อันตรายหน้าบ้าน นารีพร ชัยรัตนะถาวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424943

อันตรายหน้าบ้าน นารีพร ชัยรัตนะถาวร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ใครจะคาดคิดว่าอันตรายจะอยู่ใกล้แค่ซอยภายในหมู่บ้าน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกับ เล็ก-นารีพร ชัยรัตนะถาวร วัย 43 ปี ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด เจ้าของคำเตือนอย่าเดินคนเดียวในซอยเปลี่ยวเพราะอาจเสี่ยงกับการโดนโจรตีศีรษะด้วยของแข็งจนสลบส่งผลให้เธอมีเลือดคั่งในสมอง แต่เดชะบุญโชคยังดีที่เธอยังจำเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องเผชิญกับการผ่าตัดสมองซึ่งอาจเสี่ยงกับการเป็นเจ้าหญิงนิทรา

คราวเคราะห์มาเยือน

ออฟฟิศของนารีพรอยู่ย่านเกษตรนวมินทร์ บ้านอยู่หมู่บ้านเสนานิเวศน์แยกวังหิน เธอมักเลิกงานหลัง 6 โมง กลับบ้านดึกสุดไม่เกิน 1 ทุ่ม ทุกวันเธอจะออกจากออฟฟิศนั่งรถสองแถวแล้วมาลงตรงแยกเสนานิเวศน์เพื่อเดินเข้าซอยนั่งวินมอเตอร์ไซค์เป็นประจำในวันทำงาน แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอจำวันนั้นได้แม่นยำ 21 ต.ค. 2556 เป็นวันจันทร์ เธอดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดภัยร้ายเพราะเธอที่บ้านหลังนี้อยู่มานาน 20 ปีแล้ว

“วันนั้นกลับบ้านไม่ดึกเพราะรู้สึกเหนื่อยและเพลีย จึงอยากกลับบ้านเร็ว มาถึงแยกเสนานิเวศน์ประมาณ 6 โมง 45 นาที แถวนั้นยังไม่มืดมาก พอลงตรงแยกเสนานิเวศน์ต้องเดินเข้าไปในซอยเสนาอีกนิดราว 300 เมตร จะเจอวินมอเตอร์ไซค์ในหมู่บ้านจอดรอราวๆ 10 คัน แต่วันนั้นรอนานมากกว่าปกติ”

 

ยืนรอวินมอเตอร์ไซค์ราวๆ 20 นาที ก็ยังไม่มา เธอจึงตัดสินใจเดินเพราะมองดูท้องฟ้าก็ยังไม่มืดแค่โพล้เพล้ ใจคิดคงไม่เป็นอะไรเพราะอีกเพียงไม่ถึง 1 กม. ก็ถึงบ้านแล้ว จึงตัดสินใจเดิน ระหว่างเดินเข้าซอยก่อนประสบเหตุเธอยังเดินคุยโทรศัพท์สั่งงานน้องๆ ให้แวะซื้อกระเจี๊ยบมาทำเครื่องดื่มถ่ายภาพโปรโมทร้านอีกด้วย

“พอคุยเสร็จก็วางสายและยัดโทรศัพท์มือถือไว้ในกางเกง พอดีเดินเข้าซอย 117 มาแล้ว แต่บ้านดิฉันอยู่ซอย 119 สามารถเดินทะลุซอย 117 เข้าไปได้” จังหวะที่กำลังจะเดินข้ามถนนตัดซอยมานั้นเอง สายตาเธอมองไปเห็นรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายมาด้วย 1 คน กำลังขี่มาทางนี้ เป็นรถจักรยานยนต์เก่าๆ คนขี่ดูสกปรก ลักษณะท่าทางติดยา ขับรถมุ่งตรงมาอย่างช้าๆ สายตาของมันพุ่งตรงมาที่เธอ

“ตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก เพราะเราเดินอยู่คนเดียว มันหยุดรถลงมายืนรอตรงซอยที่ดิฉันกำลังจะเดินไปซึ่งตรงนั้นเป็นสามแพร่งที่เราจะข้ามไปพอดี แต่เราต้องเดินเข้าไปในซอยที่อยู่ใกล้มัน สายตาดิฉันมองจ้องไปที่มัน เพื่อดูท่าทีว่ามันจะทำอะไรเราหรือเปล่า สมองคิด ณ วินาทีนั้นเราจะทำอย่างไรดี แต่ในหมู่บ้านแสงไฟน้อยมาก ถึงจังหวะต้องเผชิญหน้า เราก็ใจไม่ดี เราพยายามเดินห่างๆ เข้าไว้ แต่สังเกตในมือมันไม่มีอาวุธ มีคนหนึ่งยืนบนพื้น อีกคนยืนอยู่ใกล้ๆ มอเตอร์ไซค์ สักพักคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาเรา แม้เราจะเดินแอบๆ พยายามเดินอ้อมๆ แล้วมันก็เดินเร็วๆ เข้ามาหาเล็กและทำท่าเหมือนมากระชากที่คอ มันเห็นบัตรพนักงานที่เล็กห้อยคออยู่ นึกว่าเป็นสร้อยทอง มันก็กระชากจนบัตรพนักงานหลุดติดมือไปเลย”

 

โดนฟาดอย่างแรงที่ท้ายทอยจังหวะนั้นเธอก็วิ่งหนีโจร ปากก็ร้องตะโกนให้คนช่วยสุดเสียง…ช่วยด้วย…ช่วยด้วย แต่ไม่มีใครออกมา เธอวิ่งได้ไม่กี่ก้าวราวๆ 60 เมตร ก็รู้สึกมีวัตถุแข็งมากระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างแรงแล้วสลบไป

“พอโดนตีปุ๊บเหมือนสมองชัตดาวน์ รู้สึกตัวอีกทีมีลุงคนหนึ่งเห็นเรานอนอยู่ตรงถนนก็เข้ามาปลุก ถามว่าเราเป็นอะไรไหม ดิฉันเริ่มรู้สึกตัวแต่รู้สึกมึนๆ หัว ไม่มีเลือดไหล แต่กระเป๋าที่สะพายหายไป ได้แต่นั่งงง ไม่รู้ว่าโดนอะไรตี แต่บริเวณนั้นมีบ้านที่กำลังก่อสร้างเยอะ มันคงเอาไม้แถวนั้นตี แต่ในกระเป๋าโชคดีที่ไม่มีเครื่องประดับหรือทอง มีแต่กระเป๋าสตางค์มีเงินไม่เกิน 3,000 บาท นอกนั้นก็มีบุ๊กแบงก์ บัตรสารพัด และบัตรเครดิต โทรศัพท์มือถือซัมซุงรุ่นเก่ายังอยู่ในกระเป๋ากางเกง”

ช่วงตื่นคุณลุงคะยั้นคะยอให้เธอไปหาหมอ แต่เธอรู้สึกว่าไม่เป็นอะไรมาก เพราะไม่มีเลือดไหลออกมา สักพักมีคุณป้าซึ่งรู้จักกับคุณแม่ของเธอนั่งรถผ่านมาพอดี ก็ชักชวนกันไปหาแม่ที่บ้านก่อน แล้วค่อยเลยไปหาหมอและไปแจ้งความกัน

 

วินาทีที่เจอหน้าคุณแม่ เธอเริ่มรู้สึกเจ็บๆ ชาๆ แต่ยังจำทางไปบ้านได้ พอคุณแม่เห็นเธอตกใจ พูดอะไรไม่ออก แต่คุณแม่มองเห็นเลือดที่เริ่มไหลออกมาจากหู และหยดเลอะเสื้อเป็นรอยแดง แล้วก็ยกพลเพื่อนบ้านพานารีพรไปหาหมอ เหลือคุณแม่วัย 83 ปี เฝ้าบ้านเพราะยังอยู่ในอาการช็อก เธอไปโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด

“ตอนนั่งรถไปหาหมอ ใจยังคิดเราไม่เป็นไรมากหรอก เพราะไม่มีบาดแผลอะไร ซึ่งนั่นแหละคือเรื่องที่น่ากังวลที่สุด แต่พอไปถึงโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉิน หมอก็ถามว่าเราเป็นอะไร ก็เล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอฟัง คุณหมอเห็นเลือดที่ไหลแล้ว จึงส่งดิฉันไปสแกนสมองทันที”

สแกนสมองพบเลือดคั่ง

ผลสแกนสมอง คือ มีเลือดคั่ง มีเลือดออกข้างในสมอง และไหลออกมาเรื่อยๆ พอออกจากห้องสแกนสมอง เธอเริ่มรู้สึกเวียนศีรษะ อยากจะอาเจียนตลอดเวลา

 

“ตอนนอนอยู่บนเตียง รู้สึกเวียนหัวอยากอาเจียนมาก คุณพยาบาลก็เอาถุงใบใหญ่มาให้ พอกางเปิดปากถุงได้ อ้วกเลย แต่สิ่งที่ออกมามีแต่เลือดเยอะถึงครึ่งถุง เราเริ่มตกใจมาก คุณหมอจึงสั่งสแกนสมองหลังจากครั้งแรก 1 ชั่วโมงต่อมา พบว่ายังมีเลือดไหลอยู่ในเนื้อสมองเพราะสมองตรงฐานกะโหลกเริ่มบวมมากขึ้น คุณหมอบอกว่า เล็กโดนตีจนเนื้อสมองช้ำมากและช้ำเยอะ แต่กะโหลกไม่มีแผลแตกเลย จับก็ไม่เจอแผล แต่เลือดไหล ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการก่อน”

ระหว่างนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องซีซียูนั้น เธอยังรู้สึกอยากอาเจียนตลอดเวลาและรู้สึกปวดหัวบริเวณที่ถูกตี จนต้องเอาถุงมาใกล้ๆ และมีอาการหงุดหงิดเพราะปวดหัว ต้องกินยาแก้ปวดหัวตลอดเวลา และนอนเฉยๆ มีสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยาง มีสายออกซิเจนช่วยหายใจ เธอกินอะไรไม่ได้ นอนรอดูอาการอยู่ในโรงพยาบาลแรก 2 วัน วันพุธครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจให้ย้ายโรงพยาบาลเพราะค่ารักษาพยาบาลอีกโรงพยาบาลหนึ่งครอบคลุมได้มากกว่า

พอเปลี่ยนโรงพยาบาลมาที่เปาโลสยาม เธอถูกนำไปรักษาในห้องไอซียูต่อ เริ่มรู้สึกตัวบ้าง แต่พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกตกใจเพราะตาขวาเริ่มโปนออกมาและมีสีม่วงคล้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการโดนตีเข้าที่ศีรษะอย่างแรง จนมีเลือดคั่งในหู ตอนนอนก็ได้ยินเสียงดังหวีดๆ ตลอดเวลา ซึ่งพอมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ เธอได้คุณหมอรุ่งศักดิ์ที่เก่งเรื่องสมองจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทำการรักษา โดยใช้วิธีวิดีโอคอลสอบถามกับนางพยาบาลทุกวัน

“การรักษาของดิฉันทุกอย่าง รักษาผ่านวิดีโอคอล ตรวจอาการผ่านการสแกนฟิล์มเอกซเรย์ผ่านโทรศัพท์มือถือ คุณหมอใส่ใจมากสอบถามนางพยาบาลและคุณหมอที่เปาโลฯ ทุกวัน อาการปวดหัวมันหายไปตอนออกจากไอซียูแล้ว ปวดหัวน้อยลง เริ่มกินข้าวได้ หมอบังคับให้กินข้าวหน่อย แต่มันกินไม่ลง แค่เห็นอาหารก็อ้วกแล้ว ตอนป่วยน้ำหนักหายไป 6 กก. เพราะกินไม่ได้ วันที่คุณหมอมาเจอดิฉันเมื่ออาการดีขึ้น ก่อนออกจากโรงพยาบาล 3-4 วัน หลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนาน 3 สัปดาห์ ได้พูดคุยสอบถามอาการกับคุณหมอ คุณหมอก็เล่าว่าที่ไม่ได้รักษาเล็กด้วยการผ่าตัดเพราะคุณหมอทดสอบแล้วว่าเล็กยังจดจำเรื่องราวต่างๆ และคนรอบข้างได้อยู่ ถ้าเราจำไม่ได้ คุณหมอต้องตัดสินใจผ่าแน่นอน แต่คุณหมอคนอื่นคงสั่งผ่าไปแล้วเพราะเนื้อสมองช้ำมาก และเลือดออกเยอะมากๆ ที่คุณหมอไม่ผ่าเพราะมันเสี่ยงมาก อาจตื่นมาแล้วไม่เหมือนเก่า หรือไม่ตื่นขึ้นมาเลยก็ได้ ซึ่งขณะที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเวลาลุกไปเข้าห้องน้ำต้องเดินเกาะฝาไปเรื่อยๆ ซึ่งคุณหมอบอกว่าเป็นผลมาจากการได้รับความกระทบกระเทือนที่สมอง เราจะไม่หายขาด แต่ต้องกินยาและรักษาตัวเองไปเรื่อยๆ”

 

ผลข้างเคียง รู้สึกบ้านเอียงและเวียนหัว

นอกจากมีอาการเดินแล้วรู้สึกเวียนหัวแล้ว เธอยังได้สัมผัสกับผลกระทบอื่นๆ เช่น มีอาการปวดหัว การทรงตัวยังไม่ 100% ขณะกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านยังมีอาการวูบๆ เดินบ้านหมุนอยู่

“ดิฉันต้องกลับมารักษาตัวที่บ้านเพราะคุณหมอบอกว่าอยากให้พัก เพราะคนโดนกระทบกระเทือนสมอง คือการสั่งการของสมองอยู่ที่ก้านสมองทั้งหมด เราโดนตีตรงนี้ก็กระทบตรงอื่นๆ ต้องให้ได้พักเต็มที่ แต่เราก็เกรงใจที่ออฟฟิศ สรุปเล็กนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 อาทิตย์ และมานอนที่บ้านอีก 3 อาทิตย์”

แม้เหตุการณ์จะผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังส่งผลข้างเคียง คือ เธอรู้สึกเหนื่อย เวียนหัวง่ายและรู้สึกหน้ามืดถ้านอนไม่เพียงพอ ถ้านอนน้อยเธอจะรู้สึกปวดหัว ไม่สดชื่น ชีวิตประจำวันของเธอต้องเปลี่ยนจากที่ทำงานหนัก งานต้องมาเป็นที่หนึ่งก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงในที่เปลี่ยวๆ อีกแล้ว ไม่นอนดึก และยาแก้เวียนหัวกลายเป็นยาประจำตัววันละ 2 เม็ด และมีแนวโน้มว่าเธอต้องกินยาแก้ปวดหัวไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการปวดศีรษะจะหายไป หรือมีอาการที่ดีขึ้น

“เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 2 ปี 4 เดือน แต่เล็กยังต้องไปหาหมอทุกๆ 3 เดือนเพื่อเช็กอาการ ซึ่งสแกนสมองครั้งล่าสุดเนื้อสมองไม่บวมและไม่เหลือเลือดคั่งที่หูแล้ว ก็โอเคแต่กระดูกตรงสันจมูกยุบไปนิดหนึ่งจากแรงกระแทกที่ด้านหลัง ถ้าถามว่าจากเหตุการณ์ครั้งนั้นให้อะไรกับเรา ทำให้เราหวาดกลัวจากที่กล้าเดินเข้าซอยบ้านค่ำๆ ตอนนี้ไม่กล้าแล้ว โดยเราจะนัดวินประจำ มีเบอร์โทรติดต่อกัน พอเล็กลงรถสองแถวตรงเสาก็โทรให้วินซึ่งเป็นผู้หญิงมารับเราเลยเสียเงินเพิ่มเป็น 20 บาท แต่ก็โอเค เพราะเขาก็รู้ว่าเราเคยประสบเหตุอะไรมา เขายินดีมารับส่งเป็นประจำ หรือหากกลับค่ำกว่าปกติแม่ให้นั่งรถแท็กซี่กลับบ้านเลย อย่าประหยัดจนเกินไป เพราะหากเกิดอะไรกับชีวิตเราแล้วไม่คุ้มเลย”

นอกจากการเล็งเห็นการมีชีวิตอยู่ด้วยความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญแล้ว เธอยังเห็นความรักความห่วงใยของคนในครอบครัวมากขึ้น ทั้งจากพี่สาวและพี่ชาย รวมทั้งคุณแม่ที่ทุกเย็นต้องโทรมาเช็กว่า ตอนนี้อยู่ไหน กลับบ้านหรือยัง จะกลับกี่โมง กลับด้วยรถอะไร ให้ไปรับไหม มันเป็นความอบอุ่นใจมากขึ้นจากที่ก็รักสามัคคีกันดีอยู่ในครอบครัวอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งหากมองด้วยแง่ดี คือเธอรู้สึกรักสุขภาพมากขึ้น การมีสุขภาพที่แข็งแรงสำคัญที่สุด

“เหมือนเราได้ผ่านความตายมาแล้ว ทุกเรื่องต่อไปนี้ที่เกิดขึ้นไม่หนักหนาอีกแล้ว ทำให้เล็กมองทุกปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา และอย่าเครียดกับชีวิตมากไป ทุกวันนี้แม้แจ้งความไปแล้วแต่คนร้ายก็ยังลอยนวลและยังไม่มีการมาสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย ซึ่งหากเล็กเจอกับคนร้ายอีกครั้งหนึ่งจำได้แน่ว่าลักษณะผอมสูง หัวฟู หน้าดำเหมือนคนติดยา ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ ไม่มีทะเบียน ก็อยากฝากเตือนไปถึงคนอื่นๆ ว่าให้ระมัดระวังตัว อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยมาสอดส่องในซอยเสนานิเวศน์เพราะเป็นซอยที่เปลี่ยวมากๆ เพราะรู้สึกว่าชีวิตเราไม่ปลอดภัยเลย ซึ่งแม่ของดิฉันขนาดอยู่ในบ้านยังเคยโดนโจรแต่งตัวดีมากมาถามทาง คุณแม่ก็เดินเข้าไปที่ประตูบ้านจะไปฟังใกล้ๆ ปรากฏมันยื่นมือเข้ามาในรั้วจะมากระตุกสร้อยทองที่คอ สร้อยหลุดแล้วแต่ตกอยู่ที่พื้น มันเลยวิ่งหนีไป ขนาดแม่อยู่ในบ้านยังไม่ปลอดภัยเลย มันอันตรายมากสำหรับหมู่บ้านที่มีทางเข้าออกได้หลายทาง เช่น ไปวังหิน ลาดปลาเค้า อมรพันธ์ โชคชัย 4 เสือใหญ่ อีกทั้งหมู่บ้านต้องติดไฟให้ส่องสว่างและติดกล้องวงจรปิดให้มากขึ้นด้วย สายตรวจก็ควรมาตรวจให้เยอะขึ้น ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ควรมีน้ำใจต่อกัน ออกมาเมียงมองกันบ้างก็ดีค่ะ”

 

นาซีกลายพันธุ์ใน MEME ขงจื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424926

นาซีกลายพันธุ์ใน MEME ขงจื่อ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ในหนังสือ The Selfish Gene ซึ่งเขียนโดย Richard Dawkins นำเสนอทฤษฎีที่ทั้งน่าประหลาดและน่าสะพรึงว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ได้เป็นอะไรอื่นนอกจากพาหนะของพันธุกรรม (Gene) ซึ่งเจ้าพันธุกรรมนี่แหละที่จะพยายามเอาตัวรอดและเป็นอมตะโดยการส่งถ่ายตัวตนไปสู่รุ่นต่อรุ่น

ทุกสิ่งมีชีวิตถูกชักใยโดยพันธุกรรม

ผึ้งมีเหล็กในไว้ทำร้ายศัตรู แต่การใช้เหล็กในต้องแลกด้วยชีวิต เมื่อมันตัดสินใจใช้เหล็กในทิ่มแทงออกไป มันจะตายทันที แต่เมื่อรังประสบภัย มันกลับยอมตาย ผู้คนมักอธิบายว่า แมลงสังคมอย่างผึ้งยอมตายเพื่อปกป้องฝูง เพราะมันเสียสละแทนผู้อื่น นั่นจริงหรือ?

ตั๊กแตนตำข้าวจะกัดกินคู่ของตัวเองขณะผสมพันธุ์เข้าด้ายเข้าเข็ม ทำให้การผสมพันธุ์เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนหยดสุดท้าย และตัวผู้จะกลายเป็นอาหารบำรุงตัวอ่อนต่อไป แมลงชนิดนี้ซาดิสต์และมาโซคิสต์จริงหรือ?

พฤติกรรมการคัดเลือกคู่ของสัตว์ต่างๆ มักหาคู่ครองที่สามารถทำสิ่งที่ยากๆ ได้ ซึ่งบางครั้งฟุ่มเฟือยเวลาจนต้องถามว่าทำไปเพื่ออะไร หรือแม้แต่ว่าทำไมมนุษย์เพศหญิงถึงมีระยะหมดวัยสืบพันธุ์ และในตอนนั้นก็จะละความสนใจจากลูกๆ ลงแล้วหันกลับมาเอ็นดูหลานๆ แทน

Dowkins อธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหลายถูกครอบงำโดยพันธุกรรมที่เห็นแก่ตัว

ผึ้งปกป้องฝูงของมันเพราะในฝูงมีพี่น้องซึ่งพันธุกรรมใกล้เคียงกับตัวมันมากที่สุด พันธุกรรมเห็นแก่ตัว สั่งให้มันต้องยอมสละชีพตายไป เพื่อให้พี่น้องอยู่รอด ตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียกัดกินตัวผู้ขณะผสมพันธุ์ และตัวผู้ก็ต้องให้ตัวเมียกิน ก็เพื่อรับรองว่าลูกมันจะมีสารอาหารครบ ทำให้พันธุกรรมที่มีส่วนหนึ่งเหมือนมันเริ่มต้นได้มั่นคงในรุ่นต่อไป สัตว์ต่างๆ เลือกคู่ที่ยอมเสียเวลาทำอะไรยากๆ เพื่อให้ได้คู่ที่ปกป้องพันธุกรรมของตนได้ดีที่สุด หรือมนุษย์ในวัยเสี่ยงกับการให้กำเนิดที่ไม่สมบูรณ์ จะพัฒนากลไกหยุดการแพร่ขยายพันธุกรรมของตน แล้วเบี่ยงไปทุ่มเทเอ็นดูรุ่นหลาน ที่มีพันธุกรรมเสี้ยวหนึ่งของตนฝังตัวอยู่ (ปู่ย่าตายายจึงรักหลานๆ มากขึ้น และรักลูกน้อยลง เพราะพันธุกรรมรุ่นลูกเข้มแข็งพอแล้ว)

พฤติกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตจึงถูกครอบงำโดยสิ่งเล็กๆ ที่แทรกอยู่ในทุกอณูของร่างกายเรา สิ่งนั้นเห็นแก่ตัวกว่าที่เราคิด และมันไม่ลังเลที่จะทำลายและทำร้ายพาหนะถ้าเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของตัวมัน

ทั้งนี้ คำว่าเห็นแก่ตัวในหนังสือเล่มนี้ Dawkins ไม่ได้ต้องการให้มองในแง่ลบ แต่ให้มองในแง่หลักการของพฤติกรรม

สิ่งมีชีวิตจึงไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง เป็นแค่พาหนะถ่ายทอดให้พันธุกรรมอยู่รอดต่อไป

กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่พันธุกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนทุกอย่างในเกมแห่งชีววิทยา

ในหนังสือเล่มเดียวกัน ยังเสนอทฤษฎีที่น่าประหลาดกว่าว่า นอกจากพันธุกรรมแล้ว เรายังมีสิ่งที่ไร้ร่องรอยยิ่งกว่านั้นแฝงตัวควบคุมมนุษย์ โดยนิยามศัพท์ใหม่ขึ้นมาให้สิ่งนั้นว่าคือ มีม (Meme)

มีม คือ พฤติกรรม ความคิด ของใครคนใดคนหนึ่งที่ส่งไปถึงอีกคน แล้วขยายตัว หรือฝังตัวไปจากคนสู่ผู้คน จากรุ่นสู่รุ่น มีพฤติกรรมแบบเดียวกับพันธุกรรมที่เห็นแก่ตัว แต่เป็นกายละเอียด

มีม มาจากภาษากรีกว่า Mimetismos ที่แปลว่า การลอกเลียนแบบ แต่ถูกย่อให้เหลือเพียงชื่อ Meme เพราะต้องการล้อกับคำว่า Gene (พันธุกรรม)

หลายคนคงคุ้นกับคำว่า “มีม” มาบ้างแล้ว กับศัพท์โลกโซเชียลคำว่า Internet Meme ซึ่งหมายถึง Viral ที่ลุกลามไปเรื่อย เช่น คำว่า เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ ตามหาเหนียวไก่ หรือแม้กระทั้งพฤติกรรมการถ่ายเซลฟี่ ขี่จักรยาน หรือมุมมองการท่องเที่ยวแบบชิกๆ ฯลฯ

ศัพท์คำว่า Internet meme ก็มาจาก คำว่า มีม (Meme) นี่แหละ ซึ่งที่จริง Dowkins นิยามคำว่า มีม ไว้ตั้งแต่ปี 1976 ก่อนยุคโลกอินเทอร์เน็ต

ที่จริง มีม (Meme) กินความหมายกว้างขวางและเก่าแก่กว่า Internet meme

มีม เป็นได้ทั้ง ความคิด พฤติกรรม พิธีกรรม ที่พยายามเอาตัวรอดเหนือพาหนะของมัน มีมที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์มนุษย์มาเนิ่นนาน ก็เช่น มีมของนักคิดนักปรัชญา หรือแม้กระทั่งมีมของนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ หรือแนวคิดจากรากวัฒนธรรมเก่าแก่

มีมของโสกราตีส มีมของเซน ฯลฯ รวมถึง มีมของขงจื่อ

หลายครั้งเพื่อให้มีมอยู่รอดต่อไป สิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์อาจยอมแม้กระทั่งสละชีวิต และสละความอยู่รอดด้านพันธุกรรมเพื่อมีม พฤติกรรมมนุษย์จึงไม่ได้หยุดคำอธิบายอยู่ที่พันธุกรรมที่เห็นแก่ตัว

แนวคิดเรื่องสละชีพเพื่อชาติ ระเบิดฆ่าตัวตายเพื่ออุดมการณ์ต่างๆ คือตัวอย่างสายโหดของมีม

มีมบางมีมมีอายุยืนยาว ขณะที่บางมีมก็ถูกสกัดดาวรุ่งแต่เนิ่นๆ

แน่นอน การถ่ายทอดทั้ง Meme และ Gene ย่อมมีการคัดสรร และวิวัฒนาการ มีมแต่ละยุคแต่ละคนย่อมมีความหมายไม่เหมือนกันอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงรักษาข้อมูลบางส่วนไว้ได้ และเปิดโอกาสให้บางส่วนวิวัฒน์ต่อไป

คติคิดของขงจื่อเป็นอะไรที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน แตกต่างกับปรัชญาตะวันตกซึ่งเป็นหลักวิชาการ คติคิดของขงจื่อจึงเป็นมีมที่ง่ายต่อการดำรงอยู่มาตลอด 2,500 ปี ไม่ต้องแปลกใจว่าแม้ในยุคนี้เองภาพประกอบคำพูดของขงจื่อเมื่อ 2,500 ปีที่แล้วก็ยังคงถูกแชร์มากมายและหลากหลาย

เดาได้ไม่ยากว่า ช่วงการส่งผ่านมิได้มีเพียงส่งผ่านได้ราบรื่นหรือสูญพันธุ์ แต่ยังมีการกลายพันธุ์และปรับตัว จนหลายครั้งยังน่าสงสัยว่าอาจมีการตัดต่อพันธุกรรม

มีมก็คงเช่นกัน โดยเฉพาะในยุคที่มีมได้เครื่องมือขยายแนวคิดที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากปากต่อปาก เป็นวิทยุ เป็นทีวี จนถึงเป็น Internet ซึ่งให้อำนาจคนแทบทุกคนมีสิทธิสร้างมีมใหม่ และหรือตัดต่อมีมของคนอื่นได้อย่างสะดวกมือ

เทคโนโลยีที่สร้างและปรับแต่งมีมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จึงเปรียบเทียบได้กับสารอาหารที่สมบูรณ์ และอำนาจการตัดต่อพันธุกรรมที่กระจายไปทั่ว ซึ่งอาจทำให้พันธุกรรมโตเร็วเกินขนาด กลายพันธุ์ และลุกลามไปเป็นมะเร็งหรือสัตว์ประหลาด

พักนี้ผมพบ Internet Meme ที่ผู้คนชอบแชร์อยู่ชุดหนึ่งที่เขียนว่า

….คำพูดของขงจื่อ เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน

“คนฉลาดและขยัน ควรส่งเสริมให้เป็นใหญ่ คนฉลาดและขี้เกียจ ควรเลี้ยงไว้เป็นที่ปรึกษา คนโง่และขี้เกียจ ยังพอบังคับให้ทำงานได้ คนโง่และขยัน ต้องเอาไปตัดหัวทิ้ง เพราะจะทำให้งานเสีย”

ขงจื่อไม่เคยพูดประโยคนี้ครับ แต่นี่เป็นคำพูดของแม่ทัพนาซี ลูกน้องของฮิตเลอร์* (*บ้างว่าเป็นคำพูดของ Erich von Manstein หนึ่งในแม่ทัพที่วางแผนเก่งที่สุด หรือไม่ก็เป็นของ Kurt von Hammerstein-Equord ผบ.ทบ.แห่งกองทัพนาซี)

 

เรียบง่าย เน้นทีมเวิร์กสไตล์รองอธิบดีดีเอสไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424825

เรียบง่าย เน้นทีมเวิร์กสไตล์รองอธิบดีดีเอสไอ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หากเอ่ยชื่อ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักและคุ้นชินกับชื่อนี้เป็นแน่นอน เพราะได้สร้างสรรค์ผลงานทางคดีไว้โชกโชน ดูเด่นดังและสร้างความสะเทือนทุกวงการ อย่างคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีผู้เสียหายต้องระทมทุกข์ถูกฉ้อโกงจำนวนหลายพันราย มูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้านบาท พ.ต.ท.สมบูรณ์ งัดวิชาสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจนถูกศาลสั่งจำคุกตามผลกรรมที่ทำไว้

แน่นอนการทำคดีที่ผ่านมาย่อมมีความยากง่ายสลับซับซ้อนแตกต่างกัน วันนี้เลยขออนุญาตแง้มประตูห้องทำงานส่วนตัวของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ ว่ามีมุมโปรดมุมไหนในการทำงานสะสางคดีจนประสบความสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน สร้างชื่อให้กับดีเอสไอตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ทุกรูปแบบ และมีรูปแบบการบริหารงานอย่างไรให้บรรลุวัตถุประสงค์

พ.ต.ท.สมบูรณ์ เล่าถึงมุมโปรดว่า ส่วนตัวชอบมุมโต๊ะทำงานมากที่สุด เพราะมีทุกอย่างอำนวยความสะดวกอยู่รอบโต๊ะทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ หนังสือ เอกสารสำคัญต่างๆ เป็นต้น ก็อยู่รอบโต๊ะ จะหยิบจับค้นจึงสะดวกสบายไม่ต้องลุกเดินไปไหนให้ยุ่งยาก เก้าอี้ที่ใช้นั่งทำงานก็หมุนได้ 360 องศา ภายในห้องก็เน้นความเรียบง่าย ไม่หรูหรา ชอบความโปร่งโล่งสบาย ตกแต่งดูสบายตา

“ของใช้ส่วนใหญ่เป็นของหลวงหมด มีแต่เก้าอี้ตัวเดียวที่พี่ซื้อมาเอง เพราะเป็นเก้าอี้ตัวโปรดนั่งแล้วสบายมาก อย่างโต๊ะทำงานก็ของหลวง โซฟารับแขกก็ของหลวงเช่นกัน แต่ไม่ชอบนั่งมันแข็ง” รองอธิบดี
ดีเอสไอ กล่าว

 

พ.ต.ท.สมบูรณ์ เล่าให้ฟังอีกว่า ส่วนเรื่องความเชื่อนั้น ส่วนตัวเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ให้ซินแสหรือใครมาดู จะรับฟังจากผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อน อย่างองค์เทพเจ้ากวนอู ท่านสรรเสริญ ปรวัติวิชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ได้ให้ไว้ ก็เลยนำมาตั้งโชว์ ลูกน้องก็บอกว่าให้ตั้งตรงกับประตูทางเข้า-ออกไม่รอช้าก็ให้คนมาช่วยจัดแจงตามคำแนะนำ ส่วนพระเครื่องบูชา ผู้ใหญ่ให้มาเช่นกันก็ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือตามหลักปกติทั่วไป แต่จะใช้ผ้าปูสีน้ำเงินรองฐานองค์พระเพราะมีความชอบโดยส่วนตัว

พักเรื่องมุมโปรดมุมชอบมาที่เรื่องการทำงานกันบ้าง พ.ต.ท.สมบูรณ์ เล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2545 ส่วนตัวจะยึดประโยชน์ของดีเอสไอเป็นหลัก ไม่ได้มองเรื่องตัวบุคคลเพราะนั่นอาจเกิดความลำบากใจในการทำงานหรือทำคดี ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าการทำงานยึดประโยชน์ของหน่วยงานเป็นหลักสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าผู้บริหารจะเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัยสไตล์การทำงานของตัวเองก็ยังคงยืนหยัดเฉกเช่นนี้ตลอดไป ยอมรับแม้ในบางครั้งอาจจะทำถูกใจและไม่ถูกใจคนอื่นบ้าง แต่การทำงานกับคนร้อยคนก็ร้อยรูปแบบ

ส่วนหลักการทำงานนั้น ในสมัยเป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ท่านพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า “เป็นพนักงานสอบสวนมันมีอำนาจอยู่ในมือ อย่าใช้อำนาจที่เรามีอยู่ในมือกลั่นแกล้งใคร ถ้าหากว่ามีพยานหลักฐานก็สั่งฟ้องไป  ถ้ายังไม่เพียงพอก็ยังไม่ต้องสั่งฟ้อง โอกาสหน้ามันยังมี อย่าไปยัดเขา เพราะคนทำผิดรู้ตัวอยู่แล้วว่าทำผิดหรือทำถูก” นั่นคือหลักการทำงานตลอดมา

รองอธิบดีดีเอสไอ ระบุอีกว่า การเข้ามานั่งทำงานในดีเอสไอ ยอมรับมีความท้าทายสูงย้อนไปปี 2545 โอนย้ายจากตำรวจมาเป็นข้าราชการพลเรือน ตอนนั้นทำคดีแชร์ลูกโซ่ของบริษัท กรีน แพลนเนท 108 โดยปกติหากเป็นตำรวจก็จะมีนายพลหนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อย้ายมาแล้วเราต้องเคลียร์ทุกอย่างเองให้เสร็จ ที่ผ่านมาได้ก็เพราะทำงานเป็นทีม หากไม่ทำงานเป็นทีมยอมรับเลยว่าเหนื่อย เก่งคนเดียวไม่ได้ เพราะมีรายละเอียดเยอะ ถ้าอยู่กรมนี้ต้องทำงานเป็นทีมเท่านั้น

“การบริหารลูกน้องพี่จะเดินเข้าไปพูดคุยเป็นส่วนใหญ่ ไม่เน้นเรียกประชุม จะเข้าไปสอบถามความคืบหน้าทางคดี การทำงานสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ทำงานเสมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า อีกอย่างลูกน้องบางคนไม่ค่อยพูดในที่ประชุม กลายเป็นว่าเราสั่งการเพียงอย่างเดียว แต่พอเราเดินไปคุยกลับพูดคุยกับเราอย่างดี”

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า การได้ก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ถือว่ามีความก้าวหน้าในอาชีพมาไกลกว่าที่คิดและคาดไว้ แรกเริ่มเดิมทีคาดหวังว่าคงได้นั่งตำแหน่งนี้ตอนอายุประมาณ 57-58 ปี นั่นก็เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ปัจจุบันอายุ 55 ปีแล้วได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในจุดนี้ถือว่าภาคภูมิใจอย่างมาก

 

ต้นตำรับ กีตาร์แฮนด์เมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424822

ต้นตำรับ กีตาร์แฮนด์เมด

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

ห้องไม้อัดเล็กๆ ชั้นบนที่ซ่อนตัวอยู่หลังคริสตจักรนิมิตใหม่ย่านพญาไท คือแหล่งผลิต “กีตาร์แฮนด์เมด” อันเลื่องชื่อ ซึ่งน้อยคนจะรู้จัก แต่ทว่าสำหรับในแวดวงการกีตาร์ โดยเฉพาะเหล่าบรรดานักดนตรีมืออาชีพ ต่างเป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในไทยและชาวต่างชาติ ว่าที่นี่คือสำนักของ “ช่างทำกีตาร์ Acoustic” ระดับแถวหน้าในเมืองไทยอย่าง “วิรุฬห์ ทรงบรรดิษฐ์” หรือ “ช่างนิด” ในวัย 50 ปี

จากประสบการณ์กว่า 15 ปีที่ขลุกอยู่ในแวดวงกีตาร์แฮนด์เมดของเมืองไทยเขาไม่เพียงแต่ทำกีตาร์ขายเท่านั้น แต่ยังปลุกปั้นให้ใครหลายคนกลายเป็นช่างกีตาร์ฝีมือดี จนบางคนประสบความสำเร็จเป็นอาจารย์สอนดนตรีในมหาวิทยาลัย โดยกีตาร์แต่ละตัวที่ช่างนิดบรรจงสร้างสรรค์ออกมานั้น มีราคาขั้นต่ำ 7 หมื่นบาท ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกีตาร์คุณภาพสูง ที่มีเสียงและความสวยงามไม่แพ้กีตาร์แบรนด์ดังในต่างประเทศ

@weekly นัดหมายเขาที่คริสตจักรนิมิตใหม่ บนชั้น 2 ถนนพญาไท ศูนย์บัญชาการทำกีตาร์แฮนด์เมดของช่างนิดทันทีที่เราลัดเลาะขึ้นไปตามขั้นบันไดเล็กๆ หลังโบสถ์ สิ่งแรกที่เห็นคือ ช่างนิดกำลังสอนทำกีตาร์ให้แก่ชายหนุ่ม 3 คนบนโต๊ะไม้ จากโคมไฟที่ส่องสว่างภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งมารู้ภายหลังว่า ทั้งสามเป็นลูกศิษย์ของช่างนิด คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนดนตรีคลาสสิกที่สยามกลการ อีกคนเรียนกำลังต่อปริญญาโทด้านดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกรายเป็นฝรั่งชอบศึกษางานไม้

“ผมไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นที่คุณภาพทั้งกีตาร์และการสอนลูกศิษย์ เพราะความท้าทายของการทำกีตาร์แฮนด์เมดอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้เสียงของกีตาร์ออกมาดีที่สุด และเป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์ออกมาให้ใช้งานได้จริง” วิรุฬห์พูดขึ้นพร้อมกับวางมือจากการหยิบจับอุปกรณ์งานช่าง ก่อนจะเข้ามานั่งสนทนา

 

จากจุดเริ่มต้น ลองผิดลองถูก สู่ลูกศิษย์ครูสเปนชั้นนำ

กีตาร์แฮนด์เมดที่วิรุฬห์ทำขึ้นมานั้น เป็นกีตาร์โปร่ง และกีตาร์คลาสสิก ที่ผลิตให้แก่เหล่าอาจารย์ นักเล่น นักสะสม และนักเรียนกีตาร์

เขาเล่าว่า ลูกชายคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตการเป็นช่างทำกีตาร์มืออาชีพ โดยก่อนหน้านี้เคยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จึงดิ้นรนอยู่ระยะหนึ่ง จนเมื่อลูกชายอายุได้ 5 ขวบ มีความสนใจอยากเล่นกีตาร์ ทำให้ต้องจัดการหาเครื่องดนตรีและโรงเรียนสอนดนตรีให้กับลูกชาย เลยสร้างห้องไม้เล็กๆ ในพื้นที่โบสถ์ตรงนี้ซึ่งเป็นที่ของแม่ยายทำกีตาร์ตัวแรกให้ลูก

“เริ่มแรกคือผมรู้สึกว่าอยากทำให้ลูกชาย เพราะลูกชายไปเรียนแล้วไม่มีกีตาร์ ผมก็เลยลองทำดูจากการลองผิดลองถูก อาศัยพื้นฐานความรู้เก่าที่เราเป็นช่างไม้ ก็คิดว่ามันน่าจะทำเองได้ไม่ยาก แต่พอทำออกมาแล้ว มันเล่นไม่ได้ ผมเลยซื้อหนังสือคู่มือสอนทำกีตาร์มาทำตาม จนในที่สุดมันพอเล่นได้ ทีนี้พอผมทำตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ออกมา ก็มีคนมาเห็น เขาก็อยากให้ทำกีตาร์สำหรับลูกๆ ของพวกเขาบ้าง ผมก็เลยรับทำแต่กีตาร์ตัวเล็กเรื่อยมา ผมเลยรู้สึกว่าทำเป็นอาชีพก็คงดี”

หลังจากค้นพบว่าความสวยงามและเสียงที่ซ่อนตัวอยู่ในแผ่นไม้บางๆ มันคือความสุขที่ได้รับจากการทำกีตาร์ จึงอยากจะพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มไปเรียนทำกีตาร์จริงจังกับช่างเก่งๆ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ประกอบกับได้รู้จักช่างทำกีตาร์ชาวต่างประเทศหลายๆ คนที่แวะเวียนมายังเมืองไทย จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปเรียนกับ โฮเซ โรมานิรอส (Jose Romanillos) นักทำกีตาร์แฮนด์เมดระดับแถวหน้าของโลกชาวสเปน ซึ่งจะรับศิษย์จากทั่วโลกเพียงปีละ 20 คนเท่านั้น โดยหวังว่าจะนำเอาความรู้ที่ได้มาพัฒนาการทำกีตาร์ของเขา

 

“พอชั่วโมงบินสูงขึ้น เราก็เริ่มรู้จักคนในแวดวงกีตาร์มากขึ้น มีนักดนตรีเก่งๆ เข้ามารู้จักช่างทำกีตาร์มากขึ้น จนบางคนมาเที่ยวบ้านเราทุกปี พอมาเมืองไทยเค้าก็จะมาหาผมเลยผมก็จะเทกแคร์เขา ทั้งพาไปทานข้าวหรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อแลกกับการที่เค้าสอนกีตาร์ผมหนึ่งวัน จนเพื่อนรู้สึกว่าอยากให้ผมได้ออกไปดูงานที่ต่างประเทศบ้าง จึงออกเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผมไปเรียนที่สเปน ผมกลับมาพร้อมกีตาร์หนึ่งตัวซึ่งเป็นกีตาร์ที่ผมทำเองในระหว่างที่เรียน พร้อมกับมอบกีตาร์ชิ้นนี้เพื่อแทนคำขอบคุณที่เค้าออกเงินให้ผมไปเรียน”

วิรุฬห์ เล่าว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้กีตาร์แฮนด์เมดแตกต่างจากกีตาร์ตามโรงงานทั่วไป คือความทุ่มเทและใส่ใจในรายละเอียดเนื่องจากต้องลงมือทำเองทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเลือกไม้นำเข้าคุณภาพดีหลายชนิดเช่น มะฮอกกานี สน และอินเดียนโรสวูดเหตุที่ต้องมีไม้หลายชนิดนี้ก็เพราะกีตาร์แต่ละส่วนต้องการไม้ที่ต่างกัน อีกทั้งธรรมชาติของไม้แต่ละชนิดจะเป็นตัวคอนโทรลเสียงที่เกิดขึ้นว่าจะนุ่ม ทุ้ม หรือแหลมใสไปพร้อมๆ กับทักษะการเลื่อย การขัด การตัดการไส และการประกอบไม้อย่างเข้าอกเข้าใจของช่างทำกีตาร์เอง

“ท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นกีตาร์ที่ทำจากโรงงาน คือเอาหลายๆ คนมาช่วยกันทำ ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องดนตรี มาติดกาว หรือมาอะไรก็ตามแต่ วัตถุดิบส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องสนใจว่าดีอะไรมากมาย เป็นไม้อัด ดังนั้นกีตาร์โรงงานเวลาทำเสร็จแล้วเราจะได้ยินบ่อยๆ ว่าเวลาเราไปซื้อ ไปเลือกเอาตัวดีๆ เสียงถูกใจนะคือบางทีหน้าตาเหมือนกัน ยังเลยเลือกเลยว่าตัวไหนเสียงดีไม่ดี ทำในปริมาณเยอะๆ แต่กีตาร์แฮนด์เมดทุกตัวที่เราทำ ต้องใช้ได้หมดเลย คุณภาพดีทุกตัว เพราะเราใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบ ใส่ใจตั้งแต่การประกอบ ติดกาว หรือเรื่องเสียง เราจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะสวยแล้วคุณภาพเสียงต้องดี มันคือจุดขายของกีตาร์แฮนด์เมด”

 

หลังจากลองผิดลองถูก ร่ำเรียนจากวิชาจากยอดฝีมือมาหลากหลาย รวมทั้งฝึกฝนจนชำนาญ และกลายเป็นที่ยอมรับในแวดวงกีตาร์ ทำให้เขาตัดสินใจอยากจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจและหลงรักในกีตาร์ ได้เรียนรู้เฉกเช่นเดียวกับที่เขาได้รับโอกาส

“เรารับทำทุกอย่าง ทั้งผลิต ซ่อม หรือสอนทำกีตาร์ สั่งทำตามออร์เดอร์ตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ไม่ซ้ำแบบใคร บางคนก็จะเขียนแบบมาให้ หรือบางคนเค้าจะบอกทรง กีตาร์มันจะมีทรงของมัน เหมือนกับโต๊ะเก้าอี้ คือมันมีทรงอยู่แค่นั้น แต่มันก็มีรายละเอียด อย่างบางคนอาจจะอยากได้ชื่อตัวเองไว้บนหัวกีตาร์ หรือบางมือเล็กอยากจะได้คอกีตาร์ที่เล่นง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงมาสั่งเราจะทำทรงกีตาร์ที่มันเหมาะกับทรงผู้หญิง แต่กีตาร์ก็จะมีมาตรฐานของมันอยู่ เราต้องปั้นกีตาร์ออกมาให้สวยงามภายใต้มาตรฐานที่มันต้องเป็น”

“กีตาร์ 1 ผมตัวใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หรืออาจจะ 2-3 เดือน แล้วแต่รายละเอียดของงาน ผมจะบอกลูกค้าเลยว่าห้ามเร่งงานรับทำเดือนละตัวเท่านั้นพอ เพราะไม่สามารถที่จะมาสั่งให้ผมทำครั้งละหลายๆ ตัวได้ ถ้าอยากได้ราคาถูกๆ เยอะๆ แนะนำให้ไปสั่งทำที่จีนดีกว่า”

อาชีพนี้ไม่มีหลักประกัน ต้องใจรักถึงอยู่ได้

ปัจจุบันมีคนสนใจงานกีต้าร์ แฮนด์เมดเพิ่มมากขึ้น ช่างนิดจึงตัดสินใจเปิดสอนโดยค่าสอนคอร์สละ 8.5 หมื่นบาท สอนแต่ตั้งแต่พื้นฐานเริ่มแรก ตั้งแต่ยังไม่มีความรู้ ไปจนถึงการลับสิ่ว ลับกบเลื่อยไม้ คัดเลือกไม้ การประกอบ หรือแม้กระทั่งการขาย

“ที่นี่ไม่จำกัดเวลาเรียน มีวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ทำกีตาร์ให้ลูกค้า โดยผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเล่นกีตาร์เก่งระดับเซียน ขอแค่มีพื้นฐานและมีใจรัก หลังจากเรียนจบได้กีตาร์ของตัวเองกลับไป 1 ตัว พร้อมความรู้ที่สามารถพัฒนาไปประกอบอาชีพได้ ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่เรียนตายตัว เพราะขึ้นอยู่ที่การเรียนรู้ของแต่ละคนนักเรียนบางคนจบหลักสูตรแล้วทำกีตาร์ออกมามีคนมาซื้อถึงในนี้เลยก็มี”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอาชีพอิสระที่ดูเหมือนจะทำรายได้ดี แต่ช่างนิดก็ยอมรับว่าอาชีพนี้ไม่ได้มีหลักประกันความมั่นคง ผู้ที่จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้กับอาชีพนี้คือต้องมีใจรักและยึดมั่นในสิ่งที่ทำ

“10 กว่าปีสอนลูกศิษย์ให้ประกอบอาชีพได้ ผมสอนเป็น 100 แต่ประกอบอาชีพจริงๆประมาณ 10 กว่าคน บางคนก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมุ่งหวังเน้นทำแต่ในเรื่องปริมาณ คืออาชีพนี้มันต้องใจรักจริงๆ เพราะกว่ากีตาร์ของเราจะผ่านมือนักดนตรีเก่งๆ สักคนมันไม่ง่าย คืออาชีพนี้มันอาจจะไม่ถึงกับร่ำรวยมากมาย แต่ก็พออยู่ ดูแลครอบครัวได้”

ปัจจุบันอาชีพนี้เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในการสร้างรายได้ วิรุฬห์ กล่าวว่า อิทธิพลจากสื่อโซเชียลในยุคปัจจุบัน ทำให้วงการกีตาร์แฮนด์เมดเป็นที่รู้จักทั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้น มีกลุ่มเครือข่ายที่สามารถติดต่อสื่อสารกันง่ายกว่าที่ผ่านมา

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โลกวงการกีตาร์ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน คือการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการจัดงานออกบูธตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งช่างทำกีตาร์ นักกีตาร์ ศิลปิน ได้มีพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งงานมหกรรมงานกีตาร์คลาสสิก ช่วยให้เขารู้จักแหล่งลูกค้ามากขึ้น เกิดเป็นกลุ่มเครือข่ายที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ในแวดวงกีตาร์

“อย่างที่ผมจัดก็เชิญนักดนตรีเก่งๆ จากต่างประเทศมา ถ้าเขาเป็นเจ้าภาพจัดก็เชิญเราให้ไปเข้าร่วม อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ ผมไปทุกปี เป็นบูธงานกีตาร์ ซึ่งเมืองไทยเราก็จัดขึ้นทุกปี มีกลุ่มของเรา มีอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยมาร่วม กลางวันก็มีสอน ช่วงบ่ายมีการแข่งประกวดกีตาร์ ตอนเย็นก็ให้ศิลปินรับเชิญมาเล่น คืองานกีตาร์มีเป็นธรรมเนียมอยู่แล้ว หน้างานมีร้านขายสายกีตาร์ออกบูธ ผมเคยเอากีตาร์ตัวเองเป็นรางวัลชนะเลิศในการประกวด คือใครชนะก็ได้กีตาร์ของผมไป สิ่งที่เราได้คือเราไปเจอลูกค้าที่เค้าต้องการ”

ความภูมิใจในฐานะพ่อ ทำกีตาร์ให้ลูกเรียนจนจบมหิดล

ในฐานะช่างทำกีตาร์แถวหน้าของประเทศที่ไม่เพียงแต่สร้างการยอมรับในฝีมือของคนไทยให้เป็นที่จดจำจากนานาชาติแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาภาคภูมิใจก็คือ ลูกชายใช้กีตาร์ที่เขาทำมาตลอดช่วงชีวิตในวัยเรียน จนจบการศึกษาคณะดุริยางคศิลป์ เอกกีตาร์คลาสสิก มหาวิทยาลัยมหิดล

“สิ่งที่น่าภูมิใจอย่างหนึ่งคือลูกผมตั้งแต่เล็กจนโต ลูกใช้กีตาร์ผมเล่นในงานประกวด และใช้เรียนในมหาวิทยาลัยตลอด เค้าเล่นกีตาร์ผมตลอด ผมเคยคิดจะซื้อกีตาร์ของอาจารย์ผมที่ เป็นช่างทำกีตาร์ระดับโลกให้ลูกซึ่งราคาแพงมากๆ ถ้าผมจะซื้อผมสามารถเอามาได้ในราคาพิเศษ แต่เขาไม่เอา เพราะมั่นใจในกีตาร์ฝีมือพ่อ ลูกเคยพูดกับผมว่า กีตาร์ของพ่อไม่ได้น้อยหน้าใคร”

“ผมเชื่อว่าทุกวันนี้เด็กผู้ชายแทบทุกคนหรือแม้กระทั่งเด็กผู้หญิงก็ยังเล่นกีตาร์กัน ฉะนั้นตราบใดที่มนุษย์มีเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ ลวดลายและเสียงกีตาร์ Acoustic ก็ยังคงบรรเลงไปตามทุกช่วงจังหวะชีวิตของผมเช่นกัน ก่อนหน้านี้ผมถูกถามมาตลอด ทั้งจากคนในครอบครัวและคนรอบข้างว่า ทำแล้วจะไปขายให้ใคร ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แต่ว่าผมชอบ แต่ทุกวันนี้เราตอบได้แล้วว่าจะไปขายให้ใคร”

 

ชิวรับสงกรานต์ สุขล้นสุดคุ้มค่ากับ Citi ThankYou Rewards Program

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ADVERTORIAL

31 มีนาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424394

ชิวรับสงกรานต์ สุขล้นสุดคุ้มค่ากับ Citi ThankYou Rewards Program

สงกรานต์นี้วันดีปีใหม่ เครื่องบินทุกลำคงออกทะยานพานางๆ ขี้เบื่อทั้งหลายหนีร้อนและสงครามน้ำไปเที่ยวพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศกันทั่วถิ่นแคว้นแดนสยามเป็นแน่แท้ แล้วเราจะนั่งเหงาคนเดียวในกรุงเทพฯ ทำไมล่ะ ออกไปเริงร่าท้าลมร้อนกันดีกว่า นั่งดูรีวิวในเว็บบอร์ด ภูเก็ตก็น่าไปไม่หยอกนะ แหม่…แค่คิดภาพแลนดิ้งชิวๆ ที่ภูเก็ต แอบเดินอ้อยอิ่งช็อปหาของอร่อยกินในตัวเมืองให้พุงกาง ก่อนเฉิดฉายใส่บิกินนี่ไปส่องซิกแพ็คหนุ่มล่ำที่ชายหาดให้หัวใจเต้นโครมคราม อ่า แค่คิดก็แซ่บแล้วจะรอช้าอยู่ใย…ปริ๊นท์แผนที่แล้ววางแผนเดินทางกันโล้ด

ก่อนอื่นเปิดกระเป๋าสตางค์ดูงบประมาณก่อน เฮ้อ ปีนี้เศรษฐกิจตกสะเก็ดกระเป๋าแบนเป็นกล้วยปิ้งเชียว ยิ่งพอถึงช่วงสงกรานต์หลายๆก็คนจัดทริปท้าลมร้อนทั้งในประเทศ นอกประเทศ ค่าที่พักเอย ค่าตั๋วเครื่องบินเอย พุ่งกระจาย แต่โชคดีที่ มี Citi ThankYou℠ Rewards program ของบัตรเครดิตซิตี้ที่สามารถใช้คะแนนสะสมเข้าไปแลกเป็นตั๋วเครื่องบินกับสายการบินได้หลากหลาย รวมถึงห้องพักโรงแรมให้เรามีตัวเลือกควบคุมค่าใช้จ่ายได้สบายๆ

สำหรับใครที่มีทริปเที่ยวสงกรานต์ในใจแล้วแต่ยังไม่ได้วางแผน แนะนำให้เข้าไปดูที่ Citi ThankYou℠ Rewards program เลยเพราะเป็นเหมือน One stop service ที่อำนวยความสะดวกด้านการเดินทางที่ครบครัน สะดวก และคุ้มค่า อย่างสงกรานต์นี้ก็ไม่มีชาร์จเพิ่มเติม แค่ใช้คะแนนสะสม 99 คะแนน บวกเงินสดเพิ่มนิดหน่อยก็สามารถจองสายการบินและที่พักชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใครวางแผนจะหนีร้อนไปเที่ยวไม่ควรพลาด พอสรุปได้แล้วว่าจะไปไหน ก็เริ่มดูที่พักก่อนเลย เพราะอยากได้ที่พักเก๋ๆไปเซลฟี่อวดเพื่อน เลยเข้ามาที่ Citi ThankYou℠ Rewards Program เพราะตอนนี้มีโปรโมชั่นรับส่วนลดเพิ่มอีก 15% เพียงใช้คะแนนสะสมอย่างน้อยเพียง 99 คะแนน พร้อมเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็สามารถจองห้องพักโรงแรมทั่วโลก แต่ลดเยอะมากไปอีกสำหรับโรงแรมบางแห่ง ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด 20% ที่ Pan Pacific Orchard – Singapore หรือ ที่ Best Western Cromwell – London สำหรับพัก 2 คืนขึ้นไป และ ลด 40% ที่ Shilla Stay Yeoksam – Seoul, Korea หรือใครที่กำลังจะไปเที่ยว Greece ก็มีโปรพัก 5 คืนจ่าย 4 คืน ที่ NJV Athens Plaza ด้วยนะ

หรือหากใครสนใจจะใช้คะแนนสะสมแลกห้องพักโรงแรมในเครือของ Club Carlson, Hilton Hhonors Worldwide และ IHG Rewards Club ในราคาเอกคลูซีฟสุดๆ ก็ยังได้ หรือไม่พอ เธอๆ ทั้งหลายจะลองดูโรงแรมชั้นนำอย่าง Aleenta, Anantara, AVANI Atrium Bangkok, Bo Phut Resort, Indigo Pearl, Maduzi Hotel Bangkok, Mandarin Oriental, Paresa Resort, S31 ก็มีนะ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนให้เข้าไปดูก่อนเพราะมีที่พักหลายแนว หลายสถานที่ให้แลก เรียกว่ามาที่เดียว ครบ!

พอจบเรื่องที่พัก ก็ต้องมาดูเรื่องการเดินทางต่อ ซึ่งวางแผนว่าจะนั่งเครื่องบินไป เพราะจะให้แบกกระเป๋าขึ้นรถทัวร์ไปก็ไม่ไหว ดังนั้นจัดไป! เปิดเว็บ Citi ThankYou℠ Rewards program ที่เดิม มองหาตั๋วเครื่องบินซักหน่อย โชคดีว่า ThankYou℠ Rewards program เป็นพันธมิตรกับเครือสายการบินหลากหลาย ทำให้สามารถโอนคะแนนสะสมไปเป็นไมล์ ของสายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศเลยนะ ซึ่งตอนนี้เค้ามี เครือสายการบินเพิ่มขึ้นมาอีกถึง 10 สายการบิน ให้คุณบินได้หลากหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Thai Airways, Air Asia Asia Miles, Delta SkyMiles, EVA Air Infinity MileageLands, Singapore Airlines KrisFlyer, British Airways Executive Club, Etihad Guest, Qantas Frequent Fly, Qatar Airways Privilege Club และอื่นๆ อีกมากมาย ใครที่รู้ตัวว่าเป็นสมาชิกของเครือสายการบินหรือโรงแรมที่เป็นพันธมิตรกับ ThankYou℠ Rewards program อยู่ ก่อนเดินทางครั้งต่อไป อย่าลืมเข้ามาดูที่เว็ปก่อนนะจ๊ะ

ตั๋วพร้อม ที่พักพร้อม รอไปเที่ยวได้เลย แต่เอ๋…ถ้าใครยังขาดกระเป๋าเดินทางไว้ใส่ชุดเด็ดไปเที่ยวหรืออยากได้กล้องถ่ายรูปเจ๋งๆไว้เก็บภาพทริปในความทรงจำ ก็เข้าไปดูแคตตาล็อกออนไลน์ได้ที่ www.citibank.co.th/thankyou/index.html?ecid=DIOWNTHRWATHGR0216 เพราะมีอีกหลายไอเทมเด็ดๆให้แลกสบายๆที่สำคัญ ทั้งหมดนี้เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้บัตร บัตรเครดิตซิตี้เท่านั้นนะจ๊ะ (ยังไม่มีเหรอ? รีบสมัครกันเลยจ้า)

 

ตัดวงจรขยะอาหาร ช่วยอีกหลายชีวิตได้อิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424402

ตัดวงจรขยะอาหาร ช่วยอีกหลายชีวิตได้อิ่มท้อง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อหลายฉบับในบ้านเราเจียดพื้นที่เล็กๆ ให้กับข่าวต่างประเทศที่น่ายินดีข่าวหนึ่ง นั่นคือ ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศแรกของโลก ที่สั่งห้ามไม่ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งหรือทำลายอาหารที่ขายไม่ออก พร้อมออกกฎหมายกำหนดให้นำอาหารเหล่านั้นไปบริจาคแก่องค์กรการกุศล

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแม้เป็นเพียงหนึ่งในความเคลื่อนไหวของอีกซีกโลก เพื่อช่วยให้อีกหลายชีวิตได้อิ่มท้องและเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตขยะอาหารซึ่งโลกของเรากำลังเผชิญ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกแรงกระเพื่อมที่ทำให้สังคมโลกหันมาใส่ใจกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2556 มีขยะมูลฝอยมากถึง 26.77 ล้านตัน คิดเป็นขยะอาหารถึง 64% โดยกรุงเทพฯ มีปริมาณขยะมากเป็นอันดับ 4 จาก 22 เมืองใหญ่ในเอเชีย รองจากเมืองโอซากาของญี่ปุ่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงโซลของเกาหลีใต้

คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะหันมาร่วมมือกันกระชากเส้นกราฟปริมาณขยะอาหารในบ้านเราให้ต่ำลง

 

การเดินทางของเศษเนื้อสู่อาหารของน้องหมา

หลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีภาคธุรกิจทั้งรายเล็กและรายใหญ่เริ่มหันมามีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ เริ่มจากเชนร้านอาหารขวัญใจวัยรุ่นอย่าง บาร์บีคิว พลาซ่า เจ้าของสโลแกนทำมื้อนี้ให้ดีที่สุด กับโปรเจกต์ “อาหารเม็ดเพื่อสุนัข” บุ๋ม-บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า เล่าถึงเบื้องหลังบิ๊กไอเดียนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “BarBQ Fulfil” แคมเปญเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามภายในองค์กรว่า เราจะทำมื้อที่ดีที่สุดให้ดีขึ้นกว่านี้อีกได้อย่างไร

“เราระดมความคิดจากพนักงานทุกคนเพื่อปรับใช้สิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร หรือที่ครัวกลางของเราให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายคำตอบมาอยู่ที่การทำอาหารเม็ดของสุนัขจากการแปรรูปเศษเนื้อที่เราเหลือจากการตัดแต่งของครัวกลาง เพื่อส่งไปยังร้านของบาร์บีคิวพลาซ่าอีก 110 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจากเดิมเนื้อส่วนนี้เราก็ไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีผู้ประกอบการรายย่อยมารับซื้อเศษเนื้อดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระดับฮิวแมนเกรดไปแปรรูปต่ออีกที ถามว่าเศษเนื้อเหล่านี้ทำเงินให้บริษัทเรามั้ย ก็ประมาณหนึ่ง แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ เราจะทำอะไรเพื่อแปรรูปสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้มีประโยชน์มากกว่านี้ได้มั้ย”

บุ๋ม ยอมรับว่า ไอเดียเรื่องการลดปริมาณขยะในอุตสาหกรรมอาหารใครๆ ก็พูดถึง แต่ขั้นตอนทำจริงนั้นไม่ง่ายเลย อย่างเราเอง พอตัดสินใจว่าจะลงมือทำ ก็ต้องไปศึกษาอย่างจริงจัง ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แค่ต้องใช้เวลาสะสมเศษเนื้อให้มีปริมาณมากพอ ยังต้องจัดหาพื้นที่จัดเก็บเนื้อให้เหมาะสมเพื่อคงคุณภาพ ในส่วนของโรงงานแปรรูปก็ต้องเลือกที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเราเลือกใช้โรงงานเดียวกับที่ผลิตอาหารสุนัขให้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเช่นกัน

 

“แต่สิ่งที่เราไม่รู้ตอนแรก คือ โรงงานเขาไม่รับเนื้อสดๆ เพราะฉะนั้นหมายความว่าเราต้องเปิดไลน์ใหม่ในโรงงานของเราเอง เพื่ออบเนื้อเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อที่สุก แล้วค่อยส่งให้ทางโรงงานนำไปแปรรูป”

สำหรับล็อตแรกเราสต๊อกเศษเนื้อไว้ได้ 2 ตัน จึงส่งไปแปรรูป จากเนื้อตั้งต้น 2 ตัน สามารถแปรรูปออกมาเป็นอาหารสุนัขได้ประมาณ 3.5 แสนถุง อาหารเหล่านี้เรากระจายโดย 2 ทาง คือ หนึ่ง แจกฟรีให้กับลูกค้าที่เขียนแชร์ไอเดียเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขา อีกส่วนก็นำไปมอบให้มูลนิธิต่างๆ ที่ให้การเลี้ยงดูสุนัขไร้บ้านในประเทศไทย

“อย่างที่บอกว่าโปรเจกต์อาหารสุนัขเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโปรเจกต์ใหญ่ของเรา จากนี้เรายังไม่หยุดเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะนำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อไป ในอนาคตเราจะเก็บตะเกียบที่ใช้แล้วในร้านมาทำโต๊ะ-เก้าอี้ให้นักเรียน เราเชื่อว่าไอเดียดีๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องใหม่ แหวกแนวเสมอไป เพราะสุดท้ายหัวใจสำคัญ คือ สามารถนำมาทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า” บุ๋ม กล่าวทิ้งท้าย

บุ๋ม-บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์

 

บูรณาการจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของบ้านเราอย่าง ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน เทสโก้ โลตัส บอกว่า โลตัสนับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกที่ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตขยะอาหาร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค โดยโลตัสพยายามรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงแทนที่จะผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด ลดปัญหาพืชผลล้นตลาดจนกลายเป็นขยะอาหาร ที่สำคัญยังสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ด้วย นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเกษตรกรในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียระหว่างทาง

“ณ จุดขาย เราพยายามลดการเกิดขยะอาหาร ด้วยการนำอาหารที่ไม่เหมาะแก่การจำหน่ายไปบริจาคเป็นมื้ออาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน เช่น นำไข่ไก่ฟองที่มีสภาพดีจากแพ็กไข่ที่แตก ทำให้เราไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ ก็เอาไปบริจาคแก่ผู้ยากไร้ โดยร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา นอกจากนี้ยังรวบรวมข้าวสารแตกแพ็กที่ไม่สามารถนำไปขายต่อได้เช่นกันไปบริจาคเพื่อให้นำไปทำอาหารเลี้ยงผู้ที่ยากไร้ต่อ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของโลตัส เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ที่ใกล้หมดอายุ และคาดว่าจะจำหน่ายไม่ทัน เราจะสำรวจและคัดแยกออกมาเพื่อนำไปบริจาคก่อนสินค้าจะหมดอายุและต้องทิ้ง”

ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย

 

ชาคริต กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โลตัสยังได้ทดลองนำอาหารหมาที่แตกแพ็กไปบริจาคให้บ้านนางฟ้าสัญจร แทนที่จะเก็บทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ และในอนาคตจะเริ่มวางแผนส่งต่อผักและ
ผลไม้สดที่จำหน่ายไม่หมดให้กับผู้ที่ยังขาดแคลน แต่ในส่วนของอาหารสดอาจจะส่งต่อได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากบ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน เกรงว่าระหว่าง
ขั้นตอนขนส่ง อาหารจะเสียหายเสียก่อน

“ผมมองว่าขยะมาคู่กับในทุกธุรกิจ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ขนาดไหนก็ตาม ในส่วนของโลตัสซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีก เราพยายามลดปริมาณขยะใน 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ในส่วนของการใช้ถุงพลาสติก และสอง คือ การลดปริมาณขยะอาหาร ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ของเสียในธุรกิจเรา บางครั้งอาจเป็นของที่ขายไม่ได้ แต่กินได้ แค่เราใส่ใจ เก็บรักษาให้อยู่ในสภาพดี ก็สามารถนำมาบริจาคต่อเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า”

 

จากไร่ส่งตรงถึงโต๊ะอาหาร

นอกจากภาคธุรกิจแล้ว ธุรกิจรายย่อยโดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มหันมาใส่ใจกับการลดขยะอาหารควบคู่ไปกับการตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ ด้วยการชูคอนเซ็ปต์ Farm to Table หรือจากฟาร์มเสิร์ฟถึงโต๊ะอาหาร แบงค์-จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์ เจ้าของโรงแรมและร้านอาหารฟาร์มเฮ้าส์ที่ จ.ระนอง บอกว่า จุดเริ่มต้นของร้าน คือ อยากใช้วัตถุดิบที่สดใหม่เพื่อปรุงอาหารให้ลูกค้า เราจึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตเอง เช่น ไข่ไก่จากฟาร์มไก่ไข่พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน รวมทั้งใช้วัตถุดิบอื่นๆ ที่ปลูกเอง อาทิ พืชผักสวนครัว ทานตะวันงอก อัญชัน และผักสลัด

“วัตถุดิบในร้านเราเก็บมาสดใหม่ทุกวัน อย่างไข่ไก่จะสดมาก เพราะเก็บมาแบบวันต่อวัน รับรองว่าลูกค้าจะได้สัมผัสกับรสชาติของไข่ไก่ที่หาไม่ได้ที่ไหน เพราะตามกระบวนการปกติกว่าไข่ไก่จะถูกส่งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคก็เกือบสัปดาห์แล้ว เช่นเดียวกับผัก นอกจากจะแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกที่ฟาร์มแล้ว ที่โรงแรมเรายังเลือกปลูกพืชผักสวนครัวแทนไม้ประดับ แต่ละวันเราจะเก็บวัตถุดิบมาเตรียมไว้ประมาณหนึ่ง ไม่เผื่อไว้มาก เพราะเราอยากเลี้ยงพืชไว้ในดินมากกว่าจะมาสต๊อกไว้ในตู้เย็น”

แบงค์-จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์

 

ในส่วนของขยะอาหารจากร้านฟาร์มเฮ้าส์ แบงค์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกิดจากขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งในส่วนนี้ทางร้านพยายามควบคุมให้เหลือน้อยที่สุดอยู่แล้ว เพราะสามารถควบคุมปริมาณได้ตามที่ต้องการ ที่สำคัญวัตถุดิบบางชนิดยังสามารถนำไปแปรรูปหากใช้ไม่หมด เช่น อัญชัน นอกจากใช้เสิร์ฟเป็นเครื่องเคียง ตกแต่งจานแล้ว ยังนำไปตากแห้งทำเป็นชาได้ อีกส่วนคือ ขยะที่เกิดจากเศษอาหารของลูกค้า ทางร้านจะนำมารวบรวม และขายต่อให้กับเกษตรกรในละแวกนั้นมารับซื้อไปเป็นอาหารสัตว์ในฟาร์มของตัวเอง อย่างน้อยก็ช่วยลดขยะที่เกิดขึ้นจากธุรกิจของเราไปได้มาก” แบงค์กล่าวทิ้งท้าย

 

ทายาทหัตถศิลป์ สืบทอดจิตวิญญาณสุนทรียศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424328

ทายาทหัตถศิลป์ สืบทอดจิตวิญญาณสุนทรียศาสตร์ไทย

โดย…พริบพันดาว ภาพ ศ.ศ.ป.

ครูช่างฝีมือ ชุมชนหัตถกรรมและผลงานหัตถศิลป์ที่มีอัตลักษณ์ไทยโดดเด่น คือวิถีวัฒนธรรม วิถีแห่งภูมิปัญญา ซึ่งสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คืองาน “ประณีตหัตถศิลป์” ที่เป็นงานชั้นยอดของสุนทรียศาสตร์ภูมิปัญญาไทยพื้นถิ่น

ที่ผ่านมาหลายปี มีการคัดสรรทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ยกระดับสู่ช่างหัตถศิลป์ เพื่อบ่มเพาะประกาศเกียรติคุณให้มุ่งมั่นสรรค์สร้างงานอันประณีตให้อยู่คู่แผ่นดินไทย ในปี 2559 นี้ ก็เช่นเดียวกัน ก็มีคัดเลือกสุดยอดช่างฝีมือผู้สืบทอดศิลปหัตถกรรมและอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมมรดกไทย และผลงานที่ต่อยอดความงดงามให้สอดคล้องร่วมสมัยกับวิถีชีวิตผู้คนปัจจุบัน

13 ยอดฝีมือประณีตหัตถศิลป์รุ่นใหม่

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. จัดโครงการประกวด “เชิดชูทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ภายใต้งานเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2559 ซึ่งได้คัดเลือกช่างฝีมือผู้สืบทอดงานหัตถกรรมจากงานศิลปหัตถกรรมใน 9 สาขา คือ สาขาเครื่องไม้  เครื่องจักสาน เครื่องดิน  เครื่องทอ เครื่องรัก เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ และเครื่องหิน  และได้นำผลงานของแต่ละคนมาแสดงในงานเพื่อรอการตัดสินให้เป็นสุดยอดช่างฝีมือทายาทหัตถกรรมประจำปี 2559

สำหรับการคัดเลือกมีหลักการพิจารณา คือ 1.ด้านการอนุรักษ์ สาขาเทคนิคงานศิลปหัตถกรรมที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนานหรือกำลังจะสูญหาย 2.ด้านฝีมือ  องค์ความรู้และนวัตกรรมเชิงภูมิปัญญา ทักษะฝีมือของทายาท การสืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม การสร้างสรรค์เทคนิคใหม่ 3.ด้านสังคม เป็นที่ยอมรับด้านตัวบุคคลและผลงาน มีรางวัลเกียรติคุณจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และการร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปหัตถกรรมที่ดำเนินอยู่ และ 4.ด้านความร่วมสมัย รูปแบบสินค้าหรือการนำเสนอสินค้าและเรื่องราว

ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อัมพวัน พิชาลัย กล่าวว่า

“รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ปัจจุบันยังมีช่างฝีมือทั้งที่เป็นผู้ที่สืบสายเลือดโดยตรงจากครูช่างหรือช่างศิลปหัตกรรม บุคคลภายในครอบครัว รวมถึงลูกศิษย์ที่สืบสานงานศิลปหัตถกรรม ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการสานต่องานด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมากตามสาขาต่างๆ”

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องกระดาษ (ตัดกระดาษรังผึ้ง) ปอลิณ หยุ่นตระกูล ช่างตัดกระดาษรังผึ้งผู้ที่อุทิศตนเพื่ออนุรักษ์งานศิลปะ จาก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สืบทอดงานตัดกระดาษรังผึ้งจากครูเปี่ยม ส่งชื่น ผู้เป็นพ่อ ด้วยมีความคิดเห็นว่า การตัดกระดาษรังผึ้งเป็นงานฝีมือโบราณที่เริ่มมีน้อยลง ปอลิณ จึงคิดสานต่ออุดมการณ์ของพ่อ ผู้อุทิศตนให้กับงานกระดาษและทุ่มเทมาทั้งชีวิตโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การตัดกระดาษรังผึ้งนิยมนำมาประดับในงานรื่นเริง เช่น พิธีแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ พิธีบวชนาค แต่ปัจจุบันความนิยมกลับลดน้อยลงทำให้งานตัดกระดาษรังผึ้งหาดูได้ยาก

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องจักสาน พีระศักดิ์ หนูเพชร ช่างงานจักสานใยตาล นักพัฒนาสินค้าจาก จ.สงขลา ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นผู้สานต่องานจักสานใยตาลจากคุณแม่เสริญสิริ หนูเพชร โดยแรกเริ่มไม่สนใจงานจักสานเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนางานอย่างไม่หยุดนิ่งของแม่ จึงเกิดการซึมซับอยากสานต่อเจตนารมณ์ที่แม่สร้างงานจักสานมาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องปูนปั้น สมชาย บุญประเสริฐ ช่างฝีมืองานปูนปั้นสด ผู้มีใจรักและความอดทนเป็นเลิศจาก จ.เพชรบุรี ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นลูกศิษย์เอกที่สั่งสมประสบการณ์จากคุณอาทองร่วง (อาเขย) ผู้เป็นช่างฝีมือดั้งเดิมที่หาใครมีฝีมือเปรียบได้ยาก งานปูนปั้นสดเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะกระบวนการฝีมือเชิงช่างหลายแขนงต้องเป็นผู้มีความอดทน และมีใจรักจึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จ

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องดิน (ประติมากรรม, น้ำต้น) กิตติศักดิ์ ฟั่นสาย ช่างฝีมือผู้หลงใหลในงานศิลปะบวกกับความมุ่งมั่นในงานปั้นดิน จาก จ.เชียงใหม่ ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นช่างฝีมืองานปั้นดินจากเชียงใหม่เดินรอยตามจากงานฝีมือคุณน้าสมทรัพย์ ด้วยความหลงใหลในงานศิลปะตั้งแต่ยังเด็กจึงเริ่มศึกษาและเรียนอยู่อย่างจริงจังหลังจากได้เรียนรู้ขั้นตอนในเบื้องต้นแล้วจึงนำมาพัฒนาต่อในเรื่องของรูปแบบเพราะมีความคิดที่ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว สามารถต่อยอดเป็นงานที่มีรูปทรงที่น่าสนใจได้หลากหลาย

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องไม้ พิเชฎฐ์ เกิดทรง ช่างแกะสลักเครื่องดนตรีไทยที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กแห่งเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นทายาทรุ่นที่ 2 เป็นช่างฝีมือต่อยอดจากครอบครัวคุณพ่อพิมพ์และคุณแม่บุญศรี เกิดทรง จากที่ได้ร่ำเรียนการเขียนลายไทยและการแกะสลักเครื่องไม้จากคุณพ่อพิมพ์และงานลงรักปิดทองจากคุณแม่บุญศรีตั้งแต่อายุได้เพียง 12 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนจึงหันมาช่วยคุมงานของครอบครัวอย่างเต็มตัว โดยเริ่มแรกได้ศึกษาการเขียนลายไทย ลายกนกจนชำนาญ และสามารถเริ่มแกะสลักเครื่องดนตรีได้

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องรัก แดง แจ่มจันทร์ ที่ผันตัวเองจากชาวนามาเป็นช่างเครื่องรักประดับมุก จ.นครปฐม ทายาทที่ได้สืบทอดจากครูจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ จากเดิมเป็นชาวนาผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามวิถีของครอบครัว ต่อมาได้รู้จักและคุ้นเคยกับครูจักรกริศษ์จึงหันเหชีวิตมาเอาดีทางด้านงานเครื่องรักประดับมุก ซึ่งเริ่มแรกเป็นเพียงลูกมือของครูจักรกริศษ์เพียงเท่านั้น งานลงรักประดับมุกเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือสูง เป็นงานที่นับวันจะหาผู้สืบทอดได้ยาก

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องโลหะ มี 2 คน คือ ซุลฟาการ์ อะตะบู ช่างทำกริชรามันที่เคร่งครัดด้วยจิตวิญญาณ จ.ยะลา ทายาทรุ่นที่ 7 เป็นช่างฝีมือผู้สืบทอดการทำอาวุธโบราณ สืบทอดมาจากครูตีพะลี อะตะบู ผู้เป็นพ่อ เป็นช่างฝีมือผู้ผันตัวเองมาเป็นผู้สืบสานงานทำอาวุธโบราณ โดยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการทำกริชรามัน ที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อ โดยการเป็นช่างทำกริชโบราณที่ดีต้องมีสมาธิจิตวิญญาณและสามารถยึดข้อปฏิบัติที่ถูกทำสืบต่อกันมา 25 ข้อ อย่างเคร่งครัดจึงจะสามารถสร้างกริชที่สมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถมาทำกริชรามันโบราณนี้ได้เพราะต้องอาศัยความเข้าใจและทักษะเชิงช่างที่ต้องฝึกฝนมาเป็นระยะเวลานาน

เพชรรัตน์ เจียวทอง ช่างเครื่องประดับเงินโบราณ จ.สุรินทร์ ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นช่างฝีมือผู้สืบสานต่อและแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพ่อคือ คุณพ่อป่วน เจียวทอง ในการสานต่อเครื่องเงินลายโบราณ งานที่รังสรรค์ด้วยความประณีตใส่ใจทุกรายละเอียด เพราะปัจจุบันช่างฝีมือมีน้อยลงแต่ชุมชนบ้านโชคยังคงมีช่างฝีมือผู้อนุรักษ์และทำงานกันอยู่ จึงไม่มีคู่แข่งทางการตลาดมากนักเพราะชื่อเสียงที่สั่งสมมานานทำให้ผู้ซื้อบอกกันปากต่อปากจึงมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้งานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าแขนงนี้คงอยู่ได้ในปัจจุบัน

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องทอ มี 5 คน คือ ธนพล รักษาวงศ์ อายุ 28 ปี  ช่างฝีมือกลุ่ม “ดาหลาบาติก” จ.กระบี่ ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นช่างฝีมือผู้สืบสานหัตถศิลป์ไทย นับเป็นภูมิปัญญาประจำท้องถิ่นภาคใต้ที่บรรพบุรุษในครอบครัวถ่ายทอดสืบต่อกันมาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง นอกเหนือจากในท้องถิ่นของตนศิลปะบนผืนผ้าที่มีเอกลักษณ์ในการใช้น้ำเทียนสร้างสรรค์ ให้เกิดลวดลาย จึงคิดพัฒนารูปแบบและสีสันให้มีความน่าสนใจมากกว่าในอดีต

ธนกฤต คล้ายหงษ์ ช่างฝีมือผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น ทายาทช่างฝีมือผู้ที่เรียนรู้กระบวนการทอผ้าไหมมัดหมี่จากครูช่าง สงคราม งามยิ่ง ซึ่งเป็นทั้งพ่อตาและครูผู้สั่งสอนจนเกิดความเชี่ยวชาญ เมื่อได้มีความรู้และประสบการณ์จึงพัฒนาลวดลายใหม่ๆ โดยนำลายดั้งเดิมมาดัดแปลงให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคปัจจุบันจนได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

นิดดา ภูแล่นกี่ ช่างฝีมือผ้าไหมแต้มหมี่ ภูมิปัญญาดั้งเดิม จ.ขอนแก่น ทายาทรุ่นแรก ที่ริเริ่มงานผ้าไหมแต้มหมี่ที่คิดพัฒนากระบวนการจากการมัดหมี่เปลี่ยนมาใช้การแต้มหมี่ โดยผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่นอีสานได้เรียนรู้และสืบทอดภูมิปัญญาของครอบครัวที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย  รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาชุมชนและมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชิ้นงานมีความน่าสนใจ

ยลดา ภูริผล ช่างฝีมือผ้าทอลาวครั่ง จ.อุทัยธานี ทายาทรุ่นที่ 6  มุ่งเน้นพัฒนาลวดลายและสีสันผลงานทุกชิ้นมีความละเอียดประณีตมากกว่าสมัยที่บรรพบุรุษเคยทำเพื่อคุณภาพของชิ้นงานที่มีความวิจิตรและได้มาตรฐาน จึงทำให้ยลดาพัฒนาการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดนิ่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์กระบวนการดั้งเดิมทุกขั้นตอน

ธีรวัฒน์ ทองประศาสน์ ช่างฝีมือผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นช่างฝีมือผู้สืบทอดจากบรรพบุรุษโดยมุ่งมั่นพัฒนาขั้นตอนการผลิตให้สัมพันธ์กับยุคปัจจุบัน รวดเร็วและได้ผลผลิตจำนวนมากตามความต้องการของตลาด พัฒนาลวดลายสีสันให้สวยงามกว่าที่เคยสร้างสรรค์ไว้โดยไม่ทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษให้หายไป

‘ไม่หวงวิชา’ ขอส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป

การสืบทอดภูมิปัญญาของงานประณีตหัตถศิลป์เหล่านี้ เหล่าทายาทช่างศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ ล้วนเปิดใจกว้างไม่จำกัดอยู่แค่คนในครอบครัวหรือสายตระกูลของตัวเอง พวกเขาทั้ง 13 คนต่างมองพ้องกันว่า สมควรที่คนรุ่นหลังหรือคนรุ่นใหม่ไม่ว่าเป็นใครก็ตามที่สนใจงานภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ สามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้และฝึกฝนได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แม้กระนั้นก็ตามก็ยังมีคนที่เข้ามาน้อย เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและเพียรพยายามในการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะความชำนาญและพัฒนาตัวเองที่ใช้เวลานาน

สมชาย บุญประเสริฐ ช่างปูนปั้นสดบอกว่า “อยากให้เด็กที่มีความสนใจเกี่ยวข้องกับงานปูนปั้นสด ลองมาฝึกจับลองทำกันดู เพราะว่ามันเป็นอาชีพที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติได้เป็นอย่างดี” ซึ่งตรงกับ ซุลฟาการ์ อะตะบู ช่างทำกริช ที่อยากให้เยาวชนศึกษา แล้วก็เรียนรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมให้รักษาคงอยู่ต่อไป

ช่างฝีมือผ้าทอลายครั่ง ยลดา ภูริผล เธออยากให้คนรุ่นหลังได้เห็นและเรียนรู้วิธีการโบราณที่กว่าจะมาเป็นผ้าหนึ่งผืนต้องใช้เวลานาน ทุ่มเทสร้างสรรค์ด้วยความอดทนจึงจะสามารถสร้างสรรค์ผ้าออกมาได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ นิดดา ภูแล่นกี่ ช่างฝีมือผ้าไหมแต้มหมี่ที่ฝันว่า

“อยากจะบอกคนรุ่นหลังทั้งหมดว่าเรามาช่วยกันพัฒนาสืบสานแล้วก็ต่อยอด เพื่อจะยังคงไว้ซึ่งงานที่พ่อแม่ถ่ายทอดมาให้เราแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยรักษามันไว้เพื่อให้คงอยู่ตลอดไป”

ปอลิณ หยุ่นตระกูล ช่างตัดกระดาษรังผึ้ง บอกว่า อยากจะให้คนรุ่นหลังเข้าไปศึกษาและรับรู้ว่างานทุกประเภทที่ภูมิปัญญาชาวบ้านทำ “เป็นงานที่คู่ควรที่จะอนุรักษ์ให้เป็นมรดกของประเทศ ซึ่งไม่น้อยหน้าใคร ให้อยู่คู่ประเทศของเราไปตลอดกาล” สอดคล้องกับช่างงานถักสานใยตาล พีระศักดิ์ หนูเพชร ที่บอกคนรุ่นใหม่ว่า ถ้าสนใจก็มาช่วยกันรักษาวัฒนธรรมเหล่านี้ให้คงอยู่

“ภูมิปัญญารากเหง้าตรงนี้เป็นเรื่องที่เจ๋ง และมีเสน่ห์ของเราเองไม่ต้องไปตามใคร”

ปิดท้ายด้วย เพชรรัตน์ เจียวทอง ช่างเครื่องประดับเงินโบราณ ที่บอกว่า เครื่องประดับเงินโบราณต้องใช้ความอดทนในการฝึกฝน และเป็นงานที่มีชื่อเสียงมีหน้ามีตา

“อยากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาไว้ เพราะไม่อยากให้หายไป เป็นประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ อยากให้มีคนสืบทอดต่อไป เพราะเป็นงานที่ประณีตมาก และเป็นสิ่งที่หารายได้ให้เราด้วย”

 

เวิร์กช็อปเก๋ๆ โดนใจทุกเจเนอเรชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2559 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424097

เวิร์กช็อปเก๋ๆ โดนใจทุกเจเนอเรชั่น

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชีวิตคนเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเครียดค่อนข้างสูง คอร์สเรียนเก๋ๆ จึงตอบโจทย์คนอยากเพิ่มดีกรีและทางเลือกใหม่ๆ ให้กับชีวิต เราได้รวบรวมคอร์สเก๋ๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทยที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อาทิ การปั้นเซรามิก การอยู่กับดินเย็นๆ จะทำให้ใจผู้ปั้นเย็นไปด้วย คอร์สวาดภาพสีน้ำ ที่จะช่วยให้ผู้วาดเพลิดเพลิน หรือแม้แต่คอร์สย้อมครามก็จะทำให้ผู้เรียนได้รู้คุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งหาเรียนหรือหาทำไม่ได้ง่ายๆ

เรียนย้อมครามกันมั้ย

ครูแอน-จันทน์สุภา ชมกุล วัย 43 ปี แรงบันดาลใจสร้างคลาสภายใต้ชื่อ ซิมพลี ออร์แกนิกส์ (Simply Organics) เริ่มจากรู้สึกอิ่มตัวกับงานบรรณาธิการนิตยสารที่ทำมานานกว่า 20 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอสนใจเนื้อหาการดูแลสุขภาพให้ดีแบบองค์รวม และสนใจการใช้ชีวิตแบบวิถีธรรมชาติ ประกอบกับทำงานในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสะสมความเครียดและทำงานหักโหมไม่มีเวลาพักผ่อน เธอจึงหาการใช้ชีวิตแบบอื่นที่เธอรู้สึกสนใจ จึงคิดเปิดคอร์สดึงผู้คนไปอยู่ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น

 

“ดิฉันอยากทำเวิร์กช็อปที่คนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงและมีประโยชน์กับคนที่สนใจ ที่เขาจะสามารถพึ่งพาตัวเองและลดสารเคมีในชีวิตประจำวันได้” กลุ่มซิมพลี ออร์แกนิกส์ จึงเกิดขึ้น และเปิดคอร์สเก๋ๆ อาทิ ทำสบู่ธรรมชาติเพื่อลดการใช้เคมี ทำสมุนไพรสระผมไม่ใช้สารให้ฟอง และคอร์สที่เก๋ที่สุดที่ผู้คนให้ความสนใจมากมาย คือ การสอนย้อมคราม คือการย้อมสีธรรมชาติซึ่งเป็นการย้อมที่ปลอดภัย

“ย้อมครามในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในกระแสคนรุ่นใหม่ที่สนใจและทำแบรนด์สินค้าที่มาจากการย้อมครามกันเยอะ  คอร์สย้อมครามของเราจึงมีคนสนใจมากกว่าคอร์สอื่นๆ ซึ่งความรู้ตรงนี้ดิฉันก็ได้จากตอนทำนิตยสาร โดยได้ไปคลุกคลีกับชาวบ้านที่ดอนกอย สกลนคร ไปดูว่าเขาทำอย่างไร และจดจำวิธีการทำมา ดิฉันเปิดคอร์สย้อมครามตั้งแต่ปีที่แล้ว  ปรากฏว่าคนสนใจกันมาก เรียกว่าเต็มจนล้น จึงเชิญวิทยากรที่เก่งมาสอน ซึ่งดิฉันพยายามสอดแทรก การย้อมครามคืออะไร ผ้าครามมีวิถีทางมาจากไหน ทำไมผ้าครามจึงราคาแพง เราอยากให้คนเข้าใจและเห็นถึงภูมิปัญญาของการย้อมคราม อันนี้จุดประสงค์หลักๆ ทำให้คนเรียนเข้าใจถึงคุณค่าของผ้าย้อมคราม”

โดยปกติแล้วชีวิตประจำวันของคนเมืองจะเข้าถึงการย้อมครามไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งแม้จะได้ไปถึง จ.สกลนคร แหล่งย้อมคราม แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าไปขอเรียนการย้อมครามจากชาวบ้านได้ง่ายๆ

 

การย้อมครามเป็นการย้อมเย็น ซึ่งต้องอาศัยความเอาใจใส่มาก ตั้งแต่การทำสีครามที่ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้สีย้อม โดยเริ่มจากการนำพืชครามมาสกัดแช่น้ำเอาใบออก ผสมปูนขาว เอามาหมัก 15 วัน-1 เดือน ต้องเฝ้าดูว่าสีครามจะมาไหม เพราะสีครามเป็นสีธรรมชาติแตกต่างจากสีวิทยาศาสตร์ หากหมักแล้วสีครามไม่ขึ้นก็ต้องหมักแล้วทำนับหนึ่งใหม่ ฉะนั้นการย้อมครามจึงเป็นศิลปะ เป็นภูมิปัญญา

“ระยะเวลาการเรียนดิฉันสอนการมัดย้อมหลักสูตรวันเดียว เพราะเราทำน้ำย้อมไว้แล้ว คนส่วนใหญ่รู้ว่าผ้าครามมีราคาแพง ก่อนที่ครามได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะย้อมครามแบบธรรมชาติออร์แก
นิกส์มีน้อยมาก ฉะนั้นคนจะได้ย้อมครามเป็นเรื่องยากจริงๆ เวลาเรารับสมัครคลาสย้อมครามเปิดเพียง 2 วันคนก็เต็มแล้ว 20 คน/1 คลาส จากปกติคิดว่าจะเปิดเดือนละหน ก็ต้องเพิ่มเป็น 2 หน ส่วนใหญ่ผู้สนใจมีทั้งนักศึกษาด้านศิลปะ พนักงานออฟฟิศในวงการแฟชั่น ดีไซเนอร์ นายแบงก์ หรือนักธุรกิจทำส่งออกเองก็มาเรียน”

ค่าใช้จ่ายคอร์สย้อมคราม คอร์สละ 1,800 บาท ถือว่าราคาย่อมเยา เพื่อทุกคนสามารถเข้าถึงการย้อมครามบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง สนใจแวะเข้าไปดูได้ที่เพจ Simply Organics สำหรับสตูดิโอเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น.

วาดสีน้ำภาพอาหารเก๋ๆ

โอลีฟ ครีเอทีฟ แลบอราทอรี (Olive Creative Laboratory) สถานที่ที่มีเวิร์กช็อปเก๋ๆ ย่านเอกมัยซอย 10 ตึกเวิ้งโบราณ ชั้น 3 ก่อตั้งโดย 3 หุ้นส่วน หนึ่งในนั้นคือ โบว์-มนวดี ศิริเปรมฤดี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ และเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดขึ้น แม้มีพื้นที่ประมาณ 24 ตารางเมตร รับนักเรียนได้ 10-12 คน/คลาส

มนวดีได้แรงบันดาลใจย่านหนึ่งที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ ที่สอนงานศิลปะที่หลากหลาย เช่น เลตเตอร์เพรส การพิมพ์แบบโบราณ และคลาสอื่นๆ อีกมากมาย มนวดีจึงคิดว่าเมื่อความชอบของผู้คนมีหลากหลาย ไม่ได้เจาะจงไปงานศิลปะด้านใดด้านหนึ่ง ทำไมไม่ทำสถานที่ที่คนสามารถมาเรียนเวิร์กช็อปได้หลากหลายคลาส เธอกับเพื่อนๆ จึงดีไซน์คลาสเรียนให้มีความหลากหลายสูง อาทิ สีน้ำวาดอาหาร งานกระดาษ สีน้ำออกแบบคาแรกเตอร์ จัดสวนในขวด ออกแบบผ้าพันคอ ถ่ายรูปด้วยมือถือ Calligraphy หรือการเขียนตัวหนังสือแบบโบราณ ซึ่งคลาสที่เธอเปิดสอนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้รับความนิยมมากๆ ได้แก่ คลาสวาดสีน้ำอาหาร และการเขียนตัวอักษรแบบโบราณ Calligraphy

“ที่ซานฟรานฯ จะมีสถานที่สอนงานศิลปะรวมทั้งการทำอาหารที่หลากหลายมาก เช่น สอนทำค็อกเทล คลาสสอนทำพิซซ่า พอตอนเย็นทำเสร็จก็จัดปาร์ตี้กินอาหารและเครื่องดื่มที่ทำกันในวันนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่น่ารัก โบว์จึงคิดว่าทำไมบ้านเราไม่มีแบบนั้นบ้าง โบว์จึงสนใจสอนด้านศิลปะ เพราะงานศิลปะกล่อมเกลาจิตใจ ทำให้เรามีสมาธิขึ้น ทำให้เราช้าลง ช่วยในคนสมาธิสั้น เพราะเราอยากให้คนมีสมาธิ ไม่ติดอยู่กับเทคโนโลยีมากนัก ซึ่งเราดีไซน์คลาสให้หลากหลาย เพราะเรามองเห็นว่าแต่ละคนมีความสามารถที่เฉพาะตัว”

คลาสเก๋อื่นๆ ที่มนวดีได้คิดเอาไว้ คือ การทำรองเท้าแตะหนัง งานร้อยมาลัย ปั้นลูกชุบ แต่ละเดือนจะมีกิจกรรมเปิดคลาสเวียนกันในแต่ละเดือน ซึ่งเปิดสตูดิโอเมื่อปลายปีที่แล้ว มนวดีบอกว่าได้รับผลดีเกินคาดคิด เธอคาดว่าที่ผู้คนสนใจ เพราะผู้คนกำลังต่อยอดสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว และต้องการแชร์ประสบการณ์ กับผู้คนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร จึงมองหางานอดิเรกทำเพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อ สามคืออยากรู้ว่าตัวเองชอบอะไร เพราะบางคนไม่รู้ว่าตัวเองสามารถวาดสีน้ำได้ดีหรือไม่

“นักเรียนส่วนใหญ่ของเราจะเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์ เด็กจบใหม่ๆ หรือพนักงานออฟฟิศลาออกแล้ว หรือแม้แต่คนที่เกษียณอายุราชการก็อยากเรียน เรียกว่าเรามีตั้งแต่เด็กอายุ 20-60 ปีเลยก็ว่าได้ แต่เด็กที่สุดคือเด็กมัธยม 2 เป็นต้น”

แต่ละคลาสมนวดีออกแบบให้เรียนคลาสละประมาณ 2-3 ชั่วโมง  เช่น จัดสวนขวด ราคา 1,600 บาท คลาสวาดสีน้ำ ราคาคอร์สละ 2,800 บาท เพราะอุปกรณ์การเรียนค่อนข้างแพง หรือคลาสงานกระดาษจาก 2D เป็น 3D ราคา 2,800 บาท สนใจสอบถามได้ที่ 08-4164-4056 หรือแวะไปดูได้ที่ Facebook : Olive Creative Laboratory

เวิร์กช็อปเซรามิกสุดอาร์ต

ชามเริญ สตูดิโอ คือสตูดิโอขนาดย่อมกลางใจเมืองย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เขตพระนคร ที่คนรักการปั้นเซรามิกรู้จักเป็นอย่างดี ที่เกิดจาก 3 หุ้นส่วนอดีตนักศึกษาภาควิชาเครื่องเคลือบดินเผา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบด้วย มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ อายุ 35 ปี  บุบ-ชาญชัย บริบูรณ์ อายุ 33 ปี และใหม่-ธนิตา โยธาวงษ์

ใหม่ ธนิตา วัย 31 ปี เล่าถึงแรงบันดาลใจเปิดสตูดิโอชามเริญที่ถือเป็นสตูดิโอสอนเวิร์กช็อปเจ้าแรกๆ ของกรุงเทพฯ เปิดมานาน 3 ปีแล้ว นอกจากจะมีคนไทยมาเรียนแล้ว ยังมีเหล่าศิลปินนักแสดง อาทิ จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ผึ้ง-กัญญา ลีนุตพงษ์ ลุลา หรือตุ๊กตา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย ไม่นับรวมชาวต่างชาติ ค่าที่สตูดิโออยู่ใกล้ถนนข้าวสารก็สนใจมาเรียนด้วย

“หลังเรียนจบแต่ละคนได้แยกย้ายไปทำงานอย่างอื่นแล้ว แต่เราได้คุยกันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง เราอยากมีพื้นที่ทำงานศิลปะ  พอเราเช่าตึกโบราณได้ย่านกลางใจเมือง เราทำงานศิลปะกันไป มีเพื่อนๆ ต่างสาขาก็แวะเวียนกันมานั่งจิบกาแฟ มาเรียนปั้นกัน จนเพื่อนๆ ถามว่าทำไมไม่เปิดเป็นเวิร์กช็อปเสียเลยล่ะ เราจึงทดลองเปิดคอร์สแรก คือเทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้นก็ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด

คอร์สต่อมาคือ ปั้นรากุ คือการปั้นถ้วยชาสไตล์ญี่ปุ่นใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น  ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยาก เราก็เรียนรู้ทั้งจากคำแนะนำของลูกศิษย์ว่ามันยากเกินไป เราจึงออกแบบคอร์สเรียนให้เหมาะกับนักปั้นเบื้องต้น มีคลาสปั้นที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น บลูแอนด์ไวท์ ค่อยๆ ให้ความรู้คนว่าการปั้นเซรามิกคืออะไร โดยเราทั้ง 3 คนจะช่วยกันสอนทุกคลาส จึงเกิดเป็นมิตรภาพที่ดี เพราะนักเรียนมาเรียนคลาสแรกๆ เราจะละลายพฤติกรรมก่อน คือทำให้ทั้งหมดรู้สึกเป็นเพื่อนกัน ทุกคนจะเริ่มพร้อมๆ กัน และก้าวเดินไปด้วยกัน จนได้เป็นเซรามิกสวยๆ”

ด้วยเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด ต้องให้นักเรียนจองคลาสล่วงหน้าก่อน 1 เดือนจึงจะได้เรียน และมีเรียนคลาสแบบต่อเนื่อง สอนกัน 6 วัน/สัปดาห์ หยุดวันจันทร์ 1 วัน

เสน่ห์ของคลาสเวิร์กช็อปนอกจากเน้นบรรยากาศมิตรภาพในห้องเรียนแล้ว การเรียนจึงไม่เครียด “ใหม่จะถามนักเรียนแต่ละคนว่าจุดประสงค์การเรียนคืออะไร ซึ่งแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น บางคนอยากเรียนไปเพื่อทำธุรกิจ อีกคนก็อยากทำธุรกิจเหมือนกัน เราจะให้สองคนไม่ทำธุรกิจที่ทับไลน์กันเอง แต่จะให้เขาเอื้อในการทำด้วยกัน โดยให้พวกเขาคุยถึงความถนัด และแต่ละคนเคยทำอะไรมาก่อน ใหม่เคยมีลูกศิษย์เป็นทั้งชาวอิตาเลียน บางคนเป็นนักออกแบบจิวเวลรี่ เป็นดีไซเนอร์ ใหม่ได้ถามเขาว่ารู้จักชามเริญได้อย่างไร เขาบอกมีเพื่อนแนะนำแบบปากต่อปาก ถ้าเขามาเมืองไทยจะมีอะไรให้เขาได้ทำบ้าง ประกอบกับเรามีพื้นที่ให้เขาได้ทำงาน อีกทั้งเราอยู่ใกล้ข้าวสารทัวร์ก็เยอะ”

 

อีกเสน่ห์ที่ดึงดูดนักปั้นคือ ครูที่พยายามเล่าเรื่องให้ง่าย สอนการทำด้วยวิธีง่ายๆ ดังนั้นนักเรียนมือใหม่จึงไม่ต้องกังวลใจว่าจะทำไม่ได้ เพราะครูจะสอนตั้งแต่ทฤษฎี การนวดดินคืออะไร ให้ลูกศิษย์สร้างสรรค์งานของตัวเอง ลูกศิษย์ 3 คน/ครู 1 คน การเรียนการสอนจึงค่อนข้างใกล้ชิด

“ตอนนี้เราเปิด 4 ไลน์ ได้แก่ เซรามิกอบอุ่นละมุนดิน เป็นคลาสที่สอน 3 วัน สำหรับคนไม่มีพื้นฐานเลย 2 คือ แป้นหมุนอุ่นดิน เราใช้แป้นหมุนไฟฟ้า ใช้เวลา 12 วันจบคอร์ส ได้งานเต็มโต๊ะยาวเลย คลาสนี้เป็นไพรเวทคลาส 3 อุ่นสีละมุนฝัน เป็นการเพนต์สี เรียน 1 วันจบ เหมาะกับคนชอบเพนต์ ไม่มีประสบการณ์ก็มาเรียนได้ 4 คือ คลาสรากุ เรียน 3 วัน เปิดปีละครั้งในหน้าหนาว มีคอร์สเด็กอายุ 5-10 ขวบ คลาสเด็กเรียน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่งด้วย”

สำหรับราคาแบ่งออกเป็นเรียนรวมและไพรเวท ซึ่งแบบไพรเวทก็แยกเป็น 2 แบบ คือ แบบขึ้นรูปด้วยมือ กับแป้นหมุนไฟฟ้า คอร์สขึ้นรูปด้วยมือ 7,500 บาท  ใช้เวลาอบรมทั้งหมด 3 วัน วันละ 7 ชั่วโมง ส่วนแป้นหมุนไฟฟ้าใช้เวลา 12 วัน ทั้งหมด 60 ชั่วโมง ราคา 3.2 หมื่นบาท โดยจะแบ่งการเรียนเป็น 4 เลเวล ซึ่งการปั้นแบบขึ้นรูปด้วยมือ คอร์สหนึ่งจะให้นักเรียนได้ทำชุดแก้วชากาแฟ จานรอง และช้อน เพราะ 3 ชิ้นนี้เป็นของใกล้ตัว เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็สามารถทำได้

ตอนนี้เพิ่งเพิ่มคลาสงานศิลปะแบบย้อมคราม คอร์สละ 4,000 บาท สอนตั้งแต่การย้อมจนทำเป็นโปรดักต์ ซึ่งคนให้ความสนใจสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย รับคอร์สหนึ่งไม่เกิน 10 คน การดูแลจะเฉลี่ยครู 1 คน/นักเรียน 3 คน

เวลาเปิด ปิดวันจันทร์วันเดียว เรียน 10.00-18.00 น. สอบถามได้ที่ Facebook : charmlearnstudio และ Instagram : charm_learn_studio

 

ลลิดา ทองหล่อ เพราะโดดเดี่ยว จึงเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423708

ลลิดา ทองหล่อ เพราะโดดเดี่ยว จึงเติบโต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ละครหนึ่งเรื่องประกอบด้วยฉากอะไร ชีวิตของ เดียร์-ลลิดา ทองหล่อ ก็ประกอบด้วยฉากเหล่านั้น ทั้งฉากอารมณ์เรียกน้ำตา ฉากกล่าวอำลาคนรัก ฉากดราม่าแตกหัก หรือฉากบอกรักสุดซึ้ง ทว่าละครที่เธอกำกับกลับไม่อาจบังคับตัวละคร ทำให้ทุกฉากทุกตอนกลายเป็นบทอิมโพรไวส์ที่ต้องเล่นด้วยสัญชาตญาณ

เดียร์เป็นลูกสาวคนแรกของ หนิง-ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล ดาราดังและนางสาวไทยปี 2528 ทั้งสองต้องเก็บความสัมพันธ์ฉันแม่-ลูกไว้เป็นความลับ ในฐานะที่คนหนึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ แต่อีกคนไม่มีใครรู้จักและโหยหารักแท้

ฉากที่ 1 : แม่อยู่ไหน

เดียร์ เล่าว่า จุดเปลี่ยนของชีวิต คือ ช่วงที่พ่อแม่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะแม่ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะต้องแยกจากครอบครัวไปทำงานในวงการบันเทิงซึ่งกำลังไปได้สวยในตอนนั้น เป็นไปตามค่านิยมของดาราสมัยก่อนที่จะยังไม่เปิดเผยว่ามีครอบครัว

“คุณแม่ก็แยกไปทำงานของเขา ซึ่งพ่อและเดียร์ต้องพยายามทำความเข้าใจ แต่ตอนนั้นตัวเรายังเด็กมาก ไม่เข้าใจอะไรหรอก มันคือความเข้าใจของผู้ใหญ่ที่ต้องตัดสินใจเดินหน้าต่อไปกัน แต่ผลของการตัดสินใจนั้นกลับตกมาที่เรา” เดียร์ กล่าว

กระทั่งเมื่อเธอโตพอเข้าโรงเรียนก็เริ่มเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ จึงเริ่มมีคำถามว่า “แม่ไปไหน” ตอนนั้นเธอทราบแล้วว่าแม่ไม่อยู่ แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มาหา พอไปถามคนที่บ้าน บางครั้งก็ได้คำตอบที่เสียดแทงหัวใจ มีคำว่าทิ้งไป ไม่เหลียวแล และมักจะเป็นไปในแง่ลบ

“ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจว่าการทำงานในวงการบันเทิงแล้วทำไมมาหาเราไม่ได้ ทั้งที่เราเห็นแม่เล่นละครอยู่ในทีวีตลอด ทำไมถึงไม่มาหา กลายเป็นว่าเกิดคำถาม แม่ทิ้งเราหรือเปล่า แม่ไม่สนใจหรือเปล่า แม่ไม่รักเราหรือเปล่า เกิดเป็นความน้อยใจขึ้นมา”

ช่วงที่ทำให้เศร้าที่สุด คือ วันแม่ เพราะเป็นวันที่ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่แปลกที่น้ำตาเธอไม่ไหล ทว่าภายในนั้นท่วมท้น

 

ฉากที่ 2 : ครอบครัวใหม่

บ้านหลังที่เธออยู่มีย่า พ่อ และแม่เลี้ยง (เธอเรียกว่า ป้า) ซึ่งเธอสนิทกับย่ามากที่สุด “เวลามีอะไรจะปรึกษาคุณย่าเพราะท่านสามารถปกป้องเราได้ คอยช่วยเหลือเวลามีความไม่เข้าใจกันกับแม่เลี้ยง เวลาเราร้องไห้ไปหาคุณย่าก็จะได้รับคำปลอบใจ ย่าเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งได้ในวันนี้” เธอเล่า

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในบ้านกับแม่เลี้ยงคนใหม่ไม่ใคร่ดีนัก จนเธอมีความคิดอยากหนีออกจากบ้าน เพราะไม่อาจทนกับความรู้สึกอึดอัด ความกลัว และความไร้ตัวตน ซึ่งความกดดันต่างๆ ส่งผลต่อชีวิตของเธอโดยตรง

“ตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เป็นคนที่ชอบทำอะไรแล้วต้องทำให้สุดทาง พอโตมาแล้วมองย้อนกลับไปถึงรู้ว่านั่นคือพฤติกรรมของเด็กที่เรียกร้องความสนใจ ด้วยความที่เราไม่ได้เติมเต็ม รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ เป็นครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวจริงๆ มันเลยมีความคิดว่า เราต้องเป็นที่หนึ่ง เรียนได้ที่หนึ่ง เป็นหัวหน้าห้อง เพราะต้องการมีตัวตน อยากให้คนอื่นมองว่าเราเก่ง”

ในช่วงเข้ามหาวิทยาลัย เดียร์ตัดสินใจเรียนไกลบ้านเพื่อออกมาจากจุดที่ทำให้อึดอัด โดยในตอนนั้นเธอเริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว รับงานเดินแบบและเป็นพิธีกร ทั้งยังได้ทุนเรียนทำให้แทบไม่ต้องขอเงินพ่ออีกเลย นอกจากนี้เวลานั้นเธอยังมีความคิดว่าอยากไปหาแม่ อยากไปอยู่กับแม่ แต่ก็มีความไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากอยู่กับเธอไหม

“คำถามและความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นเพราะความไม่มีแม่ ทำให้เราอยากตามหาแม่ให้เจอ อยากคุยเพื่อปรับความเข้าใจและเพื่อรับรู้ความคิดความรู้สึกของแม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน” เธอกล่าว

 

ฉากที่ 3 : ตามหาแม่

ข่าวในโทรทัศน์รายงานว่า ดาราดังป่วยเป็นมะเร็งไขกระดูกระยะที่ 3 นั่นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจว่าจะไปตามหาแม่หรือไม่ เธอเล่าว่าเพื่อนสนิทโทรศัพท์เข้ารายการเพื่อขอเบอร์แม่มาให้ แต่พอได้เบอร์มากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในการคุยกับแม่ครั้งแรกในชีวิต

“ตื่นเต้น หวั่นกลัว ประหม่า เกร็ง ทุกอาการเกิดขึ้นก่อนที่แม่จะรับสาย” เธอเล่า คำแรกที่พูดคือ “น้าหนิง หนูเดียร์นะคะ” ตอนนั้นเธอใช้สรรพนามว่า น้า “จำได้” แม่ตอบ และการสนทนาก็จบลงภายในไม่กี่วินาที แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันช่างเนิ่นนาน

จากนั้นเธอได้ไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล ซึ่งวันที่เจอกันครั้งแรกตรงกับวันเกิดของแม่โดยบังเอิญ ภายในห้องมีเพื่อนแม่ในวงการ รวมถึงนักข่าวที่มารอทำข่าวพอดี “ตอนนั้นเราไม่กล้าคุย ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนเยอะๆ เราอยากคุยกับแม่ อยากปรับความเข้าใจกับแม่แค่สองคน” แต่เหตุการณ์ในวันนั้นน่าจะถึงคราวต้องเปิดเผย เมื่อเพื่อนคนหนึ่งหันไปถามคนบนเตียงว่า “สาวคนนี้คือใคร”  คำตอบที่ได้คือ “นั่นแหละ…ลูกอีกคน” นับเป็นการเปิดเผยตัวลูกสาวคนแรกครั้งแรกหลังเหตุการณ์ผ่านมา 20 ปี

 

ฉากที่ 4 : ปลดเปลื้อง

หลังจากวันนั้นเธอก็ไปเยี่ยมแม่บ่อยๆ จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาล แม่ถามเธอว่า “มาอยู่กับแม่ไหม” ช่างเป็นคำถามที่เหนือความคาดหมาย “ต้องเข้าใจว่าเด็กที่ไม่มีแม่มาตลอดชีวิต พอได้ยินคำถามนี้มันมีความรู้สึกและคำถามมากมาย” เดียร์อธิบาย “แต่เราอยากมีโอกาสได้อยู่กับแม่ ได้สัมผัสตัวแม่ อยากเห็นตัวตนของแม่ อยากปรับความเข้าใจ เราจึงรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ตัดสินใจไปอยู่กับแม่ เติมเต็มตัวเองและดูแลแม่ไปด้วย”

ด้านพ่อของเธอเห็นด้วยที่เดียร์ตัดสินใจแบบนั้น ซึ่งในใจลึกๆ แล้ว เธอคิดว่านอกจากอยากให้เธอทำหน้าที่ลูกเต็มที่ พ่อน่าจะอยากรู้ความรู้สึกที่อยู่ในใจภรรยาที่ค้างคามานาน

“แม่บอกว่า ตอนนั้นตัวเองยังเด็ก อยู่ในวงการบันเทิง อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต มันยากที่จะกลับมาหาครอบครัว เพราะหากหันหลังให้วงการก็จะไม่มีทางกลับไป” แม่ให้เหตุผลแบบนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรปมทุกอย่างที่ผูกมัดความคิดความรู้สึกของเธอมา 20 ปี กลับคลี่คลายและมลายหมดสิ้นเมื่อได้ยินคำว่า “มี๊ขอโทษ”

“คำว่าขอโทษจากแม่ ทำให้พันธนาการที่มัดเราไว้มันค่อยๆ คลาย ทำให้เราเริ่มสบายตัว สบายใจจนไม่มีอะไรเกี่ยวพันเราอีก คำเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว อะไรที่ไม่กระจ่างกลายเป็นกระจ่างหมดเลย เหมือนกับว่าเขาได้พูดในสิ่งที่เราอยากฟัง เพราะเราน้อยใจเสียใจมาตลอด แต่คำว่าขอโทษคำเดียวทำให้เราลืมทุกอย่าง”

นอกจากนี้ ระยะเวลาที่เธอกับแม่ยังสร้างใจดวงใหม่ด้วยกันโดยการเข้าวัด เธอเล่าว่านั่นคือช่วงเวลาที่ได้ซึมซับพระธรรมร่วมกับแม่ ทำให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาทางความรู้สึกได้กระจ่างมากขึ้น สอนให้เดินทางสายกลาง จนวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งพ่อแม่และลูกได้อโหสิกรรมแก่กัน ทุกคนไม่มีเรื่องค้างคาใจ และเหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ

ฉากที่ 5 : คลี่คลายตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปมในอดีตทำให้เธอกลัวการสร้างครอบครัวของตัวเอง กลัวการให้ใจคนอื่น กลัวการแต่งงาน กลัวว่าจะเป็นภรรยาที่ไม่ดี กลัวว่าจะเป็นแม่ที่ไม่ดี และกลัวว่าจะทำให้ลูกกลายเป็นแบบเธอ

“เราจะยังไม่รักใครร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่เชื่อใจใครทั้งนั้นแม้กระทั่งตัวเอง” เธอสารภาพ “แต่ตอนนี้กำลังบอกตัวเองให้คลี่คลายปมเหล่านี้โดยการใช้ธรรมะเข้าช่วย พยายามเดินสายกลาง ปล่อยวางเรื่องราวในอดีตแล้วอยู่กับปัจจุบัน เดียร์คิดว่าความรักยังสวยงาม แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองที่มองมัน ซึ่งคิดว่าถ้ามีครอบครัวของตัวเองจริงๆ คงดูแลได้ดี (ยิ้ม)”

ในช่วงชีวิต เธออยากขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ชีวิต ให้เลือดเนื้อและหัวใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่หวังดีที่ช่วยเหลือกันมาตลอด ขอบคุณพี่ๆ ที่ทำงานที่คอยสอน คอยปลอบ “บางทีเราอาจมีครอบครัวไม่สมบูรณ์ แต่เรายังมีกัลยาณมิตรที่ดี โชคดีที่คนรอบข้างเดียร์มีแต่คนดี คนที่คอยให้กำลังใจตลอดมา”

นอกจากนี้ สำหรับลูกทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เธออยากให้ทุกคนเข้มแข็ง พยายามมองในส่วนดีของชีวิตตัวเอง “เพราะชีวิตมันไม่ลงตลอดไป สักวันมันจะขึ้น แต่เวลาขึ้นก็อย่าลืมว่ามีโอกาสลงอีก มันจะขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องอดทนและเข้มแข็ง มองถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต ใฝ่ดี เดียร์เชื่อว่าในเรื่องที่เลวร้ายที่สุด มันยังมีเรื่องดีเสมอ” เธอทิ้งท้าย

 

เช็งเม้ง สัมผัสธรรมชาติกับอีกด้านของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423689

เช็งเม้ง สัมผัสธรรมชาติกับอีกด้านของมนุษย์

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

คำว่าเช็งเม้งจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน คือการเดินหาฮวงซุ้ย ญาติๆ มาเจอกันอีกครั้ง น้าอาลูกหลานโปรยดอกไม้กับกระดาษสีสันสดใส ธูปเทียนสำรับอาหาร เต็นท์ผ้า และคำนัดแนะกันให้ออกตัวแต่เช้ามืดจะได้เลี่ยงทั้งรถติดและแดดร้อน

ตรงกันข้ามกับสภาพอากาศในเมืองไทย ช่วงเช็งเม้งที่จีนมีสภาพอากาศสดใส อุ่นสบายหายหนาว เหมาะแก่การออกมาชมฟ้าปะทะแสงแดด

“เช็งเม้ง” คือชื่อหนึ่งใน 24 ฤดูย่อยของปฏิทินจีน ฤดูย่อยแต่ละฤดู ถ้าแปลออกมาเป็นไทยจะมีชื่อว่า “เริ่มใบไม้ผลิ” “ตื่นจำศีล” “ร้อนจัด” “ธัญญาหารแตกหน่อ” “หนาวจัด” ฯลฯ ทั้งหมดฟังดูบ้านๆ เข้าใจง่าย ส่วนคำว่าเช็งเม้ง แปลว่าสดชื่น ปลอดโปร่ง

เล่นมุขเชยๆ ให้ฟังซักหน่อยว่า ถ้าหากไทยแบ่ง 24 ฤดูย่อยเช่นกัน ส่วนใหญ่คงนำหน้าด้วยความว่า ร้อน …ร้อนจัด ร้อนจัดจัด ร้อนจัดจัดจัด ในช่วงเช็งเม้งน่าจะร้อนประมาณเลเวล 4 แต่ถ้าลูกหลานคนไหนไปแต่เช้ามืดก็อาจจะพอได้สัมผัสความสดชื่น ปลอดโปร่ง กระจ่างใส สมชื่อเทศกาล

นอกจากเป็นชื่อฤดู “เช็งเม้ง” คือเทศกาลที่ลูกหลานชาวจีนต้องแสดงความกตัญญู โดยไปปัดกวาดทำความสะอาด และทำพิธีบูชาฮวงซุ้ยบรรพบุรุษ โดยมีกำหนดการในช่วงฤดูนี้โดยประมาณ

ช่วงเช็งเม้งคนสดชื่น ประสาทสัมผัสตื่นตัว ต้นไม้ก็สดชื่นสดใสสะสมพลังงอกเงย ชาวจีนยังถือคติให้เริ่มต้นเพาะปลูกทำสวนทำไร่ช่วงนี้ และไม่ใช่แค่พืชสวนพืชไร่จะเริ่มงอกงาม วัชพืชแถวฮวงซุ้ยก็เช่นกัน ลูกหลานจึงต้องไปปัดกวาดถอนรากก่อนจะขึ้นรก

คติจีนโบราณบอกว่าช่วงนี้เหมาะกับการ “ย่ำของเขียว” ซึ่งก็คือต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นอยู่นอกกำแพงเมือง การไปปัดกวาดบูชาบรรพบุรุษที่นอกเมือง คนเป็นจึงได้สัมผัสธรรมชาติที่ปลอดโปร่งไปด้วย

ทั้งหมดเป็นคำอธิบายจากภูมิอากาศ และภูมิประเทศของจีนนะครับ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในภูมิอากาศแบบไทยอาจต่างกัน

เช็งเม้งเป็นเทศกาลใหญ่แต่โบราณ สมัยก่อนจะผสมกลมกลืนกับเทศกาลหานสือ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาก่อนเช็งเม้งประมาณ 1-2 วัน

ชื่อเทศกาลหานสือ แปลว่าเทศกาลทานของเย็น (ชืด) เทศกาลนี้คือเทศกาลห้ามใช้ไฟปรุงอาหาร ตำนานของเทศกาลนี้เกี่ยวกับ เจี้ยจื่อทุย ขุนนางผู้ภักดี ไม่หวังลาภยศ เพราะกษัตริย์อยากเรียกมาตอบแทนบุญคุณที่ได้ช่วยเหลือกันมา แต่เจี้ยจื่อทุยไม่ยอมมาพบ กษัตริย์ถึงกับต้องวางเพลิงไล่ให้ลงจากเขา แต่กลายว่าเป็นเจี้ยจื่อทุยโดนไฟคลอกตาย กษัตริย์รู้สึกผิด เพื่อระลึกถึงขุนนางเจี้ยจื่อทุย จึงให้ชาวบ้านงดก่อไฟในวันนี้ของทุกปี จัดเป็นตำนานที่น่าเศร้าและเหมาะแก่การขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง ของตำนานเทศกาลจีน

ประเพณีหานสือจึงเชื่อมกันกับประเพณีไหว้บรรพบุรุษในฤดูฟ้าใส การงดก่อไฟยังมีบางท้องถิ่นปฏิบัติอยู่ (โดยเฉพาะแถวซานซีซึ่งเป็นท้องถิ่นที่เกิดตำนาน) โดยจะไม่จุดไฟทำอาหารก่อนวันเช็งเม้ง ทานแต่อาหารที่ทำไว้ก่อนแล้วซึ่งเย็นชืด แล้ววันต่อมาจึงไปปัดกวาดทำความสะอาดทำความเคารพหลุมศพบรรพบุรุษ

ชาวไทยเชื้อสายจีนเท่าที่เห็นไม่ได้ใช้คติตามเทศกาลหานสือแต่อย่างใด

อีกตำนานที่เกี่ยวกับพิธีกรรมวันเช็งเม้งเกิดจาก “หลิวปัง” ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น

หลังยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ เกิดการต่อสู้แย่งชิงแผ่นดินของสองขุนพลใหญ่ หนึ่งในนั้นคือหลิวปังซึ่งอนาคตได้เป็นฮ่องเต้ เมื่อครั้งหลิวปังยกทัพผ่านบ้านเกิดตนเองก็เกิดนึกถึงฮวงซุ้ยของพ่อแม่ คิดจะไปกราบไหว้

ช่วงนั้นแม้แต่คนที่มีชีวิตยังบ้านแตกสาแหรกขาด สุสานต่างๆ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หลิวปังพาลูกน้องไปถึงสุสาน แต่กลับกลายเป็นที่รกร้าง ป้ายหลุมศพแตกหักล้มระเนระนาด หญ้าขึ้นรก หาฮวงซุ้ยบุพการีของตนอยู่นาน แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

สุดท้ายหวังพึ่งฟ้า หลิวปังหยิบกระดาษขึ้นมาฉีก คิดในใจว่า ขอให้ฟ้าบันดาลให้กระดาษที่จะโปรยไปปลิวไปตกนิ่งที่ฮวงซุ้ยบุพการี แล้วจึงโปรยกระดาษเหล่านั้นขึ้นฟ้า ปล่อยลมพัดพาอิสระไป

ปรากฏว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งตกนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนป้ายหินป้ายหนึ่ง และนั่นคือฮวงซุ้ยที่ตามหา

นี่คือที่มาของธรรมเนียมเอาหินทับกระดาษหลากสีสันบนป้ายฮวงซุ้ยในวันเช็งเม้ง เพื่อสื่อว่าลูกหลานได้มาเคารพฮวงซุ้ยนี้แล้ว (ลมแรงขนาดนั้น บารมีอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่เอาหินทับก็ปลิวสิครับ)

วัฒนธรรมจีนถือความกตัญญูต่อบรรพบุรุษคือคุณธรรมอันดีงาม แม้กระทั่งความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

อันที่จริงขงจื่อ-ปราชญ์แห่งวัฒนธรรมจีนไม่เคยคิดอธิบายถึงโลกหลังความตาย ขงจื่อกล่าวว่า “เรื่องการมีชีวิตยังไม่ทำความเข้าใจให้ดี จะคุยเรื่องชีวิตหลังความตายไปทำไม” ขงจื่อกับพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษจึงอาจเป็นความลักลั่นในบางมุมมอง ไม่เชื่อในโลกหลังความตายแล้วจะไหว้บรรพบุรุษไปทำไม?

สำหรับวิธีคิดแบบขงจื่อ การทำพิธีกรรมเคารพบูชาบรรพบุรุษ คือ การจัดการสภาวะทางจิต จิตใจของผู้คนที่ไม่รู้จะอธิบายหรือรู้สึกอย่างไร กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบรรพชน ซึ่งไม่แปลกที่บางส่วนจะพึ่งพาความงมงาย ทรงเจ้าเข้าผีถามหาคนตาย ซึ่งมีแต่จะพาคนเป็นเลอะเทอะ

พิธีกรรมจึงเข้ามาจัดการทั้งเหตุผลและอารมณ์ของผู้คน

ขงจื่อว่า “ปฏิบัติดั่งคนตายเป็นแค่คนที่ตายไปคือไร้จิตใจ แต่ปฏิบัติกับคนตายเหมือนยังมีชีวิต คือไร้สติปัญญา”

พิธีกรรมอาจเป็นเหมือนบทกวีที่ใครๆ อนุญาตให้มันข้ามเส้นความจริง ในขณะที่สติปัญญาของผู้รับฟังกวีนั้นยังสมบูรณ์อยู่ทุกประการ

พิธีกรรมอาจเป็นเหมือนภาพวาด ที่เรายินดีให้มันมีส่วนสร้างอารมณ์และจินตนาการ โดยรู้ตัวว่าภาพวาดไม่ใช่ตัวความจริง

ผู้คนไม่ต้องเศร้าโศกหรือเย็นชาเกินไปต่อผู้ล่วงลับ

พิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษ ปัดกวาดสุสานให้สะอาด ถ้าบริหารจิตให้ดี จึงสามารถส่งเสริมมิติของความเป็นคนที่โดยธรรมชาติมีทั้งอารมณ์และเหตุผลอยู่คู่กัน

ระลึกถึง ปรารถนาดี และเคารพต่ออดีตลมหายใจของบรรพบุรุษ จึงเป็นอีกด้านที่มนุษย์พึงมี นอกเหนือจากแค่มิติด้านประสาทสัมผัส