ดาวมฤตยู VS สุริยุปราคา ความตื่นตาบนฟากฟ้า หรือว่าลางร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/420419

ดาวมฤตยู VS สุริยุปราคา ความตื่นตาบนฟากฟ้า หรือว่าลางร้าย

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เช้าวันนี้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี ก็คือปรากฏการณ์ สุริยุปราคาแบบเต็มดวง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในช่วงชีวิตคนเราที่จะได้พบเห็น และในเดือนนี้ก็มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจอีก 2 อย่าง คือ การเคลื่อนผ่านดาวมฤตยูเข้าสู่ราศีเมษ ในวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา และปรากฏการณ์ดาวเรียงสร้อยมุกที่สามารถพบเห็นได้ในช่วงเดือนนี้เช่นกัน

สุริยุปราคาเต็มดวงต้องรออีก 54 ปี?

แม้จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง แต่บ้านเราเห็นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะไม่ใช่จุดศูนย์กลางของการเกิด (ศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นชนิดเต็มดวง) ดร.อุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ความรู้ว่าที่บอกอีก 54 ปี ถึงจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง หมายถึงการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้ในประเทศไทย ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 54 ปีข้างหน้า คือ ในวันที่ 11 เม.ย. 2613 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ตราด และระนอง หลังจากครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี 2538 ซึ่งไม่ได้หมายความว่าในระหว่างนี้จะไม่เกิดอีกเลย แต่ประเทศไทยจะเห็นเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น

“การเกิดสุริยุปราคามีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1.เต็มดวง 2.วงแหวน 3.บางส่วน ปัจจัยที่จะทำให้เราได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงเช่นครั้งนี้มีอยู่ 2 ปัจจัย ก็คือ 1.พระจันทร์ต้องอยู่ใกล้โลกมากที่สุด ถึงจะบังได้หมดดวง 2.การที่เกิดได้จะมีอยู่ 2 ช่วงของปีที่ระนาบการโคจรของโลกและดวงจันทร์ตรงกัน และเป็นคืนเดือนดับ โดยเฉลี่ยแล้ว สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดทุก 1-2 ปี (ไม่นับรวมแบบวงแหวน) แต่จะเกิดกระจายไปทั่วโลก

 

“ในชีวิตคนเรา 1 ช่วงชีวิตประมาณ 80 ปีจะมีโอกาสได้เห็นสุริยุปราคาไม่เกิน 2 ครั้ง ยกเว้นแต่จะเดินทางไปประเทศที่กำลังจะเกิดสุริยุปราคานั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับสุริยุปราคาในครั้งนี้ทางใต้ของไทยจะเห็นได้มากที่สุดประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และเห็นบางส่วนน้อยที่สุดใน จ.เชียงราย เพียง 24 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ดวงอาทิตย์

“สำหรับอิทธิพลของการเกิดสุริยุปราคานั้น ในแง่ปรากฏการณ์ธรรมชาติจะมีปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงตามแรงดึงดูดของดวงวงจันทร์ ซึ่งเราก็เจอปรากฏการณ์นี้อยู่แล้วในทุกวัน แต่ช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเป็นเวลาที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด และมีแรงโน้มถ่วงต่อกัน สูงกว่าค่าปกติจึงเกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นสูงแต่ไม่มีผลในแง่ของภัยพิบัติ เพราะเมื่อเทียบกับภัยธรรมชาติอื่นๆ แล้ว สุริยุปราคามมีผลน้อยมากจนแทบไม่รู้สึก

ปรากฏการณ์ที่ต่อมาจะเป็นเรื่องการแตกตื่นของสัตว์ที่เข้าใจว่าถึงเวลามืดกว่าปกติ ดังนั้นจึงไม่ควรแตกตื่นว่าจะมีผลกระทบอะไรเพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย และที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างน่ากลัวหลังสุริยุปราคาผ่านพ้นไป”

ดาวยูเรนัส หรือดาวมฤตยูในมุมมองนักวิทยาศาสตร์

ที่ผ่านมานักโหราศาสตร์ได้เผยคำทำนายดวงเมืองตามการเคลื่อนย้ายของดาวมฤตยู หากจะว่าไปแล้ว เรารู้จักดาวดวงนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับดาวดวงอื่นๆ และดาวมฤตยูนั้นนำความหายนะมาสู่โลกอย่างไรในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์

ดร.อุเทน อธิบายว่า ตามหลักทางวิทยาศาสตร์แล้ว ดาวยูเรนัสถือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 7 ในระบบสุริยจักรวาล “การโคจรของดาวเคราะห์นับเป็น 1 รอบในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากก็จะมีการโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่เร็วกว่าดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไป อย่างโลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365 วัน แต่ดาวยูเรนัสที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์มากจะใช้เวลาถึง 84 ปี ใช้เวลาโคจรย้ายราศีเฉลี่ยทุก 7 ปี

ในความเชื่อทางโหราศาสตร์ หรือการทำนายทายทัก มักจะเป็นรอบ 360 องศาขอบฟ้าเป็น 12 จักรราศีอย่างที่เราทราบกันดี ในช่วงที่ผ่านมาดาวยูเรนัสโคจรอยู่ในช่วงของราศีมีน และโคจรไปอยู่ในช่วงราศีเมษตั้งแต่เดือน ก.ค. 2558

ความรู้เกี่ยวกับดาวยูเรนัสมีอยู่น้อยมาก เพราะด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากโลก อีกทั้งเพิ่งมีการค้นพบดาวดวงนี้ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา รวมทั้งยานสำรวจระบบสุริยะก็เพิ่งเดินทางผ่านดาวยูเรนัส พร้อมเก็บภาพและข้อมูลต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้เรารู้ว่าดาวดวงนี้มีลักษณะเป็นดาวสีเขียวเพราะการสะท้อนของก๊าซไฮโดรเจน ฮีเลียม แอมโมเนีย มีเทน มีวงแหวนและมีดวงจันทร์บริวารถึง 27 ดวง ซึ่งผมดูแล้วก็ไม่มีลักษณะที่ชัดเจนว่าควรจะเรียกดาวมฤตยูแต่อย่างใด”

 

คราสคือลางร้าย มฤตยูคือการเปลี่ยนแปลง

ชัยวัฒน์ สดชื่น กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ แสดงทัศนะในทางโหราศาสตร์ว่า เหตุการณ์สุริยุปราคาหรือการเกิดคราส เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยไม่มากนัก เพราะเหตุการณ์หลักจะเกิดขึ้นกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสุริยุปราคาในครั้งนี้ แต่ประเทศไทยก็อาจจะได้รับอิทธิพลเพราะอยู่ในแนวเงาราหูอยู่บ้างประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่หลักๆ แล้วอยากให้โฟกัสไปที่ประเทศอินโดนีเซียมากกว่า ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรงภายใน 120 วัน หลังจากเกิดสุริยุปราคา

“ในการทำนายคลาสครั้งนี้เกิดขึ้นจุดเกิดเหตุอยู่ในราศีกุมภ์ เป็นราศีธาตุลม อาจจะเกิดปัญหาวาตภัยพายุต่างๆ ลมพายุจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และปรากฏว่ามีดาวพฤหัสบดีเล็งจุดคราสนี้อยู่ ทางโหราศาสตร์ภารตถือว่าเป็น “คุรุจัณฑาล” ส่งผลให้ศาสนา นักบวช บัณฑิตผู้คงแก่เรียน วงการครูบาอาจารย์ ผู้ครองแคว้นที่มีศีลธรรม บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ตงฉินเกิดความเสื่อมเสีย ทั้งช้าง ม้า วัว ควาย ต่างก็จะประสบความวิบัติทั่วกันทั้งสิ้น

เมื่อย้อนกลับมาดูที่ดวงเมืองของประเทศไทย ราศีกุมภ์คือ ภพลาภะแห่งดวงเมือง หมายถึงสภาผู้แทนราษฎร สภาร่างรัฐธรรมนูญ อัครข้าราชทูต อาจจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญจะมีปัญหาติดขัดอาจจะเกิดการล่าช้าออกไป และมีผลอีกราวๆ 120 วัน หลังเกิดคราส ส่วนประเทศอินโดนิเซียที่เป็นศูนย์กลางคราสก็ต้องดูกันอีกว่า ลัคนาดวงเมืองเขาเป็นอย่างไรถึงจะบอกได้ว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง

 

สำหรับการย้ายราศีของดาวมฤตยู ถ้าเรานับตามปฏิทินระบบสุริยยาตร์ ดาวมฤตยูจะย้ายราศีในวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ถ้าดูทางปฏิทินดาราศาสตร์สากลและปฏิทินนิรายนะ ที่มีความเที่ยงตรงมากกว่าจะพบว่าดาวมฤตยูจะย้ายราศีในเดือน มิ.ย. หลังจากนั้นเดือน ส.ค. จะย้ายกลับมาที่ราศีมีนและจะย้ายกลับมาที่ราศีเมษอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2560 นี่จึงเป็นความคลาดเคลื่อนที่แตกต่างกันอย่างมาก

ต้องย้อนกลับไป เมื่อครั้งที่เซอร์วิลเลียม เฮอร์เซล ค้นพบดาวยูเรนัสเมื่อปี 2324 สมัยนั้นโหราศาสตร์ไทยยังไม่มีดาวมฤตยูมาใช้ในการคำนวณดวงชะตา จนกระทั่งมีการนำมาแปลใช้รวมกับการคำนวณในระบบสุริยยาตร์ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 โดย หมื่นพรหมสมพัตสร (มี ลงกาใหม่) ซึ่งผลการคำนวณดาวยูเรนัสที่ถูกดัดแปลงมาใช้จากคัมภีร์สุริยยาตร์นี้ มีค่าความคลาดเคลื่อนจากทางดาราศาสตร์จริงๆ อยู่มาก และการตีความของดาวมฤตยูเป็นการตีความผ่านมุมมองของนักโหราศาสตร์ตะวันตกทั้งหมด และเราก็ค่อยๆ เก็บสะสมสถิติและการแปลความหมายของดาวมฤตยูมาจนถึงปัจจุบัน

ความหมายของดาวมฤตยู หลักๆ แล้วหมายถึงการเปลี่ยนแปลง การทำลายล้างสิ่งเดิมและสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา แต่ดาวมฤตยูมีระยะเวลาการโคจรที่ยาวนาน ดังนั้นหากดาวมฤตยูย้ายเข้ามาในดวงเมืองจะยังไม่มีผลในทันที ต้องรอให้ดาวมฤตยูผ่านเข้าจุดสำคัญของดวงเมืองในราศีเมษ คือ ดาวอาทิตย์ และลัคนาดวงเมืองเสียก่อน จึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน เพราะคนบนโลกมีเป็นพันล้านคน คนไทยก็มีกว่า 70 ล้านคน จะให้ได้รับผลกระทบจากดาวมฤตยูเหมือนๆ กันหมดก็คงไม่ใช่ เพราะเราต่างมีดวงชะตาที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ร้ายสำหรับคนหนึ่งอาจจะดีสำหรับอีกคนก็ได้”

สุดท้าย ดร.อุเทน ให้มุมมองที่น่าสนใจอีกว่า หากมีการนำหลักดาราศาสตร์ไปพูดกันถึงเรื่องความเชื่อทางโหราศาสตร์ จะพบว่ามีตีความหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ดวงเมือง และดวงโลกอย่างมากมาย “อย่างเช่นดาวยูเรนัสเมื่อนับย้อนกลับไป 84 ปี ซึ่งเคยอยู่ในราศีเมษก็คือในปี 2475 ซึ่งเป็นปีที่เราทราบกันดีว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์ต่างๆ ของประเทศไทยก่อนที่ดาวมฤตยูจะย้ายราศี ก็จะพบว่าประเทศไทยเราก็มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ มากมาย โดยที่ดาวมฤตยูนั้นยังไม่ได้โคจรข้ามราศีด้วยซ้ำ ดังนั้นเราควรรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ และคิดพิจารณาอย่างมีสติจะเป็นการดีที่สุด”

 

อีแร้งวัดสระเกศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 17:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/419949

อีแร้งวัดสระเกศ

โดย…ส.สต

ภาพเก่าเล่าเรื่องวันนี้ เป็นภาพ “อีแร้งวัดสระเกศ” ดูแล้วหวาดเสียว แถมใต้ภาพยังเขียนว่าอีแร้งรุมทึ้งศพที่วัดสระเกศ อีกด้วย

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้ว เรื่อง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ ส่วนความเป็นมาตามที่สืบสาวราวเรื่องได้ ก็พบว่าวัดสระเกศนั้นเคยเป็นที่ตั้งเมรุเผาศพชาววังที่ตายในกำแพงพระนคร ต้องนำศพออกมาเผานอกกำแพงพระนคร โดยถือเอาคลองโอ่งอ่างเป็นเส้นแบ่งเขต เว้นแต่สนามหลวง และวัดบวรนิเวศวิหาร ยังให้เป็นที่เผาศพได้ คือ สนามหลวงเป็นที่พระราชทานเพลิงศพพระบรมราชวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ส่วนวัดบวรนิเวศวิหารก็เคยเป็นที่เผาศพขุนนางผู้ใหญ่ สถานที่ตั้งเมรุวัดบวรนิเวศวิหารคือสถานที่ตั้งพระอุโบสถ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เว้นแต่สนามหลวง

เมื่อนำศพออกมาจากกำแพงพระนครชั้นใน เพื่อมาเผาที่วัดสระเกศ ประตูที่นำศพออก เรียกว่าประตูผี คนรู้จักกันดี แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าใครดัดจริตเปลี่ยนชื่อเป็นแยกสำราญราษฎร์ นำศพข้ามคลองโอ่งอ่างก็มาเผาที่เมรุปูนวัดสระเกศ

ข้อมูลของวัดสระเกศว่า เมรุปูนวัดสระเกศ ปัจจุบันคือที่ตั้งวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร เป็นเมรุเกียรติยศ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) แต่ครั้งยังเป็นพระยาพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นนายสร้างเมรุ สร้างด้วยอิฐปูนล้วน เรียกว่า “เมรุปูน” สำหรับพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านาย และศพข้าราชการผู้ใหญ่

เมรุปูนนี้จึงนับเป็นเมรุเกียรติยศที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เหมือนอย่างเมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ในปัจจุบัน

เมื่อเมรุตั้งติดกับถนนและอาคารบ้านเรือน จึงไม่เหมาะที่จะทำการฌาปนกิจศพ ดังนั้น เมรุเกียรติยศจึงได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส และได้ยุบเลิกเมรุปูนเสีย แต่ชื่อยังปรากฏอยู่จนบัดนี้ ต่อมาทางวัดได้มอบสถานที่นั้นให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนช่างไม้ เรียกว่า “โรงเรียนช่างไม้วัดสระเกศ” ต่อมาเปลี่ยนเป็น ”โรงเรียนสารพัดช่างพระนคร” และปัจจุบันเป็น “วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร”

เมรุปัจจุบัน

แม้จะย้ายเมรุเกียรติยศไปแล้ว แต่ศพราษฎรสามัญได้ตั้งและเผาที่เมรุซึ่งตั้งอยู่ข้างบรมบรรพต เป็นเมรุทำด้วยไม้ เมื่อ พ.ศ. 2498 สมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช ญาโณทยมหาเถระ ครั้งทรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ทรงสร้างเป็นเมรุถาวรก่ออิฐถือปูนพร้อมด้วยศาลาใหญ่ สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 8 แสนบาทเศษ ปัจจุบันคือ ฌาปนสถานคุรุสภาวัดสระเกศ

ส่วนศพที่มาตั้งหรือทิ้งที่วัดสระเกศในอดีต จนกลายเป็นเหยื่อของอีแร้ง เพราะเผาไม่ทันนั้น เกิดในช่วงที่โรคห่าระบาดในพระนคร คนตายกันมากจนเผาไม่ทัน ซึ่งโรคระบาดนี้เกิดในรัชกาลที่ 2 ที่ 3 และที่ 5

ส่วนภาพที่เห็นอีแร้งคอยกินศพ มีเด็กๆ และสัปเหร่อเฝ้าอยู่ น่าจะเป็นภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะยังมีโรคระบาดเกิดในพระนคร มีคนตายจำนวนมาก จนเผาไม่ทัน อีแร้งจึงมาช่วยกำจัดให้ จึงเป็นที่มาของคำว่า อีแร้งวัดสระเกศ

 

ทัศนะ ร.4 เรื่องความเชื่อ การมีอยู่ของเทพยดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/419947

ทัศนะ ร.4 เรื่องความเชื่อ การมีอยู่ของเทพยดา

โดย…ส.สต

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเชื่อในความมีอยู่ของเทพยดาเป็นอันมาก จะเห็นได้จากทรงสร้างพระสยามเทวาธิราช หรือเมื่อสร้างวัดราชประดิษฐ ก็ฝากไว้กับเทพยดา เมื่อทรงประสบอุบัติเหตุในขณะทรงรถม้าพระที่นั่งไม่เป็นอะไรมาก ก็สันนิษฐานว่าเทพยดาทรงรักษา ดังที่ข้อมูลในจารึกหินอ่อนหลังพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ และหนังสือ ดวงหน้าในอดีต ของ หลวงวิจิตรวาทการ ว่าไว้

ฝากวัดราชประดิษฐไว้กับเทพยดา

สูจิบัตรงานฉลอง 150 ปี วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 7-14 มิ.ย. 2558 อัญเชิญพระบรมราชโองการ บางตอนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาพิมพ์ เนื้อหาพิสูจน์ว่า ทรงเชื่อในความมีอยู่ของเทพยดา ดังนี้

ขอท่านผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินในอนาคต จงโปรดประพฤติตาม ฯข้าฯ ผู้มีชื่อเขียนไว้ในท้ายหนังสือนี้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ทำวัดราชประดิษฐนี้สั่งไว้จงทุกประการ จึ่งจะมีความเจริญศุข ฯข้าฯ ผู้มีชื่อเขียนไว้ในท้ายหนังสือนี้ ได้แผ่ส่วนกุศลถวายแด่เทพยดารักษาพระนครทั้งปวง แลได้ฝากวัดราชประดิษฐนี้ไว้แด่เทพยดาให้รักษาอยู่แล้ว

ในขณะที่หลวงวิจิตรวาทการ เล่าเรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับความเชื่อเทพยดาไว้ในหนังสือ ดวงหน้าในอดีต ตอนทัศนะของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โดยเกริ่นพระราชประวัติว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงเป็นราชบุตรองค์ที่ 42 ของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ถึง 27 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันพุธ เดือนห้า ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2394 เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีเดือนสิบเอ็ด ขึ้น 15 ค่ำ พ.ศ. 2411 แปลว่ามีพระชนม์อยู่ครบ 65 พรรษา ไม่ขาดไม่เกินจนวันเดียว

หลวงวิจิตรวาทการว่า ทัศนะของพระองค์ หาได้จากพระราชหัตถเลขา และประกาศต่างๆ ที่นำมาตีพิมพ์เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่ง และอาจแยกประเภทดังนี้

ก.ฐานะของพระเจ้าแผ่นดิน

ในตอนรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระเจ้าแผ่นดินทรงลำบากพระทัยในเรื่องที่ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินอยู่สองพระองค์ คือ มีวังหน้า ซึ่งดำรงฐานะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่สอง ต้องมีเรื่องขลุกขลักอยู่เสมอ อีกประการหนึ่ง รัฐมนตรี หรือ เสนาบดีในเวลานั้นประกอบขึ้นด้วยสมาชิกของตระกูลใหญ่ๆ มีอำนาจเป็นที่เกรงขามของคนทั้งหลาย ตลอดถึงองค์พระมหากษัตริย์เอง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์แรก ที่ต้องลั่นวาจาถ่อมพระองค์ ลงมาเป็นคนรับความกรุณาของราษฎร “ครั้งนี้ท่านทั้งปวงมีเมตตากรุณาให้ข้าเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ข้าฯ ก็ได้ฉลองพระเดชพระคุณท่านทั้งปวงมานานถึง 13 ปีแล้ว” เป็นพระกระแสรับสั่งในงานศพกรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2406

ความในพระราชหัตถเลขาตอนหนึ่ง ที่ทรงมีถึงทูตไทยที่ไปเจริญทางพระราชไมตรีในราชสำนักพระเจ้าวิกตอเรีย ทรงเล่าถึงเรื่องรถม้าพระที่นั่ง
ล้มลง มีผู้บาดเจ็บว่า

“ตัวข้านี้คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ก็ดีถึงจะไม่สู้มีใครรัก ก็คงมีคนรักบ้างเหมือนท่านผู้อื่น บางทีว่าคนรักมากแล้วก็มีคนชังบ้างเหมือนกันฉันใด เมื่อจะว่าในการที่ไม่เป็นวิสัยมนุษย์แล้ว ถึงผีสางเทวดาที่ชังข้า ก็จะมีรักข้า ก็จะมีกระมัง หรือใครมีบุญแล้วก็จะไม่มีแต่บุญไปทีเดียว จะมีบาปบ้าง ใครชาตาราศีดีแล้วก็มีร้ายบ้าง ตัวข้าถึงจะมีบาปมากก็จะมีบุญบ้าง ชาตาไม่ดีแล้วก็จะมีที่ดีบ้าง จึงได้เป็นเจ้าแผ่นดินอยู่ให้คนนั่งแช่งนอนแช่งมาหลายปี จนคนที่แช่งตายไปก่อนก็จะมี หัวล้านไปก่อนก็จะมี จะว่ามีเหตุทั้งนี้เพราะบุญท่านผู้อื่นทับ ผีสางเทวดาของท่านผู้อื่นมาตัดบังเหียนม้าเสีย บุญของข้าก็ยังได้อยู่ ผีสางเทวดาที่ยังรักข้าอยู่ก็ช่วยข้า ม้าจึงไม่วิ่งไป รถจึงไม่ได้ทับข้าและถูกข้าให้เป็นอันตรายหรือบาดเจ็บมากจนเสียราชการ ข้าจึงขอบใจเทวดาที่ช่วยข้าหนักหนา (พระราชหัตถเลขาถึงพระยามนตรีสุริยวงศ์และเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี ลงวันศุกร์ เดือนสิบ แรม หนึ่งค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2400)

ทรงเชื่ออำนาจของเทวดา

ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาอีกหลายตอน ดังนี้ “ในหลวงเทวดารักษา เมื่อคนทรยศ ไม่ซื่อตรงถึงเป็นลูกเป็นหลาน เทวดาคงไม่เข้าด้วย ยิ่งลูกยิ่งหลานทุกวันนี้เลี้ยงดูเสียเงินเสียทอง อุปถัมภ์บำรุงให้มาก มันไม่ซื่อสัตย์ มันถือใจอีผู้หญิงของมากกว่า มันทำให้ต้องวิตก เทวดาคงไม่เข้าด้วย คงไม่ “มีความเจริญเลยเพราะมันอกตัญญูแก่ในหลวง ที่เป็นพ่อเป็นปู่เป็นเจ้าบุญนายคุณ” (พระราชหัตถเลขาถึงกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ปีชวด พ.ศ. 2409)

อีกตอนหนึ่งว่า “คนที่ไม่ได้เป็นคุณแก่ในหลวง เป็นแต่ผู้รับบุญคุณของในหลวง มาเนรคุณทรยศอย่างนี้ เทวดาคงชังมาก” (พระราชหัตถเลขาถึงกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ปีชวด พ.ศ. 2409)

เราลองพิเคราะห์ดูอีกตอนหนึ่ง “แต่ยังขอบใจพระสยามเทวาธิราช เทวดาใหญ่รักษาแผ่นดินไทย (สูงประมาณ 8 นิ้วฟุต พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบ พระดรรชนีเสมอพระอุระ ปัจจุบันประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง) และพระเสื้อเมือง ทรงเมือง พระกาลไชยศรี บรรดาที่มีชื่ออยู่ในคำประกาศน้ำพิพัฒน์สัตยานั้น ดูเหมือนยังเข้าด้วยในหลวงอยู่ หาเข้าด้วยใครไม่ ในหลวงถึงมีตระกูล บิดามารดาเป็นผู้สูงศักดิ์มาแต่ก่อนก็สิ้นวาสนาเหมือนจมดินจมทราย แต่บ่าวไพร่ของตัวก็ไม่ได้หมายว่าจะได้เป็นโตเป็นใหญ่ ก็ชะรอยเทวดาจะช่วยลดผู้หลักผู้ใหญ่ให้ไปขุดไปคุ้ยเอามาตั้งขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ที่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินทั้งนี้ ครั้นจะว่าไปว่า ได้เป็นด้วยอำนาจเทวดา” (พระราชหัตถเลขาถึงกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ปีชวด พ.ศ. 2409)

 

เรามี ขงเบ้ง ไว้ทำไม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/419928

เรามี ขงเบ้ง ไว้ทำไม

โดย…นิธิพันธ์ วีประวิทย์

ขงเบ้งเป็นกุนซือคนสำคัญของจ๊กก๊ก หนึ่งในสามก๊ก ซึ่งอันที่จริงชื่อชั้นขงเบ้งจัดอยู่ในระดับไอดอลกุนซือคนสำคัญของประวัติศาสตร์จีน ขนาดคนไทยเองก็มีจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินชื่อ ขงเบ้ง

ขงเบ้งเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ในวัยหนุ่ม เร้นกายอยู่ในหุบเขาทำนาทำไร่ ตั้งปณิธานจะช่วยผู้นำซักคนทำการใหญ่ ซุ่มซ่อนรอคอยโอกาสและคนคนนั้น

เล่าปี่ที่กำลังตกยากไร้หลักไร้กำลัง ต้องการเสาะหาคนมีปัญญามาช่วยการใหญ่ เล่าปี่คือผู้นำที่มีชื่อเรื่องความมีน้ำใจ บุคลิกสุภาพสง่างามประทับใจผู้คน และเฝ้าประกาศปณิธานช่วยราชวงศ์ฮั่นที่ปวกเปียก ให้ฟื้นคืนมั่นคง

นึกไม่ถึง แค่เพียงชื่อเสียงเด็กหนุ่มคนนี้ถึงหูเล่าปี่ คุณลุงเล่าปี่ก็ดั้นด้นเดินทางไปหาในหุบเขา ถึงผิดหวังไม่ได้เจอตัวไปสองครั้งสองครา แต่เล่าปี่ก็ยังไม่เลิกพยายาม จนได้พบและเชิญตัวมาได้ในครั้งที่สาม

น้ำใจเล่าปี่ช่างประเสริฐ ส่วนหนุ่มน้อยขงเบ้งก็ช่างมีปัญญา แจกแจงสถานการณ์ยุคนั้นว่าจักต้องแตกเป็นสามก๊ก และชี้ให้รู้ว่าเล่าปี่มีโอกาสเป็นหนึ่งในนั้นได้ เล่าปี่จึงเห็นความหวังในการตั้งตัว

ตอนนั้นเล่าปี่คงรู้แล้วว่า ขงเบ้งมีไว้ทำไม

ขงเบ้งไม่ทำให้ผิดหวัง วางแผนให้เพลิงเผาทัพศัตรูที่รุกไล่ เขียนเฉลยกลยุทธ์การศึกใส่ไว้ในถุงผ้าให้แม่ทัพเปิดใช้ในยามฉุกเฉิน ยุให้พันธมิตรต่างก๊กมาร่วมรบ ยืมธนูศัตรูนับแสนดอกมาใช้งาน เรียกลมเรียกฝนหยั่งรู้ดินฟ้า เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ให้ฝากฝังลูกเต้า คิดค้นประดิษฐ์ม้ายนต์โคยนต์ขนเสบียงได้อย่างมหัศจรรย์ เป็นต้นกำเนิดตำนานหมั่นโถและโคมลอย จับๆ ปล่อยๆ กลุ่มคนป่าจนยอมศิโรราบให้กับความเมตตา ทำนุบำรุงแคว้นด้วยกฎหมายยุติธรรม ลงโทษทัณฑ์แม้เป็นพรรคพวกหรือแม้กระทั่งตัวเองเมื่อทำผิด หักเหลี่ยมเฉือนคมหลอกศัตรูได้ทั้งๆ ที่เมืองว่างไร้ทหาร แล้วยังทำงานหนักหน่วงจนตัวตายเพื่อปณิธานของเจ้านาย ก่อนตายยังวางแนวทางการปกครองให้กับจ๊กก๊กต่อไปอีกสองสามรุ่น

“เพอร์เฟกต์” เสียจนคนรุ่นใหม่สมัยหลังที่ชอบล้วงแคะแกะเกาบอกว่า “เฟก”

แล้วย้อนถามว่า คนอย่างขงเบ้งมีไว้ทำไม?

ช่วยเหลือเจ้านายด้วยวิธีเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ปลิ้นปล้อนพลิกลิ้น กั๊กอำนาจบริหารจนฮ่องเต้ปวกเปียกปัญญาอ่อน ทำงานหนักแต่ไม่สัมฤทธิผล กดขี่ขูดรีดปวงประชาเพื่อสร้างสงครามอุดมการณ์ลมๆ แล้งๆ ของเจ้านาย ส่วนเรื่องกลยุทธ์มหัศจรรย์ทั้งหลายก็เป็นเรื่องโกหก

คนชอบก็ชื่นชมยกย่อง คนเกลียดก็พลิกด้านมุมอับมาด่าว่า เป็นธรรมดาของโลก ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายๆ ยุทธภูมิ ล่อกวนตง (ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก) ช่วยขงเบ้งรบ โดยขงเบ้งไม่รู้อะไรกับเขาเลย

สามก๊กคือประวัติศาสตร์จริงเมื่อกว่า 1,800 ปีที่แล้ว มีบันทึกในประวัติศาสตร์ชัดเจนเป็นทางการ รวบรวมและสะสางหลายฉบับโดยหลายก๊ก เพราะฉะนั้นเมื่อตอนบันทึกเสร็จใหม่ๆ ก็มีความแตกแยก
ขัดแย้งกันอยู่ในตัว ชีวประวัติ ผลงาน และบุคลิกของขงเบ้งก็เช่นกัน

ลำพังจารึกประวัติศาสตร์ก็มีข้อขัดแย้ง ไม่ต้องพูดถึงวรรณกรรมสามก๊กที่แต่งโดยคนรุ่นหลัง ซึ่งกว่าจะเป็นเรื่องเล่าครบรสครบตอน ก็ห่างจากสถานการณ์จริงไปแล้วพันกว่าปี

แต่ความนิยมชมชอบขงเบ้ง ก็ไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมาเปล่าๆ แต่มีหลักฐานมาเนิ่นนานตั้งแต่บันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยขงเบ้ง

ขงเบ้งเป็นขุนนางที่อุตสาหะจริง ในขณะขงเบ้งปกครอง ก็ดูแลเอาใจใส่คดีความและทุกข์สุขชาวบ้านอย่างถี่ถ้วน จนชาวบ้านรู้สึกว่ากฎหมายบ้านเมืองหนักแน่นเป็นธรรม ผู้คนขยันขันแข็งก็ได้รับผลที่ควรได้ แม้จะเข้มงวดกวดขันจนอาจอึดอัดแต่ก็เท่าเทียม หลังขงเบ้งตายไป ชาวประชาจ๊กก๊กจึงต่างเรียกร้องให้ราชสำนักตั้งศาลบูชาขงเบ้ง

หลังจากนั้นไม่นาน ความมหัศจรรย์ในปรีชาสามารถก็เริ่มเกิดมากขึ้น แฟนพันธุ์แท้ขงเบ้งเริ่มเขียนเผยแพร่เรื่อง ขงเบ้งยืมธนู เรียกลมเรียกฝน และกลเมืองว่างชนะสุมาอี้ ทั้งๆ ที่หลักฐานทางบันทึกที่เป็นประวัติศาสตร์และเป็นทางการ ไม่บันทึกไว้และไม่มีทางเป็นไปได้ในทางตรรกะ ซึ่งฝ่ายยกยอปอปั้นมักจะบอกว่า ไม่มีบันทึก ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

คนดีๆ ย่อมวิเศษในทุกด้าน เรื่องเล่าเชิดชูเตลิดกลายเป็นเรื่องเอามันไม่เอาเหมือน ถ้านิยามว่าเป็นเรื่องแต่งเอาสนุกก็พอเข้าใจได้ แต่ชาวบ้านชาวช่องฟังมากเข้ามักคิดเป็นจริงจัง ไม่ต่างจากข่าวลือตามโซเชียล
มีเดียปัจจุบันที่อุปโลกอะไรมา ก็มักมีคนส่วนหนึ่งที่เห็นว่าเข้ากับจินตนาการของตน คล้อยตามได้อย่างรวดเร็ว

จากขงเบ้งที่เป็นยอดนักรัฐศาสตร์ผู้ทุ่มเทเริ่มกลายเป็นพ่อมดวิเศษที่เสกกลยุทธอะไรก็เป็นอันสำเร็จ

มองกันให้ดี ขงเบ้งเป็นหลายสิ่งแบบที่โจโฉ-ตัวร้ายแห่งวรรณกรรมสามก๊กเป็น

ทั้งคู่ต่างไม่ได้เป็นฮ่องเต้ แต่เข้ายึดอำนาจและจัดวางตนเองเป็นผู้บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นทางการและเด็ดขาดในก๊ก และทั้งคู่ต่างทุ่มเทในการงานในทางของตัวเอง

ต่างกันตรงที่ว่า ลูกของโจโฉกลับสานต่อและยึดบัลลังก์ฮ่องเต้ ส่วนลูกหลานขงเบ้งไม่

โจโฉจึงอยู่ในฐานะขุนนางผู้ฉ้อฉล เหิมเกริม ต้นตอการโค่นล้มบัลลังก์ แต่ขงเบ้งคือขุนนางผู้ภักดี ไม่ใช่แค่ภักดีต่อเล่าปี่  แต่ภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นเพราะเล่าปี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นเชื้อพระวงศ์

เป็นขุนนางผู้ภักดี มีความสามารถ ไว้ใจได้ และผู้นำอย่างเล่าปี่ให้เกียรติไปเชิญตั้ง 3 ครั้ง แถมรับฟังแทบทุกอุบาย

ชีวิตขงเบ้งจึงเป็นชีวิตในอุดมคติของปัญญาชนจีน ซึ่งตรงกันข้ามเป็นฟ้ากับเหวกับชีวิตปัญญาชนจริงๆ จะมีราชสำนักไหนเล่าเสียเวลาออกเร่หา ถ้าอยากเป็นก็คร่ำเคร่งอ่านตำราสอบแข่งขันกันเข้ามา บรรยากาศตอนสอบเข้าก็ดูไร้ศักดิ์ศรี ก่อนเข้าสอบต้องแก้ผ้าหมดตัวให้ผู้คุมสอบตรวจเพื่อป้องกันทุจริต ห้องสอบคือคอกเล็กๆ ไว้สำหรับขังเดี่ยวทั้งวันทั้งคืน คอกทั้งหมดเรียงต่อกันเป็นตับ ช่วงระยะเวลาสอบก็ต้องแก่งแย่งเอาตำแหน่งกันทุก 3 ปี 5 ปี วันดีคืนดีสอบๆ อยู่ไฟไหม้ย่างปัญญาชนคาคอกตายหมู่ก็เคยมี

ซินเดอเรร่าเป็นอุดมคติในฝันของเด็กสาวยุคหนึ่งฉันใด ขงเบ้งก็เป็นอุดมคติในฝันของปัญญาชนยุคโบราณฉันนั้น ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องสอบ เจ้านายมาเสาะหาและยกขึ้นแท่นเอง

เรื่องเล่าของขงเบ้งจึงค่อยๆ ถูกแต่งเติมขัดเกลาจนกลายเป็นไอดอลเพื่อตอบสนองฝันของปัญญาชนในสังคมจีนทุกๆ ด้าน เสาะหาฉันซิ แล้วท่านจะ
ไม่ผิดหวัง

และสำหรับฮ่องเต้ ขงเบ้งก็คือตัวอย่างขุนนางผู้จงรัก และสำหรับชาวบ้านชาวช่อง ขงเบ้งคือข้าราชการผู้เอาใจใส่ ลงมือพิทักษ์รักษากฎหมายเพื่อความสงบสุขเป็นธรรม

ทั้งหมดนี้ในชีวิตจริงมักจะขาด ในจินตนาการจึงพยายามเติมเต็ม

ฮ่องเต้ ปัญญาชน และชาวบ้าน จึงมีคำตอบของตัวเองว่า ขงเบ้งมีไว้ทำไม และช่วยกันเสริมแต่งขัดเกลาให้ขงเบ้งเป็นคำตอบที่ตรงคำถาม ดราม่า และศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

ขงเบ้งมีไว้เพื่อสร้างความฝันสร้างจินตนาตอบโจทย์ให้กับผู้คนในสังคมจีนโบราณตลอดเกือบ 1,700 ปีที่ผ่านมา จนมาระยะหลังเมื่อแนวคิดขงจื่อไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ขงเบ้งในจินตนาการคนรุ่นเก่าจึงถูกตั้งคำถามไปด้วย

จะก่นด่าหรือชื่นชมขงเบ้ง ในวรรณกรรมสามก๊กก็คือก่นด่าหรือชื่นชมไลฟ์สไตล์ในอุดมคติของขุนนาง และปัญญาชนในสังคมโบราณของจีน

ขงเบ้งตัวจริงทำงานเหนื่อยหนักและจากไปนานแล้ว ส่วนคงขงเบ้งในจินตนาการยังคงมีไว้สำหรับเล่าขานและถกเถียงประชันอุดมการณ์ต่อไป

 

บำบัดจิต ด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/419366

บำบัดจิต ด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว

โดย…อณุสรา-ภาดนุ ภาพ… โรงพยาบาลมนารมย์/วิศิษฐ์ แถมเงิน/วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรามักได้ยินหลายคนพูดว่า โลกทุกวันนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ด้วยสังคมที่แข่งขัน รีบเร่ง แย่งชิง ทำให้ผู้คนจิตใจแห้งแล้ง เห็นแก่ตัว คนจึงรู้สึกโดดเดี่ยวได้ง่าย ทำให้เกิดความเครียดและป่วยทางใจกันมากขึ้น ยิ่งเทคโนโลยีทันสมัยมากเพียงใด ก็ยิ่งส่งให้คนรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากขึ้น จนเกิดโรคทางใจที่เทคโนโลยีก็ไม่อาจจะช่วยได้ จึงมีการคาดการณ์ในวงการแพทย์ว่า ในอนาคตโรคทางใจอย่าง โรคเครียด โรคซึมเศร้า และปัญหาทางจิตใจของผู้คนในสังคมจะมีสูงขึ้น

เป็นธรรมดาเมื่อเกิดความเครียดหรือป่วยทางใจ เรามักจะนึกถึงแต่จิตแพทย์เพื่อการพูดคุยบำบัดรักษา แล้วถ้าคนเหล่านี้ไม่อยากพูดคุยและไม่อยากจะไปหาจิตแพทย์ล่ะ ยังมีวิธีการอื่นใดในการเยียวยาจิตใจอีกหรือไม่? ขอบอกให้ดีใจว่า “มีสิ” เพราะที่ต่างประเทศตอนนี้มีศาสตร์แห่งการมูฟเมนต์ร่างกาย ทั้งการเต้น การเคลื่อนไหว และการใช้ละคร มาเป็นตัวช่วยในการอ่านภาษากายเพื่อใช้ในการบำบัดจิตใจกันแล้ว เพราะเมื่อใดที่คนเราได้เรียนรู้พลังแห่งการเยียวยาตัวเอง เมื่อนั้นสังคมก็อาจจะได้รับการเยียวยาด้วยอีกต่อหนึ่ง

เรื่องนี้ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว (Dance Movement Psychotherapist) ให้ความเห็นว่า การเต้นและการเคลื่อนไหวร่างกายนั้น สามารถนำไปใช้ในการบำบัดจิตใจคนเราได้ เพราะถือเป็นสาขาหนึ่งของศิลปะบำบัดที่แตกต่างจากจิตบำบัดทั่วไป ที่มักจะใช้วิธีการนั่งพูดคุยกัน หรือใช้ภาษาพูดเป็นสื่อกลางในการสื่อสารและช่วยแก้ปัญหาทั้งหมด

แต่การใช้ศิลปะนั้นสามารถเข้าไปมีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจในกรณีที่คนไข้ไม่อยากพูด ไม่อยากเล่า ตกอยู่ในอาการช็อก หรือเสียใจจนพูดไม่ออกได้ ในทำนองเดียวกันศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกายก็สามารถเป็นสื่อกลางช่วยในการสื่อสารบำบัด หรือใช้ในการพัฒนาศักยภาพของคนไข้ด้วย เพราะการบำบัดไม่ใช่ว่าเมื่อพบหน้ากันแล้วจะสามารถบำบัดได้เลย แต่จำเป็นต้องมีกระบวนการทำความรู้จักกันก่อน

 

“ในต่างประเทศเป็นที่รู้กันว่า มีศิลปะบำบัดที่นำเอาศิลปะต่างๆ เช่น การวาดรูป เล่นดนตรี เล่นละคร การเต้น และเคลื่อนไหวร่างกายมาช่วยบำบัดเยียวยาจิตใจกันแล้ว แต่ในบ้านเราเรื่องพวกนี้ยังถือว่าใหม่มาก การจะอธิบายว่าใช้และช่วยได้อย่างไรบ้างเป็นเรื่องยาก เพราะมันละเอียดอ่อน ต้องมีการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน การไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพราะคนไข้แบกอะไรมามากมายหลายปี จิตใจเขาก็เปราะบางอยู่แล้ว การทำอะไรไม่ตรงจุดอาจจะยิ่งเป็นการไปสะกิดแผลของเขาได้ เราจึงต้องสร้างบรรยากาศที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ บางทีต้องนั่งรอเป็นวันๆ เพื่อให้เขายอมรับที่จะสื่อสารกับเราด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง”

ดุจดาว บอกว่า เนื่องจากภาษากายสื่อสารได้ดีกว่าการพูด ในกระบวนการสื่อสารนั้นภาษาพูดทำงานเพียงแค่ 7% เท่านั้น แต่เป็น 7% ที่สำคัญมาก เพราะเป็นการให้ข้อมูลล้วนๆ แต่นอกจากนั้นยังมีอันเดอร์ไลน์ที่เป็นน้ำเสียง โทนเสียงอีก 38% และอีก 55% ซึ่งเป็นภาษากายนั้นเป็นเรื่องสำคัญและเสแสร้งได้ยากกว่าการพูด และการไม่อยากพูดไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้สื่อสาร คนที่แบกความรู้สึกบางอย่างมา แล้วต้องมาเล่าให้คนที่เพิ่งมาเจอกันฟัง เราต้องทำให้เขาไว้วางใจก่อน ต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันก่อน

“หากเกิดสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือเกิดความเครียด แต่ไม่สามารถที่จะเข้าพบนักวิชาชีพโดยตรง ก็ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ที่บ้านให้ได้ฝึกปฏิบัติกัน โดยนำหลักการที่มีในห้องจิตบำบัดมาใช้กับตัวเองก่อน เช่น ไม่ตัดสินกับตัวเองว่าอะไรถูกอะไรผิด เวลาที่ทำอะไรลงไป แล้วรู้ว่ามันเป็นมารยาททางสังคมที่ไม่ดี แต่อะไรที่ขับเคลื่อนตัวเองให้ทำอย่างนั้น ก็ต้องมานั่งทบทวนตัวเอง การป่วยเครียดทางจิตใจและการที่เราอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกและเผชิญหน้ากับความรู้สึกนั้นตรงๆ โดยที่ไม่วิ่งหนีหรือหลบเลี่ยง ก็ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการเยียวยา แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นหากเราต้องการจะผ่านมันไปให้ได้”

ดุจดาว เสริมว่า เราสามารถเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนรอบข้างได้ ไม่ต้องตัดสินเขา แค่รับฟังเขาจากใจจริง ห้ามนำเรื่องของคนหนึ่งไปเล่าให้อีกคนหนึ่งฟัง เพราะการที่เขาเล่าให้คุณฟังเพราะเขาไว้ใจคุณ แต่ถ้าคุณนำเรื่องไปเล่าต่อ นั่นคือการทำร้ายเขาซ้ำ เรารับฟังโดยที่เรื่องของเขายังเป็นเรื่องของเขา อย่าตัดสินให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเมื่อเรียนรู้พลังในการเยียวยาตัวเองได้ เมื่อนั้นสังคมก็จะได้รับการเยียวยาไปด้วยเช่นกัน

ด้าน ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ นักจิตบำบัดด้วยละคร ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ใหม่มากในเมืองไทย กล่าวว่า ละครเป็นศาสตร์หนึ่งที่ทำให้จิตใจเรารู้สึกเชื่อมโยงกับร่างกาย ทำให้เข้าใจความคิดและความเป็นไป การที่เราจะทำความเข้าใจในความเป็นคนด้วยศาสตร์การละครได้นั้น ขอยกตัวอย่างเคสคนแก่คนหนึ่งในบ้านพักคนชราที่มีความกังวลมากๆ ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบที่จะต้องไปจ่ายค่าไฟ ซึ่งความเป็นจริงเขาไม่ต้องไปจ่ายค่าไฟแล้ว แต่ด้วยอาการของโรค ทำให้เขาไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่เขาจะอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกับเราซึ่งเป็นภาพในอดีต เขาจึงพยายามที่จะบอกทุกคนว่า วันนี้จะต้องไปจ่ายค่าไฟ แล้วเขาจะเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อทุกคนห้ามไม่ให้เขาไป

“สิ่งที่ละครบำบัดทำงานก็คือ เราจะสร้างซีนของการจ่ายค่าไฟเพื่อให้เขาปลดล็อกความกังวลนั้น ต้องบอกว่ามันมีกระบวนการที่ซับซ้อน สมมติเราสร้างซีนการจ่ายค่าไฟเสร็จ ก็จะค่อยๆ ดึงเขาให้มาอยู่กับเวลาปัจจุบัน บอกเขาว่า ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน คือมันไม่มีความจำเป็นที่จะจ่ายค่าไฟแล้ว เราต้องเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ เราจะต้องจำลองสถานการณ์หรือสร้างเป็นซีนสั้นๆ โดยให้สมาชิกคนอื่นที่มีบทบาทอยู่ในนั้น ทำให้เขาเล่าถึงความกังวล แล้วเราก็ดึงเขามาอยู่กับปัจจุบัน บอกเขาว่า ไม่ต้องไปจ่ายค่าไฟแล้วนะ เพราะค่าไฟถูกจ่ายโดยครอบครัวของเขาทุกเดือนอยู่แล้ว

 

เหมือนเวลาเราทำงาน เราต้องเจอคนไข้ของเราในจุดที่เขาอยู่ เพราะถ้าเราไม่ได้มองเห็นเขาในจุดที่เขาอยู่จริงๆ สิ่งที่เขาจะแสดงออกมาคือ ความก้าวร้าว โวยวาย ความเครียด ความกังวล แต่ด้วยการละคร มันมีศักยภาพของการจำลองสถานการณ์ มันมีการเปิดพื้นที่จินตนาการ เราสามารถสร้างซีนสร้างความเป็นไปได้ แล้วค่อยๆ ดำเนินเรื่องมากับเขา การเยียวยาบำบัดด้วยละครคือการที่ย้อนกลับไปในเวลาตรงนั้น แล้วทำให้สิ่งที่มันคั่งค้างในใจเขาให้มันจบลง ในละครบำบัดเราย้อนกลับไปในอดีตได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่สามารถแก้ไขอดีตได้นะ เราสามารถที่จะสร้างกระบวนการทำความเข้าใจกับมันขึ้นมาแทน”

ชนาภัณฑ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อที่เขาจะได้ใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น…“บางอย่างเราจบไม่ได้หรอก อย่างเช่น อาจจะมีการสูญเสียบางอย่าง ละครบำบัดก็จะทำงานร่วมกับสภาวะความรุนแรง ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่อารมณ์ความรู้สึก เราอาจจะเปิดพื้นที่ส่วนที่สามารถเศร้ากับมันได้ ร้องไห้กับมันได้ ผิดหวังหรือคร่ำครวญกับมันได้ จนกระทั่งเขาอยู่ในภาวะพร้อมที่จะยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วนำไปสู่การปรับตัวและใช้ชีวิตในปัจจุบัน ละครบำบัดทำงานอ้างอิงกับจิตวิทยามาก เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสมดุลให้กับตัวเอง ละครบำบัดมีกระบวนการที่เน้นหนักก็คือที่ตัวเขา ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเขา แล้วเขาจะต้องหาทางเลือกให้กับตัวเองยังไง

สำหรับ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ให้ความเห็นว่า ในเบื้องต้นต้องแยกก่อนว่าผู้ที่มีปัญหาทางใจเหล่านี้ป่วยเป็นโรคหรือไม่ป่วยเป็นโรค เพราะหากป่วยเป็นโรค เช่น โรคสมาธิสั้น โรคซึมเศร้า มีปัญหาการเรียน พฤติกรรม หรือพัฒนาการ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเด็ก หรือโรคจิตเภท โรคอารมณ์แปรปรวน (ไบโพลาร์) โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ เหล่านี้ก็ควรต้องได้รับการรักษาหลักโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสำคัญ

 

“คนเหล่านี้ถ้าได้รับการวินิจฉัยตามเกณฑ์ของโรคจากแพทย์แล้วพบว่าเข้าเกณฑ์การเป็นโรคดังที่กล่าวมา ก็จะต้องมีการไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ต้องมีการทำจิตบำบัด รวมทั้งกินยาตามแพทย์สั่งควบคู่ไปด้วย ซึ่งถือเป็นการรักษาหลัก โดยผู้ป่วยอาจทำกิจกรรมบำบัดโดยใช้ศิลปะ ดนตรี การแสดงละคร และการเต้นรำ ควบคู่ไปกับการรักษาหลักด้วยก็ได้

สำหรับคนที่มีปัญหาทางใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นป่วยเป็นโรคดังที่กล่าวมา พวกเขาอาจจะแค่มีปัญหาในเรื่องการปรับตัว การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง หรือกำลังเครียดกับบางเรื่องในชีวิต จนทำให้รู้สึกวุ่นวายใจ ไม่สบายใจ เหล่านี้ถือว่ายังไม่ได้ป่วยเป็นโรค ฉะนั้นการใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวต่างๆ จึงสามารถช่วยให้พวกเขาปลดปล่อยความเครียดได้ เพราะหลักสำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ก็คือ ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้ใจสงบขึ้น จิตนิ่งขึ้น ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น แทนที่จะเอาสมองไปคิดวนเวียนอยู่กับปัญหาหรือเรื่องเครียด ก็เอาสมองมาโฟกัสอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่แทน

วิธีการเหล่านี้มีทฤษฎีหรือขั้นตอนสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมด้วย เช่น ปลดปล่อยความรู้สึกผ่านการเปล่งเสียง ผ่านเส้นสายของการวาดรูป หรือผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเต้นและการแสดงละคร ซึ่งก็มีทฤษฎีรองรับและพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยได้จริง พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการฝึกให้อยู่กับตัวเองมากขึ้น รู้สึกสนุกมากขึ้น หรือทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาหรือสิ่งที่ไม่สบายใจที่จะเข้ามาในชีวิตได้มากขึ้นนั่นเอง”

 

เด็กไทยในระบบการศึกษายุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/419140

เด็กไทยในระบบการศึกษายุคนี้

โดย…โยธิน อยู่จงดี/พุสดี สิริวัชระเมตตา

เสียงพึมพำระบายความทุกข์จากคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เรื่องระบบการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จากการเคี่ยวเข็ญให้เด็กอนุบาลต้องเรียน บวก ลบ คูณและหาร และคณิตคิดเร็ว เพื่อเตรียมสอบเข้าในโรงเรียนสาธิต จนถึงระดับประถมศึกษาที่เด็กๆ ต้องเรียนวิชา การเงินและเศรษฐกิจที่รุ่นพ่อแม่ เพิ่งได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย แต่เมื่อพวกเขาเปิดหนังสือเรียนระดับประถมไปพร้อมๆ กับข้อสอบที่เด็กๆ ทำ ก็พบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ คำถามในข้อสอบไม่มีสอนในเนื้อหาหนังสือเรียนของเด็กๆ มีกระทั่งคำถามเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปจนถึงจริยธรรมทางการเมืองแล้วอย่างนี้เด็กไทยจะต้องเก่งแค่ไหนถึงจะเพียงพอกับระบบการศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน

เด็ก ป.4 กับวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค

“จำได้ว่าวิชานี้เคยเรียนตอนอยู่มหาวิทยาลัย แต่ไม่คิดว่าลูกของเราจะได้เรียนเรื่อง หลัก 4 พี สิทธิของผู้บริโภค แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการสินค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคตั้งแต่ ป.4” คุณแม่บี (นามสมมติ) ผู้มีอาชีพคร่ำหวอดในวงการโฆษณา เล่าถึงวิชาเรียนของน้องไนน์ (นามสมมติ) ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งให้ฟัง ที่ดูแล้วเป็นวิชาที่ค่อนข้างไกลตัวเด็กอย่างมาก

แม่บีเล่าถึงเส้นทางการเรียนของเด็กไทยยุคโซเชียลมีเดีย ผ่านตัวอย่างเรื่องราวของน้องไนน์จากประสบการณ์จริงของเธอว่า ย้อนกลับสมัยน้องไนน์ยังเรียนอยู่ในระดับอนุบาล ครอบครัวของเธอวางแผนเรื่องโรงเรียนของลูกไว้แล้วว่า จะให้ลูกเรียนต่อที่ไหน

 

 

“พอดีทางครอบครัวสามีทั้งตระกูลเรียนที่โรงเรียนนี้มาโดยตลอด แม้ส่วนตัวจะไม่เห็นด้วย แต่ด้วยหลายเหตุผลทั้งตัวคุณครูรู้จักครอบครัวของเราดี สามารถเป็นหูเป็นตาดูแลลูกเราเวลาอยู่ที่โรงเรียนได้ และเป็นโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงมัธยมปลาย จึงเป็นทางเลือกที่ไม่เลวสำหรับครอบครัว แม้จะได้ยินว่าโรงเรียนแห่งนี้เน้นด้านวิชาการเป็นเลิศ เด็กต้องเรียนหนักมาก แต่เราก็ทำใจในเบื้องต้นไว้แล้ว เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีพอสำหรับลูกและคนในครอบครัว

โชคดีอย่างหนึ่งว่าตอนที่น้องไนน์สอบเข้าเรียนต่อระดับประถม ยังใช้การสอบรูปแบบเก่าคือสอบการช่วยเหลือตัวเองในฐานต่างๆ เช่น ใส่เสื้อผ้าและทำกิจกรรมที่กำหนด แต่เด็กที่เข้าหลังจากนั้นจะเป็นการสอบเข้าประถมแบบใหม่ ที่เด็กอนุบาลต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนประถมด้วยข้อเขียน 150 ข้อ นั่งสอบในเวลา 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่ต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนสาธิตต่างๆ ซึ่งโชคดีว่าลูกเราไม่ต้องไปทรมานกับการสอบแบบนั้น

ทราบจากเพื่อนๆ ที่ส่งลูกเข้าเรียนอนุบาลว่ามีบางโรงเรียนที่เตรียมวิชาสำหรับสอบเข้าโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะ ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะฝึกฝนเด็กอนุบาลฝึกภาษาอังกฤษ เรียนเลข บวก ลบ คูณ หาร และคณิตคิดเร็ว และความรู้สำคัญที่เด็กๆ จะต้องสอบเข้า รวมทั้งฝึกให้เด็กสามารถนั่งทำข้อสอบ 150 ข้ออีกด้วย

พอน้องไนน์เข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้แล้วถึงเข้าใจว่า เด็กๆ ยุคใหม่เขาเรียนกันหนักมาก โดยเฉพาะหลักสูตรที่ต้องเรียนแบบดับเบิ้ล โดยเพิ่มหนังสือภาษาอังกฤษพิเศษเข้าไปในทุกวิชา อย่างเช่นวิชาสังคมก็มีหนังสือเรียนของกระทรวงและหนังสือสังคมภาษาอังกฤษเฉพาะกลุ่มโรงเรียนของเขาอีก เป็นการเรียนดับเบิ้ลแทบทุกวิชา และบางวิชาเราก็ตกใจเหมือนกันอย่างวิชาการเงิน เรียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ ความสำคัญของการเงินระดับประเทศ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง วิชาพฤติกรรมผู้บริโภค ความพึงพอใจของผู้บริโภค ผู้บริโภคจะต้องดูสินค้าด้วยตัวเองอย่างไร และสิทธิของผู้บริโภค ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้าง ซึ่งดูไกลตัวสำหรับเด็กไปนิด

สรีญา โชคชัยนิรันดร์

 

เด็กทั้ง 50 คนในห้อง ก็จะมีเด็กประมาณ 15 คน ที่มีผลการเรียนดีเลิศ เพราะเด็กกลุ่มนี้เตรียมความพร้อมเรื่องวิชาการตั้งแต่อนุบาลเพื่อเข้าเรียนต่อในโรงเรียนนี้โดยเฉพาะ แต่สำหรับเราๆ ไม่ได้คาดหวังให้ลูกมีผลการเรียนดีเลิศเอาให้แค่พอผ่าน เรียนแล้วไม่เครียดมีความสุขกับเพื่อนๆ ในโรงเรียนเท่านั้นก็พอ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าเรากำลังส่งลูกเรียนในโรงเรียนที่ยากเกินไปสำหรับเขา เทียบกับรุ่นเราแล้วเรารู้สึกสงสารลูกมากๆ เพราะรุ่นเราไม่ต้องทำอะไรเยอะขนาดนี้ แต่ความรู้สึกเหมือนโลกมันเปลี่ยนไป ถ้าเทียบในรุ่นของเขาก็อาจจะเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือไม่เคี่ยวเข็ญให้ลูกต้องเป็นเด็กเรียนเก่งสอบได้ที่ 1 เพื่อเอาไปอวดใครๆ ว่าลูกเรียนเก่ง ขอให้เขามีความสุขกับการเรียน มีวินัย มีความรับผิดชอบเพียงแค่นี้ก็พอใจแล้ว”

ความเก่งของเด็กไทยในมุมมองของนักพัฒนาเด็ก

สรีญา โชคชัยนิรันดร์ ผู้จัดการทั่วไปและเจ้าของมาสเตอร์แฟรนไชส์ เบรนสคูล แสดงทัศนคติจากประสบการณ์ในการพัฒนาเด็กไทยมากกว่า 12 ปี ว่า เด็กไทยที่เป็นอยู่เวลานี้พูดได้เลยว่าเก่งมากๆ แล้ว แต่ดูจะเป็นการเก่งแบบผิดวัยไปสักหน่อย ซึ่งควรจะมองในเรื่องพัฒนาการและระบบความคิดของเด็กให้เป็นไปตามวัย มากกว่าที่จะยัดเยียดความเก่งของผู้ใหญ่ใส่ลงไปในตัวเด็ก จึงอยากให้เปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

“ตอนนี้เราพยายามจะสร้างเด็กเก่ง แต่เด็กก็ไม่เก่งสักทีเพราะมีความคิดของผู้ใหญ่เข้าไปครอบ และพยายามทำให้เด็กเก่งผิดวัยของเขา ปัญหาของเด็กไทยมีความพยายามในการแก้ปัญหาอยู่หลายครั้ง แต่ติดปัญหาในระบบการศึกษาทำให้เราไม่สามารถแก้ไข พัฒนาเท่าที่ควร ตั้งแต่ทำงานกับเด็กในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย ทั้งที่ผ่านมารัฐบาลเคยมีความคิดที่พัฒนาในรูปแบบสากลตามธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าตัวข้อสอบหรือแม้แต่ตำรา สุดท้ายเราก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมของการศึกษาทั้งที่ในต่างประเทศจะปรับการเรียนการสอนให้เป็นธรรมชาติการเรียนรู้ของวัย ให้เด็กเรียนแล้วรู้สึกสนุกในการเรียนรู้มากกว่าท่องจำ

 

 

เทรนด์การเรียนการสอนของโรงเรียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเด็กอนุบาลถึงประถม 6 จะเป็นเทรนด์ของการเรียนรู้อย่างมีความสุข ฝึกความคิดสร้างสรรค์ และการคิดวิเคราะห์ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เด็กคนไหนท่องจำได้มากกว่าก็จะเป็นเด็กที่เรียนเก่งแต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มากมายเข้าถึงง่าย การท่องจำอาจจะไม่จำเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่ ปล่อยให้หน้าที่การจำกลายเป็นหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ และมุ่งเน้นการสอนให้เด็กรู้จักการแยกแยะข้อมูลที่อยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต นำมาปรับใช้ให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แก่ตัวพวกเขามากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่ชี้วัดความฉลาดของเด็กจะเปลี่ยนเป็นวิธีการคิดและเลือกรับข้อมูลที่เหมาะสม และรู้จักการแยกแยะและตัดสินใจเรื่องข่าวสารในยุคใหม่ สำหรับพ่อแม่การเลี้ยงดูในเด็กยุคใหม่ต้องปรับตัวในเรื่องการสอน ซึ่งแต่เดิมเรามักจะสอนให้เขาเชื่อและจดจำในสิ่งที่ผู้ใหญ่คิด เปลี่ยนมาเป็นเพื่อนช่วยคิดกับเด็กๆ สอนให้เขาลองคิดเรื่องข้อมูลในมุมมองต่างๆ จะดีกว่า

พอเข้าโรงเรียนระบบการศึกษาไทยไม่ได้เอื้อกับพัฒนาการตามวัย ต้องมีการเตรียมความพร้อมสอบเข้าอนุบาล ซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่วัยที่เด็กจะต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียน เพราะเมื่อเปิดข้อสอบเข้าอนุบาลมาดูแล้ว พบว่าข้อสอบบางข้อผู้ออกไม่ได้คิดเผื่อทางเลือกสร้างสรรค์ของเด็กๆ เช่น ข้อสอบถามว่าข้อไหนไม่เข้าพวก (คำถามยอดฮิตในข้อสอบระดับอนุบาล) มีให้เลือกระหว่าง โลก ดวงดาว มะนาว และพระจันทร์

ถ้าเป็นผู้ใหญ่คิดก็จะรู้ว่าคำตอบนั้นคือมะนาว แต่ผลปรากฏว่าข้อสอบข้อนี้มีเกณฑ์เฉลี่ยคำตอบของเด็กๆ เท่ากันทุกข้อ เด็กบางคนเลือกตอบโลกด้วยเหตุผลว่าสีไม่เหมือนข้ออื่น บางคนเลือกตอบดวงดาว เพราะรูปทรงไม่เหมือนคนอื่น เด็กมีกระบวนการคิดสร้างสรรค์มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะพวกเขายังไม่ยึดติดกับหลักเหตุผล ผู้ออกข้อสอบเองก็ไม่ได้เผื่อกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยเลยกับการให้เด็กสอบเข้าโรงเรียนอนุบาล ไปจนถึงการสอบเข้าโรงเรียนประถม เพราะเด็กในวัยนี้ยังไม่พร้อมรับกับสภาพการสอบในระบบที่ค่อนข้างจำกัดในเรื่องการท่องจำ”

ติดเกราะเสริมความแกร่งให้เด็ก

ครูต้อย-วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันบางกอกแดนซ์ บอกว่า ก่อนที่ผู้ปกครองจะพาเด็กเล็กเข้าโรงเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านวิชาการ ควรเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ ให้เด็กด้วย เพราะธรรมชาติของคนเรามีสมอง 2 ด้าน ที่ต้องได้รับการพัฒนาไปควบคู่กันอย่างสมดุล ซึ่งเด็กควรได้รับการเตรียมความพร้อมและพัฒนาด้านร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ไปพร้อมกัน

“อยากให้คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้เข้าใจว่ายิ่งโลกในยุคนี้เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความกดดัน เรายิ่งต้องหาทางให้ลูกเราพร้อมจะออกไปต่อสู้ การกดดันให้ลูกเครียดเกินไป ไม่ใช่ทางออก แต่ถ้าให้เขาเติบโตมาแบบมีความสุข โอกาสจะชนะยังพอมี ยิ่งเราบอกว่าอนาคตเทคโนโลยีจะยิ่งก้าวล้ำ

เราอาจไม่ใช่แค่ต้องเดินเร็วขึ้น แต่ต้องวิ่ง เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาเด็กอย่างไรให้เขาวิ่งได้เร็วโดยไม่สะดุดขาตัวเอง ช่วง 3 ขวบปีแรกถึง 6 ขวบ หรือช่วงก่อนที่เด็กจะเข้าเรียนในระดับชั้น ป.1 ถือเป็นช่วงที่เด็กฉลาดที่สุด สมองมีศักยภาพสูงสุด ร่างกายของเด็กๆ ในวัยนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นนี่คือช่วงวัยสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มเตรียมความพร้อมทั้ง 3 ด้าน ให้กับเขา

 

ยกตัวอย่างศาสตร์การเต้นสามารถตอบโจทย์ในการพัฒนาเด็กทั้ง 3 ด้าน ครบทั้งในด้านร่างกาย เด็กสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายตัวเอง ฝึกการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ด้านอารมณ์ การที่เด็กได้ออกไปยืนหน้าเวที ได้ก้าวข้ามคำว่าเขินอาย มาสู่ความมั่นใจ ได้สัมผัสความรู้สึกว่าทำได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กมีความสุขและเป็นคนที่คิดบวก มีความแข็งแกร่งทางจิตใจ ต่อให้สังคมบีบคั้นเท่าไร มีการแข่งขันมากแค่ไหน เด็กกลุ่มนี้จะยังมีเกราะป้องกันตัวเองที่เข้มแข็ง นอกจากนี้การเต้นยังฝึกให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมเวิร์ก รู้จักคำว่า “เรา” มากกว่า “ฉัน” ได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น “สุดท้ายคือด้านสติปัญญา เวลาที่ได้ทำในสิ่งที่เขาสนใจหรือมีความสุข จะเหมือนได้พาตัวเองไปอีกโลก ได้จดจ่อกับสิ่งที่ทำ ไม่วอกแวก เหมือนเป็นการได้ฝึกสมาธิไปในตัว

อีกอย่างหนึ่งสมองของเด็กเปรียบเหมือนฟองน้ำ พวกเขาพร้อมจะซึมซับทุกอย่าง แต่พอวันหนึ่งที่ฟองน้ำซับน้ำจนเต็ม จนรับอะไรอีกไม่ไหวจะกลายเป็นความเครียด เพราะฉะนั้นการที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เขาได้ลองทำอะไรที่มีความสุข ได้จดจ่อกับสิ่งนั้นโดยที่ไม่ถูกบังคับ สมองของเขาจะได้พัก เหมือนฟองน้ำที่ได้บีบน้ำออก และพร้อมจะซึมซับกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาใหม่ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไม่ได้อัดแน่นทางวิชาการ เพราะหลายครั้งสิ่งที่พยายามอัดแน่น เด็กๆ อาจไม่ได้ให้ความสำคัญ สู้ให้เขาเกิดความรู้สึกสนใจอยากจะทำเองด้วยการพาเขาออกไปเปิดโลกทัศน์ ได้เห็นศักยภาพของคนอื่น จนเกิดความรู้สึกกระหายในการเรียนรู้ อยากจะกลับมาพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกด้วยสมัครใจของเขาเอง ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า”

 

เมื่อรักร้าย กลายเป็นขมจะทำไงต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418917

เมื่อรักร้าย กลายเป็นขมจะทำไงต่อไป

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เพราะความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ห่วงใย ดูแลกัน มีทั้งความเหมือนเพื่อที่จะให้เข้าใจกัน มีทั้งความต่างเพื่อให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และมีบ่อยครั้งที่ต้องมีอีกฝ่ายที่จะยอมถอย หรือเสียสละบ้าง เพื่อให้ความรักนั้นราบรื่นผ่านอุปสรรคขวากหนามไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้จะใช้ความพยายามอย่างไรแล้วก็ตาม

แต่เมื่อวันนึงอีกคนกลับแปรเปลี่ยนไปเพราะใจไม่เหมือนเดิม จากที่เคยมีกันและกันกลับปล่อยให้อีกคนเดียวดาย และเมื่อถึงเวลาความรักสิ้นสุดลง มีคนที่เจ็บก็ต้องรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น แล้วจะมีวิธีอย่างไรให้ลืมเขาได้ หรือทำอย่างไรให้กลับมารักตัวเองมากขึ้น ศรัทธาในตัวเองและอยู่ให้ได้โดยที่ไม่มีเขาหรือเธอ

เมื่อรักได้ก็ต้องเลิกรักได้สินะ…

1.เมื่อพยายามเต็มที่แล้ว ในการดูแลสายสัมพันธ์ที่มีให้คนรัก แต่เขากลับไม่สนใจคุณ เตือนตัวเองเอาไว้ว่า เขาเป็นฝ่ายปฏิเสธความรักนั้น เขาจึงไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ร้อน มีแต่คุณเท่านั้นที่กลับจะเป็นฝ่ายเจ็บมากขึ้น

2.ถ้าความรักของคุณกำลังวิกฤต เขาไม่สนใจ และไม่รักกันอีกต่อไป ดังนั้นคุณยอมรับมันตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเขาเลิกรัก คุณต้องหยุดคิด ที่จะยื้อให้เขากลับมาด้วยและต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับเรื่องราวร้ายๆ ต้องหากิจกรรมดีๆ สนุกๆ ทำ หรือออกไปสังสรรค์ พูดคุยกับเพื่อนให้สบายใจ

3.ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้เวลากับตัวเอง เพื่อหาต้นตอ สาเหตุที่แท้จริง ว่าทำไมคุณกับเขาถึงไปด้วยกันไม่ได้ คุณอาจจะคิดวนเวียนอยู่ว่า เมื่อทุ่มเทความรักไป แต่ทำไมเขาถึงไม่ให้สิ่งเดียวกันกลับมา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจว่า คุณไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหา แต่ปัญหาก็คือ เขามีเหตุผลในใจบางอย่างที่ไม่สามารถรักคุณได้ คุณก็แค่เสียคนที่ไม่ได้รักคุณไป แต่เขาสิเสียคนที่รักเขามากไป

4.แม้จะมีเหตุผลมากมายที่ทำให้คุณหยุดรักเขาไม่ได้ เช่น คุณคิดถึงแต่ด้านดีๆ ที่เคยทำร่วมกันมา นึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยหอมหวนในอดีต ความหวานๆ จาก sms จดหมายที่เขาเคยเขียนบอกรัก คุณรู้สึกผิดที่เคยพูดโกหกในเรื่องบางเรื่อง คุณต้องมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป จะได้ไม่จมอยู่กับความรัก ที่กลายเป็นอื่นไปแล้ว จำไว้ว่าความรักก็มีวันหมดอายุได้เหมือนกัน

5.ทิ้งอดีตและสิ่งของที่ตำใจให้นึกถึงรักครั้งเก่าออกไป อย่าปล่อยให้เกะกะสายตาและหัวใจ เตือนตัวเองให้รู้ว่ารอบๆ ข้างคุณยังมีคนดีๆ ให้ได้พบเจอ และได้ทำความรู้จักอีกมาก คุณอาจจะได้เจอคนที่อกหัก ที่มีหัวใจที่กำลังบอบช้ำเช่นเดียวกับคุณ หรืออาจจะพบกับใครสักคนหนึ่ง ที่จะร่วมสร้างความรัก แบบที่ต่างฝ่ายต่างทุ่มเทให้แก่กันและกันได้ในอนาคต

6.เมื่อลืมอดีตได้แล้วก็เปิดโอกาสให้ตัวเอง ได้ทำความรู้จักใครใหม่ๆ ต้องเลิกให้ความสำคัญกับเขาโดยตรงด้วยเจ็บแต่จบ คนที่จะช่วยให้คุณตัดใจได้เร็วที่สุด คือตัวเราเอง คุณไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายที่จะผิดหวังในรัก

7.เลิกพูดกับตัวเองว่า ขาดเขาไม่ได้ หยุดรักเขาไม่ได้ เขาเหมาะสมที่สุด ถ้าหยุดตัวเองไม่ได้ ลองปรับชีวิตประจำวันใหม่ๆ หาอะไรดีๆ ให้ตัวเองทำเพิ่มเติมไปทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่มีโอกาส เช่น ไปดำน้ำ ไปเที่ยวต่างประเทศ

ท้ายที่สุดต้องรักตัวเองก่อนที่จะแบ่งปันความรัก ความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอื่น ก็ในเมื่อคนที่ทิ้งคุณไปเพราะเขาอยากหาสิ่งที่ดีกว่าคุณก็ต้องให้สิ่งที่ดีกว่ากับตัวเองด้วยเช่นกัน เอาความเสียใจมาสร้างพลังผลักดันให้ตัวเองดีขึ้นไปเรียนเพิ่ม ไปออกกำลังกายเพิ่ม ไปเรียนภาษาเพิ่มสร้างแรงขับใหม่ๆ ในทางบวกให้กับตัวเอง ฟ้าหลังฝนต้องสวยงามขึ้นเสมอ

วันนั้นคุณอาจรู้สึกผูกพันมากจนคิดว่าขาดเขาไม่ได้ แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป สักวันคุณจะรู้ว่าสิ่งที่ผูกพันในวันนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตไม่ใช่ ทั้งหมดของชีวิตคุณ

 

ใช้นิ้วแคะจมูกไม่เห็นน่าดูตรงไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418888

ใช้นิ้วแคะจมูกไม่เห็นน่าดูตรงไหน

เรื่อง ณพน ภาพ http://www.manyum.com

ในรูจมูกไม่รู้ว่ามีอะไรดี บางคนจึงชอบแคะอยู่นั่นแหละ แคะๆ แล้วก็แคะๆ ถ้าทำในที่ส่วนตัวหรือในบ้านคงไม่มีอะไร หรือคงไม่มีใครมาว่า แต่ถ้าไปทำในที่สาธารณะ ต่อหน้าผู้คน เช่น ในที่ทำงาน ในห้องประชุม หรือในงานต่างๆ มีคนจำนวนมากคงไม่น่าดู แถมอาจเป็นที่รังเกียจของคนที่พบเห็นอีกด้วย

สมมติคนที่ทำเป็นพนักงานบริษัทแล้วลูกค้าที่มาใช้บริการมาเห็นทำอย่างนั้นก็อาจถูกมองว่าไม่ดี บางทีพฤติกรรมนั้นก็อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้ เช่น ถ้าบริษัททำเกี่ยวกับความสวยความงามที่พนักงานทุกคนก็ต้องสะอาดสะอ้าน แต่ถ้ามีพนักงานบางคนมาแคะรูจมูกให้ลูกค้าเห็นอยู่บ่อยๆ แล้วลูกค้าคนไหนจะเชื่อมั่นในบริการ

การแคะจมูกต่อหน้าผู้อื่นไม่ดีแน่นอน ทั้งยังเป็นที่รังเกียจของคนที่พบเห็น และคงไม่มีใครอยากคุยด้วย ทางแก้ของเรื่องนี้คนที่ทำประจำควรต้องรู้ตัวเองว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่น่าดูน่ารังเกียจ โดยเฉพาะการทำในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน เมื่อรู้ว่าพฤติกรรมแบบนี้น่ารังเกียจต่อคนที่พบเห็นก็ต้องพยายามไม่ทำอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ตนเองก็ต้องพยายามรักษารูจมูกให้สะอาดอยู่เสมอ หรือถ้าต้องแคะจริงๆ อดไม่ได้ก็ควรต้องทำในที่เฉพาะที่คนอื่นไม่เห็น คือ ต้องดูกาลเทศะ บุคคล ด้วย แต่ถ้าให้ดีที่สุดอย่าใช้นิ้ว เพราะบางทีนิ้วไม่สะอาด อาจนำพาเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ แนะนำให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือมาเช็ดรูจมูก ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้อง

 

ติดยาดมระวังเสียลุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 08:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418887

ติดยาดมระวังเสียลุค

เรื่อง ณพน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ยาดมใครๆ ก็ดมกัน (หลายคนก็ไม่ดมนะ) บางคนดมเฉพาะเวลาที่จำเป็นต้องดม เช่น เวลาคัดจมูก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลม แต่บางคนไม่เป็นอย่างนั้น ดมได้ดมดี จะหน้ามืดหรือไม่หน้ามืด คัดจมูกหรือไม่คัดจมูกฉันก็ดม แถมดมแบบไม่ยอมห่างจมูกด้วย ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็จัดว่าเป็นพวกติดยาดมแล้วล่ะ

ผลิตภัณฑ์ยาดม ประกอบด้วยสารหลัก 3 อย่าง คือ เมนทอล การบูร และพิมเสน เมื่อสูดดมจะทำให้โล่งจมูกและทำให้เกิดความรู้สึกเย็นซ่า สดชื่น ตื่นตัว มีประโยชน์ในขณะที่เป็นลมวิงเวียนหรือคัดจมูก แต่การใช้ยาดมที่ถูกต้อง ควรสูดดมใกล้ๆ ไม่สัมผัสโดยตรง ไม่ควรให้หลอดยาดมเข้าไปค้างไว้ในจมูกเพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองเมื่อสัมผัส

นอกจากนี้ ยาดมยังอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ผลิตบางชนิด เช่น เมนทอล และการบูร ซึ่งเป็นสารมีผลต่อระบบประสาท จึงอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่การติดยาดมจะเป็นรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย เหมือนกับการที่บางคนชอบหมุนปากกา ต้องกอดหมอนข้างเวลานอน เป็นต้น

คนชราสูงอายุติดยาดมดูไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าจะมีติดตัวไว้ใช้ยามจำเป็นเกิดเวลาเป็นลมยังพอช่วยได้ แต่ถ้าหนุ่มสาวหล่อๆ สวยๆ แต่งตัวเท่ๆ ในลุคของหนุ่มสาวออฟฟิศ ผู้บริหาร หรือผู้นำ เดี๋ยวหยิบเดี๋ยวล้วงยาดมขึ้นมาดม บุคลิกเท่ๆ มันดูเสียเลยนะ ฉะนั้นไม่ได้โลกสวย แต่จะบอกว่าพฤติกรรมติดยาดมอย่างนี้ดูเสียลุคไม่น้อย

ทางแก้ ใช้สติเตือนตัวเองทุกครั้งที่เผลอปฏิบัติ โดยเริ่มจากพยายามฝึกสมาธิและใช้หลักสติบำบัดง่ายๆ เช่น ฝึกจดจ่อกับลมหายใจ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ เพื่อให้ผ่อนคลายและควบคุมตัวเองได้มากยิ่งขึ้น เมื่อมีสติกำกับตลอดก็จะไม่เผลอไปทำ เราจะค่อยๆ ปลดล็อกความเคยชินหรือภาวะเสพติดไปได้ ขั้นต่อมาไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องพกติดตัว เดี๋ยวก็เลิกใช้ไปเอง ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้แก้ไม่ยาก ขึ้นกับตัวเรา

ถ้าเป็นในเด็กพ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูก เพื่อป้องกันและหาทางแก้ไขตั้งแต่วัยเด็ก จะไม่ได้พกอาการติดมาจนโตจะยิ่งแก้ยาก แต่ถึงอย่างไรทุกปัญหามีทางแก้ บางทีเด็กพอมีวุฒิภาวะมากขึ้นก็จะเลิกภาวะติดดังกล่าวได้เอง

ยาดมเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่มีประโยชน์หากรู้จักใช้อย่างถูกวิธี ระมัดระวัง และไม่สูดดมต่อกันเป็นเวลานาน การมีไว้สำหรับคนที่จำเป็นใช้ ก็เป็นการป้องกันโรคบางอย่างได้ ทำให้สุขภาพดีโดยไม่ต้องพึ่งยา แต่อย่าเผลอไปติดยาดมจะกลายเป็นโรคขาดยาดม ไม่ได้เชียว ระวังเสียบุคลิกโดยที่เรา ไม่รู้ตัว

 

วราภรณ์ พวงไทย สารพัดโรครุมเร้า…จนยากจะลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418651

วราภรณ์ พวงไทย สารพัดโรครุมเร้า...จนยากจะลืม

โดย…เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์/ป๊อด โมเดิร์นด๊อก

ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงเก่งวัย 45 ปี อย่าง อ้อย-วราภรณ์ พวงไทย บรรณาธิการนิตยสาร Baccazine (ฟรีก๊อบปี้ราย 3 เดือน) โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และนักเขียนอิสระฝีมือดี ซึ่งหน้าที่การงานกำลังไปได้สวย จะถูกโชคชะตาเล่นตลกให้ป่วยด้วยสารพัดโรครุมเร้า จนเธอเองก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะเกิดกับเธอ

“จะเป็นช่วงที่ดิฉันดวงตกหรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อดิฉันถูกหมอ (ฝึกหัด) วินิจฉัยโรคผิด ตั้งแต่วันนั้นดิฉันก็เจ็บป่วยสารพัดโรคเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นดิฉันเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารฉบับหนึ่ง จำได้ว่าวันนั้นดิฉันกินข้าวผิดเวลาเพราะติดสัมภาษณ์เชฟเพื่อลงคอลัมน์ น้องทีมงานก็หวังดีไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือมาให้กิน พอกินไปได้สักพัก ดิฉันก็มีอาการปวดท้องและรู้สึกหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม แต่ก็ทนทำงานจนเสร็จ

ช่วงค่ำวันนั้นน้องช่างภาพที่สนิทกันเห็นว่าดิฉันยังปวดท้องไม่หาย เขาจึงอาสาขับรถไปส่งที่หน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ไปถึงก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว จึงมีแต่หมอ (ฝึกหัด) ที่เข้าเวรในแผนกฉุกเฉินอยู่เท่านั้น พอดิฉันเล่าอาการให้ฟัง หมอหนุ่มคนนั้นก็บอกว่าน่าจะเป็นไส้ติ่ง ดิฉันก็เถียงว่าแต่อาการมันปวดมวนท้องเหมือนจะอาเจียนนะ ไม่น่าจะใช่ไส้ติ่ง หมอก็เลยพูดว่า งั้นจะฉีดยาเพื่อบรรเทาอาการให้ละกัน ดิฉันก็บอกขอแค่ยากินก็พอ เพราะไม่ชอบฉีดยา ซึ่งหมอก็ตอบตกลง”

 

แต่ที่ไหนได้หลังจากอ้อยเดินออกจากห้องน้ำเพื่อเก็บปัสสาวะไปตรวจ เธอก็ถูกพยาบาลสาวร่างอวบพูดด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่าให้ขึ้นนอนบนเตียงเพื่อฉีดยา ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าบอกหมอแล้วว่าไม่ฉีด แต่พยาบาลคนนั้นก็บังคับให้ฉีดยาจนได้

“ตอนที่ยาเข็มแรกถูกฉีดเข้าไป ร่างกายท่อนล่างของดิฉันก็รู้สึกชาและขยับไม่ได้ พอถูกฉีดยาเข็มที่สองมือก็เริ่มเกร็ง หายใจไม่ออก ตาเริ่มพร่ามัว ตอนนั้นดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย เดชะบุญวันนั้นน้องช่างภาพย้อนกลับมาดูดิฉันที่โรงพยาบาล เมื่อเขามาเห็นดิฉันอาการแย่ขนาดนั้น เขาก็โทรตามน้องๆ คนอื่นที่ออฟฟิศให้รีบมาดู (มารู้ทีหลังว่าอัตราการเต้นของหัวใจตอนนั้น 200 ครั้ง/นาที) พอมาถึงน้องๆ ก็รีบถกขากางเกงดิฉันขึ้นดู ปรากฏว่ามีผื่นแดงๆ ขึ้นเต็มขาไปหมด นั่นคืออาการแพ้ยาแน่นอน น้องๆ ก็พูดกับหมอ (ฝึกหัด) ว่าคุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้

เมื่อหมออาวุโสอีกคนทราบเรื่องก็รีบมาดูอาการ จากนั้นก็รีบส่งตัวดิฉันไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเวชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำที่ดิฉันรักษาอยู่ ไปถึงดิฉันก็ถูกส่งตัวเข้าไอซียูทันที จำได้เลือนรางว่ามีการให้น้ำเกลือและฉีดยา คือคุณหมอที่นั่นช่วยรักษาอย่างดี เช้าวันต่อมาดิฉันจึงอาการดีขึ้น แต่คุณหมอก็ขอให้พักอยู่โรงพยาบาลก่อนเพราะต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกที”

 

แต่หลังจากหมอตรวจร่างกายเธอแล้วก็พบว่า เธอมีอาการของโรคหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน…“ตอนนั้นหมอถามว่า เคยนอนหลับอยู่แล้วหัวใจมีอาการเต้นรัวจนรู้สึกได้บ้างมั้ย ดิฉันก็บอกว่าเคย แต่นานๆ ครั้งถึงจะเป็น คุณหมอจึงอธิบายว่าโรคนี้ถ้าในภาวะปกติจะตรวจพบยาก ปัจจุบันคนเป็นกันเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ตัว เพราะอาการมันจะหายได้ในครึ่งชั่วโมง แต่เนื่องจากดิฉันถูกฤทธิ์ยากระตุ้นอาการนี้จึงแสดงออกมาให้เห็น จากที่แพ้ยาแล้วหัวใจเต้นถึง 200 ครั้ง/นาที ซึ่งหากปล่อยไว้ให้เป็นบ่อยๆ ก็อาจหัวใจวายได้ ตอนนั้นดิฉันอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

หมอยังบอกอีกว่า วิธีรักษาคือ “กินยา” หรือ “สวนหัวใจ” ซึ่งการกินยามันแค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น แต่การสวนหัวใจมีโอกาสหายถึง 95% สรุปว่าดิฉันเลือกการกินยาและกลับไปใช้ชีวิตทำงานปกติ แต่แล้ววันหนึ่งดิฉันก็เกิดอาการหัวใจเต้นรัวจนต้องเรียกรถฉุกเฉินมารับไปส่งโรงพยาบาล ไปถึงก็ถูกส่งเข้าไอซียู ต้องบอกเลยว่าสภาพร่างกายตอนนั้นผอมมาก กินอะไรไม่ได้เลย จากน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม เหลือแค่ 44 กิโลกรัมเท่านั้น”

เธอบอกว่า วันหนึ่ง เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (เพื่อนรุ่นพี่) ก็มาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล แล้วพูดว่าให้สวนหัวใจเถอะ จะเข้าๆ ออกๆ ไอซียูอยู่แบบนี้ให้ชีวิตย่ำแย่ทำไม ได้ฟังดังนั้นอ้อยจึงตัดสินใจรักษาด้วยการสวนหัวใจ

 

“โชคดีว่าตอนนั้นโรงพยาบาลเวชธานีกำลังเปิดศูนย์รักษาโรคหัวใจพอดี ประกอบกับรุ่นพี่อีกคนของดิฉันเป็นเพื่อนกับผู้บริหาร จึงได้คิวรักษาที่ค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งการรักษาก็โหดพอดู โดยคนไข้ต้องเลือกระหว่างการสวนหัวใจที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณคอหรือขาหนีบ (ซึ่งก็เจ็บพอกัน) ดิฉันเลือกบริเวณขาหนีบเพราะมีอันตรายน้อยกว่า การรักษาจะไม่วางยาสลบ จะแค่ฉีดยาชาบริเวณต้นขา แล้วใช้เข็มสวนหัวใจซึ่งมีกล้องติดไว้สอดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ โอ๊ย บอกเลยว่าเข็มที่ใช้มีขนาดเท่าสายโทรศัพท์บ้านน่ะ

โอ้โห! ตอนที่เข็มถูกสอดเข้าไปมันเจ็บมากจนบอกไม่ถูก แถมพอทำไปได้สักพัก ไฟฟ้าในห้องผ่าตัดก็เกิดดับขึ้นมาซะงั้น ห้องเงียบสงัด ดิฉันก็ตกใจร้องเรียกพยาบาลใหญ่ ผลปรากฏว่าจากปกติที่ต้องใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง แต่เคสดิฉันใช้เวลาไปถึง 5 ชั่วโมงแน่ะ มารู้ตอนหลังว่าที่จริงไฟฟ้าไม่ได้ดับหรอก แต่เพราะเส้นเลือดหัวใจดิฉันมันเล็กมาก คุณหมอจึงต้องวิ่งไปเอาเครื่องมือที่โรงพยาบาลราชวิถีมาช่วย ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลานานกว่าปกติ พูดเลยว่าช่วงที่นอนรอเป็นช่วงที่รู้สึกทรมานที่สุด หลังจากนั้นยังต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหลายวัน นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่ดิฉันไม่มีวันลืมจริงๆ”

หลังจากสวนหัวใจมาได้สักพักและยังต้องกินยาไปด้วย วันหนึ่งเธอก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า รู้สึกกลัวไปหมด แถมหัวใจยังเต้นรัวขึ้นมาอีก ตอนแรกก็คิดว่าเป็นผลจากยาที่กิน เธอจึงไปปรึกษาคุณหมอที่สวนหัวใจให้อีกครั้ง ซึ่งหมอก็ยืนยันว่าการรักษาคืบหน้าไปด้วยดีและให้ยามากินต่อ ทว่าอาการที่เธอรู้สึกก็ยังไม่หายไปอยู่ดี

 

“ครั้งนี้ อัยย์-พรรณี วีรานุกูล เพื่อนดิฉันก็พาไปหาคุณหมออีกท่านหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาทโดยเฉพาะ พอตรวจเสร็จหมอก็บอกว่าดิฉันมีอาการของโรคแพนิก ดีสออร์เดอร์ (Panic Disorder) ซึ่งเป็นโรคชนิดหนึ่งในกลุ่มโรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์ (แต่มีความรุนแรงน้อยที่สุด) ที่ชาวอเมริกันเป็นกันเยอะ มี 2 สาเหตุคือ 1.เกิดจากสารเคมีในสมองหลั่งไม่เท่ากันซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด 2.เจอเหตุการณ์ที่ช็อกที่สุดแล้วทำให้สารเคมีในสมองหลั่งมากเกินไป

กรณีของดิฉันเกิดจากสาเหตุข้อสองซึ่งมีผลมาจากการแพ้ยา อาการตอนนั้นคืออยู่บ้านคนเดียวไม่ได้เลย จะรู้สึกกลัวมากแบบไม่มีสาเหตุ อยู่กับคนที่ไม่ไว้ใจไม่ได้เลยละ จะต้องหาทางหนีออกจากบ้านจนได้ เมื่อรู้แน่ชัด แล้วดิฉันก็กลับไปหาคุณหมอที่เวชธานีอีกครั้ง หมอก็ร้องอ๋อทันที เพราะอาการมันคล้ายกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอจึงแนะนำให้ดิฉันพบจิตแพทย์ทุกวันและกินยาสม่ำเสมอเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้สมดุล การรักษากินเวลายาวนานเป็นปีจนดิฉันต้องลาออกจากงาน ยาที่กินก็ราคาแพงมาก ระยะหลังดิฉันจึงใช้วิธีนั่งสมาธิ สวดมนต์ ศิลปะและดนตรีบำบัดควบคู่ไปด้วยจนอาการดีขึ้น”

ทว่าเรื่องของเธอไม่จบลงเท่านี้ ในช่วงที่ไข้หวัด 2009 ระบาด สาวแกร่งคนนี้ก็อินเทรนด์เป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน

 

“ตอนนั้นดิฉันทำงานอยู่ที่นิตยสารโปสต์การ์ด วันหนึ่งก็รู้สึกว่าตัวเองปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้ น้ำมูกไหล ก็เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ พอเอกซเรย์ปอดเสร็จ คุณหมอบอกว่าเป็นไซนัสเฉียบพลันให้นอนที่โรงพยาบาลก่อน แต่พอเอาเชื้อไปตรวจเท่านั้น วันรุ่งขึ้นคุณหมอเดินเข้ามาพูดว่า “ยินดีด้วยนะครับ คุณเป็นไข้หวัด 2009” (หัวเราะ) นาทีนั้นดิฉันยังคิดว่ามันน่ายินดีตรงไหนเนี่ย เครียดซะมากกว่า

ตอนนั้นคุณหมอสั่งห้ามไม่ให้ใครเยี่ยมเลยเพราะกลัวคนอื่นจะติดเชื้อ แต่ดันมีน้องๆ ที่ออฟฟิศกลุ่มหนึ่งแห่กันมาเยี่ยมดิฉัน แต่พวกมันใส่หน้ากากปิดปากกันครบ (หัวเราะ) ทุกคนเลยปลอดภัย หลังจากน้องๆ กลับไป พอตกกลางคืนดิฉันอาการเริ่มหนัก ไข้ขึ้น 40 กว่าองศาได้ คุณหมอก็เลยสั่งฉีดยาทามิฟลูให้ทันที สรุปว่าดิฉันต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์เต็มๆ จนหายดี คุณหมอถึงให้กลับบ้านได้”

เหมือนจะหมดทุกข์หมดโศกแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็เกิดอาการไอต่อเนื่อง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่ภูมิแพ้ แต่ผ่านไป 2 เดือนก็ยังไอไม่หาย ช่วงหลังไอหนักขึ้น แถมน้ำหนักตัวก็ลด เพื่อนๆ จึงบอกให้ไปหาหมอเพื่อตรวจวัณโรค

 

“เมื่อไปตรวจจริงๆ คุณหมอก็บอกว่าไม่เป็นไร ดิฉันก็ยังไม่วางใจ ไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลโรคปอดอีกแห่งหนึ่ง คุณหมอก็บอกไม่เป็นไร ดิฉันก็ยังไม่เชื่ออีก คราวนี้ไปโรงพยาบาลหู ตา คอ จมูก คุณหมอก็วินิจฉัยว่าดิฉันเป็นภูมิแพ้ชนิดรุนแรง เป็นไซนัสอักเสบ และยังเป็นกรดไหลย้อนร่วมด้วย เรียกว่าช่วงนั้นกินยาเป็นกำมือทุกวันจนมีคนพูดว่า ถ้ากินยาเยอะแบบนี้ทุกวันจะตายเร็วนะ ดิฉันจึงหันมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น”

เธอเล่าอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้เธอเกิดอาการไอและเจ็บคอมาก แม้หมอให้ยามากินก็ยังไม่หาย เธอจึงถูกส่งตัวต่อให้หมอทางด้านไทรอยด์ตรวจ หลังจากอัลตราซาวด์ดูแล้วปรากฏว่าพบก้อนเนื้อที่คอด้านซ้าย 1 ก้อน แต่วิธีรักษาคือต้องใช้เข็มฉีดยาเจาะและดูดน้ำจากก้อนเนื้อสดๆ โดยไม่วางยาชา ออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ซึ่งเธอบอกว่าเป็นการตรวจที่ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งกลัว แต่โชคยังเข้าข้างที่ก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อร้าย แม้จะรับยามากินแล้ว แต่ก้อนเนื้อนั้นก็ยังไม่หายไปอยู่ดี

“เมื่อเป็นเช่นนั้นเพื่อนของดิฉันจึงแนะนำให้ไปหาอาจารย์หมอเทพ หิมะทองคำ ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่อมไทรอยด์ พอคุยกันเสร็จ อาจารย์หมอก็คลำๆ ที่คอ แล้วก็บอกให้พยาบาลเชิญดิฉันขึ้นเตียง จากนั้นก็ใช้เข็มฉีดยาเจาะดูดน้ำในก้อนเนื้อที่คอเพื่อนำไปตรวจ สรุปว่าวันนั้นโดนเจาะคอไป 8 ครั้ง แถมหมอยังบอกว่าต้องรักษาด้วยการฉีดแอลกอฮอล์เข้มข้น 99% เข้าไปที่ก้อนเนื้อเพื่อให้มันฝ่อ พออัลตราซาวด์ดูที่คออีกข้างยังพบก้อนเนื้ออีกก้อนด้วย ดิฉันอดทนรักษาด้วยวิธีนี้มาได้สักพักจนก้อนเนื้อก้อนแรกเริ่มยุบก็รู้สึกว่าเริ่มทนกับการรักษาไม่ไหว ตอนนี้จึงขอพักการรักษาไว้ชั่วคราว และรอฟังผลตรวจที่แน่นอนของก้อนเนื้อก้อนใหม่เสียก่อน”

สาวแกร่งทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาเช่นไร แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิต มีลมหายใจ เธอก็จะสู้ต่อไปไม่มีท้อ