วิกฤตล้างบางพุทธศาสนา ในประวัติศาสตร์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418633

วิกฤตล้างบางพุทธศาสนา ในประวัติศาสตร์จีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ มีวิกฤตล้างบางศาสนาพุทธครั้งใหญ่ทั้งหมด 4 ครั้ง เรียกว่า “พิบัติภัยแห่ง 3 อู่ 1 จง”

3 อู่ 1 จง หมายถึง ชื่อฮ่องเต้ทั้ง 4 ผู้ออกคำสั่ง ซึ่งก็คือ เป่ยเว่ยไท่อู่ตี้ (ค.ศ. 408-452), เป่ยโจวอู่ตี้ (ค.ศ. 543-578) ถังอู่จง (ค.ศ. 841-846) และ โฮ่วโจวซื่อจง (ค.ศ. 921-959)

ฮ่องเต้ทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และต่างเป็นการตัดสินใจต่างกรรมต่างวาระ แต่พิบัติภัยแต่ละครั้งก็มีบางอย่างคล้ายๆ กัน ซึ่งก็คือ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในบรรยากาศบ้านเมืองที่วัดวาอารามของพุทธเจริญรุ่งเรืองอย่างสุดขีด

ขอเน้นว่า “วัดวาอาราม” เจริญรุ่งเรือง ซึ่งอาจจะเป็นทั้งคนละคำหรือคำพูดเดียวกันกับคำว่า “ศาสนาพุทธ” เจริญรุ่งเรือง

แน่นอนวัดวาอารามจะเจริญได้ ย่อมเกี่ยวพันกับความศรัทธาที่ชาวบ้าน ขุนนางมีต่อวัด และเพื่อสะท้อนความอู้ฟู่หรูหราของวัดวาอาราม ที่จริงควรใช้คำว่า “คลั่งไคล้” แทนศรัทธา

วัดหรูมีจำนวนมากมาย ทั้งใหญ่โต และร่ำรวย สะสมทรัพย์สินมากมายจนกระเทือนถึงเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะยามบ้านเมืองเกิดศึกสงคราม

รวมถึงปัญหาภิกษุได้รับสถานะพิเศษจนกระเทือนปัญหาด้านแรงงานและการทหาร

ศาสนาต่างๆ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี รวมถึงศาสนาพุทธ ผู้บวชเป็นภิกษุไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องเกณฑ์ทหาร

ด้วยอภิสิทธิ์นี้ ในยามสงครามก็ย่อมมีคนจำนวนมากออกบวชเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ไปรบ ส่วนยามสงบก็เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเกณฑ์เป็นแรงงาน

ยิ่งความต่างศักดิ์ ระหว่างความสะดวกสบายในการเป็นภิกษุกับการเป็นประชาชนมีมากขึ้นเท่าไหร่ จำนวนประชากรก็ยิ่งไหลไปเป็นภิกษุมากขึ้นเท่านั้น

ในโลกยุคโบราณ จำนวนประชากรคือพลังอำนาจของประเทศ คนยิ่งเยอะ ก็ยิ่งดีต่อบ้านเมือง การออกบวชทำให้จำนวนกำลังคนในสังคมหายไปในระยะสั้นและระยะยาว (ไม่มีลูกหลาน)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงกลายเป็นจุดแตกหัก กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างวัดพุทธกับราชสำนัก

“แต่ละบ้านนิยมออกบวช แต่ละคนไร้ทายาท”

“กำลังพลขาดหาย ไร้คนให้ใช้สอยเป็นข้าราชสำนัก”

ฟ่านเจิ่ง นักคิดร่วมสมัยฮ่องเต้เป่ยเว่ยไท่อู่ตี้ ให้ความเห็นไว้

“ชายหนึ่งไม่ทำไร่ไถนา หนึ่งคนอด หญิงหนึ่งไม่ทอผ้า หนึ่งคนหนาว”

“ภิกษุ ภิกษุณี ไม่ไถไม่ทอ วัดวาวิจิตรงดงามหรูหราแข่งกับวัง”

“บ้านเมืองพังก็เพราะงมงายพุทธศาสนา”

และนี่คือคำประกาศของฮ่องเต้ถังอู่จง ก่อนสั่งล้างบางศาสนาพุทธ

ทั้งนี้ ยังไม่นับข่าวฉาวเรื่องสีกาสะสมเงินทองสิ่งของหรูหรา สะสมอาวุธ หมักเหล้ากันในวัด

ทั้ง “3 อู่ 1 จง” จึงออกคำสั่งรื้อวัด จับสึก จำนวนวัดที่ถูกล้างบางในแต่ละยุคนั้นเป็นหลักพันหลักหมื่น บางยุคภิกษุภิกษุณีที่ถูกจับสึกเป็นหลัก 2-3 ล้านคน นับเป็นอัตราคนถึง 1 ใน 10 ของจำนวนประชากรของราชวงศ์นั้นๆ

ทอง ทองแดงทั้งหลายที่ถูกเคยระดมหล่อเป็นพระพุทธรูป เครื่องบูชา ก็ถูกนำมาหล่อเป็นเหรียญกษาปณ์เป็นเงินคงคลัง และอาวุธ เพิ่มความมั่งคั่งให้บ้านเมือง

ที่ดินวัดก็นำออกแบ่งให้ประชาชนทำไร่ทำนา ส่วนที่เป็นตำหนักเป็นอาคาร ก็ขายให้ขุนนางไปไว้ใช้เป็นคฤหาสน์คฤหัสถ์ เอารายได้เข้าคลังอีกทาง

ได้กำลังคนและกำลังทรัพย์คืนมาสู่บ้านเมืองมหาศาล

เป่ยเว่ยไท่อู่ตี้ ภูมิใจในการตัดสินใจล้างบางศาสนาพุทธมาก บันทึกไว้ว่า “นับแต่ข้าล้างบางพุทธศาสนา ราษฎรได้ลดภาระ ธัญญาหารและแพรพรรณในเสบียงคลังก็เพิ่มพูน”

รัชทายาทของฮ่องเต้เป่ยเว่ยไท่อู่ตี้เองซึ่งศรัทธาในศาสนาพุทธ ออกโรงคัดค้าน และชักจูงให้บิดาล้มเลิกความคิดนี้เสีย แม้สุดท้ายไม่ได้ผล แต่ก็ช่วยชะลอเวลาให้วัดพุทธจำนวนมากได้หาทางหนีทีไล่

แต่ที่สุด ก็ไม่มีใครห้ามความขัดแย้งระหว่างราชสำนักกับวัดวาอารามได้

ในยุคราชวงศ์ถังหลังจากการกวาดล้างของฮ่องเต้อู่ 3 องค์ผ่านไป ราชสำนักจีนกำหนดให้นักบวชต้องมีใบบวช คือต้องสอบพระธรรม จึงเข้าบวชได้

แน่นอน ใบบวชนี้ต้องซื้อเอา ถือเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายเมื่อได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารและเสียภาษี และใบบวชนี้มีจำนวนจำกัด ซึ่งช่วยให้ควบคุมจำนวนพระภิกษุให้อยู่ในกรอบที่ราชสำนักต้องการ (ถ้าไม่มีพระสึกหรือมรณภาพ ก็ไม่มีโควตาให้พระบวชใหม่)

ราคาค่าเป็นนักบวช (ใบบวช) จึงแพงขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพบ้านเมืองที่วุ่นวายจากยุคสงคราม

พอมาถึงยุคราชวงศ์ซ่งใต้ เมื่อครั้งงักฮุยอาสาตั้งกองกำลังออกรบกู้ชาติ เข้าของบประมาณจากราชสำนักซ่ง ราชสำนักซ่งแจ้งกับงักฮุยว่า “เงินคงคลังไม่พอ ขอให้เอาใบบวช 5,000 ใบไปแทนละกัน!” เงินกู้ชาติในครั้งนั้น จึงเป็นเงินที่ได้จากการขายใบบวช

เห็นได้ว่าการได้บวชเป็นพระขณะที่ทุกคนต้องอยู่ผจญกับภัยเศรษฐกิจ การเมือง การทหารนั้น มีค่าขนาดไหน จริงอยู่ภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยพร้อมๆ กับภิกษุทุศีล ตรงกันข้าม แม้ในยุคพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และภิกษุทุศีล ก็มีอยู่พร้อมกัน

ราชสำนักก็เข้าไปจัดการเป็นรายๆ ไป ไม่ได้คิดล้มล้างทั้งศาสนา

แต่ประวัติศาสตร์ของทั้ง 3 อู่ 1 จง บอกเราว่า จุดแตกหักที่ราชสำนักจีนเลือกเข้ามาจัดการพุทธศาสนาอย่างรุนแรง คือจุดความขัดแย้งทางผลประโยชน์เรื่องที่ดิน ทรัพย์สินและแรงงาน ไม่ใช่เรื่องความเชื่อหรือความเสื่อมศรัทธา

เรื่องความเชื่อความศรัทธาหากไม่สะเทือนบัลลังก์มักไม่มีฮ่องเต้องค์ไหนอยากเข้าไปก้าวก่าย แต่หากวัดวาอารามเริ่มสะสมที่ดิน เบียดบังการทำมาหากินของผู้คน สกัดวงจรเศรษฐกิจ ลอยตัวไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราชสำนักและสังคม วางตัวอยู่เหนือกฎหมาย หรือก่อตั้งกองกำลังท้าทายราชสำนัก ไม่นานนักการจัดการแบบล้างบางค่อยเกิดขึ้น

และโชคไม่ค่อยดีนักที่การล้างบางยุคก่อนแต่ละครั้งไม่ศิวิไลซ์ เพราะมักเหมายกเข่ง….

เป่ยโจวอู่ตี้เคยถูกข่มขู่ว่า “ฝ่าบาทห้ามเผยแผ่พุทธศาสนาตายไปต้องตกนรก!” พระองค์ตอบกลับว่า “ขอแค่ให้ประชาชนมีสุข เรายินยอมตกนรกรับทรมานเอง!”

 

ผลึกคิด ‘สุรพงษ์ กองจันทึก’ 30 ปี เพื่อสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418536

ผลึกคิด ‘สุรพงษ์ กองจันทึก’ 30 ปี เพื่อสิทธิมนุษยชน

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน ภาพ…เสกสรร โรจนเมธากุล

รายละเอียดระหว่างบรรทัดจากประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของ สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ตกผลึกเป็นวิธีคิดที่สนใจ @Weekly นัดหมายเขาที่สำนักงานย่านราชเทวี เพื่อเปลือยคมความคิดที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี

ทันทีที่เราเดินทางไปถึงในช่วงบ่าย สิ่งแรกที่พบคือ “สุรพงษ์” กำลังให้คำปรึกษาหญิงสาวกะเหรี่ยง 2 ราย จากหมู่บ้านคลิตี้ จ.กาญจนบุรี ซึ่งก็ถือเป็นภาพชินตาสำหรับผู้คนที่มักคุ้นกับเขา

ในฐานะนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชน น้อยครั้งมากที่ “สุรพงษ์” จะเพิกเฉยต่อความเดือดร้อน-ความทุกข์ของชาวบ้าน

นี่คงไม่ใช่แค่เรื่องของ “สำนึก” และความเป็นมนุษย์เท่านั้น หากแต่เป็นบทพิสูจน์ขนาดของหัวใจชายวัย 54 ชนิดหมดจดในข้อเคลือบแคลง

“น่าแปลกที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ พัฒนาไปมาก แต่ในแง่ของจิตใจคนกลับยังไม่มีการพัฒนาสักเท่าไร” สุรพงษ์ พูดขึ้น … แน่นอนว่าเราเห็นด้วย

สุรพงษ์ บอกว่า ทุกวันนี้โลกเป็น global มากขึ้น ได้รู้เห็นความยากลำบากของคนมากขึ้น แต่จิตใจกลับถดถอยลง โดยเฉพาะในสังคมไทยทุกวันนี้มีแต่ความเกลียดชังกัน เรียกได้ว่าการมองเห็นคุณค่าของกันและกัน นับวันยิ่งจะมีแต่น้อยลง

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดบนกติกาที่แทบจะไม่เปิดโอกาสให้คนเล็กคนน้อยอยู่ในเกม “สุรพงษ์” เชื่อมโยงให้เห็นถึงโครงสร้างของอำนาจที่มุ่งแต่แสวงหา โดยไม่สนใจว่าได้เหยียบย่ำหญ้าแพรกจนแหลกลาญ

“ผมว่าที่คนเล็กคนน้อยถูกเล่นงานอยู่ในขณะนี้ เป็นเพราะระบบทุนได้รุกล้ำเข้ามา และทุนก็มีแนวโน้มที่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันการสะสมทุนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีส่วนร่วมด้วย มันจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะวางตำแหน่งของตัวเองอย่างไร จะร่วมมือกับชาวบ้านหรือจะร่วมมือกับทุน”

นั่นคือบทสรุป นั่นคือธรรมชาติของทุน

ตลอดระยะการทำงานของ “สุรพงษ์” ได้ผูกติดชีวิตของตัวเองไว้กับความเสี่ยง โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิ์ชาวบ้านด้วยแล้ว คู่ขัดแย้งย่อมหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

สุรพงษ์ บอกว่า ไม่มีสูตรสำเร็จในการทำงาน แต่ต้องมีความหลากหลายแตกต่าง ต้องมีทั้งการประนีประนอม การเจรจา หรือแม้กระทั่งการชักธงรบ

“หลักการจริงๆ ของผมคือเอาผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง สมมติว่าเราเป็นแพทย์แล้วคนไข้เจ็บป่วยหนัก ถ้ามันต้องตัดขาก็ต้องตัด แม้การตัดขานั้นอาจเป็นการทำร้ายชาวบ้านก็จริงแต่มันช่วยรักษาชีวิต ส่วนคนไข้ที่ป่วยน้อยหน่อยก็ให้กินยา มันขึ้นอยู่กับโรค ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ในขณะนั้น”

“บางงานแค่คุยประสานกันก็จบ แต่บางงานมันไม่ได้ก็ต้องรุกแรงขึ้น แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้แนวคิดเบาไปหาหนักเสมอ คือต้องคิดตลอดว่าจะคลี่คลายปัญหาเหล่านั้นอย่างไรให้ดีที่สุด”

สำหรับ “การชักธงรบ” ในแบบฉบับของสุรพงษ์ คงไม่ใช่วิธีการก่อม็อบหรือชูป้ายประท้วง

“ผมเป็นนักกฎหมายก็ต้องสู้ด้วยกฎหมาย ซึ่งตรงนี้เราอาจจะมีความพร้อมหรือความถนัดมากกว่า เราต้องต่อสู้และชี้แจงต่อเขาด้วยความปรารถนาดี เราไม่ได้ไปโต้แย้งใครเพื่อที่จะไปหักล้างหรือทำร้าย มันต้องเป็นการต่อสู้เชิงบวก” เขา ระบุ

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา “สุรพงษ์” บอกว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ คนที่อยู่กับป่าก็มีการเรียนรู้ชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติมานาน และคนเหล่านี้ก็สามารถรักษาผืนป่าเหล่านี้มาไว้ได้ถึงทุกวัน

“หมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงนั้น เหล่าบรรดาสัตว์ทั้งหลายจะรับรู้และไม่ก้าวก่ายนิเวศซึ่งกันและกัน เช่น คนก็จะรับรู้ว่าตรงนี้เป็นที่ของเสืออยู่ ทางตรงนี้ก็เป็นทางที่ช้างเดิน ทุกคนพอรับรู้ก็จะจัดสรรทรัพยากรร่วมกันประโยชน์ร่วมกัน อยู่ร่วมกันนานจนกลายเป็นระบบนิเวศของป่า …”

“… ถ้าคุณไปเอาคนออกป่า นั่นก็อาจเป็นการทำลายระบบนิเวศในอีกทางหนึ่งเช่นกัน เพราะวิธีการมองในเรื่องป่าไม้ของเจ้าหน้าที่รัฐ มันขัดกับวิธีการมองในภูมิปัญญาการรักษาระบบนิเวศของชาวบ้านที่เขามีอยู่”

ย้อนกลับไปในสมัยอดีต น่าสนใจว่าอะไรเป็นสิ่งประกอบสร้างให้เกิดคนอย่าง “สุรพงษ์” ขึ้นมา

สุรพงษ์ เล่าว่า ตัวเองเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ และบิดาต้องย้ายพื้นที่การทำงานอยู่บ่อยๆ จึงเริ่มคุ้นเคยและใกล้ชิดกับชุมชนในแต่ละแห่ง ประกอบกับถูกปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เข้าใจเรื่องของสังคม ศาสนา และวรรณกรรมมากขึ้น

“ครอบครัวผมเป็นคนชั้นกลาง ด้วยวาระงานของข้าราชการมันทำให้ครอบครัวต้องย้ายที่อยู่มาโดยตลอด เคยอยู่ทั้งภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน สมัยนั้นโรงเรียนที่ผมเรียนก็เป็นโรงเรียนเดียวกันกับที่แม่สอนอยู่บ้าง ผมไม่เคยเรียนโรงเรียนไหนเกิน 2 ปีเลย และต้องย้ายมากว่า 10 ครั้ง ตั้งแต่ระดับชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย …”

“… การย้ายที่อยู่และย้ายโรงเรียนบ่อยๆ มันทำให้เราเจอกลุ่มคนที่หลากหลาย เจอวิถีชีวิตของชาวบ้านที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เราก็เลยคุ้นเคยกับคนเล็กคนน้อยเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กในฐานะที่เป็นเพื่อนเรา และตอนเด็กๆ ผมก็แปลกที่มักจะคบกับเด็กชนบทฐานะยากจน คนเหล่านี้เขามีความซื่อและดูจริงใจมากกว่าคนในเมือง พอคุยด้วยแล้วมันรู้สึกสบายใจ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้มันเลยค่อยๆ หล่อหลอมให้ผมต้องพยายามปรับตัว พยายามตื่นตัวที่จะเรียนรู้จากพวกเขามาตลอด อันนี้น่าจะเป็นข้อได้เปรียบกับการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตามที่ต่างๆ มากกว่าคนอื่น”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “สุรพงษ์” กลายเป็นนักพัฒนาสังคม คือการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสามาตลอดระยะเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นยิ่งทำให้มีโอกาสได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสถานที่ทุรกันดาร ทั้งผืนป่าและดอยสูงที่มีพี่น้องชาติพันธุ์อาศัยอยู่

การเดินทางทำให้รู้และเห็นปัญหามากมายที่ซุกซ่อนอยู่ในสังคมไทย สิ่งเหล่านี้เพาะบ่มให้เขากลายเป็นคนมีใจรักในการช่วยเหลือสังคม

“ผมจบจากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระหว่างที่เรียนอยู่ก็มีการออกค่ายมาตลอด ต้องบอกว่าสมัยที่เป็นนักศึกษาอยู่ความคิดอยากช่วยมีอยู่แล้ว แต่เรารู้ว่ากำลังตรงนั้นมันไม่พอ เพราะก่อนที่จะไปช่วยเขาคือต้องเรียนรู้จากเขาก่อน ช่วงแรกๆ เราก็ไม่ได้คิดเรื่องจะไปช่วยเขาหรอก คิดแต่ว่าเราจะเรียนรู้จากเขายังไง ซึ่งตัวผมเองก็ชอบออกค่ายเพราะมันได้ท่องเที่ยวและเรียนรู้ไปในตัว ทำให้เราได้เห็นโลกมากขึ้น”

“ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่ ชวนภรรยาขับรถไปที่หมู่บ้านแม่โต๋  ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ผมกับกลุ่มเพื่อนเคยช่วยกันสร้างโรงเรียนแห่งนี้เอาไว้จากการออกค่ายอาสาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ตอนสมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 พอจอดรถที่หมู่บ้าน มีเด็กหนุ่มอายุประมาณ 25 ปี เข้ามาทักว่าใช่พี่หนอนหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าใช่ๆ เขาดีใจพร้อมพูดว่า ไม่เจอพี่หนอนนานเลย ผมเป็นเด็กรุ่นแรกที่พี่หนอนสอนและมาเปิดโรงเรียนให้ ถ้าพี่หนอนไม่สอนผมก็ไม่มีโอกาสอย่างนี้ …”

“… ผมจึงถามต่อว่าแล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง เด็กหนุ่มคนนั้นตอบว่าตอนนี้ผมเรียนอยู่ระดับชั้นปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียนเรื่องการพัฒนาชุมชน ผมจะกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ผมฟังแล้วรู้สึกว่าสิ่งเล็กๆ จากการออกค่ายของนักศึกษาสร้างมาในวันนั้น มันไม่ได้สูญเปล่า”

โรงเรียนในหมู่บ้านแม่โต๋ที่ “สุรพงษ์” ไปร่วมก่อสร้าง เป็นโรงเรียนของชาวเขาใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ และคือโรงเรียนเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “เด็กโต๋” ซึ่งฉายในปี 2548

“เป้าหมายชีวิตของคนเรา ผมคิดว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง เพราะคนเราก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนชีวิตไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ มันค่อยๆ เป็นไปตามช่วงตามจังหวะของชีวิต ช่วงที่เราอายุยังน้อยมันเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ พอมีอายุมากขึ้นก็เห็นช่องทางมากขึ้น เราก็มีโอกาสที่จะได้คุยในเรื่องของเชิงนโยบายได้มากขึ้น …”

“… แต่ไม่ใช่ว่าเราจะทำแต่เรื่องใหญ่ๆ แล้วไม่ทำเรื่องเล็กๆ นะ เราก็ยังต้องทำเหมือนเดิม ยังต้องช่วยเหลือคนเล็กคนน้อยอยู่ คือถ้าเราไม่ทำ คนเหล่านั้นก็ไม่รู้จะไปหาทางออกอย่างไร ทุกวันนี้นิยามงานของผมคือ ช่วยใครได้ ช่วยทุกเรื่อง … ยกเว้นเรื่องเงิน (หัวเราะ)”

 

องค์ความรู้สู้วิกฤตภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/418226

องค์ความรู้สู้วิกฤตภัยแล้ง

โดย…วรธาร ภาพ…คลังภาพโพสต์ทูเดย์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สถานการณ์น้ำของประเทศเวลานี้ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ลดลงมากกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะภาคกลางเชื่อมต่อภาคเหนือถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ บางเขื่อนเหลือน้ำน้อยมาก จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องเตรียมพร้อมหาทางรับมือและบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่นี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็ต้องช่วยกันประหยัดและใช้น้ำให้รู้จักคุณค่า

สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน

รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิทยาเขตกำแพงแสน อัพเดทสถานการณ์น้ำในปัจจุบันว่า ปีนี้น่าจะวิกฤตกว่าปีที่แล้ว เพราะน้ำในเขื่อนเกือบทั้งประเทศลดลง ภาคเหนือเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไม่ถึง 20% เขื่อนภูมิพลเหลือไม่ถึง 10% แควน้อยก็ต่ำกว่าปีที่แล้ว เขื่อนป่าสักฯ ปีที่แล้วต้องใช้น้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์มาเสริม แล้วเขื่อนศรีนครินทร์ปีนี้น้ำก็ลดต่ำกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับฝนตกน้อยจึงทำให้ภาคเหนือลงมาถึงภาคกลาง และตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นมาน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา

ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกเขื่อนน้ำลดลงกว่าปีที่แล้วอีก ยกเว้นเขื่อนลำพระเพลิงที่ยังพอมีอยู่ แต่น้ำที่มาเลี้ยงแม่น้ำชีและมูลน่าเป็นห่วง ส่วนภาคใต้เขื่อนรัชชประภาน้ำยังเยอะ ส่วนเขื่อนนอกนั้นเหลือน้อยกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ภาคตะวันออกสถานการณ์น้ำถือว่าดีกว่าทุกภาค ทั้งเขื่อนประแสร์ เขื่อนขุนด่าน และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลน้ำยังเยอะ

 

“แต่เวลานี้สถานการณ์น้ำของประเทศโดยรวมค่อนข้างสาหัส โดยเฉพาะภาคกลาง เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่น้ำในเขื่อนเหลือน้อยมาก ที่น่าห่วงอีกเรื่องคือฝน ตอนแรกคาดการณ์ว่าเดือน เม.ย.จะตก แต่จากการเช็กเมื่อสองวันก่อนน่าจะตกกลางหรือปลาย พ.ค. ตอนนี้ถ้าใครปลูกอะไรค่อนข้างเสี่ยงเพราะไม่มีน้ำ ยกเว้นจะมีแหล่งนำสำรองของตัวเอง ขณะที่ฝนปีนี้คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นฝนปานกลางถึงน้อย จึงน่าจะเป็นปีที่สามติดต่อกันที่สถานการณ์น้ำของประเทศเราไม่ค่อยดี”

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ให้ความเห็นต่อว่า ระยะยาวคนไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนเทคนิค วิธีการใหม่ และต้องปรับตัวจึงอยู่ได้ในวิกฤตภัยแล้ง เช่น การปลูกข้าว ควรต้องเน้นปลูกข้าวที่ประหยัดน้ำ พูดง่ายๆ คือ หาทางให้เกษตรกรหันกลับทำนาดำเหมือนเดิม เพราะนาดำประหยัดน้ำได้อย่างน้อย 20% เนื่องจากช่วงที่ข้าวอยู่ในแปลงตกกล้าในแปลงนาก็ประหยัดน้ำในช่วงนั้นได้ 20 วัน

“ทุกวันนี้คนไทยรู้แล้วว่าการทำนาไม่ได้ใช้น้ำมากเหมือนที่เข้าใจกันมาแต่ก่อน เพราะฉะนั้นควรให้ชาวนาหันกลับมาทำนาดำเหมือนเดิม ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำและได้ผลผลิตที่ดีกว่านาหว่าน แถมไม่ต้องเหนื่อยเหมือนสมัยก่อน เพราะสมัยนี้มีเครื่องทำนาดำแล้ว ของ มก.ก็มี เป็นเครื่องหย่อนกล้าของอาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา จึงอยู่ที่คนเท่านั้นต้องปรับ ส่วนเครื่องมือหรือองค์ความรู้มีอยู่พร้อม มก.พร้อมให้บริการ” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ทิ้งท้าย

องค์ความรู้ มก. สู้ภัยแล้ง

การจะสู้วิกฤตภัยแล้งได้ อย่างน้อยต้องมีองค์ความรู้ที่หลากหลายในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับภัยแล้ง ไม่ว่าจะเรื่องข้าว น้ำ การปลูกพืช การจัดการลุ่มน้ำ เครื่องมือ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ เพื่อจะได้นำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มก.โดยสำนักหอสมุด ได้สร้างคลังความรู้ดิจิทัลโดยรวบรวมผลงานคุณภาพของมหาวิทยาลัย อาทิ หนังสือ ตำรา วิทยานิพนธ์ งานวิจัย บทความวิชาการ และบทความรู้ทั่วไป จำนวนกว่า 6.5 หมื่นรายการ โดยได้คัดเลือกผลงานที่เกี่ยวกับภัยแล้งทั้งหมดมาสู่การขยายผลเป็น “ฐานความรู้ สู้ภัยแล้ง” เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปค้นคว้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

 

อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มก. กล่าวว่า ฐานความรู้สู้ภัยแล้งที่รวบรวมโดยสำนักหอสมุดนี้เพิ่งเริ่มทำมาเมื่อต้นปีนี้ เป็นการรวบรวมผลงานต่างๆ ของ มก. จำนวน 400 กว่ารายการที่เกี่ยวกับภัยแล้ง ทั้งงานวิจัย หนังสือ บทความ และอื่นๆ เช่น การจัดการเกี่ยวกับภัยแล้ง การผลิตพืชผลทางการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์พืชทนแล้ง การบริหารจัดการลุ่มน้ำ เป็นต้น โดยทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้นี้ได้ฟรีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต http://kukr.lib.ku.ac.th/db/drought

“ถ้าจำไม่ได้เข้ากูเกิลแล้วพิมพ์คำว่า ฐานความรู้สู้ภัยแล้ง คลิกเข้าไปก็จะเห็น สามารถสืบค้นได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับภัยแล้ง เช่น อย่ากรู้เรื่องน้ำพิมพ์คำว่าน้ำที่ช่องค้นหา หรืออยากรู้เรื่องข้าวก็พิมพ์คำว่าข้าวก็จะปรากฏเรื่องข้าว 137 รายการให้เลือกอ่าน เช่น เรื่องทางเลือกในการปรับตัวต่อภัยแล้งของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นงานวิจัย ซึ่งสามารถดูได้ด้วยว่าเรื่องนี้มีคนเข้าไปดูกี่คน ดาวน์โหลดกี่คน คลิกดูสถิติได้ด้วยว่าเรื่องไหนคนเข้าไปอ่านและดาวน์โหลดมากที่สุด” ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ให้ข้อมูล

ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ให้ข้อมูลต่อว่า สำหรับเรื่องที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดตอนนี้ คือ 1.หลักการจัดการลุ่มน้ำ 2.เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์พืช 3.เกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้ง : พัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินให้กับชุมชน 4.เพื่อความเข้าใจเรื่องการให้น้ำแก่พืช ส่วนเรื่องที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุด ได้แก่ 1.ปริมาณน้ำในช่วงหน้าแล้งจากป่าดิบเขาดอยปุย เชียงใหม่ การวิจัยลุ่มน้ำที่ห้วยคอกม้า เล่มที่ 34 2.เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์พืช 3.ความก้าวหน้าของการปรับปรุงประชากรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทนทานแล้งแบบหมุนเวียนสลับ

“ข้อมูลเหล่านี้ง่ายต่อการค้นหา เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภัยแล้งล้วนๆ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับนิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ ประชาชน เกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการ รวมถึงหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เป็นอย่างดี ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำความรู้ดังกล่าวไม่ว่าจะงานวิจัย หนังสือ หรือบทความที่ดีไปประยุกต์ใช้เพื่อต่อสู้กับภัยแล้งไม่มากก็น้อย และอยากเชิญชวนทุกท่านเข้ามาใช้บริการมากๆ” ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ชักชวน

 

นวัตกรรมสู้ภัยแล้ง

ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ KUP11281 กับ KUP1206-2 หนึ่งในนวัตกรรมของ มก. ที่นำทีมวิจัยโดย “เจตษฎา อุตรพันธุ์” อาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตขนมอบกรอบจากถั่วลิสงโก๋แก่ ได้วิจัยปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา โดยคัดเลือกเชื้อพันธุกรรมถั่วลิสงที่ปรับตัวได้ดีภายในประเทศมาใช้เป็นพันธุ์พ่อแม่ ได้แก่ ไทนาน 9 และขอนแก่น 5 ซึ่งมีคุณภาพดีกำหนดให้เป็นพันธุ์แม่ และขอนแก่น 6 ซึ่งต้านทานโรคยอดไหม้กำหนดให้เป็นพันธุ์พ่อ ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์พ่อและแม่ แล้วคัดเลือกและประเมินผลผลิตเบื้องต้นตามลำดับขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์ในสถานีวิจัยในสังกัดของคณะเกษตร มก. จนได้สายพันธุ์ดีเด่นดังกล่าว ซึ่งให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อโรคยอดไหม้ได้ดี

อาจารย์เจตษฎา กล่าวว่า สองสายพันธุ์นี้มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน ตัวแรก (KUP11281) จะให้ผลผลิตสูง แต่จะไม่ต้านทานโรคยอดไหม้ ส่วนตัวที่ 2 (KUP1206-2) ได้ผลผลิตน้อยกว่า แต่ต้านทานต่อโรคยอดไหม้ได้ดี เพราะฉะนั้นเวลาปลูกจะต้องสำรวจที่พื้นปลูกให้ดีก่อน ถ้าพื้นที่ไหนเพี้ยไฟระบาด เช่น จ.กาฬสินธุ์ แนะนำให้ปลูกพันธุ์ที่ 2 เพราะต้านทานโรคได้ดี ส่วนพื้นที่ที่โรคไม่ค่อยระบาด เช่น สกลนคร และนครพนม แนะนำพันธุ์แรกที่ให้ผลผลิตสูง

“ถั่วลิสงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยประมาณ 10 วันให้น้ำครั้งหนึ่ง เป็นพืชที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี พ.ศ. 2557 พบว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้ปริมาณสูงถึง 114,295 ตัน แต่ผลิตได้เพียง 38,619 ตัน ส่งผลให้มีการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศปริมาณสูงถึง 75,989 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,093.08 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการปลูกถั่วลิสงน่าจะสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร แต่ว่าเวลาปลูกควรต้องเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ด้วย”

 

เครื่องหย่อนกล้านาโยน

อีกหนึ่งนวัตกรรมของ มก. คือ เครื่องปลูกข้าวแบบหย่อนกล้าสำหรับการทำนาแบบประณีต ผลงานประดิษฐ์คิดค้นของอาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ ธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ เป็นเครื่องหย่อนกล้าสำหรับการทำนาแบบประณีตเครื่องแรกของโลก มีจุดเด่นคือ การปลูกข้าวด้วยเครื่องนี้ต้นกล้าจะได้รับผลกระทบน้อยมากในบริเวณราก รากไม่ถูกทำให้ฉีกขาดหรือมีบาดแผล ต้นกล้าจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาตัว ทำให้ต้นกล้าเติบโตไวกว่าการปลูกด้วยเครื่องปักดำถึง 10 วัน

อาจารย์ปัญญา กล่าวว่า เครื่องนี้จะทำให้สามารถลดแรงงานคนลงได้จากการทำนาโยนปกติที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคน 10 คน เหลือเพียง 2-3 คน และตัวอุปกรณ์หย่อนกล้ามีกลไกที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยระยะระหว่างกอ 20-25 ซม. (ปรับได้) ตลอดแนว ซึ่งใช้ทำงานจริงมาแล้วในโครงการทำนาแบบประณีต (SRI : The System of Rice Intensification) ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ จ.ชัยภูมิ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุทัยธานี และนครปฐม โดยอัตราการทำงานได้ 10 ไร่/วัน ความเร็วการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า 1 กม./ชั่วโมง

“ขนาดถาดเพาะกล้า 26×51 ซม. หนึ่งถาดเพาะกล้ามีจำนวนหลุม 10×20 หลุม ซึ่งสามารถหย่อนกล้าได้ถึง 10 แถวตลอดแนว ตัวเครื่องออกแบบให้ปรับเปลี่ยนระยะห่างของการปลูกได้ทั้งแนวแกน X และแกน Y ตามสภาพดินของแต่ละพื้นที่ หรือตามลักษณะความสูงและการแตกกอของพันธุ์ข้าว อุปกรณ์หย่อนกล้าอยู่สูงจากพื้นดิน ทำให้ไม่มีโอกาสสัมผัสพื้นดินจึงลดความเสี่ยงจากความเสียหายได้ ทำให้มีอายุการใช้งานที่ทนทาน และง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษาอย่างมาก ตัวรถมีแผ่นสกี สำหรับแก้ปัญหานาหล่มจัดได้ มีระบบต้นกำลังขับเคลื่อนด้วยรถไถนาแบบเดินตามที่ชาวนาคุ้นเคยและซ่อมบำรุงได้เอง

การเลื่อนของชุดลำเลียงถาดเป็นแบบความเร็วต่อเนื่องวิ่งจากซ้ายไปขวาด้วยระบบโซ่ลำเลียง โดยผู้ใช้เครื่องต้องทำการใส่ถาดเข้ากับชุดล้อลำเลียงในบริเวณพื้นที่การโหลดถาด โดยการใส่เดือยของถาดให้ตรงกับรูของชุดลำเลียงกล้า ต้นกล้าในแต่ละหลุมจะถูกระบบคีบและถอนทำการคีบและถอนออกอย่างรวดเร็วให้ตกลงบนพื้นนาด้วยแรงโน้มถ่วง ในขณะที่ชุดถาดเพาะก็เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ถาดสุดท้ายที่ถูกถอนกล้าออกจนหมดแล้วจะเคลื่อนเข้าสู่ระบบการปลดถาดออกจากชุดลำเลียง โดยการปลดให้ถาดหล่นลงไปจากชุดลำเลียงอย่างอัตโนมัติลงในถังจัดเก็บถาดเปล่าที่ใช้แล้ว”

 

ขณะที่ประโยชน์ของเครื่องดังกล่าว คือ สะดวกและประหยัดแรงงานคน และทำให้เพิ่มผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปลูกแบบนี้จะทำให้ต้นข้าวแตกกอและเติบโตได้ดีกว่าปลูกด้วยวิธีอื่น และลดปัญหาด้านวัชพืช ข้าวปลอมปน ในพื้นนาได้เป็นอย่างดี อันเนื่องมาจากการปลูกที่เป็นระเบียบ และการเพาะในถาดกล้ามาก่อนทำให้กำจัดข้าวปนหรือข้าวมีโรคในวัยต้นอ่อนได้ก่อน

สแกนนิ่งเทคนิค สำรวจแหล่งน้ำใต้ดินที่แม่นยำ

การสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินที่มีความแม่นยำในเวลานี้ หลายคนนึกถึง ผศ.ดีเซลล์ สวนบุรี ศูนย์วิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณวิทยาศาสตร์ มก. ที่ใช้วิธีการสำรวจทางไฟฟ้าด้วยระบบอ่านค่าอัตโนมัติหลายขั้วที่ทันสมัย ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ผลที่มีความต่อเนื่อง สามารถกำหนดตำแหน่งชั้นน้ำทั้งในรอยแตกของหินแข็งและชั้นน้ำในหินร่วนจนประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยแก้ปัญหาใหักับชุมชนที่เดือดร้อนและขาดแคลนน้ำใช้ในครัวเรือนมานับไม่ถ้วน

ผศ.ดีเซลล์ บอกว่า การสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินใช้การวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าโดยทั่วไปทำแบบหยั่งลึก (VES หรือ Depth sounding) ซึ่งได้ข้อมูลที่จุดเดียว แต่เมื่อประยุกต์เครื่องมืออ่านค่าอัตโนมัติหลายขั้ว (Multi-electrode) เป็นการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าเชิง 2 มิติ (2D resistivity imaging) ประกอบด้วย 60 ขั้วไฟฟ้า หรือมากกว่าระยะห่างขั้วไฟฟ้า 10 เมตร ออกแบบระบบขั้วไฟฟ้าแบบชลัมเบอร์เจร์ ได้ตำแหน่งที่ทำการอ่านข้อมูลใต้ผิวดินลึกกว่า 100 เมตร แนวเส้นสำรวจยาว 600 เมตร ทำการประมวลผลทั้งแบบเชิง 2 มิติ ได้เป็นภาพแบบภาคตัดขวาง แสดงผลโดยรวมของพื้นที่และแบบเชิง 1 มิติ เสมือนการสำรวจแบบ VES ทุกระยะห่าง 10 เมตร ทำให้การวิเคราะห์ผลจึงมีความต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพของการแปลความหมายข้อมูลหาชั้นน้ำทั้งในรอยแตกของหินแข็งและชั้นน้ำในหินร่วนมีความถูกต้องมากขึ้น ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่า Scanning technique

 

กับภาพที่เรามองเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417871

กับภาพที่เรามองเห็น

โดย…ว.แหวน   ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ฉันเป็นคนหนึ่ง…ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า “เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี” ไม่ได้วัดตัวเองจากการทำบุญ เข้าวัดเข้าวา แต่วัดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน การยึดถือสติสัมปชัญญะเป็นหลักในทุกๆ การตัดสินใจของชีวิต การดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี การรักษาศีล แม้จะไม่ได้เคร่งครัด เพราะไม่ได้รู้สึกเคร่งครัด แค่ทำไปตามสำนึก แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันน่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นน้อยมาก และเชื่อมั่นว่าผ่านทุกเรื่องร้ายและดีมาด้วยสติเสมอ ไม่มีเรื่องใดที่อยากข้ามๆ หรือลืมๆ มันไป เพียงเพราะคำว่า “ขาดสติ”

ฉันศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีซึ่งข้อสงสัย พระพุทธเจ้าสอนให้เราเชื่อและศรัทธาด้วยเหตุและผล ทุกผลย่อมมีเหตุปัจจัยเสมอ และทุกเหตุปัจจัยก็ย่อมส่งผลกลับมายังผู้กระทำไม่ช้าก็เร็ว ฉันยกย่องให้พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะทุกคำสอน ผ่านการทดลอง เรียนรู้ด้วยชีวิตจริงๆ ไม่ใช่เรื่องมโน

แต่ ณ วันนี้ หลายอย่างมันดูผิดเพี้ยนไป เราศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่เราชักจะไม่ศรัทธาใน “ผู้ถ่ายทอด” เหมือนเกมการเล่นอย่างหนึ่ง ที่ให้เรายืนเรียงแถวกัน แล้วให้คนหัวแถวคิดคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง เพื่อบอกต่อๆ กันไป ด้วยการกระซิบข้างหู ส่งตรงถึงหูคนข้างๆ แต่น่าแปลก! ที่คนสุดท้าย มักสรุปคำพูดนั้นออกมา เป็นคนละเรื่องกับประโยคแรกที่คนแรกพูด อาจคล้ายคลึงกันบ้าง แต่น้อยมากที่จะเหมือนกันทุกคำ ที่หนักมากก็ไปกันคนละทาง คนละความหมาย คนละเรื่องราวกันเลย นั่นสิ! ทำไม?

นี่ขนาดพูดกรอกหู ไม่ต้องผ่านใคร คนฟังยังจำไม่ได้ แล้วคำสอน บทสวดเป็นตั้งๆ ล่ะ ไม่ทุกคนหรอกที่จะเข้าใจ ยึดถือ ปฏิบัติ ได้ตรงตามเจตนารมณ์ของแก่นแท้ศาสนา ไม่ว่าพระสงฆ์ หรือฆราวาส เรารับสิ่งใดมา สมองเราจะเป็นดิกชันนารีแปลเองเออเอง ทุกสิ่งที่รับเข้า ล้วนต้องผ่านการแปลที่มาจากความคิด ความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างกันไปตามความรู้และสติปัญญา รวมไปถึงสามัญสำนึก และกิเลสที่สะสมอยู่ในตัวเอง

“อะไรคือกิจของสงฆ์?” และ “อะไรที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์?” หลักธรรมคำสอน บทบัญญัติใดๆ ก็ไม่มีความหมายถ้ากิเลสหนากว่า ต่อให้รู้ว่าถูกผิดคืออะไร? แต่หากเราให้กิเลสครอบงำชีวิตจนเป็นนิสัย เราก็สามารถแถให้ผิดเป็นถูกได้เสมอ คนที่แยกผิดแยกถูกไม่ได้ วันหนึ่งอาจมีปาฏิหาริย์ให้เขาคิดได้ แต่สำหรับคนที่รู้ถูกผิด แต่เลือกทำผิดให้เป็นถูก โดยอาศัยช่องโหว่ทั้งในทางกฎหมายและทางธรรม ฉันถือว่าเขาเป็นคน “ฉลาด” ในการแสวงหาผลประโยชน์ แต่เขาเป็นคน “เขลาเบาปัญญา” ที่ไม่สามารถเอาชนะกิเลสในตัวเองได้ ต่อให้ห่มผ้าสีอะไร ท่องบทสวดมนต์ได้เป็นร้อยเป็นพัน นั่งให้ผู้คนกราบไหว้ได้ด้วยความภูมิใจ หรือสามารถแปลงร่างได้ จากเทพเป็นมาร จากมารเป็นเทพ แล้วแต่สะดวก เอาที่สบายใจ ลองถามพวกเขาเหล่านั้นดูว่า…ตอนนี้คุณกำลังทำหน้าที่อะไรอยู่? ถ่ายทอดคำสอนตามหลักพุทธศาสนาหรือ? พลเมืองดีของชาติ? กิจของสงฆ์? หรือเป็นเพียงมาร ทำงานตามคำสั่งของกิเลส?

เราทุกคนต่างมีหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจส่วนตัว กิจสาธารณะ กิจสังคม (ไม่ได้สังกัดพรรคใดๆ นะ) แต่ทุกๆ ภารกิจต้องทำอยู่บนพื้นฐานของความดี ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า…ทุกภารกิจถูกต้องดีงามเสมอ ถ้าทำด้วยความสำนึกในความดี และภารกิจเหล่านั้น ต่อให้แชร์ แฉ หรือโชว์ให้ใครเห็น มันควรเป็นภาพที่เรามองเห็นแสงแห่งความดีงามพุ่งออกมา ไม่ใช่การมุ่งหมายเข่นฆ่าของคนในชาติเดียวกัน “สงฆ์และฆราวาส” เราแยกจากกันด้วยอะไร? แค่เพียงผืนผ้าที่ห่มกายแค่นั้นหรือ?

แล้วกิจของสงฆ์อันใดที่ทำให้ภาพที่เรามองเห็นนั้นน่าอนาถเยี่ยงนี้?

 

ล้วงลับจับกลเม็ด โลกโซเชียลมีเดียตลาดความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417868

ล้วงลับจับกลเม็ด โลกโซเชียลมีเดียตลาดความงาม

โดย…พริบพันดาว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการสัมมนาเรื่องธุรกิจดิจิทัลสำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพความงาม (Cosmetics and Personal Care Products) ของโครงการความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสหรัฐอเมริกา-อาเซียน เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี (US-ASEAN Business Alliance for Competitive SMEs) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยส่งเสริมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอี โดยเจาะกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพความงาม
(Cosmetics and Personal Care Products) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในเชิงความสามารถการแข่งขัน

โดยในการสัมมนาครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสี่ยงและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการทั้งไทยและอาเซียน เรื่องการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ในระดับภายในประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ รูปแบบของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือ และวิธีแก้ปัญหาของการตลาดดิจิทัล รวมไปถึงข้อกฎหมายและข้อบังคับในการใช้สังคมออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ สำหรับการตลาดในเครือข่ายดิจิทัล การขับเคลื่อนของเทคโนโลยีและวิธีการการจัดการให้ดีที่สุดกับผู้บริโภคออนไลน์ การบริการลูกค้า และการค้าปลีก รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ความสำเร็จของการขายปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (e-retailing) ของเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพความงาม

ตลาดออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สัดส่วนของประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงขึ้นทุกๆ ปีอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้พบว่าร้อยละ 39 ของประชากรโลก 7,200 ล้านคน ใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต และพยากรณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51 ของประชากรโลก 7,600 ล้านคน ในปี 2019 จากข้อมูลอัตราการเติบโตของยอดขายเครื่องสำอางในช่องทางออนไลน์ของตลาดโลกเติบโตสูงเป็นเท่าตัว ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมาจากผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียมากที่สุดถึงร้อยละ 8 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และส่งออก 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าปีนี้จะขยายตัว 10% ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยอยู่ในอันดับ 16 ของโลก และไทยอยู่ในอันดับ 3 ของเอเชีย ต่อจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนโรงงานรวม 762 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 520 ราย

 

โดยในปัจจุบันผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น จากที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่หันมาทำตลาดออนไลน์จะสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น 30-40% โดยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทยใช้ไลน์ 33 ล้านราย สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก มีผู้ใช้เฟซบุ๊กสูงถึง 28 ล้านราย อันดับ 2 ของโลก ทวิตเตอร์ 4.5 ล้านราย และอินสตาแกรม 1.7 ล้านราย

จากข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว อาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดี กสอ. เปิดเผยว่า จะเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้มีมูลค่าการส่งออกติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า หรือขยายตัว 10% ต่อปี โดยจะส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งสร้างนวัตกรรม มุ่งผลิตเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ สร้างแบรนด์ และสนับสนุนการรวมคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย

ความต้องการที่จะให้ผู้ประกอบการด้านเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพความงามมีความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งเป็นรากฐานของการเข้าถึงตลาดโลก นอกจากนั้น เศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานของดิจิทัลจะเอื้อให้สามารถเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานของบรรษัทข้ามชาติได้ เพราะการจะเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวได้นั้น ผู้ประกอบการต้องมีการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ที่ได้มาตรฐานสูงกว่าที่เป็น
อยู่ อาทิ ด้านโลจิสติกส์ ด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ด้านธุรกรรมออนไลน์ และด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น องค์ความรู้และประสบการณ์จะช่วยขยายวิสัยทัศน์ความรู้ความเข้าใจ และยกระดับทักษะในการประกอบธุรกิจระดับโลก และการช่วยกันยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการด้านเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสู่การพาณิชย์ข้ามพรมแดนภายในตลาดต่างๆ ของอาเซียนในอนาคต

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามในการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและอุตสาหกรรมของภูมิภาคอาเซียน

“โดยมีการนำระบบดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดของผู้ประกอบการ รวมทั้งส่งเสริมศักยภาพด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน”

ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สมาคมเครื่องสำอางแห่งอาเซียน และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
เกศมณี  เลิศกิจจา กล่าวว่า ตลาดอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์สูงที่สุด ซึ่งในปัจจุบันตลาดได้เปิดกว้างมากขึ้นจากการก้าวเข้าสู่เออีซี

“ถือเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่จะต้องพัฒนาศักยภาพตนเองให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาการตลาดด้วยระบบดิจิทัล ทั้งในรูปแบบของอี-คอมเมิร์ซ และอี-เทคโนโลยี รวมไปถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการของเราเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น”

กลเม็ดเคล็ดลับตลาดออนไลน์เผด็จศึกด้วยโซเชียลมีเดีย

ปัจจุบันเครื่องสำอางเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงาม ส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีมูลค่าตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้า ผลิตภัณฑ์สำหรับร่างกาย เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น มีมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศประมาณ 1.2 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 60 และตลาดส่งออกกว่า 8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจของธุรกิจ โดยขณะนี้เครื่องสำอางไทยครองส่วนแบ่งตลาดอาเซียนเป็นอันดับ 1 ถึงร้อยละ 40 เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยมีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบ ความชำนาญและคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญา

สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยทั่วทั้งประเทศ 762 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางขนาดเล็กประมาณ 520 ราย ขนาดกลาง 220 ราย และธุรกิจขนาดใหญ่ 22 ราย ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการประกอบธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ รับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล หลังพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ทั้งในประเทศและทั่วโลกหันมาช็อปปิ้งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

เมื่อมาดูการเจาะช่องทางผ่านโซเชียลมีเดียกับสินค้าเครื่องสำอางและสุขภาพความงาม กฤษฎา โรจนโสภณดิษฐ์ ผู้อำนวยการโซเชียลมีเดีย บริษัท วินเทอร์ เอเยนซี่ บอกว่า อย่างที่หนึ่ง-ต้องเข้าใจตลาด สอง-เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย โซเชียลมีเดียที่เหมาะสมจะใช้ต้องใช้อย่างเต็มที่และวัดผล

“ความเข้าใจพื้นฐานในโซเชียลมีเดีย แลนด์สเคป แนวโน้มและเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในเมืองไทย และการใช้เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจ การใช้โซเชียลมีเดียเชื่อมโยงกับแบรนด์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เกิดโอกาสในการขาย ประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคน อัตราการใช้โทรศัพท์มือถือประมาณ 95 ล้านเครื่อง มากกว่าจำนวนประชากร ซึ่งจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะราคาถูก ปัจจุบันมีคนใช้อินเทอร์เน็ต 38 ล้านคน ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณเกือบ 60% ของประชากร แนวโน้มในอนาคตก็จะสูงขึ้นมากๆ เพราะ 4จี มาแล้ว การทำธุรกิจออนไลน์และโซเชียลมีเดียจะเติบโตอย่างมาก รวมถึงโลจิสติกส์หรือระบบขนส่งที่ดีขึ้น ทำให้กระจายสินค้าได้ทั่วถึงอย่างรวดเร็ว”

จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนไทย พบว่าคนไทยใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ (Line) สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีจำนวนผู้ใช้งานมากถึง 33 ล้านราย ใช้
เฟซบุ๊ก (Facebook) สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยมีจำนวนผู้ใช้งาน 28 ล้านราย ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) 4.5 ล้านราย และใช้อินสตาแกรม (Instagram) 1.7 ล้านราย

จากสถิติดังกล่าวประกอบกับวิถีชีวิตคนปัจจุบันที่มีเวลาออกไปเดินซื้อสินค้าน้อยลง จึงชี้ให้เห็นว่าหากผู้ประกอบการไทยต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ จะช่วยให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ 30-40

 

“ประเทศไทยมีคนใช้โซเชียลมีเดีย 58% ของประชากรทั้งประเทศ ทั้งโลกใช้โซเชียลมีเดียไม่เหมือนกัน ต้องมีการศึกษาของแต่ประเทศหากทำธุรกิจกับต่างชาติ ประเทศไทยใช้เฟซบุ๊กมากสุด ตามด้วยไลน์  และอินสตาแกรม แต่อินสตาแกรมจะดีที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องสำอางและความงาม การขายของผ่านเฟซบุ๊กจะมีเฟซบุ๊กเมสเซจควบคู่กับไลน์ ข้อดีของโซเชียลเน็ตเวิร์กคือมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และหากลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้เจาะจง แต่ความยากก็คือมีการเปลี่ยนกฎอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องติดตามอยู่ตลอดเพื่อให้เท่าทัน ซึ่งต้องสร้างพื้นที่ของตัวเองด้วย อย่างการมีเว็บไซต์ ไม่ต้องพึ่งพาโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเดียว ซึ่งตอนหลังมีการเก็บเงินในเชิงโฆษณาแล้วเพื่อให้คนเห็นโพสต์” กฤษฎา กล่าวย้ำ พร้อมชี้ว่าเมืองไทยมีลักษณะพิเศษในการใช้โซเชียลมีเดียอยู่พอสมควร โดยเฉพาะอินสตาแกรม

“อินสตาแกรมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอาไว้ขายของ แต่คนไทยนำมาขายของได้ ใช้โอกาสในการขายแบบฝากร้าน ปรับตัวได้เก่งมากในเรื่องนี้ โดยอาศัยดาราหรืออินสตาแกรมของดารา บางธุรกิจทำรายได้เป็นหลายล้านบาท แต่สุดท้ายก็ต้องมีพื้นที่ของตัวเอง อินสตาแกรมกับไลน์สามารถเอื้อรวมในการขายสินค้าในโซเชียลมีเดียได้ อินสตาแกรรมเป็นตัวโชว์สินค้า ส่วนไลน์เอาไว้ติดต่อทำธุรกรรม”

กฤษฎา ขยายความต่อว่า สำหรับยูทูบคนไทยใช้ติดท็อปไฟว์ของโลก พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนเร็ว ต้องทำแชนแนลขึ้นมาให้มีการคอมเมนเตเตอร์และผู้แนะนำตัวสินค้าให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจในการซื้อ ส่วนไลน์ คนใช้ 33 ล้านคน อันดับ 2 ของโลก ต้องมีไลน์แอคเคาต์ของแบรนด์ ซึ่งบริหารจัดการเองได้เช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก

“สรุปสำหรับโซเชียลมีเดีย แลนด์สเคป หนึ่ง-กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไปแล้ว เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ ไลน์ เป็นช่องทางการขายแบบใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ต้องผสมผสานสื่อทั้งหมดในการขาย”

พร้อมกันนั้นเขาได้บอกถึงเคล็ดลับ 5 ข้อ ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือ เจนซี (Gen C) ซึ่งมีอยู่ 5 C คือ 1.Connect มีพฤติกรรมชอบเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก 2.Convenience ชอบสิ่งที่สะดวกสบายของการให้บริการ 3.Content Curation ชอบแชร์และบอกต่อ 4.Community ชอบอยู่กันเป็นกลุ่มตามความชอบ แบ่งออกเป็นกลุ่มในการเชื่อมต่อ 5.Creation ชอบความคิดสร้างสรรค์

“ภาพรวมทั้งหมดคนไทยกระตือรือร้นในการเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้ออนไลน์ แต่เราอยู่ในนั้นเลย เพราะมีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตติดตัวอยู่ตลอดเวลา”

สำหรับ 5 เคล็ดลับในการทำเอส คอมเมิร์ซ หรือการค้าบนโซเชียลมีเดีย มีดังนี้

1.ยั่วให้อยาก แต่อย่าให้จากไป

ทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายแชร์ออกไปด้วยความสมัครใจของเขา ทำให้เกิดกระแส ซึ่งต้องวางกลยุทธ์

2.เสิร์ชต้องเจอ

ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นทันทีที่ค้นหาในอินเทอร์เน็ต

3.อย่าปล่อยให้ลังเล

หมั่นโปรโมชั่นด้วยการอัพเดทอีเวนต์ลด แลก แจก แถม บ่อยๆ

4.พร้อมปิดการขาย

ต้องหมั่นเช็กยอดสั่งซื้อที่เข้ามาและจัดการติดต่อทันที อย่าให้ลูกค้าต้องรอ

5.บริการการขายต้องดี

เพราะโลกออนไลน์บริการดีจะเงียบ แต่ไม่ดีจะบอกต่อประจานทันที ดราม่าจัดเต็ม

สุดท้าย กฤษฎาเตือนว่าเฟซบุ๊กกับไลน์จะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยเพราะคุยโต้ตอบกันได้ การขายออนไลน์ต้องมีเวลากับมัน เพราะถ้าไม่ทำจะเป็นดาบสองคมทันที เพราะลูกค้าเดี๋ยวนี้ใจเร็วมากอยากได้ทันที หากพลาดพลั้งหรือทำอะไรที่ไม่ดีไม่ดูแลลูกค้าจะถูกนำมาบอกต่อบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเช่นกัน

 

แนวคิดเพิ่มผลผลิตเกาหลี สู่วิถีแบบไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417671

แนวคิดเพิ่มผลผลิตเกาหลี สู่วิถีแบบไทย

โดย…กองทรัพย์

นอกจากซีรี่ส์และศิลปินเค-ป๊อปจะเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่สำคัญแล้ว เกาหลีใต้ยังเป็นต้นแบบของความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตและผลิตภาพภาคอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จภายในช่วงเวลาอันรวดเร็วด้วยนโยบาย Creative Economy รวมทั้งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ลำดับต้นๆ ของโลก และเมื่อไทยกล่าวถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่วาดหวังว่าจะพลิกไทยให้เป็นประเทศล้ำสมัยแข็งแกร่งด้วยกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ หรือ สตาร์ทอัพ เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ จึงเป็นเหตุให้กระทรวงอุตสาหกรรมของไทย นำโดย อรรชกา
สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติมุ่งหน้าสู่เกาหลี เพื่อศึกษาต้นแบบการเพิ่มผลผลิตที่สำเร็จอย่างงดงามของเกาหลีเพื่อนำมาใช้ในไทย

ปูทางต้อนรับนักลงทุน

หลังจากเดินทางเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเยี่ยมชมศูนย์แสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Sumsung Innovation Museum) ที่รวบรวมเทคโนโลยีของซัมซุงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้บริษัทกลายเป็นแบรนด์ท็อปเทนระดับโลก

โดย อรรชกา กล่าวว่า เกาหลีใต้เป็นแบบอย่างของการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จ และมีรูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในลักษณะภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนคล้ายกับของไทยในปัจจุบัน ที่สามารถสร้างจุดแข็งให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ก้าวเป็นผู้นำของโลกได้ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และไอซีที ซึ่งการศึกษาดูงานการเพิ่มผลผลิตแบบทวีคูณ ต้นแบบการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จของ Korea Productivity Center-KPC ซึ่งเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาแนะนำและฝึกอบรมแก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย

“เกาหลีใต้มีนวัตกรรมมากมายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นผู้นำในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม และเป็นหนึ่งในเป้าหมายตามนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ มีนักลงทุนรายใหญ่ การเดินทางครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมและชี้แจงล่วงหน้าก่อนที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีกำหนดนำคณะชุดใหญ่มาเยือนและพบปะนักลงทุนเกาหลีใต้ เพื่อชักจูงการลงทุนในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2559 เพื่อต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย จากเดิมให้มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

เพิ่มผลผลิตไทยในโมเดลเกาหลี

ขณะที่ สันติ กนกธนาพร ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า บทบาทของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติต้องการเพิ่มความสนใจให้ผู้ประกอบการหันมาปรับปรุงผลิตภาพและการทำนวัตกรรมคู่ขนานกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตขึ้นและเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ พัฒนาเทคโนโลยี ปัจจุบันสถาบันมีรายได้ 200 ล้านบาท/ปี ทำให้การขับเคลื่อนงานบางอย่างไม่คล่องตัว

“หากไทยนำโมเดลของเกาหลีใต้มาศึกษา โดยศูนย์เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพภาคธุรกิจอุตสาหกรรมรัฐช่วยสนับสนุนเงินเพียงการสร้างอาคาร 40% ที่เหลือเอกชนลงทุน 60% มีรายได้ 1,600 ล้านบาท/ปี บทบาทของสถาบันจะเร่งผลักดันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของทั้งประเทศและ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้มีการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดการใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อน โดยกระจายบทบาทไปให้หน่วยงาน สถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ฝึกอบรมและช่วยเหลือผู้ประกอบการแทน”

ดันเศรษฐกิจไทยเปิดเวทีให้สตาร์ทอัพ

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า “หลังจากพูดคุยกับผู้บริหารของ KPC ที่ถือว่าเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ซึ่งมีทั้งหมด 18 แห่งทั่วเกาหลี เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ดีมาก ในการเร่งสร้างผู้ประกอบการใหม่ ซึ่งไทยเรามีคณะทำงานในเรื่องเอสเอ็มอี จึงน่าสนใจในการให้มีนวัตกรรมใหม่โดยใช้ชุดอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมไอดีอี โดยดูว่าเอกชนจะเข้ามามีบทบาทได้อย่างไร ซึ่งกลับไปจะได้เล่าว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก หรืออย่างที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เคยเสนอในเรื่องวิทยาศาสตร์พาร์ก หรือกระทรวงไอซีทีเคยเสนอในเรื่องซอฟต์แวร์พาร์กที่มีอยู่แล้ว ซึ่งต้องดูในส่วนเพิ่มว่าเอกชนจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร หลังจากที่ผ่านมาภาครัฐทำอยู่เพียงฝ่ายเดียว

“สิ่งที่ไทยขาดไปและต้องดูตัวอย่างจากเกาหลีนั้น คือบทบาทจากภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนช่วย ไม่ว่าความรู้ ประสบการณ์ ก็น่าจะทำให้พัฒนาไปได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่มองว่าสามารถต่อยอดได้คือทุกๆ อุตสาหกรรม ไม่เลือกว่าอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ไทยเราต้องเร่งปรับบทบาทในเรื่องนี้ภายในเร็วๆ นี้แล้ว ต้องปรับบทบาท แต่ก็ต้องอยู่ที่งบประมาณที่เราได้รับด้วย และต้องมีโครงการที่จะสนับสนุนให้แก่สถาบันเพิ่มผลผลิตฯ ด้วย ขณะเดียวกันจะเห็นว่า KPC ของเกาหลีเขาไม่ได้พึ่งพางบของรัฐเลย อาศัยจากการสนับสนุนของเอกชนและรายได้ที่หาเอง ซึ่งเป็นอิสระในการใช้จ่าย แต่ถ้ามีโครงการของรัฐเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนเขาก็ทำให้ขึ้นอยู่กับว่ารัฐมีโปรเจกต์อะไรให้ทำหรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ทำกับภาคเอกชนทั้งบริษัทใหญ่-เล็กในเรื่องการฝึกอบรมการศึกษาและคำแนะนำต่างๆ

ขณะเดียวกัน จะนำนักวิชาการที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการคิดค้นนวัตกรรมทั่วประเทศมาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำด้านนวัตกรรมกับกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาลทั้ง 10 กลุ่ม ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ยา ไบโอเทค อุปกรณ์การแพทย์ หุ่นยนต์ และอวกาศ ทั้งนี้ การจัดงานเอ็กซ์โปครั้งนี้ถือเป็นการสร้างเวทีให้สตาร์ทอัพของไทยมีโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น และหากมีการเจรจา มีการร่วมทุนกันเกิดขึ้น จะทำให้ต่างชาติได้เห็นโอกาสในเมืองไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญยังทำให้บรรดานักวิชาการเก่งๆ กลับเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้นหรือสมองไหลกลับเข้าไทย”

3 กุญแจสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพเกาหลี

ซูนจิกฮง กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KPC กล่าวว่า ทางศูนย์มีความสนใจที่จะหาพาร์ตเนอร์ไทยรายใหญ่ร่วมลงทุนในลักษณะเช่นเดียวกับ KPC ที่เกาหลี โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนา แนะนำแนวทางการลงทุน บริหารจัดการอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีไทย-เกาหลี ซึ่งในอนาคตจะเกิดการลงทุนจากเอสเอ็มอีเกาหลีในไทยมากขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้พัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ จึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมจนประสบความสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใช้รูปแบบการเพิ่มผลผลิตและผลิตภาพ รวมทั้งมีการบูรณาการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ ก่อนจะกระจายไปยังเอสเอ็มอี เช่นเดียวกับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ นับว่าไทยวางนโยบายและเดินหน้ามาถูกทางแม้จะมีอุปสรรคบ้าง

เดวิด เซฮยอน เบค หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านไอที จังหวัดคย็องกี (Gyeonggi) ยอมรับว่า ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ ของเกาหลีใต้ที่จังหวัดคย็องกี ที่ตัวแทนประเทศไทยมาศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (Information Communication Technology-ICT) ของเกาหลีใต้ ร่วมมือกับบริษัท KT ซึ่งเป็นบริษัทรายใหญ่ด้านไอซีทีของเกาหลีใต้จัดตั้งขึ้น นับเป็นศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งที่ 8 ในเกาหลีใต้ เพื่อสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีและผู้ลงทุนในการเชื่อมโยงกับบริษัทขนาดใหญ่ โดยศูนย์นี้จะเน้นในเรื่องต่างๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเติบโต เช่น เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เกม และเทคโนโลยีทางการเงิน

“สิ่งที่รัฐบาลเกาหลีส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเติบโต คือการจับคู่กับธุรกิจใหญ่ เช่น จังหวัดคย็องกีเป็นย่านธุรกิจที่มีบริษัทไอทีจำนวนมาก จึงรวมกันเป็นคลัสเตอร์โดยรัฐบาลเป็นผู้จัดการด้านอาคารสถานที่ พัฒนาให้เป็น Innovation Zone ข้อดีของการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นโซน คือเราสามารถจัดวางทุกอย่างไว้ในพื้นที่เดียว ดีต่อการค้นหา ง่ายสำหรับผู้บริโภค ดังนั้นความสำเร็จของสตาร์ทอัพในคย็องกี เริ่มจากนโยบายรัฐบาล-การตอบรับของเจ้าของพื้นที่ หรือหน่วยงานในท้องถิ่นที่รับผิดชอบ-บริษัทใหญ่”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการยกระดับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มสตาร์ทอัพนอกเหนือจากเงินทุนก็คือสินค้าที่ไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ แม้ว่ารัฐจะหนุนเต็มที่แล้ว แต่การแข่งขันสินค้าไม่ว่าจะเป็นไทย เกาหลี หรือทั่วโลก ก็หนีไม่พ้นการย่ำอยู่กับที่ ดังนั้น การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ด้วยอาศัยนวัตกรรม จึงเป็นสิ่งที่เกาหลีกำหนดบทบาทของตัวเองเอาไว้

 

พุทธวิธีแห่งบุญโลกไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 15:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417606

พุทธวิธีแห่งบุญโลกไซเบอร์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เกตน์สิรี วงศ์วาร inspiring.org มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  เสกสรร โรจนเมธากร

การเปลี่ยนแปลงคือสัจธรรมของโลกไม่พ้นเรื่องของบุญและการทำบุญ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน บุญในโลกไซเบอร์กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมไม่น้อย วันมาฆบูชาวันนี้ ปุจฉาวิสัชชนาถึงการทำบุญของคนรุ่นใหม่ ที่เน้นความหลากหลายและการตอบโจทย์ผู้บริจาค สะดวกรวดเร็ว อีกครบวัฏจักรของการตรวจสอบ โปร่งใส เรียลไทม์…พฤติการณ์แห่งทาน ที่เชื่อว่า(น่า)จะยั่งยืนไป

การบริจาคผ่านหน้าเว็บไซต์ที่สะดวกรวดเร็วและมีความหลากหลาย ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ของการทำบุญในรูปแบบใหม่ เปรียบเทียบกับต่างประเทศที่การระดมทุนวิธีนี้ได้รับความนิยม หลายเว็บไซต์เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก เช่น www.peta.org หน่วยงานระดับนานาชาติผู้ทำหน้าที่ดูแลพิทักษ์สัตว์และต่อต้านการกระทำรุนแรงต่อสัตว์ทั่วโลก www.globalgiving.org องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ระดมทุน เพื่อโครงการที่ต้องการจากทั่วโลก และ www.crowdfunding.com เป็นต้น

สำหรับไทยมีเว็บไซต์เพื่อการระดมทุนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ใกล้ตัวและสร้างพลังแห่งการให้ได้อย่างน่าทึ่ง เช่น โครงการเทใจดอทคอม www.taejai.com โครงการปันกัน www.pankansociety.com และโครงการโซเชียลกีฟเวอร์ www.socialgiver.com เว็บไซต์ดีๆ ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ระดมทุนเพื่อสังคม เทรนด์ใหม่แห่งการคลิกและการบริจาคที่ปลายนิ้ว

สิรินาท ต่อวิริยะเลิศชัย ที่ปรึกษาโครงการเทใจดอทคอม เว็บไซต์แหล่งรวมโครงการเพื่อสังคม เล่าว่า โครงการดีๆ มากมายในสังคมถูกมองผ่านเลยไป เนื่องจากไม่มีคนเห็น ไม่มีคนรู้จัก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะโครงการมีขนาดเล็กมีกำลังน้อย เทใจดอทคอมจึงสร้างพื้นที่แห่งการให้ ที่มีระบบเครือข่ายโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูล เชื่อมโยงระหว่างผู้ให้กับผู้ให้เข้าด้วยกัน หมายถึงเชื่อมโยงระหว่างผู้มีแนวคิดไอเดียช่วยสังคมในประการต่างๆ กับผู้ต้องการสนับสนุนเงินทุน สื่อกลางต่อยอดสู่การให้และรับความช่วยเหลือ

“คนในสังคมของเรามีไอเดียในการทำความดีมากมาย รวมทั้งคนที่อยากสนับสนุนก็มีมากมายเช่นกัน เทใจคือเวทีที่ทำให้ทุกคนมาเจอกัน ให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูล” สิรินาท เล่า

ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่เดินทางไปทำบุญที่วัด แต่ก็มีอีกมากที่ไม่ได้ทำอย่างนั้นเพราะไม่มีเวลา หรือเพราะไม่มีโอกาส นอกจากนี้คือความสนใจและความต้องการของคนที่แตกต่างกัน คนบางคนอาจสนใจสนับสนุนเรื่องการศึกษา ขณะที่อีกคนอยากสนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาแบบนี้กลายเป็นเรื่องง่าย เพราะเว็บไซต์ให้ทางเลือกที่หลากหลาย

“หน้าเว็บไซต์ของเทใจ แสดงรายละเอียดของ 100 โครงการที่ขอระดมทุนใน 6 หมวดหมู่ ประกอบด้วย 1.การศึกษา 2.สิ่งแวดล้อม 3.ศิลปวัฒนธรรม 4.สุขภาพ 5.เทคโนโลยี และ 6.อื่นๆ”

 

สำคัญที่สุดคือการให้ที่สมบูรณ์แบบ หลังจาก “ให้” ไปแล้ว สามารถติดตามได้ถึงผลของการให้ว่าเป็นไปตามจุดประสงค์หรือไม่ เป็นวัฏจักรของการให้ที่ครบวงจรเพราะรวมถึงการตรวจสอบ ผู้บริจาคเช็คได้ถึงความก้าวหน้าของโครงงานที่ทำ โดยระบบออกแบบให้มีการรายงานผลกลับมายังผู้บริจาคเป็นระยะๆ รวมทั้งการแสดงชื่อเบอร์โทรศัพท์เจ้าของโครงการ ซึ่งผู้บริจาคสามารถโทรไปสอบถามเป็นการช่วยกันตรวจสอบอีกทางหนึ่ง

“3 ปีที่ก่อตั้ง เราระดมทุนเงินสำหรับ 100 กว่าโครงการ คิดเป็นเงิน 8-9 ล้านบาท เงินไม่เยอะแต่ตอบโจทย์ที่โครงการเล็กๆ ได้ถูกกระจายออกไป มีคนเห็นประโยชน์ และช่วยกันทำให้สำเร็จขึ้นได้” ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า โลกปัจจุบันเป็นยุคเทคโนโลยีการสื่อสารไร้พรมแดน มีการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ นอกจากจะเป็นช่องทางการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นช่องทางการทำบุญของคนรุ่นใหม่ที่สะดวกรวดเร็ว ทำบุญผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการจัดระบบหมวดหมู่ไว้เบ็ดเสร็จ เช่น ทำบุญคนชรา ผู้ยากไร้ สัตว์ เด็กอนาถา การศึกษา รักษาสงฆ์อาพาธ เป็นต้น

การทำบุญในรูปแบบออนไลน์ ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงด้วยวิธีง่ายๆ แค่คลิกโอนเงินผ่านระบบบัญชีธนาคาร ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำบุญที่วัด บางคนตั้งข้อสงสัยถึงการทำบุญที่เปลี่ยนแปลงไป ในเรื่องนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในหลายพระสูตร ยกตัวอย่างพุทธพจน์ตอนหนึ่งว่า “บุญนั้นเป็นชื่อของความสุข” นั่นหมายความว่าการทำบุญเป็นหนทางนำไปสู่ความสุข

 

ในบุญกิริยาวัตถุ 3 ทานถูกยกไว้เป็นหลักในการทำบุญข้อแรก คือ

1.ทาน คือ การทำบุญด้วยการให้ เป็นการแบ่งปันสิ่งของแก่คนอื่น การเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ การให้ทานยังรวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้มีส่วนร่วมในบุญด้วยการทำความดีหรือแสดงความยินดีก็ได้เช่นกัน

2.ศีล คือ การประพฤติสุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความสัมพันธภาพที่ดี เกื้อกูลต่อผู้อื่น การทำบุญด้วยการรักษาศีล การมีความประพฤติอ่อนน้อม การช่วยเหลือ ขวนขวายในการบำเพ็ญประโยชน์อีกด้วย

3.ภาวนา คือ การฝึกอบรมจิตใจตนเอง พัฒนาจิตให้เกิดปัญญา การทำบุญด้วยการฟังธรรมและนำความรู้แก่ผู้อื่น

จะเห็นว่าการให้ทานเป็นการฝึกฝนขัดเกลาพฤติกรรมของบุคคลเบื้องต้น ดร.กมลาส กล่าวว่า ทานเป็นเครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ในระดับหนึ่ง ลดความเป็นทาสของวัตถุ ลดการยึดติดถือมั่นให้เบาบาง เป็นการเตรียมจิตใจให้พร้อมฝึกฝนคุณความดีและการทำบุญที่สูงขึ้นไป ทำทานด้วยวิธีไหนก็ได้บุญเช่นเดียวกัน สำคัญว่าได้ขัดเกลาพฤติกรรมของตน
หรือไม่

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต กล่าวว่า การบริจาคเงินหรือการให้ทานนั้นเป็นบุญอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา แม้จะอาศัยโซเชียลมีเดียหรือผ่านเครือข่ายออนไลน์ก็ยังถือว่าเป็นการทำบุญ ส่วนการไปวัดและได้ฟังธรรม เป็นการทำบุญอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ธัมมสวนมัย เป็นบุญคนละประเภทกับการให้ทานซึ่งเรียกว่าทานมัย

ดร.กมลาส

 

ต่อคำถามที่ว่า ในสมัยวัตถุนิยมทุกวันนี้ คนทำบุญเพื่อตอบสนองต่อความโลภในจิตใจ จะมีแนวทางหรือวิธีคิดอย่างไร ที่บุญจะไม่สนองตอบวัตถุนิยมได้ ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า การทำบุญนั้นเป็นการฝึกฝนตนให้ลดละโลภ โกรธ หลง มีศีล สมาธิ และปัญญา เช่น การให้ทานมีเป้าหมายเพื่อลดความตระหนี่ หากทำบุญเพราะหวังร่ำรวยมีโชคลาภ เท่ากับเป็นการเพิ่มกิเลสตัณหา จะได้บุญน้อย ขณะเดียวกันก็ควรตระหนักว่าบุญนั้นทำได้หลายวิธี ไม่ต้องใช้เงินก็ได้ เช่น การเป็นจิตอาสา ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก ก็ได้บุญเช่นกัน

พระสารีบุตร เคยกล่าวว่า “บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข (โลกียสุข) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป” การทำบุญที่ถูกต้องในพุทธศาสนามุ่งที่การลดละกิเลสตัณหา ซึ่งมิใช่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำ คนสมัยก่อนเมื่อทำบุญก็ไม่ได้หวังร่ำรวย แต่มุ่งที่พระนิพพานเลย ดังมีคำอธิษฐาน (หรือความตั้งใจมั่น) ว่า นิพพาน ปัจจโย โหตุ แปลว่า ขอให้เป็นปัจจัยไปสู่พระนิพพาน

ยุคนี้บุญสำเร็จได้ที่ปลายนิ้ว คลิกแล้วอย่าลืมอธิษฐานให้ถูกด้วย!

ทำบุญวันมาฆบูชา

ดร.กมลาส เล่าว่า การทำบุญที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะทำบุญด้วยวิธีการใด ขึ้นอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ มีความเข้าใจจุดหมายสำคัญของการทำบุญ คือ การวางใจให้ลดละ ทำบุญแล้วจิตผ่องใส จึงจะถือว่าขัดเกลาผู้ให้อย่างแท้จริง ในทางพระพุทธศาสนามีหลักปฏิบัติในการทำบุญที่จะส่งผลมากให้อานิสงส์มาก ดังนี้

1.วัตถุสัมปทา ความพร้อมแห่งวัตถุ หมายถึง ผู้รับเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมสูง หากผู้รับมีคุณธรรมสูงมาก ผู้ให้ทานก็ย่อมได้รับผลมาก

2.ปัจจัยสัมปทา สิ่งที่ให้เป็นสิ่งของที่บริสุทธิ์ แสวงหามาด้วยความสุจริต

3.เจตนาสัมปทา ความพร้อมแห่งเจตนา คือ ก่อนให้ทานมีความยินดี เกิดจากความศรัทธา เห็นคุณค่าการให้ ขณะให้ทานมีจิตเลื่อมใส ไม่เสียดายหรือเศร้าหมอง และหลังให้ทาน มีจิตเบิกบาน

4.คุณาติเรกสัมปทา ความพร้อมแห่งคุณพิเศษของปฏิคาหก (ผู้รับมีคุณพิเศษ) เช่น ทักขิไณยบุคคลเป็นพระอรหันต์ ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ

 

ชญาน์พิมพ์ นักเขียนผู้รับผิดชอบต่อนักอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417468

ชญาน์พิมพ์ นักเขียนผู้รับผิดชอบต่อนักอ่าน

โดย…นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลายคนมีความฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก หากเมื่อเติบใหญ่ความฝันอาจแปรเปลี่ยนไป แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ ชญาน์พิมพ์ ภรจตุรพรชัย การปลูกฝังการอ่านหนังสือนิยายจากครอบครัวตั้งแต่เยาว์วัย เป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นตามฝันจนสามารถทำให้เป็นจริงขึ้นได้ จนถึงวันนี้กินเวลาเป็น 10 ปี มีผลงานนวนิยายหลายสิบเรื่อง สัญญารักนิรันดร์ ตราบสิ้นดินฟ้า บุหลันยาตรา ดวงใจสัมผัสรัก เป็นอาทิ ภายใต้นามปากกา “ชญาน์พิมพ์”

ชญาน์พิมพ์ เริ่มขีดๆ เขียนๆ แต่งเรื่องจนเป็นนวนิยายก่อนที่จะเข้าศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียอีก และความเสน่หาในสวนอักษรนี่เอง เธอตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโทด้านวรรณกรรมสมัยใหม่ ที่ประเทศฝรั่งเศส แม้เรียนจบมาได้ทำงานอื่น แต่แรงขับของการอยากเป็นนักเขียนก็เบนเส้นทางมาบรรจบกันจนได้

“เราสะสมคำศัพท์กับอะไรบางอย่างจนเต็มหัวไปหมดทำให้รู้สึกอยากเขียน ประกอบกับชอบเพ้อเจ้อมาก มันเป็นนิสัยที่ทำให้เราจินตนาการกับงานเขียนว่าจะสื่อความคิดของเราออกมาได้อย่างไร ตอนนั้นทำงานเป็นนักข่าวบันเทิงภาคสนาม ระหว่างรอลงเทปก็ลองเขียนนิยายแล้วอัพโหลดลงเว็บไซต์ เรื่องแรกเลย ข่าววุ่นลุ้นรัก มีคนอ่านจำนวนหนึ่ง เขียนลงไปประมาณ 3 ตอน สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ก็ติดต่อมา”

เพียงเริ่มต้นงานเขียนเป็นชิ้นเป็นอันเรื่องแรกก็ได้รับการตอบรับที่ดี ได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ประกายความฝันของชญาน์พิมพ์จึงแจ่มชัดมากขึ้น เธอจึงลาออกจากงานประจำมาใช้ชีวิตบนวิถีนักเขียนนวนิยายอย่างเต็มตัว

 

งานของชญาน์พิมพ์เป็นแนวโรแมนติกแอ็กชั่น ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นนวนิยายประโลมโลก แต่เธอก็ไม่ละเลยที่จะใช้สาระความรู้สอดแทรกลงไปในความบันเทิง เพราะตระหนักเสมอว่า นอกจากความเพลิดเพลินผู้อ่านต้องได้อะไรจากเรื่องที่เธอเขียนไปบ้าง ซึ่งในผลงานทุกเรื่องของเธอ จะมีความน่าสนใจอยู่ที่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เป็นข้อมูลความรู้จากสิ่งที่เธอสนใจแล้วค้นคว้ามาย่อยลงในนวนิยาย แม้จะมีอยู่ไม่กี่ฉาก แต่จัดเป็นความสำคัญที่จะขาดไปเสียมิได้

“เรื่อง โศลกรักใต้แสงดาว นั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับศรทั้ง 5 ของกามเทพ  อ่านเยอะมากเลยใช้แค่ฉากเดียว อ่านจนรู้สึกว่าเราเข้าใจ ถ้าเราเขียนข้อมูลอย่างไม่เข้าใจจะสื่อให้คนอ่านเข้าใจได้อย่างไร การหาข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเรามีข้อมูลมาแล้ว เราต้องเลือกว่าเราจะเล่าอะไร ไม่ใช่ใส่ทุกอย่างไปหมด ให้เขาได้มีความเพลิดเพลินและมีความรู้ด้วย บางครั้งใส่เพียงเพื่อให้คนอ่านไปค้นคว้าต่อก็ได้ อย่างเรื่อง ดวงใจสัมผัสรัก เขียนเกี่ยวกับหน้าสะกด คือลูกปัดโบราณ เป็นลูกปัดหน้าคน ในเรื่องลูกปัดหน้าคนพูดได้ มีพลังวิเศษ เราไม่ได้บอกรายละเอียดเยอะในเรื่อง แต่คนอ่านก็ไปค้นข้อมูลมาแล้วมาแลกเปลี่ยนกับเรา แสดงว่าเขารับรู้สิ่งที่เราอยากให้เขา เขาไปต่อยอดหลังจากการอ่าน ซึ่งจุดนี้เรารู้สึกดีมาก”

ข้อมูลส่วนใหญ่ที่นำมาเขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือเรื่องแปลกที่ชญาน์พิมพ์สนใจ เช่นนิยายเรื่อง พยัคฆบถ มีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่า ฆบท ในพระไตรปิฎก แปลว่าทางเดินของเสือ เธอสนใจถึงขั้นเดินทางไปประเทศอินเดียซึ่งมีวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับเสือเพื่อนำมาเขียนเรื่องให้สมจริงและแตกต่างจากงานนิยายความเชื่อเรื่องเสือที่เคยมีมาก่อนหน้านี้

“บางครั้งเราดูรายการหรือสารคดีที่มันสะดุดใจ ก็จะจดคำนี้ไว้ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว ก็เริ่มโยงว่าคำนี้หมายถึงอะไรบ้าง ผู้หญิงที่ฆ่าผู้ชายได้ ตัวเมียฆ่าตัวผู้ได้ตอนจับคู่ผสมพันธุ์ พอแตกเป็นเนื้อเรื่องมันสามารถเป็นอะไรได้ เป็นนิยายเหนือจริงดีไหม หรือจะเป็นแนวลึกลับสอบสวน ถ้ามันไปทิศทางไหนมากที่สุดก็จะเลือกทิศทางนั้น อย่างไปอินเดียเพราะเขียนเรื่องปริศนามันตรา ตั้งใจไปหาหุ่นกระบอกอินเดีย ไปสอบถามชาวบ้าน ถามหาชาสีชมพูของเขาทำที่ไหน ทำอย่างไร แม้จะแค่เล็กน้อยในงานเขียน แต่มันก็เปิดโลกให้เรา และเราได้ใส่ความรู้ลงไปในงาน”

ภาพรวมนวนิยายของนักเขียนนามปากกาชญาน์พิมพ์ นอกเหนือจากความบันเทิงของฉากบู๊ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสอดแทรกความรู้และศีลธรรมให้กับผู้อ่านซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ที่คุณแม่ถูกลอบยิง

“เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วคุณแม่ถูกคนร้ายลอบยิง เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราทุกข์ใจมาก ไม่รู้ว่าคุณแม่จะรอดไหม โชคดีกระสุนไม่โดนส่วนสำคัญ แต่ทำให้ตาซ้ายมองเห็นแค่ครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นช่วงนั้นงานเขียนเป็นเหมือนหลุมภัยสำหรับเราได้เข้าสู่โลกจินตนาการ สำคัญมากที่ทำให้ตัวเองไม่บ้า เหมือนเป็นการเขียนเพื่อบำบัดตัวเอง ตอนนั้นคือเขียนให้ตัวเองมีความสุข อยากให้คนอ่านมีความสุข เราต้องการให้งานเขียนเราเป็นที่หลบภัยให้คนอื่นเหมือนที่เราเคยเป็นมา ช่วงนี้เขียนพวกเหนือธรรมชาติ เช่น ปริศนามันตรา แค่ชั่วเสี้ยววินาทีที่ผู้อ่านมีความสุขจากการได้อ่านหนังสือเรานั่นแหละคือพื้นฐานงานของเรา”

สิ่งเดียวที่ทำให้เธอไม่ลุกขึ้นไปแก้แค้นคนร้ายนั่นก็คือ หลักธรรม เพราะฉะนั้นหนังสือนิยายทุกเล่มของเธอจึงสอดแทรกการให้อภัย สอนให้จิตใจคนอ่อนโยน เธอมองว่าปัจจุบันคนในสังคมอารมณ์ร้อนรุนแรงมากขึ้น ฆ่ากันตลอดเวลา ความรักของคนสมัยนี้ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย ทำอย่างไรทำให้คนผูกพันกันด้วยจิตใจมีเมตตาต่อกัน

“คุณทมยันตีเคยกล่าวไว้ว่า ต่อให้นิยายเป็นนิยายประโลมโลกย์มีหรือพล็อตเรื่องไม่ซับซ้อนมากมาย อย่างน้อยคนอ่านก็ควรจะได้อะไรติดหัวไปบ้าง ไม่ใช่อ่านแล้วได้ความสนุกอย่างเดียว อย่างน้อยใส่ศีลธรรมก็ได้ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตัวร้ายต้องได้รับผลกรรม เหมือนเราเป็นสื่อเราก็ควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ถ้าเขียนปล่อยให้คนชั่วลอยนวลไม่ได้รับผลกรรม ต่อไปคนก็จะคิดเป็นพื้นฐานว่างั้นฉันทำชั่วก็ได้”

หลายคนเติบโตมากับการอ่านนิยาย เนื้อหาที่สอดแทรกในบทนิยายจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าความบันเทิงที่ได้จากการอ่าน เพราะการอ่านหนังสือที่ดีจะหล่อหลอมความคิดการกระทำของคนในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้แต่งนิยายเหล่านั้นว่าจะนำทางสังคมไปในทิศทางใด

 

เมทินี กิ่งโพยม สตรองสู่สตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417464

เมทินี กิ่งโพยม สตรองสู่สตาร์

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ออกอากาศไปแล้ว2ตอนกับรายการเดอะสตาร์ค้นฟ้าคว้าดาวปีที่12ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา20.15น.ทางช่องวัน31ว่ากันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง(ซึ่งจากที่เฝ้าดูหน้าจอไปแล้ว2ตอนก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กๆน้อยๆ)แต่ที่แน่ๆการเปลี่ยนคณะกรรมการยกชุดน่าจะเป็นอะไรที่ทำให้คนดูอย่างเราๆอยากติดตามรายการนี้มากขึ้นโดยเฉพาะหนึ่งในคณะกรรมการที่มีกระแสแรงมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจากรายการเดอะเฟซไทยแลนด์เจ้าของคำฮิตติดปากคนทั่วบ้านทั่วเมือง“สตรอง”ไม่ใช่ใคร“ลูกเกด-เมทินีกิ่งโพยม”นั่นเอง

วันนี้เราจะไปพูดคุยกับเธอถึงบทบาทหน้าที่การเป็นกรรมการในรายการที่อยู่มาแล้วถึงหนึ่งโหล“กับการเป็นกรรมการในรายการเดอะสตาร์เกดวางตัวเองไว้ว่าเกดจะพูดอะไรตรงๆถึงแม้เกดจะไม่ได้เป็นนักร้องแต่เกดจะเป็นคนฟังที่ใช้ความรู้สึกจับเข้าไปในคนร้องว่าเขาร้องดีหรือเปล่าร้องแล้วจับใจคนฟังไหมมีความเป็นสตาร์อยู่ในตัวเองหรือเปล่าซึ่งณตอนนี้เทปที่ออกอากาศยังเป็นรอบคัดเลือกอยู่เกดก็ได้แต่เฝ้ารอช่วงเวลาที่เป็นไลฟ์โชว์ซึ่งคิดว่าจะต้องสนุกแน่นอนต้องโดนโห่แน่ๆแต่มันก็ดีนะถ้าแฟนๆรายการหรือแฟนๆของ8คนสุดท้ายจะโห่เราเพราะหมายความว่าสิ่งที่เราพูดตรงหรือพูดจริงมันมีผลทางความรู้สึกของคนดูคนชม”

กับการที่เมทินีผันตัวมาเป็นผู้คัดเลือกและส่งต่อความฝันให้คนคนหนึ่งได้ก้าวไปยังจุดสูงสุดเธอเผยว่าสิ่งที่เธอต้องทำคือการไม่โกหกเด็ก“แน่นอนว่าคนที่เข้ามาประกวดจะต้องได้ยินได้ฟังในสิ่งที่มันตรงและจริงไม่ว่าจะบวกหรือลบซึ่งตั้งแต่เกดทำรายการนี้มาเกดก็เจอคนที่รับไม่ได้กับคำคอมเมนต์ของเกดอยู่เหมือนกันเมื่อเจอแล้วเกดก็ต้องอธิบายไปว่าเขาไม่ดีตรงไหนควรปรับปรุงยังไงเขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาทำอาจจะยังไม่ใช่หรือไม่ถึงในสิ่งที่เราต้องการตามมาตรฐานที่เราได้ตั้งไว้แน่นอนว่าเขาต้องเสียใจเขาอาจคาดหวังไว้สูงแต่ในที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้เลวร้ายเสียจนเขาไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้”

 

เมทินีเผยว่ากับบทบาทนี้มันยากตรงที่เธอต้องทำให้รายการสนุกในขณะเดียวกันเธอก็ต้องทำให้ผู้เข้าแข่งขันมีแรงบันดาลใจในการก้าวเดินต่อไปไม่ท้อ“มันต้องใช้ทั้งคำพูดและอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันรู้สึกดีอย่างอ๊อฟปองศักดิ์ก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีส่วนป๋าเต็ดยุทธนาเขาก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีมากเขาสามารถสรุปอะไรได้ดีทีเดียวสำหรับผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน”

กับรายการเดอะสตาร์ซึ่งถือเป็นรายการที่มีคนดูคนชมเยอะแยะมากมายและภาพจำเก่ยีวกับกรรมการชุดเก่าโดยเฉพาะม้า-อรนภากฤษฎีก็เป็นภาพจำที่ชัดเจนและเหนียวแน่นยาวนานมากเมทินีเผยว่าตั้งแต่เธอมาทำรายการนี้เธอไม่มีโอกาสได้คุยกับอรนภาเลย“ไม่กล้าคุยเพราะเราไม่รู้ว่าพี่ม้ารู้สึกอย่างไรตอนรายการเปลี่ยนกรรมการและที่ผ่านมาเราก็ไม่รู้ว่าพี่ม้าต้องเจออะไรบ้างแต่ก็รู้ว่าคงโดนมาเยอะและเราก็พร้อมมากที่จะเจออะไรต่างๆมากมายและในรายการจะมีคำศัพท์ใหม่ๆแน่นอนเป็นคำที่เราเข้าใจความหมายได้ดีที่แน่ๆคำว่าขนลุกต้องมาแน่นอน”

กับ8คนสุดท้ายจะมีอะไรที่ต่างจากปีก่อนๆบ้างไหมเมทินีเผยว่าปีนี้การคัดเลือกเข้มข้นกว่ามาตรฐานที่กรรมการทั้งสามคนได้ตั้งไว้ก็ค่อนข้างสูง“เราไม่ได้เจาะจงหาพระเอกนางเอกแต่เราเจาะจงหาคนที่มีสตาร์ควอลิตี้ที่ร้องเพลงได้ดีเพราะฉะนั้น8คนสุดท้ายในปีนี้ต้องร้องเพลงได้ดีไม่อยากให้คนคิดว่าคุณเข้ามาเป็น8คนสุดท้ายแล้วสบายแล้วไม่ต้องซีเรียสเรื่องร้องก็ได้ไม่จริงทุกคนต้องโฟกัสไปที่การร้องเพลงก่อนเป็นอันดับแรกและ8คนสุดท้ายต้องคิดว่าฉันต้องได้ที่หนึ่งด้วยความสามารถด้านการร้องเพลงเอาเป็นว่า8คนสุดท้ายในปีนี้ร้องเพลงได้ดีทุกคนมันสนุกตรงที่เราจะเดาทางไม่ถูกว่าใครจะได้เป็นเดอะสตาร์เพราะทุกคนร้องเพลงดีหมดสตาร์ควอลิตี้มีเท่าเทียมกันหมด”

 

หากถามเมทินีว่าการที่เราก้าวเข้ามาสู่วงการบันเทิงได้แล้วทำอย่างไรเราจะสามารถก้าวไปสู่การเป็นตัวจริงเมทินีเผยว่าเราต้องมีความสามารถมีคาแรกเตอร์มีเสน่ห์และมีบุคลิกภาพที่ดี “สมัยนี้คนเราเกิดเร็วและหายก็ไปเร็วมากหน้าก็คล้ายๆกันเราต้องหาหนทางทำยังไงก็ได้เพื่อให้เราเด่นแต่คนที่อยู่ได้นานจริงๆต้องติดดินและไม่ลืมว่าตัวเองมาจากไหนหากคนเริ่มเหลิงเชิดๆคนก็รอให้คุณดับคุณพลาดและรอเหยียบคุณหากคุณเป็นคนดีน่ารักสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้คุณอยู่ได้ยาวนานมากกับคนที่เฟกๆชอบสร้างข่าวสร้างกระแสให้ตัวเองอยู่ได้ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็ไป”

สำหรับการค้นหาดาวดวงใหม่ของเมทินีเธอเผยว่าคนที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้นั้นเขาคนนั้นจะต้องมีเป้าหมายที่เขาอยากจะไปให้ถึงอย่างชัดเจนมีวินัยรักและซื่อสัตย์ในสิ่งที่ตัวเองทำและไม่เฟกถึงจะอยู่ได้ยาวนาน“ถ้าเฟกเมื่อไหร่อยู่ไม่ได้นานหรอกเพราะคนไม่ชอบ”

ท้ายที่สุดเมทินีได้พูดถึงเมทินีในวันนี้ไว้ว่าเธอดีใจที่ได้ตัดสินใจทำอะไรในหลายสิ่งหลายอย่างและมันก็เป็นการตัดสินใจที่ส่งผลทำให้เธอก้าวมาถึงตรงจุดนี้“เกดได้ตัดสินใจจากสหรัฐมาเมืองไทยเพื่อมาประกวดนางงามพี่บอยถกลเกียรติชวนมาเล่นละครก็เล่นท่านมุ้ยม.จ.ชาตรีชวนเกดเล่นหนังเกดก็เล่นเฮเลนปทุมรัตน์ชวนเกดไปเป็นวีเจเกดก็ไปคุณเต้ปิยะรัฐชวนเกดมาทำเดอะเฟซเกดก็ทำเดอะสตาร์ชวนเกดมาเป็นกรรมการเกดก็มาเกดคิดว่าทุกการตัดสินใจของเกดไม่ผิดพลาดเลยมันทำให้เกิดมีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้แต่การตัดสินใจของเกดต้องคิดให้ดีๆไม่คิดเร็ววู่วามเกดตัดสินใจอย่างไตร่ตรองและรอบคอบอยู่เสมอถึงแม้เกดจะเคยใช้อารมณ์แต่เมื่อโตขึ้นเกดก็ใจเย็นลง”

หลังจบการสนทนาเมทินีเผยว่าเธอจะต้องรีบกลับบ้านที่จ.ภูเก็ตซึ่งเป็นที่ที่เธอสามีและลูกชายของเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น“สกายมีความสุขมากได้เรียนในโรงเรียนที่ดีมากเรียนแบบไม่เครียดและได้ไปน่นัไปนี่ได้ทำน่นัทำนี่โดยเฉพาะเล่นกีฬาประเภทไตรกีฬาทั้งว่ายน้ำวิ่งและตอนนี้กำลังหัดปั่นจักรยานส่วนสามีของเกดเขาก็มีความสุขได้ทำอาหารให้ลูกได้ดูแลเกดเขาเหมือนภรรยามากกว่าสามีอีกนะ(หัวเราะ)”

 

นัยนา ยังเกิด โชคดีมาถูกที่ถูกเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417454

นัยนา ยังเกิด โชคดีมาถูกที่ถูกเวลา

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  ประกฤษณ์  จันทะวงษ์

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน คำนี้ไม่เคยล้าสมัย ดังนั้นอย่าใช้ชีวิตบนความประมาทควรเตรียมหาแผนสำรองในชีวิตไว้เสมอเผื่อว่าอะไรๆ ไม่เป็นไปดังที่คาดคิดไว้  แต่จะมีสักกี่คนที่มีแผนรองรับเผื่อขาดเผื่อเหลือเอาไว้แล้วกลับทำได้ดีประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จทั้งงานราษฎร์งานหลวง จนสามารถต่อยอดจากสิ่งอื่นๆ ตามมาได้อีกแถมดูท่าว่าจะไปได้ดีมีอนาคต อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นช่วงพีกสุดๆ ของชีวิตได้อย่างไร

นัยนา ยังเกิด สาวสวยนักประชาสัมพันธ์จากบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง ที่ผันตัวเองจากสาวทำงานมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไม่มีพื้นเพความรู้ทางด้านการเกษตรมาก่อนเป็นสาวเมืองแท้ๆ ดูจากรูปร่างหน้าตาเธอนั้นน่าจะเปิดร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ ร้านกาแฟ หรือร้านอาหารมากกว่าจะมาทำฟาร์มเห็ดเช่นนี้ แถมทำได้ดีเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ ทำครบวงจร ตั้งแต่ขายหัวเชื้อ เห็ดสด เห็ดแปรรูปต่างๆ ทั้งน้ำพริกเห็ด เห็ดกรอบ แหนมเห็ด

 

เธอเล่าว่าพวกร้านกาแฟก็มีคนทำเยอะแยะแล้วตลาดแทบจะไม่มีที่ว่าง ส่วนร้านอาหารก็ใช้เงินลงทุนเยอะไป อยากลองทำธุรกิจที่ใกล้ๆ ตัว ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย ราคาไม่แพง ดีต่อสุขภาพ  ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ ดูเป็นงานที่มีอนาคต รัฐบาลโปรโมทให้ไทยเป็นครัวของโลก แล้ววิถีเกษตรอินทรีย์เป็นที่น่าจับตามอง การเกษตรกับคนไทยเป็นของคู่กัน เรื่องผักเรื่องเห็ดยังไงก็ต้องกิน และที่ผ่านมาไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างไรเกษตรกรรมก็ไม่เคยตาย ยิ่งทำอย่างมีหลักการ มีองค์ความรู้ จัดการดีๆ ก็ไม่น่าจะยากเกินไป เมื่อลงตัวทางความคิดเธอจึงไปอบรมการทำฟาร์มเห็ดที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ 5 วัน เรียนรู้ระบบแบบครบวงจร รู้จักเห็ดทุกชนิดที่มีในโลก ลงมือทำจากเล็กๆ ที่บ้านก่อน จนพอมีประสบการณ์จึงไปเช่าที่ทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจากไม่มีที่ขาย จนตอนนี้ผลผลิตของเธอไม่พอขาย ต้องสั่งจองและเธอขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางคือส่งตรงถึงลูกค้าตามร้านหรือมีลูกค้ารอรับที่ฟาร์มเลย เปิดอบรมสำหรับผู้สนใจเกือบทุกเดือนใช้เวลาเรียนเพียง 1 วัน มีผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์มเห็ดของเธอไม่ขาดระยะ

 

จนกระทั่งล่าสุด เธอเตรียมออกพ็อกเกตบุ๊ก “เพาะเห็ดขาย” พร้อมมีซีดีขั้นตอนการสอนแจก เริ่มการเพาะเห็ดตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับคนที่ไม่รู้มาก่อนก็สามารถทำได้ “ไม่เคยคิดว่าเราจะมาถึงวันนี้นะคะ ว่าเราจะทำได้ประสบความสำเร็จมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ต่อยอดงานได้อีกหลายอย่าง ช่วยสร้างงานให้คนอื่นๆ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นเราเป็นสาวออฟฟิศเต็มตัวไม่เคยทำการเกษตรมาก่อนเรายังทำได้เลย คนอื่นที่อยากทำลองดูเลยค่ะถ้ามีใจรักและตั้งใจจริงคุณทำได้”

จากการที่เธอประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทำกระท่อมฟาร์มเห็ดในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา และถือว่าเป็นช่วงพีกที่สุดของเธออีกครั้งที่เธอได้ไปซื้อที่ 1 ไร่ ย่านไทรน้อย เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะเตรียมทำฟาร์มเมล่อนในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดของเธอที่อยากจะขยายการทำเกษตรอินทรีย์ให้กว้างขึ้น “ส่วนหนึ่งเราชอบกินพวกแตง พวกแคนตาลูป มันหวานเย็นชื่นใจแต่ไปเห็นเมล่อนญี่ปุ่นมันราคาแพงมากลูกละ 300-400 บาท ก็เลยไปศึกษาหาข้อมูลมันมีหลายสายพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกในที่อากาศร้อนแบบบ้านเรา ถ้าเราปลูกได้เราจะขายไม่แพง อยากให้คนทั่วไปได้กินแตงลูกละ 100-200 บาทได้ไหม เราจะเริ่มจากเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยขยายจนเต็มพื้นที่ ลักษณะการดูแลจะคล้ายๆ กับการทำฟาร์มเห็ดแรกๆ ก็ดูแลใกล้ชิด พอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยให้ลูกจ้างมาดูแลต่อ แต่เราก็จะเข้าไปดูทุกวันเสาร์-อาทิตย์อยู่แล้ว คือทำงานมาตลอดไม่ค่อยได้หยุดนะคะแต่มันคือสิ่งที่เราชอบมันมีความสุขไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานอดิเรก อะไรที่ทำด้วยความรักมันมีความสุขค่ะเราโชคดีมาถูกที่ถูกเวลาชัดเจนว่าชอบแบบไหนแล้วเลือกได้ตรง” เธอกล่าวอย่างมีความสุข