่ใครต่อใครใน LA จะเรียกเขาว่า S-12 ชื่อเล่นของพันต่อคือ บอมบ์ (Bomb) ซึ่งไม่ใคร่จะมงคลสำหรับต่างชาติเท่าใดนัก อีกทั้งนามสกุลศรีไตรรัตน์ ซึ่งมีอักษรภาษาอังกฤษยาวถึง 12 ตัวอักษรก็อ่านยากสำหรับเพื่อนและหัวหน้างาน ดังนั้นพันต่อจึงมีรหัสลับของชื่อว่า S-12 คือนายตำรวจที่มีนามสกุล 12 ตัว และขึ้นต้นด้วยอักษร S “อันที่จริงผมเรียนจบการโรงแรมมา และมีความฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นความฝันเดียวกับคุณพ่อด้วย หลังจากทดลองทำงานโรงแรมกับพี่สาวแล้วรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ก็เลยกลับไปอเมริกา และสมัครตำรวจ ซึ่งการเป็นตำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คนที่จะเป็นตำรวจได้ต้องไม่เคยทำผิดกฎหมาย ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผมสอบเขียนเป็นรายงาน สอบสัมภาษณ์รอบแรกเสร็จก็เข้าเครื่องจับเท็จ ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ก็จะได้เข้าสัมภาษณ์รอบที่ 2 จากนั้นก็จะมีการสืบประวัติ เขาจะมีคนมาคุยกับคุณพ่อคุณแม่ คุยกับเพื่อนบ้าน คุยกับทุกคนที่รู้จักเรา แล้วก็จะตัดสินใจว่าจะรับเราเป็นตำรวจหรือไม่

 

จากวันที่ไปสอบสัมภาษณ์ผมเตรียมตัวนานกว่า 1 ปี ถึงจะได้เข้าเรียนในอะคาเดมีเป็นเวลา 6 เดือน เขาจะเรียกว่า Recruit ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องเคี่ยวให้การใช้อาวุธปืน การขับรถทักษะเดียวกับรถแข่ง แต่เราต้องขับในเมือง ควบคู่กับการเรียนกฎหมาย และการใช้แท็กติกกับผู้ร้ายแบบต่างๆ ก่อนจะเรียนจบมาทำงานเป็นตำรวจเต็มตัว พอเรียนเสร็จสอบเสร็จแล้วได้ป้าย LAPD นัมเบอร์ของเราคือ 40405 ตัวเลขของเรากำกับเราต้องจำไว้ตลอดชีวิต และเข้าไปวันแรกเขาจะเรียกเราว่า P1-Police Officer One ก็คือเป็นเด็กฝึกงาน”

วันแรกของการเป็นตำรวจใหม่ไม่ต่างจากการถูกพ่อพาไปโรงเรียนที่มีเพื่อนพูดแต่ภาษาอังกฤษ แต่เด็กชายชาวไทยอายุ 12 ปี ยังสื่อสารกับใครไม่ได้ เพราะวันแรกของการเป็นตำรวจของเขาก็เจองานยากเสียแล้ว หลายครั้งที่ชายหนุ่มพูดว่า “สิ่งที่เขาได้มาไม่เคยมีอะไรง่าย”

 

ธรรมเนียมของการเป็นนักเรียนตำรวจที่เพิ่งจบการศึกษาต้องโกนหัว วันแรกของการทำงานจึงหัวโล้น ใส่เสื้อแขนยาว ผูกเนกไท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้ร้ายเห็นก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือตำรวจใหม่ “วันแรกก็เจอของแข็งเลย จำได้ว่ามีโทรศัพท์เข้ามาตอน 9 โมงเช้า มีผู้หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกสองคน โทรมาแจ้งว่าลูกชายมีอาการทางประสาท เกิดภาพหลอนและกลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย ซึ่งมีปืนอยู่ในบ้านด้วย คนเป็นแม่โทรมาขอความช่วยเหลือ ครูบอกว่า เด็กใหม่! ปีนรั้วเข้าไปดูข้างในซิว่าเกิดอะไรขึ้น เอ๊า!! เราไม่เคยเป็นตำรวจมาก่อน ก็งงว่าปีนเข้าไปเลยเหรอ ครูบอกว่าใช่! ยูเป็นเด็กใหม่ไม่ใช่เหรอ ต้องปีนสิ ก็เลยปีนเข้าไปดูสถานการณ์

“จากนั้นผมก็ส่งสัญญาณให้คนอื่นตามเข้ามาในบ้าน พอทุกคนปีนตามมา ครูก็บอกว่าพูดกล่อมคนร้ายสิ เราก็พูดกับเขาเพราะเคยพูดกล่อมในลักษณะนี้มาบ้างตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยก็ทำงานช่วยเหลือผู้ถูกทารุณในครอบครัวมา 4 ปี ก็เลยมีทักษะการพูดจาโน้มน้าว เราพูดกับเขาดีๆ เราก็เล่นบทหลอนกับเขาไปด้วย เพราะเขาเข้าใจว่ามีคนจะทำร้ายเขา เราต้องไม่ทำให้เขารู้สึกว่าเรามาร้าย หลังจากนั้นเขาก็ยอมออกมามอบตัว ในตัวไม่มีอาวุธปืน พอเข้าไปในบ้านเท่านั้นแหละปืนเต็มบ้านเลย แต่เราต้องช่วยคุณแม่ซึ่งอยู่ในบ้านก่อน พอคุณแม่ออกมาก็ขอบคุณตำรวจ คืนนั้นเราทำงานล่วงเวลาไป 10 ชั่วโมง เพราะปืนเขาเยอะต้องทำงานเอกสารให้เรียบร้อย ภาพในหนังคนดูหนังจะเข้าใจว่าตำรวจมีหน้าที่ยิง ยิง ยิง แล้วก็กลับบ้าน แต่จริงๆ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

 

การเป็นตำรวจวันแรกก็เหมือนกับคุณเป็นคนทำข้าวผัดครั้งแรก ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำอาหารอร่อยในครั้งแรก แต่ถ้าคุณทำข้าวผัดทุกวันทั้งวันติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี ฝีมือของคุณก็ต้องเก่งขึ้น รสชาติก็ต้องดีขึ้น ตำรวจก็เช่นกัน การวิ่งไล่จับผู้ร้ายทั้งวันทุกวันมา 1 ปีเต็ม ก็ต้องรู้ว่าจะจับผู้ร้ายอย่างไร จะทำให้ผู้ร้ายยอมเข้าห้องขังแต่โดยดีอย่างไร พ้นจากเด็กฝึกงาน พันต่อก็ก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง P2 (Police Officer II) ซึ่งตอนนี้บอมบ์อยู่ในตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ได้ทำงานหลากหลาย ซึ่งเขาตั้งเป้าไว้ว่าจากนี้ 2 ปี จะไปเป็นครูฝึกในตำแหน่ง P3 (Police Officer III) จากนั้นก็จะเป็นตำแหน่งที่คอหนังแอ็กชั่นจำได้ดีคือยศจ่า นักสืบ แล้วแยกเป็น SWAT และหน่วยก่อการร้าย ตามความสนใจ “ถ้าคุมคนอาจจะต้องรอให้โตกว่านี้ ถ้าเป็นครูฝึกก็อยากจะสอน 1 ปี แล้วอยากเข้าไปในหน่วยที่ดูแลพื้นที่พิเศษ ก่อนเข้าไปเป็น SWAT หรือหน่วยก่อการร้าย เพราะเรามีโอกาสให้ไปเรียนเกี่ยวกับหน่วยก่อการร้าย ซึ่งคุณพ่อก็รู้เป้าหมายนี้ของเรา”

“เวลาทำงานที่ชอบก็จะทำเต็มที่โดยไม่สนว่าเงินจะได้เท่าไร ถ้ามันช่วยคนและทำให้เรารู้สึกดีก็ทำ ในปีแรกผมได้รับเชิญเข้าไปในหน่วย (Unit) ที่เป็นหน่วยพิเศษอยู่ในโรงพักของเรา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 300 คน ซึ่งหน่วยพิเศษนี้มีจำนวน 6 คน โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่ตระเวนในเมือง LA ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นร้ายแรง เช่น เกิดเหตุยิงกันหรือฆ่ากันแล้วหนี หน่วยนี้จะเป็นคนที่จะต้องไปจับเขาให้เร็วที่สุด ถ้าเราพบว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน ไกลแค่ไหนก็ต้องขับรถตามไปจับมาให้ได้ หรืออาจจะเป็นเคสที่ค่อนข้างจับกุมยาก หรือมีวีไอพีมาเขาก็จะมอบหมายให้หน่วยของผม ซึ่งมี 6 คนนี้ไปเป็นผู้คุ้มกันให้คนสำคัญ”

 

ตลอดเวลาที่หนุ่มมาดเนี้ยบคนนี้บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาทำงานได้อย่างภาคภูมิใจและเป็นที่รักก็คือเลือดคนไทยในตัวที่นอบน้อม รู้จักกาลเทศะ และภาษาไทยที่ใช้สื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ในบ้านกลายเป็นสิ่งที่ตำรวจ LA ต้องการ

อาชีพอยู่บนความเสี่ยงและแขวนชีวิตไว้กับอันตรายวันละ 12 ชั่วโมง หรือบางวันก็มากกว่านั้น พันต่อ บอกว่า อันตรายต่างๆ มันจะน้อยลงหากคุณรู้ว่าทำอะไรอยู่ ไม่ประมาท และควบคุมความกลัวให้อยู่ในระดับที่พอดี และคิดก่อนทำทุกอย่าง แต่ต้องเร็วพอจะไม่ทำให้ผู้ร้ายเผ่นหนี และไม่มีใครต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต “เวลาเราทำงานเราประมาทไม่ได้ กฎของตำรวจมีอย่างเดียวเลย คือ Everybody goes home ทุกคนต้องกลับบ้าน ได้นอนเตียงของตัวเอง เราจะพูดคำนี้ทุกวัน ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำต้องคิดมาแล้วอย่างดี”

หวังว่าคืนนี้ทุกคนจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย…

 

‘เทรดเดอร์หุ้น’ 3 นาที 4 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426869

‘เทรดเดอร์หุ้น’ 3 นาที 4 แสนบาท

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ความรักคือสิ่งมหัศจรรย์ ความรักทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนชีวิตได้ เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เกิดกับชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เธอบอกว่า ความรักผลักให้ชีวิตเธอก้าวเข้ามาสู่เส้นทางโลกของการลงทุนในตลาดหุ้น ในทุกวันนี้รักไม่สมหวัง เพราะถูกคนที่รักตอกย้ำเสมอว่า “โง่” สอนไม่จำในเรื่องของการลงทุน

คำว่าโง่นี่เองที่ทำให้เธอฮึดและเก็บมาเป็นแรงผลัก เป็นแรงบันดาลใจว่า หากเธอตั้งใจที่จะทำ เธอก็จะทำได้ดีและสำเร็จ “นิติการณ์ วณิชจินดาภัสร์” หรือเจน “โค้ชหุ้น” ในเกมซุปเปอร์ เทรดเดอร์ ไทยแลนด์ รุ่นที่ 2 ที่นักลงทุนที่เธอเป็นโค้ชให้สามารถคว้าชัยชนะที่ 1 มาครองได้

ด้วยวัย 32 ปี เธอกล่าวว่า ชีวิตเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก และยากมาก ไม่เคยคิดไม่เคยสนใจ ทันทีที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เลือกที่จะทำงานกับบริษัทของครอบครัว ที่คุณพ่อและคุณแม่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเงินและมีรายได้ประจำ ไม่คิดไม่อยากที่จะเครียดกับการเข้าไปลงทุน และไม่อยากจะเสี่ยง

แต่ชีวิตถึงจุดพลิกผัน เพียงเพราะคำปรามาสจากคนรัก เขาเป็นนักบัญชีและเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มักจะสอนและแนะนำให้ฟังในเรื่องของตลาดหุ้นและการลงทุน แต่ด้วยใจและความคิดที่ไม่สนใจจึงไม่ค่อยฟัง จนถูกคนรักว่า “โง่” คำนี้แรงและเจ็บปวดมาก โมโหมาก จึงบอกกับตัวเองว่าถ้าตั้งใจก็ทำได้ อยากให้เขาหันมามองว่าฉันทำได้ จนวันนี้ผู้ชายที่เคยว่าเธอโง่ก็เดินกลับเข้ามา แต่ไกลเกินไปแล้ว เพราะวันนี้เจนเดินล้ำหน้าเขาไปแล้วกว่าร้อยกิโลเมตร แต่ก็ขอบคุณที่เขาทำให้มีวันนี้

เธอกลายเป็นนักลงทุน เป็นเทรดเดอร์ หรือนักค้าหุ้น แบบเต็มเวลามาประมาณ 5 ปีแล้ว ซึ่งในแต่ละวันการซื้อขายหุ้นของเธอสามารถสร้างรายได้ให้กับพนักงานการตลาด 5 แสนบาท/เดือน หรือในเดือนๆ หนึ่งมูลค่าหุ้นที่เธอซื้อขายจะอยู่ที่ 500-800 ล้านบาท ซึ่งในแต่ละวันเธอจะมีเงินได้หรือกำไรจากการซื้อขายหุ้นประมาณ 1 ล้านบาท หรือเพียงเวลาแค่ 3 นาที เธอเคยทำกำไรได้ 4 แสนบาท โดยทุกวันนี้พอร์ตหุ้นของเธอขยับขึ้นมาอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท

หนทางการเป็นเทรดเดอร์ของเธอก็ไม่ได้สวยหรู เริ่มแรกของการลงทุนเมื่ออายุประมาณ 27 ปี ที่ขณะนั้นมีเงินทุนตั้งต้นที่ 8 แสนบาท และก่อนที่จะเข้ามาลงทุนก็ได้เริ่มที่จะหาความรู้และไปเรียนด้านการลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูที่สอนเรื่องหุ้น และนำความรู้ที่คิดว่าใช่มาใช้ในการลงทุน

ช่วงแรกของการลงทุน ช่วงที่ยังไม่ค้นพบตัวตนและแนวทางที่ตัวเองถนัดก็ต้องบอกว่า “ขาดทุน” จากเงิน 8 แสนบาท เหลือ 4-5 หมื่นบาท หรือพอร์ตติดลบไป 88% ในช่วงเวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น การลงทุนช่วงนั้นบอกเลยว่า มั่วสุดๆ ซื้อหุ้นสะเปะสะปะ และไม่รู้จักคำว่า ตัดขาดทุน เมื่อเห็นราคาหุ้นที่ตัวเองซื้อปรับตัวลดลงก็ซื้อถัวไปเรื่อยๆ และก็ทนไม่ได้จึงตัดใจขายในช่วงที่ราคาต่ำมากๆ และไม่รู้จักรักษาเงินต้นไว้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากตัดขาดทุนไม่เป็น หายนะแน่นอน นี่คือบทเรียนสำคัญที่เธอได้จากการเป็นนักลงทุนเต็มตัว และขาดทุนอย่างหนักในช่วงแรกของการเริ่มต้น

เมื่อการลงทุนครั้งแรกย่อยยับ ความอยากเอาชนะ อยากเอาคืน ก็ยังคงอยู่ และเมื่อเงินน้อยลง เธอก็ทำทุกอย่างเพื่อที่จะหาเงินกลับมาลงทุนอีก ซึ่งในช่วงผิดหวังนั้น เธอทำงานทั้งการเป็นพนักงานร้านเซเว่นอีเลฟเว่น การเป็นพนักงานปั๊มน้ำมัน เธอทำมาหมดแล้วเพื่อที่จะหาเงินกลับมาลงทุนอีก ซึ่งการกลับมาเป็นนักลงทุนในรอบที่ 2 นั้นเธอเริ่มต้นพอร์ตด้วยเงิน 2.5 แสนบาท และไม่ได้ซื้อขายหุ้นเต็มเวลา

 

แต่ขณะนั้นเธอทำงานเป็นพนักงานของธนาคารแห่งหนึ่งด้วย โดยรับผิดชอบในเรื่องของการซื้อขายกองทุน ซึ่งเธอก็นำประสบการณ์จากการเรียนรู้เรื่องการลงทุน การเป็นนักลงทุน เข้าไปสมัครและทำงานที่แห่งนี้ ซึ่งระหว่างทำงานเธอก็เทรดหุ้นพอร์ตของตัวเองไปด้วย

วันหนึ่งหัวหน้างานเจอว่าเธอซื้อขายหุ้นตัวเองไปด้วยเลยพูดว่า เธอน่าจะออกไปซื้อขายหุ้นเต็มตัวไปเลยนะ ทำให้เธอตัดสินใจลาออกทันทีในวันรุ่งขึ้น และกลายเป็นนักลงทุนและนักค้าหุ้นเต็มเวลา การกลับมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวในรอบที่ 2 จากเงินเริ่มต้น 2.5 แสนบาท ในช่วงเวลา 3 ปี เงินในพอร์ตของเธอเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 300-400 ล้านบาท และแม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาหุ้นไม่ดี แต่เธอก็ยังมีกำไรและพอร์ตหุ้นยังเติบโตต่อเนื่อง

“เราต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจตัวเอง เจนเป็นนักค้าหุ้นที่ไร้ใจ เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นมันเป็นเกมที่เล่นกับจิตใจของคน เป็นจิตวิทยาที่เล่นบนความโลภของคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากโลภน้อย ถ้าโลภน้อยก็มีได้ แต่ถ้าโลภมาก ก็จะมีคำว่า ‘รู้งี้’ เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งในส่วนของตัวเองนั้นมีเป้าหมายและมีความพอไม่สนใจถ้าหากหุ้นที่เข้าไปลงทุนราคาได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะขายทันที จะไม่รอ”

ไวไว เทรดเดอร์

พอร์ตหุ้นที่เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้นั้น เธอบอกว่า ด้วยสไตล์การลงทุนของเธอชอบหุ้นเก็งกำไร และการที่มีเงินทุนน้อย การเล่นหุ้นเก็งกำไรจะเป็นหนทางที่จะทำให้พอร์ตโตได้ ส่วนหุ้นพื้นฐานจะเหมาะกับมีเงินมาก และพอร์ตหุ้นที่จะเติบโตได้เราจะต้องมีหุ้นที่เป็นบิ๊กช็อต หรือหุ้นที่สร้างอภินิหารให้กับพอร์ตได้ ซึ่งหุ้นที่สร้างผลกำไรและทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตมากคือ TSF และ SLC ซึ่ง 2 ตัวนี้สร้างโอกาสให้อย่างมาก เพราะเมื่อได้ยินในตลาดว่าจะมีการเล่นหุ้นตัวนี้ เธอเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าไปดู เพราะด้วยสไตล์การลงทุน ที่เธอชอบมากกับหุ้นเก็งกำไร

แต่การเข้าไปลงทุนไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินมาแล้วกระโจนลงไป แต่จะทำการบ้านก่อนที่จะลงทุน คือ การดูแท่งเทียนและดูว่ามูลค่าการซื้อขายสนับสนุนหรือไม่ ซึ่งถ้าดูแล้วบ่งชี้ว่าใช่ เธอก็จะเข้าไป และเมื่อเข้าไปเธอก็จะมีระดับความพอใจว่าแค่ไหนถึงจะพอ ซึ่งกรณี SLC พูดถึงกันว่าจะไป 5 บาท แต่เธอก็ไม่สนใจ เพราะ 3 บาทกว่าๆ อย่างที่เธอคำนวณระดับกำไรที่พอใจก็ออกมา ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่เธอตัดสินใจอย่างนั้น เพราะหลังจากนั้น SLC คือหุ้นที่ทำให้คนเสียหายและติดดอยเป็นจำนวนมาก

“นิติการณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งสาวสวยผู้มากฝีมือด้านการลงทุน เป็นนักลงทุนมืออาชีพคนรุ่นใหม่ ฝีมือระดับที่หาตัวจับยากด้วยสไตล์การลงทุนเฉพาะตัว เน้นเล่นไม้สั้นฉับไว รวดเร็วจึงถูกโฉลกกับหุ้นซิ่ง หรือหุ้นมีเจ้ามือ จนถูกเรียกขานว่า ไวไว เทรดเดอร์ (Vi Vi Trader) “

ทุกวันนี้ นิติการณ์ ไม่ได้หลงใหลเฉพาะหุ้นเก็งกำไรเท่านั้น แต่เธอจะลงทุนทั้งใน Warrant, Derivative Warrants (DW) ซึ่งเฉพาะอย่างยิ่ง DW ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะไม่ดี เพราะถ้าหากเราสามารถคาดการณ์ตลาดไว้ว่าจะไปในทิศทางไหนก็เลือกลงทุนในฝั่งที่จะสนองตอบหุ้นในทิศทางขาลงได้ แต่สำคัญคือจะต้องเข้าใจภาพทั้งเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นโลก และทุกอย่างจะต้องถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลและวิเคราะห์ให้ขาด เพราะไม่อย่างนั้นก็จะขาดทุนได้ และ DW คือส่วนสำคัญมากที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของเธองอกเงยและงดงามในยามที่ตลาดหุ้นสวิง!!

กระจายความเสี่ยง

นิติการณ์ บอกว่าเงินกำไรที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้นเธอก็จะนำไปต่อยอดด้วยการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการนำเงินบางส่วนไปลงทุนในหุ้นนอกตลาดหรือเข้าไปลงทุนหุ้นที่เตรียมความพร้อมที่จะเข้าตลาดหุ้น แต่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างทุนก่อน ซึ่งขณะนี้ก็ไปลงทุนในบริษัทพลังงานทางเลือก 1 บริษัท และบริษัทที่ทำเกี่ยวกับปิโตรเคมี 1 บริษัท ซึ่งมีแผนจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งประเมินว่าการลงทุนในรูปแบบนี้จะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ และยังคงให้ความสนใจศึกษาลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ นาฬิกา และพระเครื่อง เพื่อเป็นการกระจายพอร์ต ลดระดับความเสี่ยงที่อยู่ในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น มักเลือกคอนโดแนวติดรถไฟฟ้า เพื่อเก็งกำไรขายและปล่อยเช่า ทองคำซื้อสะสมทุกเดือน คอนโดของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP ส่วนนาฬิกาเลือกรุ่นที่เป็นที่นิยมในตลาด เช่น ปาเต็ก โรเล็กซ์ Lange และ Pannarai ในการสะสม ส่วนพระเครื่อง เน้นหลวงปู่ทวด และหลวงพ่อเงิน โดยเทรดเดอร์สาวสามารถส่องพระเครื่องได้อย่างชำนาญ ซึ่งความรู้ด้านนี้ถูกปลูกฝังมาจากครอบครัว

โค้ชด้านการลงทุน

เมื่อรู้สึกว่ามีความอิ่มตัวและมีความชำนาญในเรื่องของการลงทุนได้ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับนักลงทุนที่สนใจ เธอจึงได้ริเริ่มในการเข้าไปเป็นโค้ช ซึ่งล่าสุดเธอเป็นโค้ชในโครงการที่ 2 ของโครงการ ซุปเปอร์ เทรดเดอร์ ไทยแลนด์

ผลของการแข่งขันนั้น ผู้ที่เธอโค้ชให้ชนะเลิศที่ 1 และได้รับรางวัล 1 ล้านบาท จากโครงการ และเธอออกเงินส่วนตัวของเธออีก 5 แสนบาท ให้กับน้องผู้ชนะ ซึ่งในหลักการของการสอนนั้น เธอบอกว่าไม่มีอะไรมาก แค่เธอแชร์ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเธอ และเป็นบทเรียนที่ดีมาสอนนั่นเอง ซึ่งเรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือจะต้องรู้จักตัดขาดทุนนั่นเอง และดูว่าน้องที่เธอสอนให้นั้นมีข้อไหนบกพร่อง แล้วจึงสอนเพื่อที่จะปิดช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่จะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนตัวตนของคนคนนั้น เพราะเธอเชื่อว่าทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง อยู่ที่ว่าจริตแบบไหนที่จะเหมาะสมเท่านั้น

เดิมนั้นตั้งใจว่าเมื่อพอร์ตหุ้นแตะหลัก 10 ล้านบาท ก็จะหยุด แต่เมื่อพอร์ตขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ยังคงลงทุนต่อไป จนถึงตอนนี้ขึ้นมา 400-500 ล้านบาท และคาดหวังว่าอีก 2 ปี เมื่อพอร์ตแตะ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็จะมาดูอีกทีว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร และทุกวันนี้มีพอร์ตกับ 7 บริษัทหลักทรัพย์ แต่หลักๆ จะซื้อขายอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และด้วยสไตล์การลงทุนที่ชอบหุ้นเก็งกำไรก็ไม่ได้หวังกับการกำกับดูแลของทางการ เพราะเธอเล่นหุ้นด้วยตัวเอง โดยเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อ แต่จะไม่เข้ากลุ่มไปเล่นกับใครหรืออยู่ก๊วนใคร เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนหนักและโหดมากเวลาซื้อขาย เพราะจะไร้ใจ ซึ่งการมีใจการไว้ใจทำให้เธอเจ็บปวดมาแล้ว เพียงแค่ 1 วัน เธอเคยขาดทุนหนักสุดถึง 16 ล้านบาท นั่นหมายถึงเธอสามารถซื้อรถมินิได้หลายคันก็เพราะความไว้ใจและเชื่อใจนั่นเอง

แค่มือถือเพียงเครื่องเดียวก็ทำให้เธอสามารถซื้อขายหุ้นได้ทุกๆ ที่

ชีวิตนักลงทุน มีอิสระเช่นนี้นี่เอง!!!

ดนุภพ แสงชูวงศ์ วัย 28 ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 กับโครงการซุปเปอร์ เทรดเดอร์ ไทยแลนด์ ครั้งที่ 2 ที่ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท กล่าวว่า ชอบที่พี่เจนเป็นโค้ชให้ เพราะพี่เจนไม่พยายามเข้ามาเปลี่ยนตัวตนหรือแนวทางของเรา เพียงแต่เข้ามาดูและสอนว่าเรายังขาดอะไรก็มาช่วยเติมเต็มให้ ผลจากการโค้ชทำให้เขาชนะและจะนำเงินที่ได้ครั้งนี้มาลงทุนต่อ และส่วนหนึ่งก็จะไปแต่งงาน ซึ่งทุกวันนี้พอร์ตหุ้นที่เล่นมีอยู่ 5 แสนบาท ซึ่งชอบในเรื่องของการลงทุนและลงทุนมา 5-6 ปีแล้ว ควบคู่กับการทำงานไปด้วย ซึ่งสำหรับเขาแล้วหุ้นที่เป็นบิ๊กช็อตคือ บัตรกรุงไทย (KTC) เพราะสามารถสร้างผลกำไรให้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งในการซื้อหุ้น KTC เพราะมองว่าคนนิยมใช้บัตรเครดิตและยังมีฐานที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อทุกคนจบและทำงานก็มีบัตรเครดิตกันทุกๆ คน จึงเชื่อว่ายังเป็นธุรกิจที่ไปได้ ซึ่งครั้งนั้นลงทุนในช่วงที่หุ้น 30 บาทกว่าๆ และมาขายตอน 80 บาทกว่า แต่ด้วยเงินไม่มากจึงไม่ได้หนุนให้พอร์ตโตมากนัก

 

ของใช้ย้อนยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426695

ของใช้ย้อนยุค

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

อาทิตย์ที่แล้วชวนเที่ยวย่านเก่า อาทิตย์นี้ชวนใช้ของในครัวย้อนยุค เป็นธรรมดาครับสำหรับคนสะสมจำนวนปีมายาวๆ มักจะชอบมองเรื่องย้อนหลัง เมื่อมองถึงของใช้ต่างๆ ก็คิดถึงของใช้ในครัวที่เคยใช้ ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อก่อนทุกบ้านใช้หม้ออะลูมิเนียมมีสองหูสีดำๆ ที่เดี๋ยวนี้ดูว่าเชยๆ มาเป็นความนิยมหม้อสเตนเลสเป็นเงาวับ แต่หม้ออะลูมิเนียมก็ยังอมตะอยู่ ไปกินข้าวแกงบ้านนอก ถ้ากับข้าวอยู่ในหม้อหรือถาดสเตนเลส ดูเป็นมือใหม่ แต่ถ้าเป็นหม้ออะลูมิเนียมถึงจะบุบๆ แต่ฝาหม้อขัดเป็นเงาสะอาด ก็ว่าเจ้าเก่าใช่เลย เมื่อผมเห็นหม้ออะลูมิเนียมทีไรต้องคิดถึงแม่ ก็เคยโดนไม้ขัดหม้อข้าวนั่นแหละหวดก้นมาแล้ว คนที่อายุ 50 ขึ้นย่อมรู้จักอาวุธของแม่ที่เป็นไม้ขัดหม้อข้าวดีทั้งนั้น

ผมว่าของใช้ในอดีตหลายๆ อย่างยังน่าใช้อยู่ ถึงแม้อาจจะหายจากความจำไปบ้าง ก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ ครั้งนี้จะพูดถึงเครื่องเคลือบหรือคนรุ่นเก่าจะเรียกว่าเครื่องสังกะสีเคลือบที่หลายคนคงคุ้นตาดี มีสีเหลือง สีฟ้า สีเขียว สีขาว แล้วก็ลายดอก

สำหรับลายดอกเป็นลายดอกไม้จีนที่มักจะเรียกว่าลายดอกโบตั๋น ที่ในตอนตรุษจีน เวลาไหว้เจ้า หลายบ้านยังใช้ถาดลายดอกไม้จีนที่ว่านี้ ใส่ไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูสามชั้นต้ม ปลานึ่ง ผลไม้ แม้กระทั่งร้านข้าวต้มพุ้ยยังใส่กับข้าวโชว์หน้าร้าน มันมีความพอดีกับวิถีจีน

 

สำหรับเครื่องเคลือบหรือสังกะสีเคลือบแบบสีธรรมดาๆ จะเห็นในงานบวชพระใหม่ แม่อุ้มผ้าไตร พ่อถือบาตร ตาลปัตร ญาติโยมถือของใช้พระ ที่ขาดไม่ได้ต้องเป็นเถาปิ่นโต แล้วต้องสีเหลืองเสียด้วย และเวลามีงานบุญที่วัด ตอนเลี้ยงพระ ข้าวสวยต้องอยู่ในโถข้าวสีขาวสองหูมีฝาปิด

หรือเมื่อไปกินร้านอาหารบ้านนอก เขาเอาข้าวสวยใส่โถแบบที่ว่า ดูแล้วชื่นใจ จะกะเทาะไปบ้างก็ไม่เป็นไร ผมนั้นพยายามหาซื้อ ไปเจอร้านหนึ่งมีซุกอยู่ใบหนึ่ง มีฝาเหมือนกันเด๊ะ แต่ดันทะลึ่งกลายเป็นโถหูเดียว ไม่ใช่โถข้าวครับ แต่เป็นโถขี้ สมัยก่อนเขาให้เด็กเล็กๆ นั่งขี้ นั่นก็หมายความว่าเครื่องเคลือบหรือเครื่องสังกะสีเคลือบมันอยู่ในวิถีชีวิตอย่างแนบแน่น

ทีนี้ลองมาดูการใช้ในบ้านบ้าง ทุกบ้านจะต้องมีหม้ออวยหรือหม้อหูหิ้ว สมัยก่อนอาหมวยแถวสำเพ็ง ตอนค่ำๆ ต้องถือหม้ออวยไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้อากงกินเป็นมื้อก่อนนอน

หม้ออวยแบบสองหูก็มี ส่วนใหญ่เอาไว้ใส่น้ำมันที่เหลือจากการทอด การทอดอะไรๆ นั้นต้องใช้น้ำมันเยอะๆ จึงจะดี เหลือก็เก็บ พอขุ่นมากๆ จึงทิ้ง แถมพอมันรั่วก็ไม่ทิ้งเอาไว้ใส่ถ่านไฟที่เหลือ อยู่ในหม้อพอไม่มีอากาศมันก็ดับไปเอง พอจะติดเตาใหม่ก็เอาถ่านเก่ามาใช้ก่อน

อย่าหาว่าจะเป็นของใช้สำหรับไทยกับจีนเท่านั้น แขกก็ใช้ มีหม้อแขกที่กลมๆ มีฝาแบนๆ ถ้าใหญ่หน่อยใส่ข้าวหมกไก่ ย่อมหน่อยใส่แกงมัสมั่น กะหรี่ปลา เขียวหวานเนื้อ เวลาไปกินแกงเขียวหวานเนื้อกับโรตี ร้านขายเขาใส่ในหม้อแขก ยังไม่ได้กินก็อร่อยมาล่วงหน้าก่อนแล้ว

 

เมื่อเป็นของใช้ของจีน ไทย แขก ยังมีฝรั่งอีกที่ใช้ ผมไปได้ถังหูหิ้วขนาดย่อม หูหิ้วเป็นไม้ สีขาว รูปร่างเหมือนถังน้ำแข็งสมัยนี้ แล้วยังได้ถ้วยกาแฟเคลือบอีกด้วย ได้จากเมืองเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ เดี๋ยวนี้ยังใช้อยู่ เป็นของใช้ที่ถูกใจที่สุด สรุปว่าเครื่องเคลือบเป็นของใช้อินเตอร์ ใช้กันมาทั่วถึงและเก่าแก่

มาถึงเรื่องที่ผมชวนให้ใช้ แล้วใช้อย่างไร ปกติการทำอาหารในครัวนั้นต้องล้าง หั่น เพื่อเตรียมไว้ก่อนที่จะลงมือต้ม ผัด ซึ่งเกือบทุกบ้านจะใช้เครื่องสเตนเลสบ้าง พลาสติกบ้าง ก็ลองเปลี่ยนเป็นเครื่องเคลือบบ้าง ในรูปแบบกะละมังต่างๆ กะละมังนั้นมีหลายขนาด ขนาดใหญ่มากเอาไว้ล้างผัก แช่ผัก ล้างหมู ไก่ ปลา ขนาดย่อมลงมาสักขนาด 20 เซนต์ จะพอดีสำหรับใส่เนื้อ หมู ไก่ ที่หั่นแล้ว และขนาดสัก 14 เซนต์ ใส่หอมปอก กระเทียมสับ ใบโหระพาเด็ด ขิงซอย พริกชี้ฟ้าหั่น จะดูดีครับ ส่วนหม้อจะใช้หม้อแขกก็ดี หม้ออวยยังสำคัญกับการเก็บน้ำมันทอดหรือใส่กับข้าวเหลือเก็บในตู้เย็น พอจะกินอีกก็ยกอุ่นทั้งหม้อเลย หรือเวลาจะเอาผักสดขึ้นโต๊ะเวลาจะกินผักสด ใช้หม้ออวยใบเล็กๆ จัดผักแนวตั้งเท่อีกต่างหาก ผมว่าการใช้นั้นมันไม่ได้มีกฎตายตัวว่าต้องใช้อย่างโน้นอย่างนี้ พลิกแพลงหาความเหมาะสมเอาเอง ผมเพียงเสนอเป็นตัวอย่างเท่านั้นว่าทำอะไรได้บ้าง

มาถึงเรื่องสุดท้ายว่าจะซื้อได้ที่ไหน ตามร้านโชห่วยเก่าๆ ที่ขายเครื่องใช้ในครัวธรรมดาๆ ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นย่านเก่าๆ สำหรับลายดอกแบบจีนที่เยาวราช ตรงต้นถนนแปลงนาม หรือซอยมังกรข้างวัดเล่งเน่ยยี่ ถนนเจริญกรุงมีขาย ก็นี่แหละครับเครื่องครัวในยุคก่อน เอามาใช้ในยุคปัจจุบัน ใช้ดีใช้ไปถึงยุคหน้าเลยครับ

 

ชุ่มฉ่ำ กับสงกรานต์วิถีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2559 เวลา 18:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426513

ชุ่มฉ่ำ กับสงกรานต์วิถีไทย

โดย…วรธาร

สภาพอากาศร้อนที่จัดในเดือน เม.ย.อย่างนี้ ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นเทศกาลอันแสนวิเศษเหมาะกับกาลสมัยอย่างยิ่ง ที่จะช่วยดับร้อนและคลายร้อนกายและใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี ทุกที่ที่จัดงานมหาสงกรานต์นอกจากบรรยากาศจะเต็มไปด้วยความชุ่มเย็น สดชื่น รอยยิ้ม สนุกสนานแล้วยังได้อิ่มบุญอิ่มใจกับกิจกรรมดีงามหลายอย่างตามที่บรรพบุรุษของเราเคยทำมา

ประเพณีอันดีงามและยิ่งใหญ่

ทุกประเพณีของไทย ไม่ว่าจะของภาคไหน จังหวัดอะไร ย่อมมีความงดงามให้เราได้สัมผัสและชื่นชมอยู่เสมอ เพราะในแต่ละประเพณีก็จะแฝงด้วยคติธรรม ความเชื่อ และกิจกรรมดีๆ มากมายให้ได้ถือปฏิบัติกัน โดยเฉพาะสงกรานต์เรียกว่าเป็นประเพณีที่สวยสดงดงามและยิ่งใหญ่ เพราะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ และเป็นอย่างนี้มายาวนานแม้จะเปลี่ยนศักราชไปตามสากลโดยกำหนดเอาวันที่ 1 ม.ค.เป็นวันขึ้นปีใหม่แล้วก็ตาม

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ฝ่ายธรรมยุต อธิบายความงดงามของประเพณีสงกรานต์ว่า เป็นเทศกาลแห่งโอกาสที่คนไทยและชาวพุทธจะได้ทำความดี ทำบุญ และแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้หลักใหญ่ ครูบาอาจารย์ ตลอดจนผู้ที่มีพระคุณทั้งหลาย เช่น การทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่สร้างมงคลให้ตัวเอง ทำบุญให้กับบุพการีผู้ล่วงลับ รวมถึงการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ให้เกียรติกันและกัน

 

“ในอดีตเวลารดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ หรือแม้แต่รดน้ำผู้หญิง ก็ต้องขออนุญาต รดกันที่ไหล่ พอเหมาะพองาม ไม่มีหรอกการปะแป้ง แต๊ะอั๋ง เอาเปรียบ หรือฉวยโอกาส ผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวสวยมิดชิดที่สุด สถานที่เล่นสาดน้ำก็เล่นกันบนลานกลางแจ้งหน้าบ้าน ลานโรงเรียน หรือที่ไหนก็ได้ที่เป็นลานกว้างเหมาะสม คนมองเห็น ไม่ได้เล่นบนท้องถนนที่มีแต่อันตรายเหมือนสมัยนี้” พระราชญาณกวี พูดถึงความงดงามของประเพณีสงกรานต์

เช่นเดียวกับนักแสดงมากฝีมือ จอย-ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ประเพณีนี้นอกจากจะช่วยลดอุณหภูมิในช่วงเดือน เม.ย.ที่ร้อนจัด และช่วยให้แต่ละคนได้เย็นใจลงบ้างแล้ว ยังเป็นเทศกาลสำคัญที่หมู่ญาติจะได้มาพบปะกันพร้อมหน้าและทำกิจกรรมดีๆ ด้วยกัน เช่น รดน้ำพ่อแม่ ผู้ใหญ่ ทำบุญให้ญาติผู้ล่วงลับ และสรงน้ำพระ เป็นต้น

“ถือเป็นวันครอบครัวอย่างแท้จริงค่ะ คือแต่ละคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่พอถึงวันสงกรานต์ก็จะต้องกลับมารวมตัวกันที่บ้านเพื่อทำสิ่งดีๆ พร้อมกัน คือ สรงน้ำพระ โดยที่บ้านก็จะอัญเชิญพระประธานในห้องพระมาเช็ดและปัดฝุ่นให้สะอาดและทำพิธีสรงน้ำ กราบพ่อแม่ผู้หลักผู้ใหญ่ ขอขมากรรมในสิ่งที่เราอาจทำผิดพลาดล่วงเกิน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม รดน้ำขอพรท่าน และทำบุญอุทิศให้กับญาติที่จากไป เพื่อแสดงถึงความรักและกตัญญูกตเวที

สำหรับครอบครัวจอยก็จะทำบุญอุทิศให้กับคุณพ่อ (เพิ่งเสียได้ 2 ปี) และคุณตาคุณยายก่อนค่ะ เสร็จพิธีนี้แล้วจอยก็จะเป็นตัวแทนในกลุ่มน้องๆ เตรียมขันน้ำ น้ำอบ มาลัยดอกไม้ เชิญคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ทุกคนนั่งเรียงแถวแล้วกล่าวขอขมาในสิ่งที่เราอาจล่วงเกินท่านจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามแล้วรดน้ำท่าน ท่านก็จะให้พรเราได้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป”

 

นักแสดงดังเล่าเสริม เรื่องกิจกรรมที่จะทำในวันสงกรานต์อีกว่า มาลัยดอกไม้ที่ประณีตสวยงาม ที่ได้นำมามอบให้กับคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ทุกคน รวมถึงการรดน้ำขอพรตามแบบวิถีไทยนี้ ถือเป็นการส่งความรู้สึกในใจที่นุ่มนวล เก๋ไก๋ น่ารัก และวิเศษมาก ที่สำคัญ แม้น้ำในขันเล็กๆ และมีไม่มาก แต่ก็ช่วยให้เกิดความชุ่มเย็นและร่มเย็นในใจของทุกคนในสัมผัสแห่งความอบอุ่นที่ผู้ใหญ่มอบให้

“อีกอย่างหนึ่งเมื่อวันสงกรานต์มาถึง จอยและญาติๆ จะใส่ชุดไทยมาร่วมงานโดยไม่ได้ตกลง หรือนัดหมายล่วงหน้า แต่เป็นความรู้สึกที่ตรงกันว่าวันสงกรานต์ต้องใส่ชุดไทยนะ แล้วชุดที่ใส่ก็ไม่ได้ไทยโบราณจ๋า จอยจะเลือกใส่ชุดสบายๆ แบบไทย ผ้านุ่งก็จะเป็นผ้าถุงอะไรประมาณนี้ซึ่งก็เป็นความสุขและความงดงามที่หาได้ในวันสงกรานต์ค่ะ” ดาราสาวทิ้งท้าย

เทศกาลกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน

นอกจากกิจกรรมหลักๆ เช่น สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ทำบุญให้บุพการีชนที่ล่วงลับ เล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ยังมีกีฬาและการละเล่นของไทยโบราณ ที่คอยสร้างสีสันและความสนุกสนานรื่นเริงในงานอีกด้วย ทว่า ทุกวันนี้ ยอมรับว่าในพื้นที่ที่จัดงานสงกรานต์ทั่วไป ไม่ค่อยมีกีฬาและการละเล่นไทยให้เห็น คงมีบางแห่งที่พยายามฟื้นขึ้นมา เช่น กรุงเทพมหานคร และวัดบางวัดในกรุงเทพฯ เท่านั้น

โชคอนันต์ อังสกุลอาภรณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา และผู้ช่วยประสานงานด้านกีฬาไทย งานสงกรานต์วิถีไทย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้จัดงานสงกรานต์ในชื่อ สงกรานต์วิถีไทย ประจำปี 2559 ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันนี้-14 เม.ย. โดยมีกิจกรรมมากมาย เช่น อัญเชิญพระพุทธรูปจำลองจาก 9 วัด ให้ประชาชนได้สักการะขอพรและสรงน้ำ กิจกรรมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีแบบไทย อาทิ ลานก่อเจดีย์ทราย หมู่บ้านวิถีไทย ตลาดโบราณ ที่ขาดไม่ได้คือ กีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน รวมถึงการแสดงต่างๆ ซึ่งได้รวบรวมมาไว้ในงาน

 

กิจกรรมจะจัดในรูปแบบวิถีไทยตามซุ้มต่างๆ ทั้ง 4 ภาค โดย โชคอนันต์ ในฐานะผู้ช่วยผู้ประสานงานด้านกีฬาไทยจะดูด้านการแสดง รวมถึงกีฬาและการละเล่นหลายชนิด เช่น การแสดงนาฏศิลป์ มโนราห์ โขนเด็ก กระบองไฟ กระบี่กระบอง ประชันกลองยาว ประชันกระตั้วแทงเสือ มวยไทย มวยตับจาก มวยกระดิ่ง ตะกร้อลอดบ่วง เดินไม้โถกเถก หรือไม้ต่อขา (บางพื้นที่เรียกไม้โยกเยก) วิ่งกระสอบ วิ่งเปี้ยวสี่หลัก เดินกะลา กระโดดเชือกหมู่ การเล่นงูกินหาง มอญซ่อนผ้า เป็นต้น

“กีฬาและการละเล่นที่เป็นภูมิปัญญาคนไทย นอกจากเล่นเพื่อความสนุกสนาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้เล่นอีกด้วย เช่น กระโดดเชือกหมู่ เชือกเส้นเดียว สามารถเล่นได้ถึง 10-20 คน เวลาเล่นจึงต้องอาศัยความพร้อมเพรียงของทุกคนจึงเล่นได้ บางอย่างก็หาดูยากไม่ค่อยมีเล่นกันแล้ว เช่น มวยตับจาก เดินกะลา เดินไม้โถกเถก การเล่นน้ำขึ้นน้ำลง กาฟักไข่ เป็นต้น ก็นำมาเล่น อนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย

นอกจากนี้ ผมในฐานะรองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา จะทำซุ้มหมอดูไว้บริการประชาชน ส่วนรายได้จะมอบให้เป็นทุนการศึกษาของเด็กนักเรียน” โชคอนันต์ ทิ้งท้าย

สุขใจ ไปเล่นน้ำตามกรอบประเพณี

ยอมรับว่าการเล่นน้ำสงกรานต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักจะเห็นภาพการเล่นหลายอย่างที่ไม่สร้างสรรค์ และถูกมองไปในเชิงลบ เช่น ผู้หญิงแต่งตัวโป๊เปลือยเล่นน้ำ หรือดื่มของมึนเมาเปิดเพลงเต้นในท่ายั่วยวนในที่เปิดเผย ไม่แคร์สายตาผู้คน การใช้แป้งมันปะหน้าทาไล้ตามตัว โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะถูกผู้ชายฉวยโอกาส รวมถึงการเล่นที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น    จอย-ศิริลักษณ์ ให้ความเห็นว่า จากบริบทที่เปลี่ยนไป ต่างจากอดีตทำให้หลายปีมานี้ การเล่นสงกรานต์ค่อนข้างเปลี่ยนไปด้วย วัยรุ่นก็มีค่านิยมการเล่นที่หลากหลาย จึงอาจมีทั้งมุมที่สร้างสรรค์และด้านลบ ที่ไม่ได้ส่งเสริมความงามของวัฒนธรรมประเพณีเอาไว้ เช่น การแต่งกายที่ไม่มิดชิดหรือแต่งตัวโป๊ บางทีอาจไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร ทั้งที่รู้ว่าจะต้องไปเล่นน้ำ บางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ผิดเพราะเป็นเทศกาล

 

“ยอมรับว่าเทศกาลนี้ทำให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันเป็นธรรมดา แต่บางทีผู้หญิงก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชายมาล่วงเกิน หรือฉวยโอกาส แต่บางคนก็เอาเทศกาลมาเป็นข้ออ้างในทางผิด เช่น การปะแป้ง ทำไมจะทำไม่ได้ไม่เห็นเสียหายตรงไหน ก็ต้องถามต่อว่าคุณปะตรงไหนล่ะ คือเรื่องอย่างนี้ต้องรณรงค์และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเด็กสมัยนี้เกิดมาในยุคที่แตกต่าง ให้เขาเห็นความงดงามของวัฒนธรรมประเพณีนี้

จอยคิดว่าการเล่นสงกรานต์ควรให้เกียรติผู้หญิง และคำนึงถึงสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมด้วย แนะนำว่าถ้าจะเล่นควรเลือกกลุ่ม เลือกสถานที่ที่จะเล่น อาจเล่นกันในครอบครัวหรือกับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกันแค่นี้ก็สนุกสุขสันต์ และไม่ทำให้เสียประเพณีที่ดีงามด้วย”

ด้าน พระราชธรรมสารสุธี รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม ได้ให้แง่คิดที่เป็นธรรมะเกี่ยวกับวันสงกรานต์ว่า การทำความดีเป็นการรับรองตัวเองมิให้เกิดอันตรายที่คาดไม่ถึง และยังอำนวยความปลอดภัยให้เกิดแก่ผู้อื่นอีกด้วย โดยพระพุทธศาสนาสอนว่า ศีลข้อแรกเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต ข้อ 2 เป็นหลักประกันความมั่นคงของทรัพย์สิน ข้อ 3 หลักประกันความมั่นคงของครอบครัว ข้อ 4 หลักประกันความเชื่อมั่นศรัทธา และข้อ 5 เป็นหลักประกันความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

“ประเพณีสงกรานต์โบราณจะเน้นความสำคัญอยู่ 6 เรื่อง ได้แก่ การรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา การพัฒนาความเสียสละสามัคคี การผูกไมตรีลดความขัดแย้ง การแสดงความกตัญญูกตเวที การรักษาสายสัมพันธ์ฉันพี่น้อง และการเดินตามครรลองวัฒนธรรม รู้ผิด รู้ถูก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ส่วนการจัดงานสงกรานต์ที่วัดมหาพุทธาราม ไม่เน้นมหกรรมบันเทิงทุกประเภท แต่เน้นส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบคุณธรรม นำหลักศีล 5 มาปฏิบัติตามรอยพ่ออย่างพอเพียง” รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อคิดปิดท้าย

 

น้ำมะกรูดที่ถูกน้ำมะนาวสาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424750

น้ำมะกรูดที่ถูกน้ำมะนาวสาป

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

หน้าร้อนแล้วมะนาวแพงอย่างสาหัส ตามตลาดสดลูกละ 5-7 บาท ในห้าง 10 บาท บางทีไม่ค่อยมีน้ำอีกต่างหาก คนที่เดือดร้อนไม่ใช่เฉพาะคนตำน้ำพริก ต้มยำ ส้มตำ ยำต่างๆ เท่านั้นที่กระอัก คนขายข้าวผัด ผัดไทย ยิ่งปวดใจเข้าไปใหญ่ จะไม่ฝานใส่มาในจานก็ไม่ได้ ใส่มาแล้วไม่กินเหลือทิ้งมันน่าเจ็บใจ

ผมชวนให้ไปมองมะกรูดบ้างครับ เป็นทางเลือกที่ใช้ได้ ถึงหน้าร้อนนี้ก็อาจจะน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีมากเหลือเฟือ ชาวสวนนั้นเขาไม่ได้นับลูกขาย แต่นับเป็นร้อยขาย ปกติร้อยละ 50 บาท พอหน้าร้อนราคาเพิ่มขึ้นมาหน่อยเป็น 70 บาท มาถึงแผงขายปลีกลูกละ 1 บาท ก็ยังถูกกว่ามะนาวหลายเท่า

ลองตัดเรื่องความเปรี้ยวไปก่อนครับ มาดูว่ามะกรูดนั้นทำอะไรได้บ้าง มันเกินคำว่ามีประโยชน์ด้วยซ้ำไป เอาตั้งแต่ใบมะกรูดก่อน ใส่ในต้มยำ ต้มแซบ ทอดมันทุกชนิด แกงเผ็ดทุกชนิด แกงป่า ผัดฉ่า ผัดเผ็ดเครื่องแกง ข้าวยำ คั่วกลิ้ง ของกินเหล่านี้ถ้าขาดใบมะกรูดก็หมดท่า แล้วอีกอย่างไปมะกรูดเหมือนเป็นตัวฟ้องความพิถีพิถันของคนทำอาหาร ถ้าฉู่ฉี่ปลา พะแนงเนื้อ หรืออะไรที่ต้องใช้ใบมะกรูดหั่นฝอยโรย ถ้าเป็นเส้นเล็กบางละเอียดแสดงว่าคนหั่นเอาใจใส่ ใจเย็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหั่นใบเล็กๆ แบนๆ ลื่นๆ ให้ออกมาดี

ผิวมะกรูดก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อต้องโขลกเครื่องแกงทุกชนิดต้องใส่ผิวมะกรูด หรือผ่าครึ่งลูกใส่ในแกงมัสมั่น ขนมจีนน้ำพริก แล้วยังมีอีกที่จะใช้ดับกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาก็ได้ ฝานขวางเป็นชิ้น ใส่ในถุงปลาอินทรีเค็ม ปลากุเลาเค็ม ถุงปลาสลิด เวลาทำปลากลิ่นคาวปลาติดมือ ฝานมะกรูดถูๆ มือกลิ่นหายเกลี้ยง

เท่านั้นยังไม่พอ คนโบราณเอามะกรูดทั้งลูกเผาไฟนิดหน่อย ผ่าครึ่งฟอกหัว น้ำมะกรูดเผาที่ออกมาลื่นๆ เป็นน้ำยาสระผมชั้นดี สะอาดทั้งผม สะอาดทั้งหนังหัว หอมอีกด้วย คนสมัยใหม่จะลองดูก็ได้ครับ ไม่ผิดหวังอาจจะติดใจด้วยซ้ำไป

ผมว่าเมื่อธรรมชาติเขาส่งประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มาให้มะกรูด มะนาวคงน้อยใจ ไปฟ้องเทพผู้เป็นเจ้าว่า ถ้าคนชอบน้ำมะกรูดอีกด้วยแล้ว มะนาวจะเหลืออะไร เทพผู้เป็นเจ้าคงเห็นใจ ถ้าอย่างนั้นเอาดีทางน้ำมะนาวแล้วกัน จะสาปไม่ให้คนไทยนิยมน้ำมะกรูด แต่เทพผู้เป็นเจ้าดันไปเชียร์คนอินโดนีเซีย (บาหลี) มาเลเซีย ให้ใช้น้ำมะกรูด

มาถึงความเปรี้ยวครับ มะกรูดกับมะนาว รสของความเปรี้ยวไม่ต่างกัน จะต่างกันตรงกลิ่นเท่านั้น น้ำมะกรูดจะมีกลิ่นของผิวมะกรูดติดไปด้วย และเมื่อคั้นน้ำมะกรูดนั้น จะมีเนื้อมะกรูดที่ร่วนละเอียดปนลงไปด้วย ไม่เหมือนน้ำมะนาวที่จะมีน้ำล้วนๆ ฉะนั้นวิธีแก้ก็ฝานผิวมะกรูดชั้นนอกเขียวๆ ออกเสียก่อน แต่อย่าทิ้งเอาใส่ตะกร้าเล็กๆ ใส่ห้องน้ำ แล้วเวลาคั้นน้ำนั้นใช้ตัวคั้นที่มีที่กรองเนื้อด้วยก็จบ

เวลาตำน้ำพริกกะปิใช้น้ำมะกรูดแทนน้ำมะนาวได้ เพราะกะปิ กระเทียม พริกขี้หนู มันกลบกลิ่นมะกรูดไปหมดแล้ว หรือว่ายังติดที่จะต้องใช้มะนาวอย่างเดียว ก็ใช้น้ำมะนาว 2 ส่วน น้ำมะกรูด 1 ส่วน

ต้มยำก็เหมือนกัน ใช้น้ำมะกรูดล้วนๆ ก็ได้ ถ้ายังติดความเป็นมะนาว ก็ผสมกัน เวลาผมทำน้ำปลาพริก ปกติจะมีน้ำปลา พริกขี้หนู มะนาวฝานบางๆ ทั้งเปลือก กระเทียมสดฝานเป็นชิ้นๆ พอมะนาวแพงผมก็เปลี่ยนเป็นมะกรูดฝานแทน ไม่ได้ขี้เหร่แต่ประการใด จิ้มปลาเนื้ออ่อนทอด กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย ก็อร่อยเพลินไป

นี่เป็นการหาทางออกเมื่อเวลามะนาวแพงโดยใช้มะกรูด แต่อย่าได้ติดขนาดต้องน้ำมะนาวอย่างเดียว โดยไปใช้น้ำมะนาวขวด หรือน้ำมะนาวปลอม เมื่อก่อนจะมีขายตามตลาดนัดคนรายได้น้อย เดี๋ยวนี้น้ำมะนาวขวดขึ้นห้างไปเรียบร้อยแล้ว สีเหลืองๆ เหมือนน้ำมะนาวเป๊ะ แต่ไม่มีความเป็นมะนาวเลย ส่วนมากจะเขียนข้างขวดว่า น้ำมะนาว 5% 10% หรืออะไรก็แล้วแต่ จริงๆ แล้วเป็นน้ำที่ใส่สารกรดเปรี้ยว ใส่สารเติมกลิ่นมะนาว ใส่สารสร้างความขุ่นตลอดเวลา เหมือนน้ำมะนาวคั้น คิดง่ายๆ ว่า ถ้าคั้นน้ำมะนาวสดเต็มขวดเท่าขวดแม่โขง ต้องใช้มะนาวเป็นร้อยลูก แต่ที่ขายขวดละไม่กี่สตางค์นั่นมะนาวที่ไหนกัน

เดี๋ยวนี้ร้านส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสมะนาว ใช้มะนาวขวดทั้งนั้น สมมติถ้าผมเป็นเทพผู้เป็นเจ้าแล้วต้องแพ้พวกนักวิทยาศาสตร์เคมี ผมจะสาปให้คนไปใช้น้ำมะกรูดครับ ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวมะนาวก็ถูกลงอีกด้วย

 

เมิร์ล แฮ็กการ์ด วีรบุรุษเอาต์ลอว์คันทรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426012

เมิร์ล แฮ็กการ์ด วีรบุรุษเอาต์ลอว์คันทรี่

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ … เอพี

เราได้สูญเสียหนึ่งในนักเขียนและนักร้องผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล หัวใจของเขาอ่อนโยนมากพอกับเพลงรักของเขา ฉันรักเขาเหมือนเป็นพี่ชาย หลับให้สบายนะเมิร์ล …

ดอลลี พาร์ตัน ศิลปินเพลงคันทรี่หญิงชื่อดังบอกเล่าความรู้สึกของเธอ เมื่อทราบข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “เมิร์ล แฮ็กการ์ด” ด้วยอาการโรคปอดบวมที่บ้านพักในแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ซึ่งเป็นวันเกิดครบรอบปีที่ 79 ของ เมิร์ล ขณะที่รุ่นพี่อย่าง วิลลี เนลสัน เผยความอาลัยผ่านถ้อยคำบนเฟซบุ๊ก “เขาเป็นน้องชายและเพื่อน ผมจะคิดถึงเขา”

เมิร์ล แฮ็กการ์ด เป็นตำนานแห่งวงการเพลงคันทรี่ ผู้เป็น “เอาต์ลอว์” ทั้งในบทเพลงและชีวิตจริง เขาผู้เป็น “กระบอกเสียง” และ “ฮีโร่” ของผู้คนเดินดินธรรมดา เขาโลดแล่นในวงการมานานกว่า 6 ทศวรรษ เป็นเจ้าของผลงานมากกว่า 30 เพลง ซึ่งขึ้นอันดับสูงสุดในชาร์ตเพลงคันทรี่

ใน 79 ปีของชีวิต เมิร์ล แฮ็กการ์ด แต่งงาน 5 ครั้ง เขามีลูกกับภรรยาคนสุดท้าย 2 คน ลูกชายคนเล็กคือ เบน แฮ็กการ์ด วัย 23 ปี ผู้เป็นนักดนตรีตามรอยผู้เป็นพ่อ หลังการลาจาก เบน เขียนบนเฟซบุ๊กว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน เมิร์ล คาดการณ์ล่วงหน้าว่า เขาจะเสียชีวิตในวันเกิด ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น “พ่อได้ใช้ลมหายใจสุดท้ายโดยแวดล้อมด้วยคนในครอบครัวและเพื่อน”

ดาวแห่งดนตรีคันทรี่แหกคอก

ครอบครัวของ เมิร์ล แฮ็กการ์ด มาจากโอคลาโฮมา แต่ตัวเขานั้นเกิด (6 เม.ย. 1937) และเติบโตที่แคลิฟอร์เนีย หลังพ่อจากไปก่อนวัยอันควร ชีวิตของ เมิร์ล ก็ต้องดิ้นรนลำบาก ตอนเป็นวัยรุ่นเคยต้องโทษข้อหาลักทรัพย์และทำสุราเถื่อน ระหว่างนั้นเขาได้ชมการแสดงของ จอห์นนี่ แคช ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เขาหันมาเอาดีทางด้านดนตรี เพลงคันทรี่ของเขาได้รับอิทธิพลจากดนตรีบลูส์ เขาสร้างทางของตัวเองก่อนจะกลายมาเป็นผู้นำแห่งเบเคอร์สฟิลด์ ซาวด์ หรือฮาร์ดคอร์ คันทรี่ ซึ่งนำเสียงกีตาร์ไฟฟ้ามาผสมรวมกับการเรียบเรียงเครื่องสายตามสไตล์แนชวิลล์

เมิร์ล เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจาก Okie from Muskogee งานฮิตในปี 1969 เพลงบอกเล่าถึงความภูมิใจในชาติและสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ซึ่งส่งให้เขากลายมาเป็นขวัญใจของหนุ่มสาวในยุคนั้น เมิร์ล กลายมาเป็นหนึ่งในดาวแห่งเอาต์ลอว์ คันทรี่ ตามหลังรุ่นพี่ผู้กรุยทางและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ เช่น จอห์นนี่ แคช, เวย์ลอน เจนนิ่งส์, วิลลี่ เนลสัน, คริส คริสทอฟเฟอร์สัน, แฮงค์ วิลเลียมส์ จูเนียร์ เป็นต้น

เอาต์ลอว์ คันทรี่ เป็นเทรนด์ในทศวรรษ 1970 เมื่อเหล่าฮาร์ดคอร์ คันทรี่ได้ปรับซาวด์ของงานให้นุ่มขึ้นอีกหน่อย เดินห่างจากรากฮองกี้ทองค์อันเก่าแก่ ทั้งยังมีลักษณะของความเป็นนักเล่าเรื่องผ่านเนื้อหาเหมือนนักแต่งเพลงโฟล์ค พวกเขาได้แหกกฎของเมืองหลวงของดนตรีคันทรี่ ไม่ไยดีกับซาวด์แนชวิลล์ที่เน้นไปทางป๊อป คันทรี่แหวกแนวของพวกเขามีร็อกแอนด์โรลล์ โฟล์ค และบลูส์เป็นอิทธิพล ทั้งยังพัฒนาหนทางในการแสดงที่ไม่ซ้ำใครอย่างท้าทาย เอาต์์ลอว์ คันทรี่ได้รับความนิยมจนปลายทศวรรษ 1970 จึงได้พัฒนาปรับเปลี่ยนไป

สำหรับ เมิร์ล แฮ็กการ์ด เขายังคงทำงานต่อมา และประสบความสำเร็จมาเรื่อยจนถึงยุค 2000 ใน 2 ทศวรรษหลัง เมิร์ล ยังทำงานบันทึกเสียงและออกทัวร์สม่ำเสมอ กระทั่งปี 2009 เป็นต้นมา ได้แบ่งเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น กับวงการคันทรี่ในช่วงหลังๆ เมิร์ล แฮ็กการ์ด เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ชอบเพลงคันทรี่ยุคใหม่เลย เมิร์ล บอกกับหนังสือพิมพ์ว่า ทุกวันนี้แนชวิลล์เต็มไปด้วยเพลงสูตรเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์!!!

เมิร์ล เคยแสดงหนังอยู่หลายเรื่องรวมทั้งงานของ คลินท์ อีสต์วู้ด เรื่อง Bronco Billy เขาร้องเพลงคู่กับ คลินท์ เป็นซาวด์แทร็ก ซึ่งก็กลายมาเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 ในภายหลัง เมิร์ล เคยเขียนอัตชีวประวัติออกมา 2 เล่มคือ Sing Me Back Home และ Merle Haggard’s House of Memories: For the Record

ตลอดชีวิต เมิร์ล แฮ็กการ์ด ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้งรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จจากแกรมมี่ อะวอร์ด (2006) บีเอ็มไอ ไอคอน อะวอร์ด (2006) เขามีชื่ออยู่ในหอเกียรติยศนักแต่งเพลงแห่งแนชวิลล์ (1977) หอเกียรติยศดนตรีคันทรี่ (1994) เป็นต้น เขามีอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจกับคนรุ่นหลัง ไม่เพียงในแวดวงคันทรี่แต่รวมถึงศิลปินร็อกในยุค 1960 อย่าง เดอะ เบิร์ดส, เดอะ เกรทฟูล เดด เป็นต้น

ตลอดชีวิต เขามองตัวเองเป็น “คนนอก” หรือ ดิ เอาต์ไซเดอร์ ขณะที่วงดนตรีของเขาใช้ชื่อว่า “คนแปลกหน้า” หรือ เดอะ สเตรงเจอร์ส

 

เพลงชีวิตของ เมิร์ล แฮ็กการ์ด

ในวงการเพลงคันทรี่นั้นยากจะหาศิลปินที่โด่งดังและได้รับความนับถือมากเท่า เมิร์ล แฮ็กการ์ด เขาเป็นนักดนตรีที่มีลีลาการแสดงที่น่าชม เป็นสุดยอดนักแต่งเพลง และกวีของผู้คน บทเพลงของเขามักเล่าถึงการดิ้นรนต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน ความยากจน รวมทั้งมีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เป็นแรงบันดาลใจ โดยทั้งหมดนั้นเขาเคยผ่านพบมาด้วยตัวเองจริงๆ

ผลงาน 38 ซิงเกิ้ลของเขาขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงบิลบอร์ดคันทรี่ และมี 7 ซิงเกิ้ลที่ข้ามฟากไปติดอันดับสูงสุดในชาร์ตเพลงป๊อป บทเพลงของเขาถูกศิลปินมากมายนำมาคัฟเวอร์ เพลงฮิตปี 1968 อย่าง Today I Started Loving You Again นั้นมีศิลปินมากมายนับร้อยๆ นำมาร้องใหม่ กว่า 6 ทศวรรษในวงการ เขาสร้างสรรค์เพลงดีๆ ออกมามากมายรวมถึง

Mama Tried (1968) : เพลงนี้มาจากประสบการณ์ชีวิตอันแสนโลดโผน ในช่วงวัยรุ่นเมิร์ลผ่านอะไรมามากมาย ด้วยการขาดพ่อตั้งแต่เด็ก เขายกย่องผู้เป็นแม่ที่เลี้ยงดูลูกมาตามลำพังด้วยเพลงนี้ ภายหลังเขายังอุทิศเพลง Hungry Eyes ให้กับแม่ของเขาอีกครั้ง

Okie From Muskogee (1969) : ระหว่างเดินทาง เมิร์ล และเพื่อนร่วมวงเห็นป้ายชื่อเมืองมัสโคกี (รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐ) ก็เลยคุยกันว่า ที่นี่คงไม่มีคนสูบกัญชา จากประโยค We don’t smoke marijuana in Muskogee กลายเป็นเนื้อเพลงที่นำเสนอมุมมองทางด้านการเมืองแบบเอียงขวา หลายปีผ่านไป หลังผ่านประสบการณ์มากมาย แนวคิดทางด้านการเมืองของเขาก็เปลี่ยนแปลง เขาไม่ได้คิดเหมือนกับตอนที่แต่งเพลงนี้อีกแล้ว ช่วงหลังเขากลายเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตตัวยง เขาชื่นชอบ ฮิลารี คลินตัน ถึงขนาดแต่งเพลง Let’s Put a Woman in Charge! ให้กับเธอ ด้วยเชื่อว่า ถ้าผู้นำที่เป็นชายไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร ก็น่าจะให้ผู้หญิงมาทำหน้าที่แทนดูบ้าง

Branded Man (1967) : เป็นอีกหนึ่งอัตชีวประวัติของ เมิร์ล แฮ็กการ์ด เล่าถึงชายหนุ่มที่ต้องใช้เวลาอยู่ในคุกด้วยข้อหาลักทรัพย์ เขาต้องการนำความรู้สึกของตัวเองบรรยายบนกระดาษ พยายามจะเปลี่ยนแปลง หาหนทางกลับมาให้ได้ ระหว่างถูกจองจำอยู่นี่เอง เมิร์ล ได้ดูการแสดงของ จอห์นนี่ แคช ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา

Workin’ Man Blues (1969) : หลังจากที่กลายเป็นศิลปินดัง เมิร์ล ได้สร้างเพลงชาติของคนทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานหนัก แต่รายได้น้อย เพลงนี้ได้รับความนิยมมากจนขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ต

นอกจากนั้น ยังมี The Fightin’ Side of Me (1970) เพลงต่อต้านสงครามเวียดนาม If We Make It Through December (1974) เล่าถึงช่วงเวลาลำบากของครอบครัวในช่วงฤดูเทศกาล ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะสัมผัสไม่ถึง Big City (1981) เพลงที่เขียนถึงชีวิตในเมืองใหญ่ที่เฝ้าฝันถึงชีวิตเรียบง่ายในบ้านชนบทซึ่งจากมา นอกจากนี้ เมิร์ล แฮ็กการ์ด ยังแต่งหลายเพลงรักบัลลาด อย่างเช่น Today I Started Loving You Again (1968) รวมทั้งเพลงยุคหลัง I Think I’ll Just Stay Here and Drink (1980) ที่สะท้อนอารมณ์ขันในความสัมพันธ์เศร้าๆ

ช่วงปี 1990 เมิร์ล แฮ็กการ์ด ประสบปัญหาทางด้านการเงิน เขาต้องขายสิทธิในหลายๆ เพลงเพื่อใช้หนี้ แต่ตัวเขาไม่เคยไร้ไฟในการสร้างสรรค์ ในปี 1999 เมิร์ล ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมยังคงเขียนเพลงดีๆ ออกมา ผมมีงานเก็บไว้มากมาย ซึ่งเป็นไปได้ว่า เพลงเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปบันทึกเสียง …”

สำหรับ เมิร์ล แฮ็กการ์ด แล้ว ทุกๆ เพลง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ “แต่ง” ขึ้นมา แต่เป็นการ “ให้ชีวิต” กับเรื่องราวเหล่านั้น และถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะจากไปแล้ว ทว่าเพลงเหล่านี้จะคงมีชีวิตอยู่ … ตลอดไป