ศุภฤกษ์ โตวัชระกุล ‘เหยื่อรถซิ่ง’ ชะตาร้ายคนเดินถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417453

ศุภฤกษ์ โตวัชระกุล ‘เหยื่อรถซิ่ง’ ชะตาร้ายคนเดินถนน

โดย…ชุติมา-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

การมีอวัยวะครบทุกส่วน ไม่มีส่วนใดขาดหรือเกินนั้น ควรถือว่าชีวิตในวันนี้สมบูรณ์ดีแล้ว ศุภฤกษ์ โตวัชระกุล กล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ ซึ่งหากมองตามรูปลักษณ์ภายนอกของชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้แล้ว ก็ดูว่าร่างกายของเขาไม่มีอะไรขาดหายไปสักอย่าง ดูปกติเฉกเช่นกับคนทั่วๆ ไป แต่ถ้าพิจารณาในทางพุทธศาสนาระบุไว้ว่า อวัยวะ 32 อย่างนั้น ถ้าเอาร่างกายคนเรามาหั่นเป็นชิ้นๆ แยกเป็นกองๆ อวัยวะทั้งหมดต้องครบ 32 กอง มีอวัยวะครบทุกส่วนทั้งภายนอกภายใน ไม่มีส่วนใดขาดหรือเกิน การสนทนาคราวนี้เริ่มต้นโหดร้ายพอสมควร

“…ผมตัดม้ามทิ้งไป 8 ปีได้แล้วครับ!” ฟังๆ แล้วก็เกิดคำถามทันทีว่าคนเรามีชีวิตอยู่ด้วยการไม่มีม้ามได้ด้วยหรือ?!!!

ศุภฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทผู้ผลิตและประกอบรถยนต์แห่งหนึ่ง เล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งเลวร้ายที่สุดในชีวิต ถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะภายในไป เหตุเกิดเพราะความคึกคะนองบนท้องถนนของ “เด็กรถซิ่ง” แค่พริบตาเดียวทำให้ชีวิตคนเดินถนนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปทันใด

 

เหตุร้ายเกิดเพียงพริบตาเดียว

อุบัติเหตุในครั้งนั้น เกิดอะไรขึ้น? ศุภฤกษ์ เล่าย้อนไปในวันเกิดเหตุซึ่งจดจำได้อย่างแม่นยำ คือวันที่ 7 ม.ค 2552 หลังจากเลิกงานก็ไปออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ ออกจากฟิตเนสประมาณ 4 ทุ่ม รู้สึกหิว จึงเลยขับรถออกไปซื้อส้มตำซึ่งเป็นรถเข็นริมถนนแถวๆ บ้านย่านเสนานิคม ซึ่งในขณะนั้นเองรถยนต์คู่กรณีก็วิ่งมาด้วยความเร็ว จู่ๆ ก็พุ่งเข้าชนร้านส้มตำเข้าอย่างจัง แล้วก็ชนตัวเขากระเด็นไปด้วย

หลังจากนั้นรถเก๋งคันต้นเหตุก็พุ่งไปชนท้ายรถเขาอีกด้วย และกลายเป็นตัวเบรกรถวิ่งเข้าใสไปโดยอัตโนมัติ เรียกว่ารับเคราะห์สาหัสทั้งคนทั้งรถยนต์เลยทีเดียว

“ในคืนนั้นด้วยความที่มันมืดมากครับ ถนนละแวกนั้นไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาเท่าใดนัก ผมได้ยินเสียงของรถคู่กรณีมาแต่ไกลเลย รถวิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นและส่งเสียงดังมากผิดปกติ ผมก็เริ่มเอะใจแล้วครับ ผมหันไปเห็นแว่บหนึ่งเท่านั้น ก็ปรากฏว่ารถคันนั้นพุ่งเข้ามาชนผมเข้าอย่างจัง รู้สึกเหมือนเรากำลังดูทีวีแล้วจอดับ ตอนนั้นก็พยายามที่จะลืมตาแต่เห็นเป็นท้องฟ้าแล้วก็เป็นดาวเต็มไปหมดเลย พอเห็นสิ่งนั้นก็บอกตัวเองย้ำๆ ว่าเรายังไม่ตายนะ ๆ ๆ  แล้วก็คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไรไหม ด้วยความที่กลัวแขนหักผมก็หันไปมองแขนขวาก่อนเลยครับ

รถยนต์ของตัวเองที่โดนพุ่งเข้ามาชน

 

แขนขวาก็ปกติดีไม่ได้เป็นอะไร แล้วก็หันไปดูแขนซ้าย สิ่งที่เห็นคือแขนซ้ายม้วนเป็นเลขหนึ่งไทยเลยครับ ภาษาแพทย์เรียกว่าเป็นกระดูกผิดรูป ผมกลัวมากทุกวันนี้ยังจำภาพนั้นได้”  ศุภฤกษ์ เล่าถึงเหตุการณ์ร้ายแรง แต่ยังครองสติอยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลาและนี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้โชคไม่ร้ายเกินไปนัก

“หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงผู้คนกรูกันเข้ามาครับ ไทยมุงมาแล้ว (หัวเราะ) ได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นว่า ‘พี่ อย่าขยับตัวนะ รถมูลนิธิกำลังมา’ ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมากครับ ระหว่างนั้นก็รอรถมูลนิธิมา จากนั้นช่วงที่ผมนอนอยู่สักพักหนึ่ง ผมก็มองเห็นไซเรนอยู่บริเวณนั้นแล้ว มีคนหนึ่งถามผมว่า ‘พี่ พี่ไปโรงพยาบาลไหน’ ผมก็บอก  ‘ไปโรงพยาบาลเมโยแล้วกันครับ’  แล้วเขาก็พาผมไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล

สติผมยังอยู่ครบครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมเลือกโรงพยาบาลนี้เพราะรักษาที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนแรกมูลนิธิบอกจะพาผมไปส่งอีกโรงพยาบาลใกล้ๆ กัน ผมยังรู้เรื่องดีบอกว่าขอโรงพยาบาลนี้ดีกว่าครับ

รถยนต์คู่กรณี

 

ผมเห็นเขากำลังตัดเสื้อผมออก แล้วตอนนั้นก็กำลังจะตัดกางเกงยีนส์ผมด้วย ผมเลยบอกเขาว่า ‘พี่อย่าตัดกางเกงยีนต์ผมได้ไหมผมเสียดายของ’ เพราะมันเป็นกางเกงยี่ห้อเวลคอมราคาก็เกือบหมื่น (หัวเราะ) สติ ครบครับ (ย้ำอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะ) หลังจากนั้นหมอก็วางยาสลบแล้วผมก็ผล็อยหลับไป ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเพลีย มองเห็นสายระโยงระยางเต็มไปหมดเลย แล้วก็เห็นคุณแม่กับน้องชายซึ่งเป็นนักดนตรีร็อก เรียกว่ามาดเข้มมาก แต่กำลังยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียง (หัวเราะ) เหตุการณ์ต้องร้ายแรงกว่าที่เราคิดแน่ๆ แต่ผมก็ปลอบเขาว่าไม่ให้ร้อง แล้วความรู้สึกแรกที่ผมตื่นขึ้นมาคือผมหิวน้ำ ผมถามพยาบาลว่าขอดื่มน้ำได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้

จึงเดาว่า ผมต้องอยู่ในช่วงกำลังเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัดใหญ่แน่ๆ พยาบาลให้แค่อมน้ำแข็งเพียงก้อนเดียว ทรมานมาก (หัวเราะ) แล้วผมก็หลับอีกรอบหนึ่ง ก็ตื่นอีกครั้งในห้องพักฟื้นหลังจากที่ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว คุณหมอก็บอกว่าไตกับม้ามแตก คือม้ามเรามีอันเดียวแล้วมันก็แตกออกเป็นสี่ส่วนเลยนะครับ ไตมี 2 ข้างหมอบอกคุณเสียไตตัดไปหนึ่งข้างแล้วนะ

ซี่โครงด้านซ้ายหัก 14 ซี่ กะโหลกขวาร้าว กระดูกแขนซ้ายหัก ผมตื่นขึ้นมาผมเห็น แผลผ่าตัดที่ท้องเหมือนรอยแม็กเย็บกระดาษเลยครับ” ศุภฤกษ์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะได้แล้ววันนี้

รถยนต์คู่กรณี

 

มหันตภัยร้ายคนเดินถนน

พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 2 อาทิตย์ เสียค่าใช้จ่ายไปสามแสนกว่าบาท ระดมแพทย์ทั้งจากโรงพยาบาลเอกชน และระดับอาจารย์หมอจากโรงพยาบาลรัฐร่วมกู้ชีวิตจากการผ่าตัดใหญ่ครั้งนี้ด้วย

“คุณแม่ก็บอกผมว่าใช้หมอหลายท่าน ซึ่งคุณแม่บอกโรงพยาบาลว่าให้รักษาเต็มที่เลย เมื่อก่อนคุณแม่ทำงานที่รัฐวิสาหกิจการบินไทย ท่านก็มีกำลังพอสมควรครับ แต่ถ้าผมเป็นหนุ่มออฟฟิศเดินถนนธรรมดาไม่มีกำลังทรัพย์ ซึ่งหลายๆ คนก็เป็นแบบนี้นะครับ เราไม่รู้ว่าจะโชคร้ายประสบอุบัติเหตุ ไม่มีการเตรียมตัวเรื่องเงินทองก็คงลำบาก รถยนต์ของผมก็ซ่อมโดยผมเองเพราะตอนนั้นประกันขาดเลยต้องซ่อมเอง ผมอยู่ที่โรงพยาบาล 14 วัน แล้วจึงกลับมาอยู่บ้านอีกประมาณหนึ่งเดือนในการพักฟื้น

สิ่งที่ไม่โชคร้ายเกินไปนักอีกเรื่อง คือก่อนหน้านี้ผมออกกำลังกายร่างกายหนักมากๆ ระดับที่เรียกว่าชีวิตคือเข้าฟิตเนสทุกวัน ผมเลยรีคัฟเวอร์ได้เร็วครับ คุณหมอก็บอกว่าถ้าคนทั่วไปใช้เวลารักษานานพอสมควร ที่สำคัญเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 7 พอวันที่ 8 คือวันเกิดผมครับ ผมก็มานึกย้อนไปว่าผมเคยโพสต์เฟซบุ๊ก เล่นๆ ขำๆ ทั้งที่ไม่ใช่อายุจริงของเราว่า ‘…ผมจะเข้าเบญจเพสแล้วนะ!!!’ (หัวเราะ) ก็แล้วแต่คนจะเชื่อนะครับว่าเราต้องเจออะไรร้ายๆ ช่วงวัยนี้ แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ผมไม่กล้าคึกคะนองเล่นอะไรแบบนี้อีกแล้ว” ศุภฤกษ์ กล่าว

 

ลำบากไหม กับการต้องเสียม้ามและไต ? คำถามที่หลายคนคงสงสัย

“ปกติครับ ใครเจอเราก็ไม่มีใครดูรู้ว่าเราเคยโดนอุบัติเหตุร้ายแรง การแพทย์ที่ดีขึ้นผมแค่ฉีดวัคซีนไป 1 เข็มเท่านั้นครับ เป็นวัคซีนป้องกันสำหรับคนที่ไม่มีม้าม เพราะม้ามเหมือนเป็นตัวกรองเชื้อโรค

สิ่งที่ผมอยากขอบคุณตัวเองคือการออกกำลังกายทุกๆ วัน ช่วยชีวิตผมไว้ได้มากมายเลยครับ ย้อนกลับไปก่อนที่จะออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ผมน้ำหนัก 105 กก. แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งคือนอนหลับไปแล้วหายใจไม่ออก อาจจะเป็นเพราะอ้วนหรือนอนกรนก็ไม่แน่ใจ หลังจากนั้นมาก็ออกกำลังกายมาโดยตลอด คุณหมอบอกเลยว่าโชคดีที่ผมเป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วแข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย ซึ่งถ้าร่างกายไม่มีความพร้อม ก็อาจจะเกิดขึ้นได้

และสิ่งที่ผมคิดว่าเสียไปอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ผมกำลังจะได้ไปทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ พอเราเกิดอุบัติเหตุทำให้ชีวิตเราพลิกผัน อนาคตที่เราวาดฝันก็จบไปตรงนั้น

แขนซ้ายหักมีเหล็กดามทั้งแขน

 

เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว คุณแม่ก็ติดต่อพนักงานสืบสวนครับ แล้วคู่กรณีซึ่งมอบตัวในตอนแรกต่อมาเขาหนีประกัน ตำรวจก็ออกหมายจับแล้วเรียนตรงๆ คือไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรเลย

หลังจากคดีไม่มีความคืบหน้า ผมก็เริ่มสืบหาเองจากทะเบียนบ้าน เด็กคนนี้อายุเพียง 20 ปี มีประวัติยาเสพติดมาด้วยเลยต้องหนีคดี ทางบ้านเขาก็บอกว่าหนีไปแล้ว ไม่เป็นไรครับผมมองว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม ยอมรับว่าแรกๆ ก็มีความรู้สึกโกรธแค้นและคิดว่า ‘ลอยนวลนะ ทำอย่างนี้ แล้วจะไปทำกับคนอื่นอีกไหม’ แต่สุดท้ายผมมองว่าปล่อยเขาไปเถอะเพราะเขาก็หนีคดียาเสพติดด้วย เขาคงมีเวรกรรมพอสมควรเดี๋ยวก็จะได้รับกรรมในส่วนที่ของเขากระทำไว้เอง อโหสิกรรมให้เขาไป คือตอนแรกผมแค้นมาก

แต่สุดท้ายมาถึงจุดนี้มันอาจจะเป็นเพราะระยะเวลานานด้วย ทุกวันนี้ชีวิตเราก็ดีขึ้นมีหน้าที่การงานทำ มีร่างกายไม่ได้พิกลพิการ เคสอุบัติเหตุผ่าตัดใหญ่นอนโรงพยาบาล 2 อาทิตย์แบบนี้ บางคนกลับมาไม่เหมือนเดิม

 

แต่สิ่งที่ค้างในใจผมคือ กระบวนการยุติธรรมบ้านเรา หลายๆ เคสก็มีตัวอย่างให้เห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ทั้งการเยียวยาและการไม่รับผิดชอบทางคดี ทำให้คนเดินถนนตกเป็นเหยื่อของอุบัติเหตุไปได้ทันที” ศุภฤกษ์ กล่าวย้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือบอกตัวเองใครทำอะไรก็คงจะได้รับผลกรรมตามนั้น

ทุกวันนี้รถซิ่งบนท้องถนนเมืองไทยก็ยังเยอะ ศุภฤกษ์ กล่าวว่า แค่สร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้ถนนร่วมกันก็ว่าแย่แล้ว แต่คนหลังพวงมาลัยรถพวกนี้ขับบนถนนหลวงใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ขับโดยประมาทหวาดเสียวหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้แทบไม่มีใครคุมได้เพราะฉะนั้นคนเดินถนนต้องระมัดระวัง

“อุบัติเหตุเปลี่ยนแนวคิดในการใช้ชีวิตได้ดีเลยครับ เมื่อก่อนผมไม่ได้คิดอะไรมากผมใช้ชีวิตไปวันๆ พอตกดึกก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เรื่องร้ายแรงดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับเหตุการณ์นี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ…ที่เป็นตัวกำหนดว่าผมประมาท และไม่มีอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ชัดเจน ชีวิตเราอะไรก็เกิดขึ้นได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้นะครับ อันดับแรกเลยคือเราต้องมีสติ สองคือเราต้องกล้าเผชิญปัญหา ผมไม่หยุดนิ่งไปสืบหาเขา แล้วก็ทำให้รู้สึกถึงคำว่าปลงมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ผมใช้ชีวิตเท่าที่ผมจะมีความสุขได้ในแต่ละวันครับ ไปไหนก็ยังขับรถได้ปกติ ขับสวนรถซิ่งก็ไม่คลั่งแค้นหรือหวาดกลัวอะไร

ผมกลายเป็นคนที่มองโลกเข้าใจได้ง่ายขึ้น ในเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ถึงแม้ผมไม่ได้บวชเป็นพระแต่ผมก็เข้าใจตรงนี้ได้ ผมมองว่าคนเรามีโอกาสตายเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีใครทราบ อย่างเช่นเหตุการณ์นี้ แค่ออกไปซื้อส้มตำใครจะคิดว่าจะมีรถพุ่งเข้ามาชนรุนแรง ในเมื่อชีวิตไม่แน่นอนเราต้องเตรียมตัวอยู่เสมอ…ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากเหตุการณ์ในวันนั้นเลยครับ” ศุภฤกษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทุกวันนี้คู่กรณีก็ยังลอยนวล และการตกเป็นเหยื่อบนท้องถนนก็ทำให้เขาได้บทเรียนเรื่องการระมัดระวัง ดูแลตัวเองให้มากขึ้น และอยากฝากถึงคนเดินถนนทุกๆ คน เราต้องดูแลตัวเองกันให้ดีด้วย ใครๆ ก็ตกเป็นเหยื่อได้ทั้งที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความประมาท!!!

 

ซงหนู–วิถีชีวิตและการเอาตัวรอด บ่มเพาะความสามารถของชาติพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417436

ซงหนู–วิถีชีวิตและการเอาตัวรอด บ่มเพาะความสามารถของชาติพันธุ์

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ซงหนูคือชื่อชนเผ่าเร่ร่อนที่อยู่ทางตอนเหนือของดินแดนอารยธรรมจีน จีนบันทึกชื่อซงหนูไว้ในฐานะชนเผ่าป่าเถื่อนที่เก่งกล้าสามารถในการรบและมักเข้ารุกรานปล้นชิงมาในดินแดนจีน

ซงหนูปรากฏตัวในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่ยุคจ้านกว๋อ ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียว และสาเหตุที่จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างแนวกำแพงเมืองจีน-สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ก็เพื่อเป็นปราการป้องกันซงหนู และชื่อชั้นของนักรบเผ่าซงหนู ก็สมควรเทียบเป็นนักรบมหัศจรรย์ของโลกเช่นกัน

ซงหนูไม่ทำการเพาะปลูก ใช้ชีวิตเร่ร่อน ถ้าฟากฟ้าและสัตว์ป่าเป็นใจ ซงหนูไม่เดือดร้อนในชีวิตก็จะไม่เข้ารุกรานจีน แต่หากสัตว์ป่าหายาก หรืออยากได้ของกินของใช้ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับชนเผ่าเร่ร่อน หรือแก่งแย่งอำนาจกันเอง ก็มักจะเข้ามาหยิบยืมจากดินแดนจงหยวนหยิบยืมในที่นี้ ชาวจีนเรียกปล้นชิง ซงหนูไม่ค่อยสนใจในดินแดนนัก แต่สนใจแค่ทรัพย์เสบียง

ดินแดนแถบที่ซงหนูอยู่เป็นทุ่งหญ้าและทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ เพาะปลูกไม่ง่าย ชนเผ่าซงหนูจึงดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการปศุสัตว์ และการออกล่าสัตว์ในทุ่งกว้าง มีม้าเป็นพาหนะประจำกาย ตรงกันข้ามกับดินแดนจงหยวนซึ่งมีที่ดินและลุ่มน้ำหลากหลายกว่า อารยธรรมจีนจึงเริ่มต้นด้วยการเกษตรกรรมเป็นหลัก ยิ่งเพาะปลูกได้ดี ก็ยิ่งเจริญเหลือกินเหลือเก็บ ผู้คนตั้งแต่สูงศักดิ์จนถึงชาวบ้านจึงจดจ่อที่การเพาะปลูกสะสมและขยายจับจองดินแดน

เด็กน้อยซงหนู 3 ขวบง้างธนูยิงเล่นได้ 5 ขวบควบเล่นบนหลังม้า เมื่อโตขึ้น จะหาอาหารก็ออกล่าสัตว์ยิงนก อดอยากหรืออิ่มท้องขึ้นกับฝีมือยิงธนู ทั้งหมดเป็นทักษะเดียวกับการออกรบ แต่สำหรับในดินแดนจีน ผู้คนจับเสียมจับจอบเดินเท้าปลูกผักปลูกพืช เพื่อทำมาหากินเอาชีวิตรอด ในชีวิตชาวบ้านจีน ใช้ม้าใช้วัวขนของมากกว่าควบขี่

สำหรับด้านการทหารในดินแดนจีนกว่าจะเกณฑ์ได้ไพร่พล ฝึกปรืออาวุธ ก็กินเวลาเนิ่นนาน เพราะประชาชนคุ้นชินกับจอบเสียม และหากเร่งรัดสร้างกองกำลังเร็วมากเกิน เศรษฐกิจการกินการใช้ก็เสียศูนย์ แต่สำหรับซงหนู ฝีมือการรบกับปากท้องถูกผูกเข้าด้วยกัน  ประชากรซงหนูแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนไปเป็นทหารได้ในพริบตา ไม่ต้องเหลือประชากรส่วนใดไว้ทำไร่ไถนาหรือเป็นกองเสบียง

เอาเป็นว่าสำหรับชาวซงหนู ทั้งหากินยามสงบ สู้รบยามสงคราม ครบเครื่องในคนเดียว

หากทหารซงหนูออกรบ 1 แสนคน จึงเป็นทั้งทหารทั้งกองเสบียงทั้ง 1 แสน ขณะที่ทหารจีนออกรบ 1 แสน กลับมีทหารที่รบได้จริงไม่เต็มจำนวน เพราะส่วนหนึ่งต้องเป็นพ่อครัว กรรมกรขนเสบียง คนดูแลม้าและอาวุธ ฯลฯ

ซงหนูจึงเป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่ก่อปัญหาใหญ่ๆ ให้จีนได้เสมอ

เมื่อสิ้นราชวงศ์ฉิน เป็นยุครุ่งเรืองของซงหนู จีนยังปวกเปียกจากผลของสงครามกลางเมืองเพื่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ฮ่องเต้ฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง) จึงไม่มีกำลังที่จะต่อกรกับซงหนูได้ จำต้องยอมจำนน ขอผูกสัมพันธ์เป็นเครือญาติ โดยการส่งองค์หญิงให้แต่งงานกับผู้นำซงหนู

แน่นอนเป็นองค์หญิงของก๊อบจากจีน ซึ่งหามาจากสาวในรั้วในวังแล้วแต่งตั้งให้เสมือนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข เพื่อส่งออกโดยเฉพาะ

แต่วิธีผูกสัมพันธ์ก็ใช้ได้ผลแค่ชั่วคราว ไม่นานนัก ซงหนูก็เข้าบุกปล้นชิงชายแดนต่อ ถึงรัชกาลของ ฮั่นเหวินตี้ ซงหนูก็ยังเข้าบุกปล้นในดินแดนจีนอยู่เนืองๆ

สมัยฮั่นเหวินตี้ เศรษฐกิจของจีนดีขึ้นพอควร แต่ฝีมือการสู้รบยังสู้ซงหนูไม่ได้ ราชสำนักฮั่นจึงใช้วิธีเจรจาต๊าอ่วย ส่งส่วยให้พวกซงหนูทุกปีๆ

ซงหนูไม่ต้องปล้นประหยัดแรง จีนก็ไม่บอบช้ำเสียหาย จัดว่า วิน วิน แต่ในวิน วิน มีบางคน วินกว่า

ของที่ส่งให้เป็นบรรณาการ นอกจากผ้าไหมแพรพรรณ ก็ยังมีข้าวของเครื่องใช้ในรั้วในวัง นานวันเข้าวิถีชีวิตของชาวซงหนู (ชั้นสูง) เริ่มเปลี่ยน เสื้อผ้าข้าวของแบบชนเผ่าเร่ร่อนกลายเป็นของล้าสมัย ของใหม่จากดินแดนจงหยวนนี่สิของดี

ซงหนูชั้นผู้นำนิยมเช่นไร ไม่นานซงหนูรากหญ้าก็นิยมเช่นนั้น วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของซงหนูส่วนหนึ่งค่อยๆ ต้องพึ่งพาอารยธรรมจีนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จีนกลับไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอะไรซงหนูนัก

ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจ แต่นโยบายของฮั่นเหวินตี้ นอกจากได้ถ่วงเวลาให้จีนเข้มแข็งแล้ว ยังไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตชนเผ่าเร่ร่อนที่ขี่ม้าล่าสัตว์ส่วนหนึ่ง ให้กลายมาเป็นคนเมือง แบ่งยศถาบรรดาศักดิ์ และเสพย์สุขกับสิ่งของเกินการดำรงชีพของตนมากขึ้น

กว่า 70 ปีผ่านไปนับแต่ตั้งราชวงศ์ฮั่น พอมาถึงรัชสมัยของฮ่องเต้ฮั่นหวู่ตี้ จีนได้บ่มเพาะทั้งกำลังทรัพย์และความสามารถทางการทหาร ฮั่นหวู่ตี้จึงมีนโยบายตีขับไล่ซงหนูออกไปจากตอนเหนือของแผ่นดินจีน

หลังจากนั้นไม่นาน ซงหนูอ่อนแรง แม้กลับมาคืนถิ่นเดิมได้ แต่ก็แตกเป็นสองพวก ซงหนูป่าเถื่อนใช้ชีวิตเร่ร่อน กับซงหนูบ้าแกดเจ็ตคนเมือง ซงหนูเร่ร่อนเรียกซงหนูเหนือ ซงหนูบ้าแกดเจ็ตเป็นซงหนูใต้ ซงหนูใต้นี่แหละที่เป็นพันธมิตรกับจีน และพร้อมจะมาร่วมวงศ์วัฒนธรรมในประวัติศาสตร์หน้าถัดไป

ไม่นานนักชื่อของซงหนูป่าเถื่อนก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จีน

ความเคยชินคือสิ่งชี้ชะตา ซงหนูไม่ได้เป็นชนชาตินักรบที่เก่งกล้าเพราะสายเลือด แต่เพราะต้องขี่ม้ายิงธนูเพื่อความอยู่รอด จึงมีสัญชาตญาณการรบกันแทบทุกคน สำหรับราชวงศ์ฮั่นยังต้องใช้เวลาและกำลังเศรษฐกิจมหาศาลในการฝึกฝนกองกำลังมาโดยเฉพาะเพื่อต่อกรกับซงหนู และเมื่อซงหนูเคยชินกับการลงจากหลังม้ามานั่งสุขสบายแบบคนเมือง ความเป็นนักรบเก่งกล้าก็ย่อมหดหายไป

หานเฟยจื่อ นักปราชญ์และที่ปรึกษาทางการเมืองยุคจ้านกว๋อ กล่าวว่า หากอยากมีพลแม่นธนูฝีมือเยี่ยมในแคว้น จงตัดสินคดีพิพาทของประชาชนด้วยการวัดฝีมือธนู (ใครยิงแม่นชนะคดี)

นั่นคืออย่ามามัวแต่พร่ำสอนให้ผู้คนในสังคมเป็นอย่างไร แต่จงสร้างเงื่อนไขของการอยู่รอดของสังคมให้เป็นอย่างนั้นแทน ชนชาติซงหนูแม้มีจำนวนน้อย แต่ได้เปรียบที่ว่ามีเงื่อนไขความอยู่รอดด้วยการฝีมือล่าสัตว์ยิงธนู จึงโดดเด่นในโลกยุคโบราณ

ในปัจจุบันบางสังคมสร้างเงื่อนไขในสังคมหล่อหลอมให้ประชาชนในชาติอยู่รอดได้ด้วยความซื่อสัตย์ หรือขยันหมั่นเพียร ทำงานเป็นทีม บางสังคมก็ด้วยความสร้างสรรค์ และลูกล่อลูกชน หรืออาจจะมีบางสังคมที่สร้างเงื่อนไขให้อยู่ได้ด้วยความเชื่อง เส้นสายและระบบการเลียแข้งเลียขาผู้มีอำนาจ

แล้วเงื่อนไขแบบไหนที่ทำให้คนของตนมีศักยภาพในการต่อสู้ฟาดฟันในสมรภูมิโลกยุคปัจจุบันมากกว่ากัน คนในสังคมนั้นก็จะอยู่รอดในโลกอย่างภาคภูมิ

 

ความสุขของพูลพิพัฒน์ ในบ้านธนสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417327

ความสุขของพูลพิพัฒน์ ในบ้านธนสิน

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

ยามว่างของ พูลพิพัฒน์ ตันธนสินประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ หรือ QTC ในวันหยุดสุดสัปดาห์มักจะบินกลับบ้านธนสิน ที่บ้านมอญต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ในอาณาบริเวณ 100 ไร่ เพื่อดูแลคนงานให้จัดการกับต้นไม้ให้มีความเรียบร้อยและร่มรื่นอยู่เสมอ

“ผมจะกลับมาบ้านทุก 2 สัปดาห์ มาวันศุกร์กลับวันอาทิตย์ เพื่อให้เด็กๆ ตัดต้นไม้ เพราะต้นไม้หายใจด้วยแสงแดด ใบข้างในไม่มีประโยชน์เป็นตัวถ่วง มีปลวก ต้องตัดให้โปร่ง ยามว่างผมชอบดูแล ชอบที่ได้มีเวลาสั่งงาน ผ่อนสั้นผ่อนยาว ทำเสร็จแล้วไปตีกอล์ฟบ้าง ได้ผ่อนคลาย”

ต้นไม้ในบริเวณบ้านธนสินมีทั้งไม้ยืนต้นผสมผสานกับไม้ล้มลุกที่เป็นต้นไม้เล็ก อาทิ มะตูม ไม้ใบ ต้นเสม็ดทั้งดำและแดง มะม่วง ชมพู่ ส้มโอ

 

บ้านธนสิน นอกจากเป็นบ้านที่อยู่อาศัยของครอบครัวแล้ว ยังมีร้านกาแฟสดเชียงใหม่ ไรซ์ ไลฟ์ หรือ Chiang Mai Rice Life ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว และนาข้าวออร์แกนิก Chiang Mai Rice Life ที่เป็นข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่บนนาของครอบครัวที่ใช้เครื่องจักรในการทำนาทั้งหมด ที่เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การทำนาแบบอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ภายใต้การดูแลของ พัชรพงศ์ตันธนสิน ลูกชายคนเล็กวัย 29 ปี ของเขา

พูลพิพัฒน์ เป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด บ้านเดิมของครอบครัวอยู่ย่านตลาดวโรรส อ.เมืองเชียงใหม่ เกิดในครอบครัวใหญ่ เขาซื้อที่ดินบ้านหม้อไว้นานแล้ว ตั้งแต่ปี 2530 เพียงกว่า 10 ไร่ จากชาวบ้านย่านดังกล่าว และซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกให้ชาวบ้านเช่าทำนา ตอนหลังจึงนำที่มาทำนาเอง

เขาบอกว่าร้านกาแฟสดเกิดจากแนวคิดของลูกสาวคนโตที่ดูแลฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ QTC ที่ชอบดื่มกาแฟ ภายในร้านกาแฟดังกล่าวนอกจากมีกาแฟสดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบดื่มกาแฟและชื่นชมธรรมชาติที่เป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ข้าวถุง Chiang Mai Rice Life วางขาย และมีขวดไวน์ราคาแพงหายากให้นักท่องเที่ยวชื่นชมอีกด้วย

นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวที่โชคดีเข้ามาถูกจังหวะจะได้เดินเข้าไปชมอาณาบริเวณบ้านธนสิน ที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาที่ยังคงศิลปะเก่าแก่ของคนท้องถิ่นไว้อีกด้วย

 

ทายาท ‘ลี คาเฟ่’ ธุรกิจนี้ต้องลงมือปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417325

ทายาท ‘ลี คาเฟ่’ ธุรกิจนี้ต้องลงมือปฏิบัติ

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

อาหารจีนร่วมสมัยร้าน ลี คาเฟ่ ที่ทำให้คนไทยระดับกลางๆ สามารถเข้าถึงรสชาติอาหารจีนแบบภัตตาคารได้ง่ายขึ้น วันนี้ ลี คาเฟ่ อยู่ภายใต้การบริหารของรัสรินทร์ ภัทรพรไพศาล หรือ “นุช” ในวัย 37 ปี ทายาทรุ่น 2 ที่เข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ทั้งธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ “ลี เพลส” บนย่านพระราม 3 และธุรกิจร้านอาหารจีนสไตล์ร่วมสมัย “ลี คาเฟ่” ที่อยู่ในตลาดมานานร่วม 10 ปี ที่มีสาขาในปัจจุบันถึง 8 แห่ง ที่มุ่งทำเลหลักในศูนย์การค้าใจกลางเมือง จับกลุ่มคนทำงานและครอบครัวร่วมสมัย

รัสรินทร์ เป็นลูกคนกลาง จากจำนวนพี่น้อง 3 คน โดยได้เข้ามาช่วยธุรกิจอย่างจริงจังในกลุ่มร้านอาหารตั้งแต่ช่วงที่คุณพ่อ (ชัยพร ภัทรพรไพศาล) เริ่มสร้างแบรนด์ ลี คาเฟ่ ใหม่ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ด้วยร้านแบรนด์นี้ต่อยอดมาจากประสบการณ์ทางธุรกิจและฝีมือในแวดวงร้านอาหารสไตล์จีนที่คุณพ่อสั่งสมมานานร่วมกว่า 30 ปี

หน้าที่หลักๆ คือ ด้านดีเวลอปเมนต์ พัฒนาธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ ลี คาเฟ่ โดยเฉพาะการมองหาทำเลขยายสาขาใหม่ๆ ซึ่งมองว่าธุรกิจร้านอาหารจีน ลี คาเฟ่ จะสามารถขยายสาขาได้เต็มที่อยู่ที่ราวๆ 15 สาขา เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ 8 สาขา ด้วยมองว่าจำนวนสาขาดังกล่าวเป็นตัวเลขกำลังดี ที่สามารถควบคุมได้ทั้งด้านคุณภาพและบริการให้ลูกค้าได้มาตรฐานเดียวกันทั้งรสชาติและบริการเหมือนกันทุกสาขา

ปัจจุบันในเครือลี เพลส ยังมีแบรนด์อื่นๆ อย่าง ภัตตาคาร ลี คิทเช่น ร้านอาหารไทย ลี เพลส และล่าสุดแบรนด์ “ครัวครบรส” ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดร้านอาหารอีกครั้ง โดยเปิดสาขาแรกในศูนย์การค้าชุมชน (คอมมูนิตี้มอลล์) พลัส มอลล์ บนถนนศรีนครินทร์ เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

รัสรินทร์ บอกว่า การทำธุรกิจร้านอาหารนั้น ปัญหาหลักๆ จะอยู่ที่ด้านบุคลากร ซึ่งแม้ว่าจะเป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับธุรกิจอื่นๆ ก็ตาม แต่ร้านอาหารจะค่อนข้างละเอียดและซับซ้อนกว่าตรงที่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เกิดเฉพาะแต่ละสาขาด้วย โดยเฉพาะด้านแรงงานในตำแหน่งพนักงานบริการเสิร์ฟอาหารที่กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ คือ พนักงานแรงงานต่างชาติ ที่แม้ว่าจะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีความขยันอดทนเป็นเลิศอย่างมาก แต่ก็ยอมรับว่าแรงงานกลุ่มนี้จะมีปัญหาด้านการสื่อสารอย่างภาษาไทยที่อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ในการรับจด (ออร์เดอร์) รายการอาหารเมนูต่างๆ ที่เกิดความไม่เข้าใจระหว่างกันได้

“สำหรับแรงงานต่างชาติ ทางร้านจะให้ค่าแรงเทียบเท่ากับที่กฎหมายแรงงานขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 300 บาท/วัน ตามที่รัฐบาลยุคนั้นประกาศ แต่ทีนี้ก็จะมีปัญหาตามมา ตรงที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดเกณฑ์ทักษะการทำงานไว้ เช่น ความรู้ความเข้าใจด้านภาษาไทย ซึ่งจุดนี้ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบกับพนักงานไทยที่ได้ค่าแรงเท่ากัน ซึ่งนุชก็จะแก้ปัญหาด้วยการปรับเงินอัตราจ้างในส่วนของพนักงานคนไทยเพิ่มขึ้นในรูปแบบเงินเดือน” รัสรินทร์ เล่าเสริม

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการตรวจสอบการดำเนินกิจการสาขาแต่ละร้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ด้วย โดยจะมีฝ่ายตรวจสอบจากภายนอกเข้ามาเช็กลิสต์เกณฑ์ต่างๆ ที่วางไว้ราว 7 ข้อ โดยที่พนักงานร้านแต่ละสาขาจะไม่รู้ตัวว่าเป็นใคร เพื่อควบคุมหัวใจหลักของธุรกิจร้านอาหาร ลี คาเฟ่ คือ ด้านการบริการและรสชาติอาหาร ซึ่งได้ทำเรื่องนี้มาราว 7-8 ปีแล้ว

นอกจากการพัฒนาธุรกิจแล้ว เธอยังเป็นเจ้าโปรเจกต์ด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นออกมาอีกมากมายในอนาคต อย่างล่าสุด ร้านอาหารไทยแบรนด์ใหม่ “ครัวครบรส” ที่เกิดจากลูกค้าในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ลี เพลส ต่างชื่นชอบรสชาติอาหารไทยเมนูต่างๆ ในร้าน ทั้งอาหารจานเดียว อาหารเป็นกับข้าว และอื่นๆ จึงเกิดไอเดียขึ้นอยากจะต่อยอดมาเป็นร้านอาหารไทยที่มีสาขาจริงจังขึ้นมา

สำหรับร้านครัวครบรส มีพื้นที่ให้บริการราว 70 ที่นั่ง ชูจุดเด่นด้านวัตถุดิบสดใหม่ โดยเฉพาะเครื่องแกงไทยที่ทางร้านผลิตขึ้นเองจากครัวกลางที่ส่งตรงมาถึงร้าน ทำให้เมนูอาหารไทยทุกจานของที่นี่มีรสเด็ด เผ็ดร้อน กลมกล่อม สมกับที่เป็นอาหารไทยจริงๆ ทั้งเมนูสารพัดน้ำพริก อาหารจานเดียว อย่างข้าวขาหมู แกงเขียวหวาน ฯลฯ ไม่ต่ำกว่า 60 เมนูอร่อยนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเมนูเด็ดอย่าง ฮอตพอต 2 น้ำ คือ น้ำซุปต้นตำรับ(ออริจินัล) และน้ำซุปเย็นตาโฟ สูตรเด็ดของร้านลี คาเฟ่ ที่ถูกนำมาเสิร์ฟให้บริการที่ร้านครัวครบรสด้วย โดยจับกลุ่มเป้าหมายหลักลูกค้าครอบครัว

 

หลังจากเปิดตัวร้านอาหารไทยดังกล่าวขึ้นแล้ว ต่อไปคือการพัฒนาธุรกิจร้านดังกล่าวในรูปแบบ (บิซิเนส โมเดล) ใหม่ คือ ฟู้ดทรัก ครัวครบรส ร้านอาหารไทยรถเคลื่อนที่ ซึ่งโมเดลใหม่นี้จะเจาะกลุ่มตลาดลูกค้า องค์กร บริษัท ผ่านงานสัมมนา หรืองานแสดงสินค้า นิทรรศการต่างๆ ซึ่งจะมีรายการอาหารที่ให้บริการหมวดประเภทของทอดต่างๆ อย่างขนมผักกาด ไก่ทอด เป็นต้น ซึ่งจะคิดอัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ผู้จัดงานกำหนดไว้ หรือคิดอัตราขั้นต่ำต่อหัวตั้งแต่ 80-150 บาท สำหรับ 80 คนขึ้นไป เป็นต้น พร้อมเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือน มี.ค.นี้

สำหรับโมเดลนี้จะทดลองทำไปก่อนระยะหนึ่ง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาในอนาคต ซึ่งในเบื้องต้นจะมีเพียง 1 หน่วยรถให้บริการก่อน ด้วยมองเห็นว่าบริการร้านอาหารเคลื่อนที่แบบนี้กำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งครัวครบรสจะชูจุดเด่นจากเมนูอาหารขึ้นชื่อของทางร้านมาให้บริการเพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ธุรกิจไปพร้อมกันด้วย ก่อนตัดสินใจขยายสาขาในรูปแบบร้านเดี่ยวเพิ่มในอนาคตที่วางจำนวนไว้ประมาณ 5 สาขา

จากมุมมองในฐานะที่เป็นผู้บริหารคนรุ่นใหม่ เห็นว่าปัจจุบันหากจะขยายธุรกิจสาขาร้านในทำเลใจกลางเมืองอาจจะยากขึ้นซึ่งจะต่างจากในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป จะเห็นได้ชัดเจนปัจจุบัน หากเป็นวันธรรมดาคนจะนิยมรับประทานอาหารในร้านใจกลางเมือง แต่หากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบครัวรุ่นใหม่จะทานอาหารในร้านสาขาใกล้บ้าน หรือศูนย์การค้าชานเมืองมากกว่า จึงคิดว่าควรนำแบรนด์ครัวครบรสเข้าไปขยายสาขาให้บริการในอาคารสำนักงานจะดีกว่า และยังไม่เข้าไปแย่งลูกค้ากันเองกับแบรนด์ ลี คาเฟ่ ที่มีทำเลหลักในศูนย์การค้าด้วย

ด้วยความที่คลุกคลีกับงานครัวในธุรกิจอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ จากการเข้าไปช่วยงานที่บ้านซึ่งทำธุรกิจแคนทีนให้กับธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ สีลม ในแทบทุกตำแหน่งตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ เก็บกวาดโต๊ะ ไปจนถึงแคชเชียร์ เก็บเงิน ซึ่งเธอ บอกว่าเป็นชีวิตลูกแม่ค้าจริงๆ ที่สั่งสมให้เธอกลายเป็นนักปฏิบัติ ลงพื้นที่จริง หรืออยู่ในส่วนโอเปอเรชั่นเป็นหลัก

ทว่าก็ยังมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวฝีมือด้านการทำอาหารเมนูต่างๆ ติดตัวมาด้วย ทำให้รู้เทคนิคการปรุงอาหารอร่อยๆ ได้ในหลายเมนู อย่างการทำราดหน้าสูตรเด็ดของร้าน ก็รู้ว่าควรฉีดเหล้าตอนไหนในช่วงที่กำลังผัดน้ำราดหน้า เป็นต้น ที่ต่อยอดให้สร้างธุรกิจใหม่ ด้านการเปิดคอร์สสอนทำอาหารไทยให้กับนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดคอร์สหนึ่งรับลูกศิษย์ครั้งละ 7-8 คน ในช่วงระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค.ทุกปี

นอกจากนี้ เธอยังมีแผนขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก อย่างการทำตลาดซอสสำหรับปรุงรสอาหารต่างๆ เช่น เย็นตาโฟ ผัดไทย มันกุ้ง ฯลฯ ด้วย รวมไปถึงธุรกิจกลุ่มอาหารแช่แข็ง (โฟรเซ่นฟู้ด) ที่มีแผนขยายการทำตลาดออกมาในอนาคตด้วย ซึ่งหากเธอสามารถปูทางธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ ในประเทศได้อย่างแข็งแกร่งแล้ว แผนต่อไปของเจ้าโปรเจกต์อย่างเธอคือการพากิจการของครอบครัวออกไปตลาดต่างผระเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ครัวครบรส อาหารไทยที่สามารถพาไปไหนก็ได้ทั่วโลก ภายใน 3-5 ปีนับจากนี้

ด้วยเชื่อว่าทุกสิ่งที่คิดจะสามารถสำเร็จได้ หากเข้าไปลงมือทำมันอย่างจริงจัง

 

ตรอกและซอกซอย โครงข่ายจักรยานที่รอวันใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/417005

ตรอกและซอกซอย โครงข่ายจักรยานที่รอวันใช้งาน

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ

เมื่อสัก 5 ปีก่อนในยุคที่กระแสจักรยานยังไม่ถาโถมเหมือนเช่นปัจจุบัน ถ้าพูดถึงการใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือที่เรียกกันว่า Bike to Work แล้ว ในทุกๆ เช้าเราจะเห็นแต่จักรยานแม่บ้านซ้อนลูกตัวน้อยไปส่งโรงเรียน ยามหรือ รปภ.ออกกะดึกปั่นกลับห้องพัก นานๆ ทีจะเห็นจักรยานสวยๆ ที่มีคนปั่นเป็นคนทำงานออฟฟิศปั่นจักรยานไปทำงาน

พอเมื่อเข้าสู่ยุคจักรยานบูม บนท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยพาหนะนานาชนิด ก็มักจะเห็นวัยรุ่นสะพายกระเป๋าใบโต ปั่นจักรยานเลาะซ้ายป่ายขวาหาช่องทางไปตามจังหวะการจราจร ซึ่งในหลายๆ สถานการณ์ก็ดูหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย เป็นที่มาของเสียงเรียกร้องขอทางจักรยานขึ้นมา แต่เมื่อหันมามองสภาพความเป็นจริง ถนนในกรุงเทพฯ ยังมีไม่เพียงพอกับปริมาณของรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าจะต้องมาเจียดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นทางจักรยานมีหวังจราจรกลายเป็นจราจลเป็นแน่

 

หากเราลองมองไปรอบบ้านละแวกใกล้เคียง เราจะพบทั้งตรอกและซอยเล็กซอยน้อยที่แยกออกมาจากถนนสายหลัก ซอกซอยเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการเชื่อมต่อกันซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่คนในพื้นที่เท่านั้น เมื่อลองวาดเส้นไปตามแผนที่จะพบว่าบางแห่งสามารถใช้เป็นถนนคู่ขนานกับถนนสายหลักได้เลย ซึ่งในความเป็นจริงก็มีรถยนต์ใช้เป็นทางลัดกันมานานแล้ว อย่างเช่น ซอยย่อยบนถนนสุขุมวิทจากคลองตัน (สุขุมวิท 71) สามารถทะลุมาถึงซอยนานา (สุขุมวิท 3) หรือในย่านลาดพร้าวจากลาดพร้าว 80 ก็มีซอยเล็กซอยน้อยทะลุจนมาออกถนนพระราม 9 ได้

บางแห่งที่จุดเชื่อมต่อแต่ละซอกซอยลดขนาดลงจนรถยนต์ไม่สามารถใช้งานได้สะดวก ก็แทบจะเป็นทางจักรยานไปโดยปริยาย ดังเช่น ย่านคลองสาน ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการเขตในสมัยนั้น ที่ทำให้ทางสำนักงานเขตคลองสานได้ตีเส้นช่องทางจักรยานไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว โดยใช้ความชำนาญในพื้นที่สำรวจเส้นทางเชื่อมโยงโครงข่ายตรอกและซอกซอยต่างๆ เข้าด้วยกัน

 

เริ่มจากท่าเรือคลองสานสามารถลัดเลาะผ่านลานจอดรถร้านยกยอไปวัดทองนพคุณ เลาะกำแพงวัดไปออกวัดทองธรรมชาติ ต่อไปยังตลาดท่าดินแดง ผ่านชุมชนเก่าไปยังสวนสมเด็จย่า หรืออุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แล้วไปออกข้างสะพานพุทธฯ ซึ่งสามารถเลือกที่จะเชื่อมต่อทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงวัดกัลยาณมิตร หรือเข้าซอยวัดประยูรฯ โบสถ์ซางตาครู้ส ที่จริงยังตีเส้นต่อไปบนถนนอรุณอัมรินทร์ไปถึงสะพานพระราม 8 อีกด้วย

ทว่าเมื่อออกสู่ถนนใหญ่แล้วเส้นทางจักรยานที่ตีเส้นไว้ก็แทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ ข้ามฝั่งแม่น้ำมาก็เช่นกัน จากสะพานพุทธฯ สามารถลัดเลาะเข้าสู่ถนนทรงวาด ตลาดน้อย มาออกย่านบางรักได้ ยังไม่นับย่านเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีโครงข่ายตรอกและซอกซอยเชื่อมโยงกันอีกมากมาย

 

เส้นทางเหล่านี้นอกจากจะหลบหลีกการจราจรจราจลบนท้องถนนแล้ว ยังมีวิถีชีวิตที่สงบเงียบ สถาปัตยกรรมอันสวยงามซ่อนเร้นอยู่อีกมากมาย อย่างเช่น วัดทองนพคุณ ที่มีหน้าต่างอุโบสถที่สวยงามแปลกตาไม่เหมือนวัดอื่นใด โรงเกลือเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแน่นอนว่าจะต้องมีของกินอร่อยๆ ที่รอการค้นหาและเผยแพร่

โครงข่ายเส้นทางจักรยานผ่านตรอกและซอกซอยจะเป็นจริงได้ ต้องอาศัยความรู้และความร่วมมือจากคนในพื้นที่ที่จะสามารถวาดเส้นทางที่เหมาะสม ปลอดภัย และสามารถใช้ร่วมกันโดยไม่รบกวนวิถีชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องลงมาสนับสนุนในการทำเครื่องหมายบอกทาง จะเป็นการตีเส้นช่องทาง (เพื่อใช้บอกทางก็พอใจแล้ว ไม่หวังว่าจะต้องโล่งไม่มีรถจอดทับ) หรือป้ายบอกตามทางแยกเหมือนกับป้ายบอกทางลัดของรถยนต์ เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้เป็นทางสัญจรก็ได้ ท่องเที่ยวก็ดี เมื่อมีชาวจักรยานมาใช้แล้วเห็นประโยชน์ก็จะเกิดการเผยแพร่ต่อๆ กันไป

 

จากเส้นทางในย่านหนึ่งสู่อีกย่านหนึ่ง สักวันหนึ่งอาจจะสามารถเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายที่ครอบคลุมการใช้งานทั่วทั้งกรุงเทพก็เป็นได้… ไม่ลองไม่รู้ครับ

 

นักวิชาการสามัญประจำบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416859

นักวิชาการสามัญประจำบ้าน

โดย…วรธาร ภาพ…คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ยาสามัญประจำบ้าน มีไว้ในบ้านแล้วอุ่นใจ เวลาเจ็บป่วยไม่หนักหนาอะไรมากก็หยิบยาที่รักษาหรือแก้อาการนั้นๆ มากินเป็นการบรรเทารักษาในเบื้องต้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินออกไปซื้อ นี่คือความสำคัญของยาสามัญประจำบ้าน สังคมไทยของเราก็มียาสามัญประจำบ้านเหมือนกัน ก็คือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมจะให้ความรู้หรืออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแก่ประชาชนในเบื้องต้น

ทว่า ถึงแม้จะมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จำนวนมาก แต่นักวิชาการที่สื่อมวลชนมักจะถามหรือประชาชนคุ้นหน้าคุ้นตาบ่อยๆ จากที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ต้องบอกว่าแทบจะนับได้ ท่านผู้อ่านลองนึกดูว่า ถ้าเราอยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกหรือในประเทศเรา ท่านจะนึกถึงใครคนแรก

ไขสารพัดปัญหาด้วยหลักวิทยาศาสตร์

แน่นอน พ.ศ.นี้ก็ต้องยกให้ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมตั้งแต่เปิดเผยเครื่อง GT200 ว่าไม่อาจตรวจหาวัตถุระเบิดได้จริง ที่สุดได้มีการจัดทดสอบเครื่อง GT200 อย่างเป็นทางการ จนนำไปสู่การยุติการใช้เครื่องและระงับการจัดซื้อเพิ่ม

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

จากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าเรื่องอะไรที่สังคมสงสัย ตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น รูปปากกาทะเล สัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่งที่มีการแชร์ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางคนบอกเป็นดอกพญานาค มีถิ่นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย แต่เขาพยายามหาคำตอบว่าสิ่งที่พูดกันนั้นไม่ใช่อย่างที่พูดกัน ยิ่งกว่านั้นแม้ไสยศาสตร์ความเชื่อเขาก็พยายามเอากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปอธิบาย เช่น บั้งไฟพญานาค อาจารย์บอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่มาจากการกระทำของมนุษย์

ถือเป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่คนไทยรู้จักดี ที่สามารถตอบได้เกือบทุกเรื่อง ทั้งด้านฟิสิกส์ เคมี สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ไสยศาสตร์ ยิ่งทางชีววิทยา เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมทางทะเล

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอีกคนหนึ่งที่เวลาเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ในทะเล หรือสิ่งแวดล้อมทั้งหลายตลอดจนทรัพยากรทางทะเลได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น กรณีเกิดสึนามิ หรือคราบน้ำมันในทะเล ปะการังฟอกขาว คลื่นทะเลสูง การทำประมง กระอนุรักษ์ทะเล การท่องเที่ยวทางทะเล เช่น ดำน้ำอย่างไรไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม น้ำทะเลเปลี่ยนสี ปลาตายจำนวนมาก หรือมีคนตายเพราะถูกพิษแมงกะพรุน เป็นต้น สื่อมวลชนจะต้องยกหูโทรศัพท์โทรไปสอบถามเสมอ นึกใครไม่ออกก็ต้อง ดร.ธรณ์ อยู่ในหัว

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ทว่า ด้วยประสบการณ์การทำงานวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและคลุกคลีกับทะเลมาเกือบ 30 ปี การันตีได้เลยว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับทะเลทั้งหมดที่กล่าวมา ดร.ธรณ์ บอกว่าเขาสามารถตอบได้ทันที เพราะเป็นปัญหาพื้นฐานที่เจออยู่ประจำแล้ว แต่ถ้าเป็นปัญหาเชิงลึกที่ไม่เคยเห็นอาจต้องขอเวลาค้นคว้าเพราะการให้ข้อมูลอะไรออกไปต้องศึกษาจนเป็นที่มั่นใจแล้วเท่านั้น ไม่อย่างนั้นอาจสิ่งผลเสียทั้งต่อตัวเองและมหาวิทยาลัยด้วย

ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ และอื่นๆ 

สมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตินิยมวิทยา และประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ น้อยคนจะไม่รู้จัก หากจำกันได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สึนามิ ที่จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันของไทย ในปี 2547 เขาเคยเตือนว่า ประเทศไทยในพื้นที่ดังกล่าวมีสิทธิที่จะได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ แต่ว่าคนในขณะนั้นยังไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ประชาชนก็ให้ความเชื่อถือ และเมื่อเขาเตือนภัยอะไรก็ตาม ผู้คนก็มักจะให้ราคารวมทั้งสื่อมวลชนด้วย

ขณะที่ด้านจิตวิทยาก็มีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญหลายคน หนึ่งในนั้นที่ใครต่างรู้จักดี คือ ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม อดีตอาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ที่กล้าบอกว่า พฤติกรรมรักร่วมเพศนั้นมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดู ไม่ใช่พันธุกรรมและสามารถรักษาให้หายขาดได้

ถือเป็นนักจิตวิทยาระดับแถวหน้าของไทยที่ให้ความเห็นต่อสังคมในประเด็นต่างๆ ในแง่ของจิตวิทยาที่ชัดเจน เช่น เรื่องความเครียด การจัดการความเครียด และการบำบัด เป็นต้น เห็นวุฒิการศึกษาแล้วไม่แปลกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เพราะจบปริญญาตรีทางจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ปริญญาโท จิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยบอสตัน และปริญญาเอกจิตวิทยาคลินิก มหาวิทยาลัยบอสตัน

ด้านแผ่นดินไหว ชื่อของ ดร.ไพบูลย์ นวลนิล อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยู่อันดับต้นๆ ที่เวลาเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวสื่อต่างๆ มักจะสอบถาม ถ้าหันมาทางด้านภาษาไทย คนก็นึกครูลิลลี่ เป็นต้น ซึ่งยังมีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อีกมาก แต่คงไม่สามารถนำมากล่าวได้หมด

กว่าจะเป็นกูรูที่ได้รับการยอมรับ

ผศ.ดร.ณรงค์ ขำวิจิตร์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์เวลานี้ก็ต้องอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ถ้าทางทะเลก็ต้องยกให้ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละท่านได้รับการยอมรับเพราะมีการสั่งสมองค์ความรู้ มีการศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา และพอสังคมต้องการความรู้อาจารย์เหล่านี้ก็สามารถอธิบายให้คนได้เข้าใจ ขึ้นกับว่าสังคมจะเลือกเชื่อหรือไม่อย่างไรนั่นเป็นอีกเรื่อง

“ผมว่าอาจารย์แต่ละคนก็จะมีแบรนด์ของตัวเอง กล่าวคือแต่ละท่านก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และการที่จะเป็นที่รู้จักของสังคมหรือไม่นั้น บางครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีส่วน อย่างอาจารย์เจษฎาคนรู้จักท่านมากขึ้นก็ท่านออกมาพูด GT200

“หรืออย่างกรณีนกแอร์ที่เกิดวิกฤตเมื่อสองสามวันก่อน ตอนแรกบอกว่ามีปัญหาทางเทคนิค แต่ภายหลังรู้ว่านักบินสไตรค์หรือประท้วงหยุดงาน ซึ่งในเชิงนิเทศศาสตร์ถือว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤตไม่ดี สื่อก็ต้องหาใครที่มีความรู้ด้านการจัดการเกี่ยวกับการสื่อสารในภาวะวิกฤตมาให้ข้อมูลแก่ผู้โดยสารหรือญาติผู้โดยสารที่ควรจะรู้ ถ้าอาจารย์ท่านนั้นตอบได้ดี คนก็จดจำ เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้สื่อก็อยากสัมภาษณ์”

กับการทำหน้าที่ให้ความรู้ดังกล่าว ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ บอกว่า เป็นความสนุกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้คำตอบต่างๆ แก่สังคม และอยากให้สังคมรู้ว่าวิทยาศาสตร์มีคำตอบและวิทยาศาสตร์เป็นที่พึ่งได้ ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกที่อยากกระตุ้นให้นักวิชาการในประเทศไทย หรือสายนักวิทยาศาสตร์ออกมามาให้ความรู้สังคมเยอะๆ หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ควรจะเป็นหน่วยงานแถวหน้าที่ออกมาอธิบายเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อที่สังคมไทยจะได้เป็นสังคมวิทยาศาสตร์มากขึ้น

ขณะที่ ดร.ธรณ์ ผู้หลงรักทะเล บอกว่า แม้จะเหนื่อย แต่มีความสุขเสมอ และไม่เคยเบื่อกับการทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะสิ่งที่ทำคือสิ่งที่รักและอยู่กับมันมาเกือบ 30 ปีแล้ว

 

บางครั้ง…รักก็มีรสขม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416601

บางครั้ง…รักก็มีรสขม

โดย…ปูปรุง ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ก.พ.มีความพิเศษซึ่งทุกคนมักนึกถึงก่อนเป็นอันดับแรก คือเดือนแห่งความรัก จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเขียนเรื่องราวความรักอีกสักครั้ง ในเวลาที่ล่วงเลยวัยหนุ่มสาวมาแล้ว ถ้าจะต้องพูดเรื่องรักก็คงต้องมองมันด้วยแว่นอีกแบบหนึ่ง ที่แน่ๆ คือไม่ใช่แว่นสีชมพูหวานแหววอีกต่อไป แต่ควรเป็นแว่นขยาย ซึ่งช่วยให้สามารถมองทะลุรายละเอียดที่หุ้มห่อโลกใบสีชมพูเหล่านั้นได้ด้วย ฉันกำลังหมายถึงอีกด้านหนึ่งที่คนมีรักต้องพบเจอนั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่าการอกหักค่ะ

บางคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความรักความสัมพันธ์นั้นเหมือนเช่นดอกกุหลาบ เพื่อจะได้สัมผัสกับความสวยงามและกลิ่นหอมของดอกกุหลาบนั้น บางครั้ง… เราก็คงต้องยอมเสี่ยงที่จะโดนทิ่มแทงด้วยหนามแหลมคมบ้างเหมือนกัน” แต่รู้ทั้งรู้ว่าธรรมชาติ เมื่อมีรักก็ย่อมมีเลิกราเป็นเรื่องปกติ แม้ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือเราจะสามารถเยียวยาจิตใจตัวเองได้อย่างไร เพื่อที่แผลใจนั้นจะหายได้เร็วที่สุด และเราก็สามารถกลับไปเป็นคนเดิมอย่างที่เรานั้นเคยเป็น

พบข้อมูลทางจิตวิทยาที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่มีการแบ่งระยะของความโศกเศร้าจากการสูญเสียเอาไว้ ตามอาการออกเป็น 5 ระยะ คือ 1.ระยะช็อก/ปฏิเสธความจริง : เป็นอาการการตกใจ ช็อก และไม่ยอมรับความจริง เมื่อโดนทิ้งหรือถูกบอกเลิก ซึ่งระยะนี้อาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที จนถึงหลายๆ วันได้ในบางคน

2.ระยะโกรธ : เป็นระยะต่อมาเมื่อพ้นจากระยะช็อกแล้ว โดยอาจจะโกรธได้ทั้งคนอื่น หรือโกรธตัวเอง ในบางคนอาจถึงขั้นมีความคิดอยากไปทำร้ายคนอื่นได้

3.ระยะต่อรอง : หรือที่จิตแพทย์บางท่านอาจเรียกว่าระยะความหวังลมๆ แล้งๆ คือระยะที่ผู้กำลังสูญเสียจะต่อรองกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอีกฝ่าย หรือกระทั่งบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เขาคนนั้นกลับคืนมา ว่ากันว่าระยะนี้มักเป็นปัญหาที่สุด ที่ทำให้หลายคนติดอยู่หรือไม่สามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดนั้นไปได้

4.ระยะซึมเศร้า : คืออาการที่เกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ไม่กลับมาอีกแล้ว บางคนอาจรู้สึกโทษตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หากเป็นมากอาจถึงขั้นคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่

5.ระยะยอมรับ : เป็นระยะสุดท้าย ระยะนี้คือการที่คนคนนั้นยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ อารมณ์จะกลับมาเป็นปกติและไม่เศร้าอีกต่อไป ซึ่งการทำความเข้าใจกับเรื่อง “ระยะของความโศกเศร้า” นี้ย่อมมีประโยชน์แม้อาจจะไม่ได้เกิดกับตัวเองแต่อย่างน้อย หากรู้ข้อมูลไว้บ้างก็น่าจะทำให้เราสามารถดูแลคนใกล้ตัวที่กำลังเป็นได้มากและถูกวิธีขึ้นก่อนเรื่องร้ายจนคาดไม่ถึงจะเกิดแบบที่เราได้รับข่าวสารอยู่บ่อยๆ

การเยียวยาบาดแผลจิตใจยามอกหัก แม้จะมีวิธีอยู่มากมายจากหนังสือหรือจากผู้เชี่ยวชาญก็ตาม แต่เชื่อเถอะค่ะว่าสิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำก่อนวิธีทั้งหลายเหล่านั้นคือ การกลับมารักและเห็นคุณค่าของตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งเคล็ดลับสำคัญที่สุดคือ “การกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีกับตัวเอง” รัก ยอมรับ และเห็นคุณค่าในตนเองอย่างเพื่อนแท้คนหนึ่งที่รัก ยอมรับ และเห็นคุณค่าในตัวเรา พร้อมจะบอกกล่าวตักเตือน ด้วยเจตนาดี อย่างอบอุ่นอ่อนโยน ไม่ด่าว่าเกินจริงและไม่หลงชม เยินยออย่างผิดๆ แต่เต็มไปด้วยความใส่ใจ เข้าใจ ให้อภัย และพร้อมจะเป็นกำลังใจหรืออยู่เคียงข้างเพื่อนคนนี้เสมอ

ชีวิตคนเรานั้น บางครั้งหรือหลายครั้งก็มีบางสิ่งบางอย่างกระทบกระแทกจิตใจให้ต้องปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรง บางคนด้วยโรคภัยไข้เจ็บ บางคนด้วยการพลัดพราก บางคนด้วยความเกลียดชังและบางคนด้วยความรัก แต่สุดท้ายลำพังเพียงเราเท่านั้นที่ต้องผ่านหรือแก้ไขเรื่องราวเหล่านั้นไปให้ได้ด้วยตัวเอง

มีคำกล่าว 2 ชุด ที่ตัวเองจดจำมาใช้เสมอ คำกล่าวแรก ออกแนวสากล เขาบอกว่า “เราควรเรียนรู้ที่จะทำให้จิตใจให้กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนจักรวาล เพื่อจะได้มีพื้นที่ให้เพียงพอสำหรับความจริงที่ขัดแย้งในตัวมันเองทั้งหลาย” และคำกล่าวอีกชุดหนึ่งเป็นของพระศาสดาของเราเอง

พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนว่า “จงเป็นเนื้อที่จมอยู่ในบ่วงแต่ไม่ติดบ่วง” หมายความว่า แม้จะจมอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส แต่เราต้องรู้วิธีที่จะไม่ให้ตัวเองติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รสนั้นจนเป็นทุกข์ ซึ่งพระองค์บอกว่า มีอยู่ 3 วิธี คือ 1.รู้รสอร่อยหรือรู้คุณงามความดีของมัน 2.รู้โทษ รู้อันตรายของมัน และ 3.รู้อุบายหรือเครื่องออกไปให้พ้นจากสิ่งนั้น

เมื่อรู้ทั้งสามมุมมองนี้ได้เมื่อไหร่ก็เท่ากับว่าเราจะเป็นเนื้อที่อยู่ในท่าที่พร้อมจะกระโจนออกจากบ่วงเมื่อนายพรานมา และย่อมหมายถึง เราจะมีความสามารถเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลกหรือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจและมีความสุขขึ้น ซึ่งย่อมรวมถึงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความรักอย่างรู้เท่าทันด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากแฟนเพจสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

 

สิ่งแปลกปลอม ที่ชื่อว่า ‘ความลับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416600

สิ่งแปลกปลอม ที่ชื่อว่า ‘ความลับ’

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

หากเลือกได้คงไม่มีใครอยากครอบครองหรือเป็นเจ้าของ “ความลับ” เพราะคำว่า “ความลับ” มักมาพร้อมกับภารกิจที่ต้องปิดบัง ซ่อนเร้น สิ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยใจนี้ไว้ให้ลึกสุดใจ ยิ่งเป็นความลับสุดยอดเท่าไหร่คุณยิ่งต้องฝังลงไปในก้นบึ้งที่ลึกที่สุด เพื่อไม่ให้ใครมีโอกาสพบเห็นหรือรับรู้

คำถามคือ ทำไมคนเราต้องแบบภาระอันหนักหน่วง หรือของที่ร่างกายไม่ต้องการนี้ไว้ แล้วคนคนหนึ่งจะมีศักยภาพในการเก็บซ่อนความลับไว้กับตัวได้มากมายขนาดไหน จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเอาความลับที่มีไปฝากไว้ที่ไหนสักแห่งหรือทำลายความลับให้สลายไป?

ความลับสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิตและจิตแพทย์ ที่ปรึกษาประจำโรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึง พฤติกรรมการมีความลับของคนเราว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้เหตุผลไปจนถึงวัยสูงอายุ

“ในช่วงวัยเด็กเราอาจไม่ได้เรียกว่าเป็นความลับซะทีเดียว เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กเลือกจะไม่บอกนั้น เกิดจากความกลัวว่าจะถูกผู้ใหญ่ดุมากกว่า คิดว่านี่คือความลับที่ต้องปิดบัง ซึ่งคำจำกัดความของความลับของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไปจะหมายถึงเรื่องที่เราอยากปกปิด อยากให้คนอื่นรู้น้อยที่สุด เพราะหากเปิดเผยความลับให้คนนอื่นรู้ อาจนำไปสู่สิ่งที่ไม่พึงประสงค์หรือเกิดผลเสียตามมา”

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ

เรื่องที่เป็นความลับส่วนใหญ่อาจถูกมองว่าเป็นด้านลบ แต่จริงๆ แล้วนพ.อภิชาติ แย้งว่า ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะบางครั้งความลับที่ต้องการปกปิดอาจจะเป็นเรื่องในทางบวก แต่ที่ต้องเลือกเก็บไว้ เพราะกลัวว่าถ้าเปิดเผยออกไปแล้วจะก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบ เช่น ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แต่ต้องปิดบัง เพราะกลัวว่าหากเปิดเผยออกไปจะเจอปล้น หรือมีไอเดียใหม่ๆ ต้องเก็บไว้ เพราะกลัวว่าจะถูกขโมยไอเดีย เป็นต้น

“ถามว่าการที่คนเราสร้างความลับขึ้นมา เรียกว่าเป็นกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งหรือไม่ ในแง่หนึ่งใช่ แต่บางครั้งการที่เราไม่เปิดเผยความลับก็เพื่อปกป้องคนอื่นด้วยเช่นกัน เช่น น้องสาวทำเรื่องไม่ดีมา เราเป็นพี่ก็ต้องช่วยปิดบัง เพราะกลัวน้องสาวจะเสื่อมเสีย”

นพ.อภิชาติ ยังบอกด้วยว่า เมื่อใดก็ตามที่คนเราเริ่มมีความลับ ส่วนใหญ่ต้องมีเรื่องความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่าง ถ้าเช้านี้เราแอบกินไอศกรีม เรื่องนี้ก็คงไม่เป็นความลับ แต่ถ้าไปแอบกินไอศกรีมของพี่สาว อันนี้มีเรื่องความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความลับแล้ว การที่คนเราสะสมความลับไว้มากๆ จะทำให้เกิดความเครียด  ความกังวลกลัวว่าความลับจะหลุดหรือถูกเปิดเผยออกมา ยิ่งถ้าเก็บงำความลับที่กระทบจิตใจมากๆ จะยิ่งเครียด และสุดท้ายต้องหาทางระบายออกด้วยการบอกเล่าให้คนอื่นรู้ ซึ่งเมื่อใดที่ความลับถูกแพร่งพรายให้บุคคลอื่นรู้ เรื่องนั้นจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป

 

“ร่างกายของเราถือว่าความลับเป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มมีความลับ จิตใต้สำนึกจะพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมนี้ออกไป ด้วยการลืมเลือนหรือหาทางระบายให้คนอื่นรู้ เพื่อให้รู้สึกสบายใจ”

ถามว่าปัจจุบันพฤติกรรมการมีความลับของคนเราเปลี่ยนแปลงไปไหมนพ.อภิชาติ บอกว่า พฤติกรรมการมีความลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ประเภทของเรื่องที่เป็นความลับเปลี่ยนไป เช่น สมัยก่อนจะมีแฟนต้องปิดบังพ่อแม่ ปิดบังเรื่องเพศสภาพ แต่เดี๋ยวนี้เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นความลับอีกต่อไป ขณะเดียวกันพฤติกรรมของคนสมัยนี้ก็เปลี่ยน มีความรู้ ความสามารถเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีเรื่องไม่สบายใจไม่อยากเก็บไว้ แต่ไม่อยากปรึกษาคนใกล้ตัว ก็สามารถมาพบนักบำบัด นักจิตวิทยาได้ โดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายเหมือนสมัยก่อน

“หากอยากรู้ว่าตัวเองกำลังเข้าข่ายคนเจ้าความลับหรือเปล่า ลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองดูว่า มีความกังวล เครียด ซึมเศร้า กินเยอะ นอนเยอะ หรือกินน้อย นอนไม่หลับหรือไม่  มีปัญหากับการเข้าสังคม ไม่สามารถมีความสุขกับสิ่งรอบตัวที่เคยมีความสุขหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้เราหาทางออก จำไว้ว่าความลับไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัว แต่ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ” นพ.อภิชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ดร.ลูกโป่ง-ชิสากัญญ์ ปภาพันธ์เกียรติ

 

หอบความลับไปฝากธนาคาร

ต้นเหตุสำคัญอันดับแรกของความทุกข์ในชีวิตคนเรา คือ มีความลับที่เปิดเผยไม่ได้แม้แต่กับคนใกล้ตัว เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรเพื่อคลายปมทุกข์นี้ นี่จึงเป็นที่มาของธนาคารแห่งความลับ (Bank of Secret) ธนาคารที่จะทำหน้าที่รับฝากความลับทุกประเภทจากเจ้าของความลับทุกเพศทุกวัย โดยเปิดรับทำธุรกรรมทางความลับต่างๆ โดยการให้คำปรึกษา เสนอความคิดเห็น และช่วยแก้ปัญหาให้จนแล้วเสร็จ ที่สำคัญธนาคารยังมอบดอกเบี้ยให้เจ้าของความลับทุกคนด้วยความสุขทุกครั้งที่มาใช้บริการ

ดร.ลูกโป่ง-ชิสากัญญ์ ปภาพันธ์เกียรติ ผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งความลับ เล่าถึงที่มาของคอนเซ็ปต์ธนาคารสุดเก๋นี้ว่า ส่วนตัวทำหน้าที่เป็นโค้ชให้คำปรึกษาผู้ที่มีปัญหาชีวิต หรือมีความลับที่ไม่กล้าบอกใครมาร่วม 20 ปีแล้ว แต่เพิ่งเปิดตัวธนาคารแห่งความลับเมื่อปลายปี 2557 เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางเยียวยาจิตใจของผู้ที่รู้สึกว่าชีวิตกำลังเผชิญกับปัญหา หรือเต็มไปด้วยความลับที่เดินทางมาถึงทางตัน โดยเราเปิดให้คำปรึกษาฟรี ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผ่านหน้าเฟซบุ๊ก

“ที่เลือกใช้คอนเซ็ปต์เป็นธนาคารแห่งความลับ เพราะต้องการย้ำถึงจุดยืนเรื่องจรรยาบรรณ ในการเก็บรักษาความลับ เพื่อให้เจ้าของความลับทุกคนมั่นใจที่จะเข้ามาคุยกับเรา มาระบายความทุกข์ ความไม่สบายใจ ให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนที่พร้อมจะรับฟังและให้กำลังใจ”

 

ดร.ลูกโป่ง บอกว่า ความลับของลูกค้าของธนาคารทุกราย จะได้รับการวิเคราะห์ถึงปัญหาผ่านหลักการวิเคราะห์ธุรกิจที่เรียกว่า SWOT เพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ของปัญหาหรือความลับนั้นๆ อย่างถ่องแท้ โดยทางธนาคารจะชี้ให้เห็นถึงทางออกของปัญหาหลายๆ ทาง แล้วเปิดโอกาสให้เจ้าของความลับเป็นผู้ตัดสินใจ โดยจะไม่ตัดสินใจแทนเจ้าของความลับ เพียงแต่ให้ทางเดินเพื่อให้เขาเลือกเดินออกมาจากวงจรความทุกข์

“เราไม่ใช่หมอดู เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา คือ รับฟังและให้กำลังใจ ร่วมกันหาทางออก บางครั้งเพื่อไปสู่เป้าหมายหนึ่ง อาจจะมีทางออกหลายทาง ยกตัวอย่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 4 อาจไม่จำเป็นต้อง 2+2 เท่านั้น แต่ 1.5+2.5 ก็ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 4 เหมือนกัน”

สำหรับความลับยอดฮิตที่มีลูกค้ามาปรึกษามากที่สุด ดร.ลูกโป่ง บอกว่า สมัยก่อนปัญหาครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ แซงหน้า เพราะพอมีปัญหาเรื่องเงิน ก็เป็นลูกโซ่ทำให้ความรักจืดจาง สุขภาพไม่ดีตามไปด้วย ถามว่า ทำไมเวลามีปัญหา มุนษย์เลือกจะเก็บเป็นบางเรื่องเป็นความลับ และไม่ยอมปรึกษาคนใกล้ตัว ดร.ลูกโป่ง บอกว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักไม่เห็นความสำคัญของคนใกล้ตัว

“จริงๆ แล้ว เวลาที่มีความลับ เราสามารถเล่าให้ใครฟังก็ได้ เพียงแต่เราต้องถามตัวเองก่อนว่า คนคนนั้นวางตัวเป็นกลางได้ไหมมากกว่า” ดร.ลูกโป่ง กล่าวทิ้งท้าย

ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์

 

ความลับล่องลอยในโลกโซเชียล

อีกช่องทางยอดฮิตที่คนยุคนี้ใช้ระบายความลับ คือ โซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเฟซบุ๊ก พันทิป สำหรับประเด็นนี้ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลัย บอกว่า คนเรามีความลับมากมายและมีหลายรูปแบบในการนำเสนอ หนึ่งในนั้นคือหาที่ปรึกษา แต่ต้องยอมรับว่าในบ้านเรารวมทั้งในประเทศแถบเอเชีย คนที่มีปัญหาหรือมีความลับแล้วมาปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยายังถูกมองว่าเป็นคนผิดปกติ

ทางออกของกลุ่มนี้ ถ้าไม่ปรึกษาคนใกล้ตัว ก็ต้องพึ่งช่องทางอื่น อย่างในอดีตก็ใช้โทรสายด่วน เพื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริง แต่สมัยนี้เทคโนโลยีก้าวล้ำ หลายคนเลือกจะเปิดเผยความลับหรือระบายปัญหาของตัวเองผ่านทางโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งหน้าเฟซบุ๊กที่ไม่เปิดเผยตัวตน หรือตั้งกระทู้ในพันทิป

“ถามว่าในกรณีคนที่ค่อนข้างอ่อนไหว การที่ระบายความรู้สึกผ่านโลกออนไลน์ดีไหม ก็เป็นช่องทางหนึ่ง อย่างน้อยเวลามีคนมาให้ความสนใจ กดไลค์ หรือคอมเมนต์ เขาจะรู้สึกมีกำลังใจรู้ว่าอย่างน้อยก็มีคนรับฟัง เช่นเดียวกับเวลามาพบนักจิตวิทยา เขาก็จะทำหน้าที่รับฟัง ให้ความชุ่มชื้นหัวใจกับคนไข้ แต่ถามว่าสุดท้ายปัญหายังอยู่ไหมยังอยู่นะ เพราะผู้ที่จะแก้ปมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด คือ เจ้าของความลับเอง”

ในกรณีของผู้ที่เลือกเปิดเผยความลับผ่านโลกออนไลน์ ดร.ณัฐสุดา เตือนว่าต้องระวังพวกนักเลงคีย์บอร์ด ที่บางครั้งแสดงความคิดเห็นด้วยความคึกคะนอง แต่อาจทำลายชีวิตคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ถามว่าทำไมคนเราถึงเลือกที่จะหนีจากคนใกล้ตัว คนที่รักไปเล่าปัญหา หรือความลับของตัวเองให้คนอื่นฟัง ดร.ณัฐสุดา บอกว่า เพราะปัญหาหรือความลับที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในชีวิตของคนเราก็มีต้นเหตุจากคนใกล้ตัว เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญหายากที่จะพูดได้ หรือบางครั้งถ้าไปปรึกษาเพื่อนสนิท เขาก็จะให้คำปรึกษาโดยอิงบริบทจากตัวเขา ไม่ใช่จากตัวเรา ทำให้ผลลัพธ์จากการปรึกษาได้ผลน้อยตามไปด้วยนั่นเอง

 

ใครๆ ก็อยากมีทั้ง ความสุขกายและสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416349

ใครๆ ก็อยากมีทั้ง ความสุขกายและสุขใจ

โดย…หมอมุ่ยหูทิพย์ ภาพ ปฏิภัทร จันทร์ทอง

ใครเคยตั้งคำถามถามตัวเองบ้าง ว่าทำไมเราเกิดมาถึงไม่มีพร้อมทั้ง “สุขกาย” และ “สุขใจ” ?

ผมอยากบอกตามความเป็นจริงว่า คงไม่มีใครจะได้พร้อมกันทั้งสองอย่าง นอกจากจะมีวาสนาเกิดมาเป็นคนร่ำรวยแล้วก็เป็นคนดีมีศีลธรรมควบคู่กัน แต่ส่วนมากคนที่เกิดมารวยก็อยากจะรวยมากขึ้น อยากรวยที่สุด อยากรวยขึ้นๆ ไปอีก สุดท้ายรวยจนเงินทับหน้าตายแล้วก็เอาไปไม่ได้

จึงมีแต่คนที่เป็นคนดีเท่านั้น ที่จะมีคนรำลึกนึกถึงพร้อมใจจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้เทิดทูนบูชา ผมถึงมองว่าคนรวยสมัยนี้มันรวยกันแบบกำมะลอ บางคนนะครับคุยโวเป็นเจ้าภาพบริจาคสร้างนู่นสร้างนี่ ปากบอกใจบุญสุนทาน แต่ทีกับลูกน้องหรือพนักงานนี่เค็มจนเกลือเรียกพี่ หรือบ้างก็มักคอยเอาเปรียบลูกน้อง แต่ถ้าเป็นเรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องดื่มนี่ถึงไหนถึงกัน เราก็พบเห็นคนแบบนี้อยู่ทั่วไป ที่คนใกล้ตัวเดือดร้อนเจียนตายยังไม่เหลียวแลใส่ใจ คนที่ทำบุญเอาหน้า เผลอๆ ก็ได้บุญน้อยกว่าคนที่ทำบุญด้วยใจที่บริสุทธิ์ด้วยซ้ำไป

ฉะนั้น การให้ทาน การช่วยเหลือคน ก็ต้องเลือกทำกับคนใกล้ตัวที่เป็นคนดีๆ ก่อน ช่วยเหลือคนที่ตั้งอกตั้งใจทำงานสู้ชีวิต มันก็ต้องได้ผลบุญมากกว่าไปช่วยคนที่ไม่คิดจะทำการทำงาน ไปช่วยคนเหล่านั้นก็เหมือนไปอุปถัมภ์ให้ขี้เกียจสันหลังยาวเข้าไปใหญ่ พระท่านถึงบอกว่า “ให้ทำบุญกับผู้ที่สมควร” จะทำบุญช่วยคนก็ต้องเลือกช่วยคนดีๆ ก่อนเช่นกัน

อย่างไรก็แล้วแต่ บุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ “การอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน” ผู้ที่จองเวรก็เหมือนจุดไฟเผาตัวเองไปทุกชาติๆ ใครที่ทำไม่ดีกับเราไว้ก็ไม่ต้องไปเคียดแค้น ไม่ต้องกลัวว่าคนที่ทำผิดทำชั่วเหล่านี้จะไม่ได้รับกรรม ก็เหมือนบนโลกมนุษย์มีกฎหมาย ใครทำผิดถึงเจ้าทุกข์อโหสิกรรมให้แต่ก็ต้องถูกจับขังคุก กรรมนี้ก็เช่นกัน ใครทำชั่วทำเลวอะไรไว้ก็ต้องไปชดใช้ก่อนจะเกิดใหม่ เกิดใหม่แล้วเศษกรรมก็ยังปรากฏให้เห็น หรือต้องชดใช้กรรมต่อในชาติต่อไป มีแต่ผู้ที่เข้าถึงนิพพานแล้วที่จะเลือกเกิดได้ หรือจะไม่ขอลงมาเกิดอีกเลยก็ได้

ตรงกันข้าม การอโหสิกรรมนี่แหละที่จะทำให้เรากับคนที่เกลียดชังกันในชาตินี้จะได้หลุดพ้นไม่ต้องพบกันอีกแม้ชาติใดๆ แต่ถ้าอาฆาตเคียดแค้น จิตที่ฝังอยู่นี้ก็จะทำให้เราเกิดมาพบกันทุกชาติ เพื่อแก้แค้นเป็นศัตรูกันทุกชาติ เช่นเดียวกับ “พระเทวทัต” ที่ต้องตามทำร้ายองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะพร้อมอโหสิกรรมให้ แต่จิตที่ผูกอาฆาตพยาบาทของพระเทวทัตก็คอยตามทำร้ายจนชาติสุดท้าย ก็ต้องแพ้พ่ายต่อความดีไปในที่สุด

ปัจจุบันยังมีสิ่งที่ทุกศาสนายังต้องดำรงอยู่ นั่นก็คือ “วัฏฏะสงสาร” ที่หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด นี่คือการที่ไม่อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน เทวดาเองก็ยังมีกรรม ชาติหน้าเราอาจจะได้เกิดไปเป็นเทวดา แล้วเทวดาองค์เก่าอาจจะถึงเวลาเกิดลงมาใช้กรรม คิดเอาเถิด ขนาดเทวดาเองยังไม่หลุดพ้น ยังต้องฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่มิขาด ยังมิหยุดการเวียนว่ายตายเกิด

หากวันนี้ คุณอยากมีทั้งความสุขกายและสุขใจ ให้ทำบุญกับผู้ที่สมควร และอโหสิกรรมต่อผู้ที่ทำไม่ดีกับเรา แล้วชีวิตจะพบเจอแต่ความสุขความเจริญ

 

ดุลยภาพการอยู่ร่วมด้วยสันติ ทุนท่องเที่ยวกับชาติพันธุ์ชาวเล อันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416344

ดุลยภาพการอยู่ร่วมด้วยสันติ ทุนท่องเที่ยวกับชาติพันธุ์ชาวเล อันดามัน

โดย…พริบพันดาว ภาพ…กิติธัช โพธิวิจิตร นิตยสารสารคดี

การปะทะกันระหว่างชาวเลที่พยายามปกป้องบ้านของตัวเองกับกลุ่มนายทุนที่เข้ามาซื้อที่ดินและปิดพื้นที่ทางเข้าออกที่หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ ทำให้มีการตั้งคำถามถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ต้องมาพร้อมกับความยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น

นโยบายแผนปฏิบัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี 2559 ตั้งเป้าหมายมีรายได้ 2.3 ล้านล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวเน้นคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีการกระจายรายได้และปลุกจิตสำนึกรักบ้านเกิดเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นตน รวมถึงเน้นการสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น ไม่มุ่งเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ส่วนปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้ 2.5 ล้านล้านบาท

ในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมกลับตรงข้ามกัน คน ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กลับถูกเมินเฉยและไม่ให้ความสำคัญ แต่เน้นไปในเรื่องพัฒนาในเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยวและการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้มาเยือนเพื่อดึงดูดใจมากที่สุด จนขาดความสมดุลกับคนในพื้นที่หรือท้องถิ่นจนมีการปะทะกันอยู่เนืองๆ

การหาความสมดุลของทุนท่องเที่ยวที่รุกคืบเข้าไปทำธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง กรณีของชาวเล ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยจึงเป็นกรณีศึกษาได้เป็นอย่างดีว่า การท่องเที่ยวต้องเคารพจิตวิญญาณของคนพื้นถิ่น และยอมรับความแตกต่างหลากหลายด้วยความเข้าใจและน้อมรับ

อยู่อย่างแปลกหน้าในถิ่นกำเนิด

คำว่า “ชาวเล” เป็นคำปักษ์ใต้ที่ย่นย่อมาจาก ชาวทะเล ซึ่งใช้ในความหมายทั่วๆ ไปก็หมายถึงผู้คนที่อาศัยแถบชายฝั่งทะเล หรือตามเกาะน้อยใหญ่ และมีวิถีชีวิตผูกพันกับทะเล

หากใช้ในความหมายเฉพาะ คำว่า ชาวเล หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองที่มีภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะที่มีจุดเกี่ยวกับทะเลและวิถีชีวิตชายฝั่ง

ในปัจจุบันสามารถแบ่งชาวเลที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ อูรักลาโว้ย มอแกลน และมอแกน โดยชาวเลทุกกลุ่มตั้งบ้านเรือนอยู่ตามชายฝั่งทะเลหรือเกาะต่างๆ ในบริเวณที่ไม่ห่างจากฝั่งทะเลมากนัก ตั้งแต่ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล คาดว่ามีประชากรชาวเลทั้งหมดประมาณ 1.2 หมื่นคน

กิตติธัช โพธิวิจิตร ช่างภาพสารคดี ที่ลงพื้นที่ถ่ายภาพชาวเลตลอดชายฝั่งทะเลอันดามันมาตั้งแต่ปี 2557 ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวเลอย่างเข้าใจ มองถึงปัญหาการท่องเที่ยวและกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลทั้ง 3 กลุ่ม ว่า

“ภาคใต้มีกลุ่มชาติพันธุ์ 2 ชาติพันธุ์คือ ชาวเลกับซาไก ชาวเลจะมีปัญหามากกว่าเพราะเป็นเขตท่องเที่ยว ซึ่งจะมีปัญหากับกลุ่มนายทุนและการพัฒนาต่างๆ ก็เลยคิดว่าต้องถ่ายภาพชุดชาวเลเก็บไว้ เผื่อสักวันหนึ่งจะได้นำเสนอ ชาวเลกลุ่มมอแกลน ส่วนมากตั้งถิ่นฐานบนฝั่งทำให้มีการปรับตัวเข้ากับสังคมสมัยใหม่ได้ดีกว่าสองกลุ่มที่เหลือ”

 

กิตติธัช บอกว่า ประเพณีหลักๆ ของชาวเลจะมีการลอยเรือ รำรองเง็งเหลืออยู่ไม่กี่วง ประเพณีนอนหาดที่หาดหินลูกเดียวที่เป็นการนอนค้างแหลมที่ชายหาดประมาณ 3-4 คืนเป็นการรวมญาติพูดคุยสังสรรค์กัน และประเพณีกินข้าวกลางบ้าน ซึ่งนับวันจะเลือนหายไปจากการรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ของคนเมืองเข้ามาแทนที่

“ปัญหาสะเทือนใจที่สุดของชาวเลก็คือเรื่องบ้าน เรื่องที่ดินที่เขาอาศัยอยู่ไม่ใช่ของเขาแล้ว เหมือนกับว่าขออยู่ไปเรื่อยๆ ปัญหาที่ต้องเผชิญของชาวเลคือเรื่องประเพณี เด็กที่เป็นชาวเลรุ่นใหม่ๆ เขาจะไม่เอาแล้ว เหลือแค่คนแก่ๆ เวลาทำประเพณีก็ไม่มีเด็กรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นเข้าร่วมในพิธีกรรมแล้ว ไม่มีการสืบทอดแล้ว หากหมดรุ่นคนแก่รุ่นนี้ก็คือหมดกันไปเลย เป็นสิ่งที่น่ากังวลค่อนข้างมาก เรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย สุสานบรรพบุรุษของผู้บุกเบิกเกาะก็ถูกรื้อถอนโดนไล่ที่ การเป็นประชาชนคนไทย ชาวเลส่วนมากเป็นบัตรขาวไม่มีเชื้อชาติสัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชน ทำให้เข้าถึงระบบดูแลสุขภาพลำบาก”

ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องทรัพยากรท่องเที่ยวของชาวเล ที่กิตติธัช บอกว่า ปัจจุบันเป็นการใช้ร่วมกับกลุ่มทุนต่างๆ ซึ่งเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ ในอนาคตค่อนข้างน่าเป็นห่วง

“อยากให้ทางภาครัฐมองเห็นคุณค่าของชาวเลขึ้นมาสักหน่อย”

ส่วน ธัญลักษณ์ ศรีสง่า นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา บอกว่า วิธีแก้ปัญหาสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล คือ ส่งเสริมให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาสร้างความรู้ในชุมชนด้วยตัวเอง

‘ชาวเล’ ยอดภูเขาน้ำแข็งของความขัดแย้ง

แผนที่การกระจายตัวของชาวเลทั้ง 3 กลุ่ม ตามชายฝั่งและหมู่เกาะทะเลอันดามันของไทย มีกลุ่มมอแกนอยู่ประมาณ 5 ชุมชน ส่วนกลุ่มมอแกลนตั้งหลักแหล่งอยู่ค่อนข้างนานกว่า มีอยู่ประมาณ 20 ชุมชน 4,000 คน แล้วก็กลุ่มที่อยู่ตรงหาดราไวย์ ก็เป็นอูรักลาโว้ย มี 16 ชุมชน ประชากรประมาณ 7,000 คน และมีมอแกนอยู่ด้วย และหลายๆ ชุมชนก็มีการแต่งงานข้ามกลุ่ม ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในชายฝั่งอันดามันมาตั้งแต่ปี 2536 ชี้ว่าชุมชนชาวเลราไวย์เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ ตั้งหลักแหล่งมาเป็นร้อยปีแล้ว

“จากปัญหาที่ดินที่เราเห็น เนื่องจากพื้นที่ราไวย์และหาดภูเก็ตหลายแห่งได้กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เจ้าของที่ดินก็อยากพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จริงๆ แล้วในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน ราไวย์เป็นที่เดียวเท่านั้นที่มีปัญหา แต่หลายๆ ที่ยังไม่ปะทุออกมา แต่ว่าเริ่มที่จะเกิดปัญหาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นต่อได้”

ดร.นฤมล ขยายความให้เห็นภาพของชาวเลว่า ทะเลอันดามันได้รับอิทธิพลลมมรสุม 2 ด้าน มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้

“ช่วงเดือน เม.ย. เป็นช่วงต่อฤดูแล้ง ชาวเลจะแยกย้ายกันทำมาหากินออกเรือไปในทะเล พอถึงเดือน เม.ย.-พ.ค. ก็จะตั้งหลักฐานรวมกลุ่มกันใหญ่ขึ้น มีพิธีกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ว่าวิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เกาะอาดัง สตูล มีการอยู่อาศัยของชาวเลถึง 8 แห่ง ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ขอให้ย้ายไปอยู่รวมกันที่เกาะหลีเป๊ะ จะเห็นว่านโยบายของภาครัฐทำลงไปด้วยความไม่เข้าใจ ท้ายสุดแทนที่จะเป็นผลดีกลับเป็นผลร้าย”

ดร.นฤมล

 

การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน ที่ผ่านมาแล้วทั้งการทำเหมืองแร่ การสร้างโรงแรม รีสอร์ท เป็นบ้านตากอากาศ ดร.นฤมล มองถึงความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ว่า ตอนนี้ชาวต่างชาติเองก็เข้ามาทำธุรกิจ แล้วมีการอพยพเข้าของผู้คน มีบ้านหรูราคาแพงเป็นสิบล้านถึงหลายร้อยล้านบาท

“มีการขึ้นป้ายว่าที่ดินนี้มีเอกสารสิทธิห้ามบุกรุก ห้ามขโมยมะพร้าว ห้ามจอดเรือ ห้ามจับปลา ห้ามสารพัด ทั้งที่กลุ่มชาวเลอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อนเป็นหลายร้อยปี เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจในสิทธิที่อยู่อาศัยได้อย่างไร? ซึ่งมีระบบคิดไม่เหมือนกันในเรื่องการอยู่ติดที่ อันเป็นระบบคิดของคนในภาคเกษตรกรรม ซึ่งจะคิดถึงเรื่องที่ดินอีกแบบหนึ่งเลย ส่วนความเป็นเจ้าของ ชาวเลก็คิดอีกแบบหนึ่ง ไม่เห็นต้องเป็นเจ้าของเลย แค่ใช้ประโยชน์เป็นครั้งคราว ไม่ต้องมีเอกสารหรือโฉนด แบ่งปันกันไป

“สังคมของชาวเลเป็นสังคมที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะถูกคนดูถูกว่าไม่รู้หนังสือ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเทียบความรู้ของเขาที่ผ่านมาทางตำนานมุขปาฐะที่เล่าสืบทอดกันมา อาจจะมากกว่าของคนปัจจุบันเสียอีก เพราะชาวเลมีความรู้เรื่องคลื่นยักษ์ ในขณะที่คนท้องถิ่นหรือคนไทยคำว่า สึนามิ ต้องยืมคำภาษาญี่ปุ่นมาใช้เลย เพราะฉะนั้นการตัดสินชาวเลแบบมิติเดียวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”

การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดร.นฤมล บอกว่า ต้องมองวิธีคิดและแนวทางของสังคมเมืองทุนนิยมกับสังคมชาวเลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ 1.ชาวเลแบ่งปัน ใครเก่งมากหาได้มากก็ต้องให้ออกไปมาก ของคนเมืองจับจองครอบครองผูกขาดกีดกัน ใครที่เก่งก็มีเยอะ

2.ชาวเลมองการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ไม่จำเพาะมนุษย์นั้นร่วมกัน มนุษย์กับธรรมชาติอยู่อย่างมีเยื่อใย ไม่เบียดเบียน ส่วนสังคมเมืองจะมองทุกอย่างเป็นปัจจัยการผลิตนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร? จะใช้มูลค่าได้อย่างไร?

3.ชาวเลมีความเรียบง่าย ไม่สะสม ส่วนสังคมเมืองสะสมทุนเพื่อความมั่งคั่ง เอาทุนต่อทุน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเพดานเพื่อความร่ำรวย

4.ชาวเลไม่แก่งแย่งแข่งขัน ส่วนสังคมเมืองจะพูดถึงคำว่าแข่งขันตลอดเวลา ผู้ที่เหนือกว่าคือผู้ที่อยู่รอดและชนะ

 

“ท้ายสุดชาวเลก็จะหลีกหนีและเลี่ยงออกจากความขัดแย้งและการเผชิญหน้า ในขณะที่สังคมเมืองจะยึดเป้าหมายเป็นหลัก และใช้เทคนิควิธีต่างๆ เพื่อให้ได้มา ที่เขาต่อสู้เพราะเขาจนมุมแล้ว ไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ไม่มีพื้นที่จอดเรือ เพราะถ้าชายหาดถูกปิดกั้นแล้วจะไปไหนต่อ เป็นคำถามที่ไม่ใช่ชาวเลอย่างเดียว ซึ่งคนในสังคม รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“เราคิดกันเพียงแต่ว่า นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวแล้วสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นสิ่งที่ดี สรุปเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะในพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะที่ราไวย์ ไม่ใช่เฉพาะชาวเล และไม่ใช่เรื่องชาวเลกับนายทุนด้วย แต่เป็นเรื่องวิธีคิดถึงการให้ความหมายกับชีวิต ชุมชน สังคม การให้ความหมายกับการพัฒนา ความเข้าใจถึงความสำคัญและการอยู่ร่วมกัน การให้ความสำคัญกับสิ่งที่แจงนับได้กับสิ่งที่ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และวิธีคิดเหล่านี้เป็นกลไกกำหนดโครงสร้างทางสถาบันสังคมต่างๆ กฎระเบียบต่างๆ”

ดร.นฤมล ตั้งคำถามว่า สังคมไทยให้ความสำคัญกับมนุษย์ กับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ปรัชญาความรู้ที่สืบทอดแต่โบราณที่ฝังอยู่ในตัวของชาวเลหรือไม่?

“ถ้าเห็นว่าโลกต้องเคลื่อนไปตามโลกาภิวัตน์ ปรัชญาใหม่ๆ ทุนนิยมเสรีสุดโต่ง ใครดีใครได้เอาชนะกัน ก็ไม่ต้องเก็บภูมิปัญญาชาวเลไว้ ซึ่งต้องมาตั้งคำถามถึงความหมายของความเป็นมนุษย์ บรรทัดฐานของสังคมมีไหม ในเมื่อเรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สามารถจะรื้อกฎหมายต่างๆ ได้ ทำไมเราไม่มีเขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษสำหรับคุ้มครองชาติพันธุ์และคนที่เปราะบางที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างออกไปของสังคม ถ้าเราไม่ปกป้องเขา แล้วจะเอาพวกเขาไปไว้ไหน เขาเกิดและทำมาหากินอยู่ตรงนั้น แล้วทำไมเขาต้องหลีกทางไป”

สุดท้าย  นักวิจัยสังคมที่เชี่ยวชาญงานวิจัยชาวเล ฟันธงว่าปัญหาวิกฤตของชาวเลเป็นปัญหาที่ยาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมีความรุนแรงที่แฝงและซ่อนเร้น

“ความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่ปะทุออกมาที่หาดราไวย์ก็คือปลายภูเขาน้ำแข็ง โชคดีที่ชาวเลเป็นคนรักสันติ เขาสงบและยินดีถอย ซึ่งการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงใช้กลไกหลากหลายเพื่อจะปรับโครงสร้างของสังคมให้คุ้มครองชาติพันธุ์และพื้นที่ของเขาที่เปราะบางต่อการพัฒนาจากกลุ่มนักลงทุน โดยรัฐบาลต้องประกาศให้เป็นเขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษที่ประกาศโดยชุมชนเอง เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ทางจิตวิญญาณ สุสานของบรรพบุรุษ พื้นที่ทำมาหากิน พื้นที่ส่วนรวม เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่นึกถึงคนรุ่นต่อไป”

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด

 

โครงการพัฒนาพื้นที่อันดามัน ‘ระเบิดเวลา’ ลูกต่อไป

การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไปสู่การสร้างตัวแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่น การปฏิบัติการบริหารจัดการต้องคำนึงถึงความสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ การจัดการการท่องเที่ยวจึงจะนำไปสู่การอยู่ดีมีสุขและความพึงพอใจของทุกฝ่าย การวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน ต้องเน้นจุดสำคัญว่าจะเป็นไปในแนวทางใดที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยคำนึงถึงการรักษาความสมดุลระหว่างรายได้กับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการสืบทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า โครงการพัฒนาที่จะมีในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน กลไกการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นผลเสียไม่เฉพาะแต่ชาวเล ซึ่งจะรวมถึงชาวบ้านทั่วๆ ไปด้วย

“การเปลี่ยนแปลงจะมี 3 แรงขับเคลื่อนใหญ่ในบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน อันดับแรกหนีไม่พ้นเรื่องการท่องเที่ยว เพราะพื้นที่ท่องเที่ยวอันดามันเป็นพื้นที่ทำเงินต่อหัวสูงสุดของประเทศ ถ้าพูดทางภาษาธุรกิจเขาเรียกว่านักท่องเที่ยวเกรดเอคุณภาพดี อยู่นานจ่ายเงินเยอะ จะมีการสร้างศูนย์ประชุมต่างๆ มากขึ้นในแต่ละจังหวัด แรงขับเคลื่อนที่ 2 การขนส่งระหว่างประเทศ มาจากความคิดที่ว่าภาคใต้เป็นคาบสมุทร เลยเป็นเส้นทางผ่านที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต ทำให้เกิดความคิดที่จะมีโครงการใหญ่ๆ อย่างเซาเทิร์นซีบอร์ด คอคอดกระ การสร้างแลนด์บริดจ์เชื่อมต่อระหว่างภาคใต้ฝั่งตะวันออกกับตะวันตก และแรงขับเคลื่อนที่ 3 ก็คือโครงการทางด้านพลังงาน จะถูกยกมาพูดถึงเป็นระยะๆ โรงไฟฟ้าถ่านหินจะมาลงที่กระบี่”

ดร.เดชรัต ชี้ว่าสิทธิชุมชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญและบรรทัดฐานทางกฎหมาย สำหรับการลดแรงปะทะระหว่างการพัฒนาการท่องเที่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องสร้างพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นเขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษ ที่สามารถยกระดับขึ้นเป็นมรดกโลกได้

“เขตอนุรักษ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรมแบบพิเศษ เคยมีประกาศในปี 2553 แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร การประกาศให้พื้นที่อันดามันทั้งหมดเป็นเขตพื้นที่ดูแลเป็นพิเศษในเรื่องของความคุ้มครองเพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่ สร้างที่ยืนของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่มีการยกเว้นอะไรที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญของสังคม โดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนรับฟังความคิดเห็น และช่วยปกป้องสิทธิชุมชนที่กำลังจะหายไป”