เรือจ้างแห่งศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410591

เรือจ้างแห่งศตวรรษที่ 21

โดย…กองบรรณาธิการ

หนึ่งสิ่งที่ครูในยุคสมัยปัจจุบันสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้การช่วยสอนอย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยี ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีอันทันสมัยทำให้การค้นคว้าหาข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กนักเรียนยุคใหม่จะเข้าถึงรูปแบบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่สามารถหาได้ด้วยตัวเองแบบไร้ขีดจำกัด กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ครูในโรงเรียนต้องเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ให้เข้ากับนักเรียนแห่งศตวรรษที่ 21

ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เปิดเผยว่า เด็กยุคใหม่สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ต ทำให้อายุขัยขององค์ความรู้ตายเร็ว นั่นคือ เมื่อเผยแพร่ความรู้อะไรก็ตามลงไปในอินเทอร์เน็ตจะมีคนเข้ามาต่อยอดหรือหักล้าง รวมถึงแชร์ข้อมูลต่อไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นครูจึงมีความสำคัญในการป้อนความรู้น้อยลงและเปลี่ยนเป็นการสอนแบบให้ “ทักษะ” มากขึ้น

ทัศนะของธันยวิช มองว่า การศึกษายุคปลายศตวรรษที่20 ครูเน้นให้เด็กมีความสามารถค้นหาข้อมูล เข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้ แต่เวลานี้ก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาสู่ศตวรรษที่ 21ซึ่งนักเรียนจะต้องถูกพัฒนาเรื่องทักษะ การคิดและวิจารณญาณที่มากเพียงพอ จะทำอย่างไรที่จะสกัดข้อมูลจำนวนมากออกมาเป็นองค์ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

 

เขมณิจ อ่ำแห หรือครูทราย ครูรุ่นใหม่สอนภาษาไทย ประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย โรงเรียนวัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ ซึ่งได้รางวัลสื่อการสอนภาษาไทย
ดีเด่น กล่าวว่า ทุกวันนี้ครูต้องเข้าไปสอนในห้องแชตไลน์หรือเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับการสอนในห้องเรียนปกติ เพราะสถานที่ของการสื่อสารไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการที่ครูเข้าไปในห้องไลน์เพื่อร่วมพูดคุยกับนักเรียน เพื่อให้รู้ว่าเขากำลังคุยเรื่องอะไร คิดอย่างไร และสนใจเรื่องใดอยู่ ครูยุคใหม่จึงต้องเป็นเพื่อนของนักเรียนมากยิ่งขึ้น

“การพูดคุยกับเด็กประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ถือว่าสำคัญมาก เพราะเข้าสู่วัยเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนของร่างกาย เด็กบางคนติดเกม บางคนมีความรัก และบางคนเริ่มพูดคุยน้อยลง การที่ครูเข้าไปพูดคุยในห้องแชตต่างๆ ทำให้รู้ว่าเด็กเหล่านี้มีความคิดเห็นอย่างไร เมื่อรู้ปัญหาก็จะหาทางออกได้ ขณะที่บางกรณีพบว่าเด็กเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินขอบเขตจนกระทั่งเสียการเรียน หรือแม้กระทั่งภาวะสังคมก้มหน้าภายในครอบครัวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นรูปแบบของการสื่อสารกับผู้ปกครองหรือการเยี่ยมบ้านยังเป็นเรื่องที่คนเป็นครูต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาไปพร้อมกับครอบครัว”

เพราะโลกแห่งการสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในห้องเรียนจึงต้องมีกฎระเบียบให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาฝากไว้ที่ครู เพื่อป้องกันการสูญหาย ทั้งยังสร้างวินัยของการอยู่ร่วมกันในห้อง สำหรับโรงเรียนจะต้องพัฒนาห้องสมุดแหล่งค้นหาข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

 

ในช่วง 9 ปีที่เริ่มเข้ามาโลดแล่นในฐานะติวเตอร์ ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ แห่งสถาบันแองกริซ (Angkriz)ก็ได้พบว่า เด็กนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปี เด็กสมัยนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง โลกของเด็กๆ ส่วนใหญ่คือโซเชียลเน็ตเวิร์ก นิสัยที่เด่นชัด คือ มีความอดทนต่ำ เพราะชินกับการเข้าถึงข้อมูลแบบทันทีทันใด

“บางทีเรียนๆ อยู่ เด็กๆ เขาเผลอจะหยิบมือถือแล้ว โชคดีที่สถาบันของลูกกอล์ฟไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะคลาสเราแต่ละครั้งไม่ได้ใหญ่มาก ลูกกอล์ฟจะอาศัยขอความร่วมมือเป็นหลัก ซึ่งเด็กๆ ก็เข้าใจ”

บุคลิกของเด็กยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คุณครูสมัยนี้ก็ต้องปรับตัวให้ทันโลกมากขึ้น เตรียมตัวสำหรับการสอนให้มากขึ้น เพราะเด็กสมัยนี้รู้เยอะ เพราะไม่เช่นนั้นความเชื่อถือของเขาอาจจะลดลงได้ถ้าไม่สามารถตอบคำถามของเด็กนักเรียนหรือให้คำตอบที่ผิด

 

“คุณครูสมัยนี้ต้องหมุนตามโลก อัพเดทเทรนด์ต่างๆ ตลอดเวลา ต้องรู้ว่าอะไรกำลังอยู่ในความสนใจของเด็ก บางเรื่องเราอาจจะไม่อิน แต่ถ้าเด็กเขาอินเราก็ต้องรู้ อย่างน้อยเราจะได้คุยภาษาเดียวกับเด็ก”

ครูลูกกอล์ฟยกตัวอย่างการเรียนการสอนของตัวเองที่ปรับตัวให้เข้ากับเด็กยุคใหม่ว่า แทนที่เราจะมาสอนคำศัพท์คำหนึ่งที่ยากมาก และเด็กไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่ เราอาจจะนำเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์เข้ามาใช้ เช่น ลองเปิดข้อมูลจากสื่อหรือการแสดงที่มีการหยิบคำศัพท์คำนั้นขึ้นมาใช้จริงๆ เพื่อให้เด็กเขาเห็นว่าสิ่งที่เราสอนไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยากกับการหยิบมาใช้ เพราะเราทำให้มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น หรือบางทีสอนออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ก็อาศัยเปิดเสียงของเจ้าของภาษาให้เด็กฟังเลย เขาจะได้เข้าใจกับสิ่งที่เราสอนมากขึ้นว่า ทำไมต้องเน้นเสียงตรงนี้

“ลูกกอล์ฟอาจจะโชคดีกว่าคุณครูอีกหลายๆ คน ตรงที่เราเป็นติวเตอร์ เด็กที่มาเรียนส่วนใหญ่เลือกแล้วที่จะมาเรียนกับเรา ดังนั้นเขาจะตั้งใจเรียน ขณะที่คุณครูตามโรงเรียนอาจจะเลือกนักเรียนไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณครูยิ่งต้องทำการบ้านมากขึ้น ใช้ใจในการสอนและเข้าใจเด็กมากๆ ซึ่งลูกกอล์ฟมองว่าเรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณครูบางท่านความรู้เยอะ แต่อาจจะสื่อสารออกมาได้ไม่ดี ตัวลูกกอล์ฟพอมาเป็นครูใช้ความรู้นิเทศศาสตร์มาช่วยเยอะมาก ทั้งการใช้สายตา ท่าทาง การเว้นวรรค การใช้เสียงหนักเสียงเบา”

 

ในขณะที่เด็กๆ เปลี่ยนไป ครูเองก็เปลี่ยน อย่างจักรกฤต โยมพยอม หรือ ครูทอม คำไทย ติวเตอร์และสุดยอดแฟนพันธ์ุแท้สุนทรภู่ ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่พ้นจากกรอบเดิมๆ ของอาชีพครูไปไกล ด้วยผมยาวทรงฟั่นเชือกและแต่งกายแบบชาวร็อก “คือด้วยบุคลิกแบบนี้มันไม่เข้ากับการเป็นครูภาษาไทยครับ เพราะว่าครูภาษาไทยที่หลายคนเคยเจอกันมานานนมก็อาจจะเป็นครูที่มีอายุหน่อย อาจจะดุบ้าง หรือไม่ก็ออกไปทางอนุรักษนิยม ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี่ไม่ใช่บุคลิกของผมเลยแม้แต่นิดเดียว และด้วยสไตล์การสอนที่จะเน้นความสนุกสนาน ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวด้วย ลูกศิษย์ก็จะชอบครับ เพราะว่าเราสามารถให้เขาเห็นภาพชัดเจน ไม่ใช่แค่หยิบยกมาจากในแบบเรียนเท่านั้น

“พอเราฉีกรูปแบบเดิมๆ ของการเป็นครูภาษาไทยมาเป็นครูแปลกๆ แบบนี้ ก็เลยทำให้นักเรียนสนใจวิชาภาษาไทยมากขึ้นด้วยครับ แต่ก็ไม่ใช่เพราะคาแรกเตอร์อย่างเดียวนะครับที่ทำให้ผู้ปกครอง นักเรียน และอาจารย์สถาบันต่างๆ สนใจ การที่ผมจบมาด้านภาษาและวรรณคดีไทยจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตรงก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้หลายคนยิ่งรู้สึกว่าขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่เห็น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ผมเป็นก็ทำให้เหมือนเป็นตัวแทนของครูรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรจำเจครับ”

ในฐานะครูรุ่นใหม่ ครูทอมมองภาพรวมระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่า มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ทำให้ผู้สอนสามารถอธิบายได้เนื้อหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และผู้เรียนก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย นอกจากนั้นแล้วเทคโนโลยียังช่วยให้ช่องว่างระหว่างครูกับศิษย์ลดลงอีกด้วยครับ

 

“หมายถึงว่าเรามีช่องทางติดต่อสื่อสารกันมากขึ้นเช่น อีเมล เฟซบุ๊ก ทำให้ทั้งครูและลูกศิษย์ใกล้ชิดกันมากกว่าในอดีต โดยส่วนตัวผมเอง ไม่ได้เป็นครูประจำในสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เป็นอาจารย์พิเศษเป็นครั้งคราวในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็จะเห็นเลยครับว่า นักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่รู้จักใช้เทคโนโลยีมาใช้เป็นตัวช่วยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างดี เวลามีคำถามที่ต้องการคำตอบ ก็จะรู้จักใช้อินเทอร์เน็ตนอกเหนือจากการค้นคว้าเพิ่มเติมในห้องสมุด จนบางครั้งรู้สึกว่าผู้เรียนค่อนข้างเห็นความสำคัญของข้อมูลออนไลน์มากกว่าที่อยู่ในเอกสาร ตรงนี้ก็เลยเป็นเหมือนดาบสองคมนะครับ เพราะว่าข้อมูลในสื่อออนไลน์บางแหล่งก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง แหล่งอ้างอิงก็ไม่น่าเชื่อถือ แต่นักเรียนนักศึกษาบางคนก็เอาข้อมูลนั้นมาประกอบการทำรายงาน”

เพราะคุ้นเคยกับลูกศิษย์หรือเด็กยุคปัจจุบันมาไม่น้อย ในสายตาครูทอม มองว่า นักเรียนที่กล้าคิดกล้าถามมีมากขึ้นกว่าเดิม “คือสมัยก่อนเด็กจะไม่ค่อยกล้าถามครูเท่าไร อาจจะเพราะว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้ครูหลายๆ ท่านก็ปรับมุมมอง กระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากถามมากขึ้น เด็กก็ไม่กลัวครูดุ ซึ่งปมมองว่าบรรยากาศห้องเรียนแบบนี้นี่แหละครับที่เอื้อต่อการเรียน และจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาตัวเองได้ไว และเมื่อเด็กนักเรียนพัฒนาตัวเองได้ การศึกษาไทยก็จะพัฒนาตามไปด้วยอย่างแน่นอนครับ”

ในโลกยุคใหม่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ ครูจะต้องมีบทบาทหน้าที่ซับซ้อนขึ้น ต้องมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งการก้าวทันโลก ธันยวิช ได้สรุปการทำหน้าที่ครูแห่งศตวรรษที่ 21 ควรมี 8 ข้อ คือ 1.ทำให้เด็กนักเรียนมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงความเห็น โดยเฉพาะวัยรุ่นจะเปราะบางอ่อนไหวง่าย อะไรที่กระทบความรู้สึกจะส่งผลให้ขาดความมั่นใจทันที 2.ส่งเสริมให้คิดเชื่อมโยงเหตุและผล เข้าใจการจรรโลงสังคมหรือจรรโลงโลกให้ได้ เช่น การจะสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องอาศัยองค์ความรู้หลายด้าน จึงจะสามารถทำภารกิจให้สำเร็จ 3.เรียนรู้ให้เข้าใจความเป็นปัจเจกของบุคคล เข้าใจความแตกต่าง อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น ที่สำคัญต้องเข้าใจตัวเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ช่วยเหลือทีมช่วยเหลือสังคมได้

 

4.ฝึกวางแผน วางเป้าระยะสั้น ระยะยาว วิเคราะห์วิธีที่จะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย 5.ฝึกกำกับตัวเอง เพราะที่ผ่านมาเวลานักเรียนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย มีความเป็นอิสรภาพมาก หลายคนเตลิดไปกับสิ่งอื่นทำให้เสียการเรียนได้ 6.ทำให้เชื่อมั่นในความดีงาม คุณธรรม จริยธรรม ครูต้องสร้างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในชีวิตให้เห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยจริยธรรมและคุณธรรม ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดีอย่างไร ทำให้เด็กตัดสินใจด้วยตนเอง 7.สร้างความท้าทายตื่นเต้นในการเรียนรู้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ครูต้องทำให้ได้ สร้างบรรยากาศให้รู้สึกอยากเรียน ไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป และ 8.พยายามให้เด็กตอบสนองกับครูมากขึ้น มีความเข้าใจต่อกัน ครูต้องสามารถเป็นเพื่อนของนักเรียนได้ ทั้งหมดคือรูปแบบของครูยุคใหม่

เฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ครูวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ครูคนแรกของประเทศไทยที่คว้ารางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แสดงทัศนะว่า คนเป็นครูต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ เพราะเราไปสอนความรู้ให้นักเรียนหน้าห้องอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว แต่ควรเปลี่ยนมาตั้งโจทย์ที่เป็นปัญหาให้นักเรียนหาทางคิดแก้ไขจึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

“ยุคสมัยนี้นักเรียนค้นหาความรู้ได้มากกว่าครูแล้ว ซึ่งการยกกรณีตัวอย่างขึ้นมาให้นักเรียนพยายามแก้ไข คือขั้นตอนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ยุคสมัยต่อจากนี้ครูเป็นเพียงพี่เลี้ยงหรือผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น”

 

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยน ครูจะเปลี่ยน หรือนักเรียนจะเปลี่ยนไปอย่างไร ครูเฉลิมพร ยังเชื่อเสมอว่า สิ่งที่ครูพึงสอนนักเรียนนั้นมีอย่างหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือ …

“ต้องเสริมแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมศีลธรรม เพราะหากปราศจากเรื่องสำคัญเช่นนี้โลกจะวุ่นวาย”

 

 

เด็กก็ช่วย(รักษ์)โลกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410118

เด็กก็ช่วย(รักษ์)โลกได้

โดย… วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เราเพิ่งจะผ่านพ้นวันเด็กไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอหยิบยกมาแชร์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะช่วยรักษ์โลก เรื่องของเด็กๆ ที่ต้องคิดก่อนใช้

1.ผ้าอ้อมผ้ากับผ้าอ้อมที่ใช้แล้วทิ้ง

ให้ใช้ผ้าอ้อมผ้า (และควรเป็นผ้าอ้อมผ้าฝ้ายที่มาจากการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์) แทนผ้าอ้อมที่ใช้แล้วทิ้ง เด็กๆ จะเปลี่ยนผ้าอ้อมราวแปดพันครั้งต่อปี ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณลดขยะลงได้ถึงสามพันปอนด์ต่อปี
2.ก้านสำลีเช็ดทำความสะอาด

ให้เลือกชนิดที่มีสำลีจากฝ้ายทั้งสองปลาย ส่วนก้านก็ควรผลิตจากกระดาษพันแน่นมากกว่าก้านที่ทำมาจากพลาสติก เนื่องจากก้านกระดาษย่อยสลายได้ดีกว่าและเป็นทรัพยากรที่นำมาใช้หมุนเวียนได้ แต่ก้านพลาสติกเป็นคนละเรื่อง มันไม่ย่อยสลายแต่จะอยู่ต่อไปชั่วนานเท่านาน

3.น้ำยาซักผ้าเด็ก

ให้เลือกน้ำยาซักผ้าสำหรับทารกที่มีองค์ประกอบเป็นพืชพรรณธรรมชาติ (น้ำยาซักผ้าสูตรธรรมชาติ) แทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าจากปิโตรเลียม เนื่องจากจะอ่อนโยนกับทารกมากกว่า และไม่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานฟอสซิลด้วย

4.รถเข็นเด็ก

อย่าซื้อรถเข็นขนาดเล็ก ให้ซื้อรถเข็นแบบปรับขนาดได้ ซึ่งจะปรับให้ตรงกับความต้องการและขนาดของทารกเมื่อโตขึ้นได้ คุณจะประหยัดเงินและช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ผลิตรถเข็นทารกด้วย
5.ร้านขายของเล่น

พยายามเข้าร้านที่ขายของเล่นที่ผลิตในท้องถิ่น ในบรรดาของเล่นทั้งหมดที่ซื้อขายกันในอเมริกา 80% ผลิตจากต่างประเทศ ซึ่ง 71% ทำในจีน ซึ่งกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่เข้มงวดนัก ถ้าสนับสนุนของเล่นในท้องถิ่น คุณจะช่วยลดมลพิษและเชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก เรื่องนี้ปรับใช้กับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทยได้เหมือนกัน ของเล่นเด็กในไทยเห็นที่ทำจากจีนไม่น้อย

6.ของเล่น-พลาสติก อย่าเลยดีกว่า

ให้หาของเล่นที่ทำจากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่พลาสติก ของเล่นพลาสติกจำนวนมาก (รวมทั้งตุ๊กตาของเด็กหญิงและเด็กชาย) ทำจากพีวีซีและมีสารพิษที่ชื่อว่า พาทาเลต (Phthalate) ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเด็ก ของเล่นไม้ดีกว่า ไม่เพียงปลอดสารพิษ เป็นผลดีต่อสุขภาพลูก อีกยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย ลูกคนต่อไปหรือบริจาคให้เด็กๆ ลูกของคนอื่น ชื่นใจทั้งคนให้คนรับ ของเล่นที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบทุกคนในปีนี้ส่งต่อให้น้องในปีถัดไป จะช่วยลดขยะพลาสติกได้ถึง 17 ล้านปอนด์/ปี

 

ช่วยโลกด้วยการกินให้น้อย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410117

ช่วยโลกด้วยการกินให้น้อย!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

แต่ละมื้อในหนึ่งวันของคุณ รู้เท่าทันว่ากินอะไรอ้วนไม่อ้วน คุณภาพดีมีประโยชน์หรือไม่ยังไม่พอ แต่ต้องรู้ทันเท่าว่าแต่ละมื้อแต่ละคราวและคำที่กิน คุณใช้ทรัพยากรโลกสิ้นเปลืองไปเท่าไร ข้อมูลจากองค์การอาหารโลก (World Food Programme หรือ WFP) ต่อไปนี้ อาจช่วยให้การกินครั้งต่อไป คุณจะรักษ์โลกได้ด้วยวิถีการกิน (ที่น้อยลง)

เริ่มจากมื้อเช้า

กาแฟ 1 แก้ว ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 140 ลิตร/1 แก้ว

ชา 1 แก้ว ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 34 ลิตร/1 แก้ว

ไข่ไก่ 2 ฟอง ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 272 ลิตร

ซีเรียลกับนม ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 83 ลิตร

มื้อกลางวัน

เนื้อไก่ 0.5 กรัม ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 1,084 ลิตร

สลัดรวม 1 จาน (ขนาดกลาง) ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 117 ลิตร

น้ำอัดลม 16 ออนซ์ ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 125 ลิตร

น้ำเปล่า 16 ออนซ์ ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 0.473 ลิตร

มื้อเย็น

เนื้อวัว 20 กรัม+ขนมปัง ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 1,934 ลิตร

ไวน์ 1 แก้ว ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 117 ลิตร

เบียร์ 1 เหยือก ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 75.7 ลิตร

รู้หรือยังล่ะว่า แต่ละคำแต่ละเคี้ยวของคุณ ต้องใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตเพียงไร รู้แล้วต้องรีบกวดขันตัวเอง กินให้น้อยลง สุขภาพดีแถมช่วยประหยัดพลังงานให้โลกได้ด้วยนะ

 

พลังของการเรียกร้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410113

พลังของการเรียกร้อง

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ในปี 2015 ที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อโลกอันงดงามและเพื่อโลกที่ดีขึ้นกว่าเก่ายังคงเกิดขึ้น ในหลายเรื่องราวการประท้วงเรียกร้องซึ่งเกิดขึ้นมีบางเหตุการณ์ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ เป็นภาพทรงพลังซึ่งควรค่าแก่การจดจำ โดยทาง mashable.com ได้จัดอันดับให้เป็นเหตุการณ์และภาพประจำปี

เหตุการณ์ใหญ่ของปีนี้คงจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก การประชุม COP21 หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 ซึ่งผู้นำประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ระหว่างวันที่ 30 พ.ย-11 ธ.ค. ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ก่อนการประชุม COP21 จะเริ่มต้น ในวันที่ 29 พ.ย. นักกิจกรรมและผู้สนับสนุนนำรองเท้านับพันคู่มาวางเรียงรายที่จัตุรัสกลางกรุงปารีส กลายเป็น “การชุมนุมรองเท้าเพื่อสิ่งแวดล้อม”

 

แรกนั้นบรรดานักเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมตั้งใจจะรวมตัวเพื่อเดินขบวนรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน แต่ถูกยกเลิกหลังเกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. แผนจึงเปลี่ยน โดยพวกเขาได้นำรองเท้าไปวางไว้ที่จัตุรัส Place de la Republique เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำโลกซึ่งเข้าร่วมการประชุมจริงใจและมุ่งมั่นในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

ในบรรดารองเท้าที่นำมาถอดวางไว้ที่นี่รวมถึงรองเท้าของคนดัง เช่น สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ มารียง กอตียาร์ นักแสดงชาวฝรั่งเศส รวมทั้งดีไซเนอร์ดัง วิเวียน เวสต์วูด ฯลฯ

สำหรับรองเท้าของ บันคีมุน มีข้อความเขียนเรียกร้องให้ผู้นำโลกประชุมหาทางสู้กับปัญหาโลกร้อน รวมทั้งขอให้ทุกคน “ยืนหยัดในรองเท้าของตน” เพื่อเหยื่อการก่อการร้าย สงคราม การเบียดเบียน รวมทั้งตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจ

 

ระหว่างการประชุม COP21 นักเคลื่อนไหวจากกลุ่มกรีนพีซได้ทำให้เกิด “ดวงอาทิตย์ขึ้นที่ประตูชัย” ซึ่งเกิดที่แลนด์มาร์คของเมืองปารีส โดยมีสมาชิกบางคนโรยตัวลงมาจากประตูชัย และอีกหลายคนช่วยกันเทสีเหลือง (แบบล้างออกได้) ลงบนพื้นถนนรอบประตูชัย แล้วรถราที่วิ่งผ่านไปมาก็ช่วยกระจายสีเหลืองออกไป เมื่อมองจากมุมสูงเป็นภาพสีเหลืองคล้ายดวงอาทิตย์

หนึ่งวันหลังจากการประชุมระดับผู้นำเรื่องโลกร้อนของสหประชาชาติที่ปารีสจบลง นักเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งไปชุมนุมหน้าสำนักงานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหันมาสนใจเรื่องสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยพวกเขาสวมถุงพลาสติกครอบศีรษะไว้จนน่ากลัวจะขาดอากาศหายใจ และเบื้องหลังก็เป็นป้ายที่ปรากฏข้อความว่า “มอบอากาศสะอาดให้กับพวกเรา”

ในเดือน ก.ค. 2015 บรรดานักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์ได้ออกแรงประท้วงต่อต้านเทศกาลซานเฟอร์มินหรือเทศกาลวิ่งวัวกระทิง (Running of the Bulls) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองปัมโปลนา ประเทศสเปน พวกเขาทาสีร่างกายเป็นสีเลือด แล้วนอนบนถนนในเมืองปัมโปลนาเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกเทศกาลเก่าแก่ระดับโลกนี้ เพราะเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ภาพนักประท้วงร่างสีแดงที่นอนเกลื่อนกลาดบนถนนนี้ เป็นอีกหนึ่งภาพของการต่อสู้ที่มีพลัง แต่ชัยชนะก็ยังไม่มาถึง

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการชุมนุมของสมาชิก AnimaNaturalis ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์มาชุมนุมกันบนถนนกลางเมืองเม็กซิโก ซิตี้ในวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งนับเป็นวัน International Day Without Meat เพื่อเรียกร้องให้มนุษย์เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ โดยนำคน (เปลือย) ทาตัวสีแดงไปนอนอยู่ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่เขียนติดไว้ว่า “เนื้อมนุษย์” ซึ่งทำให้คนเห็นรู้สึก “ตะลึง” มากทีเดียว

ต้นเดือน พ.ย. ชาวบราซิลจำนวนมากเดินทางมาประท้วงที่หน้าสำนักงานใหญ่ของ เวล บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ในนครรีโอเดจาเนโร บราซิล เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดี หลังจากเขื่อนกักเก็บน้ำและเศษแร่ 2 แห่งของบริษัทพังทลายลงมา เป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตถึง 10 คน ทั้งยังมีน้ำปนเปื้อน มีโคลนปริมาณมากไหลเข้าท่วมหมู่บ้าน รวมทั้งไหลลงแม่น้ำโดเซ่ ทำให้ต้องหยุดใช้น้ำ โดยผู้ร่วมชุมนุมจำนวนหนึ่งเอาตัวไปคลุกอยู่ในโคลนและแสดงท่าทุรนทุรายเพื่อให้เห็นภาพการปนเปื้อนซึ่งมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ มนุษย์ และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง

ด้วยภาพเหตุการณ์เหล่านี้บอกว่า หนทางของการเรียกร้องต่อสู้นั้นนอกจากจะนำคนซึ่งมีความคิดเห็นคล้ายคลึงมารวมตัวกันแล้วถือป้ายแสดงข้อความต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราเห็นกันจนชินตาแล้วนั้น ยังมีอีกมากมายหลายหนทางที่นักเรียกร้องสามารถคิดและแสดงออกมาเพื่อให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความตั้งใจ

 

เปิดดวง 12 นักษัตร 2559 ใครจะรุ่ง ใครต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409847

เปิดดวง 12 นักษัตร 2559 ใครจะรุ่ง ใครต้องระวัง

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เปิดชะตา 12 ราศีกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคราวนี้ลองมาดูดวงตามหลัก 12 นักษัตร กับหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา กันบ้างว่าปีนี้จังหวะชีวิตของแต่ละนักษัตรเป็นอย่างไร

ปีชวด

ชาวปีชวดจัดว่าเป็นปีที่ดี โดยเฉพาะดวงในเรื่องของงานดีขึ้นจะได้รับการขยับขยาย ได้รับความช่วยเหลือมีความก้าวหน้าที่ดี กลางปีมีเกณฑ์เปลี่ยนแปลงในเรื่องหน้าที่การงานแต่จะส่งผลในทางที่ดี รายได้การเงินมีความมั่งคั่งร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ประจำหรือรายได้จรจะเป็นปีที่ได้รับโอกาสและความช่วยเหลือมากเป็นพิเศษ

ความรัก จัดอยู่ในขั้นกลาง เพราะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับเรื่องงานมากกว่า กระทั่งชีวิตต้องเดินทางเยอะทำให้มีเวลาให้ความรักลดน้อยลงไป เรื่องสุขภาพต้องดูแลนิดหน่อย เพราะทำงานหนักต้องดูแลเรื่องการพักผ่อน รวมทั้งระวังเรื่องอาหารการกิน

หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา

ปีฉลู

เพิ่งผ่านพ้นผ่านเป็นเจ้าภาพของปีชงไป แน่นอนว่าดวงชะตาต้องดีขึ้น แต่ว่าจะดีจริงๆ ต้องผ่านกลางปีเป็นต้นไป พราะต้นปียังคงมีอุปสรรคปัญหา ต้องระมัดระวัง เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้ แนะนำให้เพิ่มการมีมนุษยสัมพันธ์ พบปะผู้คนในสังคมใหม่ๆ ให้มากขึ้นเรื่องการงานถึงก็จะดีขึ้นตามลำดับ

แต่ในเรื่องการเงินยังคงต้องดูและเพราะปีฉลูยังมีรายจ่ายก้อนโต เพราะบางคนซื้อบ้านซื้อรถถือว่ามีการลงทุนเกิดขึ้นไปแล้วการเงินจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนความรักคู่ที่คบหาดูใจกันมานานแล้วมีเกณฑ์ได้หมั้นหมาย แต่งงาน คนที่ยังไม่มีคู่มีเกณฑ์พบรักจากการเดินทางไกล สุขภาพระวังในเรื่องการบาดเจ็บจากการเดินทางได้ง่าย

ปีขาล

ชง 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในปีนี้ของชาวขาลเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะที่สุด มีความเหนื่อยหนักในการทำงาน แต่ให้ถือว่ามีโอกาสในความสำเร็จที่มากขึ้นตามมาจากการทำงานหนักเช่นเดียวกัน ตามหลักการแล้ว ปีขาลจะเป็นคนที่ต้องพึ่งพาตัวเองให้มาก ดวงอาจจะไม่สามารถฝากความหวัง หรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้มากนัก ดังนั้นการทำงานเบื้องหลังจะทำได้ดีกว่า

ในเรื่องการเงินมีเรื่องต้องหมุนเงินเยอะ มีรายได้ดีก็จริงแต่มีรายจ่ายอย่างอื่นเข้ามาเพิ่มเติมมากขึ้น ในขณะที่ความรักไม่ค่อยแน่นอน ความรักเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่คนที่ชอบแนวความรักต่างชาติต่างภาษาก็อาจจะสมหวังในปีนี้ สุขภาพระวังการเจ็บป่วยไม่ทราบสาเหตุที่มาจากอวัยวะภายในของเรา

ปีเถาะ

เป็นปีที่ดวงดีต่อเนื่อง เรื่องงานคนที่ได้เริ่มต้นการลงทุนในปีที่ผ่านมา ก็จะได้ความสำเร็จมีความก้าวหน้าในปีนี้  คนที่มีอุปสรรคปัญหาเรื่องงานจะคลี่คลายสบายใจได้ แต่เรื่องเงินต้องดูเพราะรายได้บางส่วนจะหายไปหรือทำงานเท่าเดิมแต่รายได้น้อยลง ต้องวางแผนในการเก็บและออมมากเป็นพิเศษ แต่เรื่องความรัก ในครึ่งปีแรกนั้นไม่ค่อยดีจะมาเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในครึ่งปีหลังมากกว่า ขอให้มั่นใจว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคปัญหาที่ไม่ดีจะผ่านพ้นไป ชีวิตต้องเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าแน่นอน สุขภาพ ระวังเรื่องภูมิแพ้ อาหารเป็นพิษ

ปีมะโรง

มีความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่ดีค่อนข้างมาก เพราะดวงพ้นจากการชงในปีที่ผ่านมาแถมเป็นดาวรุ่งในปีนี้ ดวงจะต้องเริ่มต้นบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ งานมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอนอาจจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นแต่เหนื่อยในทางที่ดี การเงินดูเป็นปีที่ดีเพราะเงินจะเข้ามาหลายทาง แต่ว่ามาเร็วไปเร็ว ต้องเตรียมตัวเรื่องการวางแผนด้านการเงิน

ความรักกลางๆ ไม่โดดเด่นมากนัก แต่ถ้าเกิดใครอยากจะสละโสดต้องอาศัยตัวช่วยอย่างเพื่อนหรือครอบครัวเป็นคนแนะนำจะดีกว่า สุขภาพไม่มีปัญหาอะไรมะโรงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

มะเส็ง

ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อาจจะมีเรื่องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นง่าย ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็คือเป็นปีที่เริ่มชง จึงควรระวังความขัดแย้งการมีปากเสียง มีศัตรู  โดยเฉพาะดวงการเงินในครึ่งปีหลังระวังเรื่องการถูกโกง ถูกเบี้ยว ได้เงินไม่ครบ การไว้วางใจในเรื่องเครดิตสินเชื่อต้องระมัดระวัง

เรื่องความรักไม่มีปัญหา แต่ปัญหาจะไปตกกับคู่รักอาจจะเจ็บป่วยไม่สบาย ส่วนสุขภาพปีนี้เป็นปีที่ดวงแรง มีเรื่องการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุจากการเดินทางมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย

ปีมะเมีย

ยังคงมีปัญหาติดค้างจากปีที่ผ่านมา ในเรื่องลูกน้อง บริวาร การเปลี่ยนแปลงทีมงาน ปัญหาเรื่องการติดต่อเจรจาสื่อสาร ดวงอาจจะมีตัวป่วนเกิดขึ้น ทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น ทำอะไรต้องตรวจสอบให้รอบคอบ แต่อย่างน้อยจังหวะดวงดาวในเรื่องการเงินยังมีข่าวดี ถือว่าเป็นปีที่มีคาวมสำเร็จความก้าวหน้าในเรื่องการเงิน ควรหาโอกาสเพิ่มเติมมากขึ้น

ในเรื่องความรักเป็นปีที่ต้องดูแล เป็นปีที่มีปัญหาในเรื่องการเดินทาง เดินทางไปแล้วไม่ได้เจอกัน ส่วนคนที่ไม่ได้เดินทางบ่อยครั้งความรักความสัมพันธ์ก็จะราบรื่น สุขภาพระวังอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด โรคที่เกี่ยวข้องกับความดัน

ปีมะแม

รุ่งเรืองเรื่องงานดวงดาวการงานดีขึ้น จังหวะดวงดาวส่งผลให้การติดต่อเจรจาติดต่อค้าขายส่งผลดี แต่ให้ระวังเรื่องการทุจริตจะเกิดขึ้นกับคุณ คนที่ไม่ได้รวยต้องระมัดระวังเรื่องการเงินให้มาก โดยเฉพาะรายจ่ายส่วนตัวจะเกิดความผันผวน ได้มาเยอะก็จ่ายไปเยอะ มีรายจ่ายก้อนโตเกิดขึ้น จึงต้องระวังเรื่องการจับจ่ายทำบัญชีให้ดี ความรักไม่ได้มีปัญหามากแต่จะมีเรื่องหยุมหยิมกวนใจ จึงควรระวังเรื่องการขัดแย้งตามมา สุขภาพ ดูแลกล้ามเนื้อกระดูกและหลัง

ปีวอก

ชาวปีวอกถือว่าครบรอบปีนี้ ในหลักของดวงถือว่าเป็นปีที่ร่วมชง แต่อยู่ในเกณฑ์ไม่น่ากังวลมากนัก การงานยังคงโดดเด่น โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินทางไกล ติดต่อต่างประเทศ ทำงานในบริษัทต่างชาติจะดี ข้อควรระวังคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจระวังเรื่องการแตกหักกับหุ้นส่วน

การเงินเป็นปีที่จะได้เงินก้อนโตแต่จะหมดไปกับเรื่องอบายมุข การเสี่ยงโชค คนที่ชอบเสี่ยงต้องระวังในปีนี้ ความรักจะได้คนที่มีเจ้าของมาพัวพันต้องใช้สติและใช้เวลาดูใจให้นานกว่าเดิม สุขภาพต้องดูแลมากขึ้น โดยเฉพาะโรคประจำตัว

ปีระกา

จัดว่าเป็นปีที่ดวงดีเริ่มก้าวหน้ามากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อุปสรรคปัญหาลดน้อยลง ในเรื่องของงานมีการเลื่อนตำแหน่งเลื่อนขั้นได้งานใหม่ที่ดี คนที่อยากเปิดกิจการร้านค้าเป็นจังหวะที่ดี แต่ว่าเป็นปีที่ต้องใช้เงินเยอะบางคนซื้อบ้านรถ ซื้อที่ดิน แต่ถ้าเป็นเรื่องการลงทุนที่วางแผนล่วงหน้าไว้แล้วจะไม่มีปัญหาอะไร ความรักมีโอกาสแต่งงาน มีลูกมีบุตรสละโสด คนที่คบหาดูใจก็จะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น สุขภาพมีแนวโน้มจะเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้นในปีนี้

ปีจอ

ชาวปีจอดวงการงานจะดีขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของชื่อเสียง อาจจะได้รับรางวัล มีความก้าวหน้าความสำเร็จที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเพิ่มขึ้น แต่ผ่านกลางปีไปอาจจะไม่ดีนัก ขอให้เตรียมตัวในช่วงต้นปีให้มาก การเงินมีโชคได้อะไรมาแบบฟลุกๆ หรือได้งานใหญ่ ได้เงินเยอะหรือได้ค่าคอมมิชชั่นสูง

ความรัก มีการเปลี่ยนแปลงไม่นิ่ง อุปสรรคปัญหาเยอะ มีเรื่องกวนใจต้องการเอาใจใส่ดูแลความรักให้มากขึ้นในปีนี้ สุขภาพต้องพักผ่อนให้เพียงพอแต่บางคนก็วางแผนออกกำลังกายอย่างหนักในปีนี้ก็เป็นไปได้

ปีกุน

หนึ่งในปีร่วมชงแต่ได้รับผลกระทบน้อยมาก ต้องระวังในเรื่องการกลั่นแกล้ง ใส่ร้าย ความขัดแย้ง แต่ในช่วงครึ่งปีหลังก็จะเริ่มดีขึ้น โอกาสความก้าวหน้า ความสำเร็จในหน้าที่การงานเข้ามา โดยเฉพาะคนที่ทำอาชีพอิสระจะส่งผลดีสูงสุด มีรายได้เงินทองเข้ามาอย่างคึกคัก

แต่ให้ระวังเรื่องรายจ่ายค่าหมอ ค่ารักษาพยาบาลด้านสุขภาพ จะเป็นรายจ่ายที่มากเป็นพิเศษ ในเรื่องความรักไม่ดี จะเจอมือที่สาม เสื่อมเสียชื่อเสียง มีปัญหาที่เดือดร้อนมาถึงตัวคุณ สุขภาพ เป็นปีที่มีปัญหาสุขภาพได้ง่าย หรือต้องคอยดูและสุขภาพของคนรอบข้างอีกด้วย

 

ทรูเปอร์ส เป้สีสดใสของสามเพื่อนซี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409393

ทรูเปอร์ส เป้สีสดใสของสามเพื่อนซี้

โดย…กองทิพย์ ชาตินาเสียว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพาณิช

ถ้าพูดถึงเทรนด์กระเป๋าที่มาแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เห็นจะเป็นกระเป๋าเป้ ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เห็นสะพายกันทั่ว เพราะฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวก จุของได้มาก ทำให้ตอนนี้ใครต่อใครก็หันมาใช้เป้มากขึ้น และถ้านึกถึงเป้ที่สีสันสดใสฉูดฉาดเตะตาที่ขายทางออนไลน์ และได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นก็หนีไม่พ้นแบรนด์ทรูเปอร์ส (Troopers) ที่ออกเดินทางมาร่วมปี มีจุดเริ่มต้นจากเพื่อนรัก 3 คน (โอบ-ณิชา สมิทธิปรีชาวงษ์ นิ้ง-สลิลทิพย์ สุขเจริญไกรศรี และใบตอง มอนชู) ที่ชอบในสิ่งเดียวกัน จับมือฝ่าวงล้อมแบรนด์ต่างประเทศ ทำให้เป้วัยรุ่นแบบไทยๆ ไปผงาดในสิงคโปร์ และมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีในแถบเอเชีย

ลองมาทำความรู้จักแบรนด์ Troopers ว่าอะไรทำให้พวกเขาเริ่มออกเดินทาง

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Troopers

โอบ : เราเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยส่วนตัวพวกเราชอบใช้กระเป๋าเป้มาก แต่พบว่ายังไม่เคยมีแบรนด์ไทยทำเลย ส่วนใหญ่ที่เราใช้ก็จะเป็นแบรนด์ของต่างประเทศ และจะมีแต่สีมืดๆ ไม่สดใส ก็เลยได้คอนเซ็ปต์ว่าเราควรทำกระเป๋าเป้ของวัยรุ่นไทยที่ราคาสมเหตุสมผล มีสีสันสดใส ใช้ผ้าร่มกันน้ำเหมาะกับลักษณะการใช้งานที่ลุยได้ทุกสถานที่ และเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่ไม่แน่นอน เลยเริ่มฟอร์มทีมกันตอนเรียนปี 3 รวมตัวกัน 3 คน 3 สไตล์ มีความถนัดคนละแบบ ใบตองเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ ถนัดออกแบบ ดีไซน์ นิ้งเป็นคนละเอียดรอบคอบ จะเป็นคนประสานงานกับโรงงาน ดูเรื่องวัสดุการผลิต และเรื่องบัญชี โอบเป็นคนติดต่อกับลูกค้า ดูการตลาด

 

ใบตอง : ส่วนชื่อแบรนด์ที่เป็น Troopers เพราะเราอยากได้ชื่อที่ดูคลาสสิก เนื่องจากกระเป๋าเราจะทรงวินเทจผสมกับญี่ปุ่นหน่อยๆ ก็เลยใช้คำว่า Troops ซึ่งแปลว่ากลุ่ม และเราก็มาเติม –er เข้าไป ชื่อทรูเปอร์สก็เลยมีความหมายเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน ชอบกระเป๋าเหมือนกัน เหมือนเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ

ช่วงบุกตลาดของเป้สไตล์ Troopers

โอบ : ก่อนกระบวนการผลิตจะประชุมกันค่อนข้างนาน ตอนแรกเราคิดไว้ว่าอยากได้กระเป๋าที่มีทรงเหลี่ยม เพื่อให้ง่ายต่อการใส่ของ จัดสัดส่วนในกระเป๋า ก็ลองวาดปรับเปลี่ยนขนาด ดูรายละเอียดวัสดุและดีไซน์ว่าเข้ากันได้หรือเปล่า เลือกสีให้ตรงคอนเซ็ปต์ ตอนแรกออกสินค้ามา 3 สี คือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีเหลือง และทยอยเพิ่มทีละ 2 สี จนตอนนี้
มีทั้งหมด 11 สี

นิ้ง : ปัญหาในช่วงแรกคือการผลิตและวัตถุดิบ เพราะหนึ่งเขาไม่ได้ให้คุณภาพวัสดุตามที่เราต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ สองเราไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับผ้ามากนัก การที่เรายังเรียนอยู่ทำให้ไม่ได้ลงรายละเอียดกับโรงงานมากนักในเวลานั้น และบวกกับเราไม่ได้ให้ข้อมูลลูกค้าในช่วงแรกว่ากระเป๋าบรรจุได้กี่กิโลกรัม บางคนใส่ของทุกอย่างลงไปเพราะคิดว่ามันทนมาก ซึ่งกระเป๋าก็มีลิมิตในการรับน้ำหนักจนเกิดการชำรุด ต่อมาเราจึงใส่การ์ดวิธีการใช้งานและวิธีการดูแลรักษาลงไปในกระเป๋าด้วย เรียกว่าค่อยๆ แก้ไขปัญหากันมาเติบโตไปพร้อมลูกค้า

 

โอบ : เพราะว่าเราทำจากสิ่งที่เราชอบ ทำจากความรักและความใส่ใจ เราสำรวจว่าในตลาดมีคู่แข่งไหม พอเราเห็นว่ามันไม่มีคนทำ เราก็เลยเลือกจะทำตรงนี้ เราก็เลยลงมือทำเลย และเราก็แอบมั่นใจว่าต้องขายได้ ด้วยกลุ่มเป้าหมายของเราที่เป็นมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย และกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งราคาของเราอยู่หลักพันนิดๆ ถือว่าลูกค้าเข้าถึงได้

นิ้ง : เราลงทุนกันคนละ 2.5 หมื่นบาท และไปบอกคุณแม่ว่าลงขันทำธุรกิจกระเป๋ากับเพื่อน เราเอากระเป๋าไปให้ท่านดูแล้ว ท่านก็ไม่แน่ใจว่าจะขายได้จริงเหรอ? เพราะหน้าตา
กระเป๋าแปลกๆ เหมือนผู้ใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจสไตล์ของเรา จากตอนแรกที่มั่นใจมากก็เริ่มไม่มั่นใจแล้ว แต่แม่ก็บอกมาคำหนึ่งว่า ก็ลองดูแล้วกัน แต่พอเปิดขายก็หมด มันเลยเข้าใจได้ว่ากลุ่มผู้ใหญ่ก็มีความคิดอีกแบบหนึ่ง วัยรุ่นก็ชอบอีกแบบหนึ่ง เราก็ทำงานให้กลุ่มเป้าหมายของเราซื้อสินค้าเราก็น่าจะพอแล้ว

ระยะเติบโตของแบรนด์

ใบตอง : อยู่กับการผลิตมานานมาก 6 เดือน ตอนแรกที่เราเปิดตัวคือเราไปออกบูธ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้มีสินค้าพร้อมขาย เรามีแค่ตัวโชว์ และเราก็รับสั่งพรีออร์เดอร์ไว้ก่อน เริ่มขายจริงจังเดือน มิ.ย. 2557 ล็อตแรกผลิตหลายร้อยใบ และผลตอบรับก็ดีกว่าที่คิดมาก ช่องทางขายออนไลน์ในอินสตาแกรม (IG) และเฟซบุ๊ก แต่หลักจะเป็นอินสตาแกรมเพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่จะเล่นไอจีมากกว่าเฟซบุ๊ก และด้วยที่ว่าเราเน้นรูปสินค้า ดังนั้นไอจีจึงตอบโจทย์ที่สุด ล็อตแรกเราใช้เวลาขายประมาณเดือนกว่าๆ เรียกว่าคืนทุนและได้กำไรด้วย กำไรส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือน และอีกส่วนหนึ่งนำไปหมุนในการผลิตล็อตต่อไป

นิ้ง : พอขายมาระยะหนึ่ง ก็คิดอยากคลอดแบบใหม่ๆ ออกมา ซึ่งเราจะฟังเสียงของลูกค้าก่อนจะออกแต่ละรุ่นออกมา ทั้งสีและขนาดของเป้ ตลอดจนฟังก์ชั่นการใช้งาน พอได้ฟีดแบ็กที่มากพอก็มาประชุมเพื่อดีไซน์กระเป๋าออกมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

โอบ : การเพิ่มช่องทางการขายเริ่มในช่วงเดือนที่สาม เช่น ออกบูธ ซึ่งทำให้เราได้เจอลูกค้ากลุ่มใหม่ และได้เครือข่ายสำหรับนำสินค้าไปวางขายหน้าร้าน เราเลือกทำเลที่กลุ่มลูกค้าเข้าถึงได้ และมีคอนเซ็ปต์ไปในทิศทางเดียวกันกับทรูเปอร์ส ก็เลยเริ่มติดต่อส่งข้อมูลของสินค้ามาที่ร้าน Happening ที่หอศิลปฯ กทม. นอกจากนี้ก็มีร้านสเตอริโอ ไทป์ ที่สวนจตุจักร และหน้าร้านในประเทศสิงคโปร์ ที่รวมแบรนด์วัยรุ่นของเอเชียไว้ที่นั่น

อนาคตเป้าหมายของ Troopers

โอบ : ตอนนี้อยากกลับมาโฟกัสสินค้ารุ่นแรกในหลายขนาด เพราะเริ่มมีคู่แข่งที่ทรงกระเป๋าคล้ายกัน แต่ใช้วัสดุคนละเกรดและขายตัดราคา แม้จะยังไม่มีผลต่อยอดขายในตอนนี้ แต่อาจจะมีผลในอนาคตเพราะหลายครั้งลูกค้าก็สับสนว่าของใครเป็นของดั้งเดิม (หัวเราะ) ประกอบกับลูกค้าอยากได้กระเป๋าไซส์หลากหลายมากขึ้น เราก็เลยต้องแตกไลน์ไปที่การทำหลายขนาด แต่ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรามากกว่าการออกรุ่นใหม่ ตอนนี้ที่คิดเอาไว้ก็อยากมีหน้าร้านเพิ่มในเชียงใหม่ เพิ่มโซนเอเชียในฮ่องกง

 

เสน่ห์ของการเดินทางของ Troopers

นิ้ง: ตอนนี้ทุกคนมีเงินเดือนตามเปอร์เซ็นต์ของยอดขายแต่ละเดือน ถึงทั้งสามคนเรียนจบแล้วแต่การทำงานในระหว่างเรียนมันรู้สึกสนุก มันมีอะไรทำ เพราะชีวิตนักศึกษาที่ผ่านมาจะมีแค่เรียนหนังสือ เที่ยวเล่น กลับบ้าน แต่พอเราทำงานด้วยเหมือนเรามีอะไรให้ทำเยอะขึ้น มีอะไรให้คิดมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์และหาเงินได้เอง และมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นสินค้าแฟชั่นที่มีตัวตนของเราอยู่ในนั้น เวลามีคนชอบสินค้าเราก็ภูมิใจในตัวเอง

โอบ : ชีวิตนักศึกษาของหลายคนยังว่างเปล่า ตอนที่เริ่มทำเรารู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรให้มันคุ้มกับชีวิตวัย 20 ต้นๆ เป็นชีวิตที่มีแต่ใช้เงิน พอเราได้ทำงานเหมือนเราได้เอาความรู้ที่เราเรียนมาประยุกต์กับชีวิตจริง นี่คือจุดเริ่มต้น และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมาไม่สูญเปล่า เพราะเราได้มาใช้จริงๆ ใช้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เหมือนทำงานกลุ่มที่ได้รางวัลกลับมาด้วย

ใบตอง : เราได้ประสบการณ์เยอะมากๆ จากการทำงานกลุ่มชิ้นนี้ ถ้าถามว่าเรียนมา 4 ปีได้อะไรบ้าง เราก็จะตอบว่าได้ทรูเปอร์สนี่แหละ ถึงต่อไปเราจะแยกย้ายไปเรียนต่อหรือทำงานประจำ แต่เราก็ยังจะทำกระเป๋าแบรนด์นี้ต่อไป

 

เลิกเชื่อใน 3 สิ่งนี้แล้วดีเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409324

เลิกเชื่อใน 3 สิ่งนี้แล้วดีเอง

โดย…มิยาโตะ

ดร.ซอนยา ลิวโบมีร์สกี ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เขียนในหนังสือ The Myths of Happiness บอกว่าให้เลิกเชื่อในความคิดที่ผิดๆ เหล่านี้ แล้วชีวีจะมีสุข

1.เชื่อว่าจะไม่มีความสุขถ้าไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง/หรือไม่ได้งานในฝัน

ใครเชื่อแบบนี้ รับรองชาตินี้คงหาความสุขได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ การมีงานมีการทำเรียกได้ว่า (ควร) มีความสุขสุดๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานในฝันหรือไม่ก็ตาม

คนที่มีความสุข คือ คนที่ปรับตัวเองเข้ากับสถานการณ์ได้ อย่าง ถ้าไม่ได้เงินเดือนขึ้น ก็ปรับสภาพการใช้จ่ายให้เหมาะสม จะได้ไม่เป็นหนี้ (ซึ่งมีความสุขแน่นอน) ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งก็ต้องพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะให้เจ้านายได้เห็น เพราะหากยิ่งท้อแท้ก็จะยิ่งแย่แน่นอน ส่วนอาชีพในฝัน ปล่อยให้เป็นความฝันไม่ต้องเป็นจริงชีวิตก็มีความสุขได้ เพราะจะว่าไปแล้ว อาชีพในฝัน หากได้ทำจริงๆ อาจจะทำให้เราไม่มีความสุขก็ได้นะ

2.เชื่อว่าชีวิตคงไร้สุขเพราะไม่มีคู่

ทุกวันนี้คนโสดมีมากกว่าคนมีคู่ หรือแม้แต่คนที่มีคู่หลายคนก็ลงเอยด้วยการแยกทาง น้อยคู่ใช่ว่าจะมีความสุขไปมากกว่าคนโสด

ผลวิจัยหลายชิ้นออกมาว่า คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน รวมทั้งมีญาติพี่น้องที่สนิทสนมกันมาก จะมีความสุขมากกว่าคนที่แต่งงานมีคู่ครอง แต่ว่า ไม่มีเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่รักกันอีก

เพราะฉะนั้น มิตรภาพนั้นสำคัญกว่าการมีชีวิตคู่

3.เชื่อว่า คงไม่มีความสุขหากว่า…

…ไม่ผอม

…ไม่มีลูก

…ไม่ได้เป็นหมอ

ทุกๆ คนมีความฝันต่อชีวิตที่สวยหรู แต่ทุกคนก็สามารถมีความสุขได้แม้ว่า ความฝันทั้งหลายไม่อาจจะเป็นความจริงขึ้นมาก็ตาม ความเชื่อที่ถูกต้องคือ การที่เราสามารถที่จะเข้าใจความเป็นตัวเองที่แท้จริง และมีความสุขตามอัตภาพ ตามโอกาสที่เข้ามาในชีวิตต่างหาก

ดร.ซอนยา บอกว่า การค้นหาและมีความสุขแบบง่ายๆ ก็คือการเล่าเรื่องที่ตัวเองมีความสุข ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง ก็เขียนเล่าใส่ในไดอารี่ทุกๆ วัน หรือตามสะดวกก็ได้ นอกจากจะทำให้มีความสุขขณะที่เขียนแล้ว ยังสามารถนำกลับมาทบทวน และสุขได้อีกบ่อยครั้งที่หวนกลับมาอ่าน

 

ความสุขที่คุณเลือกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409323

ความสุขที่คุณเลือกได้

โดย…มิยาโตะ

จากการศึกษาล่าสุดของฮาร์วาร์ด บอกว่า ความสุขของคนสมัยนี้ อยู่ที่การเลือกว่าจะมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ การดูแลรูปร่าง การเงิน หรือภาวะทางอารมณ์

ฮาร์วาร์ดบอกว่า ผลสำรวจนี้เมื่อเทียบกับปี 1980 ที่เคยทำการวิจัยเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่การสอบถามเน้นไปที่การมีความสุขสุดๆ ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดในปี 2010 ที่ทำโดยจอร์จ วายล์แลนต์ และเชลดอน กลูเอค บอกว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีช่วยให้มีความสุขเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการทำความดีต่อตัวเองและคนอื่น ล้วนเพิ่มความสุขให้ทั้งนั้น

สำหรับผลสำรวจล่าสุดที่ทำในปี 2015 พบว่า การมีความสุขของคนทุกวันนี้สามารถ “เลือกได้” คนทุกคนสามารถมีความสุข เมื่อเลือกที่จะบอกตัวเองว่า มีความสุขในสิ่งที่ตัวเองทำ

การสำรวจนี้มีการสอบถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพกับความสุข พบว่า รายได้มีส่วนน้อยมากในการเพิ่มความสุขในอาชีพ เช่นเดียวกับความร่ำรวย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความสุข โดย 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่ามีความสุขนั้น พวกเขาตอบด้วยว่า รู้สึกสนุกมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่

62% บอกว่า ไม่ต้องการพบกับวิกฤตวัยกลางคน ขณะที่ 49% ของคนที่มีความสุขบอกว่า พวกเขาได้ทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว ส่วน 67% บอกว่า กำลังมีความสุขสุดๆ กับชีวิตในปัจจุบันนี้

ผลสำรวจล่าสุดยังพบเช่นเดียวกับในปี 2010 ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้างเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขมากยิ่งขึ้น โดย 75% บอกว่า สิ่งที่พวกเขามีความสุขที่สุดในชีวิต ก็คือการประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว

ขณะที่ด้านอื่นๆ นั้น 77% ของคนที่มีความสุขและรู้สึกว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวด้วยนั้น ตอบว่า พวกเขารู้สึกพอใจกับสิ่งอื่นๆ ในชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ฐานะทางการเงิน และภาวะทางอารมณ์ โดย 78% ของกลุ่มนี้ตอบว่า พวกเขาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และ 93% ของคนที่มีความสุขก็ว่า พวกเขามีความสุขมากๆ ที่มีสุขภาพดี และ 68% ของคนที่มีความสุขยังบอกว่า พวกเขาวางแผนสำหรับการเกษียณเอาไว้อย่างรัดกุม

44% ของกลุ่มคนที่มีความสุข บอกว่า พวกเขารักษาสมดุลระหว่างการงานกับชีวิตได้ดี โดยทีมวิจัยสรุปความสำหรับการสำรวจครั้งนี้ว่า คนในยุคปัจจุบันนั้นสามารถเลือกความสุขได้เอง ไม่ได้มีตำรับความสุขแบบสำเร็จรูป แต่สามารถเลือกจะมีความสุขในแบบเฉพาะตัวมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

 

สุขจากการส่งต่อ คุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409309

สุขจากการส่งต่อ คุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อื่น

โดย…เกรซ ล้อบุณยารักษ์ เรียบเรียง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ในฐานะนักธุรกิจ สำหรับใครหลายคน ความสุขในชีวิตอาจอยู่ที่มูลค่าของโครงการที่ทำความสำเร็จของโปรเจกต์สุดยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเกรซ หลังจากที่เกรซได้ดูแลคุณพ่อในช่วงที่ท่านล้มป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มุมมองที่มีต่อความสุขของเกรซกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะความสุขของเกรซในวันนี้ เปลี่ยนจากตัวเงินเป็นความรู้สึกยามที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาการดีขึ้น

เกรซอาจจะไม่ใช่หมอ แต่จากประสบการณ์ตรงที่เกรซดูแลคุณพ่อ บวกกับสิ่งที่เกรซเรียนมาและประสบการณ์ตรงจากตัวเกรซเอง ทำให้เกรซรู้ว่าแค่คนเราเปลี่ยนพฤติกรรมวิธีการกิน การใช้ชีวิตจากเดิม แค่นี้ก็เป็นยาวิเศษสำหรับผู้ป่วยทุกคนแล้ว

 

สำหรับตัวเกรซเอง ด้วยความที่เรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร (Food-Science) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมา เพราะคุณพ่อทำธุรกิจโรงงานผลิตเส้นจันท์ส่งออกไปยังหลายประเทศในแถบเอเชีย จึงอยากให้เรียนด้านนี้มาช่วยดูแลและพัฒนาธุรกิจของครอบครัว แต่สุดท้ายเกรซก็ไปเอาดีด้านอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วย เลยไม่ได้ใช้ความรู้โดยตรงในสายงาน แต่ก็ยังสนใจศึกษาด้านอาหาร ประกอบกับเป็นคนรักสุขภาพเป็นทุนเดิม เกรซเลยกินอาหารเพื่อสุขภาพ (Eat Clean) มาตลอด กินมานานมากก่อนที่จะฮิตอย่างในปัจจุบันเสียอีก อาหาร 95% ที่เกรซกินคือผัก อีก 5% อาจจะเป็นเนื้อสัตว์อย่างปลา เกรซทำอย่างนี้มาเป็น 10 ปี เกรซไม่นอนดึก นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย เวลาว่างชอบการออกกำลังกาย

จนวันหนึ่งคุณพ่อเกรซป่วย ลูกๆ 4 คน ต้องหมุนเวียนกันมาดูแลคุณพ่อตลอด หลังจากคุณพ่อป่วยมา 4 ปี มีหลายครั้งที่ท่านหมดกำลังใจ ไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป เกรซและพี่น้องก็ต้องคอยปลอบเป็นกำลังใจให้คุณพ่อสู้ต่อไป จนเมื่อ 8-9 เดือนที่แล้ว คุณพ่ออาการหนักมากจนเกรซและพี่น้องเริ่มทำใจ โชคดีที่เกรซไปเจออาจารย์ท่านหนึ่ง มาแนะนำเรื่องการเปลี่ยนวิธีการกิน เกรซเลยลองศึกษาอย่างจริงจัง และลองให้คุณพ่อเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ปรากฏว่าอาการคุณพ่อดีขึ้นมาก

 

ในฐานะลูก เห็นพ่ออาการดีขึ้น เป็นอะไรที่สุขใจที่สุดอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากเก็บความสุขนี้ไว้คนเดียว เกรซอยากจะแบ่งปันความรู้นี้ไปให้คนอื่นๆ ที่อาจเป็นคนป่วยหรือเป็นญาติคนป่วย เพราะเกรซเข้าใจจิตใจของพวกเขาเป็นอย่างดี เวลาที่เราเห็นคนที่เรารักต้องเจ็บป่วย คนเราไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยแล้วค่อยมารักษา เราสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ตอนนี้

หลายคนมองเรื่องเงินมาเป็นอันดับหนึ่งในชีวิต แต่เกรซมองว่าเราจะทำงานเก็บเงินมากๆ หวังจะได้ใช้ตอนแก่ แต่ปรากฏว่าพออายุเริ่มเข้าเลข 5 เราต้องเอาเงินเก็บที่มีมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล

 

ด้วยเหตุนี้เกรซจึงอยากเป็นตัวกลางที่จะส่งต่อความรู้ดีๆ ให้กับคนอื่น เร็วๆ นี้เกรซเพิ่งออกหนังสือ “กินกันตาย” และเป็นวิทยากรให้ความกำลังใจคนในหลากหลายอาชีพ ควบคู่กับงานประจำที่เกรซก็ยังทำอยู่ ถามว่าเวลาเห็นตัวเลขกำไร ผลประกอบการมีความสุขมั้ย แน่นอน แต่ตอนนั้นถ้ามีใครเดินมาบอกเกรซว่า เพราะเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนการกิน แล้วอาการดีขึ้น หรือ คนป่วยที่บ้านอาการดีขึ้น เกรซจะมีความสุขมากขึ้นไปอีก

อีกหนึ่งฝันของเกรซคือ สร้างศูนย์ดูแลสุขภาพจากแพทย์ทางเลือก เพราะอยากจะแบ่งปันสุขภาพที่ดีให้คนทั่วไป โดยหวังว่าจะให้พวกเขาเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากที่นอนป่วยอยู่ก็สามารถลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเองได้ เกรซเชื่อว่าถ้าฝันเป็นจริง นี่แหละคือความสุขอีกขั้นของเกรซ

 

‘โดนแทงเย็บ 50 เข็ม เฉียดปอด’ ที่ไม่ลืม ของ รณภร คณิวิชาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409304

‘โดนแทงเย็บ 50 เข็ม เฉียดปอด’ ที่ไม่ลืม ของ รณภร คณิวิชาภรณ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หากชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่งจะเคยสัมผัสกับการเสี่ยงภัยและประสบอุบัติเหตุเกือบคร่าชีวิต จึงถือว่าเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันแล้ว ชีวิตของ หนึ่ง-รณภร คณิวิชาภรณ์ หนุ่มสุดคูล Mixology มาดเท่เจ้าของธุรกิจแคเทอริง บริษัท เมเว่น วัย 34 ปี นักแสดงและพิธีกรก็คงเต็มไปด้วยรสชาติและสีสันที่หลากสี เพราะตั้งแต่รณภรยังเป็นเด็กเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 ก็เคยขี่จักรยานตกท่อ อีกครั้งในวัย 18 ปี เขาเคยประสบอุบัติเหตุขับรถเบนซ์ชนอัดกับเสาตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสหวิดเสียโฉมมาแล้ว และในวัย 23 ปี เขาเคยโดนแทงเฉียดปอดไปนิดเดียว เหตุการณ์แต่ละครั้งถือว่าโชคช่วย เพราะสามารถรอดชีวิตมาได้ แม้จะฝากรอยบาดแผลไว้ตามร่างกาย แต่ก็ให้แง่คิดดีๆ กับเขามากมาย

สำหรับครั้งที่จำไม่ลืม ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวัยเพียง 18 ปี ในขณะนั้นเขาใช้ชื่อว่า พิธาน เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยมีงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ผลงานภาพยนตร์ชิ้นแรกๆ ของเขาคือ ยุวชนทหาร ค่ายแกรมมี่ฟิล์ม และได้ออกผลงานเพลงกับค่ายอาร์เอส โปรโมชั่น สมัยนั้นในนาม “ทรี พลัส วัน” วงบอยแบนด์ เขามีตำแหน่งร้องแร็ป และผลงานชิ้นนี้เองที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด ขณะที่เขามีผลงานเพลงในวัย 23 ปี เกิดเหตุการณ์โดนโจรย่องเบาแทงจนได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสที่ราวนมด้านซ้ายเฉียดปอด ซึ่งหากคนร้ายไม่หยุดแทง ณ วันนี้ก็คงไม่มี Mixology เลื่องชื่ออย่างแน่นอน

โจรย่องเบาขึ้นบ้านครั้งที่ 2 ในรอบเดือน

เหตุการณ์ที่ไม่ลืมวันนั้น เขาจำได้แม่นว่าเป็นวันแม่ 12 ส.ค. 2547 เวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นวันหยุดไม่มีงานร้องเพลง รณภรจึงนอนพักผ่อนดูหนังอยู่ในบ้านเพียงลำพัง ส่วนคุณแม่ออกไปชมภาพยนตร์กับน้องชาย และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อคนร้ายบุกเข้ามาในบ้าน

 

“หากไม่มีงานผมชอบพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปผจญกับรถติดบนท้องถนน วันหยุดจึงชอบนอนเล่นดูหนังแบบเงียบสงบในบ้าน เครื่องปรับอากาศรวมทั้งไฟก็ไม่เปิด หน้าต่างพร้อมประตูบ้านก็ปิดเงียบ เปิดหนังดูเบาๆ ในห้องนอนบนชั้น 2 ดูลักษณะภายนอกบ้านเหมือนไม่มีคนอยู่ในบ้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นบ้านผมเคยโดนโจรย่องขึ้นบ้าน โดยมันง้างเหล็กดัดเข้าทางหน้าต่างห้องผมเข้าไปขโมยของภายในบ้าน ซึ่งวันนั้นผมไม่อยู่บ้าน แต่คุณพ่อโทรมาบอกว่ามีโจรขึ้นบ้านขึ้นไปทางห้องผม พอผมกลับไปบ้านเห็นข้าวของในห้องกระจัดกระจาย แล้วจำได้ว่าต่างหูเพชรของคุณแม่ที่ผมยืมไปใส่แล้ววางอยู่บ้านโต๊ะหัวเตียงหายไป ซึ่งก่อนหน้านั้นละแวกบ้านผมมีโจรขึ้นบ่อยมาก ครั้งแรกไม่ตั้งใจจะไปแจ้งตำรวจ เพราะคิดว่าคงทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อโจรขึ้นบ่อย ผมรู้สึกไม่ว่างใจในความปลอดภัย พอโจรขึ้นบ้านผมก็ขอแจ้งความเสียหน่อย คุณตำรวจก็ได้ให้เบอร์โทร สน.ใกล้ๆ บ้าน หากมีอะไรให้โทรสายตรงหาได้เลย”

ได้ยินเสียงกุกกักห้องข้างๆ

ขณะที่หนุ่มหนึ่งนอนดูหนังอยู่ในห้องชั้น 2 อยู่นั้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบๆ เขาก็ได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ ดังกุกกักๆ แต่ไม่ได้เอะใจ เพราะที่บ้านหน้าต่างมักมีลมพัดตึง ปุ้งปั้ง หรือมีเสียงกระรอกวิ่งเล่นบนหลังคาเป็นปกติ เขาไม่ได้คิดอะไร ก็นอนดูหนังเพลินๆ ไปเรื่อยๆ แต่รู้สึกหิวน้ำจึงหยุดเครื่องเล่นภาพยนตร์แล้วเปิดประตูออกไปเพื่อหาน้ำดื่มที่ชั้นล่าง ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงห้องข้างๆ ซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ มีเสียงตึงๆ แล้วมีคนวิ่งตัดหน้าเขากำลังลงบันไดไปด้านล่าง ณ วินาทีนั้น ด้วยสัญชาตญาณต้องการจับโจรย่องเบา รณภรกระโดดเข้าล็อกคอ แล้วเกิดเหตุการณ์ชกต่อยกันตลอดทางตั้งแต่บันไดลงมาสู่ชั้นล่าง

“นาทีที่ผมเห็นโจรครั้งแรกผมคิดว่าเป็นรายเดิม เพราะครั้งที่แล้วได้อะไรไปไม่เยอะ และเขารู้ทางหนีทีไล่ดี ผมจึงคิดว่าคนนี้แหละ พอผมคว้าคอเขาได้ผมซัดเลย แต่เขาพยายามหนี แต่ผมตั้งใจจะจับเขาไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ง่ายเกินไป คิดว่าแรงผมเยอะ คิดว่าเขาจะอยู่มือผม อาจเป็นเพราะผมดูหนังบู๊เยอะเกินไป ผมจึงสู้ แม้เขาพยายามหนีลงบันได ผมก็ยังตามซัดคว้าคอเสื้อเขา แล้วเกิดการชกต่อยกันไปมา ตอนนั้นผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว มันชุลมุนมากๆ เหมือนในหนังเลย”

 

ขณะต่อสู้รณภรได้กลิ่นเหม็นคาดว่าเป็นคนเก็บของเก่าขาย ซัดกันนัวจนลงมาถึงชั้นล่าง ซึ่งคุณแม่ของเขาเป็นศิลปินนักวาดภาพ มักทำงานศิลปะเพนต์ภาพลงบนกระเบื้องบนโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่กลางบ้าน บนโต๊ะมีอุปกรณ์ระบายสี กรรไกร จาน ชาม ถ้วย คัตเตอร์วางเต็มไปหมด

เจอโจร-โดนแทง

“ช่วงที่วิ่งต้อนกันไปมารอบๆ โต๊ะทำงานของคุณแม่ต่างฝ่ายต่างหยิบจาน ชาม ถ้วยกระเบื้องบนโต๊ะปาใส่กัน แล้วก็วิ่งหนีกันไปรอบๆ โต๊ะ ผมจำได้ว่าผมหยิบถ้วยฟาดใส่เขาจนเกิดบาดแผล แต่โจรยังไม่หยุด ยังสู้สวนกลับมา จังหวะนั้นชุลมุนมากๆ นาทีที่โจรหยิบกรรไกรขึ้นมาตอนไหน ผมไม่รู้ แต่จำได้ว่าผมวิ่งไปรอบๆ จนผมรู้สึกเหนื่อย แล้วเขาหยิบกรรไกรมาแทงผมตอนไหนไม่รู้ ผมก็เอามือปัดป้องจนมือมีบาดแผลเลือดเต็มไปหมด ช่วงจังหวะหนึ่งผมล้มลงกับพื้น แล้วโจรก็มาคร่อมที่ตัวผมแล้วก็บีบคอผมแน่นจนรู้สึกหายใจไม่ออก มือไม้อ่อน มือร่วงลงพื้น แทบหมดสติ ผมจำได้ว่าไม่มีแรงแม้จะหายใจวินาทีนั้นคิดว่าผมจะตายแล้ว”

แล้วนาทีวิกฤตก็มาถึง แม้แทบสิ้นสติ แต่รณภรก็ยังคงมองเห็นภาพที่โจรเงื้อกรรไกรขึ้นสูงเตรียมแทง แต่อยู่ดีๆ โจรร้ายก็เปลี่ยนใจ ผละแล้ววิ่งหนีไป

 

“ตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าผมโดนแทงผมคงตายแน่ๆ พอโจรมองหน้าผมแล้วก็ทิ้งกรรไกร วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน ผมก็ค่อยๆ ลุกเดินตะกายขึ้นไปชั้นบนไปห้องคุณพ่อ เพื่อไปหยิบปืนมาป้องกันตัวหากโจรย้อนกลับมาอีกครั้ง ก้มลงมองตัวเองเห็นเลือดเลอะเต็มตัวไปหมด คิดว่าตอนนั้นผมใกล้จะตาย เพราะรู้สึกเหนื่อยและเลือดเต็มตัว ตอนนี้ผมมีปืนอยู่ในมือเพื่อสู้กับมันแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาวิ่งออกไปจากบ้านแล้วหรือยัง ผมจึงล็อกห้องคุณพ่อก่อนไปหยิบปืนที่คุณพ่อซ่อนไว้ พอหยิบปืนได้ผมค่อยๆ แย้มประตูออกแล้วมองลงไปตรงบันได เห็นไม่มีใคร แต่จะลงมาข้างล่างก็สองจิตสองใจ คิดว่าอย่าดีกว่า เพราะผมยังไม่มีแรงมากพอ เพราะร่างกายขาดออกซิเจน และคิดไปว่าถ้าโดนแย่งปืน เราอาจไม่รอด ก็เลยยังอยู่ข้างบนและโทรศัพท์แจ้งตำรวจเบอร์ที่เคยให้ไว้ และโทรบอกคุณแม่ แล้วผมค่อยๆ ลงจากบ้านเพื่อไปเปิดประตู แต่ไม่ทัน เห็นตำรวจค่อยๆ ปีนจากหน้าบ้านเข้ามา ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกชาอยู่ และมีเลือดเต็มหน้า เลือดบางส่วนไหลเข้าตาด้วย เพราะหางคิ้วด้านซ้ายของผมแตกเป็นแผลค่อนข้างใหญ่ เลือดที่มือก็ไหลเยอะมาก จนปืนที่เตรียมไว้ป้องกันตัวต้องส่งไปล้างทำความสะอาดที่ร้าน เพราะเลือดเต็มไปหมด”

หลังจากตำรวจมาถึง สักพักก็มีรถพยาบาลฉุกเฉินขับตามหลังมา ซึ่งตอนนั้นด้วยอาการชา รณภรไม่รู้ว่าเขาโดนแทงที่ราวนมด้านขวาเพราะไม่รู้สึกเจ็บ ทีมพยาบาลรีบตรวจเช็กร่างกายและแจ้งว่าเขาโดนแทง ก็ทำการห้ามเลือด จากนั้นตำรวจก็ให้เขาขึ้นรถพยาบาลรีบไปทำการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ใกล้เขตพระโขนงที่เกิดเหตุ

เย็บรวม 50-60 เข็ม

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอได้ตรวจพบว่ารอยกรรไกรที่แทงนั้นลึกเฉียดปอด ซึ่งหากโดนปอดบริเวณหน้าอกขวาอาจอันตรายถึงชีวิต นอกจากนั้นเขายังมีแผลบริเวณหัวคิ้วด้านซ้ายเป็นแผลฉกรรณ์ มือซ้ายและมือขวามีร่องรอยบาดแผลจากคมกรรไกรเต็มไปหมด

 

“จำได้ว่าวินาทีแรกที่แม่มาพบผมที่บ้านก่อนที่เราจะขึ้นรถพยาบาลไปด้วยกัน แม่ก็นิ่งๆ แต่พอขึ้นรถมาได้แม่จับมือผมไว้ตลอด ขณะที่อยู่บนรถพยาบาลซึ่งขับเร็วมากจนผมคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถชนแทนไหม (ยิ้ม) พอถึงโรงพยาบาลคุณหมอตรวจแล้วบอกว่าแผลลึกและคมกรรไกรเฉี่ยวปอดไปนิดเดียว ต้องเจาะท่อเพื่อถ่ายเลือดและเอาอากาศที่เข้าไปออกมา ก่อนเจาะมีฉีดยาชา ซึ่งตอนโดนแทงผมไม่รู้สึกกลัวเท่าตอนโดนเจาะเพื่อเอาเลือดและอากาศออกมาจากช่องซี่โครง โมเมนต์นั้นมันน่ากลัวมากๆ แม้จะรู้สึกชา แต่ตอนนั้นผมรู้สึกจะหายใจเข้าออกก็ไม่ได้ รู้สึกทั้งแน่นและอึดอัดเหมือนผมจะตาย วินาทีนั้นภาพเก่าๆ ลอยขึ้นมาหมด ทั้งช่วงเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว ผู้หญิงที่ผมเคยแอบชอบ แต่ยังไม่เคยบอกเขาเลย ช่วงแฟนบอกเลิกลอยขึ้นมาหมด พยาบาลก็บอกให้ผมพยายามหายใจ และหายใจช้าๆ แม้จะเป็นเวลาไม่กี่วินาทีช่วงเจาะ แต่ผมคิดว่านานมากๆ ตัวเกร็งจนตัวงอ พยาบาลต้องค่อยๆ คายมือออก”

เสร็จจากการเจาะปอด เขาถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉินไปนอนห้องไอซียูเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 1 คืน

“ผมไม่ได้มีอาการโคม่า แต่ผมได้ยานอนหลับจึงหลับพักผ่อนได้ แต่รู้สึกตัวตอนกลางดึก รู้สึกปวดปัสสาวะมากๆ จะให้พยาบาลมาช่วยก็รู้สึกอาย จึงต้องนอนฉี่แบบตัวเอียงๆ อยู่บนเตียง ซึ่งค่อนข้างทุลักทุเลพอควรครับ จากนั้นผมได้ย้ายไปพักที่ห้องธรรมดา นอนรักษาตัวอยู่ประมาณ 5 คืน ช่วงเวลานั้นก็มีทั้งนักข่าวมาเยี่ยมและสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม แต่ช่วงนั้นผมพูดมากไม่ได้ เพราะรู้สึกเหนื่อยและหอบหายใจ เพราะผมไม่สามารถทำอะไรหนักๆ ได้ เพราะปอดมีลมเข้าจึงทำให้เหนื่อยง่าย เวลานอนพักก็มีท่อยางเจาะจากลำตัวไปถึงขวดระบายเลือดด้านล่าง เวลาเคลื่อนไหวไปไหนก็ลำบากมากๆ คุณหมอบอกว่าผมถูกเย็บแผลไปทั้งหมดประมาณ 40-60 เข็ม เพราะโดนแทงทั้งตรงนิ้วมือด้านขวาซ้าย ตรงข้อมือขวาซ้าย ตรงซี่โครงและตรงคิ้ว”

 

บทเรียนจำฝังใจ

แม้ปัจจุบันรอยบาดแผลที่ถูกแทงบริเวณราวนมด้านขวาจะทิ้งไว้เพียงรอยจางๆ แต่ก็ให้แง่คิดดีๆ กับเขา ซึ่งทำให้ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น

“หลังกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน ผมก็ยังต้องกลับไปให้คุณหมอทำแผลทุกวัน เพราะคุณหมอปิดผ้าก๊อซกันน้ำไว้ และผมจำไม่ได้ว่ามีการเย็บแผลที่เจาะที่ปอดหรือเปล่า สำหรับโจรย่องเบาผมคิดว่าน่าจะเป็นคนรับซื้อของเก่า หรือคนเก็บขยะในละแวกนั้น แต่ว่าถึงวันนี้ผมไม่รู้สึกโกรธเขานะครับ ผมมองแง่ดีว่า โชคดีที่เรารอดมาได้ แต่ถ้าเป็นอะไรไปก็คิดว่าโอเคเราโชคร้าย แต่แง่ดีคือ จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดได้หลายอย่าง คือ เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตามในชีวิตผมต่อจากนี้ อย่าเอาตัวเข้าไปแลก ณ ปัจจุบันสมมติเวลาผมเจอคนทะเลาะกัน ผมจะหลีกเลี่ยง หรือย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมควรหลบอยู่ในห้อง เพราะการที่เราคิดว่าตัวเองเก่งมันไม่มีประโยชน์ มีแต่ผลเสีย เกิดตายหรือตาบอดขึ้นมาวันนี้ของผมก็จะเปลี่ยนไป หรือถ้ามันแทงผม ผมจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นผมอายุแค่ 23 ก็คิดว่าเราเอาอยู่ นั่นคือการประเมินตัวเองผิด แม้ว่าผมจะออกกำลังกายร่างกายฟิตดี แต่เราคิดง่ายๆ ว่าเราจะจับเขาได้ และคิดว่ามันจะอยู่นิ่งให้จับ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันก็สู้เหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ปลอบใจว่า ดีที่รอดมาได้ แม่ก็สอนว่า อะไรก็อย่าไปแลกกัน มันไม่คุ้ม ผมก็คิดว่าเราเองก็โชคดีที่แม่กับน้องไม่อยู่ ถ้าอยู่บ้านวันนั้นจะเป็นอย่างไรนะ”

นอกจากโดนแทงจนมีรอยแผลเป็นแล้ว ช่วงที่รณภรกลับมาอยู่บ้านใหม่ๆ ผลกระทบต่อสภาพจิตใจจากเหตุการณ์ต่อสู้กับโจรย่องเบาก็คือ เวลาอยู่บ้านคนเดียว แล้วมีเสียงลมตีกระจกหน้าต่าง เขาจะรู้สึกกลัว เป็นอยู่ราว 3 เดือน อาการหวาดกลัวก็ค่อยๆ หายไปเอง

“เหตุการณ์นั้นทำให้ผมได้คิดอะไรมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ควรเสี่ยง ตอนนี้ผมทำงานในผับตอนกลางคืน ถ้าเกิดเหตุทะเลาะกันผมไม่เอาเลย ผมจะเอาตัวออกไปไกลๆ เพราะผมรู้ว่าการเอาตัวเข้าไปยุ่งไม่ดีเลย มีแต่เสียกับเสีย ยิ่งโดนลูกหลงยิ่งไม่คุ้ม ซึ่งตั้งแต่เด็กยันโตอายุ 34 ผมเจออุบัติเหตุบ่อย เรียกว่าคุณแม่ทำประกันอุบัติเหตุเอาไว้คุ้มมาก เคยทั้งขี่จักรยานตกท่อได้บาดแผลมาเต็มตัว เล่นละครเวทีตอนเด็กๆ เสาก็ล้มใส่ หรือโตหน่อยสู้กับโจรชีวิตก็ประมาท” ซึ่งเหตุการณ์ที่เขาต่อสู้กับโจรกลับไม่ได้ถือว่าแย่ที่สุดในชีวิต ยังมีเหตุการณ์ขับรถชนเสาตอม่อบีทีเอสหน้าปากซอยอารีย์เขาก็เคยมาแล้ว

 

ขับรถชนเสาตอม่อบีทีเอส

อายุ 18 ปี รณภรเพิ่งเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ และเพิ่งขับรถยนต์ได้ไม่นาน มีเหตุต้องขับรถไปร่วมงานวันเกิดของรุ่นพี่ย่านสะพานควาย เวลาเที่ยงคืนเขาจำได้ว่าดื่มเหล้าประมาณ 2 แก้ว แล้วขับรถออกมา ด้วยมีแอลกอฮอล์อยู่ในเส้นเลือดนิดๆ เขายอมรับว่าเกิดความคึกคะนอง ขับด้วยความเร็วประมาณ 100 กว่าๆ ขับผ่านอนุสาวรีย์ชัย มุ่งหน้าถนนพหลโยธินเพื่อไปสะพานควาย จังหวะขับมาเลนขวาสุดด้วยความเร็ว พอมาถึงซอยอารีย์ มีรถกระบะจากอีกฝั่งหนึ่งวิ่งตัดหน้าเพื่อเข้าซอยอารีย์อย่างกระชั้นชิด วินาทีนั้นรณภรต้องหักหลบไปเลนยูเทิร์นอย่างเร็ว และคิดว่าจะหักหัวออกมาทางซ้ายได้ทัน แต่ด้วยความเร็วที่มากเกินไปทำให้เขาขับเบนซ์อัดเข้ากับเสาตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสเข้าพอดิบพอดี

“จังหวะที่ชนผมหลับตาแล้วรู้สึกถึงแรงกระแทก ผมเห็นกระจกรถทั้งบานร้าวและแตก พวงมาลัยรถหักยู่เข้ามาอยู่ใกล้หัวเข่าผมนิดเดียว แล้วเครื่องยนต์และคันเร่งก็ยู่เข้าใกล้ตัวผมทั้งหมด แล้วภาพตรงหน้าผมก็ดับไป ผมมารู้สึกตัวอีกทีตอนมีคนมาเคาะกระจกและพยายามดึงตัวผมออกจากรถ แต่เปิดประตูไม่ได้ ผมจึงบอกให้เขาไปเปิดประตูอีกด้าน แล้วค่อยๆ ดึงตัวผมออกไป ครั้งนั้นผมจำได้ว่าบาดเจ็บที่บริเวณปาก เลือดไหลออกมาเยอะมาก ต้องเย็บเหงือกด้านบนริมฝีปาก ตอนถูกลากออกมาจากรถผมแทบยืนไม่ไหว หาโทรศัพท์ไม่เจอ ต้องปีนเข้าไปหยิบมือถืออีกรอบแล้วโทรบอกที่บ้านว่าขับรถชนนะ แล้วมีรถพยาบาลรับผมไปโรงพยาบาลราชวิถี แวบแรกเห็นกระจกรถ เห็นรถแล้วก็คิดในใจ กูยังไม่ตาย พอถึงโรงพยาบาลต้องเย็บปากเย็บคาง เย็บเหงือกข้างใน เย็บหัวเข่าซึ่งมีไขมันและเอ็นปลิ้นออกมา พอทำแผลเย็บแผลเสร็จคุณหมออนุญาตให้ผมกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้”

อุบัติเหตุครั้งนั้นแม้ไม่ต้องสูญเสียถึงชีวิต แต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ควรขับรถเร็ว และที่สำคัญคือเมาแล้วอย่าขับ ขับรถอย่างปลอดภัย และอย่าขับรถแบบคึกคะนอง

“ดื่มแล้วไม่ควรขับรถ อันตรายเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราขับเองเสียชีวิตเอง แต่หากไปทำคนอื่นเสียชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย มันเป็นวามรับผิดชอบของคุณ ฉะนั้นเมาอย่าขับเด็ดขาดครับ” รณภร กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ Scruffy Apron Western Comfort Food เอ็มควอเทียร์ ชั้น 6 the Helix Building ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ 02-003-6262-3 เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ