หญิงยุคใหม่ หัวใจอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 11:30 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411197

หญิงยุคใหม่ หัวใจอาสา

 

โดย…วรธาร-ปอย

จิตอาสา คำนี้ดูทรงพลังและมีความงดงามซ่อนอยู่มากมาย เพราะความเป็นผู้มีจิตอาสา หรือการมีจิตสาธารณะ สามารถบันดาลให้โลกใบนี้งดงามพรั่งพร้อมไปด้วยความสุข มิตรภาพ ความรัก รอยยิ้ม สดใส ความอบอุ่น และความน่าอยู่เสมอ และไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายหรือจะเพศอะไรก็ตาม หากว่ามีจิตอาสาก็ล้วนแต่งดงามและมีคุณค่า แล้วหันมามองผู้หญิงสมัยนี้หลายต่อหลายคนนอกจากจะงามรูปกายแล้ว แต่ข้างในแสนจะงดงาม เพราะเธอมีจิตอาสา ทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

โลกนี้น่าอยู่ด้วยจิตอาสา

ส้ม นาฏญาภรณ์ จันทร์มูล วัย 23 ปี นางสาวพะเยาคนล่าสุด ในการจัดงานฤดูหนาวและสืบสานประเพณีของดี จ.พะเยา ปี 2558 ผู้มากด้วยความสามารถทั้งนาฏศิลป์ ดนตรีล้านนาทั้งการแสดงและสอน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโรงเรียนสืบศิลป์แผ่นดินล้านนา ที่ก่อตั้งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ทำงานจิตอาสาตั้งแต่ชั้น ม.4 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 7 ปี จุดเริ่มมาจากครอบครัวและวัดที่ปลูกฝังในการช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ส้ม นาฏญาภรณ์ จันทร์มูล

 

“การเป็นจิตอาสาของส้มมาจากพื้นฐานของครอบครัว คือ พ่อแม่เป็นจิตอาสาทุกอย่างในหมู่บ้าน ทั้ง อปพร., ชรบ., อสม. และอื่นๆ ที่ทำให้เห็น พอเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนพินิตประสาธน์ วัดศรีอุโมงค์คำ จ.พะเยา ก็ยิ่งปลูกฝังการมีจิตสาธารณะมากขึ้น ทุกครั้งที่มีงานไม่ว่างานวัด หมู่บ้าน หรือโรงเรียนช่วยตลอด ขึ้นอยู่กับว่างานอะไร เช่น เป็นพิธีกร โชว์นาฏศิลป์ เล่นดนตรี หรือแม้แต่การสอนหนังสือ เช่น สอนธรรมศึกษา สอนดนตรีพื้นเมืองให้กับน้องๆ เป็นต้น”

หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 และได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพะเยา สาขาการท่องเที่ยว ความเป็นจิตอาสาก็ไม่เคยลดน้อยถอยลง เธอได้ใช้โอกาสสร้างเครือข่ายจิตอาสาขึ้นมาในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่เรียนชั้น ป.1 โดยมีเพื่อนๆ มาช่วยงานจิตอาสาจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ได้สมัครไปช่วยงานจิตอาสาที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันด้วย

“พอเรียนมหาวิทยาลัย ปีแรกก็ได้สร้างเครือข่ายจิตอาสาขึ้นมาเพราะส้มได้รับตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัย ปี 2554 ทำให้มีคนรู้จักเยอะเวลาทำกิจกรรมต่างๆ จะมีเพื่อนๆ มาช่วย แต่ส้มมองว่างานจิตอาสาสามารถทำนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ จึงแข่งขันมัคคุเทศก์อาสาชนะเลิศ แล้วอาจารย์ ดร.ฤทัยภัทร พิมลศรี สาขาการท่องเที่ยว จึงพามาช่วยงานมัคคุเทศก์อาสา ที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จากนั้นจึงเริ่มสร้างเครือข่ายจิตอาสาโดยที่ส้มเองไปเป็นจิตอาสาช่วยงานที่นั่นที่นี่รวมถึง อบจ.พะเยา ที่ที่เคยฝึกงาน ถึงวันนี้กว่า 7 ปี ในการที่เป็นจิตอาสาช่วยเหลืองานต่างๆ”

 

สาวพะเยาจิตใจงาม บอกว่า ทุกวันนี้ได้รับความเมตตาจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้เข้ามาช่วยงานประจำของศูนย์ในตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนสืบศิลป์แผ่นดินล้านนา โดยทำงานเกี่ยวกับดนตรี กวี ศิลป์ ศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดยมีแม่ครูศันสนีย์ อินสาร เป็นผู้ฝึกสอนในโรงเรียนตลอดจนเครือข่ายทั้งหมดและปัจจุบันได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์บันดาลไทยไร่เชิญตะวันจากกระทรวงวัฒนธรรม ขณะเดียวกันยังดูแลการจัดการทัวร์ การศึกษาดูงาน ในศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันด้วย

“ส้มคิดว่ารมณียสถานแห่งการตื่นรู้แห่งนี้ นอกจากเป็นสถานที่เผยแผ่ศาสนาสู่สังคมโลกแล้วยังเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีจิตอาสาในการพัฒนาสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การสร้างค่านิยมแห่งสันติภาพ ดังคำสอนของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่สอนทุกคนที่มาเป็นจิตอาสาว่า ขอให้เธอเบิกบาน กับการรับใช้เพื่อนมนุษย์“

ทุกวันนี้แม้ส้มจะทำงานแล้วแต่นอกจากการทำงานก็ยังเป็นจิตอาสาไปช่วยสอนดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง สอนฟ้อนรำ ของกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ที่บ้านป่าแดง อ.แม่ลาว จ.เชียงราย และเป็นจิตอาสาช่วยงานในเครือข่ายเพื่อนคุณธรรม ชมรมกล้าแผ่นดิน จ.พะเยา และงานจิตอาสาอื่นๆ อีกมากมายตามแต่โอกาส เวลา สถานที่เหมาะสม ซึ่งเธอรู้สึกแฮปปี้มากๆ กับการทำงานตรงนี้

 

“ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด แม้เพียงน้อยนิดหากเป็นสิ่งที่มีคุณธรรม ย่อมก่อให้เกิดสิ่งที่มีคุณภาพ ชีวิตจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเราได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น หากมนุษย์ไม่เห็นคุณค่ามนุษย์ด้วยกันแล้วโลกนี้จะน่าอยู่ได้อย่างไร สำหรับส้มแล้วงานจิตอาสาเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขและส้มไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ส่วนตัวจากการทำงานตรงนี้ค่ะ” นาฏญาภรณ์ ทิ้งทาย

ไม่ต้องใช้เงินแค่ใช้ใจนำก็สุขแล้ว

แพท-ณปภา ตันตระกูล ดาราและพิธีกรชื่อดัง สาวยุคใหม่อีกคนที่งดงามด้วยจิตอาสา ทว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยรู้ในสิ่งที่เธอทำ แพท บอกว่า สิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้พิเศษอะไร ก็เหมือนกับที่ดาราคนอื่นๆ ทำ แต่เธอทำประจำนับไม่ถ้วนโดยเอาของที่จำเป็นไปบริจาคให้กับคนที่ยากจนที่และมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก เช่น ที่บ้านเด็กกำพร้า เป็นต้น ซึ่งนอกจากการนำสิ่งของไปบริจาคตามสถานที่ต่างๆ แล้วแพทยังชอบช่วยงานของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่จัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคม ถ้าไม่ติดธุระก็พร้อมไปช่วยหากได้รับการติดต่อมา

หากยังจำได้เมื่อเร็วๆ มีคุณหมอคนหนึ่งออกมาเขียนในเว็บไซต์พันทิปเล่าเชิงชื่นชมความเป็นดารามีจิตอาสาของแพททำนองว่า โชคดีที่ได้แพทมาช่วยงาน เพราะโทรติดต่อหาดารา (ผ่านผู้จัดการ) หลายคน บ้างก็ไม่ว่าง บ้างก็ถามค่าตัว แต่แพทไม่ถามพร้อมมาช่วยอีกด้วย

แพท-ณปภา ตันตระกูล

 

“ก็ไม่เชิงจิตอาสาค่ะ งานนั้นแพทยสภาจัดเสวนาที่ จ.ระนอง ทางคุณหมออยากเชิญดาราไปร่วมเสวนาก็ถามแพทไปให้ได้ไหมโน่นนี่นั่นและบอกว่าค่าตัวน้อยมากไม่มีดาราคนไหนไปเลย ตอนนั้นแพทไม่คิดอะไรว่างอยู่แล้วก็อาสาไปช่วย และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ไปช่วยงานของกระทรวงกลาโหมโครงการสร้างห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ จ.พิษณุโลก แพทก็ไม่เอาเงิน”

ดาราสาว เปิดเผยว่า การได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคมอยู่เสมอรู้สึกมีความสุข และงานแบบนี้ถ้าหากว่าง ไม่ติดธุระอะไร ก็พร้อมที่จะไปเพื่อให้กำลังใจกับคนที่จัดงานและคนที่ไปร่วมงาน

“สัญญาจะทำเพื่อสังคมให้ต่อเนื่อง”

อีกคนหนึ่งนักธุรกิจไฮโซดัง แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ บอกบุญผ่านเฟซบุ๊กโปรเจกต์จะขุดบ่อบาดาลและทำปั๊มสูบน้ำให้กับน้องหมาและแมวพิการในมูลนิธิ PAC Pattaya เนื่องจากมูลนิธินี้อยู่บนเขา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ความที่พื้นที่อยู่สูงทำให้น้ำส่งไปไม่ถึง PAC เลี้ยงดูสัตว์ถูกทิ้งและพิการอยู่มากกว่า 400 ชีวิต ต้องใช้เงินประมาณ 7.5 หมื่นบาท เป็นค่าขุดเจาะและค่าปั๊มน้ำอีกประมาณ 3 หมื่น รวมเป็น 105,000 บาท

“…หากใครอยากร่วมกันทำบุญต่อชีวิตน้องสัตว์ยากไร้ ส่ง Private Message หาแพรได้เลยค่ะ อนุโมทนาบุญกับทุกคนนะคะ”

 

และยอดบริจาคส่งเข้ามาที่ แพรพรรณ ก็ได้ครบตามจำนวนในเวลารวดเร็ว เฟรนด์บางรายร่วมบริจาคทันที 5,000-1 หมื่นบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวหญิงสาวใจบุญรายนี้เป็นอย่างมาก

“เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ส่งข่าวเพื่อนๆ หยุดบริจาค ได้ค่าขุดบ่อบาดาลครบแล้วค่ะ แพรก็ใส่เงินเพิ่มเข้าไปให้ได้ 6 หลัก ซึ่งก่อนที่แพรจะตัดสินใจทำแคมเปญกับมูลนิธินี้ได้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เจ้าของมูลนิธิป็นชาวออสเตรเลีย ได้ที่ดินบนเขาก็เริ่มเลี้ยงหมาพิการไม่กี่ตัว และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อาหารไม่พอและน้ำยิ่งขาดเพราะอยู่บนที่สูง แพรเซนซิทีฟกับสัตว์พิการค่ะ เห็นไม่ได้ ใจอ่อน ต้องให้ความช่วยเหลือเลย เริ่มจากส่งน้ำเป็นถังไปให้และส่งเงินไปจำนวนหนึ่งก่อน แล้วโครงการนี้ก็ได้เพื่อนๆ มาช่วยกันเยอะ คุยกับพี่บี-สุริยา พูลวรลักษณ์ ก็เข้ามาช่วยเรื่องการก่อสร้าง โดยส่งทีมงานไปดูถึงพื้นที่ว่าจะต้องขุดบ่อน้ำอย่างไร เพื่อนๆ ทำกรุ๊ปไลน์ปรึกษากันค่ะ ก็มีคนเสนอว่าทำไมไม่ย้ายน้องๆ ซึ่งหมามีถึง 400 ตัว เป็นเรื่องยุ่งยากมากเกินไปถ้าต้องขนย้ายสัตว์จำนวนมากขนาดนี้ การสร้างสาธารณูปโภคที่ดีให้เขาน่าจะดีกว่า” แพรพรรณ กล่าว

นักธุรกิจนำเข้าสินค้าของเล่นอินเทรนด์ ร้าน Play House เล่าว่า การเสียสละเพื่อสังคมได้นิสัยนี้มาจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องมีการทำงาน volunteer หรืออาสาสมัครทำงานเพื่อส่วนรวม เป็นวิชาบังคับ Extra Curriculum ซึ่งในวัย 12 ปี แพรพรรณ บอกว่าเป็นสิ่งต้องจำใจทำมากกว่าสมัครใจ

แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ

 

“มีกิจกรรมให้ทำ 2 อย่าง คือ เก็บขยะ ซึ่งใน 1 ปีนักเรียนต้องเก็บให้ได้ตามกำหนด อีกกิจกรรมคือมีหน้าที่ช่วยดูแลเลี้ยงน้องอนุบาล 3 ในฐานะเราเป็นพี่โตกว่า ตอนนั้นแพรว่าเสียเวลามาก (หัวเราะ) เราเป็นเด็กก็อยากเล่นสนุกช่วงพักกลางวัน แต่กลับต้องมาเสียสละทำเรื่องพวกนี้ แต่พอเรียนระดับมหาวิทยาลัยกลับอยากทำด้วยตัวเอง คุณแม่พาไปเลี้ยงอาหารบ้านเด็กพิการ ความที่เราเคยดูแลเด็กๆ มาก็ป้อนข้าวเขาได้ เล่นกับเขาได้สบาย แล้วรู้สึกดีมาก คือสิ่งที่น้องตอบแทนเรากลับมามันมากกว่าสิ่งที่เราให้เขานะคะ เขากอดเรา คุยกับเรา ร้องเพลง เต้นรำให้เราดู แพรคิดว่าสิ่งที่ให้เขาแค่อาหารกลางวันมื้อเดียว แต่สิ่งที่เขาให้เรากลับมานั้นมากมายเลยค่ะ แล้วเขาก็เฝ้ารอการกลับมาของเราอีกครั้ง

สิ่งที่แพรทำเพื่อสังคมจึงมี 2 เรื่องค่ะ คือ สัตว์ยากไร้และเด็กขาดแคลน สองเรื่องนี้สัญญากับตัวเองค่ะว่าจะทำแคมเปญต่างๆ ให้ต่อเนื่อง วันนี้ในด้านธุรกิจของแพรวางระบบแข็งแรงแล้ว เราสามารถสละเวลามาทำงานสังคมได้มากขึ้น ทุกวันเด็ก Play House จัดกิจกรรมพาเด็กพิการมูลนิธิต่างๆ เข้ามาชมนิทรรศการของเล่นในร้านที่เซ็นทรัลเวิลด์ ภาพที่แพรประทับใจมากที่สุด คือ น้องคนหนึ่งใส่ขาเหล็ก ขาน้องลีบตัวก็เล็กๆ นะคะ แต่เขาก็ยังเข็นเพื่อนที่นั่งวีลแชร์ ภาพนี้ทำให้แพรเห็นว่ามูลนิธิบ้านนนทภูมิปลูกฝังอบรมเด็กๆ ได้ดี เด็กน่ารักมีน้ำใจมาก เขาไม่ได้รอการช่วยเหลืออย่างเดียว แต่ช่วยเหลือคนรอบข้างอีกด้วย ส่วนเราแข็งแรงทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ก็พอมีแล้ว แพรสัญญาว่าอนุเคราะห์เด็กๆ มูลนิธินี้ตลอดไปเลยค่ะ

 

การทำงานเพื่อสังคมเริ่มง่ายค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่จะทำอย่างไรที่จะให้โครงการที่เราริเริ่มขึ้นนี้ สามารถอยู่ต่อได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือเรื่องที่ยากที่สุดเลยค่ะ ทุกวันนี้แพรก็ยังทำได้เป็นครั้งคราว เช่น กรณีน้องหมาเห็นโพสต์ในอินสตาแกรมเพื่อน ก็ได้ทำบุญกันไปนะคะ แต่สิ่งที่แพรฝันไว้คืออยากทำโครงการยั่งยืนโดยทำเป็นซูเปอร์มาเก็ตมีของอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ให้คนยากไร้เข้ามาช็อปปิ้งกันได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน เขาจะได้รู้สึกว่ามีค่าขึ้น เมื่อไม่ต้องแบมือขอ หรือรอการรับบริจาคจากใครแต่เพียงฝ่ายเดียว” แพรพรรณ กล่าวทิ้งท้าย

‘สาวแรงหญิงร้าย’ เสน่ห์ที่ผู้ชายขยาด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410971

‘สาวแรงหญิงร้าย’ เสน่ห์ที่ผู้ชายขยาด?

โดย…พริบพันดาว

รายการ “เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2” ทำให้เห็นด้านแรงร้ายของบรรดาผู้หญิง แม้ว่าเป็นเรียลิตี้โชว์ที่มีการเขียนบทผสมอยู่ก็ตาม หรือรายการอื่นๆ บนจอทีวียุคปัจจุบันก็สะท้อนภาพของผู้หญิงยุคใหม่ในปัจจุบันได้ดี

จากความยอดนิยมของบรรดาผู้หญิงแรงและร้ายของรายการนี้ ทำให้อดนึกถึงการอธิบายถึงความแตกต่างทางเพศ (Sexual Different) เป็นความพยายามที่จะแสวงหาความจริงที่ก่อให้เกิดคำถามว่าความแตกต่างนั้นเกิดจากอะไร หรืออะไรที่สร้างความแตกต่าง

เพราะผู้หญิงมีหลายประเภท สำหรับผู้ชายไทยจะมีพิมพ์นิยมชอบผู้หญิงที่ดูหวานใสนิสัยดี ดูบอบบางและขี้อ้อนนิดๆ หน่อยๆ แต่พองาม โดยมีผู้หญิงที่อยู่ในหมวดหมู่ “สาวร้ายพราวเสน่ห์” ซึ่งมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวเป็นยาขมอยู่พอสมควร แต่ก็มีบางส่วนของผู้ชายที่ชอบสาวแนวนี้ แรงๆ มั่นๆ ได้ใจ มีเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหา

ในลักษณะของสาวแรงหญิงร้าย มีเสน่ห์ที่ผู้ชายสนใจในลักษณะนิสัยก็คือ ความมั่นใจในตัวเอง ความเปิดเผยตรงไปตรงมา การอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว แรงดึงดูดใจและความรักในการผจญภัยของเธอ ที่ไม่เหมือนผู้หญิงแนวอื่นๆ แล้วผู้ชายไทยมองผู้หญิงแนวแรงมาร้ายอย่างไรบ้าง?

มุมมองและทัศนคติชายไทย

สาวแรงหญิงร้ายมักทำให้เพื่อนหญิงด้วยกันต้องหมั่นไส้ ผู้ชายต้องถอยห่าง แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า สาวร้ายต้องก๋ากั่น แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ด ทำตัวเป็นนางมารร้ายหรือเดินสูบบุหรี่ให้ดูเหมือนเป็นผู้หญิงกร้านโลก เพราะสาวร้ายที่พูดถึงซ่อนตัวอยู่ภายใต้สาวธรรมดาในโลกยุคปัจจุบัน

ปั๊บ-ปาฏิหาริย์ เพ็งสุข ดารารุ่นใหม่ที่ผ่านประสบการณ์รักแบบหนุ่มสาวยุคใหม่มาพอประมาณ บอกว่า เขาเจอสาวแรงและร้ายมาแล้ว

“โอเค ไม่มีปัญหาอะไร ผู้หญิงที่มั่นใจก็เป็นสิ่งที่ดีที่เขาเป็นคนที่มีความกล้า ทำให้เขาใช้ชีวิตได้คล่องแคล่วกว่าคนอื่น ทำอะไรก็ไม่ต้องออมไว้ เพราะเขามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต”

แน่นอน ปั๊บฟันธงอย่างมั่นใจว่า ผู้ชายไทยชอบผู้หญิงหวานน่ารัก สดใส เอาใจเก่ง ขี้อ้อน ง้องแง้งงอแง

“ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เวลาที่เจอผู้หญิงมั่นใจเกินไป เชื่อตัวเองมากเกินไป ส่วนมากเขาไม่ฟังเหตุผลของเรา ประเภทหญิงร้าย หญิงมั่น ดูลึกลับ ค้นหายาก ดูเหมือนเขามีโลกส่วนตัว มีความคิดที่เป็นของตัวเอง มีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพราะว่าส่วนมากที่ผู้ชายมองว่าเป็นหญิงร้าย คือผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด และก็มั่นใจ ซึ่งแต่ละคนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และก็ตัดสินใจเด็ดขาด ก็คือเสน่ห์ของเขา แต่ผมก็ไม่ชอบนะ เพราะทำให้เราดูเหมือนผู้ชายจะไม่ค่อยมีส่วนในการออกความคิดเห็นด้วย หรือมีความสำคัญในชีวิตของเขาน้อย”

แต่ปั๊บก็ยอมรับถึงความแตกต่างของผู้หญิงแนวร้ายว่า เป็นเสน่ห์ของผู้หญิงมั่นใจ ผู้ชายมองภายนอกแล้วก็รู้สึกว่า เป็นคนที่มีความกล้าแสดงออก เดินไปไหนมาไหนด้วยความมั่นใจ เมื่อออกมาโดยรวมแล้วจะทำให้เป็นผู้หญิงที่ดูดี

“ส่วนตัวผมชอบแบบกลางๆ เรียกว่าเอาแบบไม่ห้าวหรือหวานเกินไป เพราะอะไรมากหรือน้อยเกินไปก็จะลำบาก ถ้าร้ายหรือมั่นเกินไปก็รับไม่ค่อยได้ ผู้ชายไทยมักจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเจอผู้หญิงร้ายคือ มั่นใจเกินไป แข็งเกินไป เชื่อมั่นในตัวเองเกินไปก็จะรับกันไม่ค่อยได้ เพราะผมคิดว่ายากในการใช้ชีวิตของเราด้วย ผมคิดว่าผู้หญิงร้ายต้องเจอกับผู้ชายที่ยอมและตามเขาได้ เพราะเขามีความเป็นผู้นำสูง ถ้าเราไปขัดเขาก็กลายเป็นการทะเลาะกัน แล้วก็เลิกกันไปในที่สุด ผมก็เจอมาเยอะ แต่ผมไม่ค่อยได้จีบใคร เป็นเพื่อนกันก่อนหรือมีคนมาจีบแล้วเป็นแฟนกัน โดยนิสัยส่วนตัวผมก็เป็นคนที่ค่อนข้างไม่ค่อยยอมคน เป็นคนที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์”

 

ยุคนี้ผู้หญิงต้อง ‘ร้าย’ ผู้ชายต้องปรับตัว

ผู้หญิงร้ายต้องฉลาดเป็นกรด เอาตัวรอดเป็นเยี่ยม แต่ไม่ใช่คำว่า ร้าย นี้ แปลว่าจะต้องเป็นผู้หญิงเปรี้ยวกร้านโลก เซ็กซ์จัด จอมแผนการ เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เอาเรื่อง ตบตี ปากตลาด เหมือนในละครน้ำเน่าแบบคิดกัน ว่านี่แหละ “สาวแรงและร้าย” เพียงแต่พวกเธอเป็นผู้หญิงประเภท ฉลาด รู้เท่าทัน บางครั้งแสดงออกมาตรงๆ เลยกลายเป็นดู “แรง” หรือ “ร้าย” ในสายตาคนอื่นแบบไม่ได้ตั้งใจ

ธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง วิเคราะห์ว่า จากภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความแรงและร้ายมากขึ้น จึงสะท้อนโดยภาพรวมว่า ผู้หญิงไทยค่อนข้างเก่งมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับการรับภาระมากขึ้นด้วย ต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน มีบทบาทที่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน

หากเปรียบเทียบกับยุคก่อนที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้านทำงานอยู่ในบ้านเยอะ แต่ปัจจุบันทั้งทำงานในฐานะแม่บ้านแล้วยังทำงานนอกบ้านด้วย

ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้หญิงโสดที่มีมากขึ้น เพราะเน้นไปในเรื่องการทำงานการศึกษา บางคนเรียนไปจนถึงปริญญาเอกจนรู้สึกว่าตัวเองล่วงเลยเวลาที่จะแต่งงาน ธนวดีมองว่า จึงทำให้ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจที่จะอยู่ตัวคนเดียวเป็นโสด หรืออาจจะไม่เจอผู้ชายที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง อยู่คนเดียวมีความสุขและรู้สึกมั่นคง ไม่ต้องพึ่งพาใคร นี่ก็เป็นปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผู้หญิงอยู่เป็นโสดมากขึ้น

ธนวดี บอกว่า สำหรับทัศนคติของผู้ชายที่มองว่า ผู้หญิงยุคนี้ร้ายขึ้น มั่นใจขึ้น ไม่แคร์ผู้ชาย เป็นทัศคติที่ผู้ชายมองผู้หญิงเป็นเบี้ยล่าง

“เพราะเขาเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย เป็นความจริงว่าภาพลักษณ์ บทบาท และตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่มันเปลี่ยนไปจากผู้หญิงยุคเก่า แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง สถานการณ์ของผู้หญิงในปัจจุบัน ถึงแม้เขาจะเป็นผู้หญิงทำงาน เขาก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แม้จะเป็นแม่เป็นเมียไปด้วย ผู้หญิงบางคนก็สามารถเลี้ยงดูให้เงินลูกเป็นหลักของครอบครัวด้วยซ้ำไป”

ความมั่นคงในเรื่องอาชีพ การทำงาน และความรับผิดชอบ ธนวดี บอกว่า ผู้หญิงจะก้าวหน้าไปกว่าผู้ชายเยอะหลายช่วงตัว ทั้งในฐานะผู้หญิงโสดและมีคู่แล้ว

“ผู้หญิงโสดเขารู้สึกมีความสุขที่พึ่งพาตัวเองได้ อยู่คนเดียวได้ถ้าไม่เจอผู้ชายที่เขารู้สึกว่าอยากใช้ชีวิตด้วย ผู้ชายจะแหยงเวลาที่จะเข้าหาหรือจะจีบผู้หญิงหญิงสไตล์นี้ อยากจะฝากบอกว่าจริงๆ ผู้ชายยุคใหม่อาจจะต้องปรับตัวและทัศนคติว่า ไม่ต้องไปกลัวผู้หญิงเก่ง ต้องเรียนรู้และมีความสุขกับผู้หญิงที่เขาเปลี่ยนไปในโลกยุคนี้ เพราะส่วนมากพวกเธอจะมั่นใจตัวเองไม่แคร์ผู้ชาย ซึ่งผู้ชายต้องปรับตัวยอมรับว่าผู้หญิงที่ไม่ใช่เป็นแม่ศรีภรรยาดูแลทุกอย่าง เพราะมันไม่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งที่ผู้หญิงไม่แต่งงานเพราะเจอผู้ชายคิดแบบเดิม ทั้งที่ผู้หญิงเขาไปไกลแล้ว ต้องเข้าใจ”

ธนวดี บอกว่า อยากให้ผู้ชายมองว่าผู้หญิงไม่ได้แรงและร้ายขึ้น แต่ปรับตัวไปกับสิ่งแวดล้อมของสังคมที่เคลื่อนตัวหรือปรับตัวไป ด้วยสังคมที่เปิดมากขึ้น

“ผู้หญิงสามารถทำเพื่อตัวเองได้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้ผู้หญิงขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ผู้ชายไทย
ไม่ปรับตัว เลยกลายเป็นช่องว่าง ผู้หญิงเขาเก่งขึ้น ถ้าพูดว่าร้ายหมายถึงความเป็นลบหรือเนกาทีฟ เพราะผู้ชายชอบคิดว่าผู้หญิงต้องใสหวานเอาอกเอาใจ ต้องดูแลผู้ชาย แต่ผู้หญิงยุคนี้ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงจะต้องมาดูแลผู้ชายอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว”

สุดท้าย ธนวดีฝากไปถึงบรรดาผู้ชายว่า ยุคปัจจุบันผู้หญิงปรับตัวไปเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ผู้ชายจะต้องปรับตัวบ้าง

“เพราะผู้หญิงเขาปรับไปตามสภาพสังคม ส่วนผู้ชายนั้นไม่ปรับตัวแล้วมาบ่นว่าผู้หญิงร้าย ผู้ชายก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวกับบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป”

 

เยาวชนดีเด่น ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2559 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410792

เยาวชนดีเด่น ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้

โดย…โยธิน อยู่จงดี

วันเด็กทุกปีจะต้องมีรางวัลพิเศษที่มอบให้กับเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ซึ่งมีกว่า 11 สาขาในสายวิชาต่างๆ ซึ่งเคยสงสัยกันไหมว่า เยาวชนดีเด่นแห่งชาติเหล่านี้ เขาเก่งอย่างไรถึงได้รับรางวัลนี้มาเป็นเกียรติประวัติแห่งวงศ์ตระกูลกัน

เด็กอัจฉริยะ เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 6 ปีซ้อน

รัชชานนท์ เพชรชู จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เจ้าของเหรียญเงินประเภทบุคคลและแชมป์ประเภททีม จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ที่ประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา คือหนึ่งในเด็กอัจฉริยะแห่งวงการคณิตศาสตร์ของไทยที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง ที่ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่ระดับอนุบาล 2

คุณแม่วิภาวดี จันทร์ม่วง เล่าว่า รัชชานนท์ชอบบวกเลขมาตั้งแต่อยู่อนุบาล 2 “เวลานั่งรถเขาก็ชอบแข่งบวกเลขทะเบียนรถต่างๆ ด้วยกัน เลยลองให้เขาลงแข่งคณิตศาสตร์ ปรากฏว่าได้แชมป์คณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับอนุบาล เราจึงส่งเสริมด้านคณิตศาสตร์ให้ลูกอย่างเต็มตัว โดยการให้เรียนพิเศษด้านคณิตศาสตร์ หาซื้อหนังสือคณิตศาสตร์จากต่างประเทศมาให้ลูกทดลองทำ

รัชชานนท์ เพชรชู

 

จนถึงวันนี้เขาค่อนข้างมุ่งมั่นที่จะได้แชมป์โอลิมปิกคณิตศาสตร์โลก เราก็ตั้งเป้าให้เขาเป็นตัวแทนประเทศ เพราะเมื่อตอนที่น้องเรียนระดับประถมศึกษา ทางโรงเรียนก็ให้ข้ามไปเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมแล้ว เวลาถึงคาบเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะไปเรียนรวมกับเด็กคณิตศาสตร์โอลิมปิก ส่วนรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติน้องได้ตั้งแต่ ป.2 จนถึง ม.1”

“การเตรียมตัวของผมก็คือ ซ้อมทำข้อสอบเก่าๆ และดูแนวข้อสอบที่คิดว่าจะออกใหม่ทุกวัน โดยให้เวลาในการทบทวนการเรียน หลังเลิกเรียนตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงสามทุ่ม ผมจะซ้อมทำข้อสอบคณิตศาสตร์ตลอด โดยนำข้อสอบคณิตศาสตร์โอลิมปิกย้อนหลังจากอินเทอร์เน็ตมาลองทำดู

การเตรียมตัวในเรื่องการเรียนของผม เวลาอ่านหนังสือต้องจับใจความสำคัญให้ได้ เวลาทำข้อสอบก็จะทำได้ง่าย เคล็ดลับในการจับใจความสำคัญของผมก็คือการดูภาพรวมของเนื้อหา และดูว่าเนื้อหาตรงจุดไหนมีที่มาที่ไปอย่างไร” รัชชานนท์ บอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ถึงเคล็ดลับในการเรียนจนประสบความสำเร็จ

ต้นป่าน โพธิ์แก้ว

 

เก่งทั้งเล่นกีฬาและการเรียน

ต้นป่าน โพธิ์แก้ว นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และนักกีฬาฟันดาบเยาวชนทีมชาติ เซเบอร์หญิง คือนักกีฬาหญิงรุ่นใหม่ที่เก่งทั้งด้านกีฬาและการเรียน โดยเกรดเฉลี่ย 3.9 เป็นตัวการันตีความเก่งรอบด้านของเด็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี

“เล่นฟันดาบมาตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยเล่นตามพี่สาวที่เป็นนักกีฬาฟันดาบมาก่อน จากนั้นเราก็เล่นมาตลอด แล้วลงการฝึกซ้อม ลงแข่งจนฝีมือและอันดับเราพัฒนาขึ้น เคล็ดลับในการประสบความสำเร็จด้านกีฬาก็คือการซ้อมอย่างต่อเนื่องทุกวันหลังเลิกเรียนจนถึง 2 ทุ่ม และวันเสาร์ซ้อมตอนเช้าตามโปรแกรมที่โค้ชกำหนด

สำหรับเคล็ดลับในการเรียน ปกติแล้วจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือมากนัก ดังนั้นช่วงที่เรียนหนังสือก็ต้องตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ ทุ่มเทกับการตั้งใจเรียนฟังสิ่งที่ครูสอนอย่างเต็มที่ ฟังให้เข้าใจ และเวลาซ้อมก็ซ้อมให้เต็มที่เพราะเราจะไม่มีเวลากลับไปทบทวนหนังสือเรียนแล้ว แต่ความรู้ทั้งหมดเราจะจดจำและเข้าใจได้ตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน

 

จากนี้ไปคงตั้งเป้าอนาคตว่าอยากจะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ แต่มีมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งที่โค้ชแนะนำว่าสะดวกต่อการซ้อมฟันดาบ ซึ่งตอนนี้ขออุบไว้ก่อน ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องตัดสินใจกันอีกครั้ง

การที่ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นฯ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจมาก ต้องขอบคุณครอบครัว โค้ชและทุกฝ่าย ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไปก็คงไม่ได้รางวัลนี้มา จากนี้ก็คงตั้งใจฝึกซ้อมต่อไปและไม่ทิ้งเรื่องการเรียนเพื่ออนาคต”

เด็กเก่งที่พัฒนาด้วยตัวเอง

ยลลดา ยงพิศาลภพ นักเรียนชั้น ม.2 จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เจ้าของเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก ในระดับชั้นมัธยมต้น แม้จะไม่ได้รับการพัฒนาด้านคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เล็กๆ แต่ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ในการคิดคำนวณ เธอจึงสามารถคว้าชัยในการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประถม ตั้งแต่รายการแรกที่ลงแข่งขัน

ยลลดา ยงพิศาลภพ

 

คุณแม่กาญจนา ยงพิศาลภพ เล่าว่า เห็นแววของลูกตั้งแต่ตอน ป.4 ที่ไปสอบแข่งขันกับ สสวท.ได้รางวัลกลับมา “ก็เลยรู้ว่าเขาพอจะมีหัวทางนี้ก็เลยเริ่มติวคณิตศาสตร์อย่างเต็มตัว แล้วเขาก็ได้อันดับหนึ่งในการแข่งขันหลายๆ สนาม แล้วก็ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติตั้งแต่ลงแข่งขันครั้งแรกมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา”

เคล็ดลับการเรียนเก่งของน้องยลลดาก็คือ ต้องทบทวนทุกครั้งที่เรียน เคล็ดลับในการเรียนการจัดการ เคล็ดลับการเรียนก่อนอื่นต้องตั้งใจฟังสิ่งที่คุณครูบอก ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถามทันที การแบ่งเวลาบางส่วนไปทบทวนและทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง พอหลัง 2 ทุ่มจะทบทวนทำข้อสอบโอลิมปิกวันละ 5-6 ข้อ เพราะการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ใช้การอ่านอย่างเดียว ต้องมีการฝึกหัดทบทวนโจทย์ด้วย

เก่งอย่างเดียงไม่พอต้องมีวินัยรู้จักหน้าที่

นิจวดี เจริญเกียรติบวร รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สังกัดสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อธิบายเกณฑ์ในการคัดเลือก
เยาวชนดีเด่นแห่งชาติด้านวิชาการว่า เริ่มต้นจากกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานภายใต้สังกัดยื่นรายชื่อเยาวชนดีเด่นของแต่ละสาขา ซึ่งมีทั้งสาขาวิชาการ กีฬาและนันทนาการ ผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติและสาขาอื่นๆ ซึ่งแต่ละสาขาก็จะมีลิสต์รายชื่อมา

 

อย่างสายวิชาการเอง หลักๆ แล้วจะคัดเลือกจากนักเรียนที่มีผลงานดีเด่นในระดับประเทศและนานาชาติเช่นเด็กนักเรียนที่ได้รางวัลจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก แต่โดยหลักการแล้วเด็กที่จะรับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ จะต้องเป็นเด็กที่มีความสามารถ มีวินัย ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา สามารถสร้างแรงจูงใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน

ส่วนมากแล้วเด็กเก่งๆ จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่ก็ต้องรู้จักหน้าที่ของความเป็นผู้นำและผู้ตาม เพื่อจะได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี สามารถนำเอาความรู้มาพัฒนาประเทศและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขด้วย

 

สุขใจ กับการได้แบ่งปัน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410717

สุขใจ กับการได้แบ่งปัน...

โดย…นพ.วรพล สุขีวัฒนา แพทย์ผิวพรรณและความงามเจ้าของ ดร.โทนี่คลินิก ที่คริสตัล พาร์คและที่ซอยทองหล่อ เรียบเรียง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผมเชื่อว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นเพราะคนในสังคมต้องเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ จะรับอย่างเดียวก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป จะให้อย่างเดียวก็คงไม่มีวันพอ แต่ถ้าทำทั้งสองอย่าง จะทำให้ชีวิตมีความสมดุลมีความสุขดี สังคมก็ดีขึ้นด้วย

แน่นอนว่าชีวิตประจำวันของเราก็ทำงานอย่างทุ่มเทเต็มที่ ทำงานหนักมีรายได้ดี เมื่อเรามีรายได้พอที่จะช่วยเหลือคนที่มีน้อยกว่าก็เป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม ควรให้โอกาสคนอื่นด้วยโดยเฉพาะเด็กๆ ที่ขาดทุนการศึกษา

อย่างผมโชคดีที่มีโอกาสได้เรียนดีๆ ได้ทำงานดีๆ มีลูกค้า มีคนไข้ที่ให้โอกาสไว้วางใจมารักษาผิวพรรณกับเรา มีวันนี้ได้เพราะได้รับโอกาส ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเราก็ควรให้โอกาสคนอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษากับเด็กๆ ในด้านต่างๆ ผมจึงตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า แต่ละปีจะนำเงินไปบริจาคกับโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ซึ่งทำจริงจังมาได้2 ปีกว่าแล้ว เมื่อได้ทำก็ได้ความอิ่มอกอิ่มใจกลับมา สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ และของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มันทำให้หน้าที่การงานของเราคล่องตัวขึ้นด้วยนะครับ

 

โดยปีล่าสุด ผมมอบเงินจำนวนหนี่งในการไปทำหลังคาเรียนที่รั่วเมื่อฝนตก พอแดดออกก็ทะลุส่องมาจนเด็กๆ ร้อน ให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ จ.อ่างทอง แล้วก็มอบเงินซื้อโต๊ะนักเรียนกับโต๊ะกินข้าวในโรงอาหารให้เด็กๆเนื่องจากโรงเรียนไม่ได้ต้องการทุนการศึกษาแต่ต้องการอุปกรณ์การเรียน เราซื้อโต๊ะเก้าอี้ให้นักเรียนได้ 80 กว่าชุด ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ที่เราไปบริจาคนั้นไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่เป็นโรงเรียนย่านปริมณฑลที่อยู่แถบรอบนอกแต่มักจะตกสำรวจ งบประมาณไปไม่ค่อยถึง

ปีก่อนหน้านั้น ก็มอบอุปกรณ์การฝึกวิชาชีพให้กับโรงเรียนโสตศึกษาที่ทุ่งมหาเมฆเป็นน้องๆ ที่พิการในการรับฟัง ต้องการอุปกรณ์ในการฝึกอาชีพ ช่วงปลายปีก็มีโรงเรียนแห่งหนึ่งทรุดโทรมมาก ทางโรงเรียนอยากได้สีเพื่อไปทาให้โรงเรียนดูใหม่สะอาดน่ารื่นรมย์

ถ้าเป็นการขอความช่วยเหลือมาจากโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ผมยินดีให้ความช่วยเหลือตามที่เราพอจะช่วยได้ เพราะมีความเชื่อว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ และปัญหาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การล่วงละเมิดหรืออะไรต่างๆ ถ้าเริ่มจากการให้การศึกษาที่ดีมันจะถูกนำไปแก้ไขได้ การศึกษาเป็นต้นทุนชีวิตที่ดีที่เด็กสามารถนำติดตัวไปได้ตลอดไปการให้การศึกษาให้โอกาสจึงเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญในการทำบุญ ถือเป็นเรื่องจิตอาสาที่จะไม่มองข้ามเลย จัดงบไว้เลยว่า ทุกปีจะต้องไปทำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

 

แรกๆ จะไปคนเดียวหรือชวนครอบครัวไป ปีที่แล้วผมชวนพนักงานไปด้วย เพื่อให้เขาได้ไปเห็นไปแบ่งปันด้วยกัน การทำบุญเราต้องบอกต่อต้องชักชวนกันไปเยอะๆ ของแบบนี้ยิ่งให้เราก็ยิ่งได้นะครับ สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

ปีใหม่นี้ก็ตั้งใจว่า เราจะมุ่งมั่นพยายามคิดดีทำดีในส่วนของเราเท่าที่จะทำได้ เช่น ในการทำงานของเราเองก็จะทำงานให้ดีมีคุณภาพสมราคา ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค อะไรดีก็ว่าดีอะไรไม่ดีก็อย่ายัดเยียด พัฒนาคุณภาพงานของเราเพื่อให้สิ่งที่ดีกับลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้กับคลินิกของเรา

ทำบุญทุกครั้งเมื่อโอกาสอำนวย ช่วยคนอื่นตามที่กำลังเราพอทำไหว ดูแลร่างกายจิตใจให้คิดบวก ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้านสดใส เป็นมิตรกับทุกๆ คนเท่านี้ก็จะทำให้ชีวิตทุกวันนี้มีคุณค่าต่อตัวเองและสังคม

 

บทเรียนสอนใจ ใช้ชีวิตอย่าตึงหรือหย่อนเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410714

บทเรียนสอนใจ ใช้ชีวิตอย่าตึงหรือหย่อนเกินไป

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กรณ์กันต์ ลิ้วสงวนกุลธร

สาวออร์แกไนเซอร์ ตา-กรณ์กันต์ ลิ้ว-สงวนกุลธร เจ้าของบริษัทออร์แกไนเซอร์และประชาสัมพันธ์ ที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี เธอเป็นสาวทำงานอย่างทุ่มเทตั้งบริษัทของตัวเองได้เมื่ออายุ 20 ต้นๆ เรียกว่าทำงานแบบลุยสุดๆ เช้ายันดึกแบบนี้มาตลอดชีวิตการทำงานนับตั้งแต่เรียนจบ และหนักหน่วงมากขึ้นเมื่อมีบริษัทเป็นของตัวเองแน่นอนเมื่องานเยอะ การดูแลตัวเองอาจจะไม่ได้มีเวลาให้มากนัก อาจจะกินนอนไม่เป็นเวลา ไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์เท่าที่ควรไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตแบบรีบเร่งเคร่งเครียดแข่งกับเวลา แต่แม้กระนั้นเธอก็ไม่ได้ละเลยตัวเองจนเกินไป เธอยังไปตรวจสุขภาพอยู่ทุกปี โดยตรวจโปรแกรมสุขภาพชุดใหญ่ทุกปีตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ เธอจะเฝ้าระวังตัวเองมาตลอดเวลา แล้วก็ไม่พบอะไรที่ผิดปกติ

อย่างการตรวจสุขภาพของเต้านมนั้นเธอก็พยายามตรวจคลำ ด้วยตัวเองอยู่เสมอ เพราะรู้ข้อมูลมาว่าผู้หญิงที่มีเนื้อหน้าอกเยอะๆ มีโอกาสที่จะเกิดซีสต์ หรือก้อนเนื้อร้ายมากกว่าคนเนื้อหน้าอกน้อยๆ

 

“ตอนอายุ 30 นิดๆ ก็เคยตรวจเจอซีสต์ก้อนเล็กๆ ที่หน้าอกขนาด 2 ซม. เราจึงใส่ใจเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งตรวจด้วยตัวเองอยู่เสมอไม่เคยละเลยก็ไม่เจออะไรผิดปกติ จนกระทั่งอายุ 41 เธอก็เริ่มคลำเจอก้อนเนื้อเล็กๆ คลำ แรกๆ ไม่เจอ มันไม่ใหญ่เท่าไหร่นะแค่ 2 ซม. นี่จะเจอยากมาก จนกระทั่งเรารู้สึกว่าเอ๊ะ มันมีก้อนๆ อยู่นะ ก็ไปตรวจอีกครั้งก็พบว่ามันโตขึ้นประมาณเท่ากับลูกส้มจี๊ดราวๆ นั้นได้คลำเจอเหมือนว่ามันบวมๆ”เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง

กรณ์กันต์ เล่าต่อไปว่าเธอไปตรวจเจอครั้งแรกตอนเดือน ธ.ค. ตอนนั้นยังไม่เป็นไรมากมีอาการแค่เจ็บๆ นูนๆ ขึ้นมา รอบก้อนเนื้อคลำไปโดนจะรู้สึกเจ็บ ตอนนั้นคลำเจอที่ข้างขวาก็เลยไปตรวจอย่างละเอียดก็แจ็กพอตเลยผลการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 2 เรียกว่า CA breast cancer ข้างขวาmucinous carcinoma ซึ่งการเป็นก้อนที่เกิดขึ้นในถุงน้ำนมของผู้หญิงเป็นชนิดที่เติบโตช้าแต่ในถุงน้ำนมนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ บางคนอาจจะเป็นอยู่นาน 20-30 ปี โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่ดุ

 

โดยข้างขวานี้ไม่ต้องทำการคีโม แค่ฉายแสงเพียงอย่างเดียวและไม่ต้องตัดข้างขวาทิ้งแค่คว้านข้างในออกแล้วเก็บตัวเต้าไว้ หมอที่รักษาก็บอกว่าคนที่มีเต้าหรือไม่มีเต้าก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำได้เท่าๆ กัน เธอจึงเริ่มผ่าออกช่วงเม.ย. 2554 นอนโรงพยาบาลอยู่ 3-4 วัน ซึ่งโชคดีว่ามันไม่ลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง จึงไม่ต้องผ่าตัดเนื้ออกเยอะ ตัดออกเฉพาะก้อนเนื้อร้ายเท่านั้นแล้วมันเป็นเซลล์ที่ไม่ดุร้ายเท่าไหร่นัก

เธอเล่าว่า ตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งที่ข้างขวาตอนนั้นก็จิตตกไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอะไร ก็เศร้านะ แต่ก็พยายามมีกำลังใจให้ตัวเองคิดแต่ว่าจะรักษายังไง เศร้าแต่ก็จะลุยต่อไปข้างหน้าคิดแต่ว่าต้องหาย และยังตายตอนนี้ไม่ได้ มีญาติพี่น้องต้องดูแล มีบริษัทมีทีมงานที่เพิ่งเริ่มต้นไว้ พนักงานบางคนเพิ่งเริ่มผ่อนบ้านผ่อนคอนโด ตัวเธอเองก็เพิ่งซื้อบ้านยังล้มตอนนี้ไม่ได้

 

เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะเธอคิดว่าหากคว้านเนื้อร้ายที่เต้านมข้างขวาไปแล้ว หน้าอก 2ข้างจะไม่เท่ากันเพราะเธอเป็นคนมีเนื้อหน้าอกเยอะ อาจจะมีปัญหาในการใส่เสื้อชั้นใน ก็เลยบอกให้หมอช่วยผ่าเอาเนื้อที่ข้างซ้ายออกไปนิดหน่อยเพื่อให้หน้าอกทั้งสองข้างเท่ากัน

คุณหมอก็ทำการผ่าให้ผ่าเสร็จพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 3-4 คืน ก็เตรียมจะออกจากโรงพยาบาล หมอก็ได้ผลการตรวจเนื้อของข้างซ้ายซึ่งดูเหมือนจะผิดปกติ ขอผ่าซ้ำอีกรอบเพื่อเอาก้อนเนื้อไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งและดูว่ามันลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรือเปล่า ที่สุดหมอก็ขอรอดูอาการก่อนยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล

 

“ทีนี้เราเริ่มจิตตก คือใจเสียคราวนี้ร้องไห้มาก ช็อกแบบอะไรเนี่ยเพราะข้างซ้ายนี่ไปเจอโดยบังเอิญไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะเป็นใจเสีย ท้อเลย ขวัญกำลังทดท้อไปมาก” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

ผลปรากฏออกมาว่าที่เต้านมข้างซ้าย ก็เป็นเซลล์มะเร็งอีกประเภทชนิดเนื้อร้ายที่ดุและเป็นคนละชนิดกับที่เต้านมข้างขวา ข้างซ้ายเรียกว่า Invasive ductal carcinoma ซึ่งเป็นระยะแรก แต่เป็นเซลล์ที่อาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้และที่อื่นๆ ได้ เพราะเป็นเซลล์ดุลุกลามได้เร็วอาจจะลามไปได้ทั้งตัว แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ยังไม่ลามไปทั้งตัว

 

คุณหมอบอกว่า การเป็นมะเร็งทั้งสองข้างและเป็นมะเร็งคนละชนิดกัน เป็นการเกิดขึ้นที่น้อยมาก ในรอบ 70 ปีนี่เพิ่งเจอสักครั้ง หายากที่จะเจอในคนไทย จะเจอในคนต่างประเทศมากกว่า

ดังนั้นก็เลยต้องให้คีโมถึง 6 ครั้ง ฉายแสง 25 ครั้ง 2 ข้างก็รวม 50 ครั้ง ต้องฉายข้างละทีเพราะเป็นมะเร็งคนละชนิดกันจะฉายแสงพร้อมกันแบบเดียวกันไม่ได้

 

หลังจากนั้นเธอก็เข้าขั้นตอนการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยรักษาตามแผนการของคุณหมออยู่ 1 ปีเต็ม ก็มีช่วงที่แพ้ ที่ย่ำแย่ ยาเคมีบำบัดก็ทำให้ผมร่วงคิ้วร่วง เริ่มจากหมอให้ยากินก่อนแล้วจึงให้คีโม พอแผลผ่าตัดเริ่มแห้งก็เริ่มให้คีโมเข็มแรก ปรากฏว่าแพ้ไข้ขึ้น มีแผลพุพองในปากกินอะไรไม่ได้แม้กระทั่งน้ำหวานก็ยังอยากจะอาเจียน ผมร่วงคิ้วบางไปเลยแพ้หนักมาก มีไข้รุมๆ ตลอดเวลา ต้องคอยวัดอุณหภูมิไม่ให้ไข้ขึ้นสูงเพราะจะเป็นอันตรายเพราะเม็ดเลือดขาวจะตกมาก

“ตอนนั้นบริษัทก็เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่ปีกำลังตั้งไข่ งานก็กำลังเยอะเลย เราจะทิ้งงานก็ไม่ได้พอเดือนที่ 5-6 ของการรักษาหมดการให้คีโมไปแล้วอาการก็ค่อยดีขึ้นการแพ้ลดลงไปบ้างผมเริ่มขึ้น ตอนให้คีโมก็เพลียมาก มีบางช่วงที่งานพีกๆ ให้คีโมเสร็จบ่ายก็ไปประชุมต่อ ใส่วิกไปประชุม คือระหว่างที่ป่วยก็ไม่ได้พักงานเลยนะทำงานตลอด เพียงแต่ลดๆ ความถี่ในการไปประชุมลงบ้าง ให้ทีมงานแทนได้ก็ให้เขาไป อันไหนให้คนแทนไม่ได้จริงๆ ก็ต้องไปเองบอกตัวเองว่าต้องสู้ยังตายตอนนี้ไม่ได้” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

กรณ์กันต์ เล่าถึงความยากลำบากในการที่จะต่อสู้กับโรคร้ายต่อไปว่า บางวันแพ้มากเวียนหัว กินอะไรไม่ได้เลย กินได้แต่น้ำก็ไม่มีแรงได้แต่อมบ๊วยไว้ไม่ให้ขมปาก ตอนให้คีโมจะทรุดโทรมมากเหนื่อยเพลีย น้ำหนักลดลงไป 10 กก. แบบรวดเร็วมาก บางครั้งก็ท้อแต่ก็จะไม่ยอมแพ้ ร้องไห้ก็มีบ่อย ร้องเพราะเหนื่อยเพราะเพลีย แต่ใจนั้นสู้มาก

“จริงๆ จะพักงานบ้างก็ได้นะหยุดไปสักเดือนสองเดือน แต่เราไม่อยากหยุดงานด้วยล่ะ เพราะกลัวจะคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป เราจึงเลือกที่จะทำงานควบคู่ไปด้วย หวังว่าจะใช้งานเป็นตัวช่วยบำบัดเยียวยาฆ่าเวลาให้เวลาผ่านไปเร็วๆ ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ มันจะว่างแต่ละวันที่ผ่านไปมันจะช้าเกินไป เราคิดว่าเรายังมีประโยชน์เราต้องทำงาน เพียงแต่ไม่หักโหมไม่ดึกดื่นมากนัก เลือกไปทำงานที่สำคัญๆ วันละ 5-6 ชั่วโมงก็พอ วันไหนต้องไปคีโมถ้างานไม่ด่วนก็กลับบ้านเลย ถ้าด่วนสำคัญก็แวะไปประชุมสัก 2-3 ชั่วโมงแล้วกลับบ้านมาพัก”เธอบอกด้วยสายตาตั้งใจอย่างยิ่ง

 

สิ่งที่สำคัญคือเธอบอกว่าต้องให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ บอกตัวเองว่าเราจะผ่านมันไปได้เราจะโชคดี เราจะหาย พยายามมองหาข้อดีของสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่ก็คือ ได้รักษากับหมอที่เชี่ยวชาญในสาขานี้ ได้อยู่กับโรงพยาบาลใหญ่ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ มีองค์ประกอบที่ดีหลายอย่าง คือใครจะให้กำลังใจมากแค่ไหนก็ไม่เท่ากับการที่เราให้กำลังใจตัวเอง สั่งจิตสะกดใจไว้เลยต้องหายต้องดีขึ้น นึกภาพตัวเองตอนหายว่าได้ไปเดินเล่นริมทะเล ได้ไปขี่จักรยานในสวนท่ามกลางธรรมชาติ พยายามไม่เครียดไม่เก็บกด ถ้ารู้สึกแย่ก็จะร้องไห้เพื่อได้ระบายได้ปลดปล่อยออกมา ทำตามความรู้สึกไม่ฝืนไม่กดอารมณ์ไว้ พยายามไม่เครียดเลย เพราะเวลาที่เครียดเม็ดเลือดขาวจะตกก็ต้องมาฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวกันตลอดฮอร์โมนก็จะดร็อป ส่งผลให้ตัวดำตาโหล ผอมแห้ง สภาพร่างกายก็จะยับเยิน ดังนั้นก็ต้องพยายามดูแลตัวเองให้มาก

ต้องบอกตัวเองว่าดูแลตัวเอง ดูแลความหวังของทีมงานที่ฝากอนาคตไว้กับบริษัทที่เราเพิ่งเริ่มตั้ง บางคนเพิ่งซื้อรถ บางคนเพิ่งซื้อบ้าน แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีอยู่บ้างก็คือปีที่เธอเริ่มป่วยนั้นบริษัทไปได้ดีมีงานเยอะมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ

 

การรักษาผ่านไปได้ปีกว่าทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พอผ่านไปปีที่ 2-3 สัญญาณดีเริ่มมาคือการรักษาเป็นไปตามเป้าหมายที่คุณหมอตั้งไว้ แต่เธอก็ยังต้องดูแลตัวเองด้วยคือไม่เครียดไม่ทุ่มเทหนักจนร่างกายทรุดโทรม ต้องใส่ใจร่างกายให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ กินให้เป็นเวลาแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดจะอ้างขี้เกียจ อ้างไม่มีเวลาอีกไม่ได้แล้ว ใช้ชีวิตอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น อยู่กับตัวเอง

พอผ่านเหตุการณ์เจ็บป่วยที่ลืมไม่ลงแบบนี้ ก็คิดบวกว่าโชคดีที่รอดมาได้ ทำตัวให้ดีมีจิตใจที่คิดบวกมีเมตตาธรรมมากๆ กับตัวเองและกับผู้อื่น หากปล่อยปละละเลยกับชีวิตไม่รู้ว่าจะมีโอกาสที่สองอีกไหมจะรอดมาได้อีกหรือเปล่าจะไม่ประมาทกับชีวิต ใช้ธรรมะมาช่วยนำทางในการทำงานในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น ทำบุญทำทานมากขึ้นโชคดีที่เป็นชาวพุทธได้มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

 

เธอเล่าต่อไปว่าตอนนี้ผ่านมา 5 ปีโรคสงบแล้วแต่ก็ต้องดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องจริงๆ แล้วเรื่องการดูแลคุณภาพร่างกายจิตใจให้ดีนี่แม้ไม่ป่วยก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี คนเมืองยุคนี้ใช้ชีวิตรีบเร่งจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ทุกคนมุ่งแต่หาเงินจนลืมเรื่องสุขภาพไป มุ่งเก็บเงินเพื่อเอามารักษาตัวตอนแก่ ตอนเจ็บป่วยสู้หาเงินน้อยหน่อยแต่มาใส่ใจสุขภาพ ลงทุนให้ร่างกายแข็งแรงไม่ต้องเอาเงินเก็บที่หามาได้ไปจ่ายค่ารักษาจนหมด

กรณีของเธอนั้นนับว่าโชคดีที่หมอวินิจฉัยโรคและรักษาได้ตรงจุดการรักษาเป็นไปตามแผนของคุณหมอ เธอเองก็มีความเชื่อมั่นในตัวคุณหมอ ทุกอย่างลงตัวอยู่ในความควบคุมได้ดี

บทเรียนชีวิตครั้งนี้สอนให้รู้ว่าต้องใช้ชีวิตแบบเดินสายกลางใช้ชีวิตอย่าให้ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ดูแลตัวเองทั้งร่างกาย จิตใจ ดูแลอารมณ์อย่าให้เครียด กินอาหารให้ดีมีประโยชน์สักหน่อย ออกกำลังกายบ้าง อยู่ในที่อากาศดีๆ บ้าง อย่างน้อยทำพื้นฐานการใช้ชีวิตให้ดีมีคุณภาพสักนิดโรคภัยไข้ป่วยรุนแรงคงไม่มาถามหาง่ายๆ แต่ถ้าทำต้นทุนชีวิตไว้ไม่ดี สิ่งที่ตามมามันก็เป็นผลพวงจากสิ่งที่เจ้าตัวทำลงไป เธอกล่าวเตือนสติทิ้งท้าย

 

 

 

พระถังซัมจั๋ง นักเรียนนอกผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410699

พระถังซัมจั๋ง นักเรียนนอกผู้ยิ่งใหญ่

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ผู้คนรู้จักพระถังซัมจั๋งเป็นอย่างดี ผ่านวีรกรรมการเดินทางจากจีนไปสู่ชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก

ผู้ที่เคยได้อ่านได้ชม “ไซอิ๋ว” จะรู้จักพระถังซัมจั๋งพร้อมซุนหงอคง ตือโป๊ยก่ายและเห้งเจีย ส่วนผู้ที่ศึกษาจากประวัติจริงจะรู้ว่าท่านไม่ได้เดินทางไปชมพูทวีปพร้อมสิ่งมีชีวิตพิสดารเหล่านั้น

และท่านไม่ได้ออกเดินทางด้วยความสนับสนุนจากราชสำนักใดๆ หนำซ้ำยังต้องหลบหนีออกไปในฐานะคนทำผิดกฎหมายเพราะไม่มีใบอนุญาตเดินทางไปนอกอาณาเขตในช่วงสงคราม ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต…

เดิมพระถังซัมจั๋ง (จีนกลางอ่านว่าถังซานจั้ง-แปลเป็นไทยได้ว่าพระไตรปิฎกแห่งราชวงศ์ถัง) มีชื่อเมื่อออกบวชว่า “เสวียนจั้ง”

ที่จริงพระเสวียนจั้งบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 13 ด้วยศรัทธาและความเคร่งครัดในพระธรรมคำสอน เณรเสวียนจั้งศึกษาและเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เมื่อท่านอายุได้ 20 ก็บวชเป็นพระ

ในฐานะที่ศาสนาพุทธมาจากอินเดีย ก่อนหน้ายุคพระถังซัมจั๋งก็มีภิกษุจำนวนไม่น้อยที่ไปอัญเชิญพระไตรปิฎก และร่ำเรียนพุทธศาสนาจากอินเดีย แต่เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง พระไตรปิฎกที่นำกลับมาแต่ละครั้งก็เป็นเพียงบางส่วน และบางครั้งคำสอนที่นำกลับมาก็เจือปนไปด้วยการตีความเองหรือจากความทรงจำที่ไปร่ำเรียนมา แต่ก็นับได้ว่าต่างมีคุณูปการต่อศาสนาพุทธยุคต้นในจีน

เมื่อถึงยุคพระเสวียนจั้ง เมื่อท่านเดินทางไปศึกษาพระธรรมกว่าครึ่งแผ่นดินจีน ก็กลับพบว่าคำสอนต่างๆ บางส่วนถูกแปลมานาน ภาษาที่ใช้เป็นภาษาโบราณ อ่านยาก ทำให้เกิดการตีความหลากหลาย และแม้ท่านจะศึกษาภาษาสันสกฤตไปบ้างแล้ว แต่ก็หาแหล่งคำสอนต้นฉบับให้อ้างอิงได้ยาก

ท่านจึงตัดสินใจจะออกเดินทางไปร่ำเรียนให้รู้จริง และอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมาที่จีน

ท่านขอใบอนุญาตผ่านทางจากทางการจีนหลายครั้ง แต่เนื่องจากบ้านเมืองอยู่ในยุคที่ต้องระวังภัยสงครามจากชนเผ่านอกด่าน จึงโดนปฏิเสธตลอด แต่นั่นก็หยุดท่านไม่ได้ พระเสวียนจั้งตัดสินใจลักลอบออกเดินทางจากฉางอัน (เมืองหลวงของราชวงศ์ถัง) เพื่อไปสู่แหล่งศึกษาศาสนาพุทธที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทา

ท่านใช้เส้นทางสายไหมในการเดินทาง ซึ่งขบวนพ่อค้าคาราวานใช้เดินทางค้าขายระหว่างตะวันออก ตะวันตกอยู่แล้ว แต่พระเสวียนจั้งออกเดินทางไปเพียงลำพัง โดยไม่มีสิ่งมีชีวิตพิสดารใดๆ ตามไปด้วย

เส้นทางที่ท่านผ่านมีเมืองตั้งอยู่เรียงราย ประหนึ่งแสงสว่างจากเปลวเทียนที่ตั้งอยู่ห่างๆ ระหว่างทาง จากบันทึกของท่าน เมืองรายทางในตอนนั้นส่วนใหญ่ก็นับถือพุทธศาสนา

การมีเมืองตั้งอยู่ระหว่างทางดูเหมือนจะทำให้ท่านเดินทางสะดวกขึ้น แต่นั่นก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น

เพราะช่วงแรกๆ ของการเดินทาง เมืองคืออุปสรรค เพราะไม่มีใบอนุญาตผ่านทาง ท่านจึงต้องคอยหลบหนีเลียบๆ เคียงๆ เมือง จึงลำบากต่อการพักและหาเสบียงดำรงชีพ บางเมืองท่านโดนจับได้ แต่ก็โชคดีที่เจ้าเมืองมีความศรัทธาในศาสนาพุทธ และให้ท่านเดินทางต่อไปพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ประปราย

ระยะทางระหว่างเมือง ปราการธรรมชาติคือความท้าทาย ช่วงเดินทางผ่านทะเลทรายโกบี ท่านต้องอดข้าวอดน้ำถึง 5 วัน 4 คืน จนสลบอยู่กลางทะเลทราย โชคยังดีที่พอท่านตื่นขึ้นมา ม้าของท่านสามารถนำท่านไปพบแหล่งน้ำ

บางครั้งได้พบเจอกับเจ้าเมืองที่ศรัทธาในตัวท่านมากๆ ถึงขนาดอยากจะกักตัวท่านไว้ และข่มขู่ท่านว่า ถ้าไม่ทำตามจะส่งตัวกลับจีน จนท่านต้องอดอาหารประท้วง จึงได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อ พร้อมมอบเสบียงและเตรียมคณะลูกศิษย์ให้ร่วมทางไปด้วย

แต่ระหว่างทางก็ไม่พ้นต้องเจอปล้นชิงทรัพย์สิน และคณะผู้ร่วมทางต้องล้มตายอยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะไปกว่าครึ่ง พอผ่านเข้าชมพูทวีปก็ต้องพบเจอลัทธิประหลาดที่จะจับท่านบูชายัญ

เส้นทางทั้งหมดผ่านทั้งทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไล่ขนานไปทางด้านเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ผ่านเลยตอนเหนือของอนุทวีปอินเดียไปถึงคีร์กีซสถานแล้วไปข้ามภูเขาหิมะเพื่อเข้าสู่อินเดียทางด้านตะวันตก ผ่านปากีสถาน ล่องใต้ แล้ววกไปทางตะวันออกอีกทีเพื่อถึงนาลันทา

สำหรับหลายคนต่อให้มีเห้งเจีย ตือโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ไปเป็นองครักษ์ ยังสะบักสะบอม

แต่ท่านก็ถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาในแคว้นมคธได้ในที่สุด ท่านศึกษาพระธรรมอย่างแตกฉาน ได้เป็นรองอธิการบดีของนาลันทา ผู้คนที่นั่นต่างนับถือท่านในฐานะผู้ทรงความรู้ในพระธรรม ท่านออกเดินทางไปศึกษาธรรมยังดินแดนต่างๆ ในอินเดีย แล้วท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับ พร้อมอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับสู่จีน

นับจากเริ่มเดินทางจนถึงเมื่อท่านกลับมาสู่ฉางอันอีกครั้งในไม่กี่ย่อหน้าสั้นๆ คือเวลาในชีวิตพระเสวียนจั้งทั้งสิ้น 17 ปี รวมระยะการเดินทางกว่า 2.5 หมื่นกิโลเมตร

ท่านกลับมาจีนพร้อมการต้อนรับอย่างใหญ่โต ฮ่องเต้ถังไท่จง แห่งราชวงศ์ถังออกต้อนรับท่านด้วยตนเอง

ฮ่องเต้ถังไท่จงทรงสนใจในศาสนาพุทธ แต่ก็ยังไม่มากเท่าความสนใจในประสบการณ์ของการท่องแดนตะวันตกของพระเสวียนจั้ง

เพราะราชสำนักถังต้องการขยับขยายอำนาจ ฮ่องเต้ถังไท่จงจึงทรงทาบทามให้พระเสวียนจั้ง “สึก!” มารับราชการในราชสำนักถังเพื่อมาเป็นกูรูเรื่องดินแดนตะวันตก แต่พระเสวียนจั้งปฏิเสธอย่างหนักแน่น

เมื่อให้ท่านสึกไม่สำเร็จ จึงทรงขอให้พระเสวียนจั้งเขียนบันทึกการเดินทางมอบให้แก่ราชสำนักแทน

บันทึกนี้นี่เอง ที่พระเสวียนจั้งใช้เวลายามค่ำคืนในช่วง 1 ปี เขียนออกมาเป็น “บันทึกท่องแดนตะวันตกแห่งราชวงศ์ถัง” (ต้าถังซีโหยวจี้)

บันทึกเล่มนี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมและอินเดียอย่างยิ่ง พุทธ สถานอย่างมหาวิทยาลัยนาลันทา, เจดีย์พุทธคยา ฯลฯ ก็ถูกขุดค้นพบด้วยการสืบค้นจากบันทึกนี้ วงการประวัติศาสตร์อินเดียต้องขอบคุณพระเสวียนจั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราชสำนักยังทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระไตรปิฎกแห่งราชวงศ์ถัง ซึ่งก็กลายเป็นชื่อที่เราเรียกท่านติดปากว่า “พระถังซัมจั๋ง”

ส่วนภารกิจที่แท้จริงของท่านเพิ่งเริ่มต้น ท่านดำเนินการแปลพระไตรปิฎกที่อัญเชิญมาโดยใช้เวลาแปลทั้งสิ้นถึง 19 ปี ยาวนานกว่าระยะเวลาที่ท่านเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกในทริปฉางอัน-นาลันทาเสียอีก

พระไตรปิฎกฉบับแปลของท่าน เป็นการแปลให้เป็นภาษาที่ทันสมัย (ราชวงศ์ถัง) และครบถ้วนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ และกลายเป็นหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ของพระไตรปิฎกยุคนั้นที่สำคัญ

ตลอดเวลาที่ท่านแปลพระไตรปิฎกอยู่นั้น ท่านถูกทาบทามให้สึกออกมาช่วยราชการอยู่เนืองๆ บางครั้งราชสำนักถังแทบจะเชิญท่านให้ช่วยไปให้ข้อมูลถึงชายแดน แต่ความแน่วแน่ของท่านยังคงเดิม ภารกิจหนึ่งเดียวในชีวิตท่านคือเรื่องทางธรรม ไม่ใช่เรื่องทางโลก โดยเฉพาะเรื่องแก่งแย่งชิงดินแดนและท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายฝ่าเซี่ยงในจีน

จากสัดส่วนเวลาที่ท่านใช้แสดงให้เห็นได้ว่า แม้การเขียนบันทึกการเดินทางเล่าวิถีชีวิตจะน่าสนใจและดึงดูดผู้คนได้ดี และยังประโยชน์ไม่น้อยทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ท่านก็ให้ความสำคัญกับงานแปลพระไตรปิฎกเป็นที่หนึ่ง (เปรียบเทียบยุคปัจจุบันคือท่านอาจเล่าเรื่องการท่องไปอินเดียผ่านอินสตาแกรมแชร์ให้ผู้สนใจตามคำเรียกร้องบ้าง แต่ท่านให้น้ำหนักวิชาการที่ไปเล่าเรียนมามากกว่าเยอะ)

พระถังซัมจั๋งเป็นหนึ่งในบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องในหลายบทบาท และบทบาทที่ใกล้เคียงกับผู้คนจำนวนมากในยุคนี้อย่างยิ่งคือบทบาทนักเรียนนอก

นักเรียนนอกผู้มีจิตใจตั้งมั่นกับวิชาการที่อยากเรียนรู้ และมุ่งมั่นไปเรียนรู้จากดินแดนต้นกำเนิด นักเรียนนอกที่ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก นักเรียนนอกที่ต้องการศึกษาให้กระจ่าง และนำวิชาจากแดนไกลกลับมาให้แผ่นดินแม่ นักเรียนนอกที่ไม่จบแค่การชุบตัว หรือถูกหลอกล่อด้วยลาภยศสรรเสริญ แต่ทุ่มเทตลอดชีวิตเพื่อให้สิ่งที่เล่าเรียนมาเป็นประโยชน์แด่คนรุ่นหลังสืบไป นี่คืออีกหนึ่งบทบาทที่นำพระถังซัมจั๋งลงจากบนหิ้ง และเราๆ ท่านๆ ปฏิบัติได้จริง คือพระถังซัมจั๋งในบทบาทนักเรียนนอก

 

คนทำงาน 2 วัย กับวิธีดูแลตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410613

คนทำงาน 2 วัย กับวิธีดูแลตัวเอง

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

วัยใกล้เกษียณ ทุกคนล้วนแล้วแต่มุ่งมั่นทำงานเต็มที่เกิน100% และด้วยการที่ต้องทำงานอย่างหนัก ทุกคนจึงมักจะมีวิธีผ่อนคลายที่แตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน มาดูกันว่าคนทำงาน 2 วัย 2 สไตล์ มีวิธีผ่อนคลายจากการทำงาน และวิธีคิดในการทำงานกันอย่างไรบ้าง

นักธุรกิจสาววงสกินแคร์ หัวใจรักการออกกำลังกาย

“จิลมิกา เฉลิมสุข” นักธุรกิจสาวสวยในวงการธุรกิจความสวยความงามที่มีดีกรีเป็นแชมป์ไอซ์สเก็ตในช่วงวัยเด็ก ในช่วงเวลาที่ว่างเว้นการทำงาน ไลฟ์สไตล์ที่หลงใหลเป็นอย่างยิ่ง คงหนีไม่พ้นการออกกำลังกาย และหลักการทำงานที่เกิน 100% แต่ต้องทำอย่างมีความสุข

จิลมิกา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทูเดอะนายน์ และบริษัท ฟราโครา ผู้นำเข้าเครื่องสำอางและสกินแคร์จากญี่ปุ่น เล่าชีวิตในวัยเด็กว่า ครอบครัวจะเน้นและปลูกฝังในเรื่องคุณธรรม การทำความดี การช่วยเหลือสังคม และการมีน้ำใจและการรู้จักการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดังนั้นทัศนคติในการดำเนินชีวิตจึงเน้นหนักให้รู้จักความพอดี ให้อภัย และแบ่งปันช่วยเหลือสังคม ส่วนบุคลิกส่วนตัวปกติแล้วเป็นคนร่าเริง ทำอะไรทำจริง ตั้งใจแน่วแน่

สำหรับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวชอบการออกกำลังกาย เพราะในช่วงวัยเด็กเป็นนักกีฬาไอซ์สเก็ต เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขัน 2 รายการ ได้รับเหรียญทองและเหรียญเงิน แต่เมื่อก้าวสู่วัยสาวเริ่มหันมาเล่นกีฬากายกรรมการห้อยโหน (Aerial Silk) เพราะไอซ์สเก็ตเป็นกีฬาที่ต้องใช้แรงเยอะ และทำให้ผู้เล่นมีปัญหากับข้อเข่า จึงเปลี่ยนมาเล่นกีฬาดังกล่าวแทนที่ สามารถทำให้ร่างกายยืดหยุ่นได้เต็มที่

“ออกกำลังกายช่วยให้คลายเครียดอย่างหนึ่ง และรู้สึกได้ถึงความกระฉับกระเฉงมากขึ้น เพราะเราทำงานก็นั่งอยู่ตลอดทั้งวันแล้ว ทำให้คลายความปวดเมื่อยและฝึกสมาธิ พร้อมกับทำให้สมองสั่งการได้ดีขึ้น โดยจะเล่นกีฬาสัปดาห์ละ 4–5 ครั้ง ครั้งละประมาณชั่วโมงครึ่ง”

การเล่นกีฬา Aerial Silk เหมือนกับไอซ์สเก็ต คือ มีดนตรีเป็นส่วนประกอบ มองว่าดนตรีและกีฬาทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็ชื่นชอบการเล่นเปียโน และเล่นมาตั้งแต่เล็ก เลยชอบเสียงเพลง และเชื่อว่าเสียงเพลงมันสามารถปรับอารมณ์จากที่ไม่ดีให้มาเป็นด้านดีได้ เป็นเหมือนยาเยียวยาทางใจ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการกิน ทุกครั้งที่ออกกำลังกายอย่างหนัก หรือรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของโซเดียมสูง จะรู้สึกว่าร่างกายตัวเองอ่อนเพลีย การเลือกรับประทานอาหารจึงเน้นอาหารที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบสูง เพราะตามหลักที่เรียนมาโปรตีนจะช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี รวมทั้งรับประทานผักและผลไม้ควบคู่กัน

ในด้านชีวิตการทำงาน ตนเองเปิดธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยงบลงทุน 20 ล้านบาท เพราะมีความหลงใหลสินค้าจากญี่ปุ่น และชื่นชอบการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นการส่วนตัว จึงเริ่มศึกษาตลาดและในที่สุดก็ตัดสินใจทำธุรกิจ โดยมีทัศนคติการทำงานทำด้วยความรักและทุ่มเทเวลาให้มากกว่า 150% ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ

“แนวคิดการทำงานให้ความสำคัญการเป็นทีมเวิร์ก เน้นให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์งานให้องค์กรเติบโตไปด้วยกัน เวลาเลือกผลิตภัณฑ์เข้ามาทำตลาดส่วนใหญ่จะทดลองและดูส่วนผสมก่อนว่ามีความละเอียดอ่อนหรือไม่ นำสินค้ามาให้บุคคลใกล้ตัวทดลองใช้ หากพบว่า 90% พึงพอใจก็จะตัดสินใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในไทย ส่วนเคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำให้ดูดีและหน้าใสเด็กตลอดเวลา คือ ไม่เครียดกับการทำงาน ทำตัวเองให้มีความสุขตลอด”

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว สำหรับการสร้างบริษัท ทูเดอะนายน์ ให้เป็นองค์กรที่เติบใหญ่อย่างมั่นคง โดย “จิลมิกา” มีเป้าหมายสูงสุดวางไว้นำพาธุรกิจเปิดตลาดอเมริกา จากปัจจุบันสินค้าเริ่มขยายตลาดอาเซียน นำร่องที่สิงคโปร์ไปแล้ว นั่นคือผู้หญิงที่มีหัวใจรักในการทำตลาดความสวยความงาม และหลงรักกีฬาและเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

มือฉมังแห่งเซเรบอส อาหารคลีนสร้างบุคลิก

คลุกคลีกับธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซุปไก่สกัดมานาน สำหรับ “ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซเรบอส ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายซุปไก่สกัดตราแบรนด์ ในวัย 51 ปี เลือกการดูแลตัวเองจากการกินอาหารคลีนมาเป็นเวลานาน เพราะเชื่อว่าการดูแลตัวเองจากภายในจะช่วยเสริมสร้างบุคลิกจากภายนอกให้ดูดี ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ หรือรูปร่างที่ผอมอย่างมีสุขภาพและไร้พุง

ตุลย์ เล่าว่า ในฐานะที่การทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ จึงต้องทำให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ ไลฟ์สไตล์ของผมชื่นชอบการออกกำลังกาย เพราะช่วยให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม โดยปกติแล้วจะเข้าสถาบันออกกำลังกาย หรือฟิตเนสต่างๆ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ส่วนรูปแบบการออกกำลังกายไม่ได้เน้นอะไรมากเป็นพิเศษ

ส่วนการดูแลตัวเองทางด้านอาหาร ถือว่าเป็นคนที่มีความพิถีพิถันกับการรับประทานอาหารมากคนหนึ่ง บางครั้งอาจกลายว่าเป็นเรื่องยุ่งยากเลยทีเดียว คือ อาหารมื้อเช้าทุกๆ วัน จะไม่รับประทานเนื้อเลย แต่จะเน้นผักทั้งหมด และต้องเป็นผักที่ไม่ได้ผ่านการปรุงรส ผัด หรือ ทอดใดๆ ทั้งสิ้น เมนูที่โปรดปรานเป็นพิเศษ จึงหนีไม่พ้นผักต้มธรรมดาเท่านั้น หรือที่สมัยนี้เรียกว่าเป็นอาหารคลีน ส่วนอาหารแปรรูปต่างๆ เรียกว่ารับประทานน้อยมาก

เมื่อต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ก็จะเลือกเมนูที่ดีที่สุดที่อิงกับผัก ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้แม้ว่าอายุจะเข้าสู่เลข 5 แล้ว แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่มีรูปร่างอ้วน อีกทั้งยังมีสุขภาพผิวดี และป่วยน้อยมาก นอกจากว่างเว้นจากการทำงาน ชีวิตที่เดินทางไปทำงานต่างๆ พยายามศึกษาสิ่งรอบตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิต มองโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกับวางแผนขับเคลื่อนองค์กร

สำหรับการทำงานในบริษัท เซเรบอส รู้สึกผูกพันและรักองค์กรกับทีมงานมาก เพราะทำงานมาร่วม 20 ปี และเป็นองค์กรที่สอนให้รู้จักการทำงานว่าต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท และลงมือทำด้วยตัวเอง การนั่งแท่นเป็นผู้บริหารไม่ใช่จำกัดตัวเองอยู่ออฟฟิศ ต้องลงพื้นที่ดูตลาดและนำมาวิเคราะห์ เพราะโลกแห่งการทำธุรกิจแข่งขันสูง การลงมือทำด้วยตัวเองทำให้รู้เท่าทันคู่แข่งและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่พร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ขณะนี้มีอายุ 51 ปีแล้ว และวางแผนว่าจะเกษียณชีวิตการทำงานเมื่ออายุ 60 ปี ซึ่งขณะนี้เหลือระยะเวลาทำงานอีก 9 ปี จึงยังไม่ได้วางแผนชีวิตหลังวัยเกษียณว่าอยากจะใช้ชีวิตหรือทำอะไร ยังรู้สึกกับการทำงาน และทำด้วยความรักและสนุก ทำให้ตอนนี้ขอมุ่งมั่นกับการทำงานก่อน แม้ว่าเหลือชีวิตวัยทำงานไม่มากนักก็ตาม

“ชีวิตในวัยเกษียณ ความใฝ่ฝันคือการเป็นอาจารย์สอนหนังสือหรือการตลาดให้กับนักศึกษา ที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นนักการตลาด ต้องการนำองค์ความรู้ที่สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี มาแบ่งปันคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะก้าวมาแทนที่นักการตลาดรุ่นเดิมๆ อยากปลุกปั้นให้กลายเป็นนักการตลาดมือฉมัง ขณะนี้มีรับสอนหนังสือประปรายอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ทำจริงๆ จังๆ”

ส่วนพฤติกรรมอีกอย่างที่ต้องทำเป็นประจำทุกเช้า คือ การนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ และแมกกาซีนต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลความรู้และข่าวสารใหม่ๆ เพราะโลกใบนี้มีอะไรที่ต้องค้นหาและติดตามความเคลื่อนไหว มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย เมื่อถามว่าเป้าหมายสูงสุดในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราแบรนด์ ผมต้องการให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีชีวิตที่ดี ซึ่งจะมุ่งมั่นพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ที่ดูแลสุขภาพตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

 

‘ฤทธี-นริศรา กิจพิพิธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:37 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410606

‘ฤทธี-นริศรา กิจพิพิธ’

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สองพี่น้องทายาทธุรกิจ บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร “ฤทธี กิจพิพิธ”กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ปีนี้อายุ 33 ปี และ “นริศรา กิจพิพิธ” กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ ปีนี้อายุ 29 ปี ทั้งคู่มีหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบกันชัดเจน คนหนึ่งจะต้องคอยดูภาพรวมของธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อขยายกิจการให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่น้องสาวต้องรับผิดชอบเรื่องงานหลังบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการเงินทั้งสองคนถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ช่วยคุณพ่อ “ธัญชาติ กิจพิพิธ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นำบริษัทระดมทุนและจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะครบ 1 ปีในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้

 

‘น้องสาวที่พร้อมสนับสนุน’

ฤทธี : แม้อายุจะห่างกับน้องสาว 4 ปี แต่ก็สนิทและเล่นด้วยกันตามประสาเด็กๆ เพราะมีพี่น้องกันแค่ 2 คน แต่ทุกอย่างเริ่มเป็นไปตามกลไกของมัน หรือเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพี่ชายอย่างมาก เมื่อต้องไปเรียนไฮสคูลที่ประเทศแคนาดาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เป็นเวลา 4 ปี เนื่องจากต้องไปอยู่กับครอบครัวคนเอเชียที่นั่น แต่มารู้ทีหลังทีละอย่างว่าครอบครัวที่นั่นทำไม่ดี ไม่ว่าจะเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ก็ให้ไม่ครบ เจอหลายๆ อย่าง แต่ความที่ยังเป็นเด็กและไปอยู่ต่างประเทศทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติต้องเจอเรื่องอย่างนี้และไม่ได้บอกใคร ตอนนั้นแค่ไม่อยากกลับบ้านที่นั่น รู้สึกโดดเดี่ยว และแย่ไปเลย น้องสาวยิ่งไม่ได้เล่าเพราะเขาก็ยังเด็กกว่ามาก จนสุดท้ายเมื่อทางบ้านที่ไทยรับทราบข้อมูล ก็ได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่ไทยเมื่ออายุ 15 ปี

พอย้อนไปดูเหตุการณ์นั้นทำให้รู้ว่า คิดว่ามันเป็นปัญหา เหตุการณ์ฝังใจครั้งนั้น ก็สอนให้รู้จักเข้มแข็งอดทน รู้จักการเป็นนักเจรจา กลายเป็นเหมือนตัวเองเป็นคนที่สู้ชีวิตมากเพราะก็ผ่านอะไรมาเยอะเช่นกัน และทำให้เป็นพื้นฐานของชีวิตว่าจะต้องรู้จักกับการปรับตัว เพราะถ้าปรับตัวได้ก็จะทำให้เรียนรู้อะไรได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีจนทำให้กลายเป็นคนมีความมุ่งมั่นจนได้เป็นดุษฎีบัณฑิตด้านวิศวกรรมพลังงานจากสหรัฐ หรือเป็น “ดอกเตอร์” ถึงทุกวันนี้

ช่วงวัยรุ่นความสัมพันธ์กับน้องสาวอาจจะห่างกันไปบ้างเพราะสวนทางกันตลอดเวลา และน้องสาวก็มาอยู่ในช่วงที่ไม่ได้รับรู้ว่าครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน น้องจะรู้เรื่องและรับรู้ตอนที่บ้านมีฐานะมีเงินพร้อม แต่เธอโอเคนะ เพราะสุดท้ายที่บ้านจะสอนให้ลูกรู้จักดูแลตัวเองให้ได้ เพราะตอนแรกน้องสาวจะเป็นคนที่ติดแม่มาก ไปไหนมาไหนก็จะไปกับแม่ตลอด ซึ่งก็เท่ากับว่าสามารถดูแลตัวเองได้ดีไม่น้อย

จริงๆ กับน้องสาวเหมือนจะคอยดูแลกันและกันห่างๆ มีอะไรก็แลกเปลี่ยนคุยกัน และต่างก็คุยกันด้วยเหตุผลต่อกันมากกว่า เมื่อต้องมาช่วยกันทำให้บริษัทที่คุณพ่อสร้างมาเข้าจดทะเบียนใน ตลท.ให้ได้ เหมือนเป็นงานใหญ่ที่เราต้องช่วยกันทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้ ซึ่งถือว่าเธอเป็นงานหลังบ้านให้กับครอบครัว จนทำให้ SCN จดทะเบียนเข้า
ตลท.ได้สำเร็จ

ทุกวันนี้จะแบ่งส่วนงานที่รับผิดชอบกันชัดเจน แต่อย่างเวลาที่จะต้องขยายงานเพื่อการลงทุนให้กับบริษัทมากขึ้น ก็จะใช้เหตุผลว่าทำไมต้องมาขอเบิกงบลงทุนขยายกิจการ เธอก็จะมีเหตุผลว่าทำไมควรจะดำเนินการหรือไม่อย่างไรดี หรือแม้กระทั่งการทำงานกับคุณพ่อที่บุกเบิกธุรกิจนี้ขึ้นมา แต่ช่องว่างระหว่างวัยแนวคิดกับพ่อซึ่งเป็นคนละรุ่นกัน ก็จะมีความแตกต่างกันบ้าง เช่น มองว่าเวลางานก็ต้องเต็มที่ไปเลย ไม่ต้องมีการทำล่วงเวลา การทำงานไม่ได้วัดว่าใครอยู่เย็นสุดแปลว่าทำงานเก่ง ก็ต้องทำความเข้าใจกับคนทำงานที่บ้านทั้งคุณพ่อและน้องสาว เพราะต่างคนอาจจะต่างความคิดแต่ต่างรับฟังกันและจะคุยกัน

 

‘พี่ชายเป็นเจ้านายที่ดี’

นริศรา : ยอมรับว่าตอนเด็กติดแม่มาก แม่ไปไหนก็จะเกาะแม่ไปตลอด เหมือนเป็นลูกแหง่แถมช่วงที่พี่ชายมีปัญหาตอนไปเรียนต่างประเทศแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะยังเด็กมาก เขาเองก็ไม่ได้โทรมาเล่าให้แม่หรือคนที่บ้านฟัง พอโตขึ้นและเริ่มรู้ปัญหาที่เขาเคยเจอ มองว่าเขาเก่งมากที่สามารถแก้ไขปัญหา พี่ชายอึดและอดทนมาก เพราะในสภาพที่เด็ก 10 ขวบที่ต้องเจอตอนนั้นหากเป็นเราก็คงควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

จากที่ทางบ้านเริ่มเห็นว่าพี่ชายก็มีปัญหาแล้ว พอตอนจะส่งไปเรียนให้ได้ภาษาอังกฤษก็เลยเลือกให้ไปตอนที่โตกว่าคือ 14 ปี ไปอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นช่วงจังหวะคาบเกี่ยวที่พี่ชายก็ไปเช่นกัน แต่ไม่ได้เจอกันเพราะไปอยู่กันคนละเมืองเลย แรกๆ เหงามาก

จากนั้นกลายเป็นเวลาที่เธอจะมีช่วงเวลาที่สวนทางกับพี่ชายตลอดเวลา แม้จะชอบเรียนด้านวิศวกรรมเหมือนกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้เจอกันมาก และเมื่อเรียนปริญญาโทจบก็จะเป็นวิศวกรกันหมด ดังนั้นเลยเลือกไปเรียนปริญญาโทใบที่ 2 แต่จะเป็นสาขาใหม่คือ วิศวกรรมการเงินเพราะคิดว่าจะมาช่วยดูเรื่องการเงินให้กับบริษัทได้มากขึ้นในอนาคต

ตั้งแต่ที่พี่ชายไปเรียนต่างประเทศ 10 ขวบ เวลาก็สวนทางกันตลอด แต่ไม่ใช่ว่าจะต่อกับเขาไม่ติดนะ มีอะไรก็พูดคุยและหารือกันบ้าง แต่ไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะเข้าใจว่าเขาก็ต้องมีปัญหาของเขา ซึ่งท้ายสุดก็สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้เจอกันไป ตอนนี้ได้มาทำงานด้วยกันแล้ว เข้ามาทำแล้วก็ชอบ เพราะได้ดูเรื่องเงินลงทุน งบการเงิน ถ้าพี่ชายอยากลงทุนโครงการไหนต้องมาปรึกษา มาขอเงินให้พิจารณา เวลาคุยหรือหารือกันก็จะสุดกันในหนทางตัวเองแต่ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล

สิ่งที่เห็นจากคุณพ่อคือตัวอย่างหนึ่งแล้วในเรื่องของความพยายามและการเอาชนะทุกอย่างให้ได้ ส่วนพี่ชายเราก็มองว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนที่แก้ไขปัญหาได้เก่งเพราะเห็นเขาสามารถแก้ไขปัญหาในหลายสถานการณ์ได้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันก็ชื่นชม

เมื่อโตขึ้นแม้อาจจะไม่ได้เล่นกันแบบเด็กๆ แล้ว แต่หลายครั้งที่เหนื่อยเครียด ไม่รู้จะทำอย่างไรกับงานที่อยากให้สำเร็จ ถ้าเขาเห็นเราพอเริ่มมีอาการหนัก เห็นแมนๆ อย่างนี้เขาก็จะเข้ามากอดทำให้หลายครั้งทุกอย่างหายไปทันที หรือบางทีเขาโทรมาถามเป็นอะไรอย่างไรบ้าง ก็จะทำให้รู้สึกคลายกังวลหรือผ่อนคลายลง

ถ้าจะให้มองถึงพี่ รู้สึกว่าเขาสามารถเป็นเจ้านายที่ดีเพราะเขาเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงที่แม้เป้าหมายที่ตั้งใจจะสำเร็จได้ยาก แต่เขาก็จะมีความมุ่งมั่นที่พยายามขับเคลื่อนให้ถึงเป้าหมายนั้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ก็ผูกพันกัน และพอถึงที่แต่ละคนต้องแยกบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง อาวุธสำคัญของครอบครัวนี้คือ“ใช้เหตุผลในการพูดคุย”

 

จิรายุ ตันตระกูล กับยิมที่เป็นยิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410602

จิรายุ ตันตระกูล กับยิมที่เป็นยิม

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ…กิจจา อภิชนรจเรข

ผมมีโอกาสได้มาเยือน เพาเวอร์โซน ยิม แอนด์ ฟิตเนสตั้งอยู่ถนนประชาสงเคราะห์ ซอย 23 ที่ซึ่งเป็น มาย สเปซของนักแสดงหุ่นดี ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล โดยวันนี้เขามาในลุคสบายๆ มาด้วยรอยยิ้มที่มาจากดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

จิรายุ บอกเล่าว่า เขามาออกกำลังกายที่นี่นานกว่า 8 ปี แล้ว “ตั้งแต่ผมมาเล่นที่นี่ ผมก็ไม่ค่อยได้ไปเล่นที่ไหน ที่นี่มีความรู้เยอะจากเจ้าของ นั่นคือ โอ๋-สิทธิ เจริญฤทธิ์ ซึ่งเป็นแชมป์นักเพาะกายระดับโลก ซึ่งเขาไม่ได้สอนผมอย่างจริงจัง แต่ก็ให้คำแนะนำที่ดี ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจมากมายในการออกกำลังกาย และที่นี่ก็ได้ทำให้ผมพบเจอคนที่มีทัศนคติในการออกกำลังกายในรูปแบบคล้ายกันอีกด้วยครับ”

นอกจากนี้ การมาเล่นที่นี่ก็เป็นเพราะความสะดวก “ผมชอบอุปกรณ์การเล่นของที่นี่ มันดูเป็นยิมดี ไม่มีแอร์ ไม่เปิดเพลง แต่งตัวยังไงก็ได้ คนที่มาเล่นที่นี่ส่วนใหญ่ก็มาออกกำลังกายกันอย่างจริงจัง เราสามารถรับแรงบันดาลใจดีๆจากคนที่เล่นอยู่รอบๆ ตัวเรา คุยด้วยแล้วโอเค มีทัศนคติที่ดีทำให้เราได้อะไรดีๆ จากเขา เขาก็ได้อะไรดีๆ จากเรา ต่างคนต่างเอาข้อดีของกันและกันมาปรับใช้ หากรูปร่างที่ดีคือความฝัน เราต้องเอาร่างกายของเราไปเฉียดใกล้ความฝันนั้นและดูว่ามีกำแพงใดที่ขวางกั้นไม่ให้เราเข้าใกล้ความฝันนั้นได้ซึ่งเมื่อรู้ เราก็ต้องค่อยๆ ทำลายกำแพงที่ขวางกั้นนั้นลง เพื่อเราจะได้รูปร่างที่ดีอย่างที่เราฝันไว้”

 

ในส่วนของการออกกำลังกาย จิรายุ เผยว่า เขาเริ่มต้นออกกำลังกายมาตั้งแต่เรียนจบชั้น ม.6 “ตอนนั้นผมมีปมด้อยครับ นั่นคือ ผมเป็นคนตัวเล็ก หนักเพียง 38-39 กก. สูงเพียง162 ซม. เท่านั้น ตัวเล็กที่สุดในชั้นเรียนก็ว่าได้ พอจบ ม.6 ยังไม่คิดจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ขอฟิตหุ่นก่อน ขอเพิ่มน้ำหนักและความสูงของตัวเองให้ได้เสียก่อน ผมใช้เวลาถึง6 เดือน ในการเพิ่มน้ำหนักและส่วนสูง โดยทำทุกวิถีทาง ศึกษาทุกเว็บไซต์ อ่านจากหนังสือแทบทุกเล่ม ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง ผมเอาจริง”

นอกจากนี้ จิรายุยังได้ไปปรึกษาปัญหาด้านความสูงกับคุณหมอหลากหลายท่าน โดยส่วนใหญ่ต่างบอกกับเขาว่าในเรื่องของการเพิ่มความสูงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะเขาอายุ19 ปีแล้ว ฮอร์โมนการเจริญเติบโตก็น้อยด้วย แต่ด้วยใจที่เอาจริง ทำให้เขาไม่ย่อท้อ ขอพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าทำได้หรือไม่ได้กันแน่

“วันแรกที่เข้าฟิตเนส เชื่อไหมว่ายกคานเปล่าไม่ไหว เวลาไปเล่น ผมเขินมาก ไม่กล้าไปอยู่รวมกับคนอื่น เล่นเสร็จต้องเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ ทุกวัน ผมตื่นตี 5 มากินข้าวโอ๊ต จากนั้นก็วิ่ง โดยใช้เวลาครึ่งชั่วโมง กระโดดเชือก ประมาณ 10 นาที กินข้าวมื้อหนักตอน 7 โมงเช้า9 โมงไปฟิตเนส และเล่นท่าที่ทำให้สูงทั้งหมด ตอนเย็นก็ไปว่ายน้ำ 3 ทุ่มนอน ทำอย่างนี้อยู่ 6 เดือนเต็มส่วนสูงขึ้นมานิดหน่อย น้ำหนักขึ้นมาสิบกว่ากิโลกรัม”

 

จาก 6 เดือน จนถึง 9 เดือนจิรายุเริ่มเห็นพัฒนาการทางร่างกายของตัวเอง “จากใส่เสื้อไซส์เอสเอส ก็ใส่เสื้อไซส์เอสแล้วดูเต็มมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น จากนั้นผมก็ตั้งเป้าหมายใหม่ว่าอยากเข้าสู่วงการบันเทิง และได้ขึ้นปกเมนเฮลท์ เพราะนั่นคือการการันตีว่าเราสามารถแก้ปมด้อยให้กลายเป็นปมเด่นได้จากนั้นผมจึงใช้เวลาเล่นฟิตเนสอย่างจริงจังถึง 4 ปี แต่การเล่นนั้นก็มีปัญหาเหมือนกันนั่นคือการยึดติดวิธีการของนักเพาะกายเพียงอย่างเดียว โดยไม่ผสมผสาน ทำให้หุ่นไม่ใช่อย่างที่อยากได้ ผมกลายเป็นคนที่มีกล้าม แต่หลังค่อม ใส่เสื้อผ้าไม่สวย จากนั้นผมจึงเล่นท่าที่ทำให้ร่างกายยืดหยุ่นเพื่อแก้บุคลิก มีความคล่องแคล่วเหมือนนักมวย แต่ก็มีกล้ามเนื้อที่สวยงามและแข็งแรงเหมือนนักเพาะกาย สุดท้าย ผมก็ตกผลึกได้ว่า ผมอยากได้ร่างกายที่ใส่เสื้อผ้าแล้วดูไม่รู้ว่ามีกล้าม แต่ถอดเสื้อมาแล้วดูมีกล้ามที่สวยงาม”

สำหรับการออกกำลังกายของจิรายุในปัจจุบัน เขาเผยว่า เขาไม่ได้ยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง “ผมสามารถเอาการเพาะกายมาผสมกับโยคะ เอาโยคะมาผสมกับมวยไทย เอามวยไทยมาผสมกับศิลปะการต่อสู้อื่นๆ ได้ ทำให้การออกกำลังกายของผมหลากมากมายขึ้น และไม่มีการกำหนดว่าวันจันทร์ต้องทำอะไร วันอังคารต้องทำอะไรครับ”

ไม่ว่าจะอย่างไร จิรายุ เผยทิ้งท้ายไว้ว่า เขาได้เข้าสู่วงการบันเทิง และได้ขึ้นปกเมนเฮลท์อย่างที่เขาได้ตั้งเป้าหมายไว้ในท้ายที่สุด “ฝันให้ไกล ต้องไปให้ถึงครับ”

 

รักพงษ์ วงศ์เวไนย ผู้สร้าง ‘ธรรมทาน’ กำลังใจยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410592

รักพงษ์ วงศ์เวไนย ผู้สร้าง 'ธรรมทาน' กำลังใจยุคดิจิทัล

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

ออกเดินทางมาแล้วเกือบทั่วโลก สำหรับ “แชมป์” รักพงษ์ วงศ์เวไนย เจ้าของเพจดังบนโลกโซเชียลมีเดีย “ธรรมทาน” ที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามทั้งบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมรวมกันเกือบล้านราย และยังขยายต่อไปยังเพจ Must Be There ที่เจ้าตัวใช้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ว่าง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในแบบ “เท่าที่รู้”

รักพงษ์ วัย 34 ปี บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ประเทศ และที่แปลกและแตกต่างไปจากนักเดินทางคนอื่นๆ คือ การเดินทางไปยังโลกใต้น้ำ ที่ไปสัมผัสมาแล้วทั้ง 6 มหาสมุทร ด้วยอีกมุมหนึ่งแล้ว เขายังเป็นนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ ในฐานะหุ้นส่วนและกรรมการบริษัท เอลลิเก้นซ์ ทราเวล กรุ๊ป ธุรกิจบริการท่องเที่ยวดำน้ำลึกระดับโลก ที่เขาเริ่มจับธุรกิจนี้มาตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

ดำดิ่งใต้น้ำ 300 ชั่วโมง/ปี

การเข้ามาร่วมกับบริษัท เอลลิเก้นซ์ ทราเวล กรุ๊ป ที่มีความครบวงจร ทั้งเรือสำราญสุดหรูสำหรับนักดำน้ำ คือ Thailand Aggressor (ไทยแลนด์ แอกเกรซเซอร์) สถาบันสอนดำน้ำ Dive Pelagic ภายใต้หลักสูตรโรงเรียนสอนดำน้ำ BSAC จากอังกฤษ และธุรกิจโปรดักชั่นสารคดีโลกโสภา ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นกลยุทธ์จากการนำบริการแต่ละอย่างเข้ามาช่วยเติมเต็มการทำธุรกิจให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับผู้คน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์

ทั้งนี้ กิจกรรมดำน้ำของเอลลิเก้นซ์ฯ ที่จัดขึ้นในแต่ละทริปนั้น ที่นอกจากจะเป็นสถานที่ดำน้ำที่สวยระดับโลกแล้ว บริษัทยังมีทีมถ่ายทำภาพสวยๆ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหววิดีโอ ให้กับกลุ่มลูกค้าด้วย ที่ต่อยอดมาจากตัวบริษัท โลกโสภา โปรดักชั่น ที่ทำธุรกิจหลักด้านผลิตสารคดีท่องเที่ยวต่างๆ ที่เจ้าตัวก็เคยรับหน้าที่ทั้งเป็นพิธีกรและไกด์พาลูกทัวร์ดำดิ่งชมความงามในท้องทะเลลึกไปด้วยพร้อมๆ กัน

 

“ตอนนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดียที่มีบทบาทกับผู้คนมากขึ้น อย่างเวลาที่ลูกค้าไปเที่ยวดำน้ำกับเรา เขาก็จะได้ไฟล์ภาพจากทีมโปรดักชั่นที่ไปออกทริปร่วมกัน ทำให้เกิดการแชร์ต่อในภาพสวยๆ ผ่านโซเชียลจากกลุ่มลูกค้าเรา ซึ่งปัจจุบันผมเองจะมีทริปดำน้ำปีละไม่ต่ำกว่า 300 ชั่วโมง” รักพงษ์ เล่ากิมมิกในการทำธุรกิจในยุคที่ผู้คนชื่นชอบการกดไลค์ และการแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองบนโลกออนไลน์

ด้วยความที่มีไลฟ์สไตล์เป็นคนง่ายๆ ไม่หวือหวา แถมออกไปทางแนวสไลว์ไลฟ์อีกต่างหาก เพราะเป็นคนชอบเขียน ชอบอ่าน ชอบฟัง เและก็จะเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากการพบเจอกันในคลาสอบรมนักธุรกิจเอสเอ็มอีตามที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จัดขึ้นอย่างของเคแบงก์ และด้วยความที่เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีนี่เองที่ทำให้เขามักถูกรับเลือกให้เป็นประธานในชั้นเสมอ ซึ่งนอกจากความรู้ที่ได้จากการเข้าคอร์สแล้ว ส่วนหนึ่งยังสร้างคอนเนกชั่นที่เอื้อต่อการทำธุรกิจระหว่างกันอีกด้วย

 

“ผมมองว่าหัวใจของการทำธุรกิจบริการนั้น คือ สายสัมพันธ์ หรือคอนเนกชั่น ความน่าเชื่อถือ หรือเครดิต และสุดท้าย ความจริงใจที่จะมัดใจลูกค้าได้ยาวๆ ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทกว่า 90% จะเป็นฐานลูกค้าเก่า”

นั่นคือวิถีชีวิตในโลกธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าเป็นความแตกต่างที่ไม่มีใครเหมือน ขณะเดียวกันในวิถีชีวิตส่วนตัว “แชมป์” ก็มีอีกมุมมองหนึ่งที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปไม่น้อย

 

‘ธรรมทาน’ ชื่อนี้มีที่มา

ส่วนการทำเพจธรรมทานนั้น แชมป์ย้อนให้ฟังว่า เริ่มต้นเมื่อราวสัก 5-6 ปีก่อน หลังกลับจากอเมริกา ซึ่งในช่วงก่อนนั้นก็เหมือนเป็นวัยรุ่นทั่วไป ที่มีความรักแล้วก็ผิดหวังกับความรัก และต้องการหนีทุกข์ตรงจุดนั้น เลยตั้งใจออกเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนไปเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดที่ประเทศอินเดีย เมืองพุทธคยา สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ในวันที่เข้าไปพุทธสถานแห่งนั้น เขาและเพื่อนไม่ได้กลับเข้าพักในโรงแรม แต่ตัดสินใจนอนกันใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในคืนนั้นเอง เพราะที่นี่หากเข้าไปตอนกลางคืนสัก 3 ทุ่ม ก็จะต้องออกมาตอนตี 4 จากอากาศปกติราวๆ 30 องศาเซลเซียส ตอนกลางวัน แต่พอยิ่งดึกความหนาวจากเทือกเขาหิมาลัยก็แผ่ลงมาถึงข้างล่างอุณหภูมิเกือบ 0 องศาเซลเซียส หนาวมากจนทำอะไรไม่ได้เลย ทำให้คิดได้ว่าร่างกายเรายังดีอยู่ แต่ความทุกข์ที่เราเจอมามีอยู่นั้นเปรียบไม่ได้เลยกับพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงอยู่ในวรรณะกษัตริย์แต่ยังลงมาแสวงหาหนทางดับทุกข์ กระทั่งมาตรัสรู้ ณ สถานที่นี้

 

จากจุดนี้ทำให้เขาหันกลับมาตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง จากสมัยตอนเด็กๆ อายุสัก 10 กว่าขวบ ซึ่งมีบ้านอยู่ใน จ.ร้อยเอ็ด ก็จะนับถือศาสนาคริสต์ เป็นคริสเตียน ด้วยทางบ้านจะค่อนข้างให้อิสระในเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำอย่างไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แต่พอผ่านไปสักระยะโบสถ์ก็ปิดตัวลง แล้วรู้สึกว่าไม่มีที่ไปแล้ว ก็กลับมานับถือศาสนาพุทธเหมือนเดิม พร้อมเข้าอุปสมบทเมื่ออายุ 25 ปี

หลังจากศึกษาพุทธศาสนา และธรรมคำสอนจากพระอาจารย์ที่นับถือ รวมถึงได้มีโอกาสเป็นผู้เขียนประวัติหลวงปู่ศรี มหาวีโร (พระเทพวิสุทธิมงคล) แห่งวัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) จ.ร้อยเอ็ด ในโอกาสฉลองอายุวัฒนมงคลธรรม 95 ปี ที่ซึมซับแก่นคำสอนพุทธศาสนาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มนำหลักธรรมมาปรับเขียนเป็นข้อความเพื่อให้กำลังใจให้กับคนที่ได้มาอ่าน

 

ในช่วงแรกๆ ก็จะโพสต์ที่หน้าเฟซบุ๊กของตัวเองก่อน จากนั้นเพื่อนๆ ก็บอกให้เปิดเป็นเพจธรรมทานขึ้น โดยข้อความแรกที่คิดและเขียนขึ้น คือความสุขไม่ได้วัดจากที่ว่า คุณมีใคร หรือมีสิ่งใด แต่วัดจากใจคุณว่ากำลัง “รุ่มร้อน” หรือ “สงบเย็น” ส่วนข้อความที่มีคนกดไลค์มากที่สุดร่วม 9 แสนไลค์ คือ “ความสุขไม่ได้อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความสุขอยู่ใกล้แค่เราหยุดเอื้อม”

“ตลอดช่วงที่ทำเพจธรรมทานมา 5 ปี เชื่อว่างานเขียนที่โพสต์ไป อาจให้ข้อคิดกับใครได้บ้าง เพราะอย่างมีคนเคยอินบ็อกซ์มาบอกว่า ครอบครัวจะเลิกกัน จะคิดฆ่าตัวตาย แต่พอได้อ่านธรรมทาน ก็หยุดคิด จนกระทั่งมีโอกาสได้รวบรวมข้อคิดต่างๆ ที่เขียนไว้เป็นหนังสือขึ้นมา โดยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พิมพ์เป็นหนังสือออกมาแล้ว 4 เล่ม และเป็นเบสต์เซลเลอร์ทั้งหมด คือ ความสุข ณ ปัจจุบัน, เพราะวันนี้ดีที่สุด, ของขวัญจากความสุข และทฤษฎีความสุข ซึ่งรายได้ทั้งหมดจากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำไปทำบุญทั้งหมด อย่างที่ผ่านมาก็น่าจะได้สักหลักล้านแล้วครับ” แชมป์ เล่า

 

ชีวิตนี้แอดเวนเจอร์นัก

นอกจากเพจธรรมทานแล้ว ปัจจุบันแชมป์ยังเป็นอีกหนึ่งเจ้าของเพจบนโซเชียลมีเดีย คือ MustBeThere ซึ่งเนื้อหาในเพจจะเป็นเรื่องเล่า จากสถานที่ต่างๆ ที่น้อยคนนักจะไปถึงอย่างป่าดงดิบอะเมซอน ประเทศบราซิล ที่ต้องเอาชีวิตพึ่งพิงไว้กับไกด์ชาวท้องถิ่น ที่ทั้งพาไปออกล่าปลาปิรันยาเพื่อนำมาประกอบอาหาร หรือเข้าไปดูงูยักษ์อนาคอนด้าตัวเป็นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก ที่ได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยพร้อมภาพสวยๆ

หรือเรื่องเล่าจาก เพตรา มหานครศิลาทราย ประเทศจอร์แดน ดินแดนที่แสนสงบท่ามกลางประเทศสงคราม ด้วยรอบๆ จอร์แดนนั้น มีทั้งอิรัก ซีเรีย ปาเลสไตน์ อิสราเอล และอียิปต์ ที่ต่างพุ่งรบกันตลอดเวลา การเดินทางไปยังเกาะสวรรค์ของนักดำน้ำหมู่เกาะราชาอัมพัต (Raja Aumpat) ประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งการเดินทางเพื่อไต่ระดับความสูงไปแตะขอบฟ้าบนยอดเขาแอลป์ ที่แชมป์สามารถขึ้นไปจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุด

และจากประสบการณ์การเดินทางต่างๆ ยังทำให้ได้ข้อคิดว่า หากเราได้ค้นพบว่าเราชอบอะไรแล้ว และได้ลงมือทำในสิ่งนั้น เพราะความสุขที่เราพบเจอจะอยู่ระหว่างทาง ไม่ใช่แค่ที่ปลายทาง เพราะทุกก้าวที่ปีนป่ายขึ้นไปนั้นมันสวยงามจริงๆ

จากสถานที่ต่างๆ ที่ได้เดินทางมาแล้วเกือบรอบโลก พร้อมนำมาบอกเล่าต่อในเรื่องราวของสถานที่ต้องห้ามพลาด ซึ่งแชมป์เตรียมจะรวมเล่มเป็นหนังสือเล่มที่ 5 ของเขาเอง และจากจุดนี้ที่จุดประกายให้เขาวางเส้นการเดินทางใหม่ จากนักผจญภัยเพื่อค้นหาคำตอบ (ต่างๆ) ให้กับชีวิต โดยหวังจะเดินไปสู่การเป็นนักเขียนระดับซีไรต์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ายังต้องฝึกและพัฒนางานเขียนต่อไปอีกมาก

“คิดว่าใครๆ ก็สามารถเขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ได้ แต่การจะเป็นนักเขียนซีไรต์นั้น เชื่อว่าไม่ได้เป็นกันได้ทุกคน และหากเราสามารถทำได้ มันคงเจ๋งมากๆ”รักพงษ์ กล่าว

นักเดินทางที่กำหนดแผนที่ผจญภัยของชีวิตในแบบที่ไม่ธรรมดา บนความ“ศรัทธา” ในพุทธศาสนา