อุรุดา โควินท์ ‘มีไว้เพื่อซาบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426011

อุรุดา โควินท์ ‘มีไว้เพื่อซาบ’

โดย…พริบพันดาว

นักเขียนหญิงในเมืองไทย ส่วนมากจะกระจุกตัวอยู่ในสายที่เขียนนวนิยายบันเทิงประโลมโลกย์เพื่อเป็นพื้นฐานในการผลิตเป็นบทละครโทรทัศน์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองร่วมกันของอุตสาหกรรมบันเทิง และมีน้อยนักที่จะมีนักเขียนหญิงเขียนงานวรรณกรรมสายหนักเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างจริงจัง

ในบรรดานักเขียนหญิงร่วมสมัย คนที่อยู่กึ่งกลางงานของทั้งสองสาย ก็น่าจะมีชื่อของ อุรุดา โควินท์ แม้เธอยังไม่มีงานใหม่ออกมา แต่รวมเรื่องสั้นเล่มที่ 3 ในชีวิตเธอ ที่ชื่อ “มีไว้เพื่อซาบ” ได้นำกลับมาพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ก และบรรจุเรื่องใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2 เรื่อง คือ มิตรภาพชั่วนิรันดร์ และ เผาผี

“มีไว้เพื่อซาบ พิมพ์ครั้งแรกราว 10 ปีก่อน และ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มักมีคนถามเราว่าจะซื้อได้ที่ไหน ซึ่งหนังสือไม่มีวางในร้านแล้ว เราเองก็ไม่มี จึงอยากพิมพ์ซ้ำโดยเพิ่มเรื่องสั้นใหม่เข้าไปอีกสองเรื่อง อยากพิมพ์ให้สวยงามน่าเก็บ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์มากนัก ซึ่งตรงกับความต้องการของสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊กพอดี

“เรื่องสั้นชุดนี้ ส่วนใหญ่เขียนในพรหมคีรี เขียนบนสมุดฉีก ใช้ดินสอเขียน เขียนช้ามาก บางเรื่องเดือนกว่าถึงจะเสร็จ มันเป็นเวลาแห่งการงานที่เราคงหาไม่ได้อีกแล้ว มันจะช้าแค่ไหน เราก็รอได้ และสามารถจดจ่อกับมันโดยไม่เบื่อ เราอยู่พรหมคีรี 4 ปี ได้รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ติดมือมาเล่มเดียว แต่มันก็คุ้มค่ามาก อิ่มเอมมาก”

ในบทความ “มีไว้เพื่อซาบ : ปมแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์” ที่เขียนโดย ชฎารัตน์ สุนทรธรรม อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้สรุปถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ท้ายบทความว่า เรื่องสั้นของอุรุดา ไม่เพียงแต่จะสะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังให้ข้อคิดในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับมุมมองของชีวิต พยายามหาแง่มุมที่งดงามของอีกฝ่าย โดยไม่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง…การใช้ความพยายาม อดทน รอคอยและทุ่มเทให้กับการเขียนเรื่องสั้นของอุรุดา โควินทร์ จนได้เรื่องสั้นที่มีคุณภาพ ซึ่งรวมอยู่ในรวมเรื่องสั้น “มีไว้เพื่อซาบ” เล่มนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ความเป็นนักเขียน “คลื่นใหม่” (ที่ไม่ใช่นักเขียนหน้าใหม่) ในวงวรรณกรรมไทยของเธอได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันอุรุดาได้แบ่งเวลาเขียนหนังสือทั้งการเขียนคอลัมน์และงานวรรณกรรมของตัวเองไว้ค่อนข้างรัดกุมในฐานะนักเขียนอาชีพ

 

“ตอนนี้มี 2 คอลัมน์ซึ่งเป็นนิตยสารรายปักษ์ สรุปง่ายๆ ว่าเดือนละ 4 ชิ้น ซึ่งอยากบอกว่าสบายมาก ถ้ายังไม่มีคอลัมน์ใหม่ ก็จะจัดเวลาให้ตัวเองเขียนเรื่องสั้น คือเราทำงานโดยเขียนตารางงานอย่างชัดเจน 1 เดือนล่วงหน้า ว่าวันไหนจะทำอะไร ใน 1 เดือนเขียนนิยาย 4 ตอน และคอลัมน์ 4 ตอน ยังถือว่าหลวมอยู่ ตอนนี้แบ่งเวลาไปตำน้ำพริกขายได้ หมายถึงว่าเวลายังเหลือนะคะ ยังเขียนได้อีก แต่ที่ตำพริก เพราะอยากลดความกดดันทางเศรษกิจ” เธอเล่าถึงการทำงานเขียนของตัวเอง พร้อมเล่าต่อว่า

“นิยายเขียน 3 วันต่อตอน พอได้ 3 ตอน ก็จะใช้เวลาขัดเกลารวมกันอีก 2 วัน จึงค่อยเก็บไว้ รวมแล้วนิยาย 3 ตอน เราจะใช้เวลาเขียนราว 11 วัน ส่วนคอลัมน์เขียนรวดเดียวจบวันละ 1 ชิ้น แล้วค่อยหาเวลาทำภาพประกอบทีหลัง ซึ่งไม่เคยคิดเรื่องเวลาหรือต้นทุนเลย สนุกที่ได้ทำ เพราะเราทำอาหารจริง และถ่ายรูปใช้เป็นภาพประกอบคอลัมน์ แล้วเราก็กินอาหารนั้น การได้ทำเองทุกเมนูที่เขียน ก็ทำให้เราเขียนถึงอาหารได้อย่างละเอียดขึ้นด้วย”

เมื่อถามถึงวงการวรรณกรรมและนักเขียนร่วมสมัยของไทย อุรุดา บอกว่า น่าตื่นเต้นมาก และหลับตาไม่ได้เลย เพราะจะพลาดเรื่องดีๆ

“เราตัดเรื่องการขาย เรื่องธุรกิจหนังสือออกนะ มาดูแต่เรื่องตัวงานของนักเขียนร่วมสมัย บอกได้เลยว่า บรรยากาศทำให้เราอยู่เฉยไม่ได้เลย เพราะมันหมายถึงเราอาจจะตาย (จากความเป็นนักเขียน) ได้ทุกเมื่อ เพราะรอบๆ ตัวเรา ล้วนแต่มีเรื่องเล่า และนักเขียนที่น่าตื่นตาตื่นใจ”

ทิ้งท้ายในฐานะนักเขียน อุรุดามองหนังสือเล่มที่เป็นกระดาษกับอีบุ๊กอย่างไร? เธอบอกว่าถึงที่สุดแล้ว มันจะอยู่ได้ทั้งสองแบบ

“เราคิดอย่างนั้น บางเล่มเราก็อยากอ่านอีบุ๊ก แต่บางเล่มเราก็อ่านจากกระดาษ เราว่าหลายคนคงคิดเหมือนเรา อีบุ๊กก็ดี ตรงที่ไม่ต้องเก็บหนังสือ สะดวกต่อการพกพา แต่การเพ่งจอมากๆ ทำให้เราไม่สบายตา และกับหนังสือบางเล่มที่เราอยากอ่านแล้วพลิกกลับไปกลับมา อีบุ๊กก็จะไม่สะดวกเท่ากระดาษไง”

 

ไปรยา สวนดอกไม้ สวยสุดสตรอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/426003

ไปรยา สวนดอกไม้ สวยสุดสตรอง!

โดย…สมแขก ภาพ : อัมรินทร์ เอาต์ดอร์ อันลิมิเต็ด ไตรกีฬา นานาชาติ 2559

ดาราสาวที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ไม่แปลกใจเลยที่เราจะเห็น “ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก” มีรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอ แถมยังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

เธอท้าทายขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง ด้วยการเข้าร่วมแข่งขันในรายการกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 28 ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เธอเข้าเส้นชัยในเวลา 5 ชั่วโมง 45 นาที นับเป็นดารานักแสดงหญิงคนแรกที่จบ Full Marathon ได้สำเร็จ และหลังจากมีคนสงสัยว่าที่เห็นหุ่นเป๊ะขนาดนี้ เธอใช้เวลาออกกำลังกายวันละกี่ชั่วโมง ซึ่งเจ้าตัวเคยเผยในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “10 km run this morning มีคนถามกันเยอะมากว่า เดือนหนึ่งปูออกกำลังกายกี่ชั่วโมง เดือนที่แล้ว เล่นพิลาทิส 25 ชั่วโมง เล่นเวต 5 วิ่ง 6 ชั่วโมง ทำงานเกือบทุกวัน เหนื่อยแต่สิ่งที่ได้คืนมันคุ้มมาก อย่ายอมแพ้ค่ะ”

ล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สาวปู ไปรยา ก็เป็นหนึ่งคนที่เข้าร่วมแข่งขันไตรกีฬานานาชาติ 2559 ที่ค่ายนเรศวร บริเวณชายหาดชะอำ-หัวหิน จ.เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ โดยเจ้าตัวเผยว่า ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้วเธอเคยแข่งวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกและชอบ จึงได้ฝึกซ้อมร่างกายเพื่อมาลงแข่งอย่างจริงจังในปีนี้ โดยเธอได้ลงแข่งให้กับทีมอัมรินทร์ เอาต์ดอร์ อันลิมิเต็ด รับหน้าที่วิ่งระยะทาง 10.8 กิโลเมตร

“จริงๆ ไม่เคยคิดว่าตนเองจะเหมาะกับไตรกีฬา เพราะปูเป็นคนที่ไม่ได้มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันมาก รวมทั้งเรื่องของเวลาว่างด้วย แต่เมื่อปีที่แล้วได้ลงแข่งวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิต แล้วเริ่มติดใจการวิ่ง พอได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมแข่งขันแบบประเภททีมในรายการ ‘อัมรินทร์ เอาต์ดอร์ อันลิมิเต็ด ไตรกีฬา นานาชาติ 2559’ จึงอยากลองดู รวมทั้งในรายการนี้มีเพื่อนลงแข่งหลายคนเหมือนกัน โดยครั้งนี้ปูรับหน้าที่ในการวิ่งระยะทาง 10.8 กิโลเมตร แม้ว่าจะเป็นระยะที่เราเคยวิ่งมาแล้ว แต่ก็ต้องซ้อม

 

“สำหรับการฝึกซ้อมปูจะแบ่งเวลาซ้อมให้ได้ประมาณอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง วิ่งครั้งละประมาณ 10 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาช่วงก่อนทำงาน ตื่นประมาณ 04.30 น. และซ้อมที่สวนลุมพินี นอกจากนี้ปูยังมีเทรนเนอร์ที่จริงๆ เป็นเพื่อนวิ่งด้วยกันตลอด คอยเทรนให้ ซึ่งเทคนิคของปูจะเน้นเล่นพิลาทิสและเน้นการยืดเยอะมาก เพราะการยืดสำคัญต่อการวิ่งมากเมื่อก่อนปูไม่เข้าใจ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากเรายิ่งยืดยิ่งดี ยิ่งวิ่งสบาย ไม่บาดเจ็บ นอกจากนี้พิลาทิสยังทำให้กล้ามเนื้อส่วนลำตัว (Core Body) ของเราแข็งแรง ทำให้เราวิ่งได้ดีขึ้น” ดาราสาวบอกโปรแกรมสำหรับฝึกซ้อมของเธอ

ปู ไปรยา ให้คำแนะนำสำหรับผู้อยากลองเริ่มต้นเล่นไตรกีฬาเช่นเดียวกับเธอว่า อาจต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมาย และมีวินัยในการฝึกซ้อมร่างกายให้พร้อม ซึ่งการลงประเภททีมก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะเราจะได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันจริงๆ และได้เข้ามาอยู่กับกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ และชื่นชอบการออกกำลังกายเหมือนกัน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬาและการแข่งขันครั้งต่อๆ ไป

“สุดท้ายอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันเยอะๆ เพราะการออกกำลังกายทำให้เราได้แต่สิ่งดีๆ ทั้งสุขภาพ มิตรภาพ และทำให้ชีวิตเราดีขึ้นทุกด้านจริงๆ” สาวปู ทิ้งท้าย

 

มรสุมชีวิตที่สาหัส ถาโถมจนแทบรับไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425962

มรสุมชีวิตที่สาหัส ถาโถมจนแทบรับไม่ทัน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวสวยหน้าคม ส้ม-ชนากานต์ ชัยศรี อดีตมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 1990 หลังจากได้ตำแหน่งเธอก็ไม่ค่อยได้ทำงานในวงการสักเท่าไหร่ ต่อจากนั้นไม่นานเธอก็แต่งงานมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ทำหน้าที่เป็นคุณแม่ของลูกๆ วัยน่ารักถึง 3 คน เส้นทางชีวิตของเธอก็ดูราบรื่นมีความสุขกับสามีนักธุรกิจที่ดูใจดีอบอุ่น เรื่องราวก็น่าจะไหลลื่นไปด้วยดีโดยไม่มีอุปสรรคขวากหนามใดๆ เป็นเส้นทางชีวิตของสาวๆ หลายคนที่ได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ ที่รักเธอ มีลูกเล็กๆ ที่น่ารักสมวัย

แต่ฟ้าเบื้องบนก็ให้บททดสอบที่ยากๆ แก่เธอเป็นระยะอย่างไม่บันยะบันยัง ส่งมรสุมชีวิตลูกแล้วลูกเล่ามาทดสอบความอดทนของเธออย่างไม่ขาดระยะเพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี

 

มรสุมลูกแรก ก.ค. 2555

สามีของเธอนั้นเป็นชายหนุ่มที่อายุมากกว่าเธอเพียงปีเดียว เป็นคนสุภาพใจดี รักภรรยา รักลูก ไม่เจ้าชู้ เธอเล่าว่า แต่งงานกันมานี่ไม่เคยมีอะไรทะเลาะกันรุนแรงเลย เขาจะตามใจลูกเมีย เป็นคนง่ายๆ สบายๆ อะไรก็ได้ที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข แม้เขาจะเป็นผู้ชายเจ้าเนื้อไปสักหน่อย แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาสุขภาพใดๆ แต่งงานกันมาเกือบ 20 ปี ก็ไม่เคยเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลอะไรจนกระทั่งเมื่ออายุเข้าเลขสี่ เขาเริ่มมีปัญหาเรื่องความดัน หัวใจอะไรบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก ก็กินยาควบคุมอาการ พบแพทย์เป็นระยะๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร

“เขามีปัญหาเรื่องนอนกรนมากขึ้น หมอก็ให้ยามากิน แต่เขาจะเป็นคนขี้ลืม กินบ้างไม่กินบ้าง แล้วก็ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่มีความสุขกับการกินมาก ซึ่งส้มเองก็ไม่ได้ไปกดดันว่าให้เขาพยายามลดน้ำหนักหรืออะไร จนกระทั่งเขาไอหนักขึ้นมากจนนอนไม่หลับ เขาต้องนั่งหลับ ช่วงก่อนที่เขาจะไม่สบาย เขามีปัญหาเกี่ยวกับปอดทั้งที่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ สุดท้ายก็ขอให้เขาไปหาหมอเถอะ วันที่เขาต้องไปหาหมอ ส้มมีอัดรายการทั้งวันก็เลยบอกให้เขาไปนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ตรวจอย่างละเอียด เดี๋ยวอัดรายการเสร็จบ่ายๆ ส้มจะไปรับเขากลับบ้าน ก็ดูปกติไม่มีอะไรน่ากังวลเลย สายๆ หลานเขาไปเยี่ยม เขาก็ยั่งนั่งเล่นเกมคุยโทรศัพท์กัน” เธอทบทวนความหลังให้ฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

 

พอสักเที่ยงๆ หลานชายเขาโทรมาบอกว่าสามีเสียชีวิตแล้ว ส้มงงช็อกทำอะไรไม่ถูก ส้มทิ้งรายการเพื่อไปดูเขา ไปถึงหมอกำลังปั๊มหัวใจ ปั๊มเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นขึ้นมา เขาสิ้นใจแบบปุ๊บปั๊บมาก เขาเสียด้วยโรคปอดติดเชื้อ ซึ่งไปเอกซเรย์แทบจะไม่มีปอดเหลือเลย พอไปเห็นเขา เธอบอกว่าทำอะไรไม่ถูก ช็อกไปเลย คือนิ่งไม่พูดไม่จา ไม่ร้องไห้ฟูมฟายใดๆ นั่งเหม่อลอยแบบงงเหมือนว่านี่คือความฝันไม่ใช่ความจริง ทำอะไรไม่ถูก ไม่พูดไม่ฟังอะไรใครทั้งนั้น น้องสาวและพ่อแม่ของเธอต้องช่วยจัดการให้หมด จนกระทั่งสวดไป 3 วันแล้วถึงเริ่มมีสติเข้มแข็งขึ้นมาบ้าง มีพิธีสวดแค่ 3 วันแล้วเผา เนื่องจากพ่อสามีป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รักษาตัวอยู่ที่บ้าน ไม่บอกให้พ่อเขารู้ กลัวพ่อเขาจะรับไม่ไหว แม่สามีต้องบอกว่าไปธุระแล้วเอาชุดดำมาเปลี่ยนที่วัด เพราะเขาเป็นลูกชายคนเล็กที่สนิทกับพ่อเขามาก ซึ่งปิดไว้ได้ 3 เดือน คุณพ่อเขาก็ทรุดหนักแล้วถามแต่ว่าทำไมลูกชายคนเล็กไม่มาหา ในที่สุดต้องบอกพ่อ บอกได้ไม่กี่วัน พ่อสามีก็เสียตามไปติดๆ

เธอเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครในครอบครัวตายจากไป สามีนี่คือคนแรกที่ตายไปจากชีวิตเธอ เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เธอพยายามเข้มแข็งไม่ร้องไห้ให้ลูกเห็น แต่ในใจนั้นปวดร้าวมาก ลูกก็ยังเล็ก 7-8 ขวบเท่านั้น กำลังกินกำลังใช้ ปกติเธออยู่เป็นครอบครัวเดี่ยวๆ พอสามีเสียก็ยุ่งเรื่องรับส่งเรื่องดูแลลูก วิ่งวุ่นไปหมด

 

โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจทิ้งบ้านต่างจังหวัดย้ายมาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยดูแลหลานๆ ช่วยรับส่งหลานๆ แทนสามี ก็ช่วยแบ่งเบาเธอไปได้เยอะมาก คุณพ่อเปรียบเสมือนแม่บ้านดูแลเรื่องอาหารการกิน ความเรียบร้อยในบ้าน ดูแลลูกๆ แทนเธอ ถ้าไม่มีคุณพ่อนี่ชีวิตจะลำบากมากเลย ท่านทำให้ทุกอย่าง ชงกาแฟ เตรียมรถ ก่อนเธอจะออกจากบ้าน จะเอาอะไรบอกคุณพ่อของเธอจัดการให้หมด เธอก็พยายามเข้มแข็งให้มากที่สุด เป็นหลักให้ลูก แต่ก็ยังนึกถึงเขาอยู่เสมอแม้กระทั่งทุกวันนี้ โดยเฉพาะลูกชายคนเล็กตอนที่พ่อเขาเสียอายุแค่ 6 ขวบ เขาก็จะถามถึงพ่อเขาบ่อยๆ ได้ยินลูกถามเธอก็น้ำตาจะไหลทุกครั้ง

มรสุมลูกที่สอง ก.ย. 2556

ผ่านไปไม่ถึงปีหลังจากสามีเสียชีวิต เธอก็เกือบจะเข้าที่เข้าทางแล้ว พอทำใจให้หายเศร้าได้บ้าง พยายามดำเนินชีวิตต่อไป แต่เธอก็กลับได้บททดสอบความเข้มแข็งของจิตใจอีกครั้ง คราวนี้เป็นน้องชายคนเล็กและเป็นน้องชายคนเดียวของเธอซึ่งเป็นนักแข่งรถ อายุแค่ 34 ปี รูปร่างสูงใหญ่ถึง 190 ซม. ยังไม่ได้แต่งงาน แข็งแรงไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหนักๆ เลย แล้วเขาไม่ได้กินเหล้า แต่สูบบุหรี่บ้าง เขาแยกไปอยู่อีกบ้านหนึ่งกับเพื่อนๆ เขา ก็จะคุยโทรศัพท์กันบ่อย โดยเฉพาะกับน้องสาวคนกลางเขาสนิทกันมาก เขาโทรคุยกันทุกวัน เจอกันก็ยังดีๆ ไม่มีวี่แววจะเจ็บป่วยอะไร ไม่มีโรคเรื้อรังใดๆ

 

ตอนเช้ามืดเพื่อนเขาโทรศัพท์มาบอกว่าน้องชายเสีย น้องสาวเป็นคนรับสายเขาสนิทกันมาก น้องสาวก็ทรุดลงไปนั่งกำโทรศัพท์อยู่ในมือเขาพูดอะไรไม่ออก “ส้มต้องไปรับสายพูดต่อแล้วรีบขับรถไปบ้านน้องชาย ยังไม่บอกพ่อกับแม่ ไปถึงบ้านเพื่อนเขาบอกว่าน้องชายเข้าไปนอนตามปกติตอนดึก ตอนเช้ามืดได้ยินเสียงเขาดิ้นแล้วร้องเฮือกแล้วดิ้นๆ แล้วก็นิ่งไปเลย เพื่อนพยายามเรียกก็ไม่ฟื้น จับชีพจรก็ไม่เต้นแล้ว พยายามช่วยกันปั๊มหัวใจก็ไม่เป็นผลแล้ว พอส่งไปที่นิติเวช เขาบอกว่าเส้นเลือดหัวใจโป่งพองแล้วแตกไปเลย ซึ่งน้องชายก็ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นโรคนี้ จากไปแบบเฉียบพลัน” เธอเล่าอย่างหดหู่

งานนี้น้องสาวคนรองช็อกทำใจไม่ได้ เขาสนิทกันมาก เธอจึงต้องจัดการทุกอย่างแทน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็เสียใจมาก โดยเฉพาะคุณพ่อนั้นภายนอกดูเข้มแข็งทำใจได้ แต่ลึกๆ ในใจเขานั้นเหมือนอกกลัดหนอง คือพ่อเจ็บปวดมากแต่แสดงออกมาไม่ได้ พอสวดศพเสร็จพ่อจะไปยืนเกาะโลงน้องชายเหมือนจะร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาออกมา เขาพยายามเก็บกดความรู้สึกเอาไว้อย่างยากเย็น งานนี้เธอจึงต้องเข้มแข็งกว่าใครๆ ในฐานะพี่สาวคนโต จัดการทุกอย่างแทน เป็นแม่งานทุกสิ่งอย่าง

 

หลังจากที่น้องชายเสียไปนั้น บรรยากาศในครอบครัวของเธออึมครึมซึมเศร้ามาก ทั้งพ่อและแม่นั้นท่านอมทุกข์มาก ส่วนน้องสาวก็ยังทำใจไม่ได้ซูบผอม กินไม่ได้นอนไม่หลับ เหมือนเราได้มรณานุสติว่าเกิดแก่เจ็บตายนี่มันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าจะจนจะรวย จะแก่รึหนุ่ม ก็มีสิทธิจากไปโดยไม่ทันได้ร่ำลา ไม่ได้ทันตั้งตัว ความตายมันใกล้แค่เอื้อม อย่าพลาด อย่าประมาททุก คนมีสิทธิเจอได้อย่างเท่าเทียมกัน

มรสุมลูกที่สาม ม.ค. 2557

หลังจากน้องชายเสียชีวิตไป คุณพ่อก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ หลังงานศพพ่อจะไปใส่บาตรให้น้องชายทุกเช้า กลับเข้าบ้านมาจะแอบมานั่งร้องไห้ไม่ให้ใครเห็น พยายามกลบเกลื่อนว่าไม่ได้เศร้าแล้ว ทำใจได้แล้ว ซึ่งความจริงแล้วพ่อเขาตรอมใจมาก แต่เขาแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้ในฐานะหัวหน้าครอบครัว คุณพ่อคงไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าแม่ ต่อหน้าลูกๆ หลานๆ ซึ่งคุณพ่อเดิมเป็นโรคเบาหวานอยู่ก็กินยาคุมไว้ตลอด พอมาช่วงหลังๆ ที่น้องชายเสียชีวิตไปนี่เหมือนพ่อหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ท่านก็เริ่มกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง แล้วเขามีลูกชายคนเดียวคงหวังจะให้มีหลานๆ มาสืบสกุล แล้วน้องก็ยังไม่แต่งงานเลย ส่วนน้องสาวซึ่งสนิทกับน้องชายมากก็ยังทำใจไม่ได้

 

“ส้มต้องให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเป็นเพื่อนน้องสาว เพราะเขาทำใจไม่ได้เลย แม้จะถึงช่วงทำบุญ 100 วันแล้ว ทั้งคุณพ่อ ทั้งคุณแม่ ทั้งน้องสาว ก็ยังอยู่ในภาวะทุกข์โศกทำใจกันไม่ได้เลย ส้มต้องเป็นหลักทำใจให้เข้มแข็ง บรรยากาศในบ้านก็ดูเหงาๆ เศร้าๆ หดหู่” เธอเล่าด้วยเสียงเศร้าๆ

พอกลางๆ เดือน ธ.ค. ก็ทำบุญ 100 วันน้องชาย คุณพ่อก็เริ่มป่วยแบบคนแก่ทั่วไป ไม่ได้ดูน่ากังวลอะไร แต่ว่าเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะอ่อนเพลีย ไม่หายสักที ลูกชายคนเล็กของเธอก็บอกว่าคุณตาไปหาหมอเถอะครับ เดี๋ยวจะไปนอนเฝ้าคุณตาเอง คุณพ่อก็ไม่ยอมไป จนเข้าวันที่ 7 คุณพ่อทำกับข้าวให้หลานๆ กินกันเสร็จตอนเย็น ก็ขอขึ้นไปงีบสักแป๊บ พอค่ำก็ลงมากินข้าวกัน คุณพ่อกินเสร็จก็ขึ้นไปนอนทันที คุณแม่ก็ยังไม่ได้เข้านอนตามไปส่งหลานๆ ที่ห้อง ดูแลหลานๆ อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย จน 3 ทุ่มกว่าส้มก็จะขึ้นไปอาบน้ำ แล้วก็นั่งคุยกับแม่ที่ห้องลูกชาย คุยกันเพลินๆ คุณแม่ก็ยังไม่กลับไปห้อง จนน้องสาวเขาจะเข้านอนเลยแวะไปดูห้องคุณพ่อ เรียกพ่อ ท่านก็เงียบไม่ตอบรับ เลยเปิดไฟก็เห็นคุณพ่อนอนหงายมือตก หน้าเขียว มือเขียวไปแล้ว เราก็รีบโทรหาหมอ เขาก็สอนให้พยายามปั๊มหัวใจ น้องสาวก็บอกฉันทำไม่ได้ร้องไห้ ส้มไปจับชีพจรพ่อก็ไม่เต้นแล้ว ซึ่งคิดว่าพ่อน่าจะสิ้นใจมา 2 ชม.กว่าแล้ว เพราะตัวเย็นแล้ว เรียกรถพยาบาลมาก็ปั๊มหัวใจไม่ขึ้น พ่อหลับไปเลย หมอบอกว่าหัวใจล้มเหลว แต่สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากการตรอมใจจากการเสียชีวิตของน้องชายด้วย

 

เธอเล่าว่า การจากไปของผู้ชายที่รักทั้งสามคนภายในเวลาไม่ถึง 2 ปีนั้น สร้างความเสียใจปวดร้าวให้กับเธอเป็นอย่างมาก แล้วทุกคนจากไปแบบฉับพลันไม่มีลางบอกเหตุให้ได้เตรียมตัวเตรียมใจใดๆ ไม่ได้สั่งเสีย ไม่ได้ร่ำลา เป็นบทเรียนสอนให้เราไม่ประมาทว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ชีวิตไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด ความตาย ความพลัดพราก ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ชีวิตนี้สั้นนัก

ถ้าจะมองโลกในแง่ดีก็คือทั้งสามี น้องชาย คุณพ่อ จากไปแบบไม่ทรมาน ไม่ต้องเจาะคอ เจาะท้อง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ให้คนข้างหลังต้องเสียเงินเสียทองมากมาย แต่จะมองแง่ดีอย่างไรก็ยังยากที่จะทำใจ ตอนนี้เธอจึงพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายมากขึ้น เลือกกินอาหารที่ดีกับสุขภาพมากขึ้น “ตอนนี้ส้มเหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว จะล้มไม่ได้ต้องเป็นหลักให้แม่ให้น้อง ไหนจะลูกๆ อีก 3 คน ต้องเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท รักใครก็ดูแลกันให้ดีๆ ชีวิตนี้ไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด” เธอฝากข้อคิดเตือนใจทิ้งท้าย

 

 

 

‘สุภัค ศิวะรักษ์’ รักท่องเที่ยว…แบบลุยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425878

‘สุภัค ศิวะรักษ์’ รักท่องเที่ยว...แบบลุยๆ

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

การบริหารธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องประชุม สั่งการ และตัดสินใจเรื่องราวมากมาย ทำให้คนที่ทำงานด้านนี้ต้องหาวิธีพักผ่อนหย่อนใจหลากหลายวิธีเพื่อคลายความเครียด

สำหรับ สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยเลือกการพักผ่อนยามว่างด้วยการท่องเที่ยว ทั้งเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบลุยๆ ขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ ในดินแดนที่เราไม่รู้จักและไม่คุ้นเคยในต่างประเทศ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ดีมากเลยทีเดียว

สุภัค เล่าว่า ถ้าว่างมักเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับภรรยา “ปาริชาต ศิวะรักษ์” และการไปเที่ยวจะเลือกเที่ยวแบบลุยๆ หน่อย อย่างการขับรถเที่ยวในต่างประเทศ หรือปั่นจักรยาน แต่ไม่ชอบเที่ยวที่ต้องซื้อทัวร์ไปแล้วจำกัดเวลาเที่ยว มีคนมาคอยดูแลเทกแคร์แบบนั้นไม่ชอบ เพราะถ้าจะเที่ยวจะชอบดูแลตัวเอง ดูแลกันเองมากกว่า

“ส่วนสถานที่เที่ยวที่ประทับใจมากตั้งแต่ไปเที่ยวกันมาหลายๆ ที่ น่าจะเป็นการไปเที่ยวตุรกี ผมมีโอกาสได้ไปมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ประทับใจที่นี่ เพราะผมว่าภูมิประเทศเขาสวยงาม อาหารก็อร่อย ผู้คนก็น่ารักดี นอกจากนี้สถาปัตยกรรมตามสถานที่ต่างๆ ก็สวยงามน่าทึ่งดี

“แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เมืองไทยไม่น่าเที่ยวนะ เมืองไทยผมก็ไปแทบทุกที่ แต่ไปแบบเลือกลุยเอง ไปเที่ยวป่า หาที่พักคล้ายๆ โฮมสเตย์ที่มีบ้านพักแยกให้พักก็สนุกดี คือการเที่ยวดีๆ ไม่จำเป็นต้องพักโรงแรมหรูๆ อย่างเดียว ไปที่สบายๆ สงบๆ ได้พักจริงๆ ก็ดีเหมือนกัน”

เคล็ดไม่ลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ใครจะเลียนแบบก็คงไม่ว่ากัน

 

ศิริรัตน์ ศิริวรรณ กับวิถีแห่ง ‘โค้ชชิ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425876

ศิริรัตน์ ศิริวรรณ กับวิถีแห่ง ‘โค้ชชิ่ง’

โดย…พีรดา ปราศรีวงค์ ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

โค้ชชิ่งเปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนภาพความรู้สึก นึกคิด ความคิดเห็นของผู้ที่เปิดรับการเข้าโปรแกรมในแต่ละหลักสูตร ผ่านการกระตุ้น การตั้งคำถามให้คิดโดยตัวโค้ชชี่ต้องเป็นผู้ดึงความคิดของตัวเองการวางกลยุทธ์และแนวทางการปฏิบัติตัวด้วยตัวเอง เพื่อปลุกศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างมีระบบ” ศิริรัตน์ ศิริวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี วินนิ่ง เทรน แอนด์ โค้ช หรือโค้ชบี สะท้อนภาพอาชีพโค้ชชิ่ง

โค้ชชิ่ง คือ ผู้ทำหน้าที่วิทยากรด้านการพัฒนาความเป็นผู้นำองค์กร ถ่ายทอดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบให้กับผู้ที่สนใจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองในทิศทางที่ดีขึ้น

ศิริรัตน์ เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา นวัตกรรมการโค้ช สร้างกระแสให้กับผู้บริหารคนไทยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สนใจส่งผู้บริหารเข้าสู่กระบวนการเพิ่มทักษะในหลักสูตรต่างๆ เช่น ความเป็นผู้นำ การสื่อสาร ฯลฯ โดยการกระตุ้นทางความคิด อารมณ์ ทักษะการเรียนรู้ พร้อมปลดปล่อยพลังความคิดและดึงศักยภาพของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาถึงพนักงานทุกระดับขององค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทั้งองค์กรภาครัฐและหน่วยงานเอกชนในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

ทั้งนี้ บุคลากรที่มีความพร้อมด้านความคิด สติปัญญา จะช่วยเสริมจุดแข็งและสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจ ทำให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจการโค้ชเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งความต้องการ (ดีมานด์) ใช้บริการของผู้เข้ารับการอบรม (โค้ชชี่) และผู้ที่ต้องการ (ซัพพลาย) ประกอบอาชีพโค้ชชิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะที่แนวทางการประกอบอาชีพโค้ชชิ่ง ปัจจุบันคนไทยได้รวมตัวกันจัดตั้งหลักสูตรขึ้นมาเอง โดยไม่อิงกับใบรับรองของสหพันธ์ โค้ชนานาชาติ ทำให้การเรียนเข้าสู่อาชีพโค้ชง่ายต่อการเข้าถึง และมีราคาถูกกว่าการเรียนจากสหพันธ์ฯ ราคาการเข้าฝึกหลักสูตรถูกกว่า 50% จึงเป็นช่องทางให้ธุรกิจการโค้ชเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนจะได้คุณภาพตามหลักมาตรฐานสากลหรือไม่นั้น คุณภาพและประสิทธิภาพของโค้ชชี่จะเป็นตัวตัดสิน

นอกจากนี้ การเป็นโค้ชต้องป้อนคำถามที่อยากรู้อยากเห็นมากกว่า ตัดสินหรือตั้งธงให้กับโค้ชชี่ปฏิบัติตาม โดยไม่มีอคติ มีจิตใจที่บริสุทธิ์ หวังดี และเก็บข้อมูลความลับให้กับโค้ชชี่ ส่วนแนวทางการระบายความเครียดของผู้ที่เป็นโค้ชนั้น ส่วนตัวจะไม่นำความทุกข์มาแบกไว้ แต่มุ่งการเจริญสติเดินจงกรม เพื่อผ่อนคลาย

 

“การเป็นโค้ชที่ดีนั้นต้องเป็นพี่เลี้ยงเป็นแม่แบบให้กับตัวโค้ชชี่ แต่ต้องไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางว่าผู้ที่เข้าหลักสูตรต้องทำตามคำแนะนำ แต่จะรับฟังอย่างไม่มีอคติ โดยตัวโค้ชชิ่งจะแตกต่างจากจิตแพทย์ที่ทำหน้าที่เจาะลึกถึงปมอดีต วินิจฉัยปมที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่การโค้ชคือการกระตุ้นสมอง ความคิด การค้นหาตัวตนที่ซ่อนอยู่ เพื่อดึงออกมาใช้พัฒนาตัวเอง” ศิริรัตน์ กล่าว

สำหรับผู้ที่เข้าสู่กระบวนการโค้ชต้องเปิดใจ กระหายที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ ความคิด อารมณ์ การสื่อสาร เพราะกระบวนการโค้ชจะแตกต่างจากการเข้าสู่หลักสูตรการอบรมทั่วไปที่มีระยะเวลาการรับฟังสั้น ขณะที่การโค้ชมีระยะเวลาอย่างน้อย 5-6 เดือน มีระยะเวลาการวางแผนให้กับตัวเองพร้อมให้เวลาการปฏิบัติที่สามารถดำเนินการได้จริง

โค้ชบี บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่กลัวที่จะเกิดการแข่งขันในธุรกิจนี้ เพราะตัวโค้ชชี่เป็นคำตอบที่ดีให้กับผลงานของโค้ชชิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตขึ้นทุกปีเพราะมีการบอกต่อแบบปากต่อปาก เช่นลูกค้ารายหนึ่งได้โปรโมทให้เป็นผู้บริหาร แต่พื้นฐานเป็นผู้ที่โกรธง่ายไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความโกรธได้ เมื่อเข้าสู่หลักสูตรการโค้ช สติและวิธีการควบคุมความโกรธได้เป็นอย่างดี รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดี ส่งผลให้การพัฒนาบุคลิกภาพ สมอง ความคิด อารมณ์ถูกพัฒนาอย่างมีขั้นตอน

ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มองค์กรกว่า 95% อีก 5% เป็นลูกค้าที่ต้องการพัฒนาตัวเอง รวมถึงการเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราววิธีการโค้ชที่ถูกต้อง ถือเป็นช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับบริษัทเป็นอย่างดีการสร้างหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า

“การเปิดเออีซีปลายปีนี้จะเป็นโอกาสให้ตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น ในส่วนของลูกค้าและการแลกเปลี่ยนโค้ชชี่ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพร้อมประสานความร่วมมือกับโค้ชชาติอื่น ซึ่งมองว่าไทยสามารถเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในอาเซียนได้” โค้ชบี กล่าวทิ้งท้าย

 

มารยาทไทย ความงามที่หายไป เป็นเพราะคนหรือยุคสมัย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425506

มารยาทไทย ความงามที่หายไป เป็นเพราะคนหรือยุคสมัย?

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เปิดโซเชียลมีเดียทุกครั้ง เรามักจะพบว่าเพจเฟซบุ๊กที่มียอดคนติดตามเป็นล้านคนขึ้นไปมักจะเป็นเพจที่แอดมินพูดจาหยาบคายติดตลก และเต็มไปด้วยคำด่าทอ คล้ายจะเป็นการระบายความเครียดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ที่ป้ายรถเมล์ไม่เคยเห็นการต่อแถวขึ้นรถเมล์ เด็กรุ่นใหม่ชอบพูดจาหยาบโลนทะลึ่งใต้สะดือในลิฟต์ และที่สาธารณะกันอย่างเป็นเรื่องปกติ ที่จอดรถในศูนย์การค้าก็มักจะเห็นคนที่มีอวัยวะครบ 32 เข้าจอดในที่จอดคนพิการอยู่เสมอ

มารยาทอันดีงามของคนไทยนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีมารยาทอะไรบ้างที่กำลังถูกกลืนหายไป

วรเชษฐ์  สิงห์ลอ ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม แสดงทัศนะในเรื่องมารยาทไทยที่หายไปว่า เป็นเรื่องจริงที่คนรุ่นใหม่ขาดมารยาทที่ดีในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องง่ายๆ อย่างการไหว้ทักทาย “แต่ก่อนคนไทยเราเจอกันก็จะทักทายกัน ว่าไปไหนมา สบายดีไหม กินข้าวหรือยัง เป็นคำทักทายตามปกติ ถ้าเจอผู้ใหญ่ก็จะไหว้สวัสดี แต่จากประสบการณ์ของผมในการสอนเด็กมหาวิทยาลัย ผมสอนพวกเขาเทอมก่อน พอมาเจออีกเทอมที่ไม่ได้สอนพบว่าพวกเขาไม่ยกมือไหว้ไม่ทักทายสวัสดีทำเหมือนไม่เคยรู้จัก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย ที่คนรุ่นใหม่รับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาเพราะเห็นว่า ดูเท่ดูดี แต่กับวัฒนธรรมของเราเองกลับดูเชยไม่ทันสมัย ทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมที่ดีงามของชนชาติตัวเอง แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ไม่มีหลักสูตรวิชาเรื่องวัฒนธรรมไทยเข้าไปอยู่ในวิชาการเรียนการสอน ก็ยิ่งทำให้มารยาทและวัฒนธรรมของไทยถูกกลืนหายไปตามกระแสวัฒนธรรมต่างชาติที่ถาโถมเข้ามา”

รอยยิ้มคนไทยหายไปไหน

ปลายปีที่แล้วผมเดินทางไปเที่ยว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ระหว่างเดินเลือกสินค้าในร้าน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แม่ค้าเดินออกมาดูพอดี ผมส่งยิ้มทักทาย แต่ไม่มีรอยยิ้มตอบกลับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจออากัปกิริยาแบบนี้ แม้กระทั่งเพื่อนบ้านใหม่ของผมที่เจอกันครั้งแรก ก็ส่งยิ้มทักทายพร้อมคำสวัสดี แต่สิ่งที่ได้คือสายตาแห่งความสงสัยว่า ผมจะยิ้มให้เขาไปทำไม

จำได้ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อนผมเดินไปไหนมาไหน ก็มักจะเห็นแต่รอยยิ้ม เจอหน้ากันครั้งแรกไม่รู้จักกันไม่ต้องถึงกับยกมือไหว้ แค่ยิ้มทักทายแล้วเดินผ่านไปก็สุขใจพอแล้ว สมกับที่เราเคยภูมิใจในความเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่เดี๋ยวนี้การยิ้มให้กันกลายเป็นเรื่องชวนสงสัย ตีความคำว่ามิตรให้กลายเป็นอื่น ยิ้มให้เราทำไม, มีอะไรหรือเปล่า, คนนี้น่าสงสัย, เกย์หรือเปล่า, จะเข้ามาขอเงินหรือเปล่า… ยิ่งถ้าเจอข้อสุดท้ายนี่เครียดหนัก

นั่นอาจจะเป็นเพราะคนไทยเราระมัดระวังตัวกับภัยทางสังคมมากขึ้น ไม่รู้ว่าใครจะมาดีมาร้าย ข่าวสารสังคมในทางลบมีมากกว่าข่าวดีๆ หลายเท่า อย่าลืมว่าความเป็นมิตรและการระมัดระวังตัวนั้นเป็นคนละเรื่องกัน คนไม่ดีในสังคมมีมากมายก็จริงแต่อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาทำลายตัวตนความเป็นคนไทยของเราให้หมดไป

ลืมสิ้นวัฒนธรรมการไหว้

การไหว้เป็นมารยาทพื้นฐานที่สุดของคนไทย แต่สังเกตไหมว่าเด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่นิยมการไหว้ รวมถึงเลือกที่จะเรียกผู้อาวุโสกว่าว่า พี่ หรือ คุณ ไม่ว่าเขาจะมีอายุรุ่นราวคราวพ่อก็ตาม คล้ายกับว่าธรรมเนียมการยกมือไหว้นั้นไม่ทันสมัยเท่ากับการทักทายแบบชาวตะวันตก แต่ที่จริงแล้วการยกมือไหว้นั้นเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามอย่างมากในสายตาชาวต่างชาติ

เด็กเรียนจบใหม่เพิ่งเข้าทำงานหลายคน มักจะพยักหน้าทักทายแทนการไหว้ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าเขาจะแก่ว่ามากน้อยแค่ไหน เหมือนกับว่าพอได้เข้ามาทำงานแล้วทุกคนคือเพื่อนร่วมงาน แม้กระทั่งการเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จัก ก็จะทักเพียงแค่คุณลุงหรือคุณป้า โดยไม่ยกมือไหว้ทักทายกันก่อน ทั้งที่ในสายตาผู้ใหญ่ถ้าเห็นเด็กเข้ามาขอความช่วยเหลือด้วยการยกมือไหว้สวัสดี และพูดถึงสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือนั้น ดูดีและน่าให้ความช่วยเหลือที่สุด

 

ไม่ต่อแถวเข้าคิว

การเข้าแถวต่อคิวเป็นมารยาทพื้นฐานทางสังคมของคนทั้งโลก ที่ยอมรับถึงความเป็นอารยชนผู้เจริญแล้ว แต่ทุกวันนี้เรายังเห็นการแซงคิวเกิดขึ้นมากมายในทุกที่ คิวซื้ออาหาร แซงคิวเข้าสถานีรถไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ หรือแม้กระทั่งการขับรถเบียดคอสะพานก็ถือว่าเป็นการแซงคิวอย่างหนึ่งเช่นกัน

คนไทยกลุ่มหนึ่งชอบแซงคิวกันเพราะเหตุอะไร ทั้งที่ชีวิตในวัยเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย พวกเราต้องเรียนรู้เรื่องการเข้าแถว ต่อคิวในทุกวัน และคงไม่พอใจถ้ามีคนซึ่งมาทีหลังได้ก่อนด้วยเหตุไม่สมควร แต่ที่แย่กว่านั้นคือคนที่ควรมีหน้าที่ตักเตือนเรื่องการเข้าคิวเช่นเจ้าหน้าที่ เจ้าของร้านค้าร้านอาหาร และคนที่ถูกแซงคิวไม่ทำหน้าที่และรักษาสิทธิของตัวเอง ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้คิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้และไม่มีใครว่าอะไร กลายเป็นเรื่องธรรมดา

พูดถึงเรื่องการเข้าคิวแล้วคงไม่มีชาติไหนจะเคร่งครัดเท่าประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ต่างต้องเข้าคิวด้วยกันทั้งสิ้น และเมื่อเห็นชาวต่างชาติแซงคิว พวกเขาจะตักเตือนให้รู้ถึงมารยาทสากลอันสำคัญข้อนี้ในทันที

กาลเทศะหามีไม่

ระหว่างการถ่ายทอดสดแถลงการค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วงในโซเชียลมีเดีย เด็กไทยกลุ่มหนึ่งตัดสินใจทำในสิ่งที่คนทั่วโลกไม่คาดคิด คือเข้าไปโพสต์ข้อความแบบที่คนไทยสมัยนี้เรียกว่า “เกรียน” ในการแถลงข่าวที่คนทั้งโลกให้ความสนใจ หรือแม้กระทั่งในอินสตาแกรมของเจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งราชวงศ์บรูไน ก็มีผู้หญิงไทยเข้าไปโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะ หรือจะเรียกว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็คงไม่ผิดนัก

แม้กระทั่งการแต่งกายสุภาพเข้าวัดและสถานที่ราชการ หรือเรื่องง่ายๆ แค่การรู้ว่ากับใครควรจะพูดจาแบบไหนก็เห็นได้ยากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นคำหยาบคาย เอาสบายส่วนตัวเป็นที่นิยม การรู้จักกาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรตระหนัก แม้ว่าความคิดสร้างสรรค์ เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ แต่การเคารพกฎกติกาทางสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขนั้นเป็นเรื่องสำคัญกว่า

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

โปรดเอื้อเฟื้อที่นั่งแก่เด็กสตรีมีครรภ์และคนชรา แต่ดูเหมือนว่าป้ายเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยอะไรเลยสภาพสังคมปัจจุบัน เพราะหลายคนเลือกความสะดวกสบายส่วนตัว มากกว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนที่ลำบากกว่า ทั้งที่จริงแล้วสมัยก่อนคนไทยเราจะเอื้อเฟื้อที่นั่งให้โดยไม่ลังเลเลยที่จะทำ ในส่วนของผู้ที่ได้นั่งเองก็จะมีน้ำใจช่วยถือของให้กับคนที่เสียสละ
ที่นั่งให้เป็นเรื่องปกติ

แต่ในสภาพสังคมเมือง การจราจรที่ติดขัด การแก่งแย่งทรัพยากรของผู้คน ความเครียดสะสมของคนเมือง ทำให้คนไทยเหล่านี้ไม่เหลือความมีน้ำใจต่อกัน อย่างที่ควรจะเป็น ถือคติ “เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด” ซึ่งเป็นคติที่ไม่ควรมีแม้จะเกิดในเศษเสี้ยวความคิด เพราะแนวคิดแบบนี้จึงทำให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ขาดหายไปแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ ที่มีกฎเกณฑ์บังคับ เช่นที่จอดรถคนพิการ ก็ยังมีคนที่อวัยวะครบ 32 เข้าไปจอดกันเป็นประจำ เช่นเดียวกับการเห็นคนกำลังรอข้ามทางม้าลายท่ามกลางแดดเปรี้ยง แม้จะพยายามตั้งท่าข้าม เท้าเหยียบลงมาบนถนนทั้งสองข้างแล้ว ก็ยังไม่วายมีใครที่จะมีน้ำใจจอดให้ทางพวกเขาข้ามไปได้ง่ายๆ ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายวัดใจวัดดวงกันเป็นประจำ

ปล่อยผีวันสงกรานต์

ทุกครั้งที่พูดถึงวันสงกรานต์ หลายคนจะคิดถึงการปิดถนนสาดน้ำในทุกที่ เปิดเพลงเสียงดังๆ ตั้งกลุ่มดื่มเหล้าและผู้หญิงผู้ชายออกมาเต้นยั่วยวน หนักหน่อยก็ถึงกับถอดเสื้อผ้าจนเหลือแค่กางเกงในตัวเดียว ไม่เหลือภาพการรดน้ำดำหัว อวยพรแต่สิ่งดีๆ ให้กันแบบไทยเดิมที่เราเคยรู้จัก และเป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนานจนถ้าจะบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมาไม่เคยเห็นสงกรานต์แบบไทยเดิมเลยตั้งแต่เกิดก็คงจะไม่ผิดนัก

จุดเริ่มต้นของสงครามสาดน้ำมาจากไหนไม่มีใครบันทึก รู้เพียงว่าเมื่อมีคนเริ่มแต่ไม่มีคนปรามก็ต้องมีคนตาม และเมื่อมีคนตามก็เกิดการลุกลามไปสู่การเล่นน้ำในรูปแบบอื่นๆ จนถึงจุดที่เรียกว่าเข้าขั้นอนาจารในที่สุด ถึงวันนี้เราไม่ได้หวังว่าจะได้เห็นภาพการเล่นน้ำสงกรานต์แบบไทยเดิม แต่อย่างน้อยการเล่นน้ำอย่างมีขอบเขตไม่ก้าวล่วงสิทธิของผู้อื่น และไม่กระทบภาพลักษณ์อันดีงามของชาวไทยนั่นคือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังมากที่สุด

รักนวลสงวนตัว

นิติพงษ์ ห่อนาค เคยโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาโดยมีใจความสำคัญว่า “เคยคิดเล่นว่าวันหนึ่งอยากจะมีพลังหรือความสามารถในการได้ยินความคิดของคนอื่น แต่วันนี้ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นส่วนตัวลงในเว็บบอร์ดและโซเชียลมีเดีย ให้เราได้อ่านกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษเลย” แต่พอเห็นข้อความของสาวๆ ในโซเชียลมีเดียแล้วทำให้เรารับรู้ถึงแนวความคิดและมุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้หญิงไทย ที่แสดงออกในเปิดเผยถึงความต้องการส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้งมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะข้อความเท่านั้น การโพสต์รูปส่วนตัวแบบเปิดอกโชว์ความเซ็กซี่เพื่อเรียกยอดไลค์ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วผู้ชายส่วนมากมักจะเลือกผู้หญิงที่แต่งกายเรียบร้อยหรือโชว์ความเซ็กซี่นิดๆ ชวนค้นหามากกว่าเปิดเผยเตะตาแต่ไม่โดนใจในระยะยาวมากกว่า คนรุ่นใหม่ตีความคำว่ารักนวลสงวนตัวเป็นการเสียโอกาส แต่ทั้งที่จริงแล้วเป็นการสร้างคุณค่าในตัวเองได้มากกว่ามารยาทใดมารวมกันเสียอีก ส่วนโอกาสนั้นสร้างด้วยการเปิดใจหาใช่เปิดกาย

วรเชษฐ์  แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การแสดงออกทางกาลเทศะที่ถูกต้อง เช่น การแต่งกายให้ถูกระเบียบ ความสุภาพเรียบร้อย การรู้จักกาลเทศะและการแสดงออกที่ถูกที่ควรก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล ในสายตาคนรุ่นใหม่ “โดยเฉพาะกลุ่มโซเชียลมีเดีย การพูดจาไม่สุภาพการแสดงความเห็นอย่างหยาบคาย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ไปแล้ว แต่ในสายตาของคนในสายศิลปวัฒนธรรมนั้น สิ่งเหล่านี้คือปัญหาทางด้านวัฒนธรรมอันดีงาม

ในมหาวิทยาลัยที่ผมสอน ก็ไม่น้อยที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่มาจากโรงเรียนที่เคร่งครัดเรื่องการอบรมมารยาท ก็จะพบว่าเป็นเด็กที่มีมารยาทรู้จักกาลเทศะ เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของครูอาจารย์ทุกท่าน ทางมหาวิทยาลัยถึงมีโครงการรณรงค์มารยาทไทยเพื่อที่จะขยายแนวคิดการแต่งกายสุภาพเรียบร้อย การมีมารยาทรู้จักเคารพผู้ใหญ่ รู้จักกาลเทศะให้เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งของนักศึกษา และนักศึกษากลุ่มนี้ก็จะได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่ต้อนรับแขก เป็นพิธีกรในงานต่างๆ ของทางมหาวิทยาลัย เป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัย

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากก็คือเรื่องมารยาทนั้นควรได้รับการอบรมปลูกฝังตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ควรจะแบ่งเวลาดูแลลูก พูดคุยและทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก เพราะมารยาทที่ดีงามไปจนถึงจริยธรรมและจิตสำนึกที่ดีต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจะได้ผลดีที่สุด มาฝึกตอนโตนั้นเป็นเรื่องที่สายเกินแก้ไปแล้ว”

 

เปลี่ยนโฉมให้ไฉไล รถขายอาหารริมทางข้างถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425166

เปลี่ยนโฉมให้ไฉไล รถขายอาหารริมทางข้างถนน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตและได้รับการยอมรับของอาหารริมทางหรือข้างถนนจากทั่วโลก ได้ถูกกล่าวถึงในเรื่องความอร่อยจากสื่อระดับนานาชาติ โดยเฉพาะซีเอ็นเอ็นที่เจาะเรื่องอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดจากทุกมุมโลก พร้อมกับจัดอันดับความน่ากินและอร่อยไว้เป็นคู่มือของนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยวไว้อย่างครบครัน เช่นเดียวกันมูลค่าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในแบบลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียว หรือกลุ่มเล็กๆ ที่ออกนอกแผนที่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ทำให้อาหารสตรีทฟู้ดเป็นที่พึ่งของนักเดินทางเหล่านี้เพราะอร่อยและถูก

เมืองไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่หันมาใช้บริการฝากท้องไว้กับอาหารริมทางข้างถนนมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเติบโตของตลาดนัดทั้งกลางวันและกลางคืนที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นในเกือบทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้การเติบโตของอาหารริมทางข้างถนนแบบง่ายๆ พุ่งสูงอย่างมาก รวมถึงด้านผู้ประกอบการที่เป็นคนหนุ่มสาวที่หันมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้านอาหารเพื่อรองรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

เพราะฉะนั้นพาหนะหรือรถที่ขายอาหารริมทางข้างถนนแบบเดิม ก็พัฒนาจากพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดตลาดสดอย่างที่เป็นมาแต่อดีต ผันมาสู่ความเป็นรถเข็นสตรีทฟู้ดและฟู้ดทรักรุ่นใหม่

 

รถเข็นสตรีทฟู้ดแนวใหม่

ภาพล่าสุดที่น่าตื่นตาตื่นใจถึงพัฒนาการของรถเข็นสตรีทฟู้ด ในงานเทศกาลอาหารริมทางสร้างสรรค์ “THAILAND STYLISH STREET FOOD MAKEOVER & FESTIVAL 2016”  ณ ลานหน้าด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีการแปลงโฉมอาหารริมทางสู่สตรีทฟู้ดสุดสร้างสรรค์ ผลักดันไทยให้เป็น Street Food Destination พร้อมประกาศผลการประกวดออกแบบ “รถเข็นสตรีทฟู้ดสร้างสรรค์” และ “การประกวดแปลงโฉมอาหารริมทางสร้างสรรค์ โดยการจัดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แบรนด์ “เฟสท์” (Fest) ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Street Food Destination ที่โดดเด่น

สำหรับการประกวดรถเข็นสตรีทฟู้ดสร้างสรรค์ของนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 5 แสนบาท มี 7 ทีมสุดท้ายที่เข้าลุ้นรางวัล จาก 168 ชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวด รางวัลชนะเลิศได้แก่ ทีมอรุณสวัสดิ์ รับเงินสด 1 แสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศและประกาศนียบัตร

สำหรับทีมอรุณสวัสดิ์ ผลงานรถเข็นขายข้าวจี่ เป็นผลงานของกลุ่มนักศึกษาสาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตน
โกสินทร์ วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม ทัศนีวรรณ แก้วกำเนิด กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบว่า

 

“ได้ไอเดียมาจากการกระติบข้าวเหนียว ใช้หวายสานตกแต่งเป็นลวดลาย รถเข็นนี้สะดวกเหมาะกับการใช้งานสตรีทฟู้ด มีถังไว้ชะล้างทำความสะอาด มีที่เก็บภาชนะ และที่ครอบอาหารป้องกันฝุ่นละออง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องสุขอนามัย สำหรับราคาในการผลิตรถต้นแบบใช้งบประมาณ 3 หมื่นบาท”

จากแรงบันดาลใจและแนวคิดของชิ้นงานที่สร้างสรรค์มีความแปลกใหม่และสวยงาม โดดเด่นในเรื่องการใช้งานของร้านค้าเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถนํามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้ค้าได้ดีเยี่ยม รวมถึงมีการเลือกวัสดุที่มีความแข็งแรง มีสภาพคงทนต่อสภาวะแวดล้อมและใช้งานได้จริง และสุดท้ายมีนวัตกรรมการบริหารจัดการความสะอาดและที่ล้างมือ ตอบโจทย์เรื่องสุขลักษณะอนามัย

ณัฐพล ซึ้งหฤทัย สมาชิกอีกคนในทีมอรุณสวัสดิ์ ที่ร่วมประดิษฐ์รถเข็นสตรีทฟู้ดในแนวความคิดข้าวจี่ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ ชี้ว่าโจทย์ก็คือทำออกมาให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

“รถเข็นแบบเก่าที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้วหน้าตาเหมือนกันเกินไป ออกแบบมาเพื่อให้มีราคาถูกที่สุด ไม่มีจุดเด่น การออกแบบเริ่มจากที่ไปฝึกงานในนิคมอุตสาหกรรม แล้วคลุกคลีอยู่กับพวกช่าง ก็เข้าใจรูปแบบของการซื้ออาหารของคนเหล่านี้ ที่เลือกข้าวจี่เพราะเป็นอาหารตัวแทนของคนอีสาน นำความเป็นพื้นบ้านพื้นถิ่นมาใส่ในรถเข็น เรื่องการดีไซน์รูปทรงให้ออกมาเป็นกระติ๊บข้าวเหนียว”

 

ณัฐพล ยังบอกว่า รถเข็นสตรีทฟู้ดรุ่นใหม่เท่าที่เห็นในการประกวด ก็มีแนวความคิดและการออกแบบที่สวยงามและดีๆ ทั้งนั้น สำหรับรถต้นแบบที่ได้รางวัลชนะเลิศจะมีการนำไปใช้ประโยชน์และออกแบบให้กับรถเข็นรุ่นใหม่

“ตอนนี้มีสั่งทำมาจากเชียงใหม่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีเวลาทำเพราะยังเรียนกันอยู่ ก็มีหลายเจ้าติดต่อเข้ามา ราคาตั้งต้น 3 หมื่นบาท สำหรับต้นแบบก็แพงไปคิดว่าสัก 1.5 หมื่นบาทก็น่าจะไม่แพงมากนัก ก็คิดถึงธุรกิจรถเข็นรุ่นใหม่ที่จะมาให้ผลิต เพราะคิดว่าคนรุ่นใหม่เข้าสู่ธุรกิจตรงนี้มากขึ้น ขายอาหารตามคอมมูนิตี้มอลล์และตลาดนัดรุ่นใหม่ที่มีเพิ่มมากขึ้น”

ฟู้ดทรักเติบโตไว อนาคตใหม่อาหารริมทาง

อีกด้านของอาหารสตรีทฟู้ด รถบรรทุกที่ดัดแปลงขายอาหารเคลื่อนที่ หรือฟู้ดทรัก กำลังนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะไปงานเทศกาลไหน ตลาดนัด หรือคอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิตที่ใด รับรองว่าต้องเจอกับร้านฟู้ดทรักอย่างแน่นอน

ฟู้ดทรักมีข้อได้เปรียบคือสามารถย้ายสถานที่จำหน่ายได้ตามต้องการ ธุรกิจฟู้ดทรักของไทยเริ่มเป็นที่นิยมจากย่านธุรกิจและออฟฟิศใจกลางเมือง อย่างอารีย์ สุขุวิท สีลม ทองหล่อ แล้วค่อยๆ ขยับขยายออกไปสู่หลายพื้นที่ จนกล่าวได้ว่าตอนนี้มีทุกมุมเมือง รวมทั้งการออกร้านตามงานเทศกาลต่างๆ ที่จัดขึ้น เช่น งาน Art Box งาน Food truck festivals หรืองานต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ฟู้ดทรักเข้าร่วมออกร้านด้วย ซึ่งงานเทศกาลต่างๆ นั้นมีมากมายตลอดทั้งปี

 

ญาณเดช ศิรินุกูลชร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งฟู้ด ทรัค คลับ (ประเทศไทย) ซึ่งคลุกคลีในการปลุกปั้นธุรกิจของรถขายอาหารแบบใหม่ของเมืองไทย ในช่วง 2-3 ปีหลังอย่างต่อเนื่อง ขยายภาพของฟู้ดทรักให้ฟังว่า เดิมทีฟู้ดทรักก็เป็นแฟชั่นมาก่อน

“เด็กรุ่นใหม่หรือนักธุรกิจใหม่ๆ ในแนวสตาร์ทอัพก็นำฟู้ดทรักมาแต่งหรูๆ ในช่วงเวลา 2-3 ปีที่แล้วก็ถือว่ายังน้อยมาก คนที่ทำแรกๆ ก็จะโดดเด่นในตลาดมากเลย เพราะยังไม่มีใครทำมากนัก พอ
กลุ่มที่บุกเบิกได้จุดกระแส ก็มีการมองเห็นแล้วว่าฟู้ดทรักนั้นมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนที่หรือพื้นที่ขายไปไหนก็ได้ในวันเดียวกัน เช้าขายที่หนึ่ง เที่ยงหรือเย็นก็ไปอีกที่หนึ่ง กลางคืนก็ไปอีกที่ เพราะฉะนั้นเขาจะไปเพิ่มยอดขายได้โดยอิสระ”

ความนิยมของฟู้ดทรักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ญาณเดชมองว่าเป็นเพราะช่วยลดต้นทุน โดยสามารถประกอบร้านๆ หนึ่งให้เกิดขึ้นได้บนรถหนึ่งคัน ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถบรรทุก รถตู้ ก็สามารถที่จะดัดแปลงทำร้านหนึ่งร้านได้

“โดยที่คนลงทุนไม่ต้องไปสิ้นเปลือง ไม่ต้องกังวลกับเงินงอกและการเสียค่าเช่าที่มากเกินไป ก็เลยทำให้คนหันมาเริ่มตามกระแส พอกระแสติดปั๊บก็ได้รับการตอบรับจากคนในหลายๆ พื้นที่ ก็ทำให้ธุรกิจฟู้ดทรักที่เป็นเทรนด์ได้กลายมาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองทันที ตอนนี้หลายคนเชื่อว่าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนกรุงแล้ว

 

คอมมูนิตี้หรือตลาดนัดใหม่ๆ การที่เขาเอาฟู้ดทรักไปตั้งรวมกันในพื้นที่หลายๆ คัน ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณได้มากเลย ญาณเดช บอกว่า เพียงแต่ปรับพื้นที่ว่างให้มีความเรียบเหมาะกับการจอดรถ สามารถทำให้พื้นที่มีสีสันขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรมาก เลยทำให้เจ้าของพื้นที่เริ่มมองเห็นแล้วว่าฟู้ดทรักเป็นอะไรที่มีความรวดเร็วและสลายตัวเร็ว เรียกมาก็ได้ทันที

“พอมีพื้นที่รองรับคือมีสินค้าและมีตลาด ก็จะเริ่มเติมเต็มวงจรของธุรกิจ มีผู้ขาย มีสถานที่ขาย มีผู้ซื้อ เหลือแต่ว่าจะเรียกผู้ซื้อมาอย่างไร? มันก็เลยทำให้ตลาดของฟู้ดทรักโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอบโจทย์อะไรหลายๆ อย่างของคอมมูนิตี้มอลล์หรือตลาดนัดก็โตขึ้นตามไป เขาก็มองหาสิ่งที่มาเติมเต็มในพื้นที่การขาย ก็เลยทำให้กระแสนี้เป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย”

สำหรับไอเดียการออกแบบตกแต่งและทำครัวเคลื่อนที่ ซึ่งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นแรงดึงดูดให้ลูกค้าสนใจ ญาณเดชชี้ว่าการคิดคอนเซ็ปต์ของร้านเป็นหัวใจสำคัญ

“การพัฒนาฟู้ดทรักในเรื่องรูปแบบและสีสัน อย่างอเมริกันเขาจะมีรถใหญ่ๆ ตกแต่งสวยงามทำฟู้ดทรัก แต่เมืองไทยบ้านเรามันไม่ใช่ เราไม่สามารถหารถใหญ่ขนาดนั้นมาทำเป็นฟู้ดทรักได้ เนื่องจากว่าต้นทุนสูงกินน้ำมันเยอะ อากาศบ้านเราก็ร้อนจัด ประกอบกับเรื่องกฎหมายเรื่องอะไรต่างๆ ทำให้เกิดข้อจำกัดของการดัดแปลงรถ จึงทำให้สไตล์การแต่งรถฟู้ดทรักของเมืองไทยก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง ออกแนวเอเชียพยายามเปิดโล่งทุกทิศทุกทาง ให้ลมผ่าน ก็นำวัฒนธรรมฟู้ดทรักเมืองนอกมาปรับใช้ สินค้าที่คนไทยน่าจะชอบก็เป็นอาหารในแนวซื้อไปแล้วจร คว้าได้ก็ไป จ่ายตังค์แล้วก็กินเลย ก็เลยทำให้ฟู้ดทรักขายอาหารประเภทเบอร์เกอร์ ฮอตด็อกค่อนข้างเยอะ แต่บางคนก็ไม่ถนัดก็เลยพยายามหาสินค้าอาหารที่ตัวเองถนัดให้ขึ้นไปขายอยู่บนรถที่มีข้อจำกัดได้ พอมีโจทย์ตรงนี้ก็มีความพยายามหาทางแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละคนก็มีองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาของตัวเองต่างกัน”

 

จากความหลากหลายของที่มาที่ไปและคอนเซ็ปต์ของการทำร้านที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความหลากหลายขึ้นในกลุ่มคนทำฟู้ดทรัก ทำให้มีวิวัฒนาการของมัน ทำให้เกิดฟู้ดทรักสไตล์ไทยๆ

“ต้องบอกว่าวงการฟู้ดทรักบ้านเรามีบริษัทรถหลายบริษัทที่ออกแบบรถของตัวเองให้มีอุปกรณ์เสริมเป็นโครงมาตรฐาน มันก็เลยทำให้หลายๆ คันที่เป็นฟู้ดทรักมีความคล้ายกันในเรื่องของโครงสร้างหลักของรถ เรื่องของสไตล์และการออกแบบที่หลากหลายเลยยังน้อยไปนิดหนึ่ง แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีการปรับพัฒนารูปแบบ เพราะฟู้ดทรักมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทำให้เขาเริ่มตั้งโจทย์การแข่งขันทางธุรกิจของเขาว่าจะแสดงตัวตนของเขาในรูปแบบไหน ตอนนี้แหละที่จะทำให้ฟู้ดทรักในเมืองไทยมีการพัฒนาในแง่ของการออกแบบ”

ญาณเดช ยังมองอีกว่าอันดับที่หนึ่งสำหรับคนไทย เวลาจะขายอาหารต้องเน้นเรื่องรสชาติมาก่อน ถ้าทำอาหารอร่อย เรื่องดีไซน์ตัวรถก็ยังไม่สำคัญเท่า

“ดีไซน์รถได้สวยมากแต่อาหารไม่อร่อยเลยก็ดับได้เหมือนกัน ตอนนี้ผู้ประกอบการส่วนมากจะไปโฟกัสที่รสชาติอาหารเพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองกันก่อน ถ้าแบรนด์ติดตลาดและแข็งแรงแล้ว ต่อไปคงจะมาคิดเรื่องดีไซน์การแต่งรถกัน มีพัฒนาการในฟู้ดทรักแต่ละเจ้ามีวิธีการเติบโตในรูปแบบของเขา”

ทิ้งท้าย ญาณเดช มองไกลไปว่าจุดที่ทำให้ตลาดแข็งแรงก็คือการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดพัฒนาการโดยธรรมชาติ

“แม้ตอนนี้การออกแบบและสีสันยังไม่มีความหลากหลาย แต่ตลาดฟู้ดทรักกำลังโตและเริ่มมีดีไซน์ก็มีความแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละเจ้า พูดถึงฟู้ดทรักในเมืองไทยต้องบอกว่าเรามาเร็วแต่ยังไม่ไกล เพิ่งเริ่มต้นจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มันยังไม่ไกลหรอกในแง่ของการพัฒนาฟู้ดทรัก เพราะมันยังไม่เยอะยังไม่หลากหลาย ยังมีความซ้ำกันอยู่ แต่มันเติบโตเร็วมากสามารถไปโชว์เมืองนอกได้โดยเฉพาะในอาเซียน กระแสที่บริษัทต่างๆ เริ่มหันมามองฟู้ดทรักในการทำพีอาร์ รวมถึงระบบแฟรนไชส์ที่กำลังเริ่มต้นอย่างแข็งแรงและมีเส้นทางอีกยาวไกล”

 

กลิ่นตัวแรง ทั้งอายและเสียลุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 15:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425063

กลิ่นตัวแรง ทั้งอายและเสียลุค

โดย…เรื่อง… วรธาร ภาพ… netdoctor.co.uk / เอเอฟพี

อากาศร้อนมักตามมาด้วยเหงื่อ บางคนยิ่งร้อนมากเหงื่อยิ่งออกมาก และส่งผลให้เกิดการหมักหมมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่สำคัญยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมา บางคนอาจรู้ตัวแต่บางทีก็ไม่รู้ แต่ขอบอกเลยว่าถ้าส่งกลิ่นมากๆ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือไม่กล้าบอกกล่าวแน่ๆ ยิ่งถ้าสวยหล่อแล้วกลิ่นเต่ากลิ่นตัวแรงพานเสียลุคเอาง่ายๆ

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล อายุรแพทย์โรคผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กลิ่นตัวเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากพันธุกรรม การกินอาหารบางอย่าง เช่น หอม กระเทียม อาหารที่มีเครื่องเทศเยอะๆ หรือการกินยาบางชนิดนานๆ ที่สำคัญคือเกิดจากการมีเหงื่อเยอะ พอเยอะเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังก็เจริญเติบโตทำให้เกิดกลิ่นเหม็น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดเหงื่อมากๆ ในกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุส่วนใหญ่เป็นจากพันธุกรรม อีกกลุ่มคือโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คอพอก ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน วัณโรค หรือแม้แต่โรคหัวใจ ความเครียด หรือผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนก็ส่งผลให้เหงื่อเยอะ ถ้าเกิดภาวะเหงื่อออกมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะรักษาโรคนั้นๆ ภาวะก็จะดีขึ้น

พญ.ดวงกมล กล่าวต่อว่า ภาวะที่เหงื่อออกจากการเป็นโรคส่วนใหญ่เหงื่อไม่ได้ออกที่จุดๆ เดียว ส่วนเหงื่อออกเฉพาะที่จะมาจากพันธุกรรมพวกนี้จะออกมากจนผิดปกติและกระทบต่อการดำรงชีวิต เช่น ออกตามมือมากๆ หยิบจับปากกาไม่ได้ ถ้าที่รักแร้ ในผู้หญิงเวลาใส่เสื้อผ้าจะไม่สวยโดยเฉพาะตรงรักแร้ที่ค่อนข้างแน่นจะเป็นวงๆ ที่ฝ่าเท้าถ้าใส่รองเท้าไม่ระบายจะมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาทำให้เกิดกลิ่นสังเกตเวลาถอดรองเท้าจะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อความมั่นใจในการดำเนินชีวิต

ทางเลือกในการดูแลรักษา พญ.ดวงกมล กล่าวว่า แนะนำให้อาบน้ำอย่างน้อยวันละสองครั้ง ใช้สบู่ยาบริเวณที่อับชื้นเพื่อให้ไปลดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อ อาจใช้ยา สเปรย์ หรือโรลออนระงับกลิ่นเวลาออกไปข้างนอกเพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ แต่ยาที่ระงับกลิ่นนั้นจะไม่ได้ไปยับยั้งที่การลดเหงื่อ การใช้ยาระงับกลิ่นจึงต้องระวังนิดหนึ่งถ้าสมมติแพ้สารที่ผสมอยู่อาจเกิดผื่นแพ้และทิ้งรอยดำไว้

“ยาที่ไประงับเหงื่ออาจรักษาได้คือทำให้เกิดการบวมของท่อเหงื่อและเกิดการอุดตันของท่อเหงื่อทำให้เหงื่อออกน้อย แต่มีข้อเสียถ้าไปซื้อตามท้องตลาดอาจมีส่วนผสมของน้ำหอมถ้าเกิดแพ้ผิวหนังอาจอักเสบและทิ้งรอยดำให้เห็น ในทางการแพทย์ก็มีการใช้ยาในการไปลดเหงื่อซึ่งยานี้จะไปออกฤทธิ์ตามท่อเหงื่อทำให้เหงื่อออกน้อย ส่วนยากินจะไปลดการทำงานของระบบประสาทอาจทำให้ปากแห้ง แต่อันนี้ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย นอกจากนี้ อีกวิธีหนึ่ง คือการแช่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าลงในอ่างน้ำ จากปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไป วิธีนี้จะลดการทำงานของต่อมเหงื่อได้ แต่ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล แต่จะไม่หายถาวร ต้องทำเรื่อยๆ”

“สุดท้ายคือการฉีดโบท็อกซ์ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ฉีดที่ใบหน้า ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์นั้นจะช่วยลดเหงื่อออกได้มาก โดยมีการวิจัยพบว่าสามารถลดปริมาณเหงื่อได้ 83% ต่อการฉีด 1 ครั้ง (6-8 เดือน/ครั้ง) วิธีนี้ใช้เวลาการรักษาไม่นานแค่เปะยาชาฉีดไปตรงตำแหน่งที่มีเหงื่อออกเยอะ แต่ไม่ใช่ว่าใครจะฉีดโบท็อกซ์ก็ฉีดได้ต้องมีการทดสอบว่ามีเหงื่อออกเยอะจริงด้วย” พญ.ดวงกมล พูดถึงการรักษากลิ่นตัวด้วยโบท็อกซ์

 

โดดเด่นแบบไม่ต้องโดนหมั่นไส้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/425050

โดดเด่นแบบไม่ต้องโดนหมั่นไส้

โดย…วรธาร ภาพ iamdaveknockles.wordpress.com

ยอมรับว่าในชีวิตการทำงานใครๆ ก็อยากเป็นพนักงานดีเด่นกันทั้งนั่นแหละ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ถือเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ทำให้บริษัทได้เห็นคุณค่าในตัวเรามากขึ้น แต่ใช่ว่าเราตั้งใจดีแล้วทุกคนในแผนกหรือเพื่อนร่วมงานจะหันมาเห็นดีเห็นงามด้วยง่ายๆ บางทีอาจโชคร้ายถูกเพื่อนพนักงานหมั่นไส้ เข้าใจผิดเป็นทำคุณบูชาโทษ

จิรวรา วีรยวรรณ เจ้าของผลงานพ็อกเกตบุ๊ก “สุดยอดมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ” แนะนำไว้อย่างน่าสนใจว่า ความตั้งใจในการทำดีนั้นควรต้องให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกจังหวะด้วย ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เพื่อนพนักงานรู้สึกหมั่นไส้ หรือกลั่นแกล้งเอาได้ โดยสิ่งที่ควรทำนั้น ได้แก่

1.นำเสนอความคิดแง่บวกในห้องประชุม ไม่ว่าไอเดียนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

2.ใส่ใจเพื่อนร่วมงาน แสดงความเห็นใจหากเห็นเพื่อนร่วมงานตกอยู่ในภาวะลำบาก จำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนได้ เช่น วันเกิดของเพื่อน หรือชื่อลูกสาวของเพื่อนร่วมงาน

3.ทำงานที่เห็นว่าจำเป็น โดยไม่ต้องรอให้ถูกสั่งจึงทำ ที่สำคัญอย่าได้ก้าวก่ายงานของผู้อื่นเด็ดขาด

4.ทำความรู้จักคนเบื้องหลัง จะเป็นแม่บ้านหรือแมสเซนเจอร์ก็ไม่ควรมองข้าม พวกเขามักรู้ความเป็นไปต่างๆ ก่อนใคร ฉะนั้น การทำดีกับทุกคนไว้ไม่เสียหายแต่อย่างใด

5.ออกไปเจอคนใหม่ๆ บ้าง เวลาออกงานสังคมอย่ายืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง เพราะนั่นเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุด ที่เราอาจจะได้พบปะผู้คนที่เกื้อหนุนเราในชีวิตการทำงานก็เป็นได้

6.ทำให้ดีกว่าที่คาดหวัง หาข้อมูลเพิ่มให้มากกว่าที่ต้องใช้ เผื่อเวลาไปพบลูกค้าให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

7.เก็บผลงานของตัวเองไว้เสมอ ไม่ต้องเอาไปอวดใคร แต่เก็บงานทุกชิ้นของเราเอาไว้ให้ดี เผื่อเจ้านายอยากเลื่อนตำแหน่งให้เมื่อใดจะได้ยื่นผลงานนั้นให้พิจารณาได้แบบทันท่วงที

8.ทำตัวเองให้ดูดี แต่งตัวให้ดูสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ ถึงจะบอกว่าคนเราต้องตัดสินกันที่ความสามารถ แต่ลุคที่น่าเชื่อถือก็สำคัญไม่แพ้กัน

9.ทำงานเป็นทีม ถึงเราจะทำงานคนเดียวได้เก่งขนาดไหน เจ้านายก็ไม่มีวันปลื้มแน่ๆ ตราบใดที่เรายังทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้

 

เทพิตา นวนิยาย ละคร คือชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424960

เทพิตา นวนิยาย ละคร คือชีวิต

โดย…นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ตั้งแต่เด็กชอบอ่านนิยาย ชอบดูละคร จนทำให้เรามองออก มีเซนส์ว่าพล็อตแบบไหนจะเป็นละคร อะไรที่จะโดนใจคนอ่านคนดู เชื่อว่าการที่เราอ่านเยอะ ดูละครเยอะ มันมีโอกาสจะซึมซับไปในตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เรา แต่ถ้าเราจะไปเขียนแนวที่คนอื่นเขาเคยเขียนแล้วเราก็ต้องหาจุดแตกต่างให้ได้ ด้วยการสร้างมันใหม่ขึ้นมา” เทพิตา กล่าวถึงการสร้างผลงานนวนิยาย

เทพิตา นามปากกาของ สุเทพ คล้ำนคร ชื่อชั้นของเขากลายเป็นนักเขียนนวนิยายที่คนในวงการโทรทัศน์จับตาจ้องจีบผลงานนำไปสร้างเป็นบทละครโทรทัศน์ ที่ถูกซื้อไปสร้างแล้วก็มี เจ้าบ่าวกลัวฝน รักพลิกล็อก ธิดาผ้าซิ่น ลูกไม้หลากสี คู่แค้นแสนรัก บ่วงรัก เหลี่ยมรัก ดอกไม้ของซาตาน พรหมพิศวาส พายุริษยา คู่ร้ายคู่รัก แรงเสน่หา
ไฟรักไฟพิศวาส เป็นอาทิ

 

กุหลาบเล่นไฟ คือ นวนิยายเรื่องแรกที่ถูกนำไปเป็นบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 เทพิตาเขียนตอนเป็นนักศึกษา ชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เป็นแรงพลังขับอันยิ่งใหญ่ให้เทพิตามุ่งมั่นบนทางสายนวนิยาย แม้ว่าหลังเรียนจบทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์อยู่เป็นสิบปี แต่สุดท้ายเขาก็เลือกงานเขียนนวนิยายให้เป็นงานเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี

“ต้องยอมรับว่าเงินที่ขายลิขสิทธิ์นวนิยายไปทำละครค่อนข้างสูง พอเราได้เงินมาก้อนนั้นมันก็เหมือนจุดประกายทำให้เราอยากจะเดินบนเส้นทางนี้ มันเหมือนมีแรงบันดาลใจเขียนนวนิยายเพื่อให้ถูกนำไปสร้างเป็นละคร”

 

หากแต่ผลงานเรื่องที่ 2 ผลตอบรับไม่เข้าตาผู้จัดละคร ซึ่งทำให้เขารู้ในข้อบกพร่องของตัวเองและปรับปรุง จนผลงานหลายต่อหลายเล่มเข้าตาผู้จัด ถึงขนาดผลงานเทพิตารวมเล่มหรือตีพิมพ์ในนิตยสารต้องอ่านหรือติดต่อขอดูพล็อตกันเลยเทียว

“คิดว่าการเขียนให้เป็นละครเลยมันยาก เพราะว่าไม่เป็นธรรมชาติในตัวเรา ส่วนใหญ่ถ้าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นละคร เราจะเขียนในสิ่งที่เราอยากเขียน แต่ถ้าคิดว่าต้องเป็นละครเราจะคิดเยอะว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ตลาดละครต้องการแบบนี้ เราจะเขียนให้ถูกใจเขาให้ได้ หลังจากนั้นก็ได้คำตอบว่ามันไม่ใช่ มีความรู้สึกกลับไปเขียนเหมือนเรื่องแรกที่เราอยากเขียน ที่เราคิดว่ามันสนุกที่สุดในความรู้สึกของเรา หลังจากนั้นมันจะเดินไปขั้นตอนไหน แล้วแต่เส้นทางของมัน

 

เราก็พอมีเซนส์ว่าพล็อตเรื่องไหนสามารถเป็นละครได้ก็ต้องพยายามเขียนให้มันพอดี ไม่ใช่บังคับให้เป็นละครอย่างเดียว วงการละครหรือคนอ่านหนังสือเชื่อว่าทุกคนพอจะจับจุดได้ว่าละครไทยพล็อตยอดฮิตมันมีไม่กี่แบบ อยู่ที่เราจะบิดเนื้อเรื่องอย่างไรไม่ให้ซ้ำ แต่ละปีจะเขียนประมาณ 3 แนว คือ เขียนเอาใจตลาดละคร ตามใจตัวเอง ส่วนอีกเรื่องหนึ่งจะเป็นเรื่องที่กลางๆ ไม่ได้ไปทางใดทางหนึ่ง นิยายเรื่องไหนได้รวมเล่มก็เป็นรางวัล แต่ถ้าได้ทำละครด้วยถือเป็นโบนัสสำหรับเรา”

จากบทเรียนที่ได้จากการทำงาน จนหาจุดพอดีให้กับชีวิตได้ ถึงวันนี้เทพิตามีนวนิยาย 40 เรื่อง เป็นละครไปแล้ว 10 เรื่อง อีก 20 เรื่องอยู่ในขั้นตอนการผลิตเป็นละครโทรทัศน์

 

“หนังสือเล่มหนึ่งกว่าจะผ่านเป็นละครยากมาก ต้องมีฝ่ายคณะกรรมการของสถานี บางสถานีมีเป็น 10 คน ซึ่งทุกคนต้องอ่านแล้วมาโหวตกัน ผลงานเราบางเรื่องผู้จัดชอบมากแต่สถานีไม่ชอบ ดังนั้นชื่อของเราไม่ได้การันตีว่าทุกเรื่องจะได้เป็นละคร มีผู้จัดละครเสนอให้เขียนแนวเรื่องตามที่ต้องการ แต่ก็ไม่เคยรับ เพราะธรรมชาติของเราไม่ชอบให้ใครมาเร่ง รู้สึกว่ากดดันจะเขียนออกมาไม่ดี แต่จะเสนอเรื่องที่เขียนไว้แล้วให้ผู้จัดแทน”

เมื่องานที่ประทับชื่อ เทพิตา ไม่ได้จำกัดเพียงแค่กลุ่มนักอ่าน แต่แทบทุกเรื่องมีโอกาสไปสู่ผู้ชมซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ ดังนั้นเมื่อเป็นน้ำแรก สิ่งที่นำเสนอในนวนิยายนั้นจะต้องให้ทั้งสาระบันเทิง

 

“แนวที่ชอบเลยส่วนใหญ่จะเขียนเรื่องครอบครัวกับสังคม ลูกไม้หลากสี กุหลาบเล่นไฟ คู่ปรับฉบับหัวใจ สามเรื่องนี้ค่อนข้างเด่นชัดในสิ่งที่เราต้องการสะท้อน เรื่องครอบครัวสังคมที่เราสะท้อนไปเชื่อว่าคนอ่านจะจับจุดได้ ฉากล่อแหลมต่างๆ ในสมัยก่อนเราใส่ไม่ยั้ง แต่พอช่วงหนึ่งที่เราทำงานมานานหรือสภาพสังคมที่มันเปลี่ยนไป เราก็รู้แล้วว่าในบางเรื่องเราก็ต้องยั้งต้องตัดทอนด้วยตัวของเราเอง พยายามที่จะทำให้มันอยู่ในระดับที่พอดี ถามว่าต้องมีฉากเหล่านี้ไหมมันก็ต้องมี เพราะฉะนั้นการใส่แบ็กกราวด์ตัวละครสำคัญมาก ทำให้รู้เหตุผลว่าทำไมตัวละครจึงตัดสินใจทำอย่างนั้น เชื่อว่านิยายทุกเรื่องไม่ได้มีมุมดีทั้งหมด ถ้าเราเขียนสิ่งที่ไม่ดีก็อยากสะท้อนให้คนเข้าใจ ถ้าดีก็คือคุณค่า ถ้าไม่ดีก็อย่าไปทำ เชื่อว่าสมัยนี้ทั้งคนอ่านหนังสือดูทีวีมีวิจารณญาณกันหมด”

สุดท้ายแล้วนักเขียนนวนิยาย นามปากกา เทพิตา ผู้เคยตั้งเป้าหมายเริ่มต้นให้งานเขียนของตัวเองได้เป็นละครก็ได้บทสรุปแล้วว่า ไม่ว่าผลงานจะตีพิมพ์ในนิตยสาร รวมเล่มเป็นหนังสือ หรือได้ผลิตเป็นละครโทรทัศน์ ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ผู้สัมผัสงานของเขาต่างหากว่า ไม่ว่าจะเสพจากสื่อไหนแล้วสนุกและได้ข้อคิด นั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนา