นกเงือก สัญลักษณ์แห่งรักแท้และผู้บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416142

นกเงือก สัญลักษณ์แห่งรักแท้และผู้บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า

โดย…ปอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หนึ่งในกิจกรรมหลักที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา เพื่อระดมทุนสำหรับการศึกษาวิจัยและอนุรักษ์นกเงือกให้อยู่คู่ผืนป่าไทยตลอดไป โดยมีเจ้าภาพหลักเสื้อผ้า ฮอร์นบิลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล (แบรนด์แฟชั่นในเครือ ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล) ร่วมกับมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันจัดงาน “วันรักนกเงือก” ปีนี้จัดขึ้นในแนวคิด “รวมใจให้นกเงือก” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีทั้งสาระความรู้และบันเทิง เช่น ฟังเสวนา-ชมนิทรรศการเกี่ยวกับสถานการณ์นกเงือกที่มีจำนวนน้อยเหลือไม่กี่พันตัว

คนร่วมงานได้เล่นเกม ช็อปปิ้งเสื้อลวดลายนกเงือกฝีมือเหล่าดารา-นักร้องคนดัง อาทิ แวร์ โซว และน้องคนดี พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ สหรัถ สังคปรีชา จอห์น นูโว แสงทอง เกตุอู่ทอง นำรายได้สมทบทุน“มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก” ชมมินิคอนเสิร์ต “รวมใจให้นกเงือก” สินเจริญ บราเธอร์ส โยคี เพลย์บอย บอย-ตรัย ภูมิรัตน

จัดเป็นงานวันรวมพลคนรักนกเงือก บรรยากาศคึกคัก ซึ่งได้จัดเจอกันที่เก่าเวลาเดิมทุกๆ ปี แล้วถ้าเทียบกับเมื่อหลายสิบปีก่อน คนไทยแทบจะไม่รู้จักเรื่องราวของ “นกเงือก” แต่มาวันนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จักนกแห่งสัญลักษณ์ของ “รักแท้” ชนิดนี้

สถานการณ์นกเงือกในไทย

“ทำไมนกเงือกจึงขึ้นบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์…?” นักวิจัยระดับโลกผู้ได้ชื่อว่า “มารดาแห่งนกเงือก” (Great Mother of the Hornbills) ศ.เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อการคุ้มครอง-อนุรักษ์นกเงือกและธรรมชาติ พิไลได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา สาขาวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2550 จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติระดับโลกถึง 2 รางวัล เมื่อปี 2549 คือ The 2006 Rolex Awards for Enterprises จาก Rolex SA สวิตเซอร์แลนด์ และ The 52nd Annual Chevron Conservation Awards จาก Chevron Corporation สหรัฐอเมริกา ให้คำตอบในการทำงานกว่า 20 ปี

พิไลให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของ “นกเงือก” ปัจจุบันนกเงือกในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 สายพันธุ์ จากทั้งหมด 50 กว่าสายพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วโลก ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี นกเงือกจึงเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง

“นกเงือกปากย่น และนกเงือกดำ สองพันธุ์นี้เสี่ยงใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งเพราะอาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำ จำนวนพันธุ์ละ 20 กว่าตัวเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งประชากรที่จะอยู่รอดปลอดสืบสายพันธุ์ได้นั้นจะต้องไม่น้อยกว่า 500 ตัว ก็ยากที่จะบอกได้ว่าวันนี้นกชนิดนี้มีอยู่กี่ตัวนะคะ เพราะป่าแต่ละแห่งอุดมสมบูรณ์ต่างกันไป จะบอกว่าเขาใหญ่มีนกเงือกจำนวนเท่านี้ ไปรวมกับป่าห้วยขาแข้งอีกเท่านี้ วัดจำนวนแบบนี้ไม่ได้ค่ะ ดิฉันอย่างเช่นในเขาใหญ่มี 18 ตัว/ตร.กม. ห้วยขาแข้งมี 21 ตัว/ตร.กม. อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ราว 10 ตัว/ตร.กม. เพราะป่าขนาดเล็กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี นราธิวาส และยะลา)

ป่าไม้ถูกทำลายทำให้รังของนกเงือกหายไปด้วยค่ะ และลูกนกก็ถูกล่านำไปขายซึ่งเป็นสองสาเหตุของการสูญพันธุ์ ดิฉันทำงานวิจัยตั้งแต่ในเรื่องสถานที่นกเงือกทำรัง ชนิดของต้นไม้ที่ทำรัง การเริ่มทำวิจัยเมื่อปี 2537 ก็ชักชวนชาวบ้านเข้ามาร่วมเก็บข้อมูลทางวิชาการ และได้ชักจูงชาวบ้านให้เลิกนำลูกนกเงือกไปขายแล้วมาช่วยกันอนุรักษ์ สร้างทีมงานทำงานร่วมกับชาวบ้านเก็บข้อมูลทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาที่เป็นประโยชน์ในป่าพื้นที่นั้นๆ ระยะยาว ประชาชนในพื้นที่ได้หาความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เฝ้าระวังในทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป และดำเนินการในด้านการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้โดยใช้นกเงือกเป็นสื่อกลางในการทำงาน” พิไล กล่าว

โครงการชุมชนอนุรักษ์นกเงือกเทือกเขาบูโด เริ่มตั้งแต่ ปี 2537 การทำงานร่วม 20 ปี ปัจจุบันมีชาวบ้าน 20 คน กลุ่มคนรุ่นใหม่ 5 คน และมีเยาวชนอาสาสมัครช่วยเก็บข้อมูลอีก 5 คน รวม 30 คน ช่วยกันเฝ้าระวังนกเงือก ดูแลโพรงรังนกเงือก 203 โพรงรัง และช่วยนักวิจัยเก็บข้อมูลทางวิชาการ ช่วยกันซ่อมแซมโพรงรัง ติดตั้งโพรงเทียม และสำรวจกล้าไม้พืชอาหารของนกเงือกบนเทือกเขาบูโด ในเวลา 22 ปี ได้ลูกนกออกสู่ธรรมชาติ 649 ตัว

 

“ก้าวต่อไปคือมุ่งทำงานวิจัยในเรื่องเส้นทางอพยพค่ะ ติดตามการอพยพของนกเงือกกรามช้างปากเรียบ ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556-ม.ค.ปีนี้ พบว่า นกเงือกกรามช้างปากเรียบบินอพยพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เรื่อยลงไปจากผืนป่าตะวันตก เข้าเขตประเทศเมียนมา ผ่านลงไปทางภาคใต้ของไทยจนถึงประเทศมาเลเซีย และเมื่อฤดูทำรังของนกเงือกเริ่มขึ้นทุกปีในเดือน ม.ค. นกเงือกก็จะบินกลับมาประเทศไทย เพื่อทำรังในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งการติดตามเส้นทางการอพยพของนกเงือก จะทำให้เราทราบขอบเขตแนวโน้มการใช้ประโยชน์พื้นที่ การหากินของนกเงือก รวมถึงการวิเคราะห์หาพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของนกเงือกในอนาคต ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาแนวเชื่อมต่อผืนป่าเพื่อเป็นการจัดการผืนป่ามรดกโลกต่อไปในอนาคต

และปีนี้มีกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเข้ามาศึกษาลักษณะป่าห้วยขาแข้ง ทำวิทยานิพนธ์เรื่องอาหารของแต่ละป่า หาสาเหตุทำไมนกจึงอพยพซึ่งคำตอบก็คือนกบินไปหาอาหารที่อุดมสมบูรณ์กว่าในป่าแห่งใหม่” พิไล กล่าว

เดือนแห่งความรักเริ่มสร้างรัง

นกเงือกเป็นนกจับคู่ “ผัวเดียวเมียเดียว” มีความโดดเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนนกอื่นใด ฤดูทำรังของนกเงือกเริ่มต้นราวเดือน ม.ค.-ก.พ. ระยะนี้นกเงือกจะแยกจากฝูง ตัวผู้เสาะหาโพรงรัง ตัวเมียมักจะติดตามไปด้วย ไปไหนไปเป็นคู่

 

เมื่อได้โพรงที่เหมาะแล้วตัวเมียก็มุดเข้าไปในโพรงกะเทาะวัสดุปิดรังเก่าๆ ออกทิ้ง จากนั้นแม่นกจะทำความสะอาดภายในโพรงด้วยการคาบเศษเมล็ดผลไม้เก่าของฤดูก่อน เศษขนเก่าโยนทิ้งแล้วเริ่มปิดปากโพรงใหม่ วัสดุที่ปิดโพรง ได้แก่ เศษไม้ ดิน ผสมกับมูลของตัวเมียเอง รวมกับอาหารที่สำรอกออกมาแล้วพอกปากโพรงที่เปรียบเสมือนประตู โดยใช้จะงอยปากด้านข้างตีให้ติดกัน เมื่อแห้งวัสดุนี้จะแข็งและเหนียวมาก

ระหว่างการปิดปากโพรงของตัวเมีย นกเงือกตัวผู้อาจหาวัสดุ เช่น ดิน หรือเปลือกไม้มาให้ แล้วแต่ชนิดของนกเงือก เช่น นกกกใช้เปลือกไม้ เศษไม้ผุ แต่ไม่ใช้ดินเลย แต่นกแก๊กจะใช้ดินเป็นส่วนใหญ่ นอกจากจะหาวัสดุมาให้นกเงือกตัวผู้จะคอยเฝ้าเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ โพรงรังเกือบตลอดเวลา และคอยป้อนอาหาร เมื่อตัวเมียออกจากโพรงหลังจากทำงานปิดโพรงในแต่ละวัน

“นกกว่าจะถึงวัยสืบพันธุ์ต้องมีอายุ 4-5 ปี จับคู่เข้าโพรงกันไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้ลูกนกนะคะ นกขนาดใหญ่ตัวนี้น้ำหนักเกือบ 4 กก. เช่น นกเงือกพันธุ์กก มีลูกได้ครั้งละ 1 ตัวเท่านั้นค่ะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่ขยายพันธุ์ได้ช้า ส่วนนกขนาดเล็กก็มีลูก 2-3 ตัวเท่านั้น ดิฉันทำงานตั้งแต่ปี 2527 ประทับใจการดำรงชีวิตของเขาที่เป็นนกชนิดเดียวที่ทำรังปิดโพรง ตัวผู้ออกไปอาหารมาป้อนให้ลูกเมีย ถ้าตัวผู้ถูกล่า ตัวเมียอยู่ในโพรงปิดกับลูกนกก็อาจตาย ซึ่งเรื่องนี้เราช่วยแทบไม่ได้เลยนะคะ เราเคยเอาอาหารปีนขึ้นไปป้อน แม่นกก็คายทิ้ง เพราะตัวเมียเขาไม่รับอาหารจากคนแปลกหน้า” พิไล กล่าว

 

โดยปกตินกเงือกจะใช้โพรงเดิมทุกๆ ปี หากโพรงนั้นยังคงสภาพที่เหมาะสมอยู่ต่อไป แต่เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย รังรักครอบครัวสุดอบอุ่นก็หายไปด้วย

อีกงานหนึ่งก็คือการสร้างรังเทียม “รัง” ของนกเงือกก็คือโพรงไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยในต้นไม้วงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) มากที่สุด เพราะขนาดของต้นไม้ที่มีโพรงใหญ่พอที่นกเงือกจะทำรังได้นั้นมีเส้นรอบวงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ในเมื่อนกเงือกไม่สามารถเจาะโพรงรังเองได้เหมือนนกหัวขวาน จึงต้องหาโพรงไม้ในธรรมชาติที่เหมาะสม ขนาดที่เหมาะสมของปากโพรง เพียงพอที่นกเงือกตัวเมียจะเบียดตัวผ่านเข้าไปได้ มีเพดานสูงเพื่อการไหลเวียนของอากาศภายในโพรงได้ดี พื้นโพรงรังไม่ลึกจากขอบโพรงตอนล่างมากนัก เนื้อที่ภายในโพรงใหญ่พอที่แม่และลูกจะอยู่ได้อย่างไม่แออัด

พิไล กล่าวว่า การทำงานนี้มีค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนทีมงานมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ราวเดือนละกว่า 3 แสนบาท และปีละกว่า 5 ล้านบาท โดยมีองค์กรใหญ่ให้การสนับสนุนการทำงาน แต่ในเวลานี้ได้ถอนตัวไป การระดมเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป และร่วมกับบริษัทเอกชนทำอีเวนต์เล็กๆ อบอุ่นๆ เช่นงานในวันนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อหาทุนในการทำงานต่อไป

 

ปรียานุช ปานประดับ ผู้ประดับถ้อยคำบนโลกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416082

ปรียานุช ปานประดับ ผู้ประดับถ้อยคำบนโลกา

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ นุช-ปรียานุช ปานประดับ เจ้าของนามปากกาว่า สิริพิรี ที่มีผลงานนวนิยาย เรื่อง ดอกไม้ใต้เมฆ (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์) ในบ่ายวันพุธวันหนึ่ง ณ บ้านของเธอเอง ซึ่งเราสองคนพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ โดยเธอเริ่มต้นเล่าว่ากับนวนิยายเรื่องนี้ เธอตั้งใจให้เป็นนวนิยายโรแมนติกที่ภายใต้ความโรแมนติกนั้นเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย

“สำหรับนวนิยายเรื่องนี้ ที่ต้องวางโครงเรื่องให้เป็นเมืองสมมติ โดยมีตัวละครเอกเป็นเจ้าชาย เหตุเพราะถ้าเราสร้างเรื่องให้เกิดขึ้นในเมืองไทย เวลาระบุอาชีพใดอาชีพหนึ่งของตัวละครเอก มันล้วนมีแต่อาชีพที่แตะต้องไม่ได้ เราเลยพล็อตเรื่องให้เป็นเมืองสมมติ จะได้ทำอะไรได้มากกว่า”

แม้เธอจะพล็อตเรื่องให้เป็นเมืองสมมติ แต่การสมมติก็ต้องมีมูลความจริงมาผสมด้วยครึ่งหนึ่ง เพราะถ้ามีแต่การสมมติแบบเพ้อฝัน เดี๋ยวจะกลายเป็นเพ้อเจ้อไปกันใหญ่ “พอเราพล็อตเรื่องได้แล้ว ก็นำไปทำเป็นบทละคร ที่เอาไปเป็นทำละครที่เพิ่งลาจอไป จากนั้นก็นำบทละครมาเรียบเรียงใหม่เป็นนวนิยายเรื่องนี้”

กับนวนิยายเรื่องนี้ แก่นสารสำคัญของเรื่อง ปรียานุชต้องการนำเสนอว่า คนเราควรมองคนอื่นที่จิตใจ น้ำใจ และทัศนคติที่ดี “คนเราทุกวันนี้ มักมองกันที่ฐานะหรือหน้าที่การงานก่อน จนมองข้ามจิตใจ น้ำใจ หรือทัศนคติที่ดีของคนคนนั้น รวมทั้งเราทุกคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำ แม้จะยิ่งใหญ่หรือเล็กๆ แต่ทุกหน้าที่สำคัญเหมือนกันหมด และเราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ซึ่งเราอยากให้แก่นสารสำคัญนี้มันคือรากฐานของคน แม้จะนำเสนอผ่านนวนิยายหรือละครที่มีพล็อตเรื่องมาจากเมืองสมมติ แต่มันก็คือแก่นสารสาระสำคัญที่เป็นจริง ที่เราควรต้องตระหนักถึง”

นอกจากนี้ ปรียานุช เผยว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง ต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวรุนแรงเลวร้าย จุดยืนของเธอคือ การลดความรุนแรงในหัวใจของมนุษย์ลงผ่านนวนิยายหรือละคร ไม่ว่าจะเรื่องนี้หรือเรื่องไหนก็ตาม

“สำหรับแรงบันดาล หรือการค้นหาพล็อตเรื่องเพื่อนำมาเขียนเป็นนวนิยายหรือบทละคร แน่นอนว่า เราสามารถหาได้จากสื่อต่างๆ แต่สื่อที่ดีที่สุดคือ การออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คน ไปพบเจอคนที่เราไม่รู้จัก ไปอยู่กับคนที่เป็นคนละแบบกับเรา เพื่อได้เรียนอารมณ์ของผู้คนที่หลากหลาย และออกไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยไปบ้าง ซึ่งบางที่ถ้าไม่สามารถไปได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสถานที่ไหนที่สามารถเดินทางไปได้ เดินทางไปแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายที่แพงเกินตัว เราก็ควรจะออกไปยังที่แห่งนั้น”

สำหรับการเป็นนักเขียนของปรียานุช บทบาทหน้าที่นี้ทำให้เธอได้เห็นถึงความฝันของเธออย่างชัดเจน และทำให้เธอได้หยิบยื่นประเด็นที่เธออยากให้ผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึง รวมทั้งทำให้เธอได้รดน้ำพรวนดินสองสิ่งให้เติบโตงอกงามมั่นคงแข็งแรงอีกด้วย “ทุกครั้งที่พล็อตเรื่องหรือลงมือเขียนนวนิยาย เราจะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ จะไม่มีการประนีประนอมต่อสิ่งที่เราอยากให้ผู้คนในสังคมได้อ่าน และได้ข้อคิดอะไรบางอย่างกลับไปพัฒนาชีวิตของตัวเองค่ะ”

 

เข็มอัปสร สิริสุขะ ทริปสนุก สุขยกครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416073

เข็มอัปสร สิริสุขะ ทริปสนุก สุขยกครัว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

สาวโสด หลานสี่ ติดพ่อ เธอคือเชอร์รี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ น้องสาวคนเล็กของบ้านที่ตอนนี้กลายเป็นคุณน้าและอาของหลานทั้งสี่คน รับหน้าที่เป็นหัวหน้าแก๊งนำเที่ยวแบบยกโขยง กิจกรรมสุดโปรดที่เธอยกให้เป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

เชอร์รี่ลำดับให้ฟังว่า สมาชิกที่อยู่บ้านเดียวกันมีเชอร์รี่ คุณพ่อ และคุณย่า ส่วนพี่ชายและพี่สาวแยกย้ายไปมีครอบครัว พี่สาว ปูเป้-รามาวดี สิริสุขะ มีลูกสองคน คนโตอายุ 13 ปี คนเล็กอายุ 8 ปี ส่วนพี่ชายมีลูกแฝดสองคน เวลาไปเที่ยวจะยกโขยงกันไปทำให้ต้องวางแผนดีๆ ซึ่งส่วนใหญ่เชอร์รี่จะเป็นคนวางแผนเอง

“เด็กๆ จะชอบเล่นน้ำ” เชอร์รี่กล่าวถึงปัจจัยในการวางแผนทริป “ถ้าเที่ยวในเมืองไทยจะต้องดูว่าที่พักพอกับครอบครัวเราไหม ความสะดวกสบายเป็นยังไง สำหรับเชอร์รี่หลักการไปเที่ยวกับครอบครัวสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มีเวลาอยู่ด้วยกัน เพราะมันเป็นควอลิตี้ไทม์จริงๆ ได้เล่นสนุกด้วยกัน พูดคุยกัน กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา หรือแม้แต่อยู่เฉยๆ ก็คือช่วงเวลาที่เราได้ร่วมกันจริงๆ เพราะฉะนั้นที่พักจะเลือกที่อยู่ได้เป็นครอบครัวใหญ่และมีสระว่ายน้ำสำหรับเด็กๆ”

 

ทริปล่าสุดเมื่อปลายเดือน ต.ค.ต้น พ.ย.เชอร์รี่และสมาชิกยกครัวไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไปกันครบพร้อมหน้ารวมทั้งหมด 11 คน “แค่ลำพังจองที่พักก็ยากแล้ว ยังไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ร้านอาหาร แต่โชคดีที่ครอบครัวของเราง่ายๆ สบายๆ เลยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น” เธอกล่าว

โจทย์มี 3 ข้อ ได้แก่ พี่ชายอยากไปเห็นภูเขาไฟฟูจิ เพราะลูกๆ อยากทราบว่าฟูจิของจริงกับในการ์ตูนแตกต่างกันอย่างไร สอง ดิสนีย์แลนด์ และสาม ลูกสาวของปูเป้อยากเห็นหิมะ ซึ่งข้อสามต้องตัดไปเพราะภูมิภาคชุบุและคันโตที่ไปนั้นยังไม่มีหิมะในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อเหลือเพียง 2 ข้อ เชอร์รี่จึงต้องทำให้ดีที่สุด อย่างข้อแรกเธอสามารถหาที่พักริมทะเลสาบคาวากูจิโกะที่เห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง และเป็นแบบเรียวกังหรือบ้านดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นเพื่อให้หลานได้รับประสบการณ์ใหม่ เมื่อลุล่วงภารกิจที่หนึ่ง จากนั้นก็เดินทางเข้าโตเกียวเพื่อไป โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ งานนี้เด็กๆ สนุกสุดขีดได้ใกล้ชิดกับตัวการ์ตูนที่ชื่นชอบ และยังได้ของแถมเป็น โตเกียว ทาวเวอร์ สถานที่อีกแห่งที่ทุกคนในครอบครัวอยากไปหลังจากพลาดไปหลายรอบ

ทั้งนี้ ระหว่างทางก็เจอปัญหาเช่นกัน “พอดีเราไปช่วงพีกเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะ ทำให้มีปัญหาเรื่องร้านอาหารมากที่สุด มีอยู่มื้อหนึ่งเป็นมื้อกลางวันเข้าออกอยู่สี่ห้าร้านไม่มีร้าน ไหนว่างเลย ทำให้ต้องเข้าร้านสะดวกซื้อหาอะไรทานง่ายๆ ซึ่งแม้ว่ามันจะมีปัญหาให้แก้อยู่ตลอดแต่สุดท้ายแล้วนี่คือทริปที่ดีมากๆ” ส่วนวิธีการเดินทางใช้การเหมารถมินิบัสเพื่อความสะดวกต่อการเดินทาง

 

นอกจากนี้ ทุกปีเธอและครอบครัวจะมีทริปส่งท้ายปี อย่างปีใหม่ที่ผ่านมาเชอร์รี่เลือกไป 1 อาทิตย์หลังปีใหม่ เพราะเข็ดกับการแย่งเที่ยว แย่งกินในช่วงเทศกาล จนรู้สึกว่าไม่ได้พักผ่อนและมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยลง โดยเลือกเขาใหญ่เป็นจุดหมายปลายทาง มีพี่ชายเป็นแม่งานจัดหาที่พักแบบวิลล่า 2 ห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวเอาใจเด็กๆ

“เชอร์รี่ว่าการไปเที่ยวกับครอบครัวมันคือความสุข มากกว่าความสนุก ยกตัวอย่างบางกิจกรรมที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม เช่น ตอนที่เด็กๆ เล่นน้ำ เราก็จะนั่งดู เด็กเขาจะมีมุมตลก คำพูดที่น่ารักๆ หมายความว่าเราไม่ต้องตัวติดกันตลอดเวลา ไม่ต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน แต่รู้แค่ว่าเขาอยู่ตรงนี้ คอยสังเกต ก็มีความสุขมาก เวลาไปกับครอบครัวไม่เคยมีทะเลาะ ไม่เคยเถียงกัน หลายคนบอกว่าการเดินทางร่วมกันมันพิสูจน์อะไรหลายอย่างซึ่งนี่ก็น่าจะพิสูจน์ได้ว่าครอบครัวเรารักกันขนาดไหน”

ก่อนหน้านี้เชอร์รี่จะไปเที่ยวกับพ่อสองคน แต่พอพี่ชายมีลูก พี่สาวมีลูก ก็รู้สึกว่าอยากใช้เวลาร่วมกัน เธอย้อนความไปในช่วงที่คุณแม่ยังอยู่ “เชอร์รี่กับคุณแม่เราไปเที่ยวกันตอนโตแล้ว ตอนที่เราสามารถพาท่านไปเที่ยวได้ซึ่งใช้เวลาร่วมกันน้อยมาก เพราะเราต้องทำงาน ทำงานหนักมาก มันเลยกลายเป็นความรู้สึกผิดอยู่ในใจจนกระทั่งคุณแม่เสีย เชอร์รี่ก็พาคุณพ่อเที่ยวมากขึ้น ไม่ว่าจะทริปสั้นทริปยาวก็จะพาไปตลอด เหมือนตอนเด็กๆ ที่เชอร์รี่กับพี่ปูเป้ถูกกระเตงไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ทุกอาทิตย์ ไปตีกอล์ฟต่างจังหวัดกับคุณพ่อ”

 

เธอกล่าวว่า การใช้ชีวิตของเธอเองเปลี่ยนไปหลังจากเสียคุณแม่ “ตอนนั้นเชอร์รี่แทบจะไม่ได้ใช้ชีวิตอะไรเลยนอกจากทำงาน เลยรู้สึกว่าชีวิตที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่แล้ว และยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งรู้ว่างานในวงการบันเทิงมันมีหลายมิติ และไม่ใช่ทุกแบบที่เราชอบ ดังนั้นอะไรที่เราชอบเราก็มุ่งไปทางนั้น อะไรที่ไม่ชอบก็ค่อยๆ ลดลง แล้วมาให้เวลากับคุณพ่อมากขึ้น พอยิ่งโตมันยิ่งชัดเจนว่าเป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร เราทำงานเพื่อชื่อเสียงโด่งดังกว่านี้ไหม หรือต้องการเงินเยอะกว่านี้อีกหรือ มุมมองในชีวิตของเราเปลี่ยนไป และยิ่งเชอร์รี่ได้ไปปฏิบัติธรรมก็ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้วแก่นของชีวิตคืออะไร” เธอเริ่มปฏิบัติธรรมเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว “เชอร์รี่ว่างานไม่ใช่แก่นของชีวิต จริงอยู่ว่าเราต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูชีวิตตัวเอง แต่ความต้องการของเรามันไม่ได้มากมายจนต้องหาเงินเยอะๆ เป้าหมายของเชอร์รี่คือทำงานหาเงินให้เลี้ยงดูครอบครัวได้ และมีเวลาในการดูแลสุขภาพ ดูแลจิตใจของตัวเองและคนรอบข้าง นี่แหละคือคุณภาพชีวิตของเชอร์รี่”

การเดินทางเป็นสิ่งที่เธอชอบ แต่การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวต่างหากที่ทำให้เธอรัก ติดตามการเดินทางครั้งต่อไปของเชอร์รี่และเดอะบิ๊กแฟมิลี่ได้ทางอินสตาแกรม @cherrykhemupsorn

 

การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ของผู้หญิงตัวเล็ก สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416067

การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ของผู้หญิงตัวเล็ก สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ภายนอก ติ๊บ-สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พิธีกรคนสวยของทรูอินไซด์ อาจดูเป็นสาวร่างเล็ก บอบบาง เป็นผู้หญิงอ่อนไหว แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ไซส์มินิแบบนี้ เธอจะมีหัวใจนักสู้ที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

เรื่องราวการต่อสู้ของเธอเริ่มต้นเมื่ออายุเพียง 19 ปีเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบการต่อสู้ครั้งนั้นเป็นสมรภูมิรบที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน แม่ทัพใหญ่ครั้งนั้นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากติ๊บ ซึ่งมีครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นกำลังเสริมสำคัญต่อสู้กับศัตรูที่ชื่อว่า “มะเร็งรังไข่” ในการรบครั้งนี้ เธอมีคุณหมอผู้ให้ชีวิตเธอ เป็นกุนซือสำคัญ แม้การรบครั้งนั้นจะกินเวลา และต้องผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยหัวใจนักสู้ ที่สุดเธอก็สามารถล้มศัตรูได้สำเร็จ

วัยใสลั่นกลองรบ

ติ๊บเล่าถึงฝันร้ายของเด็กอายุ 19 ปี ว่า เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอพบว่าประจำเดือนมามากผิดปกติ คือ ใน 1 เดือน เป็นประจำเดือนถึง 2 ครั้ง แต่ละครั้งกินเวลาถึง 10 วัน นั่นหมายความว่า ใน 1 เดือน เธอมีประจำเดือนถึง 20 วัน เมื่อพบความผิดปกติของร่างกายดังกล่าว ติ๊บไม่รอช้ารีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน คำตอบของหมอในตอนนั้นคือ อาการดังกล่าวเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ให้รออีก 1-2 เดือน ค่อยมาตรวจใหม่

 

“หลังจากนั้นติ๊บเริ่มมีอาการปวดท้อง ไปหาหมอ หมอก็ให้ยาแก้ปวดมากิน จนตอนหลังติ๊บสังเกตว่าตัวเองมีอาการท้องบวม (ตอนนั้นมีอาการน้ำหนักลดร่วมด้วย แต่ไม่รู้ว่านี่คืออาการบ่งชี้ของโรคมะเร็ง) เลยไปอัลตราซาวด์ คุณหมอเลยแนะนำให้ไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านนรีเวช พอดีมีหมอที่รู้จักที่โรงพยาบาลรามาฯ เลยตัดสินใจไปรักษาที่นั่น พอเจอหมอนรีเวช เขากดๆ ดูที่ท้อง แล้วถามติ๊บว่าพรุ่งนี้จะไปไหนมั้ย ติ๊บก็ตอบว่า ไม่ แต่วันถัดมาจะมีสอบมิดเทอม คุณหมอเลยบอกว่าให้ไปที่มหาวิทยาลัยพรุ่งนี้ ไปลาอาจารย์ว่าต้องผ่าตัดด่วน ไปสอบไม่ได้ แล้วหมอจะส่งใบรับรองแพทย์ตามไปให้ ถ้าอาจารย์ไม่ยอม หมอและคุณพ่อคุณแม่จะไปจัดการให้เอง”

ติ๊บบอกว่า ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นอะไร แต่คิดว่าต้องป่วยหนักเอาเรื่อง รุ่งขึ้นจึงไปลาอาจารย์ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นติ๊บเรียนอยู่ปี 2 ทางคณะก็อนุญาต พอวันรุ่งขึ้นเธอก็เข้ารับการผ่าตัดทันที หลังจากผ่านการผ่าตัดใหญ่ หมอถึงขั้นต้องให้มอร์ฟีน เพื่อให้บรรเทาอาการปวดที่บาดแผล ผ่านไป 3 วัน ติ๊บได้เจอคุณหมออีกครั้ง และวันนั้นคือวันที่เธอได้รู้ความจริงเสียทีว่าฝันร้ายที่กำลังเผชิญคืออะไร

“วันที่ฟื้นคุณหมออธิบายว่าได้ตัดชิ้นเนื้อที่รังไข่ออกไปตรวจแล้ว พร้อมกับเลาะเอาเนื้อรอบๆ ไปด้วย ซึ่งขนาดประมาณลูกบาส 1 ลูก หมอบอกว่าติ๊บมีก้อนเนื้อที่เป็นเหมือนถุงน้ำอยู่ในช่องท้อง ด้วยความที่เราเป็นคนตัวเล็ก พอถุงน้ำนี้มันอยู่ในที่แคบมากๆ ก็แตกออกมา ปรากฏว่าน้ำที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ก็กระจายไปโดนเนื้อส่วนอื่น ซึ่งหมอต้องเลาะออกมา”

 

ติ๊บบอกว่า วินาทีนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ระยะที่ 3 ด้วยความที่ยังอยู่ในวัยใส ติ๊บยังประคองสติได้ดีและถามคุณหมอถึงวิธีการรักษา ซึ่งคุณหมอ
บอกว่าจะใช้วิธีเคมีบำบัด (คีโม) 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะกินเวลา 5 วัน คาดว่าจะใช้เวลารักษาประมาณ 6 เดือน

“อย่างที่บอกว่า ด้วยความที่เรายังเด็ก ยังมองโลกอย่างมีความหวังเลยไม่ได้ตกใจหรือร้องไห้โฮ หมอบอกรักษาได้ 6 เดือนก็หาย ก็คิดว่าเหมือนไข้หวัด ป่วยรักษาก็หาย ที่สำคัญหมอบอกว่าโชคดีที่รังไข่เป็นอวัยวะที่ตัดออกไปก็ไม่เป็นไร ต่างกับมะเร็งปอดหรือตับอ่อน ถ้าตัดออกจะกระทบกับอวัยวะอื่น เพราะฉะนั้นหมอสามารถเลือกตัดรังไข่ข้างที่มีปัญหาออกไปหมดได้ ส่วนข้างที่ไม่มีเชื้อมะเร็ง หมอก็เก็บไว้ สิ่งที่ติ๊บกังวลเรื่องเดียวตอนนั้นคือผลข้างเคียงจากการให้คีโม ผมจะร่วง ติ๊บก็กลัวว่าจะไม่สวย (หัวเราะ)”

เข้าสู่การรบครั้งที่ 1

ในสนามนี้ ติ๊บบอกว่า ร่างกายยังแข็งแรง ผ่านพ้นไปได้อย่างไม่รู้สึกเข็ดขยาดจากการคีโมมากนัก แถมยังมีเพื่อนๆ มาให้กำลังใจท่วมท้น ช่วงที่รักษาแรกๆ คุณแม่เป็นห่วงเลยไปขอให้คุณหมอเซ็นใบอนุญาตพักการเรียนให้ แต่คุณหมอไม่ยอมเซ็นจนกว่าคนไข้จะเป็นฝ่ายมาขอคุณหมอเอง ซึ่งตอนที่ติ๊บรู้เรื่องเธอก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ดร็อปเรียน เพราะอยากรับปริญญาพร้อมเพื่อนๆ

 

“คุณหมอมาเล่าให้ติ๊บฟังทีหลังว่า ในการรักษา สภาพจิตใจของผู้ป่วยสำคัญกว่าความแข็งแรงของร่างกาย ถ้าหมอบังคับให้คนไข้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ คนไข้จะเริ่มต่อต้านการรักษา และส่งผลเสียต่อคนไข้ อย่างกรณีของติ๊บหมอจึงเลือกถามความสมัครใจ จนทุกวันนี้ติ๊บมองย้อนกลับไปก็คิดว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด เพราะติ๊บมองว่าการไปเรียนเป็นการสร้างกำลังใจให้ตัวเองทางอ้อม ไม่ต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าทำไมเรื่องร้ายๆ ต้องเกิดกับเรา การออกไปเจอผู้คนทำให้เราลืมเรื่องที่ไม่สบายใจ

พอมาคีโมครั้งที่ 2 การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งแรก ติ๊บต้องเจอกับด่านยากตั้งแต่เริ่มเจาะน้ำเกลือ พยาบาลเจาะเป็น 10 ครั้งก็ไม่สำเร็จ เพราะเส้นเลือดถูกตัวยาทำลายไปมากหลังจากคีโมครั้งแรก ตอนนั้นพยาบาลเสนอว่าจะใช้มีดผ่าเปิดหน้าแขนเพื่อเสียบเข็มกับเส้นเลือดแล้วค่อยเย็บ แต่ติ๊บไม่ยอม ถึงขั้นจะเลิกรักษา โชคดีที่คุณแม่ของแฟนหนุ่มซึ่งเป็นวิสัญญีแพทย์มาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้ ด้วยการลงมือเจาะเลือดให้ เธอจึงได้รักษาต่อ และนับจากนั้นเธอก็กลายเป็นคนไข้ที่ต้องเจาะเลือดโดยวิสัญญีแพทย์เท่านั้น เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในการเจาะเลือดเป็นพิเศษ

“ตอนที่พยาบาลบอกจะผ่าเปิดหน้าแขน ติ๊บโกรธจนน้ำตาไหล ซึ่งนั่นถือเป็นครั้งเดียวและครั้งแรกที่ติ๊บเสียน้ำตาให้กับการรักษาตัว แต่หลังจากผ่านพ้นมาได้ ก็ถึงคราวเผชิญกับฝันร้ายที่เตรียมใจไว้แล้ว นั่นคือผมร่วงหมดจนกลายเป็นหัวล้าน ต้องใส่วิกใส่หมวกเวลาไปข้างนอก”

 

เจอศึกหนักในการรบครั้งที่ 3-4

สู้มาครึ่งทางเหมือนอะไรจะง่ายขึ้น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลข้างเคียงจากยาเริ่มมากขึ้น จากที่อาเจียนน้อย ก็เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ติ๊บเรียกว่า “อ้วกแบบนันสต็อป” แทบจะวันละ 23 ชั่วโมง ได้นอนวันละชั่วโมงเพราะหมดแรง

“ตอนนั้นติ๊บบอกกับตัวเองว่า นี่คือของจริงแล้วสินะ ถามว่าท้อมั้ย ไม่นะ แต่เริ่มเหนื่อยกับการรักษาแบบนี้ คือเราต้องอยู่โรงพยาบาล 5 วัน พักฟื้น กลับไปเรียน แล้วก็มาสู่วงจรนี้อีก แต่ก็บอกตัวเองว่ามาครึ่งทางแล้วยังไงก็ต้องสู้ ความทรมานที่เจอ ก็ไม่ได้เป็นทุกวัน เดี๋ยวก็หายแล้ว”

โชคดีที่ติ๊บได้กำลังใจจากครอบครัว และเพื่อนๆ คอยเอาเลกเชอร์มาให้อ่าน บางทีอ่านไม่ทัน ก็ให้เพื่อนติวกันหน้าห้องสอบ มีเรื่องตลกที่ติ๊บมารู้ทีหลัง คือเพื่อนๆ ทุกคนที่มาเยี่ยมติ๊บ คุณแม่จะสแกนว่าคนไหนร้องไห้ ถ้าเจอจะปล่อยให้ร้องให้เสร็จก่อนที่จะเข้าไปเยี่ยมติ๊บ เพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องเสียกำลังใจ

 

พอคีโมครั้งที่ 5-6 สถานการณ์ในสนามรบยิ่งเข้มข้น ติ๊บบอกว่า ตอนคีโมครั้งที่ 5 มีเรื่องชวนตกใจเกิดขึ้น เมื่อยาคีโมที่ให้ไม่เข้าไปตามเส้นเลือดที่เจาะไว้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น แถมยาคีโมตัวนี้ดันมีเวลาหมดอายุในไม่กี่นาที ครั้งนั้นทำเอาคุณหมอและคนไข้เครียด โชคดีที่เมื่อนำเลือดไปตรวจแล้ว พบว่าตัวยาที่เข้าไปในช่วงแรกเพียงพอและไม่ส่งผลต่อการรักษาโดยรวม แต่ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ทำให้ติ๊บต้องย้ายจากห้องพักพิเศษมาอยู่ที่ห้องรวมในการให้คีโมครั้งสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะอยู่ในสายตาของพยาบาลตลอดเวลา

“ห้องรวมสมัยนี้เป็นไงติ๊บไม่รู้ แต่ตอนของติ๊บคือไม่มีแอร์ ซึ่งเป็นความทรมาน เพราะเราอ้วกตลอดเวลา ร่างกายก็ร้อน แถมยังไม่ให้ญาติเฝ้าอีก ติ๊บสงสารคนไข้เตียงข้างๆ มากที่ต้องทนฟังเสียงติ๊บอาเจียนทั้งคืน แต่หลังจากผ่านครั้งที่ 6 มา ติ๊บก็ได้รับข่าวดีว่าร่างกายของเราไม่มีเชื้อมะเร็งอีกแล้ว”

การรบยืดเยื้อ ฝันร้ายยังไม่จบ

หลังจากเริงร่าได้ 7-8 เดือน ก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่ออาการปวดท้องมาเยือนอีกครั้ง หลังจากอัลตราซาวด์พบว่า บริเวณเนื้อที่เลาะออกไปเกิดพังผืดขึ้นมา และมีพังผืดส่วนหนึ่งไปหนีบเส้นเลือด ทำให้อวัยวะทำงานไม่ได้ ทางรักษาคือ ต้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอาพังผืดออก

 

“การผ่าตัดครั้งนี้สเกลเล็กลง อันตรายน้อยกว่าการผ่าตัดครั้งแรก แต่ขนาดแผลเท่าเดิม เพียงแต่ครั้งนี้แทนที่หมอจะเย็บแผลด้วยไหม แต่ใช้แม็กเย็บเลย หลังจากผ่าตัดเสร็จพักฟื้น 1 อาทิตย์ ติ๊บก็กลับไปเรียนต่อ แต่ต้องระวังอย่าขึ้น-ลงบันไดและต้องใช้ห้องน้ำที่สะอาดป้องกันการติดเชื้อ ตอนนั้นติ๊บเลยได้ใช้ทั้งลิฟต์และห้องน้ำของอาจารย์” (หัวเราะ)

ผ่านการผ่าตัดครั้งที่ 2 ไป ติ๊บคิดว่าจะจบ ปรากฏผ่านไปอีก 6 เดือน อาการปวดท้องกลับมาอีก คราวนี้ปวดมาก แต่หมอไม่ให้ยาบรรเทาเหมือนครั้งก่อน เพราะตรวจไม่เจอความผิดปกติ เลยให้นอนห้องผู้ป่วยรวมรอดูอาการอีกครั้ง ปรากฏคืนนั้นติ๊บปวดจนต้องป่วน เคาะเรียกพยาบาลหลายครั้ง จนเขาต้องมัดมือติ๊บเพื่อไม่ให้รบกวนคนไข้คนอื่น

“เช้ามาหมอบอกว่าผ่าตัดมั้ย ติ๊บตอบทันทีว่าเอา ทั้งที่หมอบอกว่าอาจจะเจ็บตัวฟรีก็ได้ แต่ก็ยอม ปรากฏครั้งนี้หมอผ่าเอาพังผืดออกเหมือนเดิม แต่เทน้ำเกลือลงไปด้วย เพื่อให้คราวหน้าถ้าเกิดมีพังผืดจะได้ไม่ไปรบกวนอวัยวะอื่น หลังจากผ่าตัดครั้งนั้นก็ลุ้นนะว่าจะมีอาการปวดท้องแบบเดิมอีกมั้ย แต่ถึงตอนนี้ 16 ปีแล้วที่ฝันร้ายนี้จากติ๊บไป”

ทุกวันนี้เธอยังหมั่นไปตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำ แต่อาจจะตรวจมากกว่าผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งคนอื่นๆ เพราะหลังจากผ่านไป 3 ปี แม่ของเธอเป็นมะเร็งเต้านมขั้นที่ 4 ต้องผ่าเอาเต้านมออกไป 1 ข้าง ทำให้คุณหมอไม่วางใจ อยากให้เธอมาตรวจเช็กตลอดชีวิต อย่างน้อยเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ติ๊บบอกว่า การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้าเราอยากทำอะไร อย่ามัวแต่กลัวที่จะทำ เพราะเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น และถ้าติ๊บในวันนี้สามารถพูดกับติ๊บในวันวานได้ เธออยากจะบอกว่า

“ไม่ผิดหวังในตัวเธอเลยจริงๆ ที่เป็นคนที่กล้าหาญแบบนั้นในวันนั้น และขอให้รู้ว่าตัวตนของเธอวันนั้นยังคงอยู่ในตัวฉันในวันนี้ อยากขอบคุณที่วันนั้นเธอเข้มแข็งพอ และทำให้ฉันในวันนี้กลายเป็นคนที่เข้มแข็ง” สาวร่างเล็กกล่าวทิ้งท้าย

 

คุณธรรมในความรักของ เอี้ยนอิง เสนาบดีคนตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/416046

คุณธรรมในความรักของ เอี้ยนอิง เสนาบดีคนตรง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

รักถูกจารึกไว้ในทุกวัฒนธรรม เพราะรักคือหนึ่งในอารมณ์ของมนุษย์ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในวัฒนธรรมจีนซึ่งได้ชื่อว่าไม่ค่อยแสดงออกเรื่องความรัก…

ความรักคือศักยภาพของมนุษย์ที่ธรรมชาติให้มา เหมือนที่พ่อแม่ย่อมรักลูก หรือลูกย่อมรักพ่อแม่เป็นพื้นฐาน

ความรักเช่นนี้สามารถขยายต่อไปได้เรื่อยๆ เมื่อลูกรักพ่อแม่ และพ่อแม่ก็รักปู่ย่าตายาย ลูกย่อมมีความรักขยายไปให้กับปู่ย่าตายายได้

เมื่อพ่อแม่รักลูก ก็ย่อมรักลูกของลูก… ลูกรักพี่น้อง ก็ย่อมรักญาติไปด้วย จนกระจายไปถึงเพื่อนๆ ของญาติ ถึงเพื่อนบ้าน และถึงคนในสังคมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ได้

รักเช่นนี้มีลำดับขั้น เรารักคนใกล้มากกว่าคนไกล แม้รักไม่เท่ากันก็นับเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ สิ่งที่คนจักต้องทำคือ แผ่ขยายความรักอย่างนี้สู่สมาชิกสังคมที่อยู่ห่างไกลออกไป แม้คนที่ไกลแสนไกลกับเราก็ยังมีรักจางๆ มอบให้ แล้วสังคมจะสงบสุข

นี่คือรักในทัศนคติของแนวคิดสายขงจื๊อ ซึ่งเป็นปรัชญาสายหลักของวัฒนธรรมจีน เป็นทางการ เป็นทฤษฎี เป็นบทเรียนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม อาจไม่คล้ายรักแบบวาเลนไทน์ของคู่ชายหญิง

เป็นไปได้ไหมว่าคนในยุคนั้น (ขงจื๊อ-อยู่ในสมัยประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว) ยังไม่รู้จักรักแบบโรแมนติก หรือรักแบบเทิดทูนที่ผู้คนยุคหลังนี้ตั้งเป้าและเฝ้าฝันเป็นเจ้าของ?

ที่จริงจะว่ากันไป เรื่องของรักเทิดทูนของฝรั่งก็เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงยุคกลางประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5 นี้เอง และอันที่จริงตำนานเกี่ยวกับนักบุญวาเลนไทน์ก็ไม่เกี่ยวกับรักเทิดทูน หรือรักโรแมนติกแต่อย่างใด แถมจากหลักฐานที่พอสืบค้นได้ นักบุญวาเลนไทน์ก็ยังมีหลายคน หลายเรื่องเล่า ไม่ชัดเจนนักว่าวันวาเลนไทน์เลือกที่จะฉลองกับนักบุญวาเลนไทน์คนไหน

แท้จริงก็คือ ผู้คนและกระแสสังคมสมัยนั้นร่วมสร้างเทศกาลตอบสนองกระแสรักแบบใหม่ที่เพิ่งเกิดกันขึ้นมาเอง มนุษยชาติจึงเพิ่งเริ่มหัดรักโรแมนติกเอาเมื่อไม่นานมานี้

สำหรับจีนเมื่อกว่าสองพันกว่าปีที่แล้ว ท่ามกลางวัฒนธรรมคลุมถุงชน ผัวเดียวเมียเดียวแต่หลายนางกำนัล หนุ่มๆ คงเข้าใจพิชัยสงครามซุนวู มากกว่านิยายโรแมนติกแบบโรมิโอกับจูเลียต หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะพวกนักปราชญ์นักบันทึกเรื่องราวต่างๆ บันทึกเอาไว้เมื่อตอนลืมเลือนความรักในวัยหนุ่มไปเรียบร้อยแล้ว

หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะสังคมยังไม่ให้ความสำคัญกับเพศหญิง เห็นเป็นเพียงทรัพย์สินหนึ่งของเพศชาย

จนคิดไปได้ว่าการเป็นคู่รักแบบที่เรารู้จักกันในยุคนี้ ไม่เคยมีอยู่ในยุคนั้นเลย

แต่ทุกอย่างมีข้อยกเว้น มีบันทึกเรื่องราวของรัฐบุรุษร่วมยุคกับขงจื๊อท่านหนึ่งยังพอทำให้เราเห็นประกายรักที่หลายคนใฝ่หาในปัจจุบัน

เอี้ยนอิง อัครเสนาบดีคนสำคัญของแคว้นฉี มีอำนาจบารมีมากมาย เอี้ยนอิงขึ้นชื่อเรื่องสมถะมัธยัสถ์ รักประชาชน แถมยังเป็นคนพูดตรง ฝีปากกล้า ครบถ้วนคุณสมบัติขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ จะติดอยู่หน่อยก็คือ อัครเสนาบดีเอี้ยนอิง ตัวสูงแค่เมตรนิดๆ พูดอย่างเกรงใจคือสันทัด พูดไม่เกรงใจคือเตี้ยต่ำไร้ราศี

อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยของเอี้ยนอิงไม่เคยทำให้เขารู้สึกด้อยไปกว่าใคร ซึ่งนั่นเป็นเพราะเขามีดี

ความดี ความตรง และฝีมือ คือเสน่ห์ของอัครเสนบดีเอี้ยนอิง เอี้ยนอิงได้รับใช้กษัตริย์แคว้นฉีถึง 3 สมัย อีกทั้งเป็นที่รักของประชาชน

ฉีจิ่งกง กษัตริย์แห่งแคว้นฉีให้ความสำคัญกับเอี้ยนอิงมาก ถึงกับคิดจะยกลูกสาวคนโปรดให้เอี้ยนอิง ลูกสาวคนโปรดนี้ทั้งขาวทั้งสาวทั้งสวย ส่วนเอี้ยนอิงในตอนนั้นอายุไม่ใช่น้อย ฉีจิ่งกงคิดว่าเอี้ยนอิงคงดีใจเป็นแน่แท้

วันหนึ่ง ฉีจิ่งกงเดินทางมาเยี่ยมเอี้ยนอิงถึงบ้าน ครอบครัวเอี้ยนอิงอยู่อาศัยอย่างสมถะ ไม่ได้เลิศหรู มีแต่สุราและสำรับอาหารง่ายๆ เมื่อดื่มกันกรึ่มได้ที่ ฉีจิ่งกงสนทนาเปิดเกมกับเอี้ยนอิงว่า

“คนเมื่อตะกี้นี่ คือภรรยาของท่านรึ?”

“ใช่แล้ว ฝ่าบาท” เอี้ยนอิงตอบ

ฉีจิ่งกงจึงหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า “เฮ้ย ทั้งแก่ทั้งเหี่ยวทั้งอัปลักษณ์จริง!”

เอี้ยนอิงชำเลืองมอง รอฟังประโยคถัดไป

“เอาอย่างนี้ ข้ามีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง ทั้งสวยทั้งสาว ยังไงข้ายกให้แต่งเป็นเมียท่านน่าจะดีกว่า” ฉีจิ่งกงกระหยิ่มยิ้มย่องยื่นข้อเสนอ

เอี้ยนอิงลุกขึ้นจากที่นั่ง โค้งตอบอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ในวันนี้ภรรยากระหม่อมทั้งแก่และอัปลักษณ์ แต่กระหม่อมกับภรรยาอยู่กินด้วยกันมานาน ซึ่งแน่นอนได้ผ่านวันเวลาที่ภรรยาของกระหม่อมยังสาวยังสวย”

ฉีจิ่งกงยิ้มค้าง

“อีกทั้งเมื่อตัดสินใจเริ่มชีวิตคู่ฉันสามีภรรยาก็หวังจะดูแลกันตั้งแต่หนุ่มสาวไปจนถึงแก่เฒ่า ดูแลตั้งแต่ยังองอาจสวยงามจนถึงยามค่อมยามเหี่ยว”

“เมื่อตอนภรรยาข้าพเจ้ายังสาวยินดีตัดสินใจฝากฝังทั้งชีวิตไว้กับกระหม่อม กระหม่อมก็ตกลงใจให้เธอฝากฝัง ผ่านชีวิตด้วยกันมานาน เมื่อถึงวันที่เธอโรยรา แม้ฝ่าบาทมีเจตนาดีอยากจะให้ลูกสาวแต่งกับกระหม่อม แต่กระหม่อมจะใช้เหตุนี้มาหักหาญเรื่องที่เธอฝากฝังชีวิตไว้กับกระหม่อมได้อย่างไร?”

หลังจากพูดคำตรง เอี้ยนอิงก็สรุปจบด้วยความสุภาพ

“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาท แต่ไม่อาจตอบรับน้ำพระทัยนี้ได้”

ฉีจิ่งกงหุบยิ้มโดยบริบูรณ์ พร้อมกลืนน้ำลายเสียดายคำพูด ที่คิดว่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาจะทำให้บทสนทนากับชายชรากระปรี้กระเปร่า ใครที่ไหนก็น่าจะอยากเด่นอยากดังอยากได้เมียสวย ที่ไหนได้เอี้ยนอิงตอบอย่างจริงจังและหนักแน่น จึงไม่กล้าปริปากอีกต่อไป หลังจากนั้นฉีจิ่งกงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องจะหาสาวให้เอี้ยนอิงอีกเลย

ประวัติศาสตร์บันทึกบทสนทนานี้ไว้อย่างชัดเจน และเอี้ยนอิงก็ทำได้จริงตามคำพูด อยู่อย่างสมถะกับภรรยาจนถึงบั้นปลาย

ในบรรดารัฐบุรุษจีนยุค 2,500 ปีก่อนทั้งหลาย น้อยครั้งที่จะเห็นใครที่ได้รับการเอ่ยถึงภรรยาด้วยความรู้สึกเช่นนี้ โดยเฉพาะกับผู้ที่ประสบความสำเร็จทางโลก มีอำนาจบารมีมากมาย

และแม้ผ่าน 2,500 ปีถัดมามีคนจำนวนมากพูดจาถึงความรักที่ซื่อสัตย์และหวานจ๋อย ส่วนคนพูดจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ยังต้องดูเป็นรายๆ ไป

ความรู้สึกนึกคิดเรื่องชีวิตคู่และความรักของอัครเสนาบดีเอี้ยนอิงสะกิดให้เราได้รู้ว่า ชีวิตรักไม่ได้อยู่กันแค่ด้วยความรักหวานฉ่ำเท่านั้น และเมื่อผ่านวันเวลาของคู่รัก ในยามที่ทุกอย่างโรยราและเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่จะยึดชีวิตรักไว้คือความทรงจำในความรู้สึกของวันที่เริ่มชีวิตคู่ การใส่ใจในความรู้สึกของคู่ครองอยู่เสมอ และความรู้จักพอ และนั่นก็คือคุณธรรมในความรัก

 

คำคม เปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/415951

คำคม เปลี่ยนชีวิต

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

14 คำพูดของ วอลท์ ดิสนีย์ ผู้สร้างการ์ตูนที่แพร่หลายและประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลกคนหนึ่ง และเป็นคนสร้างภาพยนตร์การ์ตูนสีเป็นคนแรกที่อาจ “เปลี่ยนชีวิต” ของหนุ่มสาวหลายคน

1 ยิ่งคุณชอบตัวเองมากเท่าไหร่ คุณก็จะเหมือนคนอื่นน้อยลงเท่านั้น และนั่นทำให้คุณมีเอกลักษณ์

2 บางทีมันก็สนุกเหมือนกันนะที่ได้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ขึ้นมา

3 ทำไมต้องกังวล ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำดีที่สุดแล้ว คุณก็ไม่ต้องกังวล ความกังวลไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

4 มันมีสิ่งมีค่ามากมายในหนังสือ มากกว่าของมีค่าจากเกาะมหาสมบัติเสียอีก

5 ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามากที่สุดของเราคือจิตใจของเด็กรุ่นหลัง

6 เงินไม่เคยทำให้ฉันตื่นเต้น แต่ไอเดียของฉันต่างหากล่ะ

7 เวลาคุณเชื่อในอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณต้องเชื่อให้ถึงที่สุด และเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา

8 วิธีเริ่มทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คือ หยุดพูด และลงมือทำ

9 ฝันของเราเป็นจริงได้ทุกอย่างนั่นแหละ แค่เรากล้าจะตามล่ามันหรือเปล่าแค่นั้นเอง

10 ช่วงเวลาส่วนมากในชีวิตของฉัน ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ฉันมีความสุขกับงานของฉัน

11 ฉันชอบมองด้านบวกของชีวิตเสมอแหละ

12 ความแตกต่างของการชนะกับการแพ้ ก็คือการไม่ล้มเลิกนั่นเอง

13 เราต้องก้าวไปข้างหน้า เปิดประตูบานใหม่ๆ ทำสิ่งใหม่ๆ เพราะว่าเราอยากรู้อยากเห็น และความอยากรู้อยากเห็นนี่แหละที่จะพาเราไปยังหนทางใหม่ๆ เสมอ

14 เสียงหัวเราะไม่มีวันหมดอายุจินตนาการไม่เคยแก่ลง ความฝันยังคงอยู่ตลอดไป

ที่มา : www.kiitdoo.com/

 

7 สิ่งในชีวิต

เจ้าผู่ชู นักเขียนอักษรพู่กันจีนชื่อดัง ได้บันทึกถึงความรู้สึกที่มีต่อชีวิต เมื่อผ่านเข้าใกล้วัย 70 ซึ่งมีสาระน่าศึกษาดังนี้

“พออายุใกล้ 70 ข้าพเจ้าเรียนรู้สิ่ง 7 สิ่งในชีวิต”

1 ต้องอยู่ให้รอด – ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วตก อยู่อีก1 วัน เหลือน้อยลง 1 วัน สุขอีก 1 วัน กำไร1 วัน

2 ต้องอยู่ให้มีความสุข – ตำแหน่งสูง มิสู้มีรายได้สูง…รายได้สูง มิสู้อายุยืน…อายุยืน มิสู้มีความสุข…ขอให้มีความสุข เพราะความสุขคือเงินสด…นอกนั้นแค่กระดาษเช็ค

3 ต้องเป็นของเราเอง – หมายถึงไม่ใช่เป็นของคนอื่น หรือยืมของคนอื่นมาใช้….ตำแหน่งเป็นของชั่วคราว เกียรติยศเดี๋ยวก็ผ่านไป สุขภาพเท่านั้นที่เป็นของเรา

4 ไม่เหมือนกัน – ย่อมไม่เหมือนกัน ความรักที่พ่อแม่ให้กับลูกไม่มีขีดจำกัด…แต่ความรักของลูกต่อพ่อแม่มีขีดจำกัด ลูกๆ ป่วย พ่อแม่กลุ้มใจ…พ่อแม่ป่วย แค่ลูกๆ มาเยี่ยมมาถามไถ่ ก็พอใจแล้ว…ลูกๆ ใช้เงินพ่อแม่ สมเหตุสมผล พ่อแม่จะใช้เงินลูกๆ ต้องมีเหตุมีผล…บ้านพ่อแม่ก็คือบ้านลูกๆ บ้านลูกๆ ไม่ใช่บ้านของพ่อกับแม่…ไม่เหมือนกันก็คือไม่เหมือนกัน พ่อแม่ที่เข้าใจจะถือเอาความกตัญญูกตเวทีของลูกๆ เป็นจิตอาสาและความสุข ไม่หวังการตอบแทน…หากหวังการตอบแทน นั่นคือหาทุกข์ใส่ตัว

5 อย่าคาดหวังใคร – ยามป่วยอย่าคาดหวังใครแม้แต่ลูกๆ…“ไม่มีลูกกตัญญูหน้าเตียงคนป่วยเรื้อรังหรอก” คาดหวังคู่ชีวิตหรือ เขาเองก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ที่คาดหวังได้ คือ เงินอย่างเดียว ใช้เงินรักษาตัว

6 ระลึกแต่ความหลัง – อาจจำเป็น เพราะจำเรื่องราวได้น้อยลง ลืมมากขึ้น ฉะนั้นสุขภาพคือทรัพย์…จำไว้ แข็งแรงเข้าไว้ หาความสุขเสมอ

7 อย่ากลัวความตาย – เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนเท่าเทียมกัน ต้องมีความพร้อมด้านจิตใจ พอยมบาลมาเรียก ก็พร้อมที่จะไปได้เลย ต้องไม่มีการอาลัยอาวรณ์…

ครบ 7 ข้อ…ยามลำบาก มากอุปสรรค ต้องตั้งหลักให้มั่นคง…ยามได้ดี มียศสูงส่ง ต้องรู้ ปลง ปลดปล่อยวางฉะนั้น อย่าท้อ เวลาผ่านไป เงื่อนไขเปลี่ยน สถานการณ์ก็มักผันแปร อาจดีขึ้นก็ได้…เราไม่จำเป็นต้องรวยเพราะมีเงินมาก แต่เราอาจรวยความสุขได้เพราะการให้…

ที่มา : www.bloggang.com

 

นักวิจัย คู่ขนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/415945

นักวิจัย คู่ขนาน

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

2 คู่ดูโอนักวิชาการรุ่นใหม่ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย และ ผศ.ดร.ธีรศักดิ์ กัญจนพงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาธุรกิจอาเซียน ในฐานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่แม้ว่าจะอยู่กันต่างคณะ และมีไลฟ์สไตล์รวมถึงความคิดแบบต่างขั้ว แต่หากเมื่อต้องลงสนามทางวิชาการเพื่อทำวิจัยร่วมกันแล้ว กลับแปรผลลัพธ์ได้เป็นบทสรุปได้ลงตัวมากที่สุด

 

นักวิชาการผู้รอบคอบ

เกียรติอนันต์ เล่าว่า รู้จักกับอาจารย์ธีรศักดิ์ มาตั้งแต่เกือบ 10 ปีก่อน หรือราวปี 2548 แต่เริ่มมาสนิทและคุ้นเคยกันมากขึ้น หลังจากที่ตัวเองศึกษาปริญญาเอกจบกลับมาจากประเทศออสเตรเลียราวปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเข้ามาสานต่อผลงานทางวิชาการด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ต่อจากคณาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้

ด้วยในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยหันมาลงน้ำหนักเกี่ยวกับงานวิจัยต่างๆ เพื่อเผยแพร่ออกสู่สาธารณะมากขึ้น ก็ยิ่งเริ่มมีการทำงาน พูดคุยกัน ทั้งความคิด ทางวิชาการ ไปจนถึงเรื่องต่างๆ กับอาจารย์ธีรศักดิ์มากขึ้น ซึ่งก็ยิ่งรู้ว่าเค้าจะเป็นนักวางแผนที่ดีมาก มีความรอบคอบ ทั้งในเวลาการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตทั่วไป

ส่วนจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามาร่วมงานกับอาจารย์ธีรศักดิ์นั้น มาจากตอนที่ต่างคนทำงานวิจัยเกี่ยวกับการประกันพืชผลให้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งก็อยากจะได้คนที่มีมุมมองด้านธุรกิจ หรือการบริหารจัดการธุรกิจมาวิเคราะห์ เพราะอย่างตัวของผมเองนั้นจะมองเป็นมุมเชิงคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เห็นเป็นเทคนิคเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ แต่อาจารย์ธีรศักดิ์จะแปรค่าพวกนี้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ มองเห็นอะไรเชื่อมโยงกันได้หมด เป็นคนที่จับสาระสำคัญได้ในทุกมิติ แล้วบอกได้แบบมีลำดับขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม เป็นอย่างไร

“ตัวผมเองนั้นจะอยู่ในพาร์ตเศรษฐศาสตร์ ส่วนอาจารย์ธีรศักดิ์จะเป็นนักวิชาการด้านการบริหารธุรกิจ การบริหารจัดการ ที่เขาสามารถดึงองค์ความรู้เชิงทฤษฎีมาปรับใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวันได้อย่างน่าทึ่งมากๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว ยังรวมไปถึงการวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ด้วย อย่างการไปหาร้านอาหารรับประทาน อาจารย์ธีรศักดิ์ก็จะมีการโทรไปจองก่อน สอบถามข้อมูลก่อน เรียกว่าคอยประคับประคองผมไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เพราะตัวผมเองนั้นออกจะเป็นคนห้าวๆ หน่อย ชอบลุยๆ อยากไปทานข้าวที่ไหนก็จะไปเลย ซึ่งบางทีก็จะไปเจอร้านที่นั่งเต็มแล้วบ่อยๆ”เกียรติอนันต์ เล่าอย่างอารมณ์ดี

สำหรับการทำงานวิจัยในหัวข้อต่างๆ ที่เจ้าตัวเลือกหยิบหัวข้อขึ้นมาทำนั้น จะมี 2 รูปแบบ คือ แบบแรกสิ่งที่ทำเป็นเรื่องประกอบการวิจัยในการเรียนการสอน หรือการนำงานวิจัยมาสนับสนุนการทำงานด้านวิชาการ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นไฟต์บังคับอยู่แล้ว และงานวิจัยแบบที่สอง คือ เลือกหัวข้อขึ้นมาทำเพราะความน่าสนใจ มีประโยชน์กับสาธารณะ ซึ่งเป็นการทำเพราะความชอบ ซึ่งงานทั้งสองแบบต่างก็ให้ผลลัพธ์ออกมาที่น่าพอใจเหมือนกัน

 

นักคิดนอกกรอบ

ฝั่ง ผศ.ดร.ธีรศักดิ์ เล่าถึงจุดคลิกร่วมกันระหว่างอาจารย์เกียรติอนันต์ ทั้งด้านวิชาการและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมาจากการที่มีโอกาสพูดคุยกันในหลายๆ เรื่องที่นอกจากจะอยู่ในฐานะอาจารย์เหมือนกันแล้ว และเมื่อถึงช่วงนอกเวลางานก็ยังให้ความนับถือกันแบบเป็นพี่เป็นน้องด้วย

“อย่างตัวผมเองจะอยู่ในส่วนของการบริหาร การจัดการธุรกิจ และการตลาด เรียกได้ว่าเป็น ไมโคร อีโคโนมิกส์ ขณะที่อาจารย์เกียรติอนันต์จะเป็นนักวิชาการในฝั่งเศรษฐกิจมหภาคหรือเป็นแม็คโคร อีโคโนมิกส์ ซึ่งพอเอามารวมกันแล้วเลยทำให้ค่อนข้างลงตัวมากๆ” ธีรศักดิ์ เล่า

โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานวิจัยร่วมกัน ก็จะยิ่งคุยกันถูกคอมากขึ้น โดยเราทั้งคู่จะมองไปในสิ่งที่เป็นทิศทางเดียวกันอย่างในเชิงกลยุทธ์จะต้องจับต้องได้จริง ผลลัพธ์จะต้องนำออกมาใช้งานได้ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งจะไม่เน้นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ขณะที่ตัวอาจารย์เกียรติอนันต์จะเป็นนักวิชาการ นักวิจัยรุ่นใหม่ ที่มีความคิดแบบนอกกรอบ ด้วยมีมุมมองที่เชื่อว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ ทุกอย่างมีผลลัพธ์ใหม่ๆ หากใช้วิธีการหรือรูปแบบ ตัวแปรใหม่ๆ เข้ามาคิด วิเคราะห์ ซึ่งเป็นส่วนที่เข้ามาช่วยเสริมกันมากในสิ่งที่เราทั้งคู่ถนัดกันคนละแบบซึ่งอาจารย์เกียรติอนันต์จะมีความเก่งในเรื่องของการมองภาพรวมเชิงนโยบายจากภาครัฐ ที่นำมาขยายผลหรือเชื่อมโยงต่อไปยังสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันได้อย่างมีหลักการ

อย่างเคยมีตัวอย่างในภาคธุรกิจอย่างหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งแล้ว อาจารย์เกียรติอนันต์ก็จะสามารถมองต่อไปอีกยังธุรกิจหนึ่งได้ว่าจะเติบโตขึ้นไปได้ในทิศทางใด โดยมีทฤษฎี เหตุและผลเข้ามารองรับได้อย่างน่าเชื่อถือ

ส่วนการใช้ชีวิตนอกกองตำราและงานวิจัยนั้น นักวิจัยคู่นี้ยังมีโอกาสมาแชร์เรื่องราวส่วนตัวด้านต่างๆ ด้วยกันบ่อยครั้ง เพราะมีความชอบในบางเรื่องเหมือนกันแบบสุดโต่งอย่างกิจกรรมแนวผจญภัย หรือดูหนัง ฟังเพลงที่มีแนวคล้ายๆ กัน ที่สร้างเป็นจุดตัดให้เกิดขึ้น

แม้ทั้งคู่จะมีความต่าง แต่ก็สามารถเดินคู่ขนานกันได้บนเส้นทางนักวิชาการได้อย่างลงตัวเป๊ะ

 

สุขที่ได้ ‘สอน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/415943

สุขที่ได้ ‘สอน’

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

“สุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหม่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ  หรือเครดิตบูโร  มีตารางงานเต็มเหยียดทั้งเดินสายให้ความรู้เกี่ยวกับเครดิตบูโร และการบริหารการเงินตามองค์กรต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายจะต้องเดินสายให้ความรู้ปีละไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง หรือเฉลี่ยเดือนละ 10 ครั้ง ดังนั้นในช่วงวันหยุด สุรพล จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว

เขาทุ่มเทกับการเป็นอาจารย์พิเศษสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทุกที่ที่จะเชิญมา สุรพล คิดว่าการเป็นอาจารย์สอนหนังสือหรือถ่ายทอดประสบการณ์เป็นงานที่เขารัก แม้จะต้องเหนื่อยจากงานประจำแล้วก็ตาม สุรพล แทบจะไม่ปฏิเสธถ้าได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษหรือวิทยากรพิเศษ

“อาชีพครูและหมอ เป็นอาชีพที่ได้รับการเคารพและนับถือจากชาวบ้าน แม้ผมจะไม่ได้เรียนด้านแพทย์หรืออาจารย์มาโดยตรง แต่ผมก็ชอบที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ประสบการณ์การทำงาน และการที่เป็นอาจารย์จะทำให้เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลาด้วย ที่จะเติมเต็มความรู้ตลอดเวลา ดังนั้นวันหนึ่งต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ด้วย และต้องรอบรู้ทุกด้าน” สุรพลเล่า

อีกสิ่งหนึ่งที่ “สุรพล” ชื่นชอบคือการสะสม “เข็มกลัด” จากงานสัมมนาในต่างประเทศ หรือเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ

“เวลาที่ผมเดินทางไปต่างประเทศจะสะสมเข็มกลัดที่ติดเสื้อ ซึ่งเวลาไปร่วมงานสัมมนาต่างๆ ในต่างประเทศจะมีการแจกเข็มกลัดเป็นที่ระลึก และผมก็ถือว่าเป็นเครื่องประดับหนึ่งที่ติดไว้บนเสื้อสูท เวลาไปพบปะเจอกัน ‘เข็มกลัด’ ก็จะบอกเล่าเรื่องราวได้ดีที่สุดว่าเราเคยไปร่วมงานใด หรืออยู่ในสมาคมองค์กรใด อยู่ประเทศใด ซึ่งบางครั้งก็เป็นหัวข้อสนทนากับเพื่อนใหม่ๆในต่างประเทศได้” สุรพลเล่า

 

สุรพล เล่าว่า สะสมเข็มกลัดไว้เยอะมาก ทั้งเข็มกลัดที่ทำในประเทศและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีราคาค่างวดเท่าใด แต่ก็ถือว่า “เข็มกลัด” แต่ละชิ้นเป็นรุ่นลิมิเต็ด ทำเฉพาะในโอกาสต่างๆ และแต่ละงานนั้นๆ ไม่มีขาย และแต่ละแบบก็มีความคลาสสิกเป็นเอกลักษณ์ และสวยงาม อาจจะเป็นโลโก้งานนั้นๆ ซึ่งเพื่อนๆ พี่น้อง และผู้ใหญ่ ที่ทราบว่าผมสะสมเข็มกลัดก็มีการซื้อมาฝากบ้าง หรือเจอที่ไหนก็นึกถึงผมเอามาเป็นของฝาก ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจ

สำหรับวันหยุด เขาโปรดปรานการปรุงอาหารเพื่อรับประทานกันเองในครอบครัว แม้ว่าจะเป็นอาหารง่ายๆแต่ทุกคนก็มีกิจกรรมร่วมกัน และได้พูดคุยกันระหว่างรับประทานอาหาร รวมถึงพาครอบครัวท่องเที่ยวต่างจังหวัด โดยจะนำจักรยานไปปั่นด้วย เป็นการออกกำลังกายที่แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย

“วันอาทิตย์จะเป็นเวลาของครอบครัว ผมมีลูกสาว 2 คนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ซึ่งเราจะไปวุ่นวายกับเขามากก็ไม่ได้ ผมจะสอนให้รู้จักคิดเอง ตัดสินใจเอง แต่เราจะดูเขาอยู่ห่างๆ และให้คำปรึกษาบ้าง”

นี่คือชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขกับการบริหารงานและเวลาให้ลงตัวของชายที่ชื่อ “สุรพล โอภาสเสถียร”

 

สกลพล กาญจนศักดิ์ศจี บทพิสูจน์คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/415933

สกลพล กาญจนศักดิ์ศจี บทพิสูจน์คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ศศิธร จำปาเทศ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

การเป็นคนเอเชียที่ต้องเข้าไปทำงานในหมู่คนอเมริกันและคนยุโรปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการปรับตัวทั้งภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง การจะสร้างการยอมรับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นคนไทยหลายคนเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ศักยภาพตนเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคมในออฟฟิศที่แตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาหรือค่านิยมความเชื่อ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคที่อาจทำให้ท้อถอย และบางคนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ

สกลพล กาญจนศักดิ์ศจี วัย 47 ปี ทำงานที่บริษัท DOF Subsea บริษัทติดตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันสัญชาตินอร์เวย์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่สหรัฐ ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายที่รับผิดชอบการประกอบและติดตั้งอุปกรณ์ทางทะเลและระบบรักษาความปลอดภัย ถือเป็นคนไทยคนแรกที่มาถึงตำแหน่งนี้ เขาทำงานอยู่ในสหรัฐมาเกือบ 17 ปี ต้องต่อสู้กับเพื่อนร่วมงานจากหลายเชื้อชาติ ทั้งอเมริกัน โปแลนด์ และแคนาดา จนกระทั่งวันนี้เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าคุมคนงาน 42 ชีวิตที่เป็นชาวยุโรปและอเมริกาบนเรือติดตั้งแท่นขุดน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก และได้เป็นพนักงานดีเด่น 3 ปีซ้อน

ย้อนดูประวัติการศึกษาของเขาหลังเรียนจบ ม.3 ที่โรงเรียนบางบัวทอง เขาเลือกที่จะเรียนต่อด้านอาชีวะแทนที่จะเรียนสายสามัญแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลว่าที่บ้านยากจนต้องรีบเรียนรีบจบเพื่อจะได้ออกไปทำงานหาเงินช่วยแม่และพี่สาว เขาจึงเลือกเรียนต่อที่ช่างเทคนิคนนทบุรี เรียนอยู่ได้เพียง 1 ปี มีคนแนะนำว่าบริษัท นิสสัน ของประเทศญี่ปุ่น เปิดให้ทุนการศึกษาแก่เด็กเทคนิค และแน่นอนว่าเรียนจบแล้วจะได้งานทำเลย เขาจึงไม่รอช้าที่จะไปสมัครรับทุน

 

“ผมก็ไม่ได้เรียนเก่งมากนะครับ เป็นเด็กเรียนใช้ได้ มีความตั้งใจ แล้วเขาพิจารณาหลายอย่างว่าบ้านฐานะยากจนจริงไหม เรียนใช้ได้ไหม เป็นเด็กดีหรือเปล่า เขาไปสืบประวัติที่บ้านเลยแม่ทำอะไร ไปดูบ้าน ถามคนข้างบ้าน ในที่สุดผมก็ได้รับทุนนั้น ก็เรียนช่างเทคนิคอยู่ได้ปีเดียว ก็ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น” เขาเล่าย้อนอดีตให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

เขาเป็นเด็กเทคนิคนนทบุรีเพียงคนเดียวที่ได้เป็น 1 ใน 28 นักเรียนทุนที่ได้ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเขาเลือกเรียนทางด้านวิศวกรรมอากาศยาน เพราะเห็นว่าเป็นสาขาใหม่และกำลังเติบโตในอนาคต จนจบปริญญาตรีได้เข้าทำงานบริษัท นิสสัน ในแผนกประกอบเครื่องยนต์อยู่ 2 ปี จากนั้นย้ายไปทำงานที่บริษัท โบอิ้ง ประเทศญี่ปุ่นอีก 2 ปี รวมๆ แล้วเขาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น 8 ปี ต่อมาเขาก็ได้ย้ายไปทำงานที่บริษัท โบอิ้ง สาขาสหรัฐอเมริกา รัฐฟลอริดา แผนกประกอบเครื่องบิน เพราะตอนนั้นบริษัท โบอิ้ง ไปได้สัมปทานการผลิตเครื่องบินรบให้กับกองทัพอากาศของสหรัฐ  เขาจึงได้ทำงานตามสายวิชาที่จบมา โดยเขาได้ถูกส่งไปเรียนเพิ่มเติมทางด้านไฟเตอร์ประกอบเครื่องบินรบราวๆ 2 เดือน

แม้จะอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทำงานบริษัทที่มั่นคงแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ได้กรีนการ์ด ทำให้ประมาทไม่ได้ว่าจะหมดอายุสัญญาการทำงานเมื่อใด เขาจึงทำงานอย่างหนัก กลางวันทำงานที่บริษัท โบอิ้ง กลางคืนไปทำงานพิเศษล้างจานที่ร้านอาหารจีน เพื่อรีบเก็บเงินไว้ให้มากพอ เผื่อว่าบริษัทไม่ต่อสัญญาจะได้มีทุนรอนติดตัวกลับมาหางานทำต่อที่ประเทศไทย โดยเขาตั้งใจว่าเขาจะต้องเก็บเงินให้ได้ปีละ 1 ล้านบาท มีสัญญาทำงานกับโบอิ้ง 5 ปี ต้องเก็บได้ 5 ล้านบาท อย่างน้อยเพื่อที่กลับมาประเทศไทยจะได้ปลูกบ้านอยู่กับแม่และซื้อรถสักคัน แล้วค่อยคิดหางานทำต่อไป ซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 26 ปี คงไม่แก่เกินไปที่จะกลับมาหางานที่เมืองไทย

 

แต่โชคดีว่าตอนนั้นบริษัท โบอิ้ง กำลังขาดบุคลากร ก็เลยต่อสัญญาทำงานให้เขาอีก 5 ปี จนได้รับกรีนการ์ดแต่หลังจากนั้นไม่นานบริษัท โบอิ้ง ประสบปัญหาขาดทุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเปลี่ยนกำหนดสัญญาทำงานแบบปีต่อปี ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าทำปีนี้แล้วปีหน้าจะจ้างงานอยู่หรือไม่ แต่โชคดีที่เขาได้กรีนการ์ดแล้วจึงสามารถอยู่ทำงานที่นี่ต่อไปได้

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจลาออกแล้วหางานใหม่ โดยอยากทำงานทางด้านพลังงานและน้ำมัน โดยเขาต้องขับรถหางานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยขับข้ามรัฐจากหลุยเซียนามุ่งหน้าไปรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นเส้นทางบริษัทน้ำมันตลอดทั้งสาย ตระเวนหาบริษัทน้ำมันเพื่อทำงานในฝัน บริษัทแรกที่ติดต่อกลับคือ บริษัท อินเตอร์มอร์บริษัทเคลื่อนย้ายแท่นเจาะน้ำมัน ตำแหน่งติดตั้งเคลื่อนย้าย ขุดเจาะน้ำมันได้ 1 ปี จึงย้ายมาทำงานที่ต้องออกทะเลกับบริษัท ดอฟ สาขารัฐเทกซัสบริษัทติดตั้ง วางแผน และสำรวจแท่นขุดเจาะน้ำมันให้กับ บีพี ออยล์ เชฟรอน โนโบ และเชลล์ จนถึงปัจจุบันกว่า 16 ปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย Subsea Deck Foreman

ขอบข่ายงานของเขาคือ เมื่อฝ่ายสำรวจส่งพิกัดมาให้ จากนั้นฝ่ายแผนกเขาก็ปักหมุดเอาไว้ และติดตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมัน แล้วก็ส่งต่อให้ฝ่ายขุดเจาะ ที่ต้องแยกเป็นแต่ละฝ่าย เพราะเรือหนึ่งลำไม่สามารถทำทุกฝ่ายได้ แต่ละครั้งที่ไปทำงานบนเรือประมาณ 3-6 เดือน ต่อการทำงานหนึ่งครั้ง เขาอยู่แผนกตรวจสอบด้วย หลังจากติดตั้งก็ต้องสำรวจว่าไม่รั่ว ให้ตรงตามมาตรฐาน โดยใช้หุ่นยนต์บังคับเครื่องมือและเอกซเรย์ใต้ทะเลลึกลงไป 1,000-9,000 ฟุต ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถลงไปได้

 

จากการทำงานแม้จะรัดกุมเพียงใด แต่ก็มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนเรือขุดเจาะ เป็นประสบการณ์ให้กับสกลพลได้เป็นอย่างดี ทุกวันเขาต้องวางแผนการปฏิบัติงานกับการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

“หลังจากรับงานจากกะกลางคืน ผมจะเตรียมแผนการทำงานทุกเช้าไว้ อันตรายที่อาจจะเกิดมีอะไรบ้าง แล้วมีแผนแก้ปัญหาอย่างไร เช่น เขียนบันทึกว่าเราต้องหมุนเปิดปิดวาวล์น้ำมัน เวลาเปิดคนควบคุมสามารถดูได้ว่าจะต้องหมุนกี่รอบ เพราะไม่รู้ว่ามันจะแน่นหรือจะหลวม หลวมก็หลุด แน่นก็ขาดได้ ถ้าคลื่นเกิน 4 นอต ทุกอย่างไม่สามารถควบคุมการทำงานได้ เราต้องหยุดการทำงานทุกอย่าง ยิ่งทำงานในเรือมันโคลงเคลงอยู่แล้ว อันตรายเกิดขึ้นได้เสมอ”

จากคนงานเมืองไทยมือใหม่กว่าจะถึงวันนี้ที่ถูกยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติ สกลพลต้องใช้เวลาพิสูจน์ฝีมือเป็นเวลาถึง 10 ปี โดยทำงานกะกลางวันเที่ยงวันถึงเที่ยงคืนวันละ 12 ชั่วโมง การทำงานของเขาเป็นงานที่ท้าทาย แต่ละวันจะเจอสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน เช่น วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุสปริงขาดฟาดขาคนงานจนหัก แผนที่วางไว้ก็คือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งทุกคนจะผ่านการอบรมให้ช่วยเหลือกันเอง หลังจากนั้นก็แจ้งให้เฮลิคอปเตอร์มารับตัวคนงานไปโรงพยาบาลบนฝั่งเพื่อรักษาต่อไป สำหรับบางวันก็สำรวจทะเล หุ่นยนต์ที่ทำงานแทนคนใต้ทะเลก็ต้องเปลี่ยนเครื่องมือตามสถานการณ์

 

“ตอนแรกเป็นลูกน้องมันก็ไม่เท่าไหร่ เพราะทำตามคำสั่งไม่ต้องรับผิดชอบมาก แต่พอตำแหน่งสูงขึ้นก็ถูกคนงานลองของ ไม่ทำตามคำสั่งบ้าง เราก็ให้เขาลองทำ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามวิธีของเรา ยิ่งเห็นเราเป็นคนต่างชาติก็โดนเหยียด แต่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะเราเป็นหัวหน้า จริงๆ ฝรั่งไม่ได้เป็นคนใจแคบ ไม่สนใจว่าเรามาจากไหน ถ้าเราสามารถทำงานได้ สอนงานเป็น เขาจะยอมรับไปเอง อีกอย่างหนึ่งเราต้องรับผิดชอบ ตอบคำถามให้ลูกน้องต้องแม่น มันช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ สุดท้ายเขาก็ยอมรับเรา”

สกลพล แนะนำคนไทยที่ทำงานในต่างแดนว่า จะทำงานที่ไหนก็เหมือนกัน ต้องรับผิดชอบปฏิบัติงานตามคำสั่งอะไรมันก็จะง่าย เพราะถ้าผิดพลาดก็ไม่มีใครสามารถว่าเราได้ แต่ถ้าทำตามคำสั่งแล้วมันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ผิดที่เราจะเสนอความคิดวิธีใหม่ๆ แต่ต้องบันทึกการเปลี่ยนแปลงไว้ทุกครั้ง ระบบจะช่วยรองรับความผิดพลาดได้

“ผมวางแผนว่าจะทำงานอีก 5 ปีที่อเมริกา แล้วขอออกจากการทำงานประจำมาเป็นที่ปรึกษา โดยจะนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ อาจจะทำงานที่อเมริกาสักปีละ 4-5 เดือน ที่เหลือ คงจะกลับประเทศไทย เริ่มคิดถึงบ้านแล้ว ไปอยู่เมืองนอกเกินครึ่งชีวิต ไปเรียนตั้งแต่อายุ 16-17 ห่างครอบครัวไปนานแล้ว เริ่มจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

รวมระยะเวลากว่า 27 ปี ที่สกลพลได้พิสูจน์ศักยภาพของตนเองจนเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงานในบริษัทต่างแดนเขาอาจเป็นคนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยอีกหลายคนในยุคที่พลเมืองโลกสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพิสูจน์ความสามารถให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมกับใช้ความมีน้ำใจเอื้ออาทรยิ้มแย้มแบบคนไทยใส่ลงไปในเนื้องานให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ

 

 

 

6 วิธีสร้างความสุขชะลอความแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/415617

6 วิธีสร้างความสุขชะลอความแก่

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างล้วนแล้วแต่แสวงหาความสุข ความอิ่มเอิบใจให้กับชีวิตตัวเองด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากจะมีความทุกข์หรือความเศร้าโศกเสียใจ ยิ่งเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณด้วยแล้ว การใช้ชีวิตให้มีความสุขก็ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความสุขของคนเรานั้นเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะที่สามารถชะลอความชราของคนเราได้

แต่นิยามความสุขในชีวิตของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไป ยากที่จะมีอะไรมาเป็นมาตราวัดได้ บางคนพอใจกับการมีเงินทองมากมาย บางคนพอใจกับการมีสุขภาพที่แข็งแรง บางคนชื่นชมยินดีกับชีวิตที่มีลูกหลานห้อมล้อมเต็มบ้าน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าเราจะวางความสุขของตัวเองไว้ที่จุดไหน

สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีเสริมสร้างความสุขให้กับชีวิตแบบง่ายๆ แถมยังช่วยชะลอความแก่ให้กับคุณได้ด้วย ลองทำตามเคล็ด (ไม่) ลับข้างล่างนี้เลย

– กินอาหารที่ดีมีประโยชน์

การเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ถือเป็นการสร้างความสุขในชีวิตแบบหนึ่ง เพราะเมื่อกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ก็จะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย และมีจิตใจที่เบิกบานมีความสุข ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยให้เราแก่ช้าตามไปด้วย

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายนอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระชับ สมส่วน ไม่หย่อนยานแล้ว ยังช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ได้รับสารอาหารและออกซิเจนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การออกกำลังกายยังทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า และดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

– พักผ่อนให้เพียงพอ

ช่วงที่เรานอนหลับ นอกจากจะทำให้รู้สึกมีความสุขแล้ว ยังเป็นช่วงที่ร่างกายได้พักผ่อนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างเต็มที่ แถมยังเป็นช่วงที่เราได้หยุดขบคิดถึงเรื่องราวปัญหาต่างๆ อีกด้วย จึงสังเกตได้ว่าผู้ที่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะมีหน้าตาที่สดใส มีจิตใจที่เบิกบาน เมื่อรู้ยังงี้แล้วก็ควรให้เวลากับการนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นแล้วล่ะ

– มองโลกในแง่ดี

เชื่อมั้ยว่าการมองโลกในแง่ที่สวยงามเป็นการฝึกตนแบบง่ายๆ อย่างหนึ่ง ที่สำคัญยังทำให้เรามีความสุขอีกด้วย หลักง่ายๆ ก็คือ ให้มองโลก (รวมถึงมองผู้อื่น) ในแง่ดี มองด้วยสายตาที่ปราศจากอคติ ความโกรธเกลียด หรือความหวาดระแวง คิดซะว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าทำได้แบบนี้ชีวิตเราก็มีความสุขขึ้นมาได้แล้วละ ลองฝึกตนเองให้มองโลกแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป จะได้ไม่เครียดไม่แก่ยังไงล่ะ

– คลายเครียดซะบ้าง

รู้ไว้เลยว่าความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ บวกกับมลภาวะที่เป็นพิษ จะช่วยซ้ำเติมให้ร่างกายเราเสื่อมโทรมเร็วขึ้น ถ้าไม่อยากแก่จงอย่าเครียดให้มากนัก หาเวลาพักผ่อนโดยทำงานอดิเรกที่เราชื่นชอบ ก็จะช่วยผ่อนคลายความเบื่อหน่ายหรือวางปัญหาต่างๆ ลงได้ชั่วขณะ หาเวลาไปดูหนัง ฟังเพลง หรือให้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ ให้มากขึ้น หลีกหนีจากมลพิษในเมืองกรุงไปท่องเที่ยวชมธรรมชาติ หรืออ่านหนังสือที่ชอบบ้างก็จะช่วยคลายเครียดได้

– รู้จักการให้

การให้ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทองหรือของมีค่าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสิ่งที่ประเมิณค่าไม่ได้ เช่น น้ำใจ ด้วยเช่นกัน เพราะการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นเป็นวิธีการเสริมสร้างความสุขทางใจอย่างหนึ่ง ให้คิดเสมอว่าการให้มักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ทั้งผู้ให้และผู้รับ ถ้าคิดได้แบบนี้เราก็มีความสุขแล้ว

เชื่อสิว่าเคล็ดลับสร้างความสุขที่กล่าวมานี้ คือยาอายุวัฒนะชั้นดีที่จะช่วยชะลอความชราได้ชะงัดนักล่ะ