วีระวุฒิ ศรีเปารยะ ดึงไทยจัดประชุมเหรียญกษาปณ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423576

วีระวุฒิ ศรีเปารยะ ดึงไทยจัดประชุมเหรียญกษาปณ์โลก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

คอลัมน์คมคนวันนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ วีระวุฒิ  ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในคนสำคัญซึ่งมีส่วนร่วมในการผลักดันให้กรมธนารักษ์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Mint Directors Conference หรือ MDC ครั้งที่ 29 เป็นการรวมผู้บริหารโรงกษาปณ์สมาชิก 47 แห่ง จาก 43 ประเทศทั่วโลก การประชุมครั้งนี้จะเป็นการรวมโรงกษาปณ์ทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้และปูทางสู่บทบาทใหม่ผู้ผลิตเหรียญระดับสากล

รองอธิบดี เล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ในประเทศแถบเอเชียนี้มีเพียงเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นที่เคยได้เป็นเจ้าภาพ มีหลายประเทศที่อยากเป็นเจ้าภาพ ประเทศไทยเองมีการเตรียมตัวล่วงหน้า 2-3 ปี ในการที่จะไปเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องแข่งกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เนื่องจากมีผู้สนใจอยากจะเป็นเจ้าภาพกันเยอะ ซึ่งการประชุมนี้จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ในวงการเหรียญกษาปณ์

“การได้เป็นเจ้าภาพนั้นนอกจากจะได้รับความเชื่อถือ ได้ชื่อเสียงแล้ว ยังสร้างรายได้ ได้เรื่องการท่องเที่ยว ได้ประชาสัมพันธ์ประเทศเรา เนื่องจากการประชุมจะมีคนเข้ามาร่วมงานกว่า 400 คน แล้วยังมีช่างภาพสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกเข้ามาทำข่าวอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ เราจะแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการผลิตและการตลาดเหรียญกษาปณ์ พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเหรียญระดับสากล สร้างรายได้ให้ประเทศในระยะยาว” ท่านกล่าวด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี

 

รองอธิบดี กล่าวต่อไปว่า การประชุม MDC หรือผู้บริหารโรงกษาปณ์โลก เป็นการประชุมระดับโลก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-8 พ.ค. 2559 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และที่เอาท์ริกเกอร์ ลากูนา ภูเก็ต บีช รีสอร์ท จ.ภูเก็ต โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุม ในวันจันทร์ที่ 2 พ.ค. เวลา 09.00 น.

นอกจากรวมโรงกษาปณ์สมาชิกแล้ว ยังมีองค์กรภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้จากการศึกษาและการวิจัยในเรื่องเทคนิคการผลิตและการตลาดเหรียญกษาปณ์ นอกจากนี้ยังเป็นเวทีในการประชันผลงานการออกแบบและผลิตเหรียญกษาปณ์ที่โรงกษาปณ์จากทั่วโลกจะนำผลงานที่ดีที่สุดที่แสดงความเป็นเลิศด้านทักษะฝีมือและเทคโนโลยีการผลิตมาแข่งขันกัน

วีระวุฒิ กล่าวว่า เหรียญกษาปณ์เป็นเรื่องสำคัญที่ใกล้ตัวประชาชนมากกว่าที่หลายคนคิด และมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต การป้องกันการปลอมแปลง เครื่องจักรและเทคนิคการผลิต หรือการกระจายเหรียญสู่มือประชาชน การที่กรมธนารักษ์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม MDC ครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์มากมาย จากข้อมูลสำคัญๆ ในด้านต่างๆ ที่เป็นกรณีศึกษาในแต่ละประเทศ รวมถึงข้อมูลการวิจัยและโนว์ฮาวด้านการออกแบบและการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยีการผลิตและตีตราเหรียญกษาปณ์ที่ทันสมัย ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันกับโรงกษาปณ์ของประเทศอื่นๆ ตลอดจนสร้างเครือข่ายสมาชิกที่จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาก้าวต่อไปของโรงกษาปณ์และเหรียญกษาปณ์ของไทย

 

กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทางในการผลิตเหรียญกษาปณ์ไว้ว่าจะต้องมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมกับราคาหน้าเหรียญ โดยใช้วัตถุดิบที่ดี ทนทาน ได้มาตรฐานสากล และราคาไม่สูง ขณะเดียวกันต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเหรียญ ทำให้เหรียญดูมีคุณค่าน่าใช้ และที่สำคัญจะต้องยากต่อการปลอมแปลง

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีนโยบายที่จะผลักดันให้โรงกษาปณ์ไทยก้าวสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาโรงกษาปณ์ไทยได้ร่วมมือกับโรงกษาปณ์อังกฤษจัดฝึกอบรมหลักสูตรด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และเทคนิคการผลิตให้แก่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านเหรียญกษาปณ์ในอนาคต

รวมไปถึงความร่วมมือในการผลักดันให้กลุ่มประเทศกัมพูชา เวียดนาม ลาว เมียนมา นำออกใช้เหรียญกษาปณ์แทนธนบัตรชนิดราคาต่ำ และให้โรงกษาปณ์ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเหรียญกษาปณ์ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคตด้วย ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว ดังนั้นการประชุม MDC ครั้งที่ 29 จึงเป็นเหมือนการเตรียมความพร้อมให้กับกรมธนารักษ์และโรงกษาปณ์ ในการเดินหน้าเข้าสู่บทบาทการเป็นผู้ผลิตเหรียญกษาปณ์ระดับสากลในอนาคต

“มีหลายประเทศในแถบเอเชีย หรือในกลุ่มอาเซียนเราเอง ไม่มีโรงงานผลิตเหรียญ เพราะการตั้งโรงงานเหรียญกษาปณ์นั้นต้นทุนสูงมาก อาจจะไม่คุ้มในเชิงเศรษฐกิจ แต่ถ้ามาจ้างผลิตเป็นครั้งคราวไปจะประหยัดงบประมาณมากกว่า ซึ่งโรงงานเหรียญกษาปณ์ของไทยก็มีศักยภาพในการผลิตทั้งเรื่องคุณภาพ ฝีมือ และราคาการผลิตที่ดี หลายประเทศในโลกกลุ่มแอฟริกา ละติน บางประเทศ ก็ไม่มีโรงงานผลิตเหรียญของตัวเองเขาก็จ้างประเทศอื่นผลิตบ้างเป็นบางโอกาส ซึ่งไทยมีความพร้อมในจุดนี้” รองอธิบดี กล่าวอย่างตั้งใจ

สำหรับการประกวดเหรียญกษาปณ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีขึ้นระหว่างงานประชุม MDC นี้ จะเปิดโอกาสให้โรงกษาปณ์สมาชิก ส่งผลงานเข้าประกวดได้ โดยการประกวดเหรียญกษาปณ์แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงิน เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญอื่นๆ และแต่ละหมวดมีเกณฑ์ตัดสินผู้ชนะ 2 ประเภท คือ Most beautiful coin (เหรียญที่สวยงามที่สุด) และ Most technologically advanced coin (เหรียญที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด) และการประกวดบรรจุภัณฑ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 – Most Creative / Innovative and Unique Packaging เน้นความคิดสร้างสรรค์และความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร

ประเภทที่ 2 – Best National Set เป็นบรรจุภัณฑ์ของชุดเหรียญกษาปณ์ที่แสดงเอกลักษณ์ของประเทศ

ประเภทที่ 3 – Best Package to Encourage Collecting เป็นบรรจุภัณฑ์ของชุดเหรียญกษาปณ์ที่ออกต่อเนื่องหลายปี เพื่อส่งเสริมการเก็บสะสม

ประเภทที่ 4 – Marketers’ Choice เป็นบรรจุภัณฑ์ที่รวมทุกประเภทข้างต้น และที่ไม่จัดเข้าประเภทไหน

“การชนะเลิศการประกวดนี้เหมือนกับได้รับการรับประกันงานจากทั่วโลกและรายได้มหาศาล เพราะมีหลายประเทศที่ต้องการโรงกษาปณ์ที่มีฝีมือ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถออกแบบและผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกให้ได้ โดยเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทางโรงกษาปณ์ไทยเองก็ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกช้างไทยในรูปแบบช้างไทยคู่แม่ลูก เพื่อเผยแพร่พระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชดำริเรื่องการอนุรักษ์ช้างป่าและปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรัก การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง เหรียญดังกล่าวได้นำไปแสดงในงานนิทรรศการ World Money Fair 2016 ที่ประเทศเยอรมนี และจะเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั้งในประเทศและต่างประเทศในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ การผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกออกจำหน่ายในต่างประเทศครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของโรงกษาปณ์ไทยที่พร้อมจะทำตลาดรับจ้างการผลิตเหรียญกษาปณ์แข่งขันในตลาดโลก” รองอธิบดี กล่าวถึงในส่วนของรางวัล

การประชุม MDC จัดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ที่เมืองโลซานประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้เข้าร่วมประชุม 10 คน จาก 10 ประเทศในทวีปยุโรป กรมธนารักษ์ได้เข้าร่วมประชุม MDC ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 12 เมื่อ พ.ศ. 2525 ในฐานะผู้สังเกตการณ์ และได้สมัครเป็นสมาชิกในการประชุมครั้งที่ 18 เมื่อ พ.ศ. 2537 เป็นสมาชิกลำดับที่ 33 และเข้าประชุมในฐานะโรงกษาปณ์สมาชิกตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 19 พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา

ในการประชุมครั้งนี้จะมีการผลิตเหรียญที่ระลึกสำหรับการประชุมครั้งที่ 29 โดยประเทศไทยได้เป็นผู้ผลิตเหรียญในฐานะเจ้าภาพรายละเอียดของเหรียญนั้น เป็นลายไทยที่สื่อถึงศิลปะและวัฒนธรรมอันยาวนานของไทย มีพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และความหมายของวัดอรุณ หรือวัดแจ้งยังสื่อถึงรุ่งอรุณหรือการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ความหมายโดยรวมประเทศไทยยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่านเข้าสู่เมืองที่อุดมด้วยวัฒนธรรมศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมที่งดงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตนเพื่อการร่วมมือและเริ่มต้น รวมถึงการพิมพ์โลโก้งานเป็นลายสีลงบนเหรียญ ซึ่งเป็นการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของโรงกษาปณ์ไทย

รองอธิบดี กล่าวทิ้งท้ายว่า ความนิยมการใช้เหรียญในประเทศไทยยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจระดับฐานรากได้เป็นอย่างดี โดยเหรียญบาทมีการใช้มากที่สุดในจำนวนเหรียญทั้งหมด และเชื่อว่าในอนาคตการใช้เหรียญยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี รวมทั้งหลายประเทศที่ติดชายแดนไทยก็นิยมใช้เหรียญของไทยในการจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย ที่สำคัญคือขอเชิญชวนคนไทยให้นำเหรียญออกมาใช้กันเยอะๆ เพราะบางคนไม่ค่อยใช้คือเก็บเหรียญใส่กระปุกกันไว้ โดยไม่เอาออกมาใช้ทำให้เหรียญขาดแคลนได้

 

ไม่มีกลีบกุหลาบ บนเส้นทางนักบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423130

ไม่มีกลีบกุหลาบ บนเส้นทางนักบิน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เครื่องบินทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ต่างจากเส้นทางนักบินที่ทุกคนล้วนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน โดยไม่สนใจว่าคุณจะเก่งมาจากไหน อายุเท่าไหร่ เพศอะไร อย่างว่าที่นักบินและว่าที่กัปตันทั้ง 3 คนนี้ เขาและเธอมีชีวิตต่างกัน มีปัจจัยแวดล้อมต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ ฝันเดียวกัน

พวกเขาจึงพยายามสู้เพื่อฝันบนเส้นทางที่ไร้กลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเข้าใจ

จากดวงดาวสู่ฟากฟ้า

นักเรียนการบินชั้นปีที่ 3 สิงโต-สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล หรือ สิงโต เดอะ สตาร์ กำลังศึกษาอยู่สาขาวิชานักบินพาณิชย์ สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต อันเป็นผลจากความชอบเครื่องบินในวัยเด็กทำให้เขาอยากเป็นนักบินไปโดยปริยาย โดยหลักสูตรดังกล่าวต้องเก็บชั่วโมงบิน 202 ชม.ขึ้นไป และเมื่อจบการศึกษาจะสามารถสมัครเข้าสายการบินพาณิชย์ได้ต่อไป

เขาสารภาพว่า หลักสูตรการบินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องจำทฤษฎีและปฏิบัติมาก รวมถึงต้องรับความกดดันสูงจากหน้าที่ความรับผิดชอบ ส่วนคุณสมบัติของการเป็นนักบินที่ดี อย่างแรกเขาบอกว่า ต้องมีใจรักในอาชีพ และมีทัศนคติที่ดี

สิงโต เดอะ สตาร์

 

“อย่าคิดว่าอาชีพนี้เงินเดือนสูงเท่านั้น หรือดูเท่ดูเก๋ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะอาชีพนี้ต้องทำงานกับความกดดันและต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะไม่ใช่แค่ชีวิตเราคนเดียว แต่คือชีวิตของผู้โดยสารอีกสองหรือสามร้อยคนบน
เครื่องบิน”

รวมถึงต้องมีความอดทน แบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัว และต้องเตรียมงบประมาณเพื่อการเรียน อย่างตัวเขาก็หาเงินทุกบาททุกสตางค์เองทั้งหมด โดยต้องใช้เงินมากกว่าสองล้านเจ็ดแสนบาท นอกจากนี้หากได้เป็นนักบินเต็มตัวแล้ว เขาจะไม่ทิ้งอาชีพในวงการบันเทิง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นงานที่เขารักและตั้งใจที่จะรักษาสมดุลไว้ให้ดีที่สุด

นักบินหญิง สู้เพื่อฝัน

เส้นทางของนักบินหญิง ปุ๊ก-พนิตา เหลืองนาคทองดี วัย 38 ปี ตำแหน่ง First Officer Trainnee สังกัดสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เธอเริ่มต้นจากการเป็นเด็กสายศิลป์ เอกภาษาอังกฤษ ทำงานไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน กระทั่งได้รื้อความฝันที่เก็บไว้ด้วยการตัดสินใจเข้าโรงเรียนการบิน ในวันนี้เธอได้เป็นนักบินสมใจและกำลังสะสมประสบการณ์เพื่อเป็นกัปตัน

“ตอนเด็กๆ ได้ขึ้นเครื่องบิน และเคยมีแอร์โฮสเตสพาเข้าไปดูในค็อกพิท พอได้เห็นก็รู้สึกว่าอยากทำแบบนี้บ้าง รู้เลยว่ามันคืองานที่เราอยากทำ และกลายเป็นความฝันว่าจะโตมาเป็นนักบิน” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้น จนเวลาผ่านไป 35 ปี พนิตาได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวให้เข้าเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพการบิน (บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์) ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ช้าแต่ยังไม่สายเกินไป

เธอเล่าว่า ในประเทศไทยมีโรงเรียนการบินหลายแห่ง ซึ่งใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งเธอทราบดีว่าการเป็นนักบินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชีวิตนักบินไม่ได้สบายอย่างที่คนทั่วไปคิด แต่พอยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้สึกว่านักบินเป็นอาชีพที่ “ใช่ที่สุด”

“ถ้าเราทำมันได้ ผ่านมันมาได้ และประสบความสำเร็จในจุดที่เราคิดเอาไว้ นั่นคือมันใช่ส่วนหนึ่ง แต่มันจะใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นคือการนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในการประกอบอาชีพด้วยความสนุกและมีความสุขกับงาน อยู่กับมันโดยไม่ทุกข์ ก็ถือว่าอาชีพนี้เหมาะกับเรา”

ปัจจุบันสายการบินในประเทศไทยมีการเปิดรับสมัครนักบิน 2 แบบ แบบแรก คือ Qualified Pilot นักบินที่มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีหลังจบการศึกษาจากโรงเรียนการบิน (อย่างเธอ) และ Student Pilot ซึ่งสายการบินจะทำการสอบคัดเลือกว่าที่นักบิน หลังจากนั้นจะส่งไปฝึกบินในโรงเรียนการบิน 1 ปี หลังจากได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีก็สามารถเข้าทำงานกับสายการบินนั้นได้เลย

ปุ๊ก-พนิตา เหลืองนาคทองดี

 

“นักบินต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ อาศัยจินตนาการ ประกอบกับความรู้ที่ได้เรียนมา” พนิตากล่าว “นักบินที่ดีต้องมีสายตาเหมือนเหยี่ยว เพราะต้องใช้สายตาที่ดีสังเกตทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งเหมือนสิงโต เพราะต้องอยู่ในสภาวะกดดันกับภาระความรับผิดชอบสูง และมีมือที่นุ่มนวลเหมือนผู้หญิง เพราะต้องใช้ความนุ่มนวลในการควบคุมเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย”

ส่วนศักยภาพในการเป็นนักบินแล้ว เธอยืนยันว่าระหว่างชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน อาจจะต่างกันบ้างในแง่ของสรีระ แต่เชื่อว่าผู้หญิงก็สามารถทำการบินได้ดีพอๆ กับผู้ชาย

“นักบินกับการบินหนึ่งไฟลต์เหนื่อยพอๆ กับไปวิ่งรอบสนามหลายรอบ เพราะสมองต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้สมาธิสูงมาก และต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งทำให้เหนื่อยและล้าพอสมควร ฉะนั้นก่อนไปบิน นักบินควรต้องพักผ่อนและรับประทานให้อาหารให้เพียงพอ” เพราะเหตุนี้อาชีพนักบินพาณิชย์จึงมีการจำกัดชั่วโมงทำงานอยู่ที่ปีละไม่เกิน 1,000 ชม. เดือนละไม่เกิน 110 ชม. และสัปดาห์ละไม่เกิน 35 ชม.

“คิดว่าจะยึดอาชีพนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว” เธอกล่าว และเมื่อถึงวันนั้นจะอุทิศตนเผยแพร่ความรู้ให้นักบินรุ่นต่อๆ ไป และเธอยังสนับสนุนให้ทุกคนทำตามฝันและใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย “ความฝันดูเหมือนยากและไกลเกินเอื้อม แต่เชื่อว่าทุกคนทำความฝันนั้นได้ เงินไม่ได้ซื้อทุกอย่าง เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ความตั้งใจของเราทั้งสิ้น ถ้าชอบมันมากพอและรักที่จะอยู่กับมัน ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความอดทนของเรา ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกว่าทำได้หรือไม่” เธอทิ้งท้าย

เฟม-นิธิวุฒิ โรจน์ประสิทธิ์พร

 

จากเด็กหนุ่มสู่นักบิน

หนุ่มคลีโอปี 2558 เฟม-นิธิวุฒิ โรจน์ประสิทธิ์พร กำลังอยู่บนทางฝันกับอาชีพนักบิน สายการบินไทย ในวัยเพียง 27 ปี ด้วยความที่รู้ตัวเองมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นอะไร ประกอบกับได้รับโอกาสจากครอบครัวที่ให้เลือกเรียนต่อในสาขาที่ชอบ เขาจึงมุ่งหน้าสู่อาชีพนักบินเต็มตัว

“แทบทุกคนต้องเริ่มนับจากศูนย์” เขากล่าว “เพราะวิชาการบินไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยทั่วไป คนที่เรียนด้านฟิสิกส์ ด้านวิศวะมาก็อาจนำมาใช้ได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด” นอกจากนี้การเป็นนักบินต้องอาศัยใจรักเป็นสำคัญ คนที่คิดเพียงว่านักบินเป็นอาชีพที่เท่ ได้เงินดี จะอยู่ในวงการนี้ได้ไม่นาน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรักในอาชีพ

“นักบินต้องมีความรับผิดชอบในตัวเองและรับผิดชอบผู้อื่นอย่างสูง ต้องตระหนักรู้ถึงหน้าที่ของตัวเอง ต้องมีความคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุและผล ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องรักษาสุขภาพอยู่เสมอ” เขาเพิ่มเติม

นับถึงตอนนี้เฟมทำงานเป็นนักบินพาณิชย์ได้ประมาณ 2 เดือน เพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ยังต้องเก็บชั่วโมงบินและพัฒนาต่อเป็นกัปตัน ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดที่อายุเท่าไร เพราะนี่คืออาชีพที่เขาตามหาและรู้สึกท้าทายทุกครั้งที่ได้บิน

 

เตรียมความพร้อมก่อนภัยมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 19:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423096

เตรียมความพร้อมก่อนภัยมา!

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินคำว่า สึนามิ มาก่อนเลย แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกทางภาคใต้ของไทยเมื่อ 10 ปีก่อน จากนั้นสังเกตว่าก็ได้ยินคำนี้มาเรื่อยๆ แม้กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ที่ประเทศอินโดนีเซียและต่อเนื่องผล
กระทบมายังประเทศไทย โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรง อย่างไรก็ตามสะท้อนให้เห็นว่าภัยธรรมชาติมาโดยไม่ทันตั้งตัว การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อภัยเกิดขึ้นเราต้องเอาตัวรอด ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณ และไม่ประมาทในพลังของธรรมชาติ

เตรียม 5 ความพร้อมก่อนภัยมา!

1.เตรียมใจ

ต้องเตรียมเป็นอย่างแรก คือ เตรียมใจ หมายถึงการเตรียมพร้อมสำหรับความไม่ตื่นตระหนกหรือตกใจจนเกินไปเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ฝึกสติให้เป็นนิสัยประจำตัว จะช่วยควบคุมอารมณ์เพื่อให้การตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างละเอียดรอบคอบขึ้น เรื่องนี้ไม่เพียงส่งผลต่อตัวเราเอง แต่หมายถึงคนในครอบครัวและสมาชิกในบ้านที่อยู่รอบข้างเราด้วย

2.เตรียมสมาชิกในบ้าน

ต้องหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสาร สนใจฟังประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่รัฐ เรียนรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติในท้องถิ่นของตัวเอง เช่น ในกรณีของดินถล่ม ที่มักเกิดขึ้นซ้ำๆ ในที่เดิม รวมทั้งรู้จักสภาพพื้นที่รอบบ้าน ขอข้อมูลจากศูนย์วิจัยหรือสำนักงานในท้องถิ่น เรียนรู้เส้นทางภายในชุมชน ป้ายหรือสัญลักษณ์เตือน ตลอดจนเส้นทางที่จะใช้อพยพไว้ล่วงหน้า รวมทั้ง
ที่ตั้งของศูนย์หลบภัยในชุมชนตั้งอยู่ที่ใด

นอกจากนี้ ต้องซักซ้อมคนในครอบครัวให้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับแผนการอพยพหนีภัย ควรฝึกซ้อมและพูดคุยทำความเข้าใจกันบ่อยๆ ควรหลบหนีได้แม้เป็นเวลากลางคืนหรือเมื่อสภาพอากาศแปรปรวน เตรียมตัวทุกคนด้วยการศึกษาวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

3.เตรียมข้อมูลที่จำเป็น

ซักซ้อมทำความเข้าใจกับคนในบ้านให้ทราบตำแหน่งวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดแก๊ส สะพานไฟฟ้า (รวมถึงวิธีปิด) เรียนรู้อุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตรายเมื่อเกิดเหตุ ก่อนอพยพต้องปิดแก๊สและปิดวงจรกระแสไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งติดเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ที่โทรศัพท์ทุกเครื่อง ศึกษาวิธีการติดต่อกับหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือได้ในกรณีเกิดภัยพิบัติ เช่น หน่วยงานในท้องถิ่น บันทึกเบอร์โทรศัพท์จำเป็นไว้ในมือถือของทุกคน

เตรียมเส้นทางหนีภัยอย่างน้อย 2 ทางที่เชื่อมต่อกับเพื่อนบ้าน เพราะหากพลัดหลงกับสมาชิกในครอบครัวจะได้หลบหนีไปพร้อมกัน อย่าลืมตระเตรียมสิ่งของจำเป็นให้พร้อมสำหรับการอพยพได้ตลอดเวลา เช่น เป้ยังชีพพร้อมคว้า (ของทุกคน)

4.เตรียมบ้านเรือน

ตรวจดูส่วนต่างๆ ภายนอกบ้าน หากจับแล้วยังโยกได้ ให้ยึดส่วนนั้นไว้ให้มั่นคง ถ้าทำไม่ได้ ให้ถอดออกไปเลย รถที่ไม่ได้จอดในโรงรถให้จอดบริเวณที่อยู่ใต้ลม เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกพัดพามาโดนตัวบ้านหากเกิดพายุหรือความสั่นไหวรุนแรง ตัดเล็มกิ่งไม้ใหญ่ในบริเวณบ้านเสมอ ยึดชั้นวางของหรืออุปกรณ์ในบ้านให้แน่นหนา กรณีเป็นของที่ห้อยแขวนให้เอาลง ย้ายของที่
น้ำหนักมากวางไว้ในที่ต่ำ รูปภาพหรือกระจกปลดลงและอย่าวางไว้ใกล้เตียงนอน อย่าลืมที่ปลอดภัยให้สัตว์ด้วย

นอกจากนี้ ให้เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในภาวะฉุกเฉินไว้ในที่ที่ทุกคนในบ้านรู้และหยิบฉวยได้ เช่น ไฟฉาย ยา กระเป๋ายังชีพ เครื่องดับเพลิง ฯลฯ เตรียมถ่านหรือแบตเตอรี่สำรองสำหรับไฟฉาย มือถือและวิทยุเสมอ เพราะไฟฟ้าจะดับ หากประเมินแล้วว่าบ้านไม่มั่นคงพอ ใช้หลบภัยไม่ได้ และต้องอพยพไปที่อื่น ให้แจ้งทุกคนให้รู้ว่าจะอพยพไปที่ใด เผื่อในกรณีถ้าพลัดหลงกันแล้วสามารถไปเจอกันได้ในที่ที่กำหนด รวมทั้งต้องกำหนดเงื่อนเวลาไว้ด้วย เช่น ถ้าเกิน 2 สัปดาห์แล้วจะย้ายไปยังที่อื่นต่อไป

5.เตรียมสิ่งจำเป็น

กรณีที่ไม่จำเป็นต้องอพยพไปที่ใด ควรเตรียมสิ่งต่างๆ ในบ้าน ดังนี้

– น้ำ 1 แกลลอน (ต่อคนต่อวัน) อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง

– ยารักษาโรค อุปกรณ์และคู่มือปฐมพยาบาล

– วิทยุใส่ถ่าน ไฟฉายและถ่านสำรอง ไฟแช็ก

– เสื้อผ้าสะอาด รองเท้าหุ้มส้น

– ถุงนอนและผ้าห่มสำรอง

– ไอโอดีนเม็ด และคลอรีนสำหรับทำน้ำให้สะอาด

– นม อาหารเด็ก ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอุปกรณ์สำหรับเด็ก

– กระดาษชำระหรือผ้าเช็ดชำระแบบใช้แล้วทิ้ง เตาไฟฟ้าปิกนิก และเครื่องดับเพลิง

– ของส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ฯลฯ

– อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก ไม้ถูพื้น รวมทั้งภาชนะเก็บความเย็น

– เติมน้ำมันในรถยนต์ให้พร้อม พลุสัญญาณ สายต่อพ่วง แผนที่

ผู้รู้คือผู้รอด จึงจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้และหาวิธีรอดเมื่อภัยมา โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่ภัยมาในทุกรูปแบบ และมาแบบไม่บอกไม่กล่าว บ่อยขึ้นเรื่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ

 

ต้นไม้ในที่ครอบแก้ว งานอดิเรกทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423091

ต้นไม้ในที่ครอบแก้ว งานอดิเรกทำเงิน

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

การจัดสวนเทอร์ราเรียม (Terrarium) คือ โลกสีเขียวใบเล็กที่ถูกบรรจงสร้างจากจินตนาการของมนุษย์ ให้ออกมาเป็นสวนในครอบแก้วที่สวยงาม หากดูแลดีๆ หมั่นลดน้ำสวนขวดนี้ก็จะสามารถอยู่ได้นานถึง 50 ปีทีเดียว นี่คืองานอดิเรกที่ ฐานวัฒน์ สุวินัย พฤษเบ็ญจะ วัย 47 ปี เจ้าของธุรกิจร้านอาหารแต่มีฝีมือและงานอดิเรกคือชื่นชอบการจัดสวนเทอร์ราเรียมมาก นอกจากจัดสวนประดับที่ร้านเดอะ แฮมเลต คาเฟ่ ควิซีน แอนด์ การ์เด้น (The Hamlet Cafe Cuisine and Garden) ของตัวเองให้สวยงามแล้ว เขายังนำงานอดิเรกนี้เปิดคลาสสอนผู้ที่สนใจในการจัดสวน รวมทั้งรับเป็นวิทยากรสอนผู้สนใจตามงานต่างๆ ด้วย

สำหรับแรงบันดาลใจในการชื่นชอบการจัดเทอร์ราเรียม เริ่มมาจากเขาเป็นคนต่างจังหวัดที่บ้านมักมีพื้นที่เยอะ เต็มไปด้วยต้นไม้ แล้วเขาก็ชื่นชอบต้นไม้ แต่พอมาอยู่ในกรุงเทพฯ มีโอกาสได้ไปเรียนจัดสวนอย่างจริงจังตอนอายุ 26 ปี จึงมีความรู้พื้นฐานเรื่องการจัดสวน ประกอบกับชอบเปิดหนังสือเรื่องการจัดสวนและเก็บสะสมไอเดียมาเรื่อยๆ เมื่อมีโอกาสและเวลาที่อำนวยเขาจึงเริ่มจำลองสวนเล็กๆ ขึ้นในขวดโหลแก้วอย่างจริงจัง ซึ่งเสน่ห์ของการจัดเทอร์ราเรียม ฐานวัฒน์บอกว่าอยู่ตรงที่เป็นสวนขนาดเล็กเหมาะกับคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด อีกทั้งเราสามารถเลือกวัสดุอย่างอื่นมาทดแทนได้ หรือของเก่าที่มีอยู่ในบ้าน เพราะไอเดียในการจัดสวนไม่มีอะไรที่ตายตัว ขึ้นอยู่ที่เราจะสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบใด การจัดสวนจึงใช้จินตนาการล้วนๆ

 

“คนส่วนใหญ่มักจะไม่เอาต้นไม้มาไว้ในบ้าน เพราะกลัวในเรื่องของการดูแล ปัจจุบันหลายๆ คนจึงหันมาปลูกต้นไม้ในขวด ในโหลแก้ว หรือที่เรียกว่าแทน ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัด และสามารถนำมาเป็นของขวัญหรือของตกแต่งบ้านได้ เทอร์ราเรียมเป็นการจัดสวนที่ต้องใช้จินตนาการสูง ภายในนั้นก็จะมีฝนตก มีการสังเคราะห์แสง แล้วกลายเป็นไอ ลอยละล่องขึ้นไปแล้วหยดลงมา ซึ่งเป็นวัฏจักรของธรรมชาติอย่างแท้จริง ต้นไม้ที่เรานำมาจัดจะมีรูปทรงที่แตกต่างจากการจัดสวน จะมีขนาดเล็ก และข้อจำกัดของ All Categories สภาพแวดล้อม ผมจะเป็นคนที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ นำวัสดุอื่นมาใช้แทนซึ่งเป็นวัสดุอื่นที่ดูไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติมาก เช่น ก้อนหิน เปลือกหอย บ้านดินเผา ประภาคาร ทำตามจินตนาการที่เราคิดไว้”

เสน่ห์อีกอย่างของสวนชนิดนี้คือ การเติบโตของพืชในข้อจำกัด ทำให้เห็นลักษณะการเติบโตใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในต้นไม้ปกติทั่วไป เช่น เคยเห็นเฟิร์นนาคราชรูปทรงปกติ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในที่ครอบแก้ว เฟิร์นนาคราชกลับเป็นอีกรูปทรงหนึ่งทั้งโตช้า มีรูปทรงและใบเปลี่ยน หรือเปลี่ยนสี เนื่องจากในที่ครอบแก้วมีความชื้นสูง เฟิร์นจึงเลื้อยเต็มขวดบดบังสายตา กลับทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น และเมื่อตายยุบตัวลงก็จะโตขึ้นมาใหม่ได้เอง ซึ่งพืชที่นำมาจัดในเทอร์ราเรียมส่วนใหญ่มาจากทวีปเอเชีย เป็นไม้ต้องการความชื้นสูง เช่น มอส เฟิร์น ซาราซีเนีย เป็นต้น

สวนเทอร์ราเรียมหากดูแลรักษาดีๆ จะอยู่ได้นานถึง 50 ปีทีเดียว

“ต้นไม้ส่วนใหญ่เราปลูกในบ้านแล้วตายเพราะขาดความชื้น แต่เทอร์ราเรียมคือการเก็บความชื้นไว้ในครอบแก้ว จึงไม่ต้องรดน้ำบ่อยแค่อาทิตย์ครั้งหรือสองครั้งก็พอ การจัดสวนเป็นงานอดิเรกที่ผมทำตั้งแต่หนุ่มๆ ผมชอบคิดไม่เหมือนชาวบ้าน คิดซ้ำเรื่องแต่ไม่ซ้ำแบบ การจัดสวนทำให้ผมเรียนรู้มากมาย เพราะมันมีหลากหลายวิธีในการแก้ไขปัญหา เทอร์ราเรียมช่วยเรื่องการแจงรายะเอียด ผมชอบคอนโทรลให้สวนเล็กๆ ของผมไปในทิศทางที่เหมาะสม”

ทิปส์การจัดเทอร์ราเรียม

1.เทอร์ราเรียมเป็นเรื่องของงานศิลปะ ไม่ใช่การปลูกต้นไม้เพื่อการดำรงชีวิตของต้นไม้ อารมณ์ของเทอร์ราเรียมจึงออกมาดูหรูหรา ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เหมาะมากกับคนไม่มีเวลาดูแลแต่อยากปลูกต้นไม้ แต่ขอให้ตั้งเขาไว้ในที่ที่มีแสงรำไร ฉีดน้ำเลี้ยงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง/อาทิตย์

2.ต้นไม้ที่เหมาะกับนำมาปลูกในครอบแก้ว ได้แก่ พืชร้อนชื้น เช่น เฟิร์น มอส บีโกเนียคือไม้ในร่ม ไผ่ฟิลิปปินส์ บอนสี นอกจากนี้ยังควรเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ก้อนหิน ที่ครอบแก้วสามารถซื้อได้ที่ตลาดนัดจตุจักรโซนต้นไม้ หรือตลาดย่านเสาชิงช้า ที่ครอบแก้วตกราคาไม่ถึง 100 บาทไปจนถึง 4,000 5,000 บาท

3.เทคนิคในการออกแบบเทอร์ราเรียม คือ ออกแบบสวนให้จำลองใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เช่น การจัดบาลานซ์ของภูเขา ต้นไม้ควรจัดขนาดไหนให้เหมาะสมใกล้เคียงกับความจริง ตลอดจนทิศทางการจัดวางของต้นไม้ ออกแบบแสง ต้นไม้ต้นหนึ่งที่เราปลูกควรหันไปไหน หันกี่องศา ในธรรมชาติจริงต้นไม้ต้นนี้ควรอยู่อย่างไร บางต้นทำให้ล้มเพื่อให้เขาเลื้อย จะช่วยทำให้สวนของเราดูเป็นธรรมชาติมากๆ
4.วิธีหาไอเดียในการออกแบบ ฐานวัฒน์แนะว่าให้ดูหนังสือออกแบบตกแต่งสวนเยอะๆ และลองนำจินตนาการและความชื่นชอบของนักจัดสวนแต่ละคนมาใช้ เช่น ลองนำงานประติมากรรมหรือดึงกระแสสังคมเสียดสีสังคมมาใช้ เช่น ตุ๊กตาลูกเทพนำมาเป็นไอเดียได้ เรียกว่าทุกอย่างที่อยู่รอบตัวสามารถจัดเป็นเทอร์ ราเรียมออกมาได้หมด เช่น ความทุกข์ ความเศร้า ความนิ่ง เป็นต้น

5.แต่ก่อนลงมือจัดสวน ต้องคิดก่อนลงมือ ให้คิดก่อนว่าเราจะเอาแบบไหน เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เทอร์ราเรียมจัดง่ายกว่าสวนขวดเยอะมาก เพราะสวนขวดต้องใช้ความอดทนเพราะปากขวดมีขนาดเล็กแคบกว่าถาดหรือจานรอง

6.การจัดมี 2 วิธี คือ แนวดิ่ง เช่น ภูเขา แนวราบ เช่น ต้นไม้ น้ำขังเป็นป่าชายเลน การให้น้ำก็สร้างอารมณ์และบรรยากาศได้ แต่ระวังอย่าฉีดน้ำมากจะกลายเป็นไอ แต่ทุ่งหญ้าฉีดน้ำได้ตลอดเพราะน้ำเจิ่งได้ จะช่วยดูเป็นธรรมชาติ ยิ่งขึ้น

 

ใช้ขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย (ถ้า) เลือกได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422938

ใช้ขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย (ถ้า) เลือกได้!

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เพียงต้นปีข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนสะสมปี 2559 จากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่า ในช่วง 3 เดือนของปีแรกมีผู้เสียชีวิต 2,517 ราย บาดเจ็บ 1.66 แสนราย ขณะที่สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก ระบุว่า ในปี 2559 มีรถตู้โดยสารไม่เกิน 15 ที่นั่ง เกิดอุบัติเหตุแล้ว 178 ครั้ง และจากสถิติขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุของประเทศไทย ถูกจัดอันดับให้เป็นที่ 6 ของโลกเลยทีเดียว ทั้งนี้การเกิดอุบัติเหตุคนส่วนใหญ่มักมองเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่มักจะมองข้ามการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่โดยสารระบบขนส่งสาธารณะ ที่ล่าสุดตระหนกกับเหตุการณ์เรือโดยสารระเบิดมาแล้ว

เราจึงทำการรวบรวมเทคนิคที่มากกว่าการวัดดวงแต่ละหนมาแนะนำ สำหรับผู้ที่ต้องใช้บริการของขนส่งสาธารณะในรูปแบบต่างๆ อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นั่งเรือโดยสารให้ปลอดภัย

ผู้โดยสารทางเรือจะต้องไม่กลัวเปียก ไม่กลัวแดด เพราะการขยับตัวเพื่อหลบฝอยน้ำหรือเปลี่ยนที่นั่งบ่อยๆ เพื่อหลบแดดจะทำให้เรือเสียการทรงตัว คำแนะนำจากกรมเจ้าท่าสำหรับผู้ใช้บริการเรือโดยสารสาธารณะ ดังนี้

การรอเรือให้อยู่บนฝั่งหรือท่า อย่ายืนคอยบนโป๊ะ เนื่องจากโป๊ะรับน้ำหนักได้จำกัด หากลงไปยืนคอยบนโป๊ะมากๆ อาจทำให้โป๊ะพลิกคว่ำเพราะรับน้ำหนักมากเกินไป ส่วนการขึ้นหรือลงเรือ ต้องรอให้จอดเทียบท่าเรียบร้อยเสียก่อน อย่าแย่งกันลงเรือ หากเห็นว่ามีผู้โดยสารในเรือเต็มแล้วให้คอยไปเรือลำถัดไป ส่วนการเลือกที่นั่งภายในเรือ ไม่เหมือนกับรถโดยสารทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงการทรงตัวของเรือเป็นสำคัญ ให้กระจายกันนั่งเพื่อความสมดุล ส่วนการขึ้นจากเรือต้องรอให้เรือเทียบท่าสนิทแล้วทยอยขึ้น ไม่ลุกพร้อมกันเพราะจะทำให้เรือเสียสมดุล เรืออาจจะพลิกคว่ำได้

หากเรือล่มจะทำอย่างไร? กรณีที่ว่ายน้ำไม่เป็นขณะอยู่ในเรือต้องมองหาจุดของเสื้อชูชีพ เมื่อเกิดเหตุแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือตั้งสติ อย่าตกใจจนเกินไป เมื่อได้ชูชีพแล้วพยายามพาตัวเองให้ออกห่างจากเรือให้มากที่สุด และต้องระวังใบจักรเรือที่ยังทำงานอยู่ หากว่ายน้ำเป็นและไม่มีชูชีพให้หาสิ่งของที่ลอยน้ำได้เกาะเพื่อพยุงตัวในน้ำให้ได้นานที่สุดและรอการช่วยเหลือ

เทคนิคการเลือกที่นั่งบนรถตู้

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแนะนำให้เลือกโดยสารรถตู้ป้ายทะเบียนสีเหลือง ไม่ขึ้นรถที่ดัดแปลงเพิ่มเติมที่นั่ง หรือติดฟิล์มกรองแสงเข้มเกินไป ไม่ขึ้นหรือลงนอกป้ายและจุดจอดเพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอื่นหรืออันตรายจากมิจฉาชีพ ต้องลงจากรถทุกครั้งที่ที่รถเติมเชื้อเพลิงพร้อมทั้งwงดใช้โทรศัพท์เพราะอาจก่อให้เกิดประกายไฟและแรงดันก๊าซที่เสี่ยงระเบิดได้

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุการเลือกที่นั่งปลอดภัยในรถตู้ว่า ให้เลือกนั่งบริเวณตอนกลาง หรือด้านขวาของรถซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับคนขับ หากเลี่ยงได้ให้นั่งห่างจากประตูรถเพราะเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุด หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงประตูอาจยุบตัวเข้ามาจนผู้โดยสารถูกอัดติดอยู่ในรถหรือเปิดออกจนคนเหวี่ยงออกนอกรถ แต่หากจำเป็นต้องนั่งเบาะริมติดประตูรถ ให้ล็อกประตูทุกครั้ง จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น

ทุกครั้งที่เดินทางต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยที่จะช่วยยึดลำตัวไม่ให้กระแทกกับอุปกรณ์อื่นๆ ในรถ รวมถึงป้องกันตัวเองกระเด็นออกจากตัวรถเมื่อประสบอุบัติเหตุ หากมีเหตุฉุกเฉินให้โน้มศีรษะไปด้านหน้า เก็บศอกให้ชิดลำตัวมากที่สุด ป้องกันศีรษะและลำคอจากแรงกระแทก ช่วยลดอาการบาดเจ็บและอัตราการเสียชีวิตได้ สิ่งสำคัญต้องมีสติทุกครั้งและหมั่นสังเกตพฤติกรรมของคนขับ อย่าทนนั่งรถตู้ที่ขับรถเร็วน่าหวาดเสียว คนขับหลับใน สภาพรถทรุดโทรม บริการไม่สุภาพ ให้โทรแจ้งสายด่วน 1584 ตำรวจทางหลวง 1193 สายด่วนตำรวจ 191

เมื่อต้องนั่งแท็กซี่

นอกจากรถ ขสมก.ไม่เข้าป้ายแล้ว อีกหนึ่งการเดินทางที่ต้องวัดดวงไม่แพ้กัน นั่นคือการโดยสารรถแท็กซี่ที่เสี่ยงไม่แพ้กัน มาดูวิธีเอาตัวรอดบนรถแท็กซี่กันดีกว่า ก่อนขึ้นรถต้องตรวจเช็กว่าแท็กซี่มีการติดป้ายทะเบียนขนส่งถูกต้องหรือไม่ สังเกตยี่ห้อ สีรถ และเลขระบุข้างรถว่าตรงกับป้ายทะเบียนหรือไม่ เมื่อขึ้นรถแล้วต้องจดเลขสติ๊กเกอร์ป้ายทะเบียนรถที่ติดไว้ข้างประตู รวมถึงดูใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ที่ติดไว้ด้านหน้ารถ แล้วถ่ายภาพป้ายทะเบียนรถส่งให้กับคนใกล้ชิด หรืออาจโทรศัพท์บอกข้อมูลของรถและคนขับ และควรเลือกที่นั่งด้านหลังคนขับเพื่อไม่ให้คนขับเอี้ยวตัวมาได้ง่าย

ข้อสำคัญ คืออย่าสนทนาเรื่องส่วนตัวกับคนขับรถ หากคนขับแท็กซี่ชวนคุย ควรคุยเฉพาะเรื่องเส้นทางเท่านั้น ไม่ควรคุยเรื่องส่วนตัว เพราะจะเป็นการนำไปสู่การคุยเรื่องทะลึ่งลามกได้ ตั้งสติไว้ตลอดเวลา อย่าเผลอหลับระหว่างทาง แล้วขณะที่นั่งบนรถควรสังเกตอะไรบ้าง หนึ่งคือเส้นทางที่ผ่าน เช่น ป้ายบอกชื่อถนน ชื่อซอย สถานที่สำคัญ และพฤติกรรมคนขับ หากพบว่าคนขับปรับกระจกเพื่อมองระดับหน้าอกหรือหน้าขาของผู้โดยสารให้ระวังตัวไว้ทันที ควรหาที่ปลอดภัยที่มีแสงสว่างมีคนเยอะๆ ลงจากรถเพื่อขอความช่วยเหลือ

เหินฟ้าอย่างปลอดภัย

นิตยสารป๊อปปูลาร์ เมคานิกส์ (The Popular Mechanics) เคยวิเคราะห์ทางสถิติอย่างละเอียด โดยนำข้อมูลอุบัติเหตุของเครื่องบินในสหรัฐ จำนวน 20 ครั้ง ที่มีทั้งผู้รอดชีวิตและเสียชีวิต จากสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งสหรัฐ (NTSB) ตั้งแต่ปี 2514-2550 พร้อมทั้งข้อมูลแผนผังที่นั่งของผู้โดยสาร มาวิเคราะห์สรุปได้ว่า “ที่นั่งบนเครื่องบินด้านท้ายปลอดภัยที่สุด” เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นส่วนที่มีโอกาสได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว กล่องดำที่ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการบิน มักนิยมติดตั้งไว้ที่ส่วนท้ายเครื่องบิน

เมื่อคำนวณตามอัตราการรอดชีวิตแล้ว ผลวิเคราะห์แจกแจงออกมาว่า หากเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่นั่งเคบินท้ายมีอัตราการรอดชีวิตถึง 69% ส่วนปีกโอกาสรอด 56% เท่ากับส่วนหน้าปีก และเคบินด้านหน้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ อัตราการรอดหากเกิดอุบัติเหตุมีเพียง 49% อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนของเครื่องบิน จะปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อรัดเข็มขัดนิรภัย ตั้งใจฟังคำแนะนำของลูกเรือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเอง มีสติ ช่างสังเกต และไม่ประมาท เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

เทคนิคการหาที่นั่งบนรถเมล์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ช่วงปี 2557-2558 ผู้ใช้บริการรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมากกว่า 3 แสนคน/วัน มากกว่าครึ่งเลือกใช้บริการเพราะราคาถูกและได้รับความสะดวกเป็นหลัก แต่ให้ความสนใจด้านความปลอดภัยน้อย เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นสิ่งที่ทีดีอาร์ไอแนะนำเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร คือตั้งระบบการประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ โดยมาตรการและการกำหนดบทลงโทษให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ระบบประเมินเป็นเครื่องมือที่สามารถทำได้ทันที เพื่อจับตาดูผู้ประกอบการไม่ให้ทำผิดระเบียบ และนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการบริการ

ในระหว่างทางที่รอกฎหมายที่เป็นรูปเป็นร่าง ผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องเอาตัวรอดรอกันไปก่อน การจะได้ที่นั่งบนรถเมล์จำเป็นต้องใช้ศิลปะเล็กน้อย ซึ่งถ้าเราเชี่ยวชาญและรู้ธรรมชาติของรถเมล์สายที่เราจะขึ้นก็จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การขึ้นรถเมล์ก่อนคนอื่นได้ เช่น ถ้าหากรอสาย ขสมก. ต้องรอป้าย Bus Stop พอดีเพราะรถจะจอดตรงป้าย แต่ถ้าเรารอรถร่วมบริการ ต้องรอที่ต้นป้ายก่อนถึง Bus Stop

 

เมื่อเราเบียดเสียดขึ้นรถได้แล้ว อันดับต่อไปคือการหาที่นั่ง เทคนิคหนึ่งในกรณีที่ออกไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกวัน จะทำให้คุณคุ้นหน้าเพื่อนร่วมทาง ไม่ว่าจะเป็นที่ป้ายรถเมล์ หรือบนรถเมล์ จึงควรสังเกตให้ดีว่าเขาลงรถที่ใด ถ้าเขาลงก่อนให้เข้าไปยืนใกล้เขาไว้ เมื่อเขาลงที่ป้ายประจำเราก็จะเพิ่มโอกาสการได้ที่นั่งสูง

สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ คือ ความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้ใช้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจริงใจในการแก้ปัญหา ใช้อำนาจที่มีในการตรวจสอบติดตามผล เมื่อการขนส่งสาธารณะปลอดภัย ก็จะ Win-Win ทุกฝ่าย ผู้ประกอบการมีรายได้ ประชาชนได้รับความสะดวก และส่งผลไปถึงการลดความสูญเสียได้อีกด้วย

 

น้ำเพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422733

น้ำเพื่ออนาคต

โดย…พริบพันดาว ภาพ…รอยเตอร์ส, เอพี

แต่ละปีจะมีประชากรโลกราว 2 ล้านคน เสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด และประชากรโลกอีกไม่น้อยกว่า 2,400 ล้านคนทั่วโลก ขาดการสุขาภิบาลน้ำที่ดี หรือขาดแคลนน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคที่เพียงพอแก่ความจำเป็น ปัญหาความขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคอุปโภคของประชากรโลก จึงเป็นปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมโลกได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตของมนุษยชาติแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21

ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยก็เข้าสู่ภาวะภัยแล้งอย่างจริงจังมาเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤตในปีนี้ จากปรากฏการณ์เอลนินโญที่นำความแห้งแล้งที่ผิดปกติและยาวนานมาสมทบ ทำให้คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของน้ำเพิ่มขึ้น

ในวันน้ำโลก อนาคตของประเทศไทยกับแผนยุทธศาสตร์น้ำจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?

น้ำที่ดีกว่า งานที่ดีกว่า

องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ได้ให้คำขวัญเกี่ยวกับวันน้ำโลก 2016 หรือปี 2559 นี้ว่า “น้ำที่ดีกว่า งานที่ดีกว่า” (Better water, better jobs) รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสถานการณ์น้ำโลกในกรอบใหญ่ก็เป็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหลายๆ ประเทศก็ไปลงนามความตกลงใหม่ Paris Agreement ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา รวมถึงประเทศไทยด้วย

“น้ำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนต้องมีสิทธิเข้าถึงน้ำ รวมทั้งดูแลในเรื่องสุขาภิบาล ทุกครัวเรือนต้องมีสุขอนามัยและมีน้ำใช้อย่างเท่าเทียมกัน นี่คือกรอบใหญ่ของโลก การพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ตอนนี้พูดถึง “น้ำกับการมีงานทำ” ซึ่งเป็นวาระหรือประเด็นของวันน้ำโลกในปีนี้ เหตุผลก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจของทั้งโลกตอนนี้ไม่ค่อยดี โดยหลักการก็คือต้องฟื้นฟูให้เกิดอาชีพการงาน ข้อมูลที่สรุปออกมา ประชากรประมาณ 1,500 ล้านคน ในโลกนี้จะทำงานที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น พวกที่ทำงานกับเขื่อน การประปา อีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่นำน้ำไปประกอบอาชีพ สองส่วนนี้ถ้าหากเราพัฒนาหรือดูแลน้ำไม่ดีพอจะได้รับผลกระทบทันที เพราะฉะนั้นเขาก็เลยตั้งเรื่องน้ำกับการมีอาชีพเป็นธีมวันน้ำโลกในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืน”

สำหรับในเมืองไทย รศ.ดร.สุจริต บอกว่า เรื่องประเด็นของทรัพยากรน้ำก็ต้องพูดเรื่องยุทธศาสตร์น้ำ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์น้ำเดิมที่ทำมา 12 ปี

“ต้องนำจับมาโยงกันให้ได้ ยุทธศาสตร์ 20 ปี กับการบริหารจัดการน้ำ เราจะไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะเรื่องน้ำจะทำอย่างไร การลงทุนในระบบการบริหารจัดการน้ำ 9 แสนล้านบาท ถ้ามีบริบทใหม่เข้ามาต้องมีการปรับให้เข้ากับโลกและสังคมไทยในแต่ละพื้นที่ด้วย นี่คือโจทย์ข้อแรก ส่วนโจทย์ข้อที่ 2 การทำงานระดับชาติในการบริหารจัดการน้ำจะมาเชื่อมต่อกับระดับชุมชนอย่างไร เรากำลังอิงกับโลก แต่จริงๆ แล้วชุมชนก็ต้องอิงกับเราด้วย ความสอดคล้องตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องระดมสมองกันเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้า

ทุกสิ่งก็เป็นไปตามเวลา ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตประชากรกว่า 40% ขึ้นไปจะมาอยู่ในเมือง ความเป็นเมืองจะเพิ่มสูงขึ้น รศ.ดร.สุจริต ชี้อนาคตว่า จากวิถีชีวิตแบบเมืองก็ต้องกลับมาจัดการบริหารน้ำสำหรับคนเมืองในบริบทใหม่

คนก็มากระจุกตัวอยู่ในเมืองก็ต้องหารูปแบบของโอ่งสมัยใหม่ที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในเมืองแทน แหล่งกักเก็บน้ำในเมืองก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์ให้เมือง สำหรับโอ่งในเมือง หมายความว่าพอปลายฝน น้ำในบึงต่างๆ เหล่านี้ในเมืองต้องเต็มหมด ถ้าน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ คนเมืองก็จะพึ่งตัวเองได้มากขึ้น รูปแบบการจัดการน้ำทั้งของชุมชนและประเทศต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถึงจุดนี้ก็บ่งบอกแล้วว่ามีเขื่อนก็ใช่ว่าจะมีน้ำ ต้องมีการจัดการให้พึ่งตัวเองให้ได้ แต่ละพื้นที่ก็ต้องมาหาเปอร์เซ็นต์ในการพึ่งพาน้ำด้วยตัวเอง การเชื่อมโยงระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน จะเป็นประเด็นสำคัญ”

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ต้องออกแบบเรื่องน้ำให้เหมาะสมกับอนาคต ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างรอบคอบ นั่นคือทางออกของความมั่นคงทางน้ำ โดยที่ รศ.ดร.สุจริต ฝากไปถึงรัฐบาลที่ต้องยอมรับว่ามีเงื่อนไขนี้เกิดขึ้น

“เพราะโดยมากผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องมักยึดติดกับโครงการที่ทำอยู่แล้ว ทุกส่วนต้องมามองอนาคตและหาทางออกเรื่องน้ำร่วมกัน อย่างไรเราก็ยังยึดอยู่กับการพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืน แต่ตั้งแต่ปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ และปีนี้ที่แล้งจัด ทุกอย่างได้บอกเราแล้วว่าธรรมชาติได้เตือนเราแล้วบางอย่าง ซึ่งต้องจัดระบบที่เรียกว่าเกราะกำบังให้เดินสู่อนาคตได้ ซึ่งต้องมาร่วมคิดกันถึงแผนยุทธศาสตร์น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า”

การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน

ในปี 2559 สถานการณ์ภัยแล้งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด จากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนินโญในปีนี้ ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้วถึง 40% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ บอกว่า ข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ น้ำในเขื่อนก็ลดลงกว่าทุกปี ซึ่งกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา แล้วปีนี้ก็ลดลงกว่าทุกปี เมื่อมาบวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่เรียกว่าเอลนินโญด้วย ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำก็ทวีความรุนแรงขึ้น

“มองในแง่เชิงรุกก็จะเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐพยายามที่จะรักษาระดับการจัดการโดยยังเอาน้ำโดยรวมเป็นตัวตั้ง ซึ่งการเฉลี่ยน้ำจะมีปัญหาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางของประเทศประมาณ 22 จังหวัด ส่วนในภาคอื่นๆ ไม่ค่อยมีปัญหาโดยภาพรวม สถานการณ์อื่นๆ ในเรื่องของน้ำก็คือในช่วงฝนตกของปีที่ผ่านมา ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนหรืออ่างที่เก็บกักน้ำ และสถานการณ์นี้ก็เกี่ยวเนื่องกับนโยบายการปล่อยน้ำตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาแล้ว

พอมาดูแผนการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมน้ำ กรมชลประทาน ก็ยังยึดถือแนวทางการจัดการน้ำแบบก่อสร้างเช่นเดิม อย่างก่อสร้าง ขุดลอก และฟื้นฟูแหล่งน้ำ ซึ่งวิธีการจัดการน้ำแบบนี้เราจัดการมาแล้ว 50-60 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเป็นการจัดหาน้ำและมองไปจากระดับนโยบาย ถึงแม้วันนี้จะมีกรรมการลุ่มน้ำ มีกรรมการจัดการน้ำแบบอื่น แต่พอเกิดวิกฤตน้ำ กรอบคิดแนวคิดการบริหารจัดการก็ยังเป็นการรวมศูนย์จากศูนย์กลางเหมือนเดิม”

การจัดหาน้ำของราชการไม่ได้ดูระบบนิเวศที่เป็นลุ่มน้ำทั้งลุ่ม หาญณรงค์ วิพากษ์แบบตรงๆ ว่า มีแต่การคิดโครงการขึ้นมาโดดๆ ไม่มีการวางแผนในเรื่องนี้ ถ้ามีก็จะมาจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นระดับกรม

“ก็อยู่แค่บริษัทที่เป็นที่ปรึกษาซึ่งถูกว่าจ้างมาให้วางแผนการจัดการลุ่มน้ำ ไม่ได้เอาข้อมูลจากชาวบ้านหรือการถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การวางแผนร่วมกัน การสร้างเขื่อนแต่ไม่ได้สนใจฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ไม่ได้สนใจระบบนิเวศริมน้ำ พอไปเปิดแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปีข้างหน้า กลับกลายเป็นการเอาโครงการต่างๆ มารวมกันเท่านั้นเอง ซึ่งยังเรียกว่ายุทธศาสตร์ไม่ได้ หากยุทธศาสตร์คือการหาเป้าหมายที่ชัดเจน

ถ้ามาดูการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนชัดเจนต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงทั้งระบบ หากไม่ทำอย่างนี้ก็จะวนกันอยู่อย่างนี้ พอฤดูฝนก็พูดถึงน้ำท่วม พอฤดูแล้งก็ขาดน้ำ ถ้าไม่อยากให้ปัญหาซ้ำซาก ต้องมองฤดูกาลน้ำ คือฤดูแล้งน้ำขาดทำอย่างไรให้มีน้ำกิน ฤดูฝนน้ำท่วมทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ปัจจุบันพอน้ำท่วมก็ไปขุดลอกให้น้ำไหลไวก็ไม่มีน้ำเก็บยามหน้าแล้ง”

หาญณรงค์ ฟันธงว่า สิ่งที่ต้องทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์น้ำ จากการใช้งบไปจำนวนมหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งขุดลอก ทั้งสร้างเขตป้องกันน้ำท่วม ทั้งสร้างฝายขนาดเล็ก ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนหรือยัง?

“ในมุมมองของผมนั้น ไม่ใช่ เพราะโครงการขุดลอกทำให้น้ำหายไปเร็วขึ้น ทำให้ระบบนิเวศริมน้ำสูญเสีย ซึ่งทำให้น้ำท่วมเร็วขึ้น แต่เราไม่เคยสรุปบทเรียนเหล่านี้ พอขาดน้ำก็ไปขุดสระ ไปขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติให้ลึกขึ้น แต่การที่ลึกขึ้นไม่ได้บอกว่ามีน้ำเพิ่มมากขึ้น แล้วเอาบึงมาปิดทางน้ำเข้าทางน้ำออกที่เคยท่วมตามธรรมชาติ น้ำก็ไม่ท่วมและขังในหนองน้ำนั้นอีก ผมจึงบอกว่าการจัดการแบบนี้ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศและการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน

การจัดการเรื่องน้ำไม่ใช่ไปพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว เรื่องบางเรื่องต้องให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ เช่น สร้างแหล่งน้ำในไร่นาเป็นของตัวเอง และต้องสร้างระบบเก็บน้ำใช้น้ำกินในครัวเรือน ต้องมีการให้มีระบบการจัดน้ำแบบพึ่งพาตัวเองได้และยั่งยืน ถ้าประชาชนอยากมีแหล่งน้ำรัฐต้องช่วยส่งเสริมด้วยส่วนหนึ่ง ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองได้”

การจัดการน้ำในวันนี้  หาญณรงค์ แจกแจงว่าถ้ามองเฉพาะน้ำในเขื่อนใหญ่ ตอนนี้มีเขื่อนเล็กเขื่อนน้อยที่จะมาเก็บกักน้ำตามแม่น้ำสาขาก่อนที่จะลงไปเขื่อนใหญ่ น้ำในระบบเขื่อนใหญ่ตอบโจทย์น้ำเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้วหรือเปล่า? ต้องมาทบทวนและคิดกันใหม่ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขามีกฎหมายรองรับที่เรียกว่า พ.ร.บ.จัดการทรัพยากรน้ำ แต่เมืองไทยไม่มี ทั้งที่มีการพยายามนำเสนอกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2532 ปัจจุบันก็ยังไม่คลอดออกมาเลย

“ตอนนี้มีร่าง พ.ร.บ.น้ำ 2 ร่าง คือ ร่างของภาคประชาชน กับร่างของกรมน้ำ ซึ่งมีวิธีคิดต่างกัน ของกรมน้ำให้อำนาจกับภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนให้อำนาจกับชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมและมองไปที่ลุ่มน้ำสาขามากขึ้น วันนี้ร่าง 2 ร่างได้รวมกันแล้ว แต่รอเข้าสภาอยู่”

สุดท้าย หาญณรงค์ ยืนยันว่าประเทศไทยต้องมีการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Water Resource Management – IWRM) ซึ่งคือกระบวนการในการส&O3242;งเสริมการประสาน การพัฒนาและจัดการน้ำ ดิน และทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข&O3243;อง เพื่อนํามาซึ่งประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู&O3242;ที่ดีของสังคมอย่างทัดเทียมกัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศที่สําคัญ

“ในวันน้ำโลก ผมคิดว่าในประเทศไทยนั้น อยากให้หน่วยงานและกลไกของรัฐที่กำลังทำงานอยู่ต้องมองการบริหารจัดการน้ำให้ตรงกับข้อเท็จจริง แล้วก็มองระบบนิเวศ มองเรื่องคนจริงๆ ด้วย และอยากให้ใช้หลักบริหารจัดการน้ำที่ทั่วโลกใช้กันคือ ระบบผสมผสาน ไม่ใช่การจัดหาน้ำที่ทำกันอยู่แบบปัจจุบัน ถ้ามองน้ำให้ครบทุกภาคส่วนและทุกปัจจัยและบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับดินน้ำป่า และการใช้ประโยชน์ของประชาชนในแต่ละลุ่มน้ำที่มีความแตกต่างกัน การวางแผนเรื่องน้ำไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันทุกลุ่มน้ำ เพราะมีบริบทการใช้น้ำที่แตกต่างกัน หลักการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน ถือว่าเป็นหลักสากลที่จะทำให้หน่วยงานของภาครัฐปรับตัวที่จะทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ถ้านำหลักการนี้มาใช้ การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวในอนาคตต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้”

 

กรุณาสัมผัส ความรู้สึกยิ่งใหญ่บนด้ายเส้นเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422569

กรุณาสัมผัส ความรู้สึกยิ่งใหญ่บนด้ายเส้นเล็ก

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์  ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

การดูงานศิลปะในบ้านเรายังจำกัดเฉพาะกลุ่ม อย่างในวันเปิดงานนิทรรศการ โดยมากมีแต่เพื่อนพ้องคนในแวดวงมาชื่นชมยินดีกับศิลปิน วันอื่นๆ ก็แทบจะว่างเว้นผู้คน จะหวังขาจรนั้นก็ยากอยู่ หรือหากเป็นผลงานศิลปินมีชื่อก็ยังพอเรียกแขกได้บ้าง ทว่านิทรรศการ กรุณาสัมผัส (Please Touch) ที่กำลังจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำให้หัวใจเต้นแรง เมื่อเห็นภาพผู้คนแวะเวียนมาชมและสัมผัสงานอย่างเนืองแน่น ไม่เพียงวันเปิดนิทรรศการเท่านั้น

การชมงานศิลปะใช้แค่ตา ความรู้สึก และประสบการณ์ในการร่วมเสพ เพราะแทบทุกชิ้นงาน “ห้ามสัมผัส” แต่สำหรับภาพศิลปะในงานนี้ คุณต้องใช้มือ “สัมผัส” ร่วมไปกับการปลดปล่อยจินตนาการแล้วเปิดใจในการรับรู้ไปตามเส้นสายของด้ายที่ระโยงระยางร้อยพันกันบนกระดานเวลโคร (Easy Tape)

งานศิลปะนี้เป็นผลงานของน้องๆ ผู้พิการทางสายตา จำนวน 20 คน ลบข้อกังขาที่ว่า “คนตาบอดวาดรูปได้ด้วยหรอ” “แค่เขียนยังยากเลย” แต่นี่เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์แล้วว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขาทำได้ ไม่เพียงเป็นการท้าทายก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง แต่ยังเปิดโลกทัศน์ให้แก่ผู้ชมที่จะเข้าไปสัมผัสสิ่งที่อยู่ในจิตใจ ในความคิด ในโลกมืดที่พวกเขาสื่อสารออกมาโดยมีเส้นด้ายเป็นสื่อกลาง

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล

คนสร้างเส้น เปิดโลกจินตนาการอันมืดมิด

นิทรรศการกรุณาสัมผัส เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมสอนน้องวาดภาพด้วยอุปกรณ์ “เล่นเส้น”  โดยธนาคารยูโอบี ร่วมกับบริษัท กล่องดินสอ สร้างสรรค์อุปกรณ์เล่นเส้นสำหรับผู้พิการทางสายตา เล่นเส้นใช้หลักการของไหมพรมและแถบหนามเตยในการสร้างภาพนูน ทำให้เด็กสามารถสัมผัสเส้นสายได้ด้วยปลายนิ้วมือในทันทีที่วาด ทำให้เด็กๆ สามารถใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ ออกมาเป็นภาพ โดยมีพี่ๆ พนักงานธนาคารยูโอบีเป็นอาสาสมัครแบบตัวต่อตัว ภายใต้คำแนะนำของนักจิตวิทยาด้านศิลปะบำบัด เริ่มต้นตั้งแต่การพูดคุยกับน้องๆ ถึงเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อ ไปจนถึงการจรดปากกาเล่นเส้นลงบนบอร์ด เพื่อสร้างสรรค์จินตนาการออกมาเป็นภาพ ให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงโลกที่มองไม่เห็นของพวกเขา

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล เจ้าของแนวคิดสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์เล่นเส้น เผยว่า

“โครงการนี้เราเริ่มมาได้ประมาณ 3-4 ปีแล้ว อุปกรณ์เล่นเส้นเราทำขึ้นมาเพื่อให้เด็กนำไปใช้ในการเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาศิลปะ วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ที่มีการวาดรูป เราได้เห็นผลงานของน้องที่มันมหัศจรรย์มากๆ ทั้งๆ ที่เขามองไม่เห็น เพราะเราไม่เคยรู้ว่าโลกแห่งจินตนาการของน้องเป็นแบบไหน ก็เลยเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการนี้ขึ้นมา เพื่อให้คนตาบอดและคนตาดีเข้าชมได้เหมือนกัน”

ปีเตอร์ ฟู กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารตระหนักถึงบทบาทสำคัญของศิลปะในสังคม และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรมีช่องทางในการเข้าถึงศิลปะ จึงทำโครงการกรุณาสัมผัส โดยมีจุดมุ่งหมายเพิ่มโอกาสเข้าถึงศิลปะของเด็กพิการทางสายตา ตั้งเป้าหมายในการช่วยเด็กพิการทางสายตาที่มีอายุ 6-15 ปี กว่า 100 คน และยังให้โอกาสพนักงานได้เข้าร่วมกิจกรรมอาสาและตอบแทนสังคม ซึ่งตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คน ได้ลงชื่อเพื่อร่วมกิจกรรมอาสา ซึ่งมีการดำเนินงานในโรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางสายตาที่กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นในภาคกลาง

นอกจากมีอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์งานของน้องๆ แล้ว ยังมีพี่จิตอาสาที่คอยช่วยน้องๆ คุยเพื่อให้น้องๆ รู้สึกผ่อนคลาย เปิดความมั่นใจที่จะลงมือวาดรูป เพราะแทบทุกคนล้วนเกิดความกังวล หวาดกลัวที่จะวาดรูป กลัวทำออกมาไม่สวย กลัวทำผิด ผม/หนูทำไม่ได้หรอก สิ่งเหล่านี้เป็นประโยคซ้ำๆ ที่พี่จิตอาสาได้ยิน งานนี้จึงต้องมีนักศิลปะบำบัดเข้ามาช่วย ครูทราย-พรไพลิน ตันเจริญ เป็นผู้ที่ค่อยๆ คลายปมปัญหาเหล่านี้ออกจากจิตใจน้องๆ ซึ่งมันเกาะแน่นมานาน

“ต้องบอกก่อนว่า ศิลปะกับศิลปะบำบัดไม่เหมือนกัน เราเน้นที่ตัวผู้วาดสำคัญ คือการใช้เส้นของผู้วาดมันสามารถบอกได้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน ศาสตร์นี้ถือว่าใหม่มากในเมืองไทย การเล่นเส้นคือการตระหนักรู้ ถ้าคนตาดีเขาจะรู้ว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน แต่เด็กตาบอดเขาไม่รู้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน ความตระหนักรู้สำคัญมากเลยสำหรับเด็ก ทำให้เรารู้ว่าเขาควรเริ่มตรงไหนและลงตรงไหน และเด็กตาบอดเขาจะเป็นเด็กที่ประเมินตัวเองต่ำกว่าเด็กตาดี เราก็ต้องคอยให้กำลังใจเขาด้วยการชม มีเด็กที่เขาไม่ค่อยกล้า คือกระดานใหญ่มาก แต่เขาวาดเล็กๆ แค่มุมกระดาน เด็กลักษณะนี้เขาจะเกร็งแล้วเขาจะกลั้นหายใจ เราก็ให้เขาหายใจเข้าเต็มปอดเลย อกผายไหล่ผึ่ง เมื่อหายใจเข้าเต็มปอดเขาก็จะเกิดภาพขึ้นมาทันทีเลย หรือมีเด็กที่ไม่รู้ว่าจะวาดอะไร ทรายก็เข้าไปชวนคุย วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง กินข้าวกับอะไร เขาก็บอกว่าวันนี้กินโจ๊กไก่มาค่ะพี่ แล้วเขาก็วาดโจ๊กไก่ในลักษณะท็อปวิว คือมองจากด้านบนลงด้านล่าง แล้วมีน้องคนหนึ่งที่เขาอยากรู้ว่าชื่อเขาเขียนอย่างไร ทรายก็สอนเกี่ยวกับวิธีการวาดสระและอักษรต้องเขียนแบบไหน ลากเส้นไปยังไง เมื่อเขาเขียนชื่อได้มันสร้างบางอย่างในใจเขา เขารู้สึกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งในโลกของคุณแล้วนะ

“การทำงานนี้ทรายประทับใจทุกอย่างมาก เพราะมันเป็นการก้าวข้ามผ่านอะไรบางอย่างทั้งตัวเขาและตัวเรา ตอนแรกทรายทำการบ้านหนักมาก เพราะเขามองไม่เห็น เขาจะวาดรูปได้อย่างไร พอไปเจอผลงานของเขาเราต้องคิดใหม่ทันที จากประสบการณ์วาดรูปกับเด็กมาหลายร้อยคน พูดได้ว่าเด็กวาดรูปเหมือนกันทั้งโลก แล้วเด็กที่มีปัญหาทางด้านสายตาสามารถวาดรูปได้เหมือนเด็กที่มองเห็นปกติเลย ปากกาไหมพรมสามารถทำให้เขาได้มีโอกาสวาดภาพในจิตใจของเขาออกมาให้คนอื่นได้เห็น”

เชื่อมโลกที่ ‘มองไม่เห็น’ กับ คนตาดี

ภายในนิทรรศการมีผลงานของน้อง 20 ภาพ และอีก 12 ภาพ ของศิลปินชั้นครูและนักวาดการ์ตูนรุ่นใหม่ ในส่วน “Grow in the Dark” ภาพที่สร้างสรรค์โดยศิลปินตัวน้อย น้องมิค-กิติพัทธ์ พิศวง น้องลูกปลา น้องวัฒน์-ชัยวัฒน์ ปันอ่วม น้องแก๊บ-นัทพงศ์ สุขสวัสดิ์  น้องฟ้า-สุภาวิดา ขำอิน น้องยา-ไชยา มะหะรัมย์ น้องชม สอนสำโรง น้องดรีม-สิรภพ เรียบสำเร็จ น้องบาส-นัทพล ทั้งโครต น้องกิล-ภารดี คำสุขุม น้องอบเชย-จิรวัฒน์ บุญเพิ่ม น้องนิ่ม-ณัฐฐาอัยย์ นพพิบูลย์ น้องพลอย-อภิสรา ขันทองดี น้องเอโซ น้องนุ๊ก-อดิศักดิ์ คำหวาน น้องแบงค์-เกรียงไกร ไร่รามัน น้องต้นตาล-รณยุทธ์ ลอนกลาง น้องบิ๊ก-
ธีระพงษ์ กันนิยม น้องตี๋-สันติภาพ อยู่รอด และน้องเตย-วาสนา เต็มมูล

นำเสนอในคอนเซ็ปต์ การเติบโตของพวกเขา เช่น “How you grow up?” บอกเล่าถึงชีวิตที่เติบโตในแบบของเขา “How you feel in the dark?” บรรยายความรู้สึกในโลกที่มองไม่เห็น ทั้งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตหรือความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่เคยเห็น และ “What make you feel happy?” ที่บอกเล่าเรื่องราวที่มีความสุขของเขา

ผลงานของ 12 ศิลปิน มี ศ.เกียรติคุณ อิทธิพล ตั้งโฉลก ศ.กัญญา เจริญศุภกุล ผศ.ไพโรจน์ วังบอน ผศ.วุฒิกร คงคา อาจารย์ธณฤษภ์ ทิพย์วารี อนุชิต คำน้อย (คิ้วต่ำ) สมชัย กตัญญุตานันท์ (ชัย ราชวัตร) ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิต มุนินทร์ สายประสาท ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล (ซันเต๋อ) และ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ได้ทำการประมูลโดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) เพื่อส่งเสริมศิลปะให้กับเยาวชนผู้ด้อยโอกาสต่อไป

ในการวาดรูปนอกจากน้องๆ จะวาดคนเดียวตามคอนเซ็ปต์ของตัวเองแล้ว ยังมีน้องที่วาดในคอนเซ็ปต์เดียวกันกับศิลปิน อย่างผลงานชื่อ ธรรมชาติเมืองไทยในความฝัน ของ “น้องนุ๊กกับพี่คิ้วต่ำ” ซึ่งนักวาดการ์ตูนถึงกับเก็บเป็นหนึ่งความทรงจำครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างงาน

 

“น้องเป็นคนคิดแคปชั่นเองครับ ว่าเขาอยากให้มีภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ก้อนหิน ก้อนเมฆ และฝนกำลังจะตก แล้วต่างคนต่างวาด ตอนผมวาดลองหลับตาครับ ปรากฏไม่สามารถจริงๆ น้องเก่งมากครับที่วาดออกมาได้ ยิ่งเราได้ฟังเขาพูดยิ่งรู้สึกดี ภาพที่ผมวาดก็ตามสไตล์เราเลย วาดเป็นต้นไม้และธรรมชาติ แต่ในนั้นมีคนหลับตาแล้วยิ้มด้วย คือถ้าแทนน้องที่มีปัญหาทางสายตาเมื่อเขาอยู่ตรงนั้นเขาก็สบายใจ แทนคนตาดีเรามองเห็นธรรมชาติเราก็สบายใจ มันสามารถแทนได้ทั้งน้องเขาและตัวเราครับ น้องก็ได้สัมผัสงานของผมเขาก็ทายได้ไม่ยากว่านี่คือต้นไม้ ก้อนหิน เพราะเราก็วางพระอาทิตย์ด้านบน ต้นไม้ด้านล่าง ตอนแรกมีคนติดต่อมาผมก็นึกว่าเป็นแคมเปญธรรมดา จนวันที่ได้อัดวิดีโอเราก็เข้าใจว่าเป็นงานที่ดี เป็นงานศิลปะที่สามารถสัมผัสรูปได้ การที่เราได้มาทำตรงนี้มีความสุขมากครับ สิ่งที่ได้คือมันเป็นมุมมองชีวิต ยิ่งทำให้ผมอยากตั้งใจวาดรูปให้ดีมากกว่านี้ เพราะน้องที่เขามองไม่เห็นเขายังสามารถวาดรูปออกมาได้ดีเลย”

ส่วนศิลปินคนนี้ ตั้ม วิศุทธิ์ เลือกหลับตาวาดภาพ

“หากเราลืมตาวาดรูป เราจะให้ความสนใจ และคาดหวังว่ารูปจะต้องเป็นแบบนี้ ต้องออกมาลักษณะนี้ แต่ถ้าเราหลับตาวาดรูปเราต้องลุ้นเองว่ารูปจะออกมาเป็นแบบไหน สิ่งที่เราจินตนาการกับภาพวาดที่ได้ออกมามันมาเหมือนกันหรอก แต่สิ่งที่เราจินตนาการอยู่นั้นมันสวยงามมาก”

น้องพลอย เล่าให้ฟังเกี่ยวกับรูปภาพ “วาดรูปความฝันค่ะ ฝันว่าอยากเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียน เพราะคุณครูที่โรงเรียนสอนสนุกและใจดี ในโรงเรียนก็จะมีสนามเด็กเล่น มีชิงช้า มีกระดานหกสูง มีพระอาทิตย์ มีนก และบนท้องฟ้าก็มีก้อนเมฆด้วยค่ะ ครูแมว (ปิยะพร ศรีพลาวงษ์) ก็จะสอนว่าสนามต้องใช้สีเขียว ครูก็จะเอาไหมพรมสีเขียวมาให้วาดค่ะ”

น้องเอโซ “หนูคิดว่าบนสวรรค์จะต้องเป็นแบบนี้ มีสวนดอกไม้ มีหัวใจดวงโตๆ ตรงกลางมีดวงดาวเล็กๆ ด้วยค่ะ แล้วก็มีลูกโป่งอยู่บนนั้นด้วย และก็จะมีคนเดินชมสวนดอกไม้ ได้วาดรูปด้วยอุปกรณ์เล่นเส้นสนุกดีค่ะ”

น้องอบ เจ้าของภาพวาดวงดนตรี “ผมชอบเล่นดนตรี ปกติผมก็เล่นได้ทุกชนิดครับ แต่ผมถนัดตีกลองมากกว่าครับ ที่โรงเรียนก็มีวงดนตรีที่เล่นกับพี่ๆ ชื่อวงกุหลาบ ความฝันของผมคืออยากเป็นนักดนตรีมืออาชีพครับ ผมก็ชอบงานศิลปะด้วยครับ เพราะมันได้ฝึกจินตนาการเราด้วย”

แชมป์ นักวาดการ์ตูนรุ่นใหม่ เผยความรู้สึกที่ได้ชมผลงานของน้องๆ ว่า “น้องที่มองไม่เห็นผมมองว่าเขาเหมือนนักบินอวกาศนะ เราไม่รู้หรอกว่าในอวกาศมันมีอะไร มันเป็นยังไง งานของเราที่วาดออกมาจะเห็นว่ามีการใช้เส้นไหมพรมวนหลายรอบ เพื่อให้เห็นถึงความหมายของสิ่งรอบๆ ตัว”

สำหรับการเข้าชมนิทรรศการสามารถเลือกชมได้ ทั้งเดินชมแบบปกติ และชมแบบ Blind Mode โดยปิดตาและชมผ่านการ “สัมผัส” ไม่ต้องกลัวสะดุด เพราะภายในพื้นที่มีแผ่นกันลื่นนำทางและมีจุดหยุดสำหรับชมแต่ละภาพ ซึ่งเหมาะกับผู้พิการทางสายตา ที่สำคัญยังมีคำบรรยายเป็นอักษรเบรลให้ได้สัมผัสอย่างเข้าใจ

ชมผลงานนิทรรศการกรุณาสัมผัส ที่เปิดโอกาสให้คนตาดีได้สัมผัสจินตนาการในโลกมืดของน้องๆ ผ่านภาพวาด กรุณาไปสัมผัสที่โถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันนี้ถึง 24 มี.ค.

 

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ลืมไม่ได้กับการผ่าหัวใจแบบฉับพลัน ไม่ทันตั้งตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422504

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ลืมไม่ได้กับการผ่าหัวใจแบบฉับพลัน ไม่ทันตั้งตัว

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

ท๊อฟฟี่-ชญาน์ทัต วงศ์มณี ผู้อำนวยฝ่ายสื่อสาร บริษัท โอกิลวี่ หนุ่มน้อยหน้าใสวัย 30 ปี ดูจากภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมวัย แต่เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งเข้ารับผ่าตัดครั้งใหญ่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ชนิดที่เรียกว่าไม่คาดคิดราวสายฟ้าฟาดเปรี้ยงมาเลยทีเดียว

ด้วยเพราะเป็นคนที่แข็งแรงออกกำลังกายสัปดาห์อาทิตย์ละ 4-5 วัน กินอาหารสุขภาพแนวชีวจิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะครอบครัวของเขาคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอด้านอายุรแพทย์ ส่วนพี่ชายก็เป็นหมอหัวใจ จึงถือว่าเป็นครอบครัวที่ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง อยู่มาวันหนึ่งเมื่อวันแม่ 12 ส.ค. 2555 ตอนเช้ามืดเขาสะดุ้งตื่นมาตอนตี 5 เพราะรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก หอบและเหนื่อย ก็เลยมานั่งพักเงียบๆ คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก บอกกับตัวเองว่านั่งพักสักประเดี๋ยวคงหาย สายๆ ก็จะออกไปฟิตเนส แต่รอจนกระทั่งเก้าโมงเช้าอาการก็ยังไม่ดีขึ้น เขาจึงโทรหาคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์อยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ ท่านก็บอกให้ไปหาหมอเถอะอย่าปล่อยไว้เลย

 

เขาจึงขับรถไปที่โรงพยาบาลเอกชนแถวบ้านย่านเมืองนนทบุรี กว่าจะได้พบแพทย์ก็เกือบบ่ายสามโมงก็เริ่มหายใจติดขัดมากขึ้น แพทย์ก็ซักถามอาการแล้วคิดว่าคงเป็นกรดไหลย้อนอาหารไม่ย่อย แต่หมอไม่แน่ใจเลยขอให้ลองไปตรวจเอ็กโคไฟฟ้าตรวจคลื่นหัวใจเพิ่มเพื่อความแน่ใจอีกด้วย พอตรวจคลื่นหัวใจกราฟแสดงผลออกมาว่าหัวใจห้องหนึ่งของเขาไม่ทำงานและกำลังจะหยุดเต้น หมอจึงขอตรวจอัลตราซาวด์ให้แน่ใจอีกครั้ง ผลตรวจออกมาชัดเจนหมอบอกให้ทำบอลลูนหัวใจทันทีเพราะเส้นเลือดหัวใจโป่งพอง

“ผมช็อกตกใจมาก เรามาโรงพยาบาลคิดว่ามาตรวจเล็กๆ น้อยๆ รับยาแล้วกลับบ้านได้ ไม่เคยมีลางบ่งชี้อะไรว่าเราจะเจ็บไข้รุนแรงเช่นนี้ เป็นโรคหัวใจต้องผ่าทันที มี 2-3 ครั้งที่รู้สึกเพลียเหนื่อยง่ายจะเป็นลมอยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนหน้าที่จะป่วย แต่ตอนนั้นคิดว่าออกกำลังกายมากเกินไปเลยเพลีย ไม่คิดว่ามันคือโรคหัวใจเพราะบ้านเราไม่มีกรรมพันธุ์ พ่อแม่ก็อยู่ต่างจังหวัด ผมอยู่คนเดียวที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นพี่ชายเรียนหมออยู่ที่จุฬาฯ อยู่คนละบ้านกัน ผมร้องไห้เลย ตกใจทำอะไรไม่ถูก ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเรื่องสายฟ้าฟาดแบบนี้ พอหมอบอกก็พยายามตั้งสติโทรไปหาคุณพ่อคุณแม่ให้ท่านคุยกับหมอที่เรามาตรวจเพื่อซักถามให้แน่ใจ” เขาเล่าย้อนเหตุการณ์ให้ฟังแบบงงๆ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

หลังจากที่เขาให้คุณพ่อได้คุยกับแพทย์แล้ว คุณพ่อเขาก็ตัดสินใจให้เขาย้ายโรงพยาบาลให้ไปผ่าตัดกับหมอหัวใจที่เป็นเพื่อนของคุณพ่อที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ก็ย้ายโรงพยาบาลเขานอนไปกับรถโรงพยาบาล ตอนนั้นเขาเริ่มหายใจลำบากขึ้นระหว่างที่อยู่ในรถพยาบาลเขาก็เห็นกราฟที่แสดงการเต้นหัวใจของเขาตกลงเรื่อยๆ เขาเริ่มใจเสียระหว่างนั้นน้ำตาก็ไหลออกมาเอง มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าเกิดอะไรกันแน่ เขาอายุแค่ 25 ปี ดูแลสุขภาพอย่างยิ่งยวด และที่บ้านไม่มีกรรมพันธ์ุโรคหัวใจ สารพัดคำถามวกวนสับสนไปมา

ตอนนั้นพี่ชายก็มาถึงแล้ว เขากำลังเรียนแพทย์ปีสุดท้ายทางด้านหัวใจอยู่พอดี เขาก็เฝ้าเราอยู่ตลอดตอนนี้ หมอตัดสินใจว่าลองทำบอลลูนหัวใจก่อน เพราะมันเป็นขั้นตอนของการรักษา ด้วยการสอดสายยางเข้าไปทางแขนโดยหมอวางยาชา เราก็รู้สึกตัวตลอดเวลาแม้จะวางยาชาแล้ว แต่ก็ยังเจ็บมาก รับรู้ตลอดเวลาว่าสายยางมันดันเข้าไปถึงตรงไหน เจ็บมากๆ ที่สุดในชีวิต หมอทำบอลลูนสวนสายยางที่ข้อมือเขาอยู่ชั่วโมงกว่าจะเข้าไปถึงหัวใจ ตลอด 1 ชั่วโมงนั้น เขาร้องไห้สลับกับสวดมนต์ มันเสียวเจ็บแปลบๆ ไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อน

 

“พอบอลลูนเสร็จแล้วพี่ชายก็เข้ามาหา เขาพยายามจะปลอบใจเรานะ แต่เขาก็คงอัดอั้นเอาไว้ไม่ได้ เขาก็พูดไปน้ำตาไหลไป ว่าการทำบอลลูนไม่ได้ผล มันไม่สำเร็จ มันมีปัญหาอะไรสักอย่าง เขาพูดศัพท์ทางการแพทย์ ตอนนั้นผมก็สมาธิแตกกระจายไม่มีสติไปแล้ว เราฟังไปก็ร้องไห้ไป สรุปได้คือว่าเมื่อบอลลูนไม่ได้ผล ก็ต้องมาขั้นสุดท้ายก็คือผ่าตัดหัวใจแบบผ่าเปิดหน้าอก ทีนี้ผมเลยช็อกอีกรอบ อะไร ทำไม จิตตกมาก กลัวตายเป็นที่สุด นึกถึงว่าพ่อแม่ก็ยังมาไม่ถึง เพิ่งเรียนจบมา 3-4 ปี มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ” เขาเล่าด้วยความสะเทือนใจ

พอพี่ชายมาบอกว่าทำบอลลูนไม่ได้ผลต้องผ่าตัดหัวใจ นั่นเขายังบอกไม่หมด ก็มีแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดเข้ามาคุยด้วยแล้วอธิบายว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป พร้อมบอกด้วยว่าในการผ่าตัดครั้งนี้จะมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่มักจะเจอข้อใดข้อหนึ่งเสมอเท่าๆ กัน คือ 33.33 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงที่ 1 ผ่าสำเร็จร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ความเสี่ยงที่ 2 หลังผ่าเสร็จแล้วเสี่ยงเป็นอัมพาต และทางสุดท้ายคือผ่าแล้วไม่สัมฤทธิผลก็มี แต่ถ้าไม่ยอมผ่าไม่ยอมเสี่ยงก็จบที่ทางสุดท้ายตายสถานเดียว แต่ถ้าผ่ามันก็ลุ้นได้ว่าเรามีโอกาสรอดสูงเพราะยังหนุ่มพื้นฐานร่างกายเดิมเป็นคนแข็งแรงก็ควรจะผ่าใช่ไหม

 

เขาเลือกที่จะผ่าตัดแม้จะมีความเสี่ยง ตอนนั้นทั้งกลัว ทั้งเครียด ทั้งกังวล พ่อแม่ก็ยังขับรถมาไม่ถึง (มาจากลำปาง) พี่ชายก็เซ็นอนุมัติให้ผ่าแทนคุณพ่อคุณแม่ คิดไปสารพัดว่าถ้าไม่ฟื้นจะทำอย่างไร มีอะไรที่คั่งค้างบ้าง ก็เลยขอโทรศัพท์จากพี่ชายส่งไปลาเพื่อนสนิทคนที่เรารักเพื่อจะบอกขอบคุณบอกรักและบอกลาว่าเราจะเขาห้องผ่าตัด คือ กลัวมากว่าจะไม่ฟื้นขึ้นมา น้ำตาก็จะไหลออกมาเป็นพักๆ คือไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ไหลมาเองเรื่อยๆ บอกตัวเองว่าถ้าได้ตื่นขึ้นมาจะทำอะไรอีกบ้าง

เขาเข้าห้องผ่าตัดตอน 3 ทุ่ม ผ่าเสร็จตอนเที่ยงคืนกว่า วางยาสลบผ่าเสร็จหมอปลุกให้ตื่นทันที ก็ตื่นมาแบบเบลอๆ งงๆ เห็นคุณพ่อกับแม่มาถึงแล้วดีใจมาก แต่เหนื่อยพูดมากไม่ได้เพราะเรายังหายใจไม่ถนัดยังเจ็บอยู่ แล้วหมอยังติดอุปกรณ์อะไรไว้หลายอย่างที่หน้าอก แล้วต้องมาฝึกเดิน ฝึกฉี่ ฝึกหายใจใหม่ เป็นแบบเครื่องเป่าลมที่มีลูกโป่งเล็กๆ อยู่ข้างใน เราต้องเป่าให้มันลอย แรกๆ ยังไม่มีแรงหายใจ แรงหัวเราะ หรือไอก็จะเจ็บต้องเอาหมอนมากอดทับหนาอกไว้ไม่ให้สะเทือนไม่ให้อกกระเพื่อมจะได้ไม่เจ็บมาก พอหมดฤทธิ์ยาชาเนี่ยเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจเลย แบบเสียดแทงหัวใจเป็นอย่างไรเพิ่งมารู้ชัดเอาตอนนี้ล่ะ

 

ออกจากห้องผ่าตัดมาแล้ว เขาก็ไปอยู่ CCU ซึ่งเป็นห้องรวม มีแค่ผ้าม่านกั้น มีคนแก่อยู่เตียงถัดไป แกก็ร้องครวญคราง เขาอยู่ห้องนั้น 3-4 วัน ได้เห็นเลยว่าความทุกข์ยากจากการเจ็บป่วยนี่ไม่เข้าใครออกใครนะ มันไม่เลือกเพศ เลือกอายุ ทุกคนมีสิทธิเจอได้อย่างไม่คาดฝันเท่าๆ กันนะ มันได้ข้อคิด ได้ทบทวน ย้อนกลับมาดูตัวเองหลายเรื่องว่าชีวิตเราที่ผ่านมาเป็นมาอย่างไรบ้าง อยู่โรงพยาบาล 11 วัน หมอบอกในความโชคร้ายก็มีความโชคดี คือ เราอายุยังน้อย ร่างกายก่อนหน้านี้แข็งแรงดีก็เลยฟื้นตัวง่าย แต่มาพักฟื้นต่อที่บ้านอีกเดือนกว่าๆ ออกกำลังกายไม่ได้ไป 2-3 เดือน จนครึ่งปีไปแล้วถึงออกกำลังกายเบาๆ ได้อีกครั้ง

“ตอนนั้นคุณแม่มาเฝ้า ท่านก็เป็นหมอ งานยุ่งงานเยอะ แต่ท่านลางานมาเฝ้ามาป้อนข้าวป้อนน้ำลูก เป็นวันแม่ที่เราควรจะได้ไปดูแลท่าน แต่ท่านต้องกลับมาป้อนข้าวป้อนน้ำเราอีกครั้ง เราก็สะท้อนใจนะ เราแบบทั้งอึ้งทั้งซึ้งว่าที่สุดครอบครัวคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา เรายังไม่ได้ตอบแทนท่านเลย เมื่อก่อนเวลาคุณพ่อคุณแม่ดุบ่นสอนเรา อาจมีงอนมีน้อยใจบ้าง หลังจากผ่าแล้วรอดมาได้ บอกตัวเองเลยว่าอย่าทำแบบนั้นอีก ชีวิตคนเราสั้น จะตายวันตายพรุ่ง จะเจออะไร ออกจากบ้านมาแล้วจะได้กลับไปหรือเปล่าไม่รู้ ในแต่ละวันทำดีกันไว้เถอะ รักๆ กันไว้เถอะ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มซาบซึ้ง

 

ท๊อฟฟี่ บอกว่า เมื่อก่อนจะเป็นคนใจร้อน เครียดง่าย ทำงานก็ทุ่มเทไม่เสร็จไม่เลิก หรือรักใครชอบใครก็ไม่ค่อยได้บอกให้เขารู้ มาตอนนี้เอาใหม่ จะบอกรัก แสดงความรักให้เขารู้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน งานก็จัดแบ่งเวลาให้เหมาะสม ไม่เสร็จก็พรุ่งนี้มาทำใหม่ งานก็สำคัญแต่ชีวิตของเราก็สำคัญกว่า รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบากับชีวิตมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง รู้จักรอ ตอนไหนควรเร็วก็เร็ว ตอนไหนควรช้าต้องช้า ไม่เร่งไม่กดดันตัวเองเกินไป เริ่มใช้ชีวิตแบบสายกลางมากขึ้น

ที่สำคัญ ก็คือ เรื่องสุขภาพก็ยิ่งใส่ใจมากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินคลีน ลดเนื้อสัตว์ ถนอมเนื้อถนอมตัว มุมมองชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ประมาท ขนาดดูแลรักษาสุขภาพขนาดนี้ยังเจ็บไข้ได้ป่วย ดังนั้นเราจะต้องดูแลให้มากยิ่งขึ้น อะไรไม่ดีกับสุขภาพก็จะไม่ทำร้ายทำลายตัวเอง เมื่อก่อนไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เราผ่านความตายมาแล้วก็จะไม่ใช้ชีวิตให้สุ่มเสี่ยงให้ประมาทพลาดพลั้งอีกไม่ได้ ต้องรู้จักแบ่งเวลา ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับลมหายใจของเราอีกแล้ว ทำชีวิตให้ดี ดูแลตัวเองให้ดีสำคัญที่สุด

เขากล่าวฝากแง่คิดที่น่าสนใจเป็นการทิ้งท้าย

 

 

ขุนนางสัตย์ซื่อยุติธรรมหายไปไหน – นิทานจุดจบของเปาบุ้นจิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422483

ขุนนางสัตย์ซื่อยุติธรรมหายไปไหน - นิทานจุดจบของเปาบุ้นจิ้น

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เปาบุ้นจิ้น เทพเจ้าแห่งความยุติธรรม มีหน้าดำและพระจันทร์เสี้ยวกลางหน้าผากไม่มีใครไม่รู้จัก

เรื่องราวที่ผู้คนรับรู้เกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นส่วนใหญ่มาจากนิยาย ส่วนเปาบุ้นจิ้นในบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่ได้พิสดารและสารพัดอิทธิฤทธิ์ขนาดนั้น

ท่านเปาในนิยายหน้าดำไม่ใช่เพราะคร่ำเครียด แต่เพราะเป็นสีดำแทนสัญลักษณ์แห่งความซื่อตรง เข้มงวด ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ออกแนวยิ้มยาก ภาษาจีนเขาใช้ศัพท์ว่า “หน้าเหล็ก” และเหล็กก็มีสีดำ

แถมพอมาแต่งหน้าเป็นงิ้วก็ดูคาแรกเตอร์โดดเด่นชัดเจน เปาบุ้นจิ้นในคติชาวบ้านจึงลงตัวที่หน้าดำมะเมื่อมเสมอมา

ส่วนพระจันทร์เสี้ยวกลางหน้าผากก็ได้มาเพราะท่านเป็นเทพแห่งดาวยุติธรรมมาจุติ กลางวันตัดสินคดีบนโลก ตกกลางคืนต้องไปตัดสินคดีโอทีในยมโลกต่อ พระจันทร์บนหน้าผากคือเครื่องหมายเบิกทางไปนั่งเป็นตุลาการในยมโลกยามค่ำคืน

ว่ากันว่าถ้าเห็นพระจันทร์โค้งไปทางซ้ายแสดงว่าท่านเปาอยู่ในโหมดมนุษย์ แต่ถ้าพระจันทร์โค้งไปทางขวาแสดงว่าท่านกำลังอยู่ในโหมดเทพ

แต่คณะงิ้วคงไม่ซื้อไอเดียนี้ เพราะต้องล้างหน้าผากเขียนใหม่ทุกครั้งที่ท่านเปาเปลี่ยนโหมด

อันที่จริงเรื่องราวคดีต่างๆ ที่ท่านสะสางในประวัติศาสตร์นับว่าไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะจับโจรระดับชาวบ้านด้วยไหวพริบสติปัญญา หรือปราบปรามเศรษฐีตระกูลใหญ่ที่สร้างบ้านขวาง Floodway จนถึงด่ากราดฮ่องเต้ที่แต่งตั้งพ่อของสนมคนโปรดเป็นใหญ่เป็นโต

ในมุมมองชาวบ้าน ท่านควรค่าที่จะได้หน้าดำและพระจันทร์เสี้ยวประดับบารมี เป็นขุนนางที่ชาวประชาฝันใฝ่ระดับตำนาน พร้อมจินตนาการเพิ่มเติมมากมาย

เรื่องพิสดารในนิทานเปาบุ้นจิ้นจึงมีหลากหลายและสร้างต่อได้ไม่รู้จบ รวมถึงนิทานว่าด้วยเรื่องก่อนท่านเปาตายที่กำลังจะได้อ่านต่อไปก็เป็นหนึ่งในนั้น…

เปาบุ้นจิ้นมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นคนที่ดื้อด้าน แม้ผู้คนนอกบ้านจะยอมรับนับถือเปาบุ้นจิ้น แต่ลูกชายคนนี้ไม่เคยเชื่อฟังพ่อตัวเองเลย ไม่ใช่แค่ไม่เชื่อฟัง แต่ยังชอบทำตรงกันข้ามกับที่พ่อสั่ง

พ่อเปาบอกให้ไปทางซ้าย ลูกเปาก็จะไปทางขวา พ่อเปาบอกให้ไปอ่านตำรา ลูกเปาไปเข้าเน็ตเล่นเกมออนไลน์ พ่อบอกให้มีเมียสร้างครอบครัว ลูกคนนี้ก็เลยอยู่เป็นโสดไม่ยอมแต่งงาน

ลูกชายแบบนี้น่าปวดหัวใช่ย่อย ถึงท่านเปาจะทรงอิทธิพล ผู้คนกลัวเครื่องประหารหัวมังกร หัวเสือ หัวสุนัข แต่กับลูกคนนี้ท่านเปาเอาไม่อยู่ ก็ยังดีที่ลูกชายคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ไม่เคยทำเรื่องต่ำช้า ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรู้ตัวว่าถ้าเผลอไปทำเลวขึ้นมา พ่อเปาก็คงไม่ละเว้น จึงไม่ได้ทำอะไรให้เสื่อมเสียเกียรติวงศ์ตระกูล

ว่ากันว่าวันหนึ่งท่านเปาฝันประหลาด ฝันถึงเง็กเซียนฮ่องเต้มาบอกว่า “เปาบุ้นจิ้นเอ๋ย ชีวิตบนโลกมนุษย์ของเจ้าใกล้หมดสิ้นลงแล้ว แต่ดูสิ! โลกยังเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายมากมาย ขุนนางยังฉ้อฉลทุจริตคอร์รัปชั่น คนใหญ่คนโตยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ปัดความผิดหนีคดี คุกยังมีไว้แค่ขังคนจนด้อยอำนาจด้อยฐานะ แถมยังมีคดีจิปาถะมากมายที่ต้องการความยุติธรรม ถ้าเจ้าไม่อยู่แล้วสังคมจะเป็นเช่นไร พระเจ้าช่วย!”

“ก็เง็กเซียนนี่แหละพระเจ้า” ท่านเปาคิด

“อืม ใช่ ข้าต้องช่วยอะไรบางอย่างแล้ว” เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ยิน

“แต่ชีวิตคนบนโลกย่อมต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ หาใช่จะยืดยาวได้มากนัก ถ้าอย่างนั้น ข้าจะบอกเคล็ดลับให้ท่านได้กลับมาเกิดเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง”

“เกิดเป็นคนอีกครั้ง? ชาตินี้กว่าข้าจะได้เป็นขุนนางก็ยากลำบาก ถ้าข้าเกิดใหม่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะมีปณิธานแน่วแน่อดทนป่ายปีนไปเป็นขุนนางดังเดิมได้รึเปล่า เป็นแล้วก็ใช่จะรับรองได้ว่าข้าจะไม่พ่ายแพ้แก่ลาภยศสรรเสริญให้เอนเอียงไปในทางมิชอบ ท่านเง็กเซียนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะได้ทำหน้าที่นี้แบบเดิมอีก” ท่านเปารอบคอบสมชื่อ

“อืม มีเหตุผล” เง็กเซียนพยักหน้า “เอางี้ เพื่อการันตีว่าท่านจะได้เกิดใหม่และมีปณิธานดังเดิม เมื่อท่านตายไปให้ท่านเอาแผ่นเหล็กมาทำเป็นโลง แล้วหนุนหัวนอนด้วยหมอนหิน เมื่อปิดผนึกโลงฝังท่านลงดินเรียบร้อย ไม่นานโลงเหล็กจะต้องผุเป็นสนิม ส่วนหมอนหินที่หนุนหัวท่านจะไม่มีวันเสื่อมสลาย ท่านจะได้กลับมาเกิดใหม่โดยมีปณิธานซื่อสัตย์ยุติธรรมติดตัวไว้ไม่เปลี่ยนแปลง”

รุ่งเช้าตื่นขึ้น พ่อเปาจึงเรียกลูกเปามาพูดคุย เนื่องจากสิ่งที่พูดคุยกับเง็กเซียนเป็นความลับสวรรค์ ท่านเปาแพร่งพรายไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ยปากออกไปว่า

“ลูกเอ๋ย พ่อแก่แล้ว คงมีชีวิตอยู่ไม่นาน ถ้าพ่อตายไปขอให้เจ้าใส่พ่อในโลงศพที่ทำจากหิน แล้วหนุนหัวพ่อด้วยหมอนที่ทำจากเหล็กนะ”

ท่านเปาไม่ได้จำผิดพูดผิด สลับเหล็กเป็นหิน หินเป็นเหล็ก แต่ท่านเปารู้ดีว่า ลูกคนนี้ทั้งชีวิตดื้อด้าน ทำแต่สิ่งตรงกันข้ามกับที่สั่ง ถ้าต้องการโลงเหล็ก หมอนหิน ต้องสั่งให้ทำโลงหิน หมอนเหล็ก ถึงจะได้ผล มีจิตวิทยาตามสไตล์การสืบสวนสอบสวนแบบท่านเปา

ดั่งคำที่ว่า “เราจะเห็นค่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นต้องจากเราไปแล้ว”

เมื่อท่านเปาสิ้นชีวิตไปจริงๆ ลูกชายคนนี้จากที่ไม่เคยเชื่อฟังพ่อเปากลับเพิ่งเริ่มสำนึกได้ คิดว่าชีวิตนี้ต่อต้านพ่อมาตลอด ทำเอาท่านพ่อเป็นทุกข์ วันนี้ขอจัดการพิธีศพตามที่พ่อสั่งไว้ก็ยังดี

จึงจัดการศพท่านเปาด้วยการนำหมอนเหล็กหนุนหัวท่านเปา แล้วใส่โลงหิน ตามคำสั่งท่านเปาเป๊ะ

ผ่านวันเวลามาเนิ่นนาน ท่านเปายังคงอยู่ในโลงหินมิดชิด แถมหมอนเหล็กที่คอยหนุนปณิธานสัตย์ซื่อยุติธรรมดันผุสลายไป และนี่คือสาเหตุที่ทำให้หลังจากประชาชนเสียท่านเปาแล้ว ราชสำนักก็ไม่มีขุนนางผู้ซื่อสัตย์อีกต่อไป

เรื่องเล่าแบบนี้ใครฟังใครก็รู้ว่าเป็นแค่นินทาสนุกปาก แต่นิทาน จินตนาการที่มโนแบบชาวบ้านแบบนี้แหละที่ส่งกระแสถึงคนใหญ่คนโตในสังคมว่าชาวบ้านเขาเห็นโลกเป็นเช่นไร

หากขุนนางสัตย์ซื่อยังมีอยู่ ขอแค่อย่าปล่อยให้ปณิธานเขาขึ้นสนิมผุพังหรือพวกเขาเหล่านั้นถูกขังอยู่ในโลงหิน

 

นพ.วัฒนา พารีศรี ยกระดับรพ.ชุมชนบริการเทียบเท่าเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422382

นพ.วัฒนา พารีศรี ยกระดับรพ.ชุมชนบริการเทียบเท่าเอกชน

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์ กัญติพิชญ์ ใจบุญ

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้รับการประเมินเป็นโรงพยาบาลตามมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลของสหรัฐที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นพ.วัฒนา พารีศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จกล่าวว่าในฐานะโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ หรือโรงพยาบาลท่าบ่อ เป็นโรงพยาบาลระดับชุมชน การได้รางวัล JCI ถือเป็นโรงพยาบาลชุมชนแห่งแรกของประเทศ เพราะโรงพยาบาลรัฐที่ผ่าน JCI อีกแห่ง คือโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขณะที่โรงพยาบาลของไทยอีก 53 แห่ง ที่ได้มาตรฐานนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชน

คุณหมอเล่าว่า จุดเด่นของโรงพยาบาลท่าบ่อคือการให้บริการเทียบเท่าหรือใกล้เคียงโรงพยาบาลเอกชน แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ นพ.วัฒนา บอกว่าได้มุ่งมั่นการให้บริการผู้ป่วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนบ้านนอกไม่ต้องเดินทางไปรักษาตัวไกลๆ

อีกอย่างที่นำไปสู่การพัฒนาคือ การนำแพทย์จากโรงพยาบาลอื่นมารักษาที่ท่าบ่อ ทั้งจากอุดรธานี ขอนแก่น เป็นต้น โดยการรวบรวมเคสเฉพาะกลุ่มไว้แล้วเชิญแพทย์มาให้บริการนอกเวลา แทนที่จะส่งคนไข้ 30-40คนไปรักษาจังหวัดอื่น ค่ารักษาก็ไม่ได้แพงกว่าปกติ

นพ.วัฒนา ระบุว่า การยกระดับการบริการอีกด้านที่สำคัญที่สุดก็คือการบริการคนไข้หรือลูกค้าต้องมีความพอใจ มีความสุขมากที่สุด นอกจากโรคหายแล้วต้องมีความสุขด้วย

เมื่อไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามราชการกระทำเหมือนเอกชน จึงได้พัฒนาโครงสร้างภายในโรงพยาบาลทั้งสิ่งแวดล้อม อาคารสถานที่ให้ใกล้เคียงกับ โรงพยาบาลเอกชน รวมถึงพฤติกรรมการให้บริการของเจ้าหน้าที่ก็ต้องปรับให้เห็นผลเป็นรูปธรรมด้วย

“เมื่อคนไข้มาใช้บริการมากขึ้น การจ้างบุคลากรก็ต้องมากขึ้นตาม จากเมื่อปี 2535 มีเจ้าหน้าที่ 200 คน แต่ปัจจุบันมีมากกว่า 600 คนแล้ว

 

“การนำหมอมาจากที่อื่นมารักษาเราเริ่มมานานแล้ว เพราะที่ท่าบ่อมีความพร้อมเรื่องอุปกรณ์ ขนาดของโรงพยาบาลก็อำนวย ไม่ใช่ว่าเราเอาหมอเข้ามาบริการเพิ่ม แต่เครื่องมือไม่มีให้เขา หากในกรุงเทพฯ มีเครื่องมือที่ทันสมัยและเหมาะสม ท่าบ่อก็มีเช่นกัน เราจะไม่ใช้เครื่องมือที่ล้าสมัย

“ผมถือหลักว่าอยู่บ้านนอกแค่ไหนก็ตามการบริการต้องเหมือนในเมือง ยกตัวอย่างการผ่าตัดแผลเล็กด้วยกล้อง เราก็ทำได้ เพื่อให้อนาคตคนไม่ต้องไปหาหมอในเมือง หรือต้องเข้ากรุงเทพฯ”

คุณหมอบอกว่า ในภาคอีสานส่วนใหญ่ประชาชนจะเป็นโรคนิ่วอันดับหนึ่ง โรงพยาบาลจึงให้บริการผ่าตัดโรคนิ่วจนเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียง โดยเฉพาะนิ่วในถุงน้ำดี นอกจากนี้ยังมีบริการผ่าตัดคลอด ไส้เลื่อน ต้อกระจก กระดูกสันหลัง ผ่าตัดข้อสะโพกด้วย รวมถึงโรคมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บางโรคเอกชนอาจเชี่ยวชาญสู้ไม่ได้ หรือทำไม่ได้ บางแห่งก็เชิญแพทย์ของท่าบ่อไปรักษา หรือเขาส่งตัวคนไข้มาให้ช่วยรักษา กับโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่เป็นพันธมิตรกัน

“ผมเป็นหมอผ่าตัดคนแรกของ โรงพยาบาล จากนั้นก็พัฒนาทีมขึ้นมาเรื่อยๆ จนชาวบ้านพูดกันปากต่อปาก ขณะนี้มีแพทย์ประจำถึง 24 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 30 คนภายในปีนี้ เรียกง่ายๆ ว่าราคาค่ารักษาแบบราชการ แต่การบริการใกล้เคียงเอกชน

“ผมฟังเสียงคนที่มาใช้บริการ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมือนกับโรงพยาบาลเอกชนบรรยากาศไม่เหมือนโรงพยาบาลรัฐผมตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม มาแล้วมีความสุข ที่พักรักษาต้องมีบรรยากาศของโรงแรม รีสอร์ท เพื่อให้คนไข้สบายใจขึ้น

“แน่นอนโรงพยาบาลรัฐแออัด บริการไม่ทั่วถึง หมอมีเวลาน้อย พยาบาลหน้างอ ตรงนี้เราก็หนีไม่พ้น ซึ่งเราก็แก้ไขโดยทำให้เกิดความผ่อนคลาย เช่น คนไข้นอกของท่าบ่อมีมาก แต่พื้นที่เราคับแคบ ก็ติดแอร์ให้เย็นสบาย

“หากอากาศร้อนคนไข้ก็หงุดหงิด รวมถึงหมอพยาบาลด้วย ต้องตกแต่งให้สวยงามให้คนไข้ลบภาพเดิมออกไป ให้ดูเหมือนสถานที่พักผ่อน เมื่อสถานที่ดีก็นำไปสู่พฤติกรรมการบริการของเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะเขาเองก็เกรงใจสถานที่

“พยาบาลเองผมอนุญาตให้แต่งหน้ามาทำงานได้ ไม่ให้ซีดเซียว เพราะถ้าคนไข้มาเจอหน้าพยาบาลซีดเซียวก็ต้องหดหู่ แค่ป่วยก็แย่อยู่แล้ว มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งแย่ไปอีก ชุดพนักงานช่วยเหลือคนไข้ก็ต้องออกแบบพิเศษ ผมซื้อผ้ามาให้ตัดกันเลยเพื่อสร้างความแตกต่าง ไม่เอาแบบราชการเลย

“เมื่อใบหน้าสวย ชุดดี บรรยากาศดี ก็มีผลทางด้านจิตวิทยาที่อยากจะบริการคนไข้มากขึ้น คำว่าหน้างอรอนานมันมาจากตรงนี้ เราก็ปรับเปลี่ยนให้เหลือแค่ว่า เอาแค่รอนาน แต่หน้าไม่งอก่อนดีไหม” นพ.วัฒนา อธิบาย

นอกจากคนไทยแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อยังให้บริการคนไข้จาก สปป.ลาว ด้วย โดยในปี 2558 มีผู้ป่วยนอก 10,759 ราย ผู้ป่วยใน 1,062 ราย สร้างรายได้ประมาณ 40-50ล้านบาท ขณะที่ผู้ป่วยในอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ในปี 2558 มีผู้ป่วยนอก 266,237 ราย เฉลี่ย 743 ราย/วัน และผู้ป่วยใน 18,530 ราย เฉลี่ย 195 ราย/วัน

นพ.วัฒนา กล่าวว่า การบริหารจัดการให้ได้มาซึ่งความพร้อมจะต้องลงทุน หากไม่ลงทุนการบริการให้ดีคนไข้ก็หนีไปที่อื่นหมด

“เมื่่อ 20 ปีก่อนโรงพยาบาลเรามีห้องพิเศษน้อย คนไข้ข้าราชการก็หนีไปที่อื่น ผมจึงสร้างห้องพิเศษเพิ่ม โดยนำเงินมาจากมูลนิธิของโรงพยาบาล เมื่อผลงานดีคนบริจาคให้มูลนิธิมากเรื่อยๆ ร่วม 40 ล้าน แต่ละปีจัดระดมทุนได้ 3-4 ล้าน

“หากต้องซื้ออุปกรณ์เครื่องมือเพิ่มก็ต้องระดมทุน เพราะหลวงให้แต่ตึก ไม่ได้ให้เครื่องมือมาด้วย หากปล่อยให้คนไข้ไปที่อื่นหมด เราก็แย่ มันก็เหมือนเครื่องบินที่มีทั้งชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด แต่ความปลอดภัยเหมือนกันหมด ถึงที่หมายเหมือนกัน มาตรฐานก็เหมือนโรงพยาบาล ถ้าคุณอยากสบายเพิ่มก็ต้องจ่ายเงินมากขึ้น”

นพ.วัฒนา บอกอีกว่า ปัจจุบันชุมชนท่าบ่อมีประชากรอยู่ราว 8.6 หมื่นคน แต่คนในท่าบ่อมาใช้บริการเพียง 10% ที่เหลือมาจากที่อื่นทั้งหมด บางคนบินมาจากหาดใหญ่ก็มี รวมทั้ง สปป.ลาว

“การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คิวผ่าโรงพยาบาลใหญ่ที่อื่นอาจรอถึง 2 ปี แต่ที่นี่แค่หนึ่งเดือนก็ได้ผ่าแล้ว จากเดิมอาจมีคนด่า 10 คน ทุกวันนี้อาจเหลือเพียงคนเดียว หรือไม่เหลือแล้ว เพราะเราทำให้เห็นเป็นรูปธรรม”

ปัญหาสมองไหลไปอยู่เอกชน นพ.วัฒนา บอกว่า ที่โรงพยาบาลท่าบ่อไม่ได้รับผลกระทบมาก อาจเพราะ อ.ท่าบ่อเดินทางสะดวก ห่างจากสนามบินไม่ไกลมาก มีสภาพเศรษฐกิจและสังคมเอื้ออำนวย เนื่องจากประชากรท่าบ่อมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดของ จ.หนองคาย อีกทั้งได้สนับสนุนให้แพทย์มีรายได้ต่อเดือนอย่างน้อยต้องหลักแสนขึ้นไป

คุณหมอวัฒนา มองว่าค่าตอบแทนอาจไม่ใช่เรื่องหลักในการดึงคนไว้ การทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีความรู้สึกว่าได้ทำประโยชน์จริงๆ เดินไปไหนก็มีความสุขเพราะมีคนชม ซึ่งมีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน

“แต่เรื่องรายได้ก็มีความจำเป็น ผมจึงจ่ายค่าล่วงเวลาเต็มๆ ไม่มีค้างหรือลดลง เแต่ต้องเอาแรงมาแลกกัน วันหยุดผมก็ให้ผ่าตัดได้ โรงพยาบาลไม่ขาดทุนแน่ เพียงแต่ลดกำไรลงมานิดหน่อยเท่านั้น”

ในอนาคตข้างหน้า นพ.วัฒนา ต้องการพัฒนาและต่อยอดให้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นสถาบันแพทย์ควบคู่การรักษาคนไข้ โดยเฉพาะการเป็นสถานที่เรียนรู้พัฒนาบุคลากร หรือเป็นที่ฝึกงานของแพทย์ โดยยึดมั่นในคำขวัญโรงพยาบาล นั่นคือ พัฒนาทุกด้าน บริการทุกคน มาตรฐานสากล สู่ชุมชนสุขภาพดี