โรคพฤติกรรมแห่งยุคสมัย…ใครเป็นบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 15:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414851

โรคพฤติกรรมแห่งยุคสมัย…ใครเป็นบ้าง

โดย…ภาดนุ-อณุสรา ภาพ สุนันท์

โรคพฤติกรรมแห่งยุคสมัย มิใช่โรคติดต่อร้ายแรงแต่อย่างใด เป็นแค่เพียงคำพูดที่ยกมาเปรียบเปรยถึงพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมของคนบางคนในสังคมยุคนี้ ที่อาจก่อความรำคาญ ความไม่สบายใจให้กับผู้ที่พบเห็น ซึ่งเชื่อว่าหลายคนต้องเคยพบเจอมาบ้างละ

กลุ่มแรก “โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง” พวกนี้พบเห็นได้ทั่วไปตามรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และขนส่งสาธารณะ ซึ่งมีทั้งพวกที่ชอบยืนพิงเสาจนผู้โดยสารคนอื่นไม่สามารถเอามือไปยึดจับได้ พวกที่ชอบยืนขวางประตูทางเข้า-ออกแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว พวกที่ชอบเดินไปแชตมือถือไปทั้งตอนเข้า-ออกประตูรถไฟฟ้า หรือแชตระหว่างเดินขึ้น-ลงบันได โดยไม่สนใจว่าจะเดินช้าเกะกะกีดขวางทางเดินของใครนี่ก็ใช่

ประเภทคุยโทรศัพท์เสียงดังในรถสาธารณะต่างๆ โดยไม่แคร์ว่าใครจะหนวกหูก็เยอะ รวมทั้งพวกแซงคิว (รอไม่เป็น) ที่มักจะพบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวันหรือในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าแถวเพื่อรอเดินเข้าประตูรถไฟฟ้ากันอยู่ดีๆ แต่คนพวกนี้มาจากไหนไม่รู้ อยู่ๆ ก็มาเบียดคนอื่นจนเกิดการกระทบกระทั่งกันก็มี

 

ต่อด้วย “โรคชอบอวดชอบอัพรูปลงโซเชียลมีเดีย” พวกนี้ส่วนใหญ่มักชอบถ่ายรูปตัวเองกับกระเป๋าแบรนด์เนม รถหรู ร้านอาหารหรือโรงแรม 5 ดาว แล้วอัพลงสังคมโซเชียลอวดคนอื่นเพื่อเรียกเรตติ้งให้คนมากดไลค์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ที่จริงพฤติกรรมเหล่านี้ก็มาแบบสวยๆ ขำๆ ไม่ได้ทำร้ายใคร เพียงแต่อาจสร้างความรำคาญและความหมั่นไส้ให้คนอื่นเท่านั้น

แต่หากเป็นกรณีที่เป็นข่าวดังที่มีดีเจหนุ่มชอบโพสต์ภาพสร้างสถานการณ์ว่ารถยนต์ของตัวเองเกิดอุบัติเหตุถูกรถคันอื่นชนลงโซเชียลบ่อยๆ เพื่อเรียกร้องความสงสารเห็นใจ ทั้งที่ตัวเองจงใจถอยรถไปชนเขาก่อน พฤติกรรมเยี่ยงนี้เมื่อความจริงปรากฏ นอกจากจะถูกสังคมประณามแล้ว ยังโดนข้อหาทำผิดกฎหมายอีกหลายกระทงเชียวละ

อีกพวกคือ “โรคไร้สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ” เห็นได้ชัดจากกระแสความนิยมตุ๊กตาลูกเทพที่ผ่านมา ซึ่งคนบางกลุ่มพากันอุ้มตุ๊กตาไปให้พระหรือเกจิอาจารย์ลงอักขระกันเป็นแถว แถมยังมีธุรกิจที่คว้าโอกาสทอง เปิดทั้งบุฟเฟ่ต์เพื่อลูกเทพ จองที่นั่งบนสายการบินให้ลูกเทพ เนิร์สเซอรี่รับดูแลลูกเทพ ไปจนถึงข่าวที่คนขับแท็กซี่ออกมาเผยคลิประบายความอัดอั้นใจ ว่ามีผู้โดยสารหญิงขึ้นรถมาพร้อมกับตุ๊กตาลูกเทพ แล้วบอกเขาว่าช่วยขับรถช้าๆ หน่อยเพราะลูกเทพเวียนหัวก็มีมาแล้ว…โอ๊ย ยังมีอีกหลากหลายพฤติกรรมที่คนยุคนี้เขาเป็นกัน โอ้! พระเจ้า นี่พวกเขามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง?

 

เรื่องนี้ อภิชญา ไชยวุฒิกรณ์วานิช อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า พฤติกรรมบางอย่าง เช่น การยืนพิงเสาบนรถไฟฟ้า ผู้ที่ทำอาจลืมคิดไปว่าเป็นมารยาทที่ไม่ดี โดยส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่หากพฤติกรรมนี้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้อื่น รถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินก็ควรมีการรณรงค์ติดป้ายเตือนหรือยิงสปอตโฆษณาให้คนได้รู้ว่านี่คือมารยาทที่ไม่ดี เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะทำตาม

“คนที่เดินไปแชตมือถือไป นึกจะหยุดก็หยุด นี่ก็อาจสร้างความหงุดหงิดให้ผู้อื่นบ้าง ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีการรณรงค์ให้บ่อยขึ้น คนที่ได้รับรู้ก็น่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือระมัดระวังมากขึ้น ถ้าสร้างบรรทัดฐานของสังคมขึ้นมา คนที่ชอบเดินแชตมือถือก็จะเรียนรู้มารยาทว่าต้องหลบหรือหลีกทางไม่ให้กีดขวางผู้อื่น แม้แรกๆ ผู้ถูกเตือนอาจจะโมโหบ้าง แต่ถ้าถูกตำหนิบ่อยๆ พวกเขาก็จะค่อยๆ ลดละเลิกพฤติกรรมนี้ไปเอง”

อภิชญาบอกว่า ถ้ามีสปอตโฆษณาเรื่องมารยาทต่างๆ ในสังคมอย่างจริงจัง เช่น การขึ้น-ลงบันไดเลื่อน ไม่คุยเสียงดังในรถสาธารณะ ไม่แซงคิว ไม่คุยเสียงดังตอนดูคอนเสิร์ต ไม่คุยมือถือในโรงหนัง ฯลฯ ก็น่าจะดี ที่หลายคนยังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ผิดกฎหมาย บางคนจึงไม่แคร์สายตาใคร ซึ่งถ้ามีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง และสร้างกฎระเบียบหรือบรรทัดฐานทางสังคมให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเหมือนกับต่างประเทศ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะตระหนักถึงเรื่องมารยาททางสังคมมากขึ้นแน่นอน

 

“สำหรับพวกชอบถ่ายรูปเซลฟี่อวดสิ่งต่างๆ ลงโลกโซเชียล ถ้าให้วิเคราะห์ตามหลักจิตวิทยาก็คือ พวกเขาเหล่านี้ต้องการการยอมรับจากผู้อื่น เพราะของแบรนด์เนม รถหรู และร้านอาหารหรือโรงแรม 5 ดาว เป็นเครื่องแสดงถึงสถานภาพทางสังคมอย่างหนึ่ง เมื่อถ่ายภาพลงโซเชียลไป พวกเขาคิดว่าตัวเองจะได้การยอมรับ ว่ามีความสามารถหาเงินได้เยอะจึงมีของเหล่านี้ได้ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองไทยยังเป็นสังคมแบบวัตถุนิยม เพราะกระแสโลกมันเป็นแบบนี้ พออัพรูปลงไปแล้วมีคนกดไลค์เยอะๆ พวกเขาก็จะรู้สึกว่าเท่และได้รับการยอมรับจากสังคม”

ด้านพวกไร้สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ อภิชญาบอกว่า เธอเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับการนับถือศาสนาในเมืองไทย (ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ) พบว่า ในสังคมไทยคนส่วนใหญ่มักขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เนื่องจากเมืองไทยจะมีอาชีพบางอาชีพ ที่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งควบคุมไม่ได้ ขึ้นอยู่กับโชคชะตาหรือคนให้โอกาส พวกเขาจึงคิดว่าการมีสิ่งของบางอย่างเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวนั้นน่าจะช่วยได้

“อย่างกรณีกระแสนิยมตุ๊กตาลูกเทพ ซึ่งมีคนออกมาพูดว่าช่วยให้เขามีงานเข้ามาเยอะขึ้น ก็อาจจะเป็นความบังเอิญที่เขาเชื่อมโยงเรื่องราวให้มันเกี่ยวเนื่องกัน พองานไม่เข้าเขาก็จะเฉยๆ แต่พองานเข้ามาปุ๊บเขาก็เชื่อว่ามันใช่เลย เป็นเพราะลูกเทพนี่แหละ

 

ต้องบอกก่อนว่าดิฉันไม่ได้จะเปรียบเทียบเรื่องการนับถือศาสนานะ แต่ลองสังเกตดูคนที่นับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม เขาจะสอนให้คนนับถือพระเจ้าองค์เดียวซึ่งถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และคนเหล่านี้จะไม่นับถือหรือบูชาวัตถุอย่างอื่นเลย พวกเขาจึงไม่มีกระแสการบูชารูปเคารพ กระแสจตุคามรามเทพ และอื่นๆ ให้เห็นอย่างบ้านเรา ประกอบกับศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีการยืดหยุ่นสูง เพราะไม่มีกฎห้ามการบูชารูปเคารพอื่นๆ (ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะไม่ได้สอนให้บูชาวัตถุมงคลก็ตาม) ฉะนั้นเมื่อมีคนปลุกกระแสอะไรขึ้นมา คนที่ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจหรือจิตใจไม่มั่นคงก็จะคล้อยตามได้ง่าย”

ด้าน นพ.พร ทิสยากร จิตแพทย์ทั่วไป ประจำศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า ด้วยกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป คนยุคนี้จึงมีไลฟ์สไตล์ที่รีบเร่งและแข่งขันกันสูง เป็นผลให้ขาดความใส่ใจต่อหลายสิ่งหลายอย่างจนกลายเป็นภาวะสังคมบกพร่อง ไม่มีความพอดี มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ชอบโอ้อวดทั้งแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจบ้าง รวมทั้งการแซงคิวโดยไม่รู้สึกอะไร ที่แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่นานวันเข้าก็จะติดเป็นนิสัยที่ไม่ดี

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การกระทำบางอย่างจึงเริ่มไม่เป็นที่ยอมรับ เช่น มีการรอคิวรถไฟฟ้ากันอยู่ แต่มีคนหนึ่งแซงคิวคนที่ยืนรอแบบไม่สนใจ ทั้งๆ ที่คนอื่นก็รีบเหมือนกัน การกระทำนี้จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิคนอื่น ซึ่งมันเป็นกฎของสังคมว่าถ้าคนอื่นเขารอคิว คุณก็ควรจะต่อคิวเช่นกัน สิ่งที่จะแก้ไขได้ก็คือคุณต้องยอมรับกฎระเบียบของสังคม ต้องเตือนตัวเองให้รู้จักรอให้เป็น โรงเรียนต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ให้มากขึ้น คนที่รอคิวอยู่ก่อนก็ต้องปกป้องสิทธิของตนด้วยการบอกกล่าวดีๆ ว่าการแซงคิวแบบนี้ไม่ดีนะ เจ้าหน้าที่ก็ต้องออกมาดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ทำให้เขารู้ว่าการแซงคิวมันไม่ดีจริงๆ”

 

นพ.พร กล่าวอีกว่า กรณีของสังคมโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก ที่มีคนโพสต์อวดกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่ รถคันใหม่ หากพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง เฟซบุ๊กเป็นสังคมออนไลน์ที่เปิดกว้างสำหรับคนที่ชอบสังคม ใครจะโชว์อะไรก็ได้ถ้าเป็นพื้นที่ของเขา จะโชว์บ่อยแค่ไหน เราก็แค่เฉยๆ ไม่กดไลค์ ไม่คอมเมนต์อะไร ถ้าเขาลงบ่อยเกินไปก็เลิกติดตามไปเลยก็ได้ หากยอดไลค์น้อยลง เขาก็จะรับรู้ได้เอง ทุกอย่างมีกติกาทางสังคมคอยจัดการตั้งแต่ระดับเบาคือนิ่งเฉย ไปจนถึงระดับรุนแรงคือวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่า

“ที่จริงมันก็เป็นพื้นที่ของเขานะ จะโชว์ความร่ำรวยก็โชว์ไป ถ้าคุณเบื่อก็เลิกตามได้ นั่นคือการปฏิเสธระดับกลางๆ แต่ถ้าเขาโชว์อะไรที่มันก่อให้เกิดความเสียหาย คุณก็สามารถอันเฟรนด์ได้เช่นกัน มันก็มีกฎกติกาง่ายๆ อยู่แล้ว ถ้าทำดีก็กดไลค์ ถ้าไม่ชอบก็ลดการยอมรับลงด้วยการนิ่งเฉย ถ้ารบกวนจิตใจมากนักก็อันฟอลโลว์ไปเลย ในทางตรงกันข้ามถ้าเขาไปทำบุญให้เด็กๆ ไปบริจาคสิ่งของให้ผู้ยากไร้ เราก็ให้รางวัลด้วยการกดไลค์หรือคอมเมนต์ให้กำลังใจ ซึ่งมันก็มีวิธีจัดการง่ายๆ ด้วยตัวเราเองอยู่แล้ว”

นพ.พร ทิ้งท้ายว่า ในสังคมยุคนี้มีคนหลากหลายประเภท บางคนชอบเก็บตัว บางคนชอบแสดงออก บางคนเปิดกว้างเฉพาะในกลุ่มเพื่อนฝูงเท่านั้น ใครจะเข้ามาเป็นเฟรนด์จะต้องเป็นคนรู้จักที่เขาต้องการคบหา ระดับการตอบสนองก็ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับใจที่เปิดกว้างของแต่ละคน ซึ่งความหลากหลายนี้จะช่วยสร้างกฎกติกาให้เราอยู่ร่วมกันได้ ที่สำคัญควรมีใจที่เปิดกว้างและปรับตัวปรับใจยอมรับให้ได้ เพราะรูปแบบชีวิตและระบบสังคมมันเปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้มากยิ่งขึ้น แต่กลไกการควบคุมมันก็ยังมีอยู่ ซึ่งเราคงต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

 

คือดนตรีและการเดินทาง ความสุขที่สุดขอบโลกของ ดร.สมชาย ตันตาศนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414667

คือดนตรีและการเดินทาง ความสุขที่สุดขอบโลกของ ดร.สมชาย ตันตาศนี

โดย…ดร.สมชาย ตันตาศนี อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจและการตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และอาจารย์พิเศษในหลายสถาบัน เรียบเรียง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์   ภาพ ดร.สมชาย ตันตาศนี

ผมเดินทางไปทั่วโลกเพื่อฟังดนตรี

ผมค้นพบว่าไม่มีที่ไหนที่ดีไปกว่าแคว้นแอนดาลูเซีย (Andalusia) ทางใต้ของประเทศสเปน ในการฟังดนตรีฟลาเมงโก (Flamenco) อันร้อนเร่าจากยิปซีผู้ขมขื่น หรือการฟังดนตรีแสนเศร้าที่เรียกว่าฟาดู (Fado) ในย่านเก่าแก่อัลฟามา (Alfama) กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

การได้ฟังและชมดนตรีและการเต้นแทงโก้ (Tango) ถึงกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา ทั้งในแทงโก้คลับอายุเกิน 100 ปี และในร้านกาแฟเล็กๆ กลางเมืองหลวงแห่งนี้ เป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในดินแดนที่ไกลสุดขอบโลก

 

หลายครั้งที่ผมต้องใช้ความพยายามในการเดินทางเพื่อค้นหาเสียงเพลงในดินแดนห่างไกล เช่น การขึ้นเขาซาโครมอนเต้ (Sacromonte) เมืองกรานาดา (Granada) เพื่อหาถ้ำ (Cave) ของชาวยิปซี และฟังดนตรีฟลาเมงโกที่นั่น เป็นประสบการณ์การฟังดนตรีที่จดจำได้ไม่ลืมเลือน มีบทกวีที่กล่าวถึงหยดน้ำตาของยิปซีเพียงหยดเดียว ก็แผดเผามหาสมุทรได้ในพริบตา ดนตรีฟลาเมงโกเป็นสิ่งสวยงาม ที่แม้แต่กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ของประเทศสเปน และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา ก็ได้ไปเยือนย่านนี้มาแล้ว ในสถานที่ที่มีชื่อว่า Zambra ‘La Rocio สะท้อนว่าผู้นำของโลกก็มีแรงปรารถนาที่จะไปฟังเพลงที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้ถึงแหล่งเช่นเดียวกัน

การนั่งฟังบทเพลงฟาดู (Fado) ที่หลายคนเรียกว่าเป็นบทเพลง Blues แสนเศร้าของชาวยุโรป ในย่านเก่าแก่อัลฟามา (Alfama) ที่แสนจะมืดมิด เร้นลับของชาวมัวร์ ทำให้ผมเห็นถึงความรักของชาวปอร์ตุกีส ที่ร่วมกันร้องเพลง Fado ทุกเพลงตั้งแต่หัวค่ำถึงเช้ามืด น้ำตาอาบแก้ม สลับเสียงหัวเราะเริงร่า กลายเป็นดินแดนสว่างไสวด้วยมิตรภาพ แม้สื่อสารกันด้วยภาษาที่แตกต่าง

 

Amalia Rodrigues ตำนานบทเพลงฟาดู ในวัยเยาว์ เธอเคยยืนขายดอกไม้ในตลาด และขับขานบทเพลง Fado จนผู้คนหลั่งน้ำตาให้กับเส้นเสียงอันแสนไพเราะของเธอ และบทเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ

บทเพลงสะล้อซอซึงในดินแดนล้านนา หรือฟังดนตรีที่บรรเลงจาก Saung Guck หรือ Myanmar Harp ที่ย่างกุ้ง ก็ทำให้ซึมซับวัฒนธรรมที่สวยงาม โดยไม่ต้องเดินทางข้ามโลก

 

ทั้งนี้ ในบางครั้ง ดนตรีไพเราะหาฟังยาก ก็แวะมาทักทายโดยไม่รู้ตัว เช่น การได้ฟังดนตรีพื้นเมืองโบลิเวียนชั้นเลิศในโรงแรมที่พักในกรุงลาปาซ (Lapaz) ประเทศโบลิเวีย ซึ่งมีการจัดพิธีแต่งงาน โดยคู่บ่าวสาวได้คัดเลือกวงดนตรีพื้นเมืองที่ดีที่สุดในประเทศมาเล่นในงานคืนนั้นพอดี หรือการได้ฟังดนตรีเปรูเวียนแท้ๆ แสนไพเราะบนยอดเขาสูงลี้ลับ ที่ตั้งของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาชูปิกชู (Machu Picchu) ประเทศเปรู โดยไม่ได้วางแผนในการฟังเพลงไว้เลย

แต่ละประเทศมีดนตรีเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนตัวตนของคนประเทศนั้นๆ อย่างชัดเจน การได้ฟังดนตรีอย่างเปิดกว้างไม่จำกัดประเภท ผนวกกับการเดินทางที่ไร้พรมแดน ทำให้สองสิ่งนี้กลายเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นอย่างดี และกลายเป็นแรงปรารถนา แรงบันดาลใจ และส่วนหนึ่งของชีวิต การตามค้นหาแหล่งกำเนิด ศูนย์กลางของดนตรีที่ชื่นชอบ และไปให้ถึง กลายเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในชีวิต

 

ดนตรีซัลซา (Salsa) ที่สนุกสนานรื่นเริง ต้องไปให้ถึงประเทศคิวบา หรือโคลอมเบีย ที่เป็นศูนย์กลางของดนตรีประเภทนี้ หรือดนตรีประเภทแซมบ้า (Samba) ก็ต้องไปที่ประเทศบราซิล หลายคนชอบดนตรี Jazz แม้ว่าในขณะนี้ ประเทศไทยจะมีนักดนตรี Jazz เก่งๆ มากมาย และมี Jazz Festival ที่มีคุณภาพ แต่การไปฟังดนตรี Jazz ที่ New York หรือ New Orleans ซึ่งเป็นศูนย์กลางและเป็นจุดแรกๆ ที่ดนตรี Jazz พัฒนาขึ้นบนโลกใบนี้ ก็เป็นสิ่งที่คนรักดนตรีประเภทนี้อยากมีประสบการณ์ตรง

ดนตรีประเภทเดียวกัน เช่น Blues ก็แตกแขนงเป็นหลายประเภทตามพื้นที่ เช่น Mississippi Blues, Chicago Blues, Texas Blues และอื่นๆ อีกมากมาย การตามไปฟังเพลง Blues ถึงรากเหง้าในแต่ละที่ เป็นเรื่องที่บรรยายความรู้สึกประทับใจได้ยาก นักดนตรีชื่อดัง Eric Clapton ยังเคยไปเล่นดนตรีในห้องที่ Robert Johnson ตำนานนักดนตรี Blues ใช้เป็นห้องอัดเสียงในอดีต เพื่อค้นหาจิตวิญญาณที่แท้จริงของตำนาน Blues คนนี้ ภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่องนี้ (Me and Mr.Johnson) และประเภทนี้ สร้างแรงบันดาลใจอย่างดีในการเดินทางออกตามหาบทเพลงถึงแหล่งกำเนิด

 

การเดินทางของแต่ละคนอาจมีจุดหมายต่างกัน บางคนเดินทางเพื่อช็อปปิ้ง เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ค้นหาอาหารอร่อยหรือเพื่อเช็กอิน หากมีความสุขที่ได้ทำไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ได้เห็นวิถีชีวิต และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและคุ้มค่าแล้ว

ฟังเพลงที่ชอบ แล้วออกเดินทางกันนะครับ

 

เมื่อมรสุมถาโถม จนไม่อาจตั้งรับทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414664

เมื่อมรสุมถาโถม จนไม่อาจตั้งรับทัน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อุ้ม วิรัตน์เกษม สาวเหนือร่างเล็ก อายุ 49 ปี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิแฮปปี้เนสยูแคนกิฟ เธอเล่าถึงสาเหตุของการตั้งมูลนิธินี้ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้เยียวยาและเติมเต็มชีวิตของตัวเอง นอกจากนั้นก็เพราะนึกถึงหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อลูกมีปัญหาคนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องช่วยกันประคับประคองให้ผ่านสถานการณ์เลวร้ายนั้นไปให้ได้ ซึ่งเธอได้ผ่านเรื่องราวเลวร้ายแสนสาหัสที่ต้องเผชิญหน้ามาเพียงโดยลำพังเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แบบที่เรียกว่าแทบจะเอาตัวไม่รอด เพราะมรสุมนั้นถาโถมมารุมเร้าเธอแบบรอบด้านพร้อมๆ กันเลยทีเดียว

อุ้มเป็นคนพะเยาโดยกำเนิด จบชั้นประถมก็ย้ายมาเรียนต่อระดับพาณิชย์จนจบก็ทำงานและมีครอบครัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ชีวิตคู่ของเธอดำเนินไปด้วยดี เธอเลือกอาชีพเป็นตัวแทนขายประกัน และถือว่าประสบความสำเร็จในสายงานนั้นเป็นอย่างดี มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ สร้างเนื้อสร้างตัวมีเงินเก็บก้อนโต จนเธอเริ่มมีลูกน้อยในวัย 12 ปี

ตอนนั้นเองเธอเริ่มรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่น่าอยู่อีกต่อไป ทั้งเบียดเสียดและแก่งแย่งแข่งขัน อากาศก็ไม่บริสุทธิ์ สังคมก็ดูรุนแรงเกินไปสำหรับเด็กๆ เมื่อเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ เธอก็ชักชวนสามีขึ้นเหนือเพื่อไปตั้งรกรากอยู่ที่ จ.เชียงราย โดยเธอจะเปิดร้านกาแฟขายเบเกอรี่ ใช้ชีวิตแบบช้าๆ สบายๆ โดยอาจจะยังขายประกันควบคู่ไปบ้างประปราย

 

เมื่อไปอยู่เชียงรายได้ปีกว่า ทุกอย่างยังอยู่ในความเรียบร้อย เธอดำเนินชีวิตไปตามปกติ จนขึ้นปีที่ 2 ตัวเธอเองยังดำเนินชีวิตไปได้อย่างราบรื่นไม่มีปัญหาอะไรในการปรับตัว แต่ฝั่งสามีของเธอเริ่มบ่นเหงา เริ่มบอกว่าปรับตัวไม่ได้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ทางของเขา พร้อมขอกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอจำต้องยินยอม โดยสามีจะขึ้นล่องกรุงเทพฯ เชียงราย ทุก 2-3 เดือน อยู่ไม่ถึงปี ปัญหาคลาสสิกก็เกิดขึ้นคือ มือที่สามกับคนทำงานในแวดวงเดียวกัน และอวสานโลกไม่ได้สวย เพราะสามีเลือกคนใหม่โดยทิ้งเธอกับลูกไว้ที่เชียงราย

“นี่คือมรสุมลูกแรกของชีวิตอุ้ม เขาเป็นคนดีมาตลอด 10 กว่าปีที่อยู่ด้วยกันมาไม่มีวี่แววความเจ้าชู้เลย เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนคนที่อุ้มไม่เคยรู้จัก เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขารักลูกมาก ใกล้ชิดลูกมาก แต่พอเลิกกันเขาไม่พูดถึงลูกเลย อุ้มช็อกมาก” เธอเล่าย้อนอดีตด้วยสายตาที่ยังแฝงความเศร้าให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน

 

หลังจากเธอรู้ว่าสามีปันใจ เพียง 6 เดือนสามีก็ขอหย่า ตอนนั้นลูกชายอายุประมาณ 12-13 ปี ซึ่งเขาเคยสนิทกับคุณพ่อเขามาก เนื่องจากคุณพ่อจะอยู่เลี้ยงลูกมากกว่าเธอที่ออกไปทำงานนอกบ้าน มีงานเลี้ยงลูกทีม (ขายประกัน) บ่อยๆ แล้วสามีจะเป็นคนใจเย็นใจดีลูกขออะไรก็จะให้ ขณะที่เธอจะมีระเบียบวินัย เวลาลูกมาขออะไรต้องมีเหตุมีผลเสมอ ลูกชายจะคิดว่าคุณพ่อใจดี แต่คุณแม่ดุเสมอ มีอะไรเขาจะกล้าพูดกล้าขอกับคุณพ่อมากกว่า

ดังนั้น เมื่อเธอกับสามีหย่ากัน นอกจากทำให้ใจของเธอแหลกสลายแล้ว แต่ผลกระทบอันหนักหนานั้นก็ยังส่งผลถึงลูกชายของเธอแบบคาดไม่ถึงด้วย

“ตอนหย่าแรกๆ อุ้มยังไม่บอกลูก ให้เวลาเขาทำใจ จนกระทั่งพ่อหายไป วันเกิดลูกเขาไม่มา จึงจำเป็นต้องบอก ลูกช็อกไปเลย อุ้มจำสายตาลูกวันนั้นไม่ลืม มันแตกสลายปวดร้าว ใจอุ้มงี้เหมือนถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ความเสียใจของเราไม่เท่ากับความรู้สึกของลูกที่เขาเคยมีพ่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เขารักพ่อเขามากกว่าแม่หลายเท่า มันเหมือนโลกเขาดับสลายลงตรงนั้น จากเด็กร่าเริง เขาซึมเงียบขรึมไม่เล่นไม่ซน และแน่นอนเขาก็เริ่มเรียกร้องความสนใจประชดชีวิตในแบบที่เด็กอายุ 13 จะทำได้ในตอนนั้นคือ จากเด็กดีสุภาพเรียบร้อย ก็ทำตรงกันข้ามทุกอย่าง” เธอเล่าด้วยความเจ็บช้ำในสายตาที่สะท้อนออกมา

 

นอกจากเกเร โดดเรียน ต่อต้านกฎระเบียบทุกอย่างแล้ว แน่นอนเด็กผู้ชายกับบุหรี่แล้วมันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่บุหรี่ มันพัฒนาไปสู่ยาเสพติดชนิดอื่นๆ เขาอยากรู้อยากลองไปหมด แล้วเชียงรายของพวกนี้ก็ดูหาง่ายเสียเหลือเกิน

ตอนนั้นเธอเจอมรสุมหลายด้านมากจริงๆ สามีทิ้ง ร้านกาแฟต้องปิด ร้านอาหารที่ทำก็ถูกโกง ลูกมาลองยาเสพติด เงินทองที่มีก็เริ่มหดหาย แล้วไปอยู่ที่เชียงรายเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน อยู่กันตามลำพังแม่ลูก และไม่ได้ขายประกันแล้ว ที่สำคัญเธอไม่รู้จะดูแลลูกยังไง ตอนที่ลูกมีปัญหาเธอจับต้นชนปลายกับชีวิตไม่ถูก เธอเข้าหน้าลูกไม่ติด ลูกไม่ฟังเธอเลย

แล้วเด็กผู้ชายจะไปบังคับสร้างกำหนดกฎเกณฑ์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เธอได้แต่ประคับประคองลูกอยู่ห่างๆ ในตอนแรก เพราะทำอะไรไม่ถูก ลูกไม่เปิดใจให้แม่ ลูกถามหาแต่พ่อเขาต้องการพ่อ พ่อเป็นฮีโร่ของเขา ลูกคิดว่าแม่ทำลายครอบครัว ทำให้พ่อต้องจากไป ให้พ่อต้องทิ้งเขาไป เขาคิดว่ามันคือความผิดของแม่ ลูกขอไปอยู่กับพ่อ แต่พ่อไม่เอา (ซึ่งตอนนั้นลูกไม่รู้ เพราะแม่ไม่บอกไม่อยากทำร้ายจิตใจลูกไปมากว่านี้) ลูกกลับเข้าใจว่าแม่กีดกันไม่ให้ไปอยู่กับพ่อ อย่างที่บอกตอนนั้นเธอโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เรียกว่าแค่หายใจก็ผิดแล้ว

 

ลูกชายของเธอก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่พ่อเขาหย่าไปเพียง 6 เดือน แม่แทบจะเอาไม่อยู่ ไม้อ่อนก็แล้วไม้แข็งก็แล้วไม่ได้ผล เขาหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แม่เริ่มดุว่าตีบ้าง พอตีลูกชายก็สู้ แม่พยายามอธิบายอย่างไรลูกชายก็ไม่ฟัง จนสุดท้ายแม่ต้องบอกว่า ที่พ่อแม่เลิกกันเพราะพ่อมีคนอื่น เขาก็ไม่เชื่อ เขาฟังที่พ่อเขาพูดมากกว่า แม่ว่าอะไรจะเถียงจะสู้ทุกอย่าง

“เขาก้าวร้าวถึงขีดสุด จนเพื่อนอุ้มทนไม่ไหว โทรไปบอกพ่อเขาว่าลูกชายมีปัญหามากจนแม่เอาไม่อยู่ ให้พ่อช่วยมาดูหน่อย เขาบอกเลือดก้อนเดียวเขาตัดได้ อุ้มมองว่าที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะลูกป่วยลูกมีปัญหาเราต้องช่วยกันแก้ไข แต่พ่อเขากลับมองว่าลูกชั่ว ไม่ได้มองว่าลูกป่วยลูกเครียดลูกเรียกร้องความสนใจเพราะพ่อแม่เป็นสาเหตุ เราทำให้ลูกเป็นแบบนี้เราต้องช่วยกันแก้สิ แต่พ่อเขาไม่เอาเลย” เธอเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ

เมื่อลูกชายเริ่มหันไปลองยาเสพติดบ่อยเข้า เธอกลัวว่าลูกจะติด เธอจึงต้องพยายามตัดไฟเสียแต่ต้นลม เธอเอาลูกไปรักษาที่โคราชเพื่อให้ลูกอยู่ที่นั่นสักพักไม่ให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ตอนแรกลูกไม่ยอมไป แต่ในช่วงนั้นเมียใหม่ของพ่อเขาเริ่มโทรศัพท์มาราวีเธอมาด่ามาว่า หาว่าเธอเอาลูกมาอ้างจะให้สามีกลับไป ลูกจึงรู้ว่าพ่อเขาไปมีคนใหม่จริงๆ จึงให้ความร่วมมือกับแม่บ้าง พอเอาลูกไปรักษาที่โคราชก็ดีขึ้น

 

แต่พอกลับมาอยู่ เชียงรายเจอเพื่อนเจอสังคมกลุ่มเดิมๆ ก็กลับไปอยู่วงจรเดิมๆ อีก ไปลองยาอีก เธอจึงตัดสินใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนประจำที่ประเทศอินเดีย เขายอมไปเพื่อแม่ ก็ไปอยู่ได้เกือบปี ปรากฏว่านักเรียนไทยไปมีเรื่องกับนักเรียนอินเดีย ซึ่งลูกชายของเธอไม่เกี่ยวข้อง แต่ลูกเบื่อแล้วเขาอยากกลับ ก็ขอแม่กลับ เธอก็ไม่อยากขัดใจลูกก็ยอมให้กลับมา

ลูกชายเธอชอบดนตรีและมีความสามารถตรงนี้ เธอจึงให้ลูกชายไปเรียนต่อด้านดนตรี ซึ่งลูกชายก็สามารถสอบจนได้ทุนที่โรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่ง เธอไปเช่าคอนโดให้ลูกอยู่ตามลำพังที่กรุงเทพฯ แต่แล้วเขาก็กลับไปลองยาอีกครั้ง

“อุ้มรู้เข้าก็โกรธมาก เงินที่มีอยู่ก็จะหมดแล้ว งานการแม่ก็แทบไม่ได้ทำ สุดท้ายอุ้มถามจะเอายังไง เถียงกันรุนแรง สุดท้ายเขาโมโหคงเผลอตัวผลักอุ้มกระแทกข้างฝาหัวแตกสลบไปเลย ต้องนอนโรงพยาบาล 2 วัน ตอนนั้นอุ้มกลัวเขาเลยนะ เอาเขาไม่อยู่จริงๆ เขาเองก็ตกใจตัวเองด้วย เขาก็เสียใจที่ทำกับแม่แบบนั้น ตอนนั้นอุ้มหมดทางเลือกไม่รู้จะทำยังไง อุ้มเลยจะขอไปบวชชีโกนผมเลยสัก 15 วัน ก็ไม่รู้จะเอาลูกไปอยู่กับใคร ไปหาอดีตสามีขอฝากลูกกะเขาไว้หน่อย ตอนแรกเขาไม่รับฝาก อุ้มต้องก้มลงกราบเท้าเขาเลย เขาถึงยอม เอาลูกไปฝากเขา 3 อาทิตย์ เขาคิดค่ากินอยู่ทุกอย่างแม้กระทั่งค่าซักเสื้อผ้าของลูก ค่าพาลูกไปกินข้าว เขาคิดเงินมาหลายหมื่น แต่อุ้มมีเงินติดตัวไม่ถึงหมื่นเลยให้เขาไป 8,000 เขาก็ไปบอกใครว่าอุ้มโกงเงินเขา ผู้ชายนี่ถ้าหมดรักเมียน่ะเข้าใจได้นะ แต่หมดรักลูกนี่อุ้มไม่เข้าใจเลย หลังจากวันนั้นอุ้มไม่เคยติดต่อเขาอีกเลย เขาใจดำกับอุ้มไม่เป็นไร แต่ใจดำกับลูกอุ้มทนไม่ได้ เป็นวันที่อุ้มจะไม่ลืมเลย บอกกับตัวเองว่าต้องรักษาลูกให้หาย เอาลูกคนเดิมกลับมาให้ได้” เธอเล่าอย่างขมขื่น

 

เมื่อลูกเริ่มเปิดใจรับรู้สิ่งที่พ่อทำกับแม่ เขาก็เริ่มมีความสงสารเห็นใจแม่ ให้ความร่วมมือกับแม่มากขึ้น เธอก็เลยเปิดใจกับลูกว่า เงินแม่กำลังจะหมด ลูกจะต้องเดินหน้าต่อ จะถอยหลังแบบนี้อีกไม่ได้ ตั้งใจเรียนให้จบๆลูกอยากเรียนอะไรตัดสินใจให้แน่นอน ลูกชายมีพรสวรรค์ทางดนตรี เขาบอกอยากเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ มีคนแนะนำอาจารย์คนหนึ่งเก่งมาก จบด้านนี้จากต่างประเทศ แต่เขารับคนมาเรียนอายุ 25 ปีขึ้นไป

ตอนนั้นลูกชายเธออายุแค่ 15-16 ปี ก็ไปขอร้องครูให้ช่วยรับสอน ครูเขาสงสารยอมสอนให้เป็นกรณีพิเศษ ก็เรียนกับครูคนนี้มา 3-4 ปี เขาก็เป็นเด็กดีขึ้น หายเป็นปกติ ตั้งใจเรียน ไม่ไปลองยาอะไรอีก ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น ครูก็รักเขา ชมว่ามีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ พอเขาเรียนจบคอร์ส กลับบ้านอุ้มก็เปิดสตูดิโอให้เขารับทำเพลง อัดเสียงทำงานโฆษณาทำอีเวนต์ต่างๆ เธอก็เริ่มกลับมาทำงานจริงจังอีกครั้ง ทำงานประชาสัมพันธ์ ทำงานอีเวนต์ต่างๆ พร้อมกับทำงานด้านจิตอาสา โดยเริ่มไปบรรยายพูดเรื่องยาเสพติดประสบการณ์ของแม่ที่ต้องรักษาลูกให้หายป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นวิทยาทานให้ครอบครัวอื่นที่เจอแบบเธอได้ผ่านพ้นประสบการณ์เลวร้ายนี้ไปได้

“ตอนที่เราเจอตรงนั้น เราแทบจะไม่มีใครช่วย ดิ้นรนด้วยตัวเองทุกอย่าง มันยากมาก แล้วเราเจอปัญหาทีเดียวพร้อมๆ กันหลายด้าน การเอาประสบการณ์ตรงของเราไปเล่าไปบอกไปแนะนำมันช่วยให้คนอื่นเรียนทางลัด ขณะเดียวกันเราก็ได้เยียวยาตัวเอง ปลดล็อกในหัวใจของเราออกไป การได้พูดได้แนะนำมันเหมือนได้ระบายออกไป และเมื่อได้เล่าเรื่องของเราแล้วมีประโยชน์กับคนอื่นมันทำใจเรามีความสุขอิ่มใจ อุ้มไปพูดตามโรงเรียนต่างๆ ไปพูดให้กับกลุ่มเยาวชนที่บ้านต่างๆ ให้กับกรมควบคุมความประพฤติ สถานพินิจ 4 ปีที่เราทนทุกข์ทรมานมันยาวนานจนไม่อยากให้ใครต้องเจอแบบเราๆ อยากทำบุญทำกุศลที่ไม่ต้องใช้เงินทองมากมายเราพูดแทนเด็กที่หลงผิด ให้ลูกกับพ่อแม่เข้าใจกัน จับมือกันแก้ปัญหา อย่าทิ้งลูก อย่าตัดหางปล่อยวัด กับอดีตสามีก็พยายามให้อภัย คิดว่าคงทำเวรทำกรรมด้วยกันมาถึงต้องมาเจอกัน และจบแบบนี้ปล่อยวางซะไม่คิดแค้นเคือง” เธอเล่าอย่างมีความหวัง

 

เธอกับลูกก็เลยช่วยกันแต่งเพลงให้กำลังใจชื่อเพลง Rhythm of Hope (ความหวัง) เพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกชายของเธอและลูกคนอื่น ให้เด็กวัยรุ่นผ่านชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยรุ่น ช่วงบ้านแตกในชีวิตไปให้ได้ เพราะเด็กๆ พวกนี้เขาติดอยู่กับความไม่รู้ เด็กที่ลองยามักจะวนเวียนกะวิถีชีวิตแบบเดิมเมื่อรักษาตัวจนหายแล้ว พ่อแม่จะดูแลยังไง

ทุกวันนี้เธอยังทำจิตอาสามาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และเพิ่งตั้งมูลนิธิแฮปปี้เนสยูแคนกิฟ ได้เพียง 1 ปีเศษ ก็ทำงานอย่างหนักหน่วงจริงจัง เริ่มมีพันธมิตรเข้ามาช่วยกันหลายคนแล้ว มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะทำให้กับสังคมตามกำลังเล็กๆ ของเธอ ที่ต้องการช่วยเด็กวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดให้กลับมามีชีวิตที่ดีงามได้อีกครั้ง เธอเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยความรักความเข้าใจของคนในครอบครัว อย่ามองว่าเด็กชั่วเลว ต้องมองว่าเขาป่วย ครอบครัวต้องช่วยกันรักษาเขาให้หาย ขอเพียงมีแรงกายใจที่พร้อม เราก็จะก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายนั้นไปได้ นี่แหละคือรางวัลแห่งชีวิตที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้

 

 

 

รับปีลิงกับ ‘ลิงหกหู’ ซึงหงอคงตัวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414645

รับปีลิงกับ ‘ลิงหกหู’ ซึงหงอคงตัวปลอม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ในวรรณกรรมไซอิ๋วมีปีศาจตัวหนึ่งซึ่งแปลกกว่าใครเพื่อน นั่นก็คือ “ซึงหงอคงตัวปลอม” เดิมหงอคงเป็นลิงเถื่อน ระหว่างเดินทางร่วมทีมกับพระถังซัมจั๋งไปอัญเชิญพระไตรปิฎกมักขจัดอุปสรรคปัญหาด้วยความซาดิสต์ ครั้งหนึ่งอาละวาดกลุ่มโจรที่หมายจะเข้าปล้นพระถังฯ แต่ดันมันมือวิสามัญหัวหน้าโจรตายไปสอง หนำซ้ำยังเห็นเป็นความภาคภูมิใจ

พระถังฯ ด่าว่าซึงหงอคงยกใหญ่ “แค่ปรามโจรคิดปล้นชิงสิ่งของ ไยต้องคร่าชีวิตกัน” รำพึงขอขมากับศพหัวหน้าโจร พร้อมต่อว่ากระทบหงอคงไม่ขาดปาก หงอคงได้ฟังดังนั้นทั้งโมโหทั้งน้อยใจ เอาไม้เท้ากระแทกดิน “เออ! หากเจ้าทั้งสองคิดว่าตายไม่เป็นธรรม จะไปฟ้องใครก็เชิญ ทั่วเมืองบาดาล, DSI จนถึงเง็กเซียนฮ่องเต้ ข้ารู้จักทั้งนั้น!”…เส้นใหญ่ ใจกล้า

ค่ำนั้นทีมพระถังฯ เข้าพักที่บ้านผู้เฒ่าท่านหนึ่ง สักพักผู้เฒ่าจึงรู้ว่าลูกชายตนคือหนึ่งในสมุนโจรที่เพิ่งโดนหงอคงจัดการไปเมื่อกลางวัน และกำลังจะกลับถึงบ้าน เพื่อป้องกันเรื่องร้าย จึงรีบปลุกให้พระถังฯ กับพวกหนีไป

ที่ไหนได้ ลูกชายผู้เฒ่าและพวกรู้เรื่องและรีบออกตามแก้แค้น พอรุ่งเช้าโจรแก๊งนั้นก็ตามมาทัน ทั้งหมดปรี่เข้าใส่ หงอคงอาสาจัดการและให้พระถังฯ เดินทางต่อ ก่อนแยกไปพระถังฯ เตือนย้ำๆ ว่า “ให้ไล่ไปก็พอ อย่าถึงกับต้องฆ่าแกงกัน”

จริตอย่างหงอคงจะฟังซะที่ไหน ได้ทีระบายอารมณ์โทสะ เสียงปังฟาดติดต่อกันไม่กี่ทีเล่นเอาสมุนโจรทั้งหมดกองกับพื้น แถมยังตัดหัวลูกชายพ่อเฒ่าเอาไปให้พระถังฯ ดู “อาจารย์ นี่ไงหัวไอ้ลูกทรพี พ่อก็แสนดี ทำไมทำตัวเลวๆ ได้ลง” พระถังฯ หน้าถอดสีต่อด้วยเลือดขึ้นหน้าทันควัน คราวนี้ซึงหงอคงทำเกินไปอย่างให้อภัยไม่ได้

พระถังฯ ลงจากหลังม้าสวดมนต์รัดกระหม่อมหงอคง หงอคงกลิ้งเกลือกทรมาน พระถังฯ สวดต่อนับสิบจบ จนกระหม่อมหงอคงแทบบิดเบี้ยว แล้วบอกกับหงอคงว่า “เจ้าเห็นสรรพชีวิตไร้ค่าเยี่ยงนี้ ข้าจนใจไร้คำพูด! เราไม่ต้องการเจ้าร่วมทางอีกต่อไป!”

ซึงหงอคงเพิ่งสำนึก แม้รู้ตัวว่าตัวเองทำผิดไป ได้แต่แจงอาจารย์ว่าทำไปด้วยเจตนาดี พระถังฯ ไม่ฟังพร้อมทั้งขับไล่ซึงหงอคงและขู่ว่าหากยังดื้อด้านจะท่องมนต์ต่อ

ซึงหงอคงทั้งเจ็บใจทั้งเป็นห่วง ทำดีได้ชั่วแท้ๆ ว่าแต่ถ้าพระถังฯ ไม่มีเขาอารักขาจะเป็นอันตราย แต่ทำไงได้ คราวนี้ดูแล้วพระถังฯ จะตัดใจแน่แล้ว ซึงหงอคงจึงเหาะเหินไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าแม่กวนอิม

จากไปหลายวันพระถังฯ ยังคงเดินทางต่อไปในแดนกันดาร วันหนึ่งทั้งตือโป้ยก่ายและซัวเจ๋งไปบิณฑบาตขออาหาร พระถังฯ นั่งพักใต้ต้นไม้ ซึงหงอคงเหาะลงมานำผลไม้มาให้ และเอ่ยขอติดตามพระถังฯ ต่อ “ข้าไม่มีอาจารย์ ข้ายังหาที่ไปได้ แต่ถ้าอาจารย์ไม่มีข้า อาจารย์จะเดินทางไปต่อได้อย่างไร” พระถังฯ หลับตาทำสมาธิแล้วกล่าว กับหงอคงว่า “เราไม่ขอรับอาหารและความช่วยเหลือใดๆ จากคนใจบาป” หงอคงโมโหมากคิดฟาดกระบองใส่พระถังฯ แต่ถ้าทำเช่นนั้นเรื่องไซอิ๋วคงจบแค่ตรงนี้ หงอคงยั้งมือแค่นำกระบองออกมาแตะลงที่บ่าพระถังฯ เพียงเบาๆ แต่อานุภาพอาวุธวิเศษทำพระถังฯ สลบไป แล้วหงอคงก็ขโมยสัมภาระไปทั้งหมด ซึ่งรวมถึงใบผ่านทางทั้งหลาย

ตือโป้ยก่ายและซัวเจ๋งกลับมาเห็นอาจารย์สลบจึงเข้าช่วยเหลือ และเมื่อรู้เรื่องทั้งหมดก็โกรธมาก พระถังฯ ไม่ได้คิดแค้น แต่คิดเพียงอยากเดินทางไปต่อให้ได้ หวังแค่ให้ได้ใบผ่านทางคืนมา จึงมอบหมายให้ซัวเจ๋งไปเจรจา พร้อมกำชับว่า ถ้าหงอคงให้ใบผ่านทางกลับมาก็ดี ถ้าไม่ให้อย่าได้ไปวิวาทเด็ดขาด ให้ไปหาเจ้าแม่กวนอิม

ซัวเจ๋งเดินทางไปหาซึงหงอคงที่เขาฮัวกั่วซาน (รังเก่าของซึงหงอคง) พบหงอคงนั่งพลิกอ่านใบผ่านทางอยู่ จึงเข้าทวงถามขอคืน

แต่หงอคงว่า “อาจารย์ไม่ต้องการข้า ข้าก็จะตั้งทีมไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเอง” พร้อมเสกขบวนพระถังฯ ม้าขาว ตือโป้ยก่าย ซัวเจ๋งออกมา ซัวเจ๋งฉุนจัด เข้าไปตีหัวซัวเจ๋งปลอมจนกลายร่างกลับเป็นลิงลูกสมุน หงอคงสั่งฝูงลิงล้อมไว้ ซัวเจ๋งฝ่าฝูงลิงไปได้ แล้วรีบไปหาเจ้าแม่กวนอิม

เมื่อไปถึงตำหนักเจ้าแม่กวนอิม กลับพบหงอคงอยู่ข้างๆ เจ้าแม่ ซัวเจ๋งรุดเข้าไปต่อสู้กับหงอคง แต่เจ้าแม่กวนอิมห้ามไว้ แล้วจึงรู้ว่าหงอคงที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้กลับฮัวกั่วซาน แต่อยู่ในสายตาเจ้าแม่กวนอิมตลอดมา หงอคงขอตามซัวเจ๋งกลับไปที่ฮัวกั่วซาน พบว่ามีหงอคงอีกตัวอยู่ที่นั่น

ทั่งคู่รุดเข้าต่อสู้กัน ยืนยันว่าตัวเองนี่แหละหงอคงตัวจริง สู้กันอยู่นานไม่รู้แพ้รู้ชนะ ฝีมือขนาดซึงหงอคงยังไม่เคยต้องต่อกรกับใครแล้วเสมอได้แบบนี้ นี่ยังใช้กระบวนท่าเดียวกันอีก ซัวเจ๋งไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่กล้ายื่นมือเข้าไปช่วย เมื่อสู้ไปไม่รู้แพ้ชนะ จึงคิดยืมมือคนอื่นมาตัดสิน…เจ้าแม่กวนอิม

ปรากฏว่าเจ้าแม่กวนอิมก็แยกไม่ออก จึงใช้วิธีท่องมนต์รัดกระหม่อม ทั้งคู่ก็ลงไปดิ้นทุรนทุรายด้วยกัน ร้อนถึงต้องขึ้นสวรรค์ไปใช้กระจกส่องปีศาจ แต่ส่องไปก็พบว่าเป็นลิงหงอคงทั้งคู่

เหาะไปพึ่งสิงห์เทพเจ้าที่รู้เรื่องราวทุกสรรพสิ่ง แต่คำพูดที่สิงห์เทพเจ้ากล่าวคือ “ข้ารู้ความจริงแล้ว แต่เจ้าทั้งคู่ไปให้พระยูไลตถาคตตัดสินดีกว่า”

ทั้งคู่ไม่มีใครกลัวการพิสูจน์ ต่างอ้างว่าตนเป็นตัวจริงทั้งคู่ อ้างไปก็ตีกันไป ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ จนมาถึงต่อหน้าพระยูไล

พระยูไลเห็นทั้งสองก็เข้าใจ อธิบายกับเจ้าแม่กวนอิมว่าปีศาจที่ปลอมมาเป็นหงอคงนี้อยู่นอกภพภูมิสรรพสัตว์ทั่วไป มันคือปีศาจ “ลิงหกหู” พร้อมชี้ไปที่ตัวปลอม

ลิงหกหูรู้ว่าโดนจับได้ รีบแปลงกายเป็นผึ้งบินหนี พระยูไลโยนบาตรครอบไว้ พอเปิดแง้มออกมา ซึงหงอคงตัวจริงจึงวิ่งเข้าฟาดด้วยกระบองวิเศษจนตาย

จากนั้นเองเจ้าแม่กวนอิมจึงพาซึงหงอคงไปส่งให้พระถังฯ ดังเดิม พร้อมอธิบายว่าซึงหงอคงที่ทำร้ายพระถังฯ ไม่ใช่ตัวจริง และพระถังฯ ยังต้องให้หงอคงอารักขาในภารกิจอัญเชิญพระไตรปิฎกต่อไป พระถังฯ สงบใจรับหงอคงไว้ จากนั้นต่อมา พระถังฯ กับหงอคงไม่มีความขัดแย้งรุนแรงขนาดนี้อีกเลย

เหมือนจะจบด้วยดี แต่ที่ค้างคาคือหงอคงตัวปลอมคือปีศาจอะไร ในจักรวาลไซอิ๋วปีศาจทุกตัวจะมีที่มาที่ไป มีหลักแหล่งอาศัย จุดประสงค์ก็มักเข้าใจง่าย เช่น อยากอายุยืนจากการได้กินเนื้อพระถังฯ

หงอคงตัวปลอมไร้ประวัติ ไม่อยู่ในสารบบที่เจ้าแม่กวนอิมรู้จัก แถมยังต้องการไปอัญเชิญพระไตรปิฎกกับพระถังฯ พอโดนปฏิเสธก็ดันอยากตั้งขบวนไปเสียเอง

จนไม่พ้นจะคิดไปได้ว่าซึงหงอคงตัวปลอมก็คือหนึ่งในซึงหงอคงตัวจริง เป็นหงอคงที่โกรธแค้นและเห็นว่าตนเองถูกต้อง และมีฝีมือมากพอไม่ต้องง้อพระถังฯ ทั้งสองต่อสู้ไม่เคยแพ้ชนะกัน จนคนที่ออกมาแยกแยะคือพระยูไล (พระธรรม)

ทั้งหมดนี้ผู้แต่งวรรณกรรมไซอิ๋วไม่ได้เฉลยอะไรไว้ ปล่อยให้ผู้อ่านนั่งฉงนคล้ายดูหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

ลิงหกหูยังคงโลดแล่นอยู่ในโลกไซเบอร์, โซเชียล ลิงหกหูยังคงผุดขึ้นมาทุกครั้งเมื่อวิวาทกลางถนนหนทาง ข้าเท่านั้นที่ถูกต้องเป็นธรรม ข้าเท่านั้นที่แก้ปัญหาได้ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยการทำลายล้างอุปสรรค ลิงหกหูมีฝีมือเก่งกล้าเสมอหงอคง จะปราบลิงหกหูลงได้ต้องให้พระยูไลชี้ช่อง แล้วซึงหงอคงจึงได้ร่วมทางอัญเชิญพระไตรปิฎกกับพระถังฯ ต่อไป

 

เทรนด์ ‘โสด’ ครองโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414538

เทรนด์ ‘โสด’ ครองโลก

โดย…ชัตน์วรี

คุณรู้ไหมว่า ประเทศไทยมีคนโสด 40% หรือประมาณ 17 ล้านคน จากข้อมูลสถิติของ MeetNLunch (มีตแอนด์ลันช์) เว็บไซต์หาคู่

ไม่ต้องตกใจ เพราะแนวโน้มทั่วโลกจะมีคนโสดมากขึ้น

“ความโสด” เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เลือกด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมแห่งความโสด เพราะไม่มีใครมาสนใจ และมีไลฟ์สไตล์แบบคนโสด หรือ “โสด” อย่างมีความสุข

1.โปรแกรมตัวเองใหม่ การเป็นโสดอย่างมีความสุขต้องเริ่มตั้งค่าโปรแกรมตัวเองเสียใหม่ อย่าไปหวั่นไหวใครจะมาแซวโสดหรือขึ้นคาน ต้องยอมความโสดอย่างสมัครใจให้ได้ก่อน กล้ายอมรับความจริง

พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส คิดว่า “เราจะโสดอย่างมีความสุขอย่างไร เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการสร้างพลังงานเชิงบวกขึ้นในใจ เมื่อเรารู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง รู้สึกตระหนักถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง

2.ใช้เวลาแห่งการถือครองความโสด ชีวิตโสด ให้มากที่สุดด้วยการทุ่มเทเวลาให้กับการทำความรู้จักตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง โดยเริ่มด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น จดบันทึกสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบลงในสมุด เดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้ เปิดตา เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ชีวิต ผู้คน สังคม และสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

3.เปิดตัวเอง อย่าติดอยู่กับตัวเอง กลายเป็นคนโสดที่ปิดกั้นตัวเองจากโลก เปิดทัศนคติ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พบเพื่อนใหม่ๆ และทำกิจกรรมให้หลากหลายขึ้น และควรเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น

4.หมดห่วงกับภาระครอบครัว ไม่ต้องเก็บออมเงินหรือสร้างสมบัติให้กับลูกหลาน ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ อยากจะกินอะไร เที่ยวที่ไหน เมื่อไร อิสระเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

5.การเป็น “โสด” ทำให้สามารถที่จะทุ่มเทให้กับการทำงานและความฝันได้เต็มที่  มีบทวิจัยมาแล้วว่าคนที่โสดจะทุ่มเทการทำงานได้ดีกว่าคนที่มีครอบครัว และ “คนโสด” มักจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีกว่า

ทัศนคติความ “โสด” เป็นเรื่องความเชื่อของแต่ละบุคคล ผู้อ่านควรจะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจอย่างรอบคอบ

หลังจากเกษียณแล้ว จะทำให้มีเวลาเหลือเยอะ หลายคนที่ “เกษียณมือใหม่” อาจจะตั้งหลักไม่ถูก ช่วงแรกๆ อาจจะสับสนและกลายเป็นโรคซึมเศร้าหรือขี้หงุดหงิดก็ได้

การเกษียณไม่ใช่ว่าจะใกล้จะจบแล้ว แต่อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่จะนับหนึ่งใหม่ หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่ๆ และไม่ต้องกลัวว่าเราจะเกษียณอย่างโดดเดี่ยว  เพราะในไม่ช้านี้ไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” เต็มตัว โดยในปี 2568 ไทยจะมีผู้สูงอายุกว่า 14 ล้านคน หรือประชากร 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน

 

ข้อแนะนำ ‘มือใหม่’ เกษียณ

1.เกษียณแล้ว อาจจะทำให้เราสามารถที่จะลองทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น

2.หลังเกษียณ จะมีสิ่งที่เคยคิดอยากทำเยอะแยะไปหมด ค่อยๆ คิดเลือกทำทีละอย่างเลือกทำอะไรที่ง่ายๆ ก่อน แล้วจะสำเร็จไปทีละอย่าง และถ้าลองทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ ให้รีบเลิก เวลามันเหลือน้อย เลือกทำอย่างอื่นในคิวต่อไปดีกว่า

3.หลังเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำแล้ว ให้สำรวจดูว่าทรัพย์ที่สะสมไว้จากการทำงานหรือจากมรดกมีเหลือให้ใช้จ่ายได้อีกเท่าไหร่ ต้องปรับวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือมีเท่าไหร่ก็ให้ใช้แบบสมฐานะ ไม่ให้เกินตัว เพราะตายแล้วยังใช้ไม่หมด ยังดีกว่าใช้หมดแล้วแต่ยังไม่ตาย แต่ที่ดีแล้วควรที่จะต้องเริ่มสะสมเงินทองไว้ก่อนที่จะเกษียณจะดีกว่า

4.เมื่อมีวัยมากขึ้น สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือ “สุขภาพ” เพราะไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

เมื่อเกษียณแล้วก็หมดข้ออ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องไปเข้าคอร์สแพงๆ เดินๆ วิ่งๆ สวนสาธารณะข้างบ้านก็ได้

5.หลังเกษียณ อย่าคิดเลี้ยงหลานเป็นงานหลัก เพราะสิทธิและหน้าที่เป็นของพ่อแม่เขา

6.หลังเกษียณ จริงจังกับงานอดิเรกให้มากขึ้น งานอดิเรกที่ทำมาจนถึงวัยเกษียณย่อมเป็นสิ่งที่ชอบ เพลิดเพลิน และมีความสุขที่ได้ทำ มีเวลาแล้วควรยกระดับให้เข้มข้น ลึกซึ้ง แม้จะหมกมุ่นมากหน่อยก็ไม่เป็นไร จะไปจนถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพก็ไม่เสียหาย

7.หลังเกษียณ อย่าปิดกั้นตัวเอง ไม่พบเพื่อนฝูง ไม่ติดตามข่าวสารใด แต่ควรเปิดใจเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีบ้าง เล่นเกม เล่นเฟซบุ๊ก อยู่ในโลกโซเชียลบ้าง ทำให้เราไม่ตกยุค

 

‘หนีกรุง คนปรุงฝัน’ ความผูกพันสองนักเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414535

‘หนีกรุง คนปรุงฝัน’ ความผูกพันสองนักเดินทาง

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

ไม่น่าเชื่อว่าจากงานเขียนเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในเว็บบล็อกเมื่อ 8 ปีที่แล้วจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กหนุ่มได้มารู้จักกับยอดนักครีเอทีฟมากด้วยประสบการณ์อย่าง รัฐรงค์ ศรีเลิศบรรณาธิการนิตยสาร “หนีกรุง ไปปรุงฝัน” ผู้สร้างตำนานความยิ่งใหญ่ให้วงการโฆษณาของเมืองไทยสามารถก้าวขึ้นไปคว้ารางวัลในเวทีโฆษณาระดับโลกมาแล้ว จากแคมเปญ “Unseen in Thailand”

สายลมแห่งโชคชะตาไม่เพียงแต่พัดพาให้งานเขียนในวันนั้นของ กอล์ฟ-ชนัตพล หวังเพิ่ม เป็นที่ดึงดูดให้รู้จักกับ บก.นกเขา แต่ยังทำให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสทำงานนิตยสารร่วมกัน ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ที่ร่วมกันเก็บเกี่ยวเรื่องราวการเดินทาง เพื่อถ่ายทอดความงดงามจากการท่องเที่ยว ผ่านมุมมองในแบบคนครีเอทีฟ จนปัจจุบัน “หนีกรุง” เติบโตและกลายเป็นนิตยสารที่อยู่ในใจของใครหลายคน

 

รัฐรงค์ ศรีเลิศ ‘โลกของครีเอทีฟมันเลยจูนเข้าหากัน’

“ผมรู้จักกับกอล์ฟจากงานเขียนของเขาในบล็อก ต้องขอย้อนกลับไปสมัยที่หนีกรุงยังเป็นนิตยสารแจกฟรีอยู่ เมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน ตอนนั้นเราจะมีคอลัมน์หนึ่งซึ่งจะเปิดโอกาสให้แฟนคลับร่วมเดินทางไปทำกิจกรรมกับเราตามสถานที่ต่างๆ จากนั้นจะให้พวกเขาเขียนเรื่องราวความประทับใจลงในบล็อก ซึ่งเราจะคัดเอางานเขียนที่เด็ดๆ จากในบล็อกตรงนี้มาลงในคอลัมน์ด้วย และกอล์ฟก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ร่วมเดินทางไปกับหนีกรุง ซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นนักศึกษาอยู่

…แต่วันนั้นปรากฏว่าสิ่งที่กอล์ฟเขียนมา ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าอันนี้แหละ…มันใช่! เขียนดีถึงขนาดที่ว่า ในคอลัมน์นี้ผมตัดสินใจเอางานเขียนของทีมงานหนีกรุงออกกันหมดทุกคนแล้วเอางานของกอล์ฟมาใส่ลงในคอลัมน์แทน หลังจากนั้นก็มีการติดต่อพูดคุยกันเรื่อยมา จนกระทั่งหลังจากเรียนจบก็ได้ชวนให้มาทำหนีกรุงด้วยกัน งานเขียนวันนั้นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักกัน

…สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจในตัวกอล์ฟคือ เขาเป็นคนที่เข้าใจงานตามที่ผมต้องการ คืออย่างงานเขียนและภาพถ่าย ผมไม่ได้ตีกรอบไว้ว่าต้องเขียนหรือถ่ายภาพออกมาแบบนั้นแบบนี้ ทุกคนต่างมีลายเซ็นในงานพวกนี้เป็นของตัวเองผมมีหน้าที่แค่ใส่วิธีคิดเข้าไป ซึ่งกอล์ฟเป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วและมีความเข้าใจกับงานตรงนี้ได้ดีมาก หรือพูดง่ายๆ ว่าเขารู้ใจผม”

แม้ตอนนี้ กอล์ฟ ชนัตพล จะวางมือจากการเป็นนักเขียนและช่างภาพประจำกองบรรณาธิการหนีกรุงไปแล้ว แต่ความผูกพันของทั้งสองคนก็ยังเปี่ยมล้นเหมือนเดิม

“หลังจากที่กอล์ฟลาออกไปยอมรับว่าเหนื่อยมากขึ้นอย่างในบางคอลัมน์ผมจะมองออกเลยว่ากอล์ฟต้องเป็นคนเขียนคอลัมน์นี้เท่านั้น ถ้าให้คนอื่นมาทำ คงทำได้ไม่ดีผมเลยต้องลงมาทำคอลัมน์ด้วยตัวเอง แต่มาถึงตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของช่วงจังหวะชีวิตมากกว่า กอล์ฟตอนนี้ก็เหมือนไวน์ที่กำลังเพาะบ่มอยู่ ค่อยๆ เดินและค้นหาตัวเองไปทีละก้าว รอเวลาที่มันพอดี ซึ่งกอล์ฟก็เป็นคนที่มีของอยู่แล้ว ต่อให้ไปอยู่ที่ไหนเขาก็สามารถไปได้ไกลขึ้นอีกแน่นอน เพราะในโลกของคนสร้างงานแบบครีเอทีฟ มันจะมีเส้นแนวคิดบางอย่างที่เชื่อมเราให้เข้าหากันผมจึงเชื่อมาเสมอว่าสักวันเราสองคนคงต้องมีโอกาสได้ร่วมสร้างงานอะไรบางอย่างด้วยกันอีกแน่นอน”

 

ชนัตพล หวังเพิ่ม ‘พี่นกเป็นเจ้านายผมแค่คนเดียว’

“สิ่งที่ผมประทับใจในตัวพี่นกเขาคือ พี่นกเขาแกมักจะทำให้เราเห็นถึงความทุ่มเทและตั้งใจกับงาน อย่างตอนไปออกกองที่น้ำตกเซปะหละ จ.ตาก เป็นน้ำตกที่หลบซ่อนอยู่กลางป่าใต้หุบเขา ซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่ในการเข้าไปชมความงดงามมันต้องเดินฝ่าทุ่งข้าวโพดเข้าไป ซึ่งก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร พอถึงตัวน้ำตกพี่นกเขาก็ปีนขึ้นไปตามแนวหน้าผาเพื่อไปเก็บภาพน้ำตก เราเลยคิดว่าคนที่เป็นถึงระดับเป็นถึงขนาดเจ้านายเป็น บก. บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องลงมาลำบากถึงขนาดนี้ก็ได้เพราะสุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยดี ทุกครั้งที่ต้องลุยป่าผมมักจะคอยเดินตามเพื่อดูแลพี่นกเขาอยู่ตลอด

…ผมบอกกับตัวเองเสมอว่า ตลอดชีวิตของผมจะมีพี่นกเขาเป็นเจ้านายแค่คนเดียว เพราะความผูกพันที่ผมมีต่อพี่นกเขา ไม่ใช่แค่ในฐานะหัวหน้ากับลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่พี่นกเขาเป็นได้ทั้งพ่อ พี่ชาย เพื่อน ครู ซึ่งเกินกว่า 50% ของชีวิตผมก็มีพี่นกเขาคอยสั่งสอนและให้วิธีคิด รวมถึงให้โอกาสในการทำงาน ตอนนี้ถึงเราจะไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกันบ่อยเท่าเดิม แต่เมื่อโลกเตะให้เรากลับมาเจอกัน ความรู้สึกที่มีต่อพี่ชายคนนี้ก็ยังเหมือนเดิม

…หลังจากที่ผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นนักเขียน-ช่างภาพประจำกองบรรณาธิการ เมื่อปลายปี 2558 ตอนนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ทำให้ผมได้ใช้จังหวะพักเบรกของชีวิตตรงนี้ค้นหาตัวเอง และตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขกับการให้ ผมมีความสุขกับการได้ถ่ายทอดความรู้ วิธีคิด หรือมุมมองในการถ่ายภาพให้กับนักศึกษาตามมหาวิทยาลัย หรือตามงานเสวนาบรรยายต่างๆ ซึ่งผมก็เป็นวิทยากรพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมาได้พักหนึ่งแล้ว และล่าสุดก็ได้มีโอกาสเป็นวิทยากรรับเชิญในงานบรรยายนิทรรศการภาพถ่าย ‘แสงศิลป์ ถิ่นเรา ครั้งที่ 8’ ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จ.นครศรีธรรมราช โดยใช้แนวคิดและประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาจากในนิตยสารหนีกรุง

ในอนาคตมีแผนจะทำฟาร์มที่เชียงใหม่ ผมพอมีที่ดินส่วนหนึ่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยคิดอยากจะลองทำดู คงเป็นเพราะเราได้รับอิทธิพลความคิดมาจากหนีกรุง เลยทำให้ต้องหนีไปปรุงฝันบางส่วนของตัวเองที่เชียงใหม่”

 

ชีวิตอิสระ ของคุณหมอแหวว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414533

ชีวิตอิสระ ของคุณหมอแหวว

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

เบื้องหลังเสื้อกาวน์ของ พญ.เพ็ญลดา ครุฑโกษา (คุณหมอแหวว) แพทย์ผิวหนังที่นอกจากจะมีมุมมองการใช้ชีวิตด้วยความรัก และหลงใหลชีวิตอิสระบนอานบิ๊กไบค์ ที่ตะลุยมาแล้วจากหนือจรดใต้ของประเทศไทย และขับไกลถึงเมืองนอก

พญ.เพ็ญลดา หรือคุณหมอแหวว เป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมและความงามAime’Clinic ที่เกิดขึ้นจากมุมมองการใช้ชีวิตด้วยความรัก รักที่ต้องการเห็นตัวเองพัฒนาไปสู่สิ่งดีๆ และความรักนี้ก็ยังเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ ต้องการให้คนอื่นพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นเช่นกัน

“การดูแลคนไข้ในด้านความสวย ความงาม ถือเป็นการช่วยรักษาคนไข้ในด้านจิตใจ ช่วยทำให้คนไข้เกิดความสบายใจ ทำให้เกิดการพัฒนาตัวเอง และมีความมั่นใจมากขึ้น ในการติดต่อ นำเสนอและประสานงานต่างๆ” คุณหมอแหวว กล่าว

 

พญ.เพ็ญลดา ตัดสินใจทำธุรกิจคลินิกความงามของตัวเอง เมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากเป็นแพทย์ประจำคลินิกอื่นๆ มา 7 ปี เห็นแนวโน้มความต้องการอยากสวยของผู้หญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นความอยากสวย ในมุมมองที่ดีต้องการพัฒนาตัวเอง เสริมสร้างความมั่นใจในการทำงาน ใช้ชีวิตในสังคม ในฐานะหมอรู้สึกดีที่ได้ช่วยคนให้คลายความทุกข์ในจุดนี้ไปได้

คุณหมอจึงให้ความสำคัญทุ่มเทแรงกายแรงใจกับการทำอาชีพนี้อย่างสุดกำลังและเป็นที่มาของการสร้างงานด้วยใจ

ขณะที่คุณหมอมีวิธีเติมพลังชีวิตให้ตัวเอง ด้วยการขับมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ตะลุยเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือไปจากความชอบในกีฬาแอดเวนเจอร์แทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้า ขี่เสือภูเขา กีฬาทางน้ำ เช่น วินเซิร์ฟ เจ็ตสกี แต่การขับบิ๊กไบค์ ถือเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบมากที่สุด เพราะได้ปลดปล่อยชีวิตอิสระไปกับการท่องเที่ยวในแบบผจญภัย

 

คุณหมอแหวว เล่าว่า ก่อนหน้านี้ชอบไปขี่ม้าต่างประเทศปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง ขับมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ก็เช่นเดียวกัน ไปขับขี่ในต่างประเทศปีละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะประเทศที่มีธรรมชาติงดงามอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ช่วงหลังด้วยภารกิจงานรัดตัวการขับขี่ในประเทศก็เพียงพอ ทริปล่าสุด คือการขับบิ๊กไบค์จากกรุงเทพฯ ไปเชียงราย ถือเป็นการท่องเที่ยวไปด้วย

“การขับมอเตอร์ไซค์ได้ใช้สมาธิ เพราะต้องโฟกัส ตัดตัวเองจากโลกภายนอกชั่วคราวช่วยหยุดความเครียด พักเรื่องงานไว้ก่อน ขับมอเตอร์ไซค์แล้วรู้สึกอิสระ ได้สัมผัสสถานที่ที่สวยงาม ได้ท่องเที่ยว จึงช่วยคลายเครียด ถือเป็นการพักผ่อนไปด้วยในตัว”หมอแหวว กล่าว

นี่อาจจะเป็นความชื่นชอบที่ดูขัดแย้งจากความเป็นหมอ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยหล่อหลอมให้คุณหมอเป็นคนกล้าคิดกล้าทำพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต ทำให้คุณหมอมีคาแรกเตอร์ที่ต่างจากหมอในแบบฉบับที่เราคุ้นเคย แต่นี่คือตัวตนของผู้หญิงคนนี้ (พญ.เพ็ญลดา ครุฑโกษา) ผู้ที่ออกแบบให้บิ๊กไบค์กับเสื้อกาวน์มาคู่กันได้อย่างลงตัว

 

พัชรพงศ์ ตันธนสิน คนรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/414523

พัชรพงศ์ ตันธนสิน คนรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

พัชรพงศ์ ตันธนสิน หรือพีช วัย 29 ปี บุตรชายคนเล็กของ พูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC)

เขาเป็นผู้บริหาร Chiang Mai Rice Life ศูนย์การเรียนรู้แบบครบวงจรเรื่องการทำนาแบบอุตสาหกรรมบนพื้นที่ของครอบครัวบ้านธนสินบริเวณ 100 ไร่ ที่บ้านมอญ ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีในการปลูกข้าว เริ่มต้นตั้งแต่ปรับที่นาบำรุงดินจนกระทั่งแพ็กออกมาเป็นข้าวถุงพร้อมขาย ภายใต้แบรนด์ Chiang Mai Rice Life โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเรียนรู้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นยังมี Chiang Mai Rice Life Cafe คาเฟ่เรือนไม้แบบไทยอยู่ในบริเวณศูนย์การเรียนรู้นี้เช่นกัน บริการเครื่องดื่มและเบเกอรี่สำหรับผู้มาเยือน

 

พีชจบมหาวิทยาลัยกริฟฟิท เมืองบริสเบน ออสเตรเลีย ด้านกราฟฟิกดีไซน์ ไปพักอาศัยอยู่กับน้าที่ทำกิจการร้านอาหารไทยที่นั่นชื่อ แชท ไทย ไทย ระหว่างเรียนได้ช่วยน้าทำร้านอาหารไปด้วยนานถึง 7 ปี เริ่มตั้งแต่ล้างจาน แผนกผัด แกง และทอด จนกระทั่งเลื่อนขั้นเป็นกุ๊กมือหนึ่งของร้าน และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้สอนทำอาหารให้กุ๊กรุ่นต่อไป จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจจากน้าให้ดูแลร้านแทนน้าที่กลับมาเมืองไทย จนกระทั่งคิดว่าจะซื้อร้านทำต่อ

เมื่อเรียนจบพ่อของเขา พูลพิพัฒน์ เสนอพีชว่า ที่นาที่มีอยู่เคยให้ชาวนาเช่าปีละ 2 หมื่นบาท จะทำเองไหม ถ้าทำเองอาจมีรายได้เพิ่มปีละกว่า 1 ล้านบาท เพราะทำนาแต่ละครั้งมีรายได้เข้ามา 6-7 แสนบาท ถ้าปีละ 2 ครั้งก็ประมาณปีละ 1.2-1.4 ล้านบาท

 

“ผมรับปากพ่อว่าจะทำ เพราะจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ เหมือนที่เคยเรียนรู้จากร้านอาหารที่ออสเตรเลียโดยเริ่มจากศูนย์”

จากนั้นพีชได้ตระเวนเรียนรู้เรื่องการทำนาจากปราชญ์ชาวบ้านทั่วประเทศ ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ มูลนิธิขวัญข้าว ที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นการเรียนรู้วิธีทำนาอินทรีย์ และเรียนรู้หลักสูตรชาวนาเบื้องต้น จากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่บางเขน

การทำนาที่นี่ใช้เทคโนโลยีในการทำทั้งหมด โดยใช้รถไถ รถดำนา และรถเกี่ยวข้าว เครื่องสีข้าว เครื่องอบข้าวและเครื่องแยกข้าว รวมถึงเครื่องแพ็กข้าว และออกแบบผลิตภัณฑ์เองทั้งหมด การเพาะกล้าได้เพาะในถาดเพาะกล้ารอจนต้นแข็งแรงแล้วจึงนำไปดำในแปลงนา โดยมีคนจากศูนย์เพาะข้าวมาช่วยดู

 

“ผมขับรถไถเอง ดำเอง ยกเว้นการเกี่ยวข้าวที่จะระคายผิวมาก ต้องจ้างคนขับรถเกี่ยวข้าว อย่างไถนา 15 ไร่ ที่เริ่มทำปีก่อน ใช้เวลาแค่วันเดียวเท่านั้น การทำนาแต่ละครั้ง เราใช้เวลาดูแลเต็มที่แค่สิบวัน เวลาที่เหลือสามารถไปทำอย่างอื่นได้โดยส่วนใหญ่เวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลา 130 วัน การทำนาที่นี่ใช้คนงานประจำแค่ 1 คน”

เมื่อปี 2558 พีชได้ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 2 ครั้งบนพื้นที่ 15 ไร่ โดยนำพันธุ์มาจากกรมวิชาการเกษตรโดยมีลุงชาญกับลุงวี ชาวนาผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวเป็นพี่เลี้ยง ตั้งแต่ดูว่าข้าวตั้งท้องอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเคยเรียนแต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติ

“การเพาะข้าวเริ่มจากเอาข้าวไปแช่น้ำ 1 คืน บ่ม 2 คืน หลังจากนั้นนำข้าวใส่ถาด แกลบเผาใส่ข้างบนข้าว รดน้ำ เพาะในแปลงถาด แช่น้ำไว้ 15 วัน ไม่เกิน 30 วัน”

 

การปลูกข้าวอินทรีย์โดยใช้จุลินทรีย์หมักเองเป็นปุ๋ย จะได้ปริมาณข้าวน้อยกว่าปลูกโดยใช้สารเคมี 20-30% แต่ราคาขายข้าวจะสูงกว่า โดยข้าวที่ปลูกโดยสารเคมีกิโลกรัมละ 40 บาท แต่ปลูกข้าวอินทรีย์ถ้าเป็นข้าวกล้องหอมมะลิกิโลกรัมละ 90 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่กิโลกรัมละ 100 บาท

สำหรับผลผลิตที่พีชทำได้บนที่นา 15 ไร่ ครั้งล่าสุดที่ปลูกเมื่อเดือน ต.ค. 2558 จำนวน 120 กิโลกรัม ได้ผลผลิต 6,000 กิโลกรัมข้าวเปลือก

ข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รี่แบรนด์ Chiang Mai Rice Life วางขายในร้านกาแฟในบริเวณบ้านธนสินที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและร้าน Good Health ที่ถนนพัฒนาการ 53 กรุงเทพฯ

 

ปัญหาของการปลูกข้าวนั้น พีชกล่าวว่า มีปัญหาเรื่องน้ำและเรื่องนก อย่างปี 2559 รัฐบาลขอร้องไม่ให้ปลูกข้าวเพราะภัยแล้ง ทางแก้ไข อาจเจาะน้ำบาดาลหมุนน้ำในบ้านไปใช้หรืออาจปลูกปอเทืองเพื่อประหยัดน้ำและเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ส่วนปัญหาเรื่องนกมาจิกกินข้าวในนา ก็ต้องกระจายความเสี่ยงโดยการทำนาพร้อมกับชาวบ้าน

เขากล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลไม่ควรให้เงิน เช่น การประกันราคาข้าวหรือรับจำนำข้าว แต่ควรให้เครื่องมือทำนากับเขา ให้ความคิดเขา ให้ไปเลยงบประมาณในการซื้อเทคโนโลยีประจำตำบล ทั้งรถไถ รถดำ และรถเกี่ยวข้าว รวมถึงโรงสี โรงอบและเครื่องแพ็ก ฝึกฝนชาวนาให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต

สำหรับร้านกาแฟสดและเบเกอรี่ในบริเวณบ้านชื่อเดียวกับแบรนด์ข้าวคือ Chiang Mai Rice Life คนที่เข้ามาดื่มกาแฟที่นี่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเพราะที่นี่อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่เพียงแค่13 กม. ที่นักท่องเที่ยวนอกจากมานั่งดื่มกาแฟแล้วยังชื่นชมธรรมชาติที่นี่ได้

 

ขณะนี้พีชกำลังใช้เวลาในการปรับพื้นที่ที่เคยให้ชาวนาเช่า ที่ยังมีสารเคมีตกค้างให้เป็นนาและไร่อินทรีย์โดยปลูกข้าวผสมผสานกับพืชเกษตรอื่นด้วย เช่น สตรอเบอร์รี่และอินทผลัม

บริเวณบ้านธนสินจำนวน 100 ไร่แห่งนี้ เดิมปี 2530 พูลพิพัฒน์ พ่อของพีช มีที่อยู่บริเวณนี้เพียงกว่า 10 ไร่ โดยซื้อมาจากชาวบ้าน ด้วยพื้นเพเป็นคน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อยู่บริเวณตลาดวโรรส โดยพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นนาข้าว แต่มีปัญหาชาวนาทะเลาะกันเพราะเป็นที่ตาบอดไม่มีทางออก จึงมาถามขายให้ จึงต้องซื้อไว้ทั้งหมด เมื่อซื้อราคาที่นาแถวนั้นก็ขึ้น โครงการบ้านจัดสรรมาซื้อแข่ง เมื่อซื้อได้แล้วรวมเป็น 100 ไร่ ได้ให้ชาวนาเช่าทำนาต่อ 30 ไร่ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายรับประกันราคาข้าวและจำนำข้าว ชาวบ้านรีบเกี่ยวข้าวทั้งที่ข้าวยังไม่สุกเพื่อให้ทันขายราคาที่รัฐบาลกำหนดเกวียนละ 7,000-8,000 บาท ทั้งที่มีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ารถ ชาวนาพอใจบอกได้ปีละ 2 แสนบาท ค่าเช่านาปีละ 5 หมื่นบาท ค่ากินค่าอยู่ไม่เสีย บ้านธนสินจ่าย

 

ทั้งนี้ หากชาวนาออกไปอยู่เอง คงหาเลี้ยงชีพไม่รอด รัฐบาลไม่ได้ให้เครื่องมือและวิธีคิด พูลพิพัฒน์จึงคิดว่าจะทำนาเอง ประจวบเหมาะกับพีชกลับมาจากออสเตรเลีย พูลพิพัฒน์จึงเสนอให้ลูกชายคนเล็กมาเริ่มต้นทำ เพื่อจะให้เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการทำนาสมัยใหม่ ส่งไปเรียนกับปราชญ์ชาวบ้านด้านการทำนาทั้งที่สุพรรณบุรี เชียงใหม่ อีสาน และไต้หวัน โดยทำนาอุตสาหกรรมใช้คนน้อยและปลูกข้าวแบบดั้งเดิม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

ปัจจุบันมีการไถเกลี่ยพื้นที่ไว้ 80 ไร่ เพื่อใช้ทำนาต้องพลิกหน้าดิน มีการขุดคูน้ำล้อมรอบเพื่อจะสามารถทำนาได้ตลอดปี และเริ่มทำอย่างจริงจังเมื่อปี 2558 จำนวน 15 ไร่ มีคนเข้ามาดูงานประจำ โดย โอฬาร ไชยประวัติ เคยพานักศึกษามาดูงานที่นี่

นอกจากนั้น ยังมีร้านกาแฟและเบเกอรี่ Chiang Mai Rice Life ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือน ม.ค. 2558 ด้วย

 

Optimal You เป็นเราในแบบที่แฮปปี้สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413379

Optimal You เป็นเราในแบบที่แฮปปี้สุด

โดย…หนูดี-วนิษา เรซ ภาพ อีพีเอ

หนึ่งในวิชาที่หนูดีชอบที่สุดสมัยเรียน คือ วิชาจิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive Psychology ซึ่งจำได้ว่าอยากไปเข้าเรียนทุกๆ ครั้งไม่อยากโดดเลย เพราะเป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับงานวิจัยของคนที่มีความสุขเป็นพิเศษและเราก็นำสิ่งที่ค้นพบมาปรับใช้กับตัวเรา

หนูดีชอบวิชานี้ถึงขนาดเอามาเขียนเป็นหนังสือเล่มที่สาม คือ “อัจฉริยะสร้างสุข” และต่อเนื่องมาเป็นหนังสือ Brain Power 2 คู่มือเพิ่มความสุขในทุกๆ วัน

เวลาผ่านไปสิบปีเต็มๆ หลังจากหนูดีเรียนจบและกลับมาทำงานเมืองไทย ตอนนี้มีงานวิจัยในสายจิตวิทยาเชิงบวกนี้เพิ่มเติมขึ้นมาและน่าสนใจจนอยากนำมาบอกต่อในสองประเด็น นั้นก็คือเรื่องของการออกกำลังกายและเรื่องของการรับประทานอาหาร ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายดายและพวกเราก็มักจะรู้กันอยู่แล้วแต่ทำไม่ค่อยได้หรือบางทีก็มองข้ามไป เพราะเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ อยู่แล้ว ออกกำลังกายแค่ 10 นาทีตั้งแต่เช้าช่วยให้อารมณ์เราดีต่อเนื่องในวันนั้น – เป็นข้อมูลที่นักวิจัยอยากให้พวกเรารู้ค่ะ

งานวิจัยจากภาควิชาจิตวิทยาเชิงบวก พบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ช่วยปรับสมองของเราให้พร้อมต่อการเรียนรู้ พร้อมต่อการรับข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยงานวิจัยนี้อาจารย์ในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งจึงมักชักชวนให้เด็กๆ ร่วมกันเต้น แอโรบิกสั้นๆ ก่อนประชุมงานกลุ่มหรือก่อนสอบ เวลาเราเห็นพวกเขาอัพ แอนด์ ดาวน์ด้วยกันแล้วน่ารักจริงๆ ค่ะ เชื่อกันว่ามันจะช่วยให้เด็กๆ ทำงานและทำข้อสอบได้คะแนนดีขึ้น ว่าไปแล้วเวลาเราทะเลาะกับแฟน เราควรพักเบรกไปออกกำลังกันคนละ 10 นาทีก็น่าเอ็นดูดีนะคะ กลับมาเจอกันอาจอารมณ์ดีจนหันมาปรับความเข้าใจกันได้ง่ายๆ

นักวิจัยพบว่า การออกกำลังกายจริงจังอย่างต่อเนื่องช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้ดีพอๆ กับยาต้านภาวะซึมเศร้าแต่ผลดีต่อเนื่องนั้นเจ๋งมากค่ะ นั่นก็คือ หากใช้ยาแล้วหยุดยาโอกาสที่จะกลับมามีภาวะซึมเศร้านั้นสูงถึง 38% แต่หากใช้การออกกำลังกายจริงจังแล้วหยุดไปพบว่าผู้ป่วยเพียงประมาณ 9% เท่านั้นที่จะกลับมามีภาวะซึมเศร้าแบบเดิมอีก

ฟังแบบนี้แล้วคนที่เพียงแค่เครียดง่ายหรือเซ็งๆ อารมณ์ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่ายน่าลองออกกำลังกายหนักหน่วงจริงจังดูนะคะเพราะหากคนเป็นภาวะซึมเศร้ายังหายดีได้แล้วคนที่เป็นเพียงเล็กน้อยคงทำให้อารมณ์ดีไปอีกนาน

นานแค่ไหนมาดูผลงานวิจัยของกลุ่มนักจิตวิทยาเชิงบวกกัน งานวิจัยพบว่าคนเราจะอารมณ์ดีต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ฟังแล้วเดี๋ยวต้องไปดูหนุ่มๆ ที่เล่นกล้ามยกเวตหนักๆ ดูสิว่าอารมณ์ดีจริงหรือไม่

หันมาดูด้านของอาหารการกินกันบ้าง เมื่อก่อนมุมของอาหารการกินมักจะโดนมองข้ามโดยนักวิจัยในกลุ่มจิตวิทยาเชิงบวก เพราะพวกเขามักไปโฟกัสที่วิธีการคิดและแบบแผนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดเสียมากกว่า

แต่ในช่วงหลังเทรนด์การรับประทานอาหารสุขภาพมาแรงมาก จนนักวิจัยได้ลองเก็บข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าการรับประทานผักและผลไม้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้จริง โดยงานวิจัยนี้เก็บข้อมูลกับกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว 281 คน ติดตามพฤติกรรมการรับประทานของเขาเป็นเวลา 21 วัน พบว่า กลุ่มคนที่รับประทานผักผลไม้รวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 7 ส่วน (7 Servings) (วิธีคำนวณง่ายๆ คือ หนึ่งส่วนประมาณแอปเปิ้ลขนาดกลางหนึ่งผล) นั้นมีอารมณ์ที่ดีกว่าคนที่รับประทานผักผลไม้น้อยอย่างเห็นได้ชัด โดยอารมณ์ที่ดีขึ้นนั้นจะส่งผลชัดเจนในวันถัดไปหลังจากรับประทานผักผลไม้ไปเต็มที่แล้ว

แท้จริงแล้วการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้เพียงพอเหมาะสมนั้น เป็นสิ่งที่เบสิกมากๆ จนเราทุกคนพูดถึงกันบ่อยๆ อีกทั้งการนอนหลับให้พอในแต่ละคืนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากคืนไหนนอนไม่พอผลจะเห็นได้ชัดเจนในเช้าวันถัดมาว่าอารมณ์ของเราจะเสียง่าย หงุดหงิดง่ายโดยไม่มีเหตุผล นั่นเพราะการดูแลขับพิษและฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ เกิดขึ้นอย่างมากในเวลาที่เรานอนหลับโดยเฉพาะการนอนหลับช่วงก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือกันว่าเป็นช่วงฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สิ่งง่ายๆ เหล่านี้หากเราจะทำก็ทำได้ไม่ยากเย็นเกินไป เพราะมันไม่ได้ใช้เงินหรือความพยายามเยอะแยะอะไรเลย ง่ายกว่าเรียนให้จบเสียด้วยซ้ำ เสียดายที่คนจำนวนมากมีวินัยไม่เพียงพอที่จะทำมันให้เกิดอย่างต่อเนื่องได้เลยทำให้พลาดการใช้ประโยชน์จากการออกกำลังและรับประทานผักผลไม้ไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนวิธีอื่นๆ ที่พบว่าใช้ได้ผลอย่างยิ่งที่เน้นเรื่องของ “วิธีคิด” อย่างเดียวน้ั้น ก็คือการเขียน “Grateful Journal” หรือ สมุดไดอารี่สิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณ โดยเขียนได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น อาหารวันนี้อร่อย ไปจนถึงวันนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะที่ใฝ่ฝันไว้ได้ การจดบันทึกเช่นนี้เรื่อยๆ จะช่วยให้เราโฟกัสในสิ่งที่เรามีมากกว่าไปโฟกัสในสิ่งที่เราขาด เทคนิคง่ายๆ เพียงเท่านี้ช่วยให้คนมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมานักต่อนักแล้ว

ใครที่อยากมีความสุขมากขึ้นและเป็นตัวของเราแบบที่แฮปปี้ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ลองนำเทคนิคเรียบง่ายที่ทำได้เลยในวันนี้ไปลองปรับใช้ดูนะคะ หากไม่มีเวลาจริงๆ ขอแค่กระโดดตบเบาๆ สักสิบนาทีก่อนออกไปทำงาน…แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ

 

สุขง่ายได้ทั้งวันแค่ 7 ขั้นหลังตื่นนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 09:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413377

สุขง่ายได้ทั้งวันแค่ 7 ขั้นหลังตื่นนอน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ NYT, Reuters, Bloomberg

บทความของอีริค บาร์กเกอร์ (Eric Barker เจ้าของเว็บไซต์ bakadesuyo.com) ที่ถูกตีพิมพ์ในนิวยอร์กไทมส์ เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และนิตยสารไทม์ กล่าวถึงการสร้างความสุขยามเช้า 7 ขั้นตอน เขากล่าวว่าจากผลวิจัยมากมายพิสูจน์แล้วว่าคนมีความสุขจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าเราควรทำอย่างไรให้ได้รับความสุขนั้น อีริคบอกเคล็ดลับ 7 ขั้นตอนที่ควรทำทุกเช้า ดังนี้

ขั้นแรก ก่อนเข้านอนต้องรู้ว่าตัวเองจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ วางแผนชีวิตและสัญญากับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ขั้นที่สอง จัดการอารมณ์ ผลวิจัยชี้ชัดว่าอารมณ์ตอนเช้าจะส่งผลต่ออารมณ์ทั้งวันนั้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณอารมณ์เสีย เช่น อีเมลงาน แชตจากเจ้านาย เพื่อไม่ให้เช้าแสนสุขของคุณต้องพังลง หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นจากเตียงแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ขั้นที่สาม อาหารเช้า อีริค กล่าวว่า หลายคนไม่กินอาหารเช้าเพราะข้ออ้างต่างๆ นานา ทั้งไม่มีเวลา หาซื้อไม่ได้ ตื่นสาย ซึ่งแท้จริงแล้วอาหารเช้าเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกาย มากไปกว่านั้นเราควรให้เวลากับมื้อเช้า ไม่ใช่เพียงแค่กิน แต่ต้องเอนจอยกับช่วงเวลานั้น หลังจากชาร์จพลังจากอาหารเช้าแล้ว ก็ถึงขั้นที่สี่ ทำในสิ่งที่คุณกลัว อีริคไม่ได้กล่าวผิด แต่เพราะเวลาเช้าเป็นช่วงเวลาดีที่สุดที่จะทำในสิ่งที่หลีกเลี่ยงมาตลอด เขายกตัวอย่าง คนลดความอ้วน มักจะกินเกินความตั้งใจในมื้อเย็น ไม่ใช่ในมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง ซึ่งสิ่งควบคุมให้คุณอยู่ในกฎระเบียบนั้นคือ ตัวเอง หรือ Self-Control ดังนั้นต้องกล้าที่จะท้าทายตัวเองในทุกเช้าเพื่อให้วันนั้นกลายเป็นวันแห่งชัยชนะ

เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปขั้นที่ห้า ส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ส่งอีเมลหรือข้อความในแง่ดีไปหาเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ทำงาน ซึ่งมีผลวิจัยยืนยันว่า การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้จะทำให้คุณมีความสุขแบบไม่รู้ตัว จากนั้นขั้นที่หก เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อาจดูเป็นพฤติกรรมของคนมองโลกในแง่ร้าย แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นการเตรียมตัวให้คุณรับมือได้ทัน ทั้งนี้อย่าวิตกจนทำให้ไม่มีความสุข แต่จงคิดในแง่ดีว่าตัวเองมีแผนสำรองเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนั้นๆ และมาถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนก้าวออกจากประตู ขั้นที่เจ็ด จูบคนที่คุณรัก การกอดจูบเป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ดี อีริคกล่าว เช่น สามีที่จูบภรรยาก่อนไปทำงานจะมีอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีและหาเงินได้มากกว่าคนทั่วไป 20-30% ซึ่งนักจิตวิทยาคิดว่าไม่ใช่เพราะจูบที่ทำให้ผลเป็นเช่นนั้น แต่เพราะความรู้สึกที่ดีตอนเช้าต่างหากที่ทำให้คุณมีอายุยืน แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่คนโรแมนติกก็สามารถกอดทดแทนได้ มีผลวิจัยระบุไว้ว่า การกอด 5 ครั้งต่อวันจะส่งผลดีต่อชีวิตเช่นกัน อย่างไรก็ตามอีริคได้กล่าวทิ้งท้าย เช้าที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนเช้า ทั้ง 7 ขั้นจึงนำไปใช้เวลาใดก็ได้ล้วนส่งผลดีทุกเวลา