ใครๆ ก็หลงรัก หมีซุป’ตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422013

ใครๆ ก็หลงรัก หมีซุป’ตาร์

โดย…ปอย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าให้ถอดรหัสคำถามว่า… ทำไมใครๆ ก็หลงรักตุ๊กตาหมี ใครๆ ในที่นี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือผู้ใหญ่ เพราะทุกเพศทุกวัยล้วนเทหัวใจให้ตุ๊กตาตัวนี้กันทั้งนั้น เพราะมันให้ความรู้สึกสบายอกสบายใจเวลาได้กอดรัดฟัดตุ๊กตาหมีตัวอ้วนๆ พุงกลมนุ่มๆ รอยยิ้มน่ารักๆ มองแล้วก็อารมณ์ดีทุกทีไป พี่หมีกลายเป็นสัญลักษณ์ความอบอุ่น ความใจดี ของขวัญในทุกเทศกาล ใครคิดอะไรไม่ออกก็เป็นตุ๊กตาหมีดีที่สุด จึงทำให้ตุ๊กตาตัวนี้กลายเป็นขวัญใจคนทั่วโลกไปโดยปริยาย

ช่วงนี้หมีกำลังบุกกรุง หมีน้อยในกระแสที่ต้องไปเซลฟี่ด้วย ก็ต้องเป็นกองทัพแพนด้าเปเปอร์มาเช่ 1,600 ตัว ในโครงการ Pandas+World Tour in Thailand และอีกงานของคนรักหมีต้องไป Celebrity Bears Show จัดขึ้นที่ห้างซีคอนสแควร์ เนรมิตลานน้ำพุให้เป็นโลกแห่งดินแดนของเหล่าหมีซุป’ตาร์ มารวมพลเฉพาะกิจ หมีในดวงใจของใครมีคิวไปปรากฏโชว์ตัวที่ไหนกันบ้าง? แฟนหมีต้องตามไปกระทบไหล่กัน!!!

‘แฟลชม็อบแพนด้า’ ตัวแทนความตระหนักรู้

เพื่อให้ทุกๆ คนได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจส่งท้ายของกองทัพน้องๆ แพนด้า จึงมีการเชิญชวนให้โหวตสถานที่แฟลชม็อบแห่งสุดท้ายในไทย ผ่านทางเฟซบุ๊ก 1600pandasplusth ในที่สุดผลโหวตก็ออกมาแล้ว และผลอย่างเป็นเอกฉันท์ก็คือ ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ วันศุกร์ที่ 19 มี.ค.นี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. ใครอยู่เชียงใหม่ เตรียมหยิบกล้องและไม้เซลฟี่ แล้วมาเช็กอินได้เลย

โครงการ 1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์ ยกขบวนมาทักทายสวัสดีชาวไทยตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าภาพหลัก คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เป็นผู้นำเสนอปรากฏการณ์งานศิลปะเชิงอนุรักษ์ระดับโลก น่ารักน่าตื่นตาตื่นใจครั้งแรกในเมืองไทย

พันธมิตรที่ร่วมผนึกกำลังครั้งนี้ คือ กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) ในการเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และด้วยความสนับสนุนอีกแรงจากภาครัฐ คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร จัดว่าเป็นอีเวนต์ยิ่งใหญ่รับช่วงต้นปี เรียกกระแสสนใจให้ประชาชนทั่วไปตลอดจนนักท่องเที่ยวได้ร่วมบันทึกภาพแห่งความประทับใจกันอย่างคึกคัก

 

เริ่มต้นภารกิจในการเยือนเมืองไทยประเดิมที่แรก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีพระบรมมหาราชวังหรือวัดพระแก้วเป็นฉากหลังอันงดงามและบ่งบอกถึงการมาเยือนเมืองไทยได้อย่างเป็นทางการ โดยสถานที่แต่ละแห่งที่น้องๆ หมีปรากฏตัวในไทยมีทั้งหมด 10 แห่ง แต่ละแห่งจัดแสดงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า แฟลชม็อบ (flash mob) จากนั้นจึงสลายตัวเมื่อครบ 3 ชั่วโมง และจัดเก็บเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ อื่นๆ ต่อไป โดยการเรียงตุ๊กตาใช้อาสาสมัครนับร้อยคนมาช่วยกันจัดเรียงเจ้าหมีแพนด้าในหลากหลายอิริยาบถ วางกระจายบนสนามหญ้าเป็นบริเวณกว้าง น้องๆ หมีแพนด้าเหล่านี้สวมบทบาททูตแห่งการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

การทัวร์รอบโลกของแพนด้า 1,600 ตัว เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2551 โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และศิลปินชาวฝรั่งเศส เปาโล กรองจีอง สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแพนด้าน้อยที่ประดิษฐ์ขึ้นจากศิลปะเปเปอร์มาเช่ด้วยกระดาษรีไซเคิล โดยเริ่มแรกเขาได้สร้างสรรค์แพนด้าขึ้นมาทั้งหมด 1,600 ตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนแพนด้าที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลกในขณะนั้น และตั้งแต่นั้นก็ได้มีการพาแพนด้าน้อยเหล่านี้เดินทางจัดแสดงและสร้างสีสันตามเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตและสถานที่สำคัญต่างๆ กว่า 100 แห่ง ในหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย และไทย เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นี่ไม่ใช่เพียงการประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ถึงการ “ใกล้สูญพันธุ์” (Endangered) ของจำนวนแพนด้าทที่เหลือทั้งโลกเพียง 1,600 ตัว แต่แพนด้าอันเป็นโลโก้ของ WWF เป็นกระบอกเสียงให้เพื่อนร่วมสถานะอีกหลายชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่นแฟลชม็อบในวันที่ 13 มี.ค. ตรงกับวันช้างไทย ที่ปัจจุบันมีเหลือในผืนป่าเพียง 2,500-3,200 ตัว เช่นเดียวกับเสือโคร่งอินโดจีน มีเหลืออยู่น้อยกว่า 200 ตัว ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 13 ประเทศในโลกที่ยังมีเสือโคร่งหลงเหลืออยู่

โครงการนี้ไม่เพียงให้มาเซลฟี่คู่แพนด้าน้อยน่ารัก หากมุ่งหวังให้คนในประเทศที่ไปจัดแสดง ได้ตระหนักรู้ถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่าทุกชนิด ที่กำลังเผชิญสภาพเดียวกันอยู่

 

โครงการ 1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์ จะปิดท้ายความประทับใจ กับเฟสที่ 2 ชวนชมนิทรรศการแพนด้า 1,600 ตัว ทิ้งท้ายอลังการก่อนลาเมืองไทย ระหว่างวันที่ 24 มี.ค.-10 เม.ย.นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เปิดให้คนรักแพนด้าลงทะเบียนจองผ่านทาง www.1600pandasplusth.com เพื่อขอรับเลี้ยง (Adoption) แพนด้ามาเช่ตัวใหญ่ไซส์แอล 1,600 บาท เอ็ม 1,200 บาท และเอส 800 บาท โดยวันเปิดนิทรรศการ 24 มี.ค.นี้ ผู้จองสิทธิไว้ก็สามารถมาเลือกน้องหมีตัวที่ชอบได้เลย และรับในวันจบนิทรรศการ 10 เม.ย. รายได้จากการอุปการะน้องหมีจะมอบให้กับ WWF-ประเทศไทย เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศ โดยเฉพาะช้างป่าไทยและเสือโคร่งต่อไป

ใครที่อยากได้แพนด้ากลับไปอยู่ด้วยที่บ้านต้องรีบแล้ว!

ทำความรู้จักเซเลบริตี้หมีๆ

ถ้าใครอยากเซลฟี่กับ “คุมะมง” แมสคอตต้นฉบับจากประเทศญี่ปุ่น ก็ไม่ควรพลาดงานนี้กันเลย Celebrity Bears Show วันนี้-20 มี.ค.นี้ ห้างซีคอนสแควร์เนรมิตลานน้ำพุให้เป็นโลกแห่งดินแดนของเหล่าหมีซุป’ตาร์มารวมพลเฉพาะกิจ เซเลบหมีชื่อดังหลายๆ ตัวมาโชว์ตัวในงานนี้ สำหรับช่วงสุดสัปดาห์ 19-20 มี.ค. เป็นคิวโชว์ตัวของตุ๊กตาหมีแพดดิงตัน หมีฟองดูว์ หมีครัวซองต์ และพระเอกของงาน “คุมะมง”

ใครยังไม่รู้จัก ลองคลิกยูทูบดูท่าเต้นกายบริหารสุดกวนแก่นเซี้ยวของหมีตัวสีดำแก้มสีแดงตัวนี้ เป็นต้องอุทานกันว่า “น่ารักสุดอ่ะ!” ฝึกเต้นตามก็ไม่ยากด้วยนะ ยังไม่รวมความฮาๆ เปิ่นๆ น่าเอ็นดูที่เขาพาหุ่นอวบอ้วนของตัวเองตกบันไดรถไฟ คุมะมงน้ำหนักประมาณ 100 กก. ในตอนแรกมีร่างกายผ่ายผอม แต่หลังจากได้พบกับของอร่อยมากมายของจังหวัดคุมาโมโตะก็เลย … เป็นการหัวคะมำในหน้าที่ก็ว่าได้ คุมะมงเป็นหมีเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับแคมเปญประชาสัมพันธ์รถไฟชิงคันเซ็น สายคิวชู ถือกำเนิดเมื่อปี 2553 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเทศบาลจังหวัดคุมาโมโตะ

ถ้าคำนวณอายุหมีซุป’ตาร์ตัวนี้ยังเป็นเด็กน้อยวัยแค่ 6 ขวบ (เพิ่งฉลองวันเกิดไปเมื่อวันที่ 12 มี.ค.) แต่ตามประวัติเขากลับไม่เปิดเผยอายุจริงของตัวเอง! และไลฟ์สไตล์ก็ไม่ใช่เด็กชายวัย 6 ขวบ คุมะมง
ชื่นชอบการแต๊ะอั๋งสาวๆ เป็นที่สุด ยิ่งถ้าเป็นไอดอลสาวก็ยิ่งให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ!!!

 

ด้านหน้าที่การงานก็ถือเป็นชายหนุ่มอนาคตไกล กับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านความสุขแห่งจังหวัดคุมาโมโตะ ที่ไต่เต้ามาจากการเป็นพนักงานชั่วคราว ล่าสุดเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายของจังหวัดคุมาโมโตะ

พระเอกของจังหวัดคุมาโมโตะที่เคยเป็นเพียงจังหวัดทางผ่านเล็กๆ ทางตอนกลางของเกาะคิวชู และเพิ่งมีรถไฟชิงคันเซ็นวิ่งเข้าเมืองเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ชาวเมืองได้ร่วมใจกันสร้างแมสคอตตัวนี้ขึ้น เพื่อเป็นทูตต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมรถไฟความเร็วสูง โดยการสร้างตัวตนด้วย 3 บุคลิก คือ แอ็กชั่นทะเล้นน่ารัก กระตือรือร้นมุ่งมั่นในงานประชาสัมพันธ์เมือง และเป็นหมีสร้างไออุ่นเพื่อให้ได้ความรักตอบกลับจากคนรอบข้าง

นอกจากการสร้างเรื่องราวให้หมีตัวนี้แล้ว ความร่วมแรงร่วมใจของทีมงานเทศบาลจังหวัดที่ขยันพาหมีคุมะมงไปออกงานสังคมทั่วประเทศ (หมีเซเลบตัวจริงอะไรจริง) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หมีสีดำแก้มสีแดงมีชื่อเสียงขึ้นได้ทันใด

ถ้าถามคนในวงการหมีๆ ด้วยกัน เจ้าของตุ๊กตาหมี “โอ้ แบร์” (Oh Bear) แบรนด์สัญชาติไทยแท้ นพัฐห์ ปูคะวนัช ไขกุญแจแห่งความสำเร็จหมีตัวญี่ปุ่นตัวนี้ กล่าวว่า หลักการสร้างแมสคอตให้โด่งดัง นอกจากต้องมีการวางแผนการตลาดที่ดีเยี่ยมแบบนี้แล้ว การสร้างตุ๊กตาให้มากกว่าธุรกิจโดยเข้าไปถึงชุมชน ให้ทุกคนมีความรู้สึกถึงความร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อส่วนรวม อย่างเช่นชาวเมืองคุมาโมโตะ นี่คือโมเดลทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูง แล้วถ้าถามว่าแบรนด์ไทยก้าวตามได้ไหม ตอบเลยว่า…ยากมาก!!!

“ไม่ใช่ว่าตุ๊กตาเราไม่น่ารักเท่าเขานะคะ ตุ๊กตาหมีตัวไหนก็น่ารักทั้งนั้น คือ ถ้าให้เลือกระหว่างตุ๊กตาหมีกับตุ๊กตากระต่าย ดิฉันเชื่อว่ากว่าครึ่งก็ต้องเลือกน้องหมี ดิฉันก็อยากตั้งเป้าให้หมีไทยโด่งดังแบบนั้นค่ะ” นพัฐห์ กล่าวด้วยมุมมองคนทำตุ๊กตาหมีติดยี่ห้อดัง

 

โอ้ แบร์ โกอินเตอร์ตอนไปออกบูธในงานทศกาลของขวัญ BIG & BIH แล้วมีนักธุรกิจญี่ปุ่นมาขอเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงผู้เดียว ในการสร้างโอ้ แบร์ นพัฐห์วางกลยุทธ์สร้างแบรนด์หวังปั้นให้ตุ๊กตาหมีเลือดไทยตัวนี้ เจริญรอยตามตุ๊กตานอกอย่างมิกกี้เมาส์ ที่ใครไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ก็ต้องซื้อกลับมาเป็นของที่ระลึก

“ดิฉันทำการตลาดให้เป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ มีวางจำหน่ายเฉพาะที่คิง เพาเวอร์ เท่านั้น หมีโอ้ แบร์ มีแฟนคลับทั่วโลกเลยค่ะ เพราะความแปลกของมันแตกต่างจากตุ๊กตาหมีทั่วๆ ไป ที่มีทั้งขนตรง ขนหยิก ขนนิ่ม หรือขนโมแฮร์ แต่โอ้ แบร์ เป็นหมีไม่มีขนค่ะ ให้ความรู้สึกช็อกดี (บอกพร้อมเสียงหัวเราะ) ทำจากผ้าสีสันลวดลายจี๊ดจ๊าดสดใส บางตัวทำจากหนังสีน้ำตาลดูบุคลิกโหดๆ นิดๆ สร้างความแปลกตา มันจึงไม่ใช่แค่ของเล่นค่ะ เป็นของขวัญของที่ระลึกก็ได้ ของใช้ห้อยพวงกุญแจห้อยกระเป๋าก็ได้ โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และมียอดส่งขายไปออสเตรเลีย ไต้หวัน และแถบยุโรป” นพัฐห์ กล่าว

ตุ๊กตาหมีดังๆ ฝีมือคนไทยอีกตัว Bearbrick สีโมโนโทนขาวดำเพนต์ลวดลายบนลำตัวในสไตล์ศิลปะกราฟฟิตี้ ตัวนี้ชื่อว่า MMFK ผลิตลิมิเต็ด เอดิชั่น เพียง 500 ตัว สำหรับขายในเมืองไทย และอีก 100 ตัว สำหรับโกอินเตอร์ไปขายในญี่ปุ่น ทันทีที่เปิดขายทางออนไลน์ใช้เวลาเพียง 40 วินาที ขายได้หมดเกลี้ยง 200 ตัว อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็แน่นอนว่าตอนนี้ถ้าใครอยากครอบครองเจ้าหมีตุ๊กตาแบร์บริกรุ่นนี้ ก็ต้องตามหาในวงแคบเฉพาะกลุ่มคนเล่นเท่านั้น เพราะมันกลายเป็นของสะสมสมบัติผลัดกันชมราคาสูงไปแล้ว ปรชน สาธานนท์ เจ้าของตุ๊กตาหมีแบร์บริค MMFK บอกว่า ตุ๊กตาฝีมือเพนต์โดยศิลปินไทย ตั้ม-พฤษ์พล มุกดาสนิท ผู้ล่วงลับ ความเป็นที่ยอมรับในวงการสตรีทอาร์ตชั้นแนวหน้าทำให้ตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อเสียงไปด้วย

ปรชนนำตุ๊กตาหมีตัวนี้มาโชว์ในงานรวมพลหมีเซเลบที่ซีคอนสแควร์ เล่าว่า วันเปิดตัวขายตุ๊กตาหมีรุ่นลิมิเต็ด 500 ตัวในไทย ในงาน แบร์บริค เวิลด์ ไวด์ ทัวร์ เมื่อปีที่แล้วในห้างสยามเซ็นเตอร์ เป็นวันที่คนเยอะคึกคัก บรรยากาศวุ่นวายยิ่งกว่าวันเปิดขายรองเท้าอาดิดาสเสียอีก!

แล้วถ้าเข้าใจกันว่าตุ๊กตาหมีเป็นของเล่นเด็กๆ ผู้หญิงบุคลิกน่ารักอ่อนหวาน ก็คงไม่ใช่เจ้าตุ๊กตาตัวนี้แน่ๆ มันดีไซน์มาจากโมเดลเลโก้ คนชื่นชอบตุ๊กตาหมีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ หุ่นยนต์ ก็จะเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ แล้วยิ่งมีการ Collaborate กับศิลปินโด่งดัง แบร์บริก MMFK ชื่อเสียงก็ยิ่งกระฉ่อน

“ลายตุ๊กตาหมีมาจากตัวคาแรกเตอร์ ชื่อ Mr. Hell Yeah จุดเด่นอยู่ที่มีหนวดเฟิ้มขนสีดำทั้งตัว มีตาดวงเดียว ถ้าใครเป็นแฟนของ ตั้ม พฤษ์พล ก็จะคุ้นเคยกับลายนี้ วันเปิดขายใช้วิธีรับบัตรคิวแล้วจับสลากครับ ผมจำได้ว่าเป็นวันที่คนมารอซื้อแล้วกลับไปมือเปล่าไม่ได้ตุ๊กตาไปด้วย เยอะมากๆ เปิดตัวในราคา 3,000 กว่าบาท แต่ในเวลานี้ราคาวิ่งไปเรื่อยในราคา 5 หลักแล้ว

แบร์บริกเป็นของเล่นผลิตโดยบริษัท Medicom ประเทศญี่ปุ่น แต่มาบูมในเมืองไทยเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วนี้เอง ผมจำได้เลยครับว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเคยเห็นวางขายที่ตลาดคลองถม ตัวเล็กสุด 20 บาท ไม่มีใครสนใจซื้อมันเลย แต่ตอนนี้บางตัวมันวิ่งไปที่ 500 บาท แฟนๆ ผู้ที่ชื่นชอบมันก็คือ กลุ่มคนที่รักในวงการศิลปะกราฟฟิตี้ ชื่นชอบการแต่งกายในแฟชั่นสตรีทแวร์และเป็นแฟนคลับของตั้ม ทุกคนก็อยากได้กันทั้งนั้น MMFK 100 ตัวในญี่ปุ่นฝีมือดีไซน์ของศิลปินไทยคนนี้ ก็เป็นที่ต้องการและหายากเช่นกันครับ” ปรชน บอก

สำหรับแบร์เลิฟเวอร์ในงานนี้ยังมีตุ๊กตาหมีในดวงใจอีกหลายๆ ตัว ยกขบวนมาทั้ง โป กังฟูแพนด้า หมีจอมขี้เกียจริลัคคุมะ ชอบนอน ชอบการพักผ่อน หรือหมีฝั่งยุโรป พูห์ เท็ดดี้ แต่ละตัวล้วนมีประวัติที่น่ารักไม่แพ้กัน

ใครที่รักหมี เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความสุขแท้จริง

 

เซเลบรุ่นใหม่รวมใจช่วยสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2559 เวลา 16:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421673

เซเลบรุ่นใหม่รวมใจช่วยสังคม

โดย…ภาดนุ

คนเรามีโอกาสดีๆ ในชีวิตไม่เท่ากัน คนที่เกิดมาต้นทุนชีวิตสูงย่อมได้เปรียบกว่า เพราะสามารถสร้างโอกาสที่ดีหลายอย่างในชีวิตได้ ยิ่งถ้าพวกเขานำโอกาสดีๆ เหล่านี้มามอบให้ผู้ที่ด้อยกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับเซเลบนักบริหารรุ่นใหม่เหล่านี้ที่รวมตัวกันเพื่อมอบโอกาสดีๆ ในการช่วยเหลือผู้คนในสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นที่สุด

กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่รวมตัวช่วยสังคม

นพพล เตชะพันธ์งาม ทายาทและผู้บริหาร บริษัท สมพลเบดดิ้ง แอนด์ แมทเทรส อินดัสตรี (SPB) ในฐานะผู้อำนวยการกลุ่มเน็กซ์ซัส ประเทศไทย (Nexus Thailand) เล่าว่า กลุ่มเน็กซ์ซัส (Nexus) ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี 2011 โดยมีจุดมุ่งหมายในการให้ความรู้กับผู้ถือครองความมั่งคั่งรุ่นใหม่ (ทายาทธุรกิจต่างๆ ผู้รับมรดก หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ) ในการช่วยเหลือสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังมีด้านการลงทุนจัดตั้งหรือให้คำแนะนำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise หรือ SE) การลงทุนเพื่อสังคม (Impact Investing) และการบริจาคอย่างมีกลยุทธ์และตรวจวัดผลได้

“สำหรับกลุ่มเน็กซ์ซัส ประเทศไทย ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2013 ก็มีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน นั่นคือ การให้ความรู้กับผู้ถือครองความมั่งคั่งที่เป็นทายาทหรือเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ ในเรื่องของการช่วยเหลือสังคมสมัยใหม่ที่มีกลยุทธ์และสามารถตรวจวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยก่อนหน้านี้ผมและเพื่อนๆ ได้มีการทำงานอาสาสมัครผ่าน ‘เครือข่ายจิตอาสารุ่นเยาว์แห่งประเทศไทย’ (Thai Young Philanthropist Network หรือ TYPN) เครือข่ายที่ก่อตั้งขึ้นโดย เอด้า จิรไพศาลกุล ในปี 2009 อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา TYPN ได้ให้การสนับสนุนเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม (SE) เรื่องการให้ความรู้ผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งจัดกิจกรรมประกวดธุรกิจเพื่อสังคมเป็นครั้งแรกในเมืองไทยในปี 2010 ซึ่งตัวผมเองมีหน้าที่ช่วยดูแลการหาสมาชิกใหม่ๆ ให้กับ TYPN

ต่อมาเอด้าได้ไปเจอกับผู้ก่อตั้งเน็กซ์ซัสตอนไปฮ่องกง ทางเน็กซ์ซัสจึงถามว่าต้องการให้มีเน็กซ์ซัส ประเทศไทยมั้ย เอด้าเห็นว่าผมถนัดเรื่องนี้ จึงให้ผมรับหน้าที่ผู้อำนวยการเน็กซ์ซัส ประเทศไทย ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งเครือข่ายเน็กซ์ซัสจะมีอยู่ทุกทวีปทั่วโลก”

นพพล บอกว่า บทบาทหน้าที่ของเน็กซ์ซัสฯ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือ จัดการประชุมสุดยอด เน็กซ์ซัส ประเทศไทย (Nexus Thailand Youth Summit) ปีละ 1 ครั้ง โดยรูปแบบจะเป็นการเชิญชวนผู้ถือครองความมั่งคั่งรุ่นใหม่ให้มาเข้าร่วมสัมมนาเรียนรู้การช่วยเหลือสังคมสมัยใหม่

นพพล เตชะพันธ์งาม

 

“อย่างครั้งแรกเลย เราจัดเป็นบูธแคมป์ 2 วัน 1 คืน ที่หัวหิน วันแรกเริ่มต้นด้วยการบรรยายเรื่องปัญหาสังคมต่างๆ ที่ประเทศไทยและทั่วโลกเผชิญ ตามด้วยการให้ความรู้ว่าคนอื่นเขาทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมนั้นๆ ไปแล้วบ้างผ่านวิธีการต่างๆ กัน วันที่สองเป็นการเชิญชวนให้ผู้ทำ SE มาเจอกับสมาชิกกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ ซึ่งสมาชิกจะระดมความคิดมาช่วยต่อยอดหรือแก้ปัญหาธุรกิจ SE ให้

ที่จริงแล้วการเชิญชวนให้ทายาทและนักธุรกิจรุ่นใหม่มาร่วมกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ มีหลักเกณฑ์ในการเลือกพอสมควร คือ 1.ต้องมีความพร้อม ความรู้ ความสามารถ และความสนใจอย่างแท้จริงที่จะเข้าร่วมกลุ่ม 2.ต้องอายุไม่เกิน 40 ปี 3.มีระดับความมั่งคั่งส่วนบุคคลหรือของครอบครัวตามเกณฑ์ที่เน็กซ์ซัสฯ กำหนดไว้

ต้องบอกว่าเน็กซ์ซัสฯ ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือสังคมโดยตรง แต่มีหน้าที่ให้ความรู้ แรงบันดาลใจ และช่วยสร้างมิตรภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ ทรัพยากร และความต้องการที่จะสร้างความต่างในเชิงบวกให้กับสังคม ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสมาชิกของเราแต่ละคนจะตั้งโครงการอะไรขึ้นมา โดยบางคนอาจจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล บางคนจัดงานวิ่งการกุศล บางคนก็นำเอาทรัพยากรที่ครอบครัวตนเองมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม บางคนพร้อมที่จะลงทุนในกองทุน Impact Investing หรือบางคนก็มาช่วยเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้กับ SE”

ในฐานะที่เป็นทายาทและผู้บริหารบริษัทที่ธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับที่นอนและเครื่องนอน นพพลบอกว่า ที่ผ่านมาบริษัทของเขาได้บริจาคที่นอนและเครื่องนอนให้กับผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือผู้ด้อยโอกาสมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ เช่น ผู้ประสบอุทกภัยในไทย ผู้ประสบภัยไต้ฝุ่นที่ฟิลิปปินส์ และล่าสุดผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการทำแคมเปญธุรกิจร่วมกับการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไปด้วย

“ผมคิดว่าการช่วยเหลือสังคมเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่ทุกคนต้องมี การที่ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นมาได้  เพราะสังคมได้ให้โอกาสเราจนเรามีวันนี้ ดังนั้นเมื่อเราได้โอกาสที่ดีจากสังคมแล้ว เมื่อถึงเวลาเราก็ควรจะคืนโอกาสดีๆ นั้นให้กับสังคมเพื่อเป็นการตอบแทนบ้างเช่นกัน”

ทุนการศึกษาคือรากฐานของชีวิต

ด้าน ดร.ศิริภัทรา คูสุวรรณ ณ ระนอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เพิร์ล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ใน จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันเธอก็เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ เช่นกัน ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกของกลุ่ม เธอได้มอบทุนการศึกษาให้เด็กที่เรียนดีทั้งสายสามัญและสายอาชีพเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว แต่การได้เข้ามาในกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ ก็ได้ช่วยเปิดมุมมองความคิดให้กว้างขึ้น และสามารถทำอะไรได้มากกว่าการให้แค่ทุนการศึกษาเท่านั้น

“การช่วยเหลือสังคมที่ดิฉันทำมาตลอดมี 3 ด้านหลักๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา คือ ด้านแรก การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ซึ่งดิฉันจะเน้นช่วยคนที่ จ.ภูเก็ต เพราะเป็นบ้านเกิดที่ดิฉันเรียนตอนเด็กๆ และอีกที่หนึ่งก็คือประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดิฉันได้ไปศึกษาต่อ”

ดร.ศิริภัทรา เสริมว่า เด็กที่ได้รับทุนการศึกษานั้นมีช่วงอายุตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยต้องมีคุณสมบัติคือเรียนดี ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิออกซฟอร์ดไทย ฟาวเดชั่น (Oxford Thai Foundation) เพื่อจัดหาทุนการศึกษามอบให้กับนักศึกษาไทยที่ต้องการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่เธอเรียนจบมาด้วย โดยเน้นให้ทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท ซึ่งคุณสมบัติคือต้องเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มีคุณสมบัติเหมาะสม และเมื่อเรียนจบมาแล้วจะสามารถกลับมาทำงานและช่วยเหลือสังคมไทยต่อไปได้

ดร.ศิริภัทรา คูสุวรรณ

 

“ด้านที่สอง การให้ความรู้และการแนะนำอาชีพให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้พวกเขาขยันศึกษาหาความรู้เรื่องเรียน และค้นหาอาชีพของตัวเองในอนาคต อย่างนักเรียนที่ได้รับทุนจากดิฉันก็จะไม่ได้รับแค่ทุนการศึกษาอย่างเดียว นักเรียนบางคนที่พอจะรู้ว่าตัวเองอยากเรียนด้านไหนในระดับมหาวิทยาลัย ดิฉันจะพยายามช่วยให้เขาได้พูดคุยกับคนในสายอาชีพนั้นๆ เพื่อให้เขาเข้าใจในสายงานมากขึ้น และช่วยตัดสินใจในการเลือกวิชาเรียนต่อได้ อย่างธุรกิจที่ครอบครัวดิฉันทำมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานโรงแรมด้วย เราก็เปิดโอกาสให้เด็กที่สนใจงานด้านโรงแรมเข้ามาฝึกงาน เด็กที่มีความสามารถสูงและขยันจะได้รับค่าจ้างแบบฟูลไทม์เหมือนพนักงานประจำ ซึ่งเด็กเหล่านี้จะได้เงินจากการทำงานเพื่อไปใช้ในการเรียนต่อไป

ด้านที่สาม การนำความรู้ที่ดิฉันมีไปช่วยเหลือสังคม เนื่องจากดิฉันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของโรงเรียนสตรีภูเก็ต โรงเรียนประจำจังหวัดที่ดิฉันเคยศึกษาเมื่อสมัยมัธยมต้น ดิฉันจึงให้ทั้งคำแนะนำและใช้ความสามารถทางด้านธุรกิจและคอนเนกชั่นส่วนตัวมาช่วยหาทุนหรือทำโครงการต่างๆ เพื่อหารายได้ให้กับโรงเรียนด้วย เช่น ช่วยจัดการแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน เพื่อหาเงินสร้างอาคารกีฬาหลังใหม่ให้โรงเรียน หรือการให้คำแนะนำโรงเรียนประถมของดิฉันในการใช้พื้นที่โรงเรียนให้เป็นประโยชน์เพื่อหารายได้เสริมให้กับโรงเรียน เป็นต้น”

ดร.ศิริภัทรา ทิ้งท้ายว่า การที่เธอช่วยเหลือสังคมมาตลอดกว่า 10 ปี เป็นเพราะได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวซึ่งเป็นนักธุรกิจ โดยให้คิดเสมอว่าการที่ธุรกิจเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะคนในสังคม ฉะนั้นหากสามารถมอบโอกาสที่ดีกลับคืนให้สังคมได้ ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

กีฬาสร้างเด็กๆ ให้เติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพ

สำหรับ รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท พัฒนา สปอร์ต คลับ ซึ่งทำธุรกิจสนามกอล์ฟ สนามฟุตบอล และโรงแรมใน จ.ชลบุรี ภายใต้ธุรกิจกลุ่มไทยซัมมิท เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่อีกคนที่ทำธุรกิจไปพร้อมกับการช่วยเหลือสังคมด้วย รุจิรพรรณ บอกว่า การได้ทำธุรกิจสนามฟุตบอลขนาด 7,000 ที่นั่ง ทำให้เธอปิ๊งไอเดียในการขยายขอบเขตในเรื่องกีฬาที่นอกเหนือจากกอล์ฟ นั่นก็คือฟุตบอล เพื่อให้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพได้มากขึ้น

“ดิฉันเริ่มเข้าไปเป็นสมาชิกของเน็กซ์ซัสฯ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้น จึงรู้จักกับนพพล (ผู้อำนวยการกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ) และสมาชิกคนอื่นๆ ซึ่งก่อนที่จะมาเข้ากลุ่ม ดิฉันยังไม่มีโครงการช่วยสังคมเป็นของตัวเอง แต่มักจะชอบไปช่วยทำโครงการของเพื่อนๆ ซะมากกว่า พอดีว่าช่วงนั้นดิฉันสนใจกิจกรรมที่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ด้วยและช่วยสังคมได้ด้วยอยู่แล้ว การได้ไปเข้าร่วมสัมมนาและได้รับรู้ถึงรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อสังคม (SE) ไปด้วย ทำให้ดิฉันเริ่มสนใจศึกษาเพิ่มเติมและเรียนรู้ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทั้งสองทางนี้มากขึ้น

รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

 

ประกอบกับช่วงนั้นบริษัทเราได้เริ่มทำโครงการ ‘ฟุตบอล อุตสาหกรรม คัพ’ มาได้พักใหญ่ ดิฉันจึงนำแนวคิดและวิธีการของธุรกิจเพื่อสังคมมาผสมผสานในโครงการนี้ด้วย ซึ่งสนามฟุตบอลของเราอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมทางด้านตะวันออกของ จ.ชลบุรี เราเลยจัดการแข่งขันเป็นทัวร์นาเมนต์ขึ้นมา แล้วจึงชักชวนนักเตะจากทีมอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแข่งขันฟุตบอลกัน ซึ่งตอนจัดปีแรกทาง จ.ชลบุรี ก็ชอบไอเดียและให้เงินสนับสนุนมาก้อนหนึ่ง จากเริ่มต้นมีทีมเข้าแข่งขัน 16 ทีม ตอนนี้กลายเป็น 32 ทีม ซึ่งปีนี้ก็จัดมาเป็นปีที่ 6 แล้ว”

รุจิรพรรณ เสริมว่า ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบการแข่งขันทุกปี โดยเน้นความเป็นมืออาชีพมากขึ้นทั้งโค้ช กรรมการ และตัวนักเตะ จนตอนนี้มีการแบ่งการแข่งขันออกเป็นดิวิชั่น 1 ดิวิชั่น 2 และปีหน้าก็จะดีลกับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

“บริษัทอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักจะสนับสนุนพนักงานให้เป็นนักเตะอยู่แล้ว เพราะช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายและห่างไกลจากยาเสพติด ซึ่งหลายฝ่ายก็ได้ประโยชน์จากกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลนี้ร่วมกัน ปัจจุบันนี้เราจึงต่อยอดด้วยการนำเด็กมาฝึกเป็นนักกีฬาในทีมฟุตบอลคลับของเราเอง โดยก่อตั้งสโมสรพัฒนา เอฟซี ซึ่งมีเด็กที่มาฝึกเป็นนักเตะประมาณ 50 คน อายุ 13-17 ปี โดยร่วมกับโรงเรียนใน จ.ชลบุรี นำเด็กๆ มาฝึกฝน มีโค้ชสอน มีที่กินที่อยู่เสร็จสรรพ ผู้ปกครองก็แฮปปี้เพราะไม่ต้องห่วงว่าเด็กจะออกนอกลู่นอกทาง ทำไปทำมาปีที่แล้วเราชนะถึง 6 แชมป์ด้วยกัน ซึ่งมีแชมป์ระดับประเทศรุ่นอายุ 14 ด้วย”

รุจิรพรรณ ทิ้งท้ายว่า การทำเช่นนี้ก็เหมือนช่วยพัฒนาศักยภาพของฟุตบอลและนักเตะไทยไปในตัว ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นต้นแบบสโมสรฟุตบอลมืออาชีพของไทยได้ในอนาคต “ดิฉันมองว่าการช่วยเหลือสังคมของเราไม่ใช่แค่ว่าให้เงินไปแล้วก็จบ แต่เราอยากจะสร้างการพัฒนาให้พวกเขาก้าวไปสู่อาชีพไปพร้อมกันด้วย ดิฉันจึงอยากให้คนรุ่นใหม่หันมาเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าเป็นการให้ที่ยั่งยืนมากกว่าตัวเงินแน่นอนค่ะ”

 

สู้ภัยแล้งวิถีคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421320

สู้ภัยแล้งวิถีคนเมือง

โดย…พริบพันดาว ภาพ…คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอพี, เอเอฟพี

ฤดูร้อนครั้งใดก็ต้องเจอปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ความเป็นเมืองหรือวิถีเมืองจะถูกข้อครหาว่า มีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย จากสถิติพฤติกรรมการใช้น้ำของคนในเมืองคือ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ) ใช้น้ำกันไปเดือนละ 157-161 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคนกรุงเทพฯ ใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 200 ลิตร มากกว่าคนต่างจังหวัด หรือคนชนบท ใช้น้ำเพียงวันละ 50 ลิตร ถึง 4 เท่า

ปัจจุบันและหลายปีที่ผ่านมา การรณรงค์จากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการที่จะปลุกจิตสำนึกให้คนเมืองมีการใช้น้ำอย่างประหยัดก็ได้ผลขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเพาะแค่หน้าร้อนที่มีภัยแล้ง แต่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็พยายามใช้น้ำอย่างมีคุณค่ามากที่สุดอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งที่สร้างความเดือดร้อนให้ภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัด คนเมืองก็มีความตื่นตัวที่จะร่วมด้วยช่วยกัน ไม่รอคอยจนภัยแล้งมาถึงตัว จึงค่อยรณรงค์ประหยัดน้ำ

ประหยัดน้ำดีเด่นแนวทางการประปานครหลวง

การประปานครหลวง (กปน.) มีโครงการ “ช่วยราษฎร์ ช่วยรัฐ ช่วยประหยัดน้ำประปา” สำหรับผู้ใช้น้ำที่ประหยัดน้ำได้มากกว่า 10% และไม่ต่ำกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจะให้รางวัลเป็นส่วนลดค่าน้ำจำนวน 100 บาท (ขนาดมาตรไม่เกิน 1 นิ้ว) และจำนวน 200 บาท (ขนาดมาตร 1 ½ นิ้ว ขึ้นไป)

ในปี 2558 ที่ผ่านมา มีผู้ใช้น้ำให้ความร่วมมือประหยัดน้ำได้ตามเกณฑ์เป็นจำนวนถึง 428,819 ราย คิดเป็นเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 43,731,000 บาท และปริมาณน้ำที่ใช้ลดลงรวม 8,965,230 ลบ.ม. ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีในการประหยัดน้ำของคนกรุงเทพฯ

 

นอกจากนี้ กปน.ยังมีการแจกโล่รางวัลให้หน่วยงานราชการ องค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ ที่ประหยัดน้ำได้ถึงเกณฑ์ที่วางไว้ โดยในปี 2558 มีผลดังนี้ ประเภทอุตสาหกรรม 1.บริษัท คาราบาวตะวันแดง ลดการใช้น้ำลง 22.44% หรือ 4,778 ลบ.ม. ด้วยการนำน้ำในระบบการผลิต ปริมาณ 40% มารีไซเคิลเพื่อใช้ในการล้างขวด 2.บริษัท กระดาษสหไทย ลดการใช้น้ำลง 19.02% หรือ 6,844 ลบ.ม. โดยการนำน้ำในระบบการผลิตปริมาณ 60% มารีไซเคิลและใช้น้ำบาดาลร่วมด้วย 3.บริษัท ยูแทคไทย ลดการใช้น้ำลง 16.41% หรือ 9,838 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการนำน้ำในระบบการผลิตมารีไซเคิลมีการตรวจสอบการรั่วไหลและปรับลดแรงดันในส่วนพื้นที่ที่ไม่จำเป็น 4.บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) ลดการใช้น้ำลง 15.86% หรือ 15,511 ลบ.ม. โดยการใช้อุปกรณ์ก๊อกประหยัดน้ำ นำน้ำจากกระบวนการผลิตที่ยังสะอาดมารีไซเคิลใช้ล้างรถ ล้างกล่องใส่ไก่ที่เปื้อนสกปรก และ 5.บริษัท พัฒนาผ้าไทย ลดการใช้น้ำลง 15.06% หรือ 8,892 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการนำน้ำในระบบการผลิตปริมาณ 1,000 ลบ.ม. มารีไซเคิลและใช้น้ำบาดาลร่วมด้วย

ประเภทโรงแรม ภัตตาคาร และสถานบันเทิง 1.โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ลดการใช้น้ำลง 15% หรือ 3,997 ลบ.ม. ด้วยการการรณรงค์ให้พนักงานประหยัดน้ำโดยปิดป้ายประกาศตามจุดต่างๆ และได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยนเรศวรในการศึกษาวิจัยการประหยัดน้ำในองค์กร 2.สวิสโฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ กรุงเทพฯ ลดการใช้น้ำลง 13.73% หรือ 2,550 ลบ.ม. โดยการจัดอบรมเรื่องการประหยัดน้ำแต่ละแผนก นำน้ำใช้แล้วมารดต้นไม้ มีการซ่อมบำรุงระบบคูลลิ่ง ทาวเวอร์ และอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ รวมถึงตรวจสอบและเร่งแก้ไขรอยรั่วซึม 3.บริษัท เดอะมอลล์ บางกะปิ คอมเพล็กซ์ ลดการใช้น้ำลง 11.70% หรือ 2,511 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการมีมาตรการประหยัดน้ำควบคุมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ 4.บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป (เดอะมอลล์ บางแค) ลดการใช้น้ำลง 11.21% หรือ 3,823 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการนำน้ำที่ใช้แล้วในระบบกลับมารีไซเคิลอีกครั้ง และ 5.บริษัท เดอะมอลล์ ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์ (เดอะมอลล์ ท่าพระ) ลดการใช้น้ำลง 10.63% หรือ 2,907 ลบ.ม. โดยการตรวจสอบยอดน้ำทุกวัน ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำทุกจุด และกำหนดมาตรการประหยัดน้ำ โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมในแต่ละจุดการใช้น้ำ

ประเภทสถานศึกษา 1.โรงเรียนท่าอิฐศึกษา ลดการใช้น้ำลง 23.96% หรือ 1,246 ลบ.ม. ด้วยการรณรงค์ให้เด็กนักเรียนร่วมกันประหยัดน้ำและเปลี่ยนมาใช้ก๊อกประหยัดน้ำ 2.อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ลดการใช้น้ำลง 23.77% หรือ 358 ลบ.ม. โดยการเปลี่ยนมาใช้ก๊อกประหยัดน้ำ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก กปน. โดยโครงการช่างประปาเพื่อประชาชนช่วยเปลี่ยนก๊อกให้กับทางโรงเรียน 3.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ลดการใช้น้ำลง 20.95% หรือ 1,225 ลบ.ม. โดยการรณรงค์ประหยัดน้ำนำน้ำที่ใช้แล้วมาบำบัดเติมอากาศ และรดน้ำต้นไม้โดยใช้น้ำในสระน้ำพุ เป็นต้น 4.วิทยาลัยเทคโนโลยี สหะพาณิชย์ บริหารธุรกิจ ลดการใช้น้ำลง 19.88% หรือ 353 ลบ.ม. โดยการจัดตั้งโครงการประหยัดน้ำประจำวิทยาลัย และ 5.วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ลดการใช้น้ำลง 19.61% หรือ 636 ลบ.ม. โดยเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์รณรงค์ประหยัดน้ำ ขอความร่วมมือจากครูและนักเรียน และมีการใช้สปริงเคลอร์รดน้ำต้นไม้เป็นเวลา

ประเภทหน่วยงานราชการ มีวิธีในการลดการใช้น้ำรูปแบบเดียวกัน คือการรณรงค์ให้ประหยัดการใช้น้ำตามจุดต่างๆ พร้อมทั้งซ่อมบำรุงระบบท่อในหน่วยงานใต้สังกัด 1.กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ลดการใช้น้ำลง 27.98% หรือ 6,154 ลบ.ม. 2.สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ลดการใช้น้ำลง 17.26% หรือ 3,332 ลบ.ม. 3.กรมศิลปากร ลดการใช้น้ำลง 15.77% หรือ 2,749 ลบ.ม. 4.กรมช่างโยธาทหารอากาศ ลดการใช้น้ำลง 13.88% หรือ 39,369 ลบ.ม. และ 5.เรือนจำพิเศษธนบุรี ลดการใช้น้ำลง 10.01% หรือ 3,435 ลบ.ม.

หนึ่งในองค์กรประเภทสถานศึกษาที่ได้รับรางวัล วิโรจน์  จันทรมณี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน บอกว่า ทางวิทยาลัยฯ ก็มีการรณรงค์ตามนโยบายของภาครัฐอยู่แล้ว ซึ่งต้องการให้ประหยัดพลังงานในทุกเรื่องให้ได้ 10%

“ปกติแล้วที่วิทยาลัยก็มีอุปกรณ์ชำรุด ซึ่งทำให้น้ำรั่วไหลออกไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ทำการตรวจซ่อมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก๊อกน้ำ วาล์วน้ำ ท่อน้ำทั้งหมด ทุกจุดที่น้ำเกิดการรั่วไหลได้ บางทีเด็กนักเรียนใช้แล้วลืมปิดหรือปิดไม่สนิท ก็มีการเปลี่ยนจากก๊อกหมุนธรรมดาเป็นก๊อกที่เปิดปิดอัตโนมัติ ซึ่งทำให้เราลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ แล้วให้ฝ่ายอาคารต่างๆ ดูแลจุดรั่วต่างๆ ของท่อน้ำ ก๊อกน้ำ อย่างเข้มงวด มีการควบคุมแก้ไขและรายงานผลการตรวจสอบเป็นระยะ ผมคิดว่าจากการดำเนินการตรงนั้นก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำประปาลงไป”

สำหรับเด็กนักเรียนนักศึกษา วิโรจน์ ก็ชี้ว่าให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ สร้างความตระหนักและสร้างจิตสำนึกในเรื่องการรณรงค์ประหยัดน้ำ แล้วนำนิสัยเหล่านี้กลับไปใช้ที่บ้านด้วย

“ที่ผ่านมาวิทยาลัยก็สามารถประหยัดหรือลดค่าน้ำจากการใช้น้ำลงไปถึงกว่า 10% ก็น่าพอใจพอสมควร การลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ถือเป็นการประหยัดงบประมาณของวิทยาลัย และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไรให้ลดการใช้น้ำลงให้มากที่สุด ก็ทราบดีกันอยู่แล้วถึงวิกฤตขาดน้ำจากภัยแล้ง เราก็แจ้งเด็กตลอดในเรื่องการประหยัดน้ำ โดยเฉพาะการอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งเดือดร้อนน้อยหรือช้ากว่าคน
ต่างจังหวัด ซึ่งต้องใช้น้ำในภาคเกษตร รวมถึงน้ำกินน้ำใช้ที่ขาดแคลน เขาเดือดร้อนกว่าคนกรุงเทพฯ เยอะเลย เพราะฉะนั้นคนอยู่ในกรุงเทพฯ ที่สบายกว่าก็ต้องร่วมกันประหยัดน้ำในทุกเรื่อง มีจิตสำนึกที่จะต้องช่วยกันให้มากๆ”

กฎเหล็กและวิธีประหยัดน้ำแบบคนเมือง

กิจกรรมรวมพลังงานหาร 2 กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งทำโครงการประหยัดน้ำมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปีให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า ถ้าคนกรุงเทพฯ ใช้น้ำลดลงได้เหลือ 70 ลิตร/วัน กรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียว ซึ่งมีประชากรจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ก็จะประหยัดน้ำได้วันละ 1,300 ล้านลิตร ซึ่งก็มีวีธีประหยัดน้ำง่ายๆ ในวิถีชีวิตประจำวัน ดังนี้

สุขภัณฑ์รุ่นเก่าเมื่อเราชักโครกจะใช้น้ำมากถึง 20 ลิตร/ครั้ง แต่สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำจะใช้น้ำเพียง 6 ลิตร/ครั้ง ซึ่งการใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำจะสามารถประหยัดน้ำได้มากกว่าสุขภัณฑ์แบบเก่าประมาณ 3 เท่า

การติดตั้งอุปกรณ์เติมอากาศที่ก๊อกน้ำ จะช่วยเติมโอกาสในน้ำให้มีปริมาณมากแต่ใช้น้ำน้อย จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ร้อยละ 40-60

ชนิดของผงซักฟอกสามารถประหยัดน้ำในการซักผ้าได้ ควรเลือกใช้ผงซักฟอกที่เหมาะสม เพราะผงซักฟอกชนิดที่ใช้กับเครื่องซักผ้าจะมีฟองน้อย ซึ่งจะลดความเสียหายให้กับตัวเครื่อง และหากใช้
ผงซักฟอกที่มีฟองมากอาจต้องสิ้นเปลืองน้ำในการซักเพิ่มขึ้น

ควรรดน้ำต้นไม้ในช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ควรรดน้ำต้นไม้ในช่วงที่มีแดดจัดๆ เพราะจะทำให้เสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ ต้นไม้จะได้น้ำน้อยลง

ก๊อกน้ำประเทศไทยมีอัตราการไหลของน้ำเฉลี่ย 9 ลิตรต่อ 1 นาที ถ้าแปรงฟันคนละ 3 นาที เปิดก๊อกเต็มที่กว่าจะแปรงฟันเสร็จ เราจะใช้น้ำถึง 27 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณเท่ากับน้ำอัดลมกระป๋อง 83 กระป๋อง จึงควรปิดน้ำขณะแปรงฟัน

หากเปิดก๊อกน้ำทิ้งขณะล้างจานอาจเสียน้ำมากถึง 130 ลิตร น้ำจำนวนนี้สามารถใช้ประโยชน์ในการล้างรถได้ 1 คัน

สำหรับ 18 วิธีการประหยัดน้ำแบบปัจเจกบุคคลจากคำแนะนำของสำนักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.) และสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีมีดังนี้

1.ใช้น้ำอย่างประหยัด หมั่นตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำอย่างเปล่าประโยชน์

2.ไม่ควรปล่อยให้น้ำไหลตลอดเวลาตอนล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด และถูสบู่ตอนอาบน้ำ เพราะจะสูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์นาทีละหลายๆ ลิตร

3.ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนเวลาล้างมือ เพราะการใช้สบู่ก้อนล้างมือจะใช้เวลามากกว่าการใช้สบู่เหลว และการใช้สบู่เหลวที่ไม่เข้มข้นจะใช้น้ำน้อยกว่าการล้างมือด้วยสบู่เหลวเข้มข้น

4.ซักผ้าด้วยมือ ควรรองน้ำใส่กะละมังแค่พอใช้ อย่าเปิดน้ำไหลทิ้งไว้ตลอดเวลาซัก เพราะสิ้นเปลืองกว่าการซักโดยวิธีการขังน้ำไว้ในกะละมัง

5.ใช้สปริงเคลอร์หรือฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนการฉีดน้ำด้วยสายยางจะประหยัดน้ำได้มากกว่า

6.ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำไหลตลอดเวลาในขณะที่ล้างรถ เพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋องหรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตร ต่อการล้างหนึ่งครั้ง

7.ไม่ควรล้างรถบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความสิ้นเปลืองน้ำแล้ว ยังทำให้เกิดสนิมที่ตัวถังได้ด้วย

8.ตรวจสอบท่อน้ำรั่วภายในบ้าน ด้วยการปิดก๊อกน้ำทุกตัวภายในบ้าน หลังจากที่ทุกคนเข้านอน หรือเวลาที่แน่ใจว่า ไม่มีใครใช้น้ำระยะหนึ่ง จดหมายเลขวัดน้ำไว้ ถ้าตอนเช้ามาตรเคลื่อนที่โดยที่ยังไม่มีใครเปิดน้ำใช้ ก็เรียกช่างมาตรวจซ่อมได้เลย)

9.ควรล้างพืชผักและผลไม้ในอ่างหรือภาชนะที่มีการกักเก็บน้ำไว้เพียงพอ เพราะการล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำโดยตรง จะใช้น้ำมากกว่าการล้างด้วยน้ำที่บรรจุไว้ในภาชนะถึงร้อยละ 50

10.ตรวจสอบชักโครกว่ามีจุดรั่วซึมหรือไม่ ให้ลองหยดสีผสมอาหารลงในถังพักน้ำ แล้วสังเกตดูที่คอห่าน หากมีน้ำสีลงมาโดยที่ไม่ได้กดชักโครกให้รีบจัดการซ่อมได้เลย

11.ไม่ใช้ชักโครกเป็นที่ทิ้งเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทุกชนิด เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำจากการชักโครกเพื่อไล่สิ่งของลงท่อ

12.ใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น ชักโครก ฝักบัว ก๊อก และหัวฉีดประหยัดน้ำ เป็นต้น

13.ติดอุปกรณ์เติมอากาศที่หัวก๊อก เพื่อช่วยเพิ่มอากาศให้แก่น้ำที่ไหลออกจากหัวก๊อก ลดปริมาณการไหลของน้ำเพื่อช่วยประหยัดน้ำ

14.ไม่ควรรดน้ำต้นไม้ตอนแดดจัดเพราะน้ำจะระเหยหมดไปเปล่าๆ ให้รดตอนเช้าที่อากาศยังเย็นอยู่ การระเหยจะต่ำกว่า ช่วยให้ประหยัดน้ำ

15.อย่าทิ้งน้ำดื่มที่เหลือในแก้วโดยไม่เกิดประโยชน์อันใด ใช้รดน้ำต้นไม้ ใช้ชำระพื้นผิว ใช้ชำระความสะอาดสิ่งต่างๆ ได้อีกมาก

16.ควรใช้เหยือกน้ำกับแก้วเปล่าในการบริการน้ำดื่ม รวมถึงให้ผู้ที่ต้องการดื่มรินน้ำดื่มเอง และควรดื่มให้หมดทุกครั้ง

17.ล้างจานในภาชนะที่ขังน้ำไว้ จะประหยัดน้ำได้มากกว่าการล้างจานด้วยวิธีที่ปล่อยให้น้ำไหลจากก๊อกน้ำตลอดเวลา

18.ติดตั้งระบบน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเก็บและจ่ายน้ำตามแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไปสูบและจ่ายน้ำภายในอาคาร

 

ยอนมี ปาร์ก ชีวิตนี้ หลบหนี เพื่ออยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421246

ยอนมี ปาร์ก ชีวิตนี้ หลบหนี เพื่ออยู่รอด

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ หนังสือ In Order to Live

เราจะได้เรียนรู้ว่า ชีวิตของเรามีค่ามากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อเราได้รู้ได้เห็นว่ายังมีชีวิตของใครอีกหลายคนที่มีค่าน้อยกว่าสุนัขตัวหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่อย่างหิวโหย ไม่มีเสรีภาพ แม้กระทั่งจะคิดจะพูดจะทำอะไร ยังต้อง
ระแวดระวัง แม้กระทั่งเหล่านกและหนูก็ยังได้ยินเสียงกระซิบ

ช่วงชีวิตหนึ่งของ ยอนมี ปาร์ก ผู้ที่หลบหนีออกมาจากประเทศเกาหลีเหนือได้สำเร็จ ก็เคยเป็นเช่นนั้น และมันก็เป็นช่วงชีวิตที่เธอไม่อาจลบลืมได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปนั่งฟังเธอพูดถึงเรื่องราวชีวิตของเธอแบบย่นย่อที่งาน One Young World Summit ที่จัดขึ้นในประเทศไทย และได้พูดคุยกับเธอบ้างเล็กน้อยหลังจากเธอลงเวทีมาแล้ว หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ In Order to Live ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ (แปลเป็นไทยและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์)

(ซ้าย) ยอนมีและอึนมี (พี่สาวของยอนมี) เตรียมพร้อมสำหรับวันที่หิมะตก/(ขวา) อึนมีอายุ 5 ขวบ และยอนมีอายุ 3 ขวบ

 

บนเวที เธอบอกเล่าว่า เธอมาจากเกาหลีเหนือ ประเทศที่ถือได้ว่าล้าหลังมากที่สุดในโลก ผู้คนยากจน สู้ทนความเหน็บหนาว อดอยาก ล้มตาย ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีห้างสรรพสินค้า ฯลฯ “ฉันเกิดมาในครอบครัวเล็กๆ มีพ่อ แม่ และพี่สาวของฉัน สิ่งที่ฉันรู้ในตอนนั้น คือ ฉันอาศัยอยู่ในประเทศที่ดีที่สุดในโลก และศัตรูของประเทศเรา ก็พร้อมจะโจมตีเราอยู่ตลอดเวลา”

ในหนังสือของเธอ เธอได้บอกเล่าว่า ความรักที่แท้จริงที่เธอสามารถแสดงออกได้ในประเทศเกาหลีเหนือที่เธอเคยอยู่ นั่นคือ การบูชาคนตระกูลคิม ตระกูลของผู้นำเผด็จการที่ปกครองเกาหลีเหนือมา 3 รุ่น รัฐบาลปิดกั้นข้อมูลทุกอย่างจากโลกภายนอก วิดีโอ และภาพยนตร์ทุกเรื่อง และรบกวนสัญญาณวิทยุ ไม่มีเวิร์ด ไวด์ เว็บ และไม่มีวิกิพีเดีย หนังสือที่เรามีเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ประชากรครึ่งหนึ่งของเกาหลีเหนืออยู่อย่างยากจน และประชากรเป็นจำนวนมากเป็นโรคขาดสารอาหาร

“ที่ที่ฉันเคยอยู่ ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเกาหลีเหนือด้วยซ้ำ พวกเขาอ้างว่าตัวเองเป็นโชซัน เป็นประเทศเกาหลีที่แท้จริง เป็นสวรรค์สังคมนิยมที่คนจำนวน 25 ล้านคน มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรับใช้ผู้นำสูงสุด คิมจองอึน พวกเราหลายคนที่หนีออกมาได้เรียกตัวเองว่าผู้แปรพักตร์ เพราะว่าการที่เราปฏิเสธที่จะยอมรับชะตากรรมและยอมตายเพื่อท่านผู้นำ หมายความว่าเราได้ละทิ้งหน้าที่ของเราไป รัฐบาลนี้เรียกพวกเราว่ากบฏ ถ้าเราพยายามกลับไป เราจะถูกประหารชีวิต”

(ซ้าย) ยอนมีและอึนมีแต่งตัวพร้อมสำหรับหิมะ (ขวาบน) ภาพครอบครัวในเฮซัน (ขวาล่าง) ยอนมีและอึนมีในชุดที่เหมือนกัน

 

ย้อนกลับไปบนเวที One Young World Summit ยอนมี ได้บอกเล่าว่า เธอเกิดและอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเกาหลีเหนือ “ทุกค่ำคืน ฉันมักเห็นแสงสว่างที่ส่องมาจากทางประเทศจีน ฉันคิดอยากติดตามแสงสว่างนั้นไป เพราะที่บ้านของฉันไม่มีแสงสว่างอย่างนั้น ต่อมาฉันก็หนีเข้าไปในประเทศจีนได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันหนีออกมาเพื่อจะได้มีเสรีภาพ มีสิทธิมีเสียง เพียงแต่ฉันหนีออกมาเพื่อความอยู่รอด ตอนนั้นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสรีภาพคืออะไร”

ยอนมี เผยว่า ในปี 2007 ตอนที่เธออายุ 13 ปี เธอกับแม่ของเธอได้หนีเข้าประเทศจีนผ่านแม่น้ำยาลูที่เป็นเครื่องหมายแบ่งเขตแดนเกาหลีเหนือและจีน เมื่อเธอหนีเข้าประเทศจีนได้ สิ่งแรกที่เธอเห็น คือ แม่ของเธอปกป้องและเสียสละตัวเองให้ถูกข่มขืนแทนเธอ

“ฉันหนีจากความอดอยากของประเทศฉัน เพื่อจะได้มาเจอความโหดร้ายในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการค้ามนุษย์ เชื่อไหมว่าผู้หญิงจากเกาหลีเหนือกว่า 70% เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในจีน ฉันและแม่ของฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น แม่ของฉันถูกขายด้วยเงินเพียง 65 เหรียญสหรัฐ ส่วนฉันถูกขายไปด้วยเงินเพียง 260 เหรียญสหรัฐ ไม่น่าเชื่อว่าราคาค่าตัวของฉัน ซื้อโทรศัพท์ไอโฟนแม้เพียงเครื่องเดียวยังไม่ได้เลย”

(ซ้าย) เรียงจากซ้ายไปขวา อึนมี คุณปู่ และยอนมี (ขวาบน) ยอนมีและอึนมีบนเลื่อนหิมะ อายุประมาณ 2 ขวบและ 4 ขวบตามลำดับ (ขวาล่าง) ยอนมีแต่งตัวพร้อมสำหรับเล่นหิมะ อายุประมาณ 2 หรือ 3 ขวบ

 

ยอนมี บอกเล่าว่า นักค้ามนุษย์ในจีนขู่เธอว่า ถ้าเธอไม่ยอมถูกขาย เธอจะถูกส่งกลับไปยังประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งนั่นไม่มีทางเกิดขึ้นกับเธอเป็นแน่ เพราะตอนนั้นเธอหิวโหย และต้องการกินอาหารเพื่อความอยู่รอด

ในหนังสือ In Order to Live ยอนมี ได้บอกเล่าว่า เธอกับแม่ของเธอมีชีวิตที่ระหกระเหิน ต่อสู้ดิ้นรน มีความเป็นอยู่ที่ตกต่ำ หลบหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บช้ำทั้งกายใจ แต่เธอกับแม่ก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามในการตามหาพี่สาวของเธอที่หลบหนีออกมาก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าไปตกระกำลำบากที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ซึ่งทั้งคู่ต่างพยายามตามหา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จสักที

“ส่วนพ่อของฉัน ตลอดชีวิตของท่าน ท่านแอบค้าขายสินค้าจากเมืองจีน จนถูกจับเข้าคุก เมื่อออกจากคุกท่านก็ไม่ได้หลบหนีเข้ามาในจีนพร้อมกับเราสองคน แต่ก็หลบหนีเข้ามาได้สำเร็จ หลังจากหลบหนีเข้ามาได้ไม่กี่เดือน พ่อก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายโดยไม่ได้รับการรักษาเลย ในปี 2009 ตอนที่ฉันอายุ 15 ปี แม่และฉันได้รับการช่วยเหลือจากผู้เผยแพร่ศาสนาชาวคริสต์ให้หลบหนีข้ามชายแดนไปยังมองโกเลียที่ติดกับจีน จากตรงนั้นเราเดินข้ามทะเลทรายโกบีที่หนาวเหน็บ เกือบตายอยู่กลางทะเลทราย แต่ก็สามารถเข้ามาในประเทศเกาหลีใต้ในฐานะผู้ลี้ภัย ได้รับการเอาใจใส่ และได้รับการรับรองให้เป็นประชาชนเกาหลีใต้ได้สำเร็จในท้ายที่สุด”

(ซ้ายบน) ยอนมีกับวันเกิดครั้งแรกของเธอ (ซ้ายล่าง) ยอนมีอายุครบ 100 วัน (ขวา) ยอนมีตอนอายุ 2 ขวบ

 

ยอนมี บอกเล่าว่า การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศเกาหลีใต้ อาจไม่ได้ง่ายดายในตอนเริ่มต้น เธอไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการใช้ห้องน้ำ ไม่รู้ว่าสมาร์ทโฟนคืออะไร อินเทอร์เน็ตคืออะไร ไม่รู้แม้กระทั่งเมื่อมีคนมาถามเธอว่าสีที่เธอชอบคือสีอะไร เธอต้องการเป็นอะไรในอนาคต

“ฉันตอบไม่ได้เลย เพราะตอนที่อยู่ในเกาหลีเหนือ ไม่เคยมีใครถามฉันอย่างนี้ เพราะชีวิตของฉันในตอนนั้น ณ ที่แห่งนั้น ฉันถูกรัฐบาลกำหนดทุกอย่างมาให้ กำหนดว่าฉันจะเรียนอะไร ใส่เสื้อผ้าสีอะไร แต่อยู่ในเกาหลีใต้ ฉันมีเสรีภาพในการที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับตัวเอง ก่อนหน้านี้ชีวิตของฉันตกต่ำมากเสียจนไม่รู้ว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์คืออะไร สิ่งที่ฉันรู้คือความหิวโหย และถูกบีบบังคับ จนไม่รู้ว่าชีวิตเราสามารถดีขึ้นได้”

ในหนังสือ In Order to Live ยอนมี ได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างการเดินทางของเธอ เธอได้เห็นสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์สามารถทำต่อกันได้ แต่เธอก็ได้เห็นความอ่อนโยนและความเมตตากรุณาและความเสียสละที่เกิดขึ้นในสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดเท่าที่เราจะสามารถจินตนาการได้ด้วย เธอรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเพื่อให้เราได้อยู่รอด แต่เธอยังรู้อีกด้วยว่าประกายไฟของศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์นั้นไม่มีวันดับมอด และเมื่อมันได้รับออกซิเจนแห่งเสรีภาพและพลังอำนาจแห่งความรัก มันก็จะสามารถเติบโตขึ้นมาได้อีกครั้ง

พ่อแม่ของยอนมีในวันแต่งงานที่เปียงยาง เมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือ

 

เมื่อผมมีโอกาสได้ถามคำถาม ผมถามยอนมีไปสั้นๆ ว่า ทุกวันนี้ คุณสบายดีมั้ย เธอตอบผมกลับมาสั้นๆ เช่นเดียวกันว่า สบายดีค่ะ แม้ว่าก่อนหน้านี้ชีวิตของเธอจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่เพราะเธอมีความหวังอยู่ตลอดเวลา เธอจึงมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างเช่นทุกวันนี้

“ตอนที่ฉันมาถึงเกาหลีใต้ ฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ที่ไม่มีเงิน และมีการศึกษาเทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขให้ได้ในเกาหลีใต้ ฉันจึงพยายามเรียนหนังสือให้จบชั้นมัธยมศึกษา และ 5 ปีต่อมา ฉันก็เป็นนักศึกษาที่ได้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำในโซล และได้เรียนวิชาเอกการบริหารงานยุติธรรมทางอาญา อีกทั้งฉันยังได้มีโอกาสทำงานด้านอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น ได้เดินทางไปหลากหลายประเทศ ได้เรียนภาษาอังกฤษ ได้ออกรายการโทรทัศน์ เพื่อบอกเล่าเรื่องการหลบหนีจากเกาหลีเหนืออยู่หลายครั้ง และได้บอกเล่าเรื่องราวของฉันผ่านหนังสือ In Order to Live และในหลายๆ งานประชุม รวมทั้งฉันได้เจอพี่สาวของฉันที่เกาหลีใต้ในท้ายที่สุด”

หากการได้มีชีวิตอยู่อย่างมีอิสรภาพ ได้อยู่กับครอบครัว และมีชีวิตอยู่รอด เพื่อที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง สังคม และโลกใบนี้ คือพรอันประเสริฐ เชื่อแน่ว่า ยอนมี ปาร์ก และครอบครัวของเธอ ได้รับพรอันประเสริฐนั้นแล้ว และเส้นทางเดินต่อไปนับจากนี้ คงไม่มีช่วงเวลาที่เลวร้ายมากไปกว่านี้อีกแล้ว มันจะมีแต่สิ่งดีๆ ที่เฝ้ารอเธออยู่ ผมเชื่ออย่างนั้น

อึนมี แม่ และยอนมี กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งในโซล เกาหลีใต้ ในปี 2015

 

(ซ้าย) ยอนมีแถว 3 คนที่ 2 จากซ้าย และอึนมีแถว 2 ซ้ายสุด ในงานแต่งงานของคนในครอบครัวในชนบท (ขวา) ยอนมีอายุประมาณ 8 ขวบ ในเปียงยาง

 

ปกหนังสือ In Order to Live ฉบับภาษาไทย

 

(ซ้ายบน) ภาพครอบครัว ปี 1996 ยอนมีอายุ 3 ขวบ และอึนมีอายุ 5 ขวบ (ซ้ายล่าง) ยอนมีและครอบครัวในเฮซัน เมืองในเกาหลีเหนือที่อยู่ติดชายแดนจีน (ขวา) ยอนมีอายุประมาณ 4 ขวบ

 

(ซ้ายบน) พ่อของยอนมีในเปียงยางก่อนถูกจับ (ซ้ายล่าง) ยอนมีและพ่อก่อนที่พ่อจะถูกจับ (ขวา) ภาพสุดท้ายของพ่อที่ยอนมีและแม่ถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต

 

คว่ำโอกาสเป็นวิกฤต เมื่อราชวงศ์หมิงเปลี่ยนพ่อค้าเป็นโจรสลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421228

คว่ำโอกาสเป็นวิกฤต เมื่อราชวงศ์หมิงเปลี่ยนพ่อค้าเป็นโจรสลัด

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ช่วงราชวงศ์หมิงของจีนนั้นคาบเกี่ยวกับช่วงเริ่มต้นยุคล่าอาณานิคม เรื่องราวยุคราชวงศ์หมิงที่คุ้นหูชาวโลกกันดี คือเรื่องการเดินเรือของเจิ้งเหอ (ที่คนไทยรู้จักในชื่อ ซำปอกง) ขันทีที่นำกองสำเภาแห่งราชสำนักจีนขนาดมหึมาออกเดินทางแผ่ขยายอิทธิพลไปถึงทวีปแอฟริกา บางคนอ้างว่ากองเรือของเจิ้งเหอไปถึงอเมริกาก่อนขบวนของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ถึง 87 ปี

ไม่ว่าเรื่องเจิ้งเหอไปถึงอเมริกาจะจริงหรือไม่ แต่เนื้อหาที่คุ้นหูนี้ทำให้เราเห็นบรรยากาศของโลกในยุคราชวงศ์หมิง ซึ่งก็คือบรรยากาศการเริ่มต้นแสวงหาดินแดนใหม่และการเดินทางค้าขายข้ามมหาสมุทร ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดพลิกผันประวัติศาสตร์โลก

พูดให้เจาะจงเวลาขึ้นอีกนิดก็คือว่า ปลายราชวงศ์หมิงตรงกับจุดเริ่มต้นของยุคล่าอาณานิคมและจีนก็เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้านี้ จีนคือตลาดการค้าใหญ่ของโลก จำนวนประชากรจีนในราชวงศ์หมิงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจมั่นคง บ้านเมืองสงบขึ้น สงครามลดลง และยุคสมัยแห่งการเดินเรือทั่วโลก ทำให้การค้าขายทั้งในประเทศและกับต่างประเทศเติบโตรวดเร็วจนมีปัญหาขาดเงิน

ก่อนยุคที่ตลาดการค้าโลกมีระบบการเงินสมัยใหม่ เงินตราใช้แร่เงินและทองคำเป็นหลัก แร่เงินและทองคำต้องขุดขึ้นมาจากเหมือง เมื่อ(แร่)เงินซึ่งเป็นแร่หลักในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าในจีนฝืด จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

และถ้าจะให้ในประเทศมีเงินหมุนเวียนมากพอ ย่อมหลีกไม่ได้ที่จะต้องค้าขายกับต่างชาติ จีนจึงปิดประเทศไม่ได้ การค้าขายกับต่างชาติไม่พ้นจะต้องมีสินค้าไปแลกเปลี่ยน สินค้าที่ขึ้นชื่อลือชาของจีนมีทั้งผ้าไหม ใบชา และเครื่องเคลือบ ซึ่งมาโคโปโลได้เป็นพรีเซนเตอร์โปรโมทผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กับฝั่งยุโรปมาก่อนหน้านี้นับร้อยปีแล้ว

ผลก็คือสินค้าจีนกระจายทั่วโลก ชาวฟิลิปปินส์มีผ้าไหมสวมใส่ ชาวยุโรปมีเครื่องเคลือบลายครามใช้ สถานการณ์ไม่ต่างกับปัจจุบัน ที่หันไปทางไหนก็เจอ Made in China

ในทางกลับกัน จีนก็นำเข้าสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศหรือไม้มีค่าต่างๆ จากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สยาม การค้ายุคนี้จึงเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง

ยิ่งการค้าขายแลกเปลี่ยนมีมาก สินค้าและผลิตภัณฑ์ก็พัฒนามาก สถานการณ์ทุกอย่างดูดี

เฟอร์นิเจอร์ไม้สมัยราชวงศ์หมิงที่เป็นที่นิยมของนักเล่นของเก่า ส่วนหนึ่งก็ผลิตมาจากไม้เนื้อดี ซึ่งนำเข้าจากอุษาคเนย์

แต่สำหรับแร่เงิน ซึ่งจีนต้องการนำมาใช้เป็นสื่อกลางการค้าขาย กลับต้องพึ่งพาแหล่งแร่เงิน ซึ่งในยุคนั้นมีอยู่ไม่กี่ที่ หนึ่งคือญี่ปุ่น และอีกหนึ่งอยู่ที่ดินแดนโลกใหม่-ละตินอเมริกา ซึ่งยุโรปเข้าเพิ่งเข้าไปตั้งรกราก

เส้นทางที่ชาวสเปน โปรตุเกส และฮอลันดา นำแร่เงินมาแลกเปลี่ยนสินค้า มีทั้งเริ่มจากทวีปอเมริกา ไปสู่ทวีปยุโรป อ้อมข้ามแอฟริกา อินเดีย ช่องแคบมะละกา มาถึงจีน หรือส่งตรงจากทวีปอเมริกาโดยสำเภาฟิลิปปินส์ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกตรงมาที่ฟิลิปปินส์ แล้วเข้าสู่จีน

ทั้งหมดวิ่งเข้าสู่ดินแดนแห่ง Demand และ Supply-อาณาจักรจีน ต่างประเทศได้สินค้า จีนได้เงินมาใช้หมุนเวียนเศรษฐกิจที่โตวันโตคืน

หลายคนจินตนาการว่าสินค้าที่จีนยุคนั้นเป็นสินค้าราคาแพง เช่น เครื่องเคลือบชั้นดีและผ้าไหม แต่เอาเข้าจริงแล้วกฎของการค้าอยู่เหนือคำโฆษณา สำหรับอาณาจักรจีนเองแล้ว สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าต้นทุนต่ำ ผลิตได้มากมาย โดยมีความแปลกใหม่เป็นคุณภาพ

ต้นทุนต่ำเพราะจีนพัฒนาระบบและเทคนิคการผลิตสินค้าเหล่านี้มาเนิ่นนาน และราชสำนักตั้งใจผลิตเพื่อทำเงินให้กับอาณาจักร

อันที่จริงสินค้าเหล่านี้ในจีนผลิตโดยชาวบ้านจีน ซึ่งผลิตใช้กันเองอยู่แล้ว

แต่ระบบการค้ากับจีนกลับไม่เป็นไปตามธรรมชาติของตลาด ราชสำนักจีนกำหนดให้การค้าขายกับต่างประเทศต้องผูกขาดขึ้นตรงกับราชสำนักเท่านั้น

ราชสำนักจีนใช้ความคิดเดิมๆ ในการค้าขาย ไม่ทันได้ปรับตัวกับโลกสมัยใหม่ นั่นคือยังเห็นว่าการค้าขายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจและการอุปถัมภ์

ซึ่งนั่นคือ ระบบจิ้มก้องจีนรับสินค้าและเงินทองจากต่างประเทศในรูปแบบบรรณาการ โดยให้นานาประเทศที่เข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้า ต้องยอมรับความยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรจีนก่อนว่าเป็นพี่ใหญ่ แล้วค่อยจ่ายคืนแต่ละประเทศเป็นสินค้าจากจีนค้าขายด้วย สำแดงอำนาจไปด้วย

ทั้งที่จริงๆ บรรดาต่างประเทศต่างมีวัตถุประสงค์ที่รู้กันอยู่ในใจ ว่านี่คือการค้าขายเท่านั้น หลายๆ ครั้งเรือที่อ้างว่ามาถวายบรรณาการจากประเทศนั้นประเทศนี้ ก็เป็นเรื่องพ่อค้าอิสระที่แอบอ้างลักลอบมาทำกำไรดีๆ นี่เอง

เมื่อติดภาพการค้าผูกกับอำนาจเดิมๆ การตัดสินใจให้ต่างประเทศค้าขายกับตนจึงยังผูกติดอยู่กับมุมมองเก่าๆ ไม่เพียงแต่กลัวผลประโยชน์ติดกระจายหลุดลอยไปสู่ชาวบ้าน ยังกลัวอำนาจการยอมรับหดหายไปด้วย

ราชสำนักร่ำรวยๆ เอา ในขณะที่ชาวบ้านริมฝั่งทะเลเห็นโอกาสข้ามหน้าข้ามตาไปอย่างน่าเสียดาย ของซื้อของขายได้เห็นๆ ทำไมจะต้องผ่านราชสำนัก บวกกับความเข้มงวดในการควบคุมชายฝั่ง ออกกฎห้ามชาวบ้านเข้าใกล้ชายทะเล ป้องกันการค้าขายสมคบคิดกับต่างชาติ ชาวบ้านริมทะเลจึงยิ่งไม่มีอะไรจะกิน

ชาวบ้านย่อมมีภูมิปัญญาจะชั่งตัววัดโอกาสและความเสี่ยง เมื่อโอกาสมาถึง และความเสี่ยงฝืนกฎเกณฑ์ยังพอมีทางรอด แล้วทำไมจะไม่ลองเสี่ยงดู

บรรดาชาวเรือจีน จึงหันไปเป็น “โจรสลัด” เป็นโจรสลัดที่เกิดจากความต้องการค้าขายกับต่างชาติโดยตรง ไม่ต้องผ่านการกดขี่ปิดประตูจากราชสำนัก เป็นโจรสลัดเพราะอยู่ใกล้ทะเลแท้ๆ แต่ถูกห้ามประกอบอาชีพที่อาศัยทะเล เป็นโจรสลัด เพราะราชสำนักปิดกั้นโอกาส มิใช่เพราะสันดานบ้าคลั่งอยากเป็นโจร

ปลายราชวงศ์หมิง ราชสำนักจึงต้องเผชิญภัยโจรสลัดที่เพิ่มขึ้นมากมาย เป็นภัยซึ่งมองให้ดีแล้วเป็นภัยที่สร้างขึ้นมาจากการฝืนกระแสโลกเสียเอง (ประวัติศาสตร์ชาตินิยมมักเรียกโจรสลัดพวกนี้ด้วยคำว่าโจรสลัดญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วในช่วงปลายราชวงศ์หมิง โจรสลัดส่วนใหญ่กลับเป็นชาวจีนที่ทยอยผันตัวไปเป็นโจรสลัดเองนี่แหละ)

เมื่อโลกเปลี่ยนไป แต่โครงสร้างอำนาจไม่เปลี่ยนตาม ยึดติดอยู่กับความยิ่งใหญ่และอำนาจแบบโบราณ ไม่เข้ามาบริหารจัดการแนวทางใหม่ของโลก แต่กลับฝืนกระแส โอกาสจึงเปลี่ยนไปเป็นวิกฤต

ชาวบ้านที่อยู่ริมทะเลที่มีโอกาสผันตัวมาเป็นพ่อค้าเพื่อมาเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนอาณาจักรจีนเข้าสู่โลกยุคใหม่ จึงต้องกลายเป็นโจรสลัด และราชวงศ์หมิงก็ขาดฟันเฟืองตัวหนึ่งที่จะยืดอายุราชวงศ์ออกไป ปัญหาโจรสลัดกลายเป็นปัญหาหนึ่งที่ผลาญทรัพยากรราชวงศ์หมิงสิ้นเปลือง เร่งราชวงศ์หมิงล่มสลาย ขณะที่การขยายตัวของชนชั้นพ่อค้าในดินแดนแถบยุโรปทำให้สังคมยุโรปเร่งฝีเท้าแซงหน้าอย่างกู่ไม่กลับ

นี่ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดที่ล่มราชวงศ์หมิง หรือทำให้อาณาจักรจีนหยุดการพัฒนา และจะว่าไปแล้วหากย้อนเวลากลับไปก็ใช่จะเปลี่ยนพลิกวิธีการคิดของราชสำนักจีนได้โดยง่าย (เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อเปลี่ยนแปลง) แต่นี่แหละคือคุณประโยชน์ของการหันมองประวัติศาสตร์ ว่าวันนี้เรามีอะไรคล้ายกันหรือไม่

ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กรรมวิธีกระจายความมั่งคั่งและอำนาจเปลี่ยนไปไวกว่าตัวบทกฎหมาย ทัศนคติของกฎเกณฑ์หรือการบริหารที่ไม่ปรับไปตามโลกที่เปลี่ยน จึงเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การหยุดพัฒนา แต่คือการฉุดการพัฒนา และจะคว่ำโอกาสเป็นวิกฤต

 

ไพโรจน์ วัฒนวโรดม พักกาย พักใจ สร้างไอเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421111

ไพโรจน์ วัฒนวโรดม พักกาย พักใจ สร้างไอเดีย

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างกลุ่มควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) ขยายฐานตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางล่าง และบุกหนักตลาดที่อยู่อาศัยต่างจังหวัดค่อนข้างมาก จนกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดยักษ์ใหญ่รายนี้เติบโตด้วยสินค้าเซ็กเมนต์ดังกล่าว จากอดีตที่คิวเฮ้าส์จะเติบโตด้วยที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ หรือบ้าน-คอนโดหรูเป็นหลัก

ไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คอนฟิเด้นซ์ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ หนึ่งในทีมผู้บริหารที่ปลุกปั้นแบรนด์ “เดอะ ทรัสต์” เพื่อลุยตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบระดับกลางล่าง และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการทำตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัดให้กับกลุ่มคิวเฮ้าส์มายาวนาน เล่าให้ฟังว่า การทำตลาดต่างจังหวัดถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะในหลายจังหวัดที่เรียกได้ว่าเป็นตลาดปราบเซียน แต่การทำการบ้านอย่างหนัก ศึกษาตลาดอย่างละเอียด จะเป็นคีย์สำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันมีโครงการที่ต้องดูแลอยู่ในมือ 32 โครงการ ภายใต้ 3 แบรนด์หลัก คือ เดอะ ทรัสต์ เดอะ พ้อยต์ และคาซ่า แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 4 โครงการ โครงการบ้านแนวราบกรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 โครงการ โครงการคอนโดมิเนียมต่างจังหวัด 6 โครงการ และโครงการบ้านแนวราบต่างจังหวัด 9 โครงการ ซึ่งในตลาดต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเน้นจังหวัดท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ เช่น ชะอำ หัวหิน และจังหวัดที่มีแหล่งงานขนาดใหญ่อย่างนิคมอุตสาหกรรมในชลบุรีและระยอง

 

ไพโรจน์ กล่าวว่า การทำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะตลาดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือตลาดต่างจังหวัด ด้วยการแข่งขันกันรุนแรงและต้องปรับตัว คิดหาอะไรใหม่ๆ ซึ่งการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ จะช่วยทำให้เกิดไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ ได้ โดยสถานที่โปรดหรือมุมโปรดที่ จะช่วยทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานสำหรับตัวเองแล้วมี 2 แบบด้วยกัน คือ สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน

ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง จะเน้นการพักกาย พักใจ พักสมองไปกับธรรมะ การได้สวดมนต์ไหว้พระ หรือไปทำบุญ เหมือนเป็นการรีแลกซ์ และรีเฟรชให้ตัวเอง เมื่อกายสงบ ใจสงบ สมองก็จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกับเห็นแนวทางในการแก้ปัญหา รวมถึงค้นพบวิธีการ แนวทาง หรือไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน

การเดินทางไปยังสถานที่ที่ช่วยให้พักกาย พักใจ พักสมองได้ จะไปพร้อมครอบครัว เพราะนอกจากจะได้ผ่อนคลายกับบรรยากาศของสถานที่ที่ไปแล้ว ยังถือเป็นการใช้เวลาพักผ่อนร่วมกับครอบครัว ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้พูดคุยกัน ได้ให้กำลังใจ และได้รับกำลังใจตอบกลับมาจากคนในครอบครัว ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากปัญหาต่างๆ ที่ได้เจอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังสำคัญในการเดินหน้าต่อไป

 

ส่วนการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน จะใช้วิธีไปพบปะพูดคุยพร้อมอัพเดทงานกับทีมงาน ทุกๆ โครงการในทุกๆ สัปดาห์ มีการเชียร์อัพทีมงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะไม่ได้เพียงกระตุ้นให้เกิดการทำงาน แต่ยังเหมือนให้กำลังใจกับทีมงานด้วย รวมถึงให้คำแนะนำ คำปรึกษาในการทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และวิธีการทำงานใหม่ๆ ระหว่างกัน ในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันนี้จะทำให้ทีมงานได้ไอเดียใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาศักยภาพในการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อแนะนำในการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการคิดงานหนักๆ ในแต่ละสัปดาห์ แต่ละคนต่างมีกิจกรรมที่ชอบ บางคนอาจจะชอบนั่งพักชมธรรมชาติ บางคนเลือกที่จะพักผ่อนจากการเล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ตามแต่ที่ถนัด แต่ทุกคนควรจะมีการรีเฟรชตัวเองเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน เหมือนเป็นการชาร์จพลังให้กับตัวเอง เพื่อที่จะได้มีพลังใหม่ๆไอเดียใหม่ๆ ในการทำงานต่อไป

 

อิ่มอร่อยสุดประหยัด (ย่าน) อาหารโดนใจมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421109

อิ่มอร่อยสุดประหยัด (ย่าน) อาหารโดนใจมนุษย์ออฟฟิศ

โดย…กองบรรณาธิการ

ในยุคข้าวยากหมากแพง ไม่ว่าจะหยิบจับจ่ายอะไรสักอย่างก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีว่าจะคุ้มค่าเงินไหม สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว หนึ่งในค่าใช้จ่ายสำคัญก็คงจะเป็นค่าอาหารกลางวัน (บางคนพ่วงมื้อเช้า บ่าย และค่ำมาด้วย) ซึ่งต้องใช้ต้องกินกันทุกวัน เฉพาะค่าอาหารอย่างเดียวก็เป็นตัวเลขมากโข ถ้าประหยัดในส่วนนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดี แต่ถึงจะต้องประหยัดแค่ไหน อาหารก็ควรจะรสชาติดีและมีปริมาณมากพอให้อิ่มท้องด้วย

นั่นเองทำให้ย่านออฟฟิศทั้งหลายจึงมีร้านอาหารมากมายผุดขึ้นมาคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นร้านห้องแถว ศูนย์อาหาร ตลาดนัดรถเข็น แผงลอย ฯลฯ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม ถ้าได้ชื่อว่าอร่อย ถูก และดีแล้ว พลังมนุษย์ออฟฟิศจะทำให้ร้านหรือย่านนั้นคึกคักขายดิบขายดีไปในทันใด และไม่ได้มีเพียงแต่คนในออฟฟิศละแวกใกล้เคียงที่ไปอุดหนุน แต่ย่านของกินถูกและดีเหล่านั้นจะมีผู้คนทั่วไปจากทั่วสารทิศแวะเวียนไปฝากท้องเสมอ

อาหารถูกปากราคาถูกใจ ในย่านช็อปปิ้ง

ตรอกเล็กๆ ติดกับโรงภาพยนตร์สยามสกาลา คือ แหล่งรวมร้านอาหารราคาถูก ที่ตั้งอยู่ใจกลางสยามสแควร์ที่อยู่มาคู่กับโรงภาพยนตร์มายาวนาน ในช่วงเที่ยงวันยันบ่ายแก่ๆ มักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เข้ามารับประทานอาหารกันอย่างหนาตา ที่นี่จึงเป็นดั่งอู่ข้าวอู่น้ำของมนุษย์เงินเดือน ที่ไม่อยากจ่ายค่าอาหารมากเกินความจำเป็น

ภายในตรอกเล็กๆ มีร้านอาหารเรียงรายทอดยาวไปตามแนวทางเดิน มีของกินหลากหลายให้เลือกซื้อ ซึ่งจะเป็นลักษณะของร้านอาหารจานเดียวง่ายๆ ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเงินในกระเป๋า เหมาะกับวิถีของคนวัยทำงานที่มีช่วงเวลาอันเร่งรีบ โดยร้านอาหารที่พบส่วนใหญ่ก็มักเป็นร้านข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ขาหมู ฯลฯ

 

และแน่นอนว่าราคาอาหารตรงนี้เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่รายรอบในย่านสยามต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แม่ค้าขายข้าวแกงรายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า ป้าขายข้าวแกงมานานกว่า 40 ปีแล้ว และร้านข้าวที่นี่ก็มีขายมานานพอๆ กับโรงภาพยนตร์สยามสกาลา ซึ่งจะเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่จันทร์-เสาร์ และหยุดทุกวันอาทิตย์ โดยคนที่เข้ามากินที่นี่มีทั้งพนักงานบริษัท พนักงานในห้าง นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งคนทั่วไป

“เมนูที่ป้าขายก็เป็นข้าวแกง 1 อย่าง ราคาจานละ 35 บาท 2 อย่าง ราคา 40 บาท คือเพิ่มกับข้าวเป็นอย่างละ 5 บาท เริ่มขายกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ไปจนถึง 5 โมงเย็น ขายกันในราคาทั่วไปไม่แพง ซึ่งมันเป็นราคาปกติทั่วไปที่เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย พนักงานส่วนมากจึงมักเข้ามาซื้อข้าวแล้วนั่งกินกันตรงนี้ หรือบางคนก็ห่อใส่กล่องนำกลับไปกินข้างนอก”

มนัชญา บุญเรื่อง พนักงานธนาคารสาขาในห้างหรู หนึ่งในขาประจำย่านนี้เล่าให้ฟังว่า ร้านอาหารในห้างนั้นราคาแพง แม้จะเป็นฟู้ดคอร์ทราคาก็ยังคงสูงอยู่ จึงเลือกมากินข้าวที่นี่มากกว่า

 

“มากินข้าวที่นี่เกือบทุกวัน บางวันถ้าไม่มีเวลาก็สั่งให้แม่บ้านมาซื้อเข้าไปให้กินในห้องพักของพนักงานที่ธนาคารตอนช่วงพักเบรก ส่วนใหญ่ก็กินข้าวราดแกงง่ายๆ เพราะเรามีเวลาจำกัด จะให้ซื้อข้าวในห้างกินทุกวันก็คงไม่ไหว มีร้านข้าวตรงนี้ทำให้พอช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้”

เช่นเดียวกับ รุ่งนภา แสนแข็ง พนักงานธนาคารในห้างหรูอีกคนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน บอกว่า “ยิ่งทำงานในห้าง ก็ยิ่งต้องเซฟค่าใช้จ่ายให้มากกว่าที่อื่น เพราะสภาพแวดล้อมแบบนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจที่พร้อมจะดึงดูดให้เราต้องเสียเงินไปกับมันโดยเฉพาะอาหารการกิน

“ร้านแพงๆ ไม่ใช่ว่าไม่กินนะ ก็กินบ้างนานๆ ครั้ง แต่จะให้มานั่งกินฟู้ดคอร์ท จานละ 60-70 ในห้างทุกวันมันก็ไม่ไหว ร้านข้าวตรงข้างสยามสกาลามันจึงไม่ใช่แค่ร้านทางเลือก แต่มันคือร้านอาหารหลักของพนักงานอย่างเราก็ว่าได้ รวมไปถึงมนุษย์เงินเดือนหลายคนก็มักจะมากินข้าวที่นี่กัน เพราะมีราคาไม่แพง”

อีกย่านอยู่ไม่ไกลกันคือ หลังวัดปทุมวนารามหรือถนนหน้าโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ถือเป็นอีกแห่งที่มีร้านอาหารราคาถูกให้เลือกซื้อ บริเวณนี้อยู่ท่ามกลางตึกสูง แวดล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าเลื่องชื่อ มีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว รวมถึงอาหารอีสาน ลาบ น้ำตก ส้มตำ และไก่ย่าง อาหารพื้นฐานง่ายๆ ตามแบบฉบับของร้านค้าริมทางทั่วไป

 

ปูนิ่ม จูมงคล หนึ่งในผู้ประกอบการร้านอาหารเล่าว่า ขายผัดไทยและอาหารตามสั่งมานานกว่า 10 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานในห้าง และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา โดยจะเริ่มขายตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปจนถึงตอนเย็น มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 500-1,000 บาท ซึ่งร้านค้าริมทางในบริเวณนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

“ลูกค้าเข้ามากินส่วนมากจะเป็นพนักงานที่อยู่ในห้าง ราคาเมนูอาหารหากเทียบกับในห้างก็ถือว่าไม่แพง ซึ่งจะตกอยู่ที่เมนูละ 40-50 บาท โดยช่วงที่ผู้คนคึกคักจะเป็นช่วงกลางวัน โดยเฉพาะในตอนเที่ยง ที่นี่เราจะเปิดขายกันทุกวันตั้งแต่ช่วงสาย ไปจนถึงตอนเย็น หรือบางคนก็ตั้งร้านขายตอนกลางคืนก็มี สลับสับเปลี่ยนกันไปตามที่แต่ละคนสะดวกมาตั้งร้าน”

พ่อค้าส้มตำ-ไก่ย่างรายหนึ่งกล่าวว่า จุดเด่นของร้านอาหารริมทางหน้าโรงเรียนวัดปทุมฯ คือ ตั้งอยู่ติดห้างสรรพสินค้าจึงสะดวกในการเดินมาเลือกซื้อและรับประทานอาหาร ซึ่งจะทำให้คนที่มาเดินในห้างหรือคนทั่วไปที่ผ่านเข้ามามีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากขึ้น

“ผมเปิดร้านขายไก่ย่างส้มตำที่นี่ทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนเย็น มีทั้งเมนูไก่ย่าง ไส้กรอก แหนม ข้าวเหนียว ส้มตำ ตามแบบฉบับอาหารอีสาน ซึ่งร้านเล็กๆ ตรงนี้เราขายกันในราคาทั่วไปที่ไม่แพงมาก ลูกค้าส่วนใหญ่นอกจากจะมาจากในห้างแล้ว ยังมีนักเรียนและครูในโรงเรียนในช่วงเวลาพักเที่ยง หรือหลังเลิกเรียน”

 

พนักงานฝ่ายขายรายหนึ่งในห้างดังย่านนั้นกล่าวว่า สาเหตุที่เลือกรับประทานที่นี่เป็นประจำเนื่องจากสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าศูนย์อาหารในห้าง หรือบางครั้งก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้าง เลยถือโอกาสแวะซื้อข้าวกลับเข้ามานั่งทานด้วย

“ผมทานข้าวที่นี่เป็นประจำทุกวัน เพราะศูนย์อาหารในห้าง มีราคาค่อนข้างแพง และอยู่คนละฝั่งกับที่ผมทำงานอยู่ ซึ่งเดินมาตรงนี้จะใกล้กว่า ในที่ทำงานจะมีห้องทานอาหารไว้ให้สำหรับพนักงาน ซึ่งบางครั้งก็เดินมาซื้อแล้วนำกลับไปทานข้างใน หรือถ้ามีเวลาพักนาน ก็นั่งทานตรงนั้นเลย แล้วแต่ความเหมาะสมของช่วงเวลาในสถานการณ์ตอนนั้น ซึ่งส่วนมากพนักงานในห้างก็มักจะทานกันแบบนี้ เพราะมันประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายของเราด้วย” พนักงานฝ่ายขายกล่าว

25 บาทก็อิ่มได้ ตลาดรวมทรัพย์ อโศกฯ

ช่วงเวลากลางวัน ณ ตลาดรวมทรัพย์ อยู่ตรงข้ามอาคารแกรมมี่ข้างๆ ตึกมิดทาวน์ อโศก ที่สร้างบนพื้นที่ 5 ไร่ มีโรงอาหารขนาดใหญ่บรรจุร้านขายข้าวมากกว่า 30 ล็อก เรียงรายให้บริการอาหารราคาย่อมเยา ราคาประมาณ 25-60 บาท เปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า 7-8 โมงเช้า ก็มาอิ่มอร่อยได้แล้ว และจะปิดในเวลาช่วง 4 โมงเย็น

มนัส โพธิ์แจ้ง วัย 25 ปี ช่างซ่อมแอร์ และ จรัญ เวียงสีมา อายุ 42 ปี หัวหน้าช่างซ่อมแอร์ ซึ่งมักจะแวะมากินข้าวกลางวันที่นี่เป็นประจำถ้าวันไหนมีงานย่านอโศก ทั้งคู่บอกว่า ด้วยค่าครองชีพในยุคปัจจุบันที่ค่อนข้างสูง การเลือกกินข้าวมื้อกลางวันราคาถูกเป็นสิ่งจำเป็นมากเพื่อช่วยรัดเข็มขัด

 

“ผมเงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท แต่เดือนไหนทำโอทีเยอะก็ได้ราวสองหมื่นบาท แต่ด้วยข้าวของยุคนี้แพง บางครั้งก็จำเป็นต้องประหยัดกว่าปกติ แม้ยังไม่ได้แต่งงานแต่ก็ต้องส่งเงินไปให้แม่ที่ต่างจังหวัดด้วย ทำงานในกรุงเทพฯ 20 ปีถ้าอยากเหลือเงินเก็บมากๆ ก็ต้องประหยัด แต่กรุงเทพฯ มีทั้งปัญหารถติดหากมาทำงานสายก็โดนหักค่าแรงอีก” จรัญบอก ด้วยงานที่ทำให้ต้องเดินสายไปซ่อมแอร์ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งสองยอมรับว่าตลาดรวมทรัพย์แห่งนี้ ราคาอาหารอย่างเช่นข้าวแกงที่ตกอยู่จานละ 25-35 บาทนั้นราคาย่อมเยามากๆ เมื่อเทียบกับข้าวแกงย่านนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังที่อยู่ห่างกลางใจเมือง แต่กลับมีราคาที่แพงกว่า

“ผมชอบกินข้าวแกง เพราะมีให้เลือกหลายชนิด แล้วร้านข้าวที่นี่รสชาติก็อร่อยเกือบทุกร้าน แล้วก็ตักให้เยอะมากเรียกว่ากินจนอิ่มเลย บางมื้อถ้าอยากประหยัดก็จะเลือกสั่งข้าวแกงแค่ 2 อย่าง ราคา 35 บาท ซื้อน้ำอีก 15 บาท มื้อหนึ่งตก 50 บาท ผมคิดว่าเป็นราคาที่โอเค ช่วยผมใช้เงินได้ประหยัดไปจนถึงช่วงสิ้นเดือน” มนัส บอก

สำหรับเมนูยอดฮิตที่ตลาดรวมทรัพย์แห่งนี้คือ ข้าวคลุกกะปิร้านคุณวรรณ ข้าวแกงที่ร้านครัวไทย และร้านสุภาพรก็รสชาติดี หรือน้ำพริกกะปิและน้ำพริกอื่นๆ ที่ร้านน้ำพริกเบญจรสก็ถูกปาก หรือข้าวมันไก่ตอนที่ร้านสมข้าวมันไก่ตอนก็อร่อยราคาขั้นต่ำ 40 บาทไปถึง 50 บาท แม้จะไม่ได้มาทำงานย่านนี้บ่อย แต่เฉลี่ยแล้ว 8 ครั้ง/หนึ่งเดือน ก็จะมากินข้าวที่ตลาดแห่งนี้ และพวกเขามากินข้าวที่นี่ได้ 2 ปีแล้ว ซึ่งราคาอาหารที่ผ่านมาก็ยังเดิมๆ

ด้าน ณัฏฐนันท์ ลิ่มสุวรรณ วัย 50 ปี เถ้าแก่ร้านสุภาพร ซึ่งจำหน่ายอาหารตามสั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก ต้มเลือดหมู กวยจั๊บ เย็นตาโฟ และอื่นๆ มา 10 ปีแล้ว กล่าวว่า ตลาดรวมทรัพย์แห่งนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมของคนออฟฟิศย่านอโศก เหตุเพราะราคาอาหารย่อมเยา สามารถควบคุมราคาได้มาตลอดเพราะเปิดขายอาหารแบบเสรี สามารถขายอาหารซ้ำชนิดกันได้ ทำให้มีการแข่งขันที่รสชาติและราคาไปโดยปริยาย เมนูข้าวแกงที่ร้านสุภาพรนั้นขึ้นชื่อเรื่องต้มข่าไก่ และมะระหมูยัดไส้ที่ขายหมดตลอด

 

“เสน่ห์ของตลาดแห่งนี้ผมคิดว่าอยู่ตรงความหลากหลายชนิดของอาหาร คุณภาพดีแต่ราคาไม่แพง สามารถคุมราคาได้ เจ้าไหนขายของแพงก็จะอยู่ไม่ได้ อย่างร้านผมขายอาหารตั้งอยู่บนหลักว่า คนทุกระดับสามารถกินได้ ลูกค้าผมมีตั้งแต่ระดับแม่บ้าน ยามไปจนถึงคนทำงานธนาคารก็มาเป็นลูกค้าประจำมากมาย เพราะผมเน้นขายอาหารที่หลากหลายครอบคลุมความชอบของคน”

ราคาอาหารที่นี่ปรับขึ้นเล็กน้อยจากก่อนหน้านี้เพราะค่าเช่าและค่าแรงพนักงานเพิ่มขึ้น “ผมคิดว่า ปัจจัยราคาน้ำมันหรือก๊าซหรือผักแพงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะต้องขึ้นราคา แต่ที่กระทบพ่อค้าแม่ค้ามากๆ คือราคาค่าแรงพนักงาน ไม่มีใครหรอกอยากได้กำไรน้อย แต่หากเราอยู่ได้และลูกค้าอยู่ได้ มันก็โอเคครับ และผมคิดว่าเราจะสามารถตรึงราคาอาหารไปได้อีกหลายปีครับ หากเรายอมกำไรน้อยหน่อย”

ตลาดแห่งนี้ เปิดราวๆ 6 โมงเช้า ปิดราวๆ 4 โมงเย็น ขายตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ปิดเสาร์และอาทิตย์

ราคาเป็นมิตร โรงอาหารทีโอที เพลินจิต

โรงอาหารทีโอที สาขาเพลินจิต เปิดให้บริการจำหน่ายอาหารราคาย่อมเยามานานกว่า 30 ปีแล้ว อุบลรัตน์ เกตุกิ่ง ผู้เช่าล็อกที่ 14 ขายข้าวแกงรสเด็ดมานานกว่า 3 ปีแล้ว ที่เลือกมาปักหลักที่นี่เพราะอยู่ย่านกลางใจเมือง แต่ค่าเช่าไม่แพงจึงสามารถขายราคาเป็นมิตรที่ 25-40 บาท แต่ก็มีอาหารชุดอย่างน้ำพริกปลาทูและผักทอดชุดที่ขายแพงสุดคือ 60 บาท

ช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ที่นี่เรียกว่าคนแน่นขนัดจนเก้าอี้ไม่พอนั่ง เมื่อคนหนึ่งลุกก็จะมีคนนั่งต่อทันที แม้ค่าครองชีพจะแพง แต่ราคาอาหารที่นี่สามารถตรึงให้ย่อมเยาไว้ได้ เพราะค่าเช่าไม่สูง อีกทั้งเจ้าของพื้นที่คือ ทีโอทีกำหนดราคาเพื่อช่วยเหลือพนักงาน

“วันหนึ่งๆ ขายได้เป็นจำนวนมากและขายดี ก็ถือว่าคุ้ม ขายได้ตกราวๆ 1 หมื่นบาท/วัน หักรายจ่ายแล้วเหลือ 5 พัน ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมากๆ” อุบลรัตน์ เล่า นอกจากลูกค้าจะเป็นพนักงานทีโอทีแล้ว ยังมีคนละแวกใกล้เคียงหรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่พักโรงแรมแถวราชดำริแวะมาชิมอาหารรสชาติอร่อยและราคาไม่แพง ทั้งยังมีให้เลือกหลากหลาย รสชาติอร่อย แถมสถานที่ยังอยู่กลางใจเมือง เดินทางสะดวก นอกจากข้าวแกงที่อร่อยทุกร้านแล้ว ยังมีร้านหมูย่างล็อกที่ 21 ที่รสชาติของน้ำตกหมูของร้านนี้เป็นที่เลื่องชื่อและเป็นเมนูเด็ดที่ใครมาที่นี่ก็ต้องแวะมาชิม

โรงอาหาร TOT สาขาเพลินจิต เปิดตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ปิดเวลาบ่ายสองโมง ขายวันจันทร์ถึงศุกร์ ปิดเสาร์และอาทิตย์

อิ่มท้องสบายกระเป๋า ที่นี่… สีลม

อีกหนึ่งแหล่งอาหารอิ่มท้องสบายกระเป๋าอยู่ที่ย่านสีลม เริ่มต้นตั้งแต่ร้านส้มตำพัฒนพงษ์ ปากซอยพัฒนพงษ์ ในช่วงพักเที่ยงนั้นโต๊ะเต็มทุกโต๊ะ ร้านนี้ขายอาหารอีสานทุกชนิด ราคากลางๆ ถูกสุดเริ่มตั้งแต่ 50 บาท ที่แพงหน่อยก็มีปลาเผาซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 200 ปลายๆ จุดเด่นของร้านนี้คือทำเลดี นอกจากนี้ข้างร้านยังพ่วงด้วยร้านไก่ย่างบางบาล ซึ่งเข้ากันดีกับส้มตำ และร้านขายผลไม้สดพร้อมรับประทานไว้ล้างปากหลังมื้ออิ่มอร่อย

ข้ามมาอีกฝั่งในซอยคอนแวนต์ มีร้านข้าวและก๋วยเตี๋ยวตั้งอยู่ริมฟุตปาททั้งสองฝั่ง นอกจากนั้นยังมีซอยตรงข้ามโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ระหว่างอาคารกมลสุโกศล กับอาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นซอยเล็กๆ ที่ผู้คนคับคั่ง มองผ่านๆ แทบไม่น่าเชื่อว่าข้างในจะเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ของชาวออฟฟิศย่านสีลม ตลาดแห่งนี้มีชื่อว่า ตลาด 108-1009 นอกจากอาหารแล้วที่นี่ยังมีสินค้าอื่นๆ ขายด้วย ถ้าเดินเข้าไปจากต้นซอย ฝั่งซ้ายมือจะเป็นอาหารมากหน้าหลายตาที่สะดวกสำหรับการซื้อใส่ห่อกลับไปกิน ทั้งปิ้งย่าง ของทอด น้ำพริกปลาทู ฯลฯ ลึกเข้าไปในสุด นี่แหละเหมือนแหล่งสวรรค์ยามเที่ยง มีอาหารให้เลือกนานาชนิด ทั้งข้าว ก๋วยเตี๋ยว ในราคาย่อมเยา รับรองว่า อิ่มได้ในราคามื้อละเพียง 50-60 บาท อิ่มเสร็จแล้วก่อนเดินออกสะดุดตากับร้านแกงเห็ดแกงเลียง เพราะเห็นสาวๆ ออฟฟิศยืนออต่อคิวซื้อกันเยอะดี ร้านนี้ขายเฉพาะแกงเลียงอย่างเดียว โดยลูกค้าสามารถเลือกชี้เอาผักหลายชนิดที่จะให้แม่ค้าเอาไปเลียงได้ตามใจชอบ สนนราคาถุงละเพียง 40 บาท เหมาะกับคนดูแลสุขภาพ เห็นขายง่ายๆ อย่างนี้ไม่ธรรมดา เพราะขายมากว่า 7-8 ปีแล้ว

“เพิ่งทำงานมาราวสองปี ถึงจะเป็นย่านสีลม แต่เรื่องอาหารการกินก็ถือว่าไม่แพงนะ ถ้าเลือกถูกที่ อย่างในละลายทรัพย์ก็ไม่แพงนะ ประมาณ 40 บาท”ไชยธัช อมาตยกุล พนักงานออฟฟิศในอาคารบุญมิตรแนะนำ

ถัดไปคือ ซอยพิพัฒน์  ด้านหลังธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ มีฟู้ดคอร์ทอยู่ใน ดิ โอเอซิส พลาซ่า ข้างในเป็นอาหารข้าวแกงทั่วไป แต่ที่น่าจะเป็นทีเด็ดกว่าคือ ในซอยนอกฟู้ดคอร์ท ที่มีร้านเจ้าอร่อยอย่างก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และอีกแหล่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับย่านสีลมอยู่ข้างธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ก็คือ ซอยละลายทรัพย์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการช็อปปิ้ง แต่ก็มีโซนอาหารไว้ให้ฝากท้องเหมือนกัน หากเข้าซอยไปไม่ลึกมาก ด้านขวามือเป็นร้านขายอาหารทั่วไป มีเจ้าอร่อยเป็นข้าวแกงรสเด็ด ซึ่งทำให้มนุษย์ออฟฟิศย่านสีลมอิ่มท้องแบบสบายกระเป๋าได้เสมอ

ถูกและดีมีในห้างกลางเมือง

ไม่บ่อยนักที่คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราๆ จะได้กินของถูก อร่อย ในห้างสรรพสินค้ากลางเมือง เพราะส่วนใหญ่ ไม่ว่าห้างไหนแค่กินพออิ่มมื้อหนึ่งก็ต้องควักจ่ายเป็นร้อย ยิ่งถ้าไปกันหลายคนรวมๆ กันกินอาหารเหลายังดีเสียกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนสุขุมวิท เพลินจิต ไปจนถึงราชประสงค์ ศูนย์กลางของห้างหรูของเมืองไทย เมนูอาหารจานเดียวบนห้างส่วนใหญ่แพงระยับทั้งนั้น

แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง เพราะยังมีห้างที่มีของกินราคาถูก เหมาะแก่การใช้ชีวิตในยามเศรษฐกิจขัดสนให้ได้พอฝากท้องได้บ้าง หากใครผ่านไปสุขุมวิทตัดถนนอโศกมนตรี คงรู้จักห้างใหญ่ชื่อเทอร์มินอล 21 ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าอโศก(บีทีเอส) และสถานีรถไฟฟ้าสุขุมวิท(เอ็มอาร์ที) บนชั้น 5 ของห้างมีฟู้ดคอร์ท ที่ชื่อ Pier 21 Bangkok Food Court ที่นั่นคือแหล่งรวมอาหารอร่อยในราคาไม่แพงเป็นที่พึ่งพิงของคนทำงานในย่านนั้น และผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

ฟู้ด คอร์ท ที่นี่ดังในระดับที่ CNN ของนำเสนอข่าวห้างของกินราคาถูกในย่านกลางเมืองมาแล้ว เช่นเดียวกับโลกออนไลน์ ที่ต้องมีชื่อของ Pier 21 ติดอันดับของกินราคาถูกที่หาได้ไม่ง่ายๆ ในย่านกลางเมือง ประหนึ่งเป็นหม้อข้าว หม้อแกง ที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในย่านนั้นกันเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของความถูก เกิดจากคนที่ชื่อ อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่คุ้นชื่ออย่าง บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ต้องการขยายธุรกิจจากการสร้างบ้านมาสู่ธุรกิจค้าปลีก หลังจากได้ที่ดินผืนงามตรงบริเวณแยกอโศกตัดถนนสุขุมวิทมาอยู่ในความครอบครอง เขาสำรวจตลาดไปทั่วบริเวณถนนสุขุมวิท ไปจนถึงสยาม มาบุญครอง พบว่า มีห้างใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในย่านนั้น ร้อนระอุทะลุปรอท แต่สิ่งหนึ่งที่เขามองเห็นคือ แทบจะไม่มีห้างที่ตอบสนองต่อคนชั้นกลางอย่างแท้จริง ถ้าทำได้ก็สามารถอยู่รอดได้

โจทย์ที่ต้องตีให้แตกคือ ทำอย่างไรถึงจะเป็นห้างของคนชั้นกลาง ทำอย่างไรคนชั้นกลางจะเดินเข้าห้างที่ตั้งชื่อว่า เทอร์มินัล 21 ได้ อนันต์เห็นว่า เรื่องปากเรื่องท้องสำหรับคนชั้นกลางเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งเป็นคนทำงานกลางเมืองค่ากินค่าอยู่ในเมืองในแต่ละวันสูงลิ่ว ถ้าสามารถขายอาหารดีๆ ได้ในราคาถูกๆ ก็น่าจะเอาชนะใจคนชั้นกลางที่ทำงานในเมืองและสามารถดึงคนเข้าห้างได้

อนันต์ ลงทุนติดต่อร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมาร่วมโปรเจกต์ใหญ่ เงื่อนไขมีอยู่ว่า ร้านมาขายอย่างเดียว ค่าที่ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ในการกิน ทางห้างจัดให้ ถึงกระนั้นหลายๆ ร้าน ก็ไม่อยากจะมา จนถึงขนาดต้องตามตื้ออ้อนวอนกันหลายรอบถึงจะยอมใจอ่อน โดยอนันต์ขอกำหนดราคาว่า แต่ละจานต้องถูก 30-40 บาท ก็กินได้หนึ่งอิ่ม งานนี้ อนันต์ยอมเสียในสิ่งที่ควรจะได้นั่นคือค่าเช่าที่ในฟู้ดคอร์ท รวมถึงยอมจ่ายต้นทุนค่าบริการต่างๆ ในฟู้ดคอร์ท รวมๆ กันแล้วเงินหายไปจากกระเป๋าปีละราวๆ 20 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง

เพียร์ 21 ตอบโจทย์คนชั้นกลางที่ทำงานในเมืองได้อย่างตรงเป้า ทำให้กลายเป็นแหล่งกินราคาถูกใจกลางเมืองที่มีผู้คนใช้บริการอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะช่วงเวลาพีกอย่างช่วงเที่ยงละช่วงเย็นที่ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันอยู่นานกว่าจะได้ที่นั่งกิน ที่สำคัญ ถือเป็นฟู้ดคอร์ทที่ปิดให้บริการตามเวลาห้างคือสี่ทุ่มเปะไม่ขาดไม่เกิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่อนันต์ขอ และอำนวยความสะดวกให้ร้านทุกร้านต้องปิดสี่ทุ่ม

ความสำเร็จของฟู้ดคอร์ท เพียร์ 21 ขจรขจายไปทั่ว จนสื่อต่างประเทศหลายสำนักถึงกับมาทำสกู๊ปไปเผยแพร่ อนันต์ เคยบอกว่า เขายอมเสีย 20 ล้านบาท/ปีกับฟู้ดคอร์ท แต่ไม่ต้องควักเงินโฆษณาห้างปีละหลายร้อยล้านบาทเลย ห้างเทอร์มินอล 21 ก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ด้วยการมีเพียร์ 21  แหล่งของกิน อร่อย ราคาถูกเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าห้างได้อย่างมากมาย

ร้านส่วนใหญ่เป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่หลายๆ คนรู้จักกันอยู่แล้ว เช่น ธงชัย ต้มยำ นู้ดเดิ้ล ที่ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 28 บาท ก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูนุ่มไข่แดงราคาสูงสุดที่ 42 บาท กวยจั๊บสามทุ่มเริ่มต้น 25 บาท  เกาเหลากวยจั๊บน้ำข้น 33 บาท ร้านสุกี้โบราณ(ไท้เฮง) ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่/หมู 25 บาทสุกี้น้ำไก่/หมู เริ่มต้น 33 บาท สุกี้น้ำรวมมิตร 40 บาท ขาหมูนครปฐม ข้าวขาหมูเพิ่มไข่ เริ่มต้นที่ 37 บาท ก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับรังสิต ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู 25 บาท ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกหมู/เนื้อ 35 บาท Sweet n sour ไอศกรีมมะพร้าว 28 บาท ปฐมโอชา ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวหมูกรอบสมุนไพรจีน 28 บาท ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นสมุนไพรจีน 32 บาท เป็นต้น

เพราะอาหารถูกและดียัง(พอ)มีอยู่ในกรุงเทพฯ หากเลือกเป็นเลือกได้หรือเลือกถูก แม้จะมีเงินแบงก์ร้อยติดตัวใบเดียว ร้านอาหารในย่านเหล่านี้จะทำให้ทุกคนอิ่ม อร่อย แถมยังมีเงินทอนกลับมาด้วยอีกต่างหาก

 

ภาพมีชีวิต วิศรุต อังคทะวานิช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421107

ภาพมีชีวิต วิศรุต อังคทะวานิช

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

การถ่ายทอดสด “Live” ภาพเคลื่อนไหวปลากัดที่ปรากฏบนจอ iPhone 6s ที่เปิดตัวพร้อมทำตลาดทั่วโลกไปเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยไม่น้อย เพราะภาพมีชีวิตของหางปลากัดที่สะบัดพลิ้วไหวชิ้นนี้ เป็นผลงานของ วิศรุต อังคทะวานิช ช่างภาพอิสระ และวิทยากรด้านการถ่ายภาพปลาให้กับกรมประมง และกำลังเตรียมจัดนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองอีกครั้งในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำกับ Apple Inc. ทำให้เขาไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ออกมาได้ แต่วิศรุตยินดีที่จะบอกเล่าแนวคิดและมุมมองต่อการทำงานจนสามารถต่อยอดไปสู่ผลงานระดับโลกได้อย่างน่าสนใจ

วิศรุต ในวัย 45 ปี ย้อนเรื่องราวของตัวเองให้ฟังว่า เติบโตและคุ้นเคยกับการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่เห็นทั้งคุณพ่อและคุณปู่ชอบการถ่ายภาพกันอยู่แล้ว และที่บ้านจะมีแมกกาซีนเกี่ยวกับถ่ายภาพต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ซึมซับความรู้เกี่ยวกับกล้องและการถ่ายภาพมาเรื่อยๆ โดยรู้ตัว

 

ส่วนตัวเขาเริ่มจับกล้องถ่ายรูปจริงจัง ตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีกล้องเอสแอลอาร์ (ซิงเกิ้ล เลนส์ รีเฟล็กซ์) คู่ใจตัวแรกยี่ห้อนิคอน รุ่นเอฟเอ็มทู ไม่นับตอนยังเด็กกว่านี้ที่ใช้กล้องป๊อกแป๊ก หรือกล้องอินสแตนท์ฟิล์มยี่ห้อโกดัก เอาไว้ถ่ายรูปสนุกสนานตามประสาเด็ก

“ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์ ที่คนเราสามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆ ออกมาได้บนกระดาษเปล่าๆ ที่ทำให้เกิดความสนใจการถ่ายรูปขึ้นมา อย่างสมัยก่อนก็จะเป็นภาพขาวดำ ซึ่งที่บ้านก็จะมีห้องล้างอัดภาพขาวดำด้วย เพราะทำไม่ยาก แค่มีห้องมืด มีน้ำยา อุปกรณ์ ก็ล้างอัดภาพเองได้แล้ว” วิศรุต เล่า

ช่วงอายุราว 15-16 ปี ซึ่งเป็นช่วงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 (โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพ บางรัก) ทางโรงเรียนก็ส่งไปเข้าคอร์สอบรมการถ่ายภาพ โดยเฉพาะที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เพื่อมาเป็นช่างภาพให้กับโรงเรียนเวลาที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ก่อนจะสอบเข้าและศึกษาจบระดับปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเริ่มต้นเส้นทางชีวิตสู่สายอาชีพช่างภาพอิสระ

 

“ในช่วงที่จบมาใหม่ๆ สมัยก่อนก็จะเป็นฟรีแลนซ์ ทำกราฟฟิกดีไซน์ ทีนี้ช่างภาพโฆษณาหายาก ก็ทำให้มีปัญหาปิดจ๊อบไม่ได้ด้วยติดด้านบัดเจ็ตของลูกค้า ก็เลยหันมาฝึกเทคนิคการถ่ายภาพโฆษณาเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรับงานต่างๆ ได้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งสมัยนั้นช่างภาพโฆษณามืออาชีพค่าตัวสูงมาก” วิศรุต เสริม

สำหรับสไตล์การถ่ายภาพของเขานั้น จะไม่ใช่สายดาร์กเลย ด้วยจะชอบถ่ายภาพสวยๆ งามๆ อย่างวิวทิวทัศน์ สัตว์ ส่วนภาพคนเหมือนหรือพอร์เทรตนั้นก็อาจจะมีบ้างนานๆ ครั้ง หรืออย่างหากมีเหตุการณ์พิเศษอะไรก็ไม่รีรอที่จะกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกเรื่องราวให้ออกมาเป็นภาพถ่ายด้วยเช่นเดียวกัน

มาถึงความสนใจด้านภาพถ่ายคอลเลกชั่นก้องโลก อย่างภาพชุดปลากัด ซึ่งเกิดจากความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับปลาชนิดนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างในตอนเด็กๆ เวลาไปตลาดกับแม่ ก็ชอบเดินไปดูแผงปลาต่างๆ จนรู้จัก จำชื่อได้หมดว่าเป็นปลาอะไร สายพันธุ์ไหน พอโตขึ้นมาอีกนิด ก็ชอบไปดูปลาในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อะควอเรียมต่างๆ เป็นประจำ

 

กระทั่งเมื่อราว 4-5 ปีก่อนมีโอกาสไปงานแสดงสัตว์น้ำงานหนึ่ง และไปเจอกับกลุ่มปลากัดเข้า เกิดความสนใจขึ้น จึงลองซื้อปลากัดมา 3-4 ตัว เพื่อนำกลับไปถ่ายภาพในมุมต่างๆ ทำให้เกิดความรู้ใหม่รู้นิสัยใจคอของปลากัดไปด้วย ซึ่งไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นปลาประจำถิ่น มีขอบเขตอยู่ประจำ ตามธรรมชาติแล้วไม่ชอบความรุนแรง แต่ที่เห็นๆ คนไทยจับปลากัดเอามาสู้กันนั้น น่าจะเป็นเพราะเอามาปล่อยไว้คู่กันในที่คับแคบ ทำให้ต้องกัดกันเพื่อหาพื้นที่ของตัวเอง

นอกจากนี้ ทิศทางการเคลื่อนไหวของปลากัด สร้างความประทับใจในโมเมนต์แต่ละจังหวะการว่ายไปมา ทำให้เขาทดลองหามุมใหม่ๆ ถ่ายถาพชุดนี้ไปต่อเรื่อยๆ อย่างตอนที่ถ่ายภาพคอลเลกชั่นปลากัดออกมาในช่วงนั้น ในกลุ่มช่างภาพด้วยกันยังไม่มีใครถ่ายภาพปลากัดในมุมแบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายภาพเพื่อแสดงถึงความสวยงามของปลากัดเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับการต่อสู้ของปลากัดมากกว่า

ปัจจุบันวิศรุตได้ถ่ายภาพชุดปลากัดออกมาแล้วมากว่า 100 ภาพ ใช้ปลากัดมาเป็นนายแบบไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ตัว ซึ่งปลากลุ่มนี้จะมีอายุเฉลี่ยราว 1 ปีแล้วก็ตาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปลากัดสายพันธุ์หางยาว อย่างฮาล์ฟ มูน หรือคราวน์ เทล ที่นำมาใช้เป็นแบบอยู่ในตู้กระจก

 

ขณะที่ภาพชีวิตของวิศรุตนั้น เจ้าตัวอธิบายว่า จะเป็นทั้งสองแบบ คือ นักถ่ายภาพอาชีพ ที่จะเคารพการทำงาน ตามกฎเกณฑ์ของลูกค้า ตามโจทย์ที่ได้รับ แต่หากเป็นในมุมของการถ่ายภาพเพื่อความบันเทิง หรือถ่ายภาพเล่น อย่างภาพชุดปลากัดแบบนี้แล้ว ก็จะเต็มที่พร้อมหามุมใหม่ๆ ในการทำงานในรูปแบบที่อยากจะทำทันที

นอกจากภาพชุดปลากัดแล้ว ก่อนหน้าเขายังเคยมีคอลเลกชั่นการถ่ายภาพสัตว์อื่นๆ มาบ้าง อยากภาพชุดแมวเพื่อนำไปร่วมในจัดกิจกรรมการกุศล หรือหากเป็นสัตว์ประเภทอื่นๆ ก็จะมีบ้าง แล้วแต่โอกาสอำนวย

ปัจจุบันวิศรุตอยู่ระหว่างเตรียมงานนิทรรศการแสดงผลงานการถ่ายภาพครั้งใหม่ ในชื่อ “Symphony of Fish” ซึ่งเตรียมจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ระหว่างวันที่ 23 ก.พ.-17 มี.ค.นี้ โดยจะนำผลงานชุดภาพถ่ายปลากัดมาร่วมแสดงราว 30 ภาพ จากเมื่อปีก่อน เขาเคยจัดแสดงภาพถ่ายในคอลเลกชั่นปลากัดในชื่อ “Aquacade” ซึ่งผลงานนิทรรศการรอบใหม่นี้จะยังสะท้อนความใหม่ของมุมมองการถ่ายภาพที่แตกต่างออกไปจากเดิมอีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังได้รับการติดต่อจากกองทุนสาธารณะ (คราวด์ฟันดิ้ง) มีฟันด์ (Meefund.com) ที่เห็นผลงานภาพถ่ายของวิศรุตและเกิดความสนใจ จึงเสนอให้เขาทำโครงการใหม่ ออกมาในรูปแบบสมุดภาพถ่าย “โฟโต้บุ๊ก” ซึ่งจะรวบรวมผลงานการถ่ายภาพต่างๆ ของเขา โดยวางแผนเบื้องต้นคร่าวๆ ไว้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 รูป จัดพิมพ์ออกมาราว 2,000 เล่ม ซึ่งทุนที่ใช้ในการจัดทำจะมาจากการนำโปรเจกต์เข้าไประดมทุนผ่านคราวด์ฟันดิ้งของมีฟันด์ ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดโครงการนี้อีกครั้ง หลังงานแสดงภาพถ่ายครั้งล่าสุดจบลง

วิศรุตปิดท้ายข้อคิดดีๆ ให้ฟังถึงองค์ประกอบความสำเร็จในสายอาชีพที่รักและพาเจ้าตัวมาถึง ณ จุดนี้ ว่าสิ่งสำคัญ คือ ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะทำอะไรในมุมมองใหม่ๆ ด้วยโลกสมัยนี้ในปัจจุบัน หากใครจะต้องการสิ่งใหม่ๆ พวกเขาไม่ได้มองหาอะไรที่สวยเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังมองความแปลกไม่เหมือนใคร

การจะไม่เหมือนใครได้นั้น มันมาจากวิธีคิด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยาก เหมือนกับเวลาเรามองเห็นโปรดักต์อะไรต่างๆ แม้จะเป็นของใหม่แต่หากเป็นเหมือนกับคนทั่วไปแล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่มีความแตกต่างที่สร้างความจดจำได้ ซึ่งในตอนนี้ทุกอย่างเปิดกว้างแล้ว เจ้าของผลงานที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นช่างภาพ แต่จะเป็นใครก็แล้วแต่ จะต้องให้ความสำคัญในการคิด การสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อสร้างความโดดเด่นจากสิ่งของหรือวัตถุเดียวกันที่มีอยู่

“อย่างการถ่ายภาพปลากัดออกมาจนเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ซึ่งในครั้งแรกอาจยังไม่มีอะไรในหัว แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้สึกว่าจะถ่ายทอดมันออกอย่างไร” วิศรุต กล่าว

สิ่งสำคัญคือจะต้องมีแรงบันดาลใจออกมาให้ได้ก่อน เพราะหากปล่อยให้มีข้อจำกัดเกิดขึ้น ก็อาจทำให้งานออกมาเป็นเชิงพาณิชย์ไปในที่สุด ด้วยการใช้ความคิด
ไอเดียเข้ามาช่วยด้วยนั่นเอง

 

5 เคล็ดลับปรับชีวิตให้ยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/420679

5 เคล็ดลับปรับชีวิตให้ยืนยาว

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ คำกล่าวนี้ยังเป็นจริงอยู่เสมอ เพราะการที่คนเราไม่ป่วยไม่ไข้นั้นถือว่าเราโชคดีมากกว่ามีทรัพย์สินนับแสนนับล้าน แถมยังเป็นการทำให้ชีวิตของเรายืนยาวขึ้นอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ (วัยกลางคน) ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยชราด้วยแล้ว ยิ่งควรรู้วิธีใช้ชีวิตให้อยู่ดีมีสุข จะได้เห็นลูกหลานเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตต่อไป และเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ คงต้องอาศัย 5 เคล็ดลับปรับชีวิตให้ยืนยาวซะแล้ว

1.เลิกสูบบุหรี่ หยุดยั้งอัมพาต

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ป้องกันได้ของการเกิดอัมพาต เพราะสารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่จะลดปริมาณออกซิเจนในเลือด ทั้งยังทำลายผนังหลอดเลือดจนมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้ เมื่อเราเลิกสูบบุหรี่ร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามลำดับ ข้อมูลจากสมาคมปอดแห่งสหรัฐพบว่า หลังหยุดสูบบุหรี่ 20 นาที ความดันโลหิตและชีพจรจะลดลง หลังหยุดสูบบุหรี่ 8 ชั่วโมง ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดจะลดลงจนเป็นปกติ และเมื่อหยุดสูบได้เกือบ 24 ชั่วโมง ความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันก็จะหมดไป เห็นรึยังล่ะ แล้วทีนี้คุณน้า คุณอา คุณป้า คุณลุง จะเลิกสูบบุหรี่กันได้หรือยัง

2.ออกกำลังกายเพิ่มพลังสมอง ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

จากผลการศึกษาของประเทศฟินแลนด์พบว่า ชายและหญิงวัยกลางคนที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์และกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในวัยชราได้ถึงร้อยละ 50 ซึ่งจากการศึกษาที่ผ่านๆ มาแสดงว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง และผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูงกว่าคนที่ใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงและดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ในบรรดาประชากร 37 ล้านคนทั่วโลกที่มีอาการความจำเสื่อม สาเหตุหลักเกิดจากโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

3.กินอาหารพิชิตความดัน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกรายงานว่า การรักษาอาการความดันโลหิตสูงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตได้ถึง 40% เพราะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการเกิดอัมพาต (ความดันโลหิตปกติมีค่า 140/90 มม.ปรอท หรือสูงกว่า แต่แพทย์อายุรวัฒน์มักแนะนำให้ได้ค่าน้อยกว่า 120/80) หลายคนน่าจะรู้ดีว่าเราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยการเลือกกินอาหารที่มีเกลือและแคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยสารอาหาร ฉะนั้นควรบริโภคถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และธัญพืชให้หลากหลาย ระวังการกินเนื้อสัตว์ สัตว์ปีกและปลา แต่ให้เพิ่มปริมาณผักในอาหารให้มากขึ้น ไม่ติดการกินอาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม และเนื้อที่ผ่านการถนอมอาหารเพื่อเก็บรักษา

4.หลีกให้ไกลจากความเครียด

ความเครียดเป็นศัตรูตัวร้ายที่บั่นทอนชีวิตคนได้ เพราะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช สหรัฐ รายงานว่าคนที่มักมีความวิตกกังวลหรือความเคร่งเครียด มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คณะวิจัยได้ทำการสำรวจชายและหญิงอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปี จำนวน 1,024 ราย พบว่า ผู้ที่มีท่าทางวิตกกังวลและเคร่งเครียดตลอดเวลา มีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 2 เท่า ภายในระยะเวลา 3-6 ปีของการติดตามผล

5.วิตามินดี ผู้ชายขาดไม่ได้

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ชาย โดยอ้างอิงจากชายชาวยุโรป 56,000 คน (ในปี ค.ศ. 1998) และชายชาวอเมริกัน (ในปี ค.ศ. 2004) จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลชัดเจน แต่ในปี ค.ศ. 2005 นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์มะเร็งนอร์ทเทิร์น แคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า วิตามินดีอาจหยุดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้

นักวิจัยพบว่า ในชายที่มียีนผันแปรบางชนิด เมื่อถูกแสงแดดจัดๆ จะลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากถึง 65% งานวิจัยที่ผ่านๆ มาแสดงว่าวิตามินดี ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นจากการได้รับแสงแดด ช่วยเสริมสร้างการเติบโตของเซลล์ในต่อมลูกหมากให้เป็นปกติ และยับยั้งการลุกลามและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

แต่นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า ผู้ชายอาจได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการกินอาหารที่มีวิตามินดีและกินวิตามินดีเสริม เพราะการรับแสงแดดมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี ได้แก่ ไข่แดง ตับ น้ำมันตับปลาค็อด ปลาแมกเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแฮร์ริ่ง ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าแสงแดด

 

ปะการังฟอกขาว… ภัยพิบัติที่ใกล้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/420675

ปะการังฟอกขาว... ภัยพิบัติที่ใกล้มาเยือน

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ภาวะโลกร้อนกลายเป็นประเด็นที่ทวีความสำคัญต่อโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ยังเรียกร้องให้ประชากรโลกร่วมกันหยุดยั้งภัยพิบัตินี้ ในระหว่างที่เขาขึ้นรับรางวัลออสการ์ปีล่าสุด เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างคาดการณ์ตรงกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการติดตามภาวะดังกล่าว

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน คือ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดภัยแล้งทั่วประเทศไทย ยังส่งผลตรงสู่ท้องทะเล เมื่อองค์กร NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หน่วยงานที่ติดตามสภาพมหาสมุทรและสภาพภูมิอากาศของสหรัฐออกประกาศเตือนว่า ปีนี้อาจเป็นปีที่มีปะการังฟอกขาวรุนแรงมากที่สุด

ปะการังเป็นสัตว์อยู่ร่วมกับสาหร่ายขนาดจิ๋ว ทั้งคู่ร่วมกันสร้างก้อนปะการังหินปูนสีขาวอยู่ข้างใน ปะการังเคลือบอยู่ด้านนอก แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ ทำให้ปะการังเกิดอาการผิดธรรมชาติ อ่อนแอลงจนเห็นสีขาวของก้อนหินปูนที่อยู่ข้างใน และอาจตายหากน้ำร้อนมากหรือร้อนนานหลายวัน ยังขึ้นกับสายพันธุ์ปะการังและสภาพภูมิอากาศในช่วงน้ำร้อน

ปะการังฟอกขาวถือเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่คู่กับแนวปะการังมาเนิ่นนาน แนวปะการังตามธรรมชาติสามารถฟื้นตัวกลับคืนมาแม้อาจใช้เวลาหลายปี แต่ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาจเป็นสาเหตุทำให้ปะการังฟอกขาวเกิดถี่ขึ้นจนแนวปะการังฟื้นตัวไม่ทัน แนวปะการังบางแห่งในโลกเจอปะการังฟอกขาวแบบซ้ำซ้อนแทบทุกปี จนเกิดความเสื่อมโทรมอย่างถาวร

NOAA ประกาศเตือนเรื่องมวลน้ำร้อนจากเอลนินโญและปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว จากนั้นก็เกิดปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรงที่ฮาวาย ตามด้วยเกาะฟิจิ จากนั้นมวลน้ำร้อนเคลื่อนมาทางตะวันตก เข้าสู่ประเทศออสเตรเลีย โดยมีโอกาสที่เกรทแบริเออร์รีฟ แนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลก จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

เมื่อลองดูจากโมเดลที่ NOAA ทำนายเพื่อแสดงโอกาสที่จะเกิดปะการังฟอกขาวทั่วโลกในช่วงหน้าร้อนปีนี้ (มี.ค. – พ.ค.) จะเห็นว่าอ่าวไทยอยู่สีเหลือง (โอกาสฟอกขาว 60-70%) อันดามันอยู่สีส้ม (โอกาสฟอกขาว 70-80%) นับเป็นการเตือนภัยครั้งร้ายแรงของทะเลทั้งโลก โดยคาดการณ์ว่าแนวปะการังไม่น้อยกว่า 30% ในโลกอาจเกิดฟอกขาว และแนวปะการัง 5% อาจได้รับผลรุนแรงจนไม่อาจฟื้นตัวอีกเลย

ประเทศไทยเคยได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวหลายครั้งและเริ่มถี่ขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในปี 2553 ปะการังทั่วอันดามันเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาว ปะการังตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ความสมบูรณ์ของท้องทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อเนื่องถึงการท่องเที่ยว เช่น หมู่เกาะสุรินทร์เคยเป็นแนวปะการังน้ำตื้นสวยที่สุดของไทย มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากกว่าหมู่เกาะสิมิลันด้วยซ้ำ แต่หลังจากปะการังฟอกขาวครั้งนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวที่ไปหมู่เกาะสุรินทร์ลดลงอย่างเห็นชัดและยังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงทุกวันนี้ แม้ปะการังเริ่มมีสภาพฟื้นคืนขึ้นมาบ้าง

เมื่อเราทราบว่าปะการังฟอกขาวเป็นภัยพิบัติที่มาพร้อมภาวะโลกร้อนที่จะรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อทะเลและแหล่งท่องเที่ยวโดยตรง คำถามคือเรารับมืออย่างไร? หลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้เรียนรู้เกี่ยวกับปะการังฟอกขาว ศึกษา “สุขภาพของแนวปะการัง” ที่จะมีผลเป็นอย่างมากต่อความทนทานต่อน้ำร้อนและการฟื้นตัว ยังหมายถึงการศึกษาปะการังสายพันธุ์ที่ทนทานต่อน้ำร้อนและนำไปปลูกในพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำทะเล และแจ้งเตือนให้นักดำน้ำช่วยกันรายงานหากเจอปะการังฟอกขาว

การศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่นำไปใช้ในการปฏิบัติจริงจัง เรามักทำหลังจากเกิดผลกระทบแล้ว เช่น ในปี 2553 อุทยานทางทะเลปิดจุดดำน้ำ 10 แห่งหลังจากเกิดปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง แต่นั่นเป็นการล้อมคอกหลังวัวหาย น่าดีใจที่ในปีนี้ เราเริ่มเตรียมการล่วงหน้า เริ่มที่พีพีโมเดลซึ่งผมมีโอกาสเข้าไปร่วมงาน เราขอให้อุทยานเสนอปิด “เกาะยูง” พื้นที่สุดท้ายที่ยังมีแหล่งพ่อแม่พันธุ์ของปะการังเหลืออยู่ในบริเวณหมู่เกาะพีพี เพื่อลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยว ทำให้แนวปะการังมีสุขภาพดีขึ้น เพิ่มความทนทาน และโอกาสในการฟื้นตัวจากปะการังฟอกขาว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้และเห็นด้วยต่อการปิดเกาะดังกล่าว ทำให้อย่างน้อยเราก็เริ่มมีการรับมือล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องขยายผลให้มากกว่านี้ ถ้าพิจารณาข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานว่าปะการังที่สมบูรณ์พอเป็นแหล่งพ่อแม่พันธุ์ของทะเลไทยเหลืออยู่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เรายิ่งต้องรีบเตรียมตัวในการรับมือโดยดูแลแนวปะการังเหล่านั้นให้ดีที่สุด ยังหมายถึงความพยายามในการลดน้ำเสียและตะกอนจากการพัฒนาชายฝั่งให้น้อยลงให้มากที่สุด เพราะทั้งสองปัจจัยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและซ้ำเติมแนวปะการังที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟอกขาวอยู่แล้วให้เสียหายหนักขึ้น

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีความพยายามในการรับมือกับภาวะโลกร้อนในรูปแบบต่างๆ เช่น ระบบจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและอุทกภัย ผมจึงอยากเห็นการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมในท้องทะเล ถ้าเราเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะปะการังฟอกขาวในครั้งนี้ จะถือเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ และต่อให้เราโชคดี ไม่เกิดปะการังฟอกขาวขึ้นในปีนี้ แต่ผมมั่นใจว่าในปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปในอีกไม่นาน เราจะต้องโดนปะการังฟอกขาวแน่นอน และด้วยสภาพของแนวปะการังที่ทรุดโทรมอย่างในทุกวันนี้มันน่าเป็นห่วงมากครับ

จึงอยากฝากความหวังไว้กับภาครัฐให้ควบคุมการท่องเที่ยวในแนวปะการังพ่อแม่พันธุ์ ยกระดับโรงบำบัดน้ำเสียตามเกาะต่างๆ และหาทางป้องกันตะกอนจากการพัฒนาชายฝั่งให้มากที่สุด หากเราทำได้นั่นคือความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมในการรับมือกับภาวะโลกร้อนของบ้านเรา และจะมีผลอย่างยิ่งต่อการนำเสนอให้นานาประเทศทราบถึงความพยายามของประเทศไทยครับ