วิ่งแข่งกับเวลา บทเรียนในตำราของเด็กจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409286

วิ่งแข่งกับเวลา บทเรียนในตำราของเด็กจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เช้าทุกวันที่ผมนั่งรถเมล์ไปทำงาน เนื่องจากป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่พักผมเป็นช่วงปลายสาย และการจราจรตอนเวลาเร่งรีบก็ติดขัด ต้องรอรถนานมาก พอบทจะมา รถเมล์สายเดียวมาติดๆ กันหลายคัน

และเพราะรถเมล์ปักกิ่งห้ามแซงกันเอง และต้องจอดในทุกป้าย ช่วงที่รถมาติดๆ กัน รถคันแรกที่จะเข้าป้ายมักแน่นเอี้ยด คันที่สองแน่นรองลงมา ตามมาด้วยคันที่สามคันที่สี่ที่ต่อท้ายมา คันที่ห้าไม่มองดูก็รู้ว่าเกือบโล่ง

ผมเองตัดสินใจไม่ยาก ที่จะรอขึ้นคันที่ 3 คันที่ 4

ขึ้นง่าย แถมได้นั่ง

แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมคือ พ่อแม่พี่ป้าน้าอาและผองเพื่อนร่วมรอรถเมล์ชาวจีนแทบทุกท่าน พยายามเบียดเสียดยัดเยียดตัวขึ้นรถเมล์คันที่ 1 ทั้งที่รู้ว่าเอี้ยดแต่คงยังขอลอง จนพ่ายแพ้ต่อการพยายามเบียดตัวขึ้นไปบนรถ จึงยอมเลิกละความพยายามไปขึ้นคันที่ 2 (ซึ่งแน่นรองลงมา)

พอถึงคันที่ 3 ก็เหลือแต่ผมและน้องชาวไทยที่ทำงานด้วยกันเท่านั้น

จัดว่าเป็น Culture Shock สั้นๆ ในปักกิ่ง…

ปกติเวลาผมอยากรู้จักผู้คนของประเทศอื่นๆ นอกจากจะสังเกตจากการพูดคุยกับคนประเทศนั้นๆ ผมมักเริ่มสังเกตจากอะไรง่ายๆ สองสามอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือเรียน

การลองพลิกดูหนังสือเรียนของแต่ละประเทศ หลายครั้งจะทำให้เราเห็นที่มาที่ไปและเบื้องหลังได้มีมิติขึ้น

เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่ในประเทศต้องการสอนให้เด็กเป็น มักเป็นความเฉพาะตัวของกลุ่มชาวต่างประเทศนั้นด้วยเช่นกัน

ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ชาวจีนมีบุคลิกหลายอย่างที่เป็นที่ซุบซิบติดปากชาวไทย ส่วนเขาผ่านชีวิตมาด้วยคำสอนแบบไหน ยังไม่ค่อยมีพูดถึงกัน

วันนี้ผมจึงนำตัวอย่างแบบเรียนของเด็กจีนบทหนึ่งมาให้อ่าน

บทเรียนนี้เป็นบทความที่เขียนโดยนักเขียนชาวไต้หวันที่ชื่อ หลินชิงเสวียน แม้จะเขียนโดยชาวไต้หวัน แต่ก็ถูกบรรจุอยู่ในแบบเรียนสำหรับเด็กประถมของจีนแผ่นดินใหญ่

นับเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราเห็นเบื้องหลังความคิดแบบคนจีน

บทความนี้มีชื่อว่า “วิ่งแข่งกับเวลา” พูดถึงการสูญเสียคุณยายไปในวัยเด็กของชายคนหนึ่ง กับคำอธิบายเรื่องนี้ของคุณพ่อ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง…

วิ่งแข่งกับเวลา

ยายผมเสียเมื่อตอนผมเรียนอยู่ประถม ตอนคุณยายมีชีวิตอยู่ คุณยายรักผมมากที่สุด ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงหายเศร้าใจ แต่ละวันที่ผมวิ่งในสนามกีฬาที่โรงเรียนไปรอบแล้วรอบเล่าจนเหนื่อยกองอยู่กับพื้น ผมนอนร้องไห้อยู่บนพื้นหญ้า

วันที่แสนเศร้าต่อเนื่องอยู่ยาวนาน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจผมอย่างไร แทนที่พวกเขาจะหลอกผมว่าคุณยายหลับไป เขากลับบอกความจริงกับผมว่า “คุณยายจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้ว”

“อะไรคือจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้วหรอครับ” ผมถาม

พ่อบอกว่า “ทุกสิ่งในกาลเวลา ไม่มีวันย้อนกลับมา เมื่อวานผ่านไปแล้ว ก็จะกลายเป็นเมื่อวานตลอดไป ลูกจะกลับไปเมื่อวานไม่ได้อีกแล้ว แต่ก่อนพ่อเองก็เป็นเด็กแบบลูก ตอนนี้พ่อก็ย้อนกลับไปเป็นเด็กอย่างลูกไม่ได้อีกแล้ว สักวันลูกก็ต้องโต สักวันลูกก็ต้องแก่เหมือนคุณยาย สักวันเมื่อลูกผ่านวันเวลาทั้งหมดไป ลูกก็ต้องจากไปไม่กลับมาเหมือนกับคุณยาย”

คุณพ่อให้ปริศนากับผม ปริศนานี้เมื่อเทียบกับในหนังสือเรียนที่บอกว่า “ปฏิทินแขวนบนผนัง แต่ละวันฉีกทิ้งไปหนึ่งแผ่น ทำให้จิตใจฉันเร่งรีบ“ และ “เวลามีค่าดั่งทองคำ ทองคำซื้อเวลาไม่ได้” หรือเมื่อเทียบกับ “เวลาวิ่งเร็วเหมือนธนู อาทิตย์และพระจันทร์วิ่งเร็วเหมือนรถด่วน” ยังทำให้ผมรู้สึกถึงความน่ากลัวมากกว่า และก็ยังรู้สึกถึงรสชาติบางอย่างที่อธิบายไม่ออกยิ่งกว่า

หลังจากนั้น แต่ละวันที่ผมกลับบ้านตอนเลิกเรียน ตอนอยู่ในลานกว้างมองเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลงใกล้ยอดเขาทีละนิดๆ ก็รู้ว่าวันหนึ่งกำลังจะผ่านไปแล้วจริงๆ ถึงพรุ่งนี้จะยังมีพระอาทิตย์ขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่มีทางเป็นพระอาทิตย์ของวันนี้อีกต่อไปแล้ว

ผมมองเห็นนกบินอยู่บนฟ้า พวกมันบินเร็วมาก พรุ่งนี้พวกมันจะบินผ่านเส้นทางเดิม แต่ก็ไม่ใช่วันนี้อีกต่อไปแล้ว และบางทีนกที่บินผ่านเส้นทางเดิมในวันพรุ่งนี้ ก็อาจจะไม่ใช่เจ้านกแก่ แต่เป็นเจ้านกน้อยตัวใหม่

เวลาที่บินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้แค่ทำให้ผมรู้สึกเร่งรีบ แต่ยังเศร้าใจ มีวันหนึ่งที่ผมเลิกเรียนกลับบ้าน มองเห็นพระอาทิตย์ตกดิน จึงตัดสินใจไปว่า “ผมจะกลับบ้านให้เร็วกว่าพระอาทิตย์” ผมเดินอย่างเร่งรีบ เมื่อยืนหอบตอนอยู่ในลานบ้าน ยังมองเห็นพระอาทิตย์เหลืออยู่ครึ่งใบ ผมดีใจจนกระโดดขึ้น วันนั้นผมชนะพระอาทิตย์แล้ว หลังจากนั้นผมมักจะเล่นเกมแบบนี้ บางครั้งวิ่งแข่งกับพระอาทิตย์ บางครั้งก็แข่งกับลมหนาว บางครั้งผมใช้เวลา 10 วัน ทำการบ้านตอนปิดเทอมเสร็จหมด ตอนนั้นผมอยู่ประถม 3 มักจะเอาการบ้านของพี่ชายซึ่งอยู่ประถม 5 มาทำเพิ่ม แต่ละครั้งที่แข่งชนะเวลา ผมมีความสุขจนไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร

ตลอดเวลา 20 ปีหลังจากนั้น เพราะผมทำแบบนี้จึงได้ประโยชน์มากมาย ถึงแม้ผมจะรู้ว่ามนุษย์เราไม่สามารถวิ่งเร็วเกินเวลาได้ แต่ก็สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกก้าว ถ้าหากออกแรงเพิ่มขึ้นอีก บางครั้งก็จะวิ่งได้เร็วกว่าเดิมอีกสองสามก้าว แม้ว่าอีกสองสามก้าวจะเป็นจำนวนเล็กน้อยมาก แต่ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ถ้าหากอนาคตผมอยากจะสอนอะไรให้กับลูก ผมจะบอกกับเขาว่า สมมติว่าลูกวิ่งแข่งกับเวลาไว้ตลอด ลูกจะประสบความสำเร็จ

หลายครั้งการนั่งอ่านแบบเรียนเด็กๆ ก็ทำให้เห็นผู้ใหญ่ ได้เห็นความต่างของวิธีคิดมากกว่าเรื่องซุบซิบสนุกสนาน

แน่นอนครับ ไม่ใช่ทุกบทเรียนจะสะท้อนว่าสังคมนั้นๆ เป็นเช่นไร จึงต้องยอมรับว่าการพลิกดูบทเรียนหลังจากได้สัมผัสคนจากประเทศนั้นๆ พอควรแล้วน่าจะได้ผลดีกว่า เพราะบางบทเรียนก็อยู่โดดๆ ลอยๆ อยู่ โดยไม่มีผลอะไรกับคนในชาติ เพราะเป็นอนาคตอันไกลโพ้นที่ผู้ใหญ่พยายามจินตนาการให้กับเด็กโดยไม่มีสภาพความเป็นจริงรองรับ

อาทิตย์แห่งวันเด็ก จึงขอนำบทเรียนเด็กจีนมาให้ดูกันว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และหวังว่าเด็กไทยจะเป็น “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” กันนะครับ

 

แบ็กแพ็กเกอร์ สองวัย สไตล์เลดี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409192

แบ็กแพ็กเกอร์ สองวัย สไตล์เลดี้

โดย…กองทรัพย์

เมื่อเดินทางกับคณะทัวร์แล้วไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวสองสาวต่างวัยจึงค้นหาวิธีการท่องเที่ยวของตัวเอง ซึ่งทั้งสองค้นพบว่าการแบ็กแพ็กคือวิธีการท่องเที่ยวที่ใช่ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

เดินทาง เติมแรงบันดาลใจ

จุดเริ่มต้นในการเดินทางของ มิ้น-รภัทร แก้วมีชัย ศิลปิน นักแต่งเพลง และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย เกิดจากการเดินทางเพื่อไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และนี่เองทำให้จุดประกายการเดินทางให้กับเธอ เรียกว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา เธอชีพจรลงเท้า หาเรื่องเดินทางได้ตลอดทีเดียว

“เหมือนพอเราได้เริ่มออกเดินทางแล้วมันสนุก ได้เปิดโลกใบใหม่ก็เลยติดใจเริ่มเดินทางแบบแบ็กแพ็กคนเดียวตั้งแต่เรียนปริญญาโทเรื่อยมาจนกระทั่งวันนี้ จะออกเดินทางครั้งละ 7-10 วัน ตามแต่เวลาและทุนทรัพย์อำนวย ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งให้อะไรเรากลับมาเยอะมาก เช่น การตัดสินใจแบ็กแพ็กไปอเมริกาเพราะสงสัยว่าเพราะอะไรคนถึงอยากไปประเทศนี้นักใครจะเชื่อว่าอเมริกาจะทำให้เราอยู่ได้นานถึง 6 เดือนจนวีซ่าหมด เราไปอยู่ไปทำงาน เดินดูงานศิลปะ ฟังเพลง ดูคอนเสิร์ตจนหมดข้อสงสัยว่าเพราะอะไรคนจากทุกมุมโลกถึงอยากมาที่นี่ และที่นั่นก็ทำให้เราได้แรงบันดาลใจและกลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง เหมือนได้ไปชาร์จแบตเพื่อที่จะมีเรี่ยวแรงทำงานต่อไป มิ้นว่าการเดินทางสำคัญและมีผลมากๆ”

มิ้น บอกว่า วิธีการท่องเที่ยวสไตล์สาวโสดก็คือ ต้องวางแผนให้ดี ดูประเทศที่จะไปว่ามีผู้คนเป็นแบบไหน เลือกโรงแรมที่เดินทางโดยขนส่งมวลชนสะดวก เพื่อความปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว และสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทางคนเดียวก็คือต้องระมัดระวังมิจฉาชีพ ซึ่งเธอมีคำแนะนำว่า “ต้องพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับคนในพื้นที่ เลือกเสื้อผ้าที่ไม่เด่นจนดูเป็นนักท่องเที่ยวชัดเจน ในกระเป๋าเดินทางมิ้นก็จะมีแต่เสื้อผ้าเยินๆ (หัวเราะ) เวลาเดินต้องมั่นใจ แม้ว่าเราจะหลงทางก็ต้องไม่กางแผนที่ในที่พลุกพล่าน ไม่ยกกล้องมาถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเข้าหาได้ง่าย เคยหลงแล้วต้องไปห้องน้ำเพื่อเปิดแผนที่ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นต้องศึกษาข้อมูล และวางแผนท่องเที่ยวแบบหลวมๆ ไว้เพื่อปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้”

 

การท่องเที่ยวของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แต่การท่องเที่ยวสไตล์มิ้น เธอเลือกวิธีการเดิน เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่เจาะจงสถานที่ว่าจะต้องเป็นแลนด์มาร์คหรือไม่ ร้านอาหารไม่ตามรีวิว แต่จะเก็บรายละเอียดจากตรอกซอยที่เดินผ่าน และสังเกตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ซึ่งทำให้เธอเข้าถึงเมืองนั้นๆ ด้วยสายตาของเธอเอง “ถามว่าไปแลนด์มาร์คไหมก็ไปเก็บมาเกือบครบนะคะ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ใช้เวลากับตรงนั้นมาก สถานที่ที่มิ้นให้เวลาบางครั้งจะเป็นสถานที่เล็กๆบางทีก็ไปดูสุสานสมัยสงคราม ไปนั่งอ่านประวัติเรื่องราวความเป็นมา ส่วนร้านอาหารเราชอบไปดูว่าคนท้องถิ่นเขากินอะไรกันแล้วก็ทดลองกิน ซึ่งร้านดังไปไหมก็ไปบ้างแต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องไป อีกอย่างหนึ่งคือเราชอบอ่านการ์ตูนก็เลยจะมีสถานที่พิเศษที่ต้องตามไปดู เช่น อยากไปกรีซมากเพราะว่าอยากไปดูมหาวิหารในการ์ตูน เป็นเหตุผลที่สนุกและท้าทายดีค่ะ (หัวเราะ)

“อย่างไรก็ตามเด็กสมัยใหม่ชอบทำสถิติว่าเที่ยวด้วยงบจำกัด เช่น ห้าพัน หนึ่งหมื่น มิ้นมองว่าจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่บางทีเราก็จะเที่ยวไม่สนุกเท่าที่ควร ในกรณีที่เราไปเที่ยวแล้วเกิดความสะดวกบางอย่าง ก็จ่ายไปเถอะไม่ต้องเน้นสถิติ เน้นประสบการณ์ที่เราได้รับดีกว่า”

การเดินทางสำหรับวัยนี้คือการหลุดออกไปจากกรอบสังคมเดิมที่เคยอยู่ ไปเจอผู้คนที่ไม่เคยพบ ได้เพื่อนใหม่ ได้ทำอะไรที่เราไม่เคยทำในบ้านเรา แค่เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็หัวใจลิงโลดแล้ว

 

เดินทาง อย่างอิสระไร้กังวล

วัยทำงานของ กาญจนา พันธุเตชะ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เธอไม่มีเวลาท่องเที่ยว แต่หลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อเดือน ก.ย. 2557 ในวัย 62 ปี เธอวางแผนท่องเที่ยวด้วยการแบ็กแพ็กหลังปลดเกษียณ โดยเริ่มต้นในอาเซียนก่อนคือ เมียนมาและมาเลเซีย และเที่ยวเมืองไทยบ้างตามโอกาสอำนวย ไปด้วยตัวคนเดียว

“วันที่บอกว่าจะออกไปแบ็กแพ็กคนเดียวเป็นวันที่หัวมันโล่ง ธรรมดาจะตึงเครียด พอเกษียณแล้วสมองโล่ง และเกิดคำถามว่าเราจะทำอะไร เป็นความรู้สึกที่เป็นอิสระและอยากเที่ยวเหมือนที่เราอยากเที่ยวมากกว่าไม่ได้มีความกังวลอะไรเลย ตอนทำงานอยู่ไม่มีเวลาในการจัดการตัวเอง อยากท่องเที่ยวก็ใช้เวลาพักร้อนครั้งละ 10 วัน เหมือนได้ไปชาร์จแบต แล้วกลับมาทำงานเหมือนคนทำงานทั่วไป ปีหนึ่งไปไกลๆ ปีละสองครั้ง”

 

“หลังจากเราเกษียณแต่พ่อบ้านก็ทำงานอยู่ ลูกชายก็เรียนจบทำงานแล้ว ปรากฏว่าเหลือเราคนเดียวที่อยู่บ้าน แต่เรายังไม่รู้สึกว่าเราแก่ เพราะเรายังมีแรงทำอะไรได้ตั้งเยอะ ไม่มีโรคประจำตัว การจะให้อยู่บ้านทานข้าว ดูโทรทัศน์ทุกวันก็เบื่อ ก็อยากออกไปเที่ยว เหมือนเราได้ไปทำงาน ก็เลยบอกกับที่บ้านว่าจะออกเดินทาง ซึ่งเราก็เริ่มจากในประเทศก่อนคือเชียงราย อ.เชียงของ ก็ทำการศึกษาข้อมูลก่อนเดินทาง ไปเที่ยวเมืองไทยก่อนทดลองว่าพอได้ไหมซึ่งจะสื่อสารกับลูกๆ ด้วยไลน์กลุ่ม แจ้งว่าแต่ละวันทำอะไรบ้าง ไปเที่ยวไหน ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขารู้ว่าแม่ไปได้ที่บ้านไม่เคยบ่น เราสื่อสารกันทุกครั้ง นี่เป็นการลดความเป็นห่วงของคนที่บ้าน”

การเดินทางแบบแบ็กแพ็กของคุณป้าวัย 62 ปี เกิดจากคำถามและประสบการณ์จากการท่องเที่ยวกับทัวร์ที่แทบไม่ได้รู้รายละเอียดและประวัติศาสตร์ของสถานที่แต่ละแห่งเลย “ถ้าเทียบกับเที่ยวแบบที่เคยไปคือไปกับทัวร์ลงจากรถก็ถ่ายรูป แต่ทำให้เรารู้สึกว่ามาแค่ถ่ายรูปเหรอ ดังนั้นเวลาเราไปคนเดียวเราจะศึกษาประวัติศาสตร์ ไปเที่ยวตามรอยหนังสือที่ชื่นชอบ เช่น ไปเมียนมาก็ตามรอยผู้ชนะสิบทิศ ไปเมืองสี่ป้อตามรอยหนังสือสิ้นแสงฉาน ไปเมืองมะละแหม่งตามรอยมะเมียะ ซึ่งเราพบว่ามีนักท่องเที่ยวสไตล์เดียวกับเราหลากวัยและจากทั่วทุกมุมโลกมาเที่ยวในลักษณะเดียวกัน ก็ได้เพื่อนใหม่กลับมา สนุกดี”

ความสุขของการเที่ยวคนเดียวคือ “ช่วงการทำงานเราไม่ได้มีโอกาสแบบนี้ เราได้เห็นวิถีชีวิต แม้ไม่สะดวกสบาย แต่รู้สึกอิ่มตาอิ่มใจ เราได้ใช้เวลากับสถานที่ที่เราสนใจมากเท่าที่จะอยู่ได้ ซึ่งไปกับทัวร์ก็ไม่ได้แบบนี้ เป็นความคล่องตัว ตัดสินใจได้เลย เที่ยวแบบนี้ต้องเป็นคนลุยๆ ซึ่งภาวะทางบ้านก็เป็นตัวเอื้อให้ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน ความฝันที่อยากไปที่สุดคือตั้งเป้าแค่เที่ยวเอเชียให้ครบก่อนค่อยไปยุโรป ไม่ต้องรอลูกให้พาไป ยิ่งเราสนใจเรื่องประวัติศาสตร์แล้วได้ไปแบบนี้ยิ่งสนุกไปใหญ่ เป็นความสุขในวัยหลังเกษียณถ้าไป เที่ยวแบบนี้อย่าคาดหวังอะไรล่วงหน้า ต้องศึกษาข้อมูล กินยังไงก็ได้ นอนยังไงก็ได้แต่ต้องปลอดภัย”

 

อิชย์นักล่าฝัน AF6 สองพ่อลูก…‘ศรีว่องไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409188

อิชย์นักล่าฝัน AF6 สองพ่อลูก...‘ศรีว่องไทย’

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2552 เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ตัดสินใจเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้กับตัวเอง ด้วยการสมัครเข้าคัดเลือกตัวเพื่อเป็นนักล่าฝัน AF6  และเขาก็ทำได้ด้วยการติด 1 ใน 12 คนของ AF6

แต่วันนี้ผ่านมาได้เกือบ 10 ปีแล้ว “อิชย์ศรี ว่องไทย” หรือ V12 จาก AF6 ก็ได้เติบใหญ่ และตามหาฝันของตัวเองอีกครั้งในบทบาทหน้าที่การงานใหม่ โดยยังคงมีพ่อ-แม่และครอบครัวให้การสนับสนุนเหมือนเช่นเคย

อิชย์ เล่าย้อนเวลาให้ฟังว่า ตอนที่ได้เข้าไปอยู่บ้าน AF6 นั้น ตัวเขาอยู่ได้เพียง4 สัปดาห์ ก็ต้องออกมา โดยออกเป็นคนที่ 3 จาก 12 คน ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีผลงานเพลงบ้าง

แต่ช่วงหลังงานหลักๆ คือ การเป็นพิธีกรข่าวบันเทิงให้กับทรูวิชั่นส์ และตามงานกิจกรรมต่างๆ พอทำงานไปได้ประมาณ3 ปี ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท MBAที่สหรัฐอเมริกา

พอไปเรียนปริญญาโทจบกลับมาก็ยังเหลือสัญญากับทรูปีกว่า ก็ยังรับงานอยู่ แต่พอทางบ้านเริ่มต้นหันมาทำธุรกิจทัวร์ ผมก็เข้ามารับหน้าที่บริหาร ซึ่งที่ผ่านมาคุณแม่เป็นคนชอบเที่ยวกับเพื่อนๆ ผ่านบริษัททัวร์อยู่แล้ว

เมื่อมีเพื่อนคุณพ่อคุณแม่มาชวนร่วมลงทุนให้ตั้งบริษัททัวร์ขึ้นมาทำเอง ทั้งคุณพ่อคุณแม่จึงเห็นว่าผมน่าจะทำได้ จึงเกิดบริษัท ดาราเดลี่ทัวร์ ขึ้นมา และมอบความไว้วางใจให้ผมมาเป็นผู้บริหาร

 

สำหรับพ่อ ครอบครัวต้องมาก่อน

อิชย์ กล่าวถึงคุณพ่อว่า ช่วงเด็กๆ กลัวคุณพ่อ เพราะคุณพ่อดุซึ่งช่วงนั้นคุณพ่อก็อยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นผู้หารายได้หลักให้ครอบครัว ขณะที่ตัวผมเองก็ทำกิจกรรมและซ้อมว่ายน้ำเป็นประจำ เพราะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ

พอช่วงที่ไปเรียนปริญญาตรีที่สหรัฐ ผมกลับมีโอกาสคุยกับคุณพ่อมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อเป็นคนที่สอนอะไรให้ผมมาก เพราะผมต้องไปอยู่ที่สหรัฐคนเดียว

คุณพ่อก็เล่าว่า ตัวคุณพ่อมาจากชุมพร เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ต้องมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่กรุงเทพฯ ต้องรู้จักชีวิต ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะคุณพ่อเองก็มีน้องหลายคน

คุณพ่อผมจะไม่ได้สอนให้ซ้ายหันหรือขวาหัน แบบนั้นควรทำหรือไม่ควรทำ แต่จะสอนให้ผมคิดเอง ทำอะไรไปแล้วจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

ซึ่งจากประสบการณ์ทำให้ผมเข้าใจคุณพ่อมากขึ้น รู้สึกดีมากขึ้น เหมือนกับยิ่งโตขึ้นก็คุยกันได้เข้าใจกันมากขึ้น เหมือนคลิกกันได้ ลงตัวกันพอดี เลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น

“คุณพ่อเป็นคนรักครอบครัว เลือกครอบครัวเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นคุณพ่อก็จะเลือกครอบครัวมาก่อนเสมอ ผมถึงนับถือใจท่านตรงนี้  มันเป็นรากฐานของคนที่ต้องรักษาครอบครัวตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งผมก็เห็นคุณพ่อเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เด็กท่านทำได้ดีทั้งเรื่องของงานและครอบครัว เพราะผมเองก็เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาแล้ว แต่ในเรื่องของครอบครัวเขากลับมีปัญหา” อิชย์ กล่าวถึงพ่อด้วยความภูมิใจ

อิชย์ กล่าวต่ออีกว่า ในวัยเด็กผมอาจจะคิดมากและกลัวคุณพ่อไปเอง แต่พอผมโตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไป ก็ยิ่งเห็นสิ่งดีๆ ที่คุณพ่อทำไว้มากมาย

อย่างตอนที่ไปเรียนปริญญาตรีที่สหรัฐ คุณพ่อจะให้ไปตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมปลายแล้ว แต่ผมยังลังเลอยู่ ขณะที่คุณพ่อเห็นว่าถึงเวลาที่ผมจะไปใช้ชีวิตตัวเองได้แล้ว อะไรที่ยังไม่เคยเจอก็จะได้เจอ ซึ่งคุณพ่อก็เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้ฟัง

และในที่สุดผมก็ตกลงไปเรียนที่สหรัฐ ซึ่งการไปเรียนต่างประเทศด้วยตัวเองนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือต้องมีความรับผิดชอบตัวเอง

คุณพ่อก็บอกอยู่เสมอว่า อย่าลืมทำหน้าที่ของตัวเอง ลูกไปเรียนเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งในที่สุดผมก็ทำได้ ทำให้ครอบครัวภูมิใจมากจนถึงวันนี้

 

อิชย์ เป็นความภูมิใจของครอบครัว

สำหรับ “อรัญ ศรีว่องไทย” คุณพ่อของอิชย์ ถือได้ว่าเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท มิตรแท้ประกันภัย

อรัญ กล่าวว่า อิชย์เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบและมั่นใจในตัวเองสูง จึงทำให้มีโลกส่วนตัวสูง เพราะถูกเลี้ยงมาให้ช่วยเหลือตัวเองตลอด

อย่างตอนไปเรียนหนังสือที่สหรัฐ ก็ไปอยู่ตัวคนเดียว พ่อให้เฉพาะค่าใช้จ่ายในการเรียนหนังสือเท่านั้น ส่วนถ้าลูกอยากจะเที่ยวก็ต้องหางานพิเศษทำเอง ซึ่งเขาก็ทำงานและร้องเพลงที่ร้านอาหารไทยที่สหรัฐควบคู่กับเรียนไปด้วย

พอเรียนจบกลับมาที่ไทยและทำงานที่แบงก์กรุงเทพได้7 เดือน เขาก็ตัดสินใจไปหาประสบการณ์กับเส้นทางชีวิตอีกทางหนึ่ง ด้วยการสมัครประกวด AF

จนมาถึงทุกวันนี้ เขาก็เลือกมาทำธุรกิจท่องเที่ยวให้กับครอบครัว ในฐานะที่มีหุ้นส่วนอยู่ และวันนี้เขาน่าจะเจอกับทางเดินของตัวเองในการทำงานแล้ว

“อิชย์เป็นคนรับผิดชอบตัวเอง ตอนเด็กๆ เขาก็เป็นคนอ่อมน้อมถ่อมตนและกระตือรือร้นชอบช่วยเหลือคนอื่น อย่างตอนที่ไปส่งเขาที่โรงเรียน ถ้าเขาเห็นคุณครูถือของอยู่เขาก็จะรีบเข้าไปช่วยถือ ซึ่งผมก็ถามเขาว่าครูคนนี้สอนวิชาอะไร เขาบอกว่า ครูคนนั้นไม่ได้สอนเขา แต่เป็นหน้าที่นักเรียนอยู่แล้วที่ต้องช่วยเหลือครู” อรัญ กล่าว

อรัญ กล่าวว่า สิ่งที่เขาปฏิบัติที่โรงเรียนบวกกับผลการเรียนของเขาและความเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ทำให้เขาได้เป็นนักเรียนยอดเยี่ยมของโรงเรียน ทำให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเขามาก

และก่อนที่เขาจะไปเรียนต่อที่สหรัฐ ผมก็บอกให้เขาลองไปสอบเอนทรานซ์ในไทยให้ได้ก่อน เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง และในที่สุดเขาก็ทำได้ มีรายชื่อสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงแต่ไม่ได้ไปรายงานตัว เพื่อจะได้ไม่เป็นการไปตัดสิทธิคนอื่น

นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่อิชย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ได้เห็นการเติบโตและพัฒนาการของชีวิตเขามาตลอด และเป็นสิ่งที่พ่ออย่างผมภูมิใจมาก มั่นใจว่าลูกคนนี้ไม่เดินทางผิดแน่นอน

 

โต๊ะทำงานมุมโปรดของ ‘จรีพร จารุกรสกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409186

โต๊ะทำงานมุมโปรดของ ‘จรีพร จารุกรสกุล’

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ในวัย 48 ปี เธอก้าวขึ้นเป็นผู้นำและเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรแห่งนี้ หลังจากได้เริ่มทำงานใน WHA มาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเธอเริ่มเข้าสู่การทำงานตั้งแต่ระดับจัดการทั่วไป หรือทำงานตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้

“WHA คือ ธุรกิจที่ได้ก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยเพียงคิดว่าอยากทำธุรกิจ แต่การจะทำธุรกิจแบบทั่วๆ ไปก็คงจะเป็นเรื่องยากและลำบากที่จะเข้าไป เพราะมีแบรนด์ดังๆ และมีผู้อยู่ในตลาดมาก่อนแล้ว และจะต้องใช้เวลานานจึงคิดที่จะทำธุรกิจใหม่ๆ จึงคิดถึงเรื่องโลจิสติกส์ เพราะจะเป็นธุรกิจที่สำคัญกับทุกๆ ธุรกิจ และจะโตไม่มีวันหยุด ซึ่งมาถึงวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ธุรกิจที่ทำมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกอย่างมากมาย”

จรีพร บอกว่า ทุกสิ่งที่ทำเป็นเรื่องท้าทาย เป็นโอกาส และการที่ WHA มีความชัดเจนว่าจะไม่เป็นคู่แข่งกับใคร แต่พร้อมที่จะรับและเป็นพันธมิตรกับทุกๆ คนที่เห็นว่า WHA สามารถเป็นคู่และเป็นพันธมิตรเดินร่วมไปกันได้ และด้วยการเปิดรับอย่างนี้เองทำให้การเติบโตของ WHA ในอนาคตข้างหน้ายังมีอีกมากมาย และเป็นฝันอันยิ่งใหญ่ของผู้บริหารหญิงแกร่งอย่างเธอที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า อนาคตเธออยากเห็น WHA เป็นบริษัทในระดับโลก

มุมโปรดของเธอคือ ทุกๆ ที่ที่เธอได้ทำงาน ไม่ว่าจะทำงานที่โต๊ะทำงาน หรือการออกไปทำงานในไซต์งาน ทุกๆ ที่คือสถานที่ที่เธอได้ทำงาน หรือง่ายๆ คือจะมีสมาธิและมีความคิดใหม่ๆขึ้นมาทันทีที่ได้ทำงานเพราะทุกๆ งานที่ทำจะตั้งใจและมีสมาธิมาก เมื่อทำไปก็จะมีความคิดเกิดขึ้นต่อมาอีกการทำงานคือ มุมที่ดีและมุมที่ทำให้มีความคิดในการต่อยอดธุรกิจออกไปได้นั่นเอง

 

“พี่จะมีสมาธิมากในการทำงานและจะตั้งใจมาก ซึ่งเมื่อมีสมาธิในงาน ก็จะมีความคิดและมีไอเดียต่อๆ ขึ้นมาอีก และในการทำงานเวลาลูกน้องเข้ามานำเสนองาน หรือเมื่อมีการทำงานระหว่างกันนั้นพี่จะให้เต็มที่และทุกคนต้องตั้งใจ เพราะหากไม่เข้าใจพี่ก็จะเปิดโอกาสให้ถามได้ แต่ห้ามถามเกิน 3 ครั้งเพราะถ้าหากเกินก็เท่ากับว่าความคิดรับกันไม่ทัน”

จรีพร บอกว่า เวลาทำงานไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว คือต่อสู้ด้วยตัวเองมาตลอด สู้ด้วยผลงาน และไม่คิดว่าเป็นคนเก่ง แต่จะทำมากกว่าคนอื่น และพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา คิดเสมอว่าในการทำงานต้องวัดกันที่ผลงานไม่ใช่ว่าเป็นลูกใคร ตระกูลไหนเข้ามาเช่นกันลูกหลานถ้าคิดว่าเก่งก็เข้ามาทำงาน แต่ถ้าไม่เก่ง ก็ไปเป็นผู้ถือหุ้น เพราะองค์กรแห่งนี้ยังถือว่าเป็นองค์กรที่ยังมีหนุ่มสาวทุกคนที่พร้อมจะเรียนรู้และก้าวเติบโตไปด้วยกัน

แม้งานจะเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบและงานจะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีสมาธิ มีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นแต่ก็ใช่ว่าชีวิตเธอจะมีแต่งานๆๆ เท่านั้น เพราะ  “จรีพร” เธอยังชื่นชอบในการออกกำลังกายมากซึ่งเวลาที่เธอใช้ในการออกกำลังกาย คือช่วงว่าง วันเสาร์-อาทิตย์ ที่จะเรียกเทรนเนอร์มาสอนชกมวยที่บ้าน ซึ่งในแต่ละวันจะเรียนชกมวยประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนชกมวยก็จะวิ่งๆ รอบๆ หมู่บ้าน  และในการชกมวยนั้นจะชก 8 ยก และหลังจากนั้นก็จะซิตอัพ 200 ครั้ง  เมื่อชีวิตได้มีเวลาในการพักด้วยการออกกำลังกาย เธอบอกว่าเธอมีความสุขมาก และทุกวันนี้สามารถทำงานได้ 7 วันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

ชีวิต  “จรีพร”  ถือว่าน่าติดตามยิ่งนัก และเมื่อเจอเธอก็อย่าได้แปลกใจที่ในวัย 48 ปี เธอยังสดใสแข็งแกร่ง และขอให้ฝันที่จะผลักดัน WHA เป็นบริษัทระดับโลกคงไม่ไกลเกินไปสำหรับเธอ

 

‘ปรีดิ์ หวังเจริญ’ หนุ่มไอที เทคโนโลยีสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409179

‘ปรีดิ์ หวังเจริญ’ หนุ่มไอที เทคโนโลยีสร้างสรรค์

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

“ปรีดิ์ หวังเจริญ” หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง วัย28 ปี ผู้คิดค้น และพัฒนา “Autistic Application” แอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก ลูกชาย บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารทหารไทย

ชายหนุ่มโชคดีที่หลังจากจบปริญญาโทมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐ ปี 2554 ก็ได้ทำงานที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในส่วนงานของ“โมบายแอพพลิเคชั่น” ที่ขึ้นตรงกับผู้บริหารโดยตรง

“ตอนนั้นผมเรียนจบมาใหม่ๆ อายุ 22 ปี ถือว่าเป็นเด็กที่สุดในทีม และเป็นคนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ในทีมจะเป็นโปรแกรมเมอร์อายุ 30-40 ปีทำให้ผมต้องใช้เวลาการปรับตัว ทั้งด้านการทำงานและทัศนคติ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในทีม” ปรีดิ์เล่า

 

โจทย์การทำโมบายแอพพลิเคชั่นที่ “ทรู” ให้มานั้นค่อนข้างยาก คือ “ทำแอพอะไรก็ได้ แต่ต้องให้มีผลกระทบ” ซึ่งทรูพร้อมให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและทีมงานเต็มที่

ปรีดิ์คิดว่าถ้าทำแอพพลิเคชั่นในเชิงธุรกิจ แม้ว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจแอพพลิเคชั่นมีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ก็คิดว่าควรที่จะเน้นว่า “ทรู” เป็นองค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ก็ควรจะทำแอพที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรจะดีกว่า จึงทำโครงการหรือแอพที่ตอบแทนสังคม (ซีเอสอาร์) ที่อาจจะช่วยภาพลักษณ์องค์กรได้มากกว่า

เขาเริ่มสนใจแนวคิดโครงการแอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก ซึ่งขณะนั้นที่ประเทศสหรัฐมีโครงการนี้อยู่แล้ว ที่ให้เด็กออทิสติกได้เรียนรู้ผ่านแท็บเล็ต แต่ที่ไทยยังไม่มีโครงการนี้ จึงได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ขึ้นมา และได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร รวมถึงมูลนิธิต่างๆ เกี่ยวกับเด็กออทิสติก

แม้ว่าโครงการนี้เริ่มต้นเป็นโครงการเล็กๆ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดทั่วโลก 5 แสน เป็นอันดับ 1 ของแอพ 10 ประเทศทั่วโลก และได้รางวัลนวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่สวิตเซอร์แลนด์

โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปรีดิ์ได้เรียนรู้… ว่าจริงๆ สิ่งที่มี “ความสุขมาก” ที่มากกว่าคือการได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ ไม่ได้แค่ “แอพ” เท่านั้นแต่เป็นการสร้างสรรค์แอพ หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นและช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างประจำวันของเด็กออทิสติกได้ เนื่องจากเด็กออทิสติกจะขาดทักษะ 9 ด้าน ทำให้ไม่เหมือนคนปกติ เช่น สมาธิสั้น กล้ามเนื้ออ่อนแอ เป็นต้น โดยสื่อการเรียนสอนที่เป็นกระดาษไม่สามารถที่จะตอบโจทย์เด็กออสทิสติกได้

 

“สื่อการเรียนการสอนเด็กออทิสติกในสหรัฐจะใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนเป็นสื่อ เพราะมีความเคลื่อนไหว ทั้งภาพมีเสียง ซึ่งสามารถดึงดูดเด็กให้สนใจเรียนรู้ได้นานขึ้น และได้พัฒนาทักษะได้เร็วขึ้น ซึ่งการที่จะพัฒนาสื่อการเรียนและการฝึกทักษะให้เด็กออทิสติก ถ้าทำในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจะยุ่งยากมากกว่าการทำเป็นแอพพลิเคชั่นผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งจะมีการใช้งานได้สะดวกกว่า”

ปัจจุบันไทยมีเด็กออทิสติกประมาณ 3.7แสนคนหรือ 1 ต่อ 125 คน ซึ่งเด็กหลายคนที่เรียนรู้ค่อนข้างช้า ผู้ปกครองจะต้องพาไปหาทำกิจกรรมบำบัดทุกสัปดาห์ แต่เมื่อมีสื่อการเรียนการสอนผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถที่จะสอนลูกได้ทุกที่ทุกเวลา และเห็นผลแล้วว่าเด็กมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก เริ่มแรกได้ทำ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก Daily Tasks สอนกิจวัตรประจำวัน เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ สระผมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะความมั่นใจ ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการลอกเลียนแบบ

ส่วนที่ 2 Trace & Share สอนทักษะการลากเส้น ส่งเสริมให้รู้จักการรอคอยและการแบ่งปัน เพื่อช่วยในการพัฒนาทักษะด้านวิชาการและการเข้าสังคม

และส่วนที่ 3 ด้าน Communication สอนการสื่อสาร และออกเสียงโดยใช้สมุดภาพ สามารถเพิ่มภาพที่ต้องการเข้าไปได้ ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะด้านภาษาและการสื่อสารกับบุคคลอื่น

แม้ว่า “ปรีดิ์” ลาออกจากทรูแล้วแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการแอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก และมีความภูมิใจที่ทีมงานของทรูได้มีการพัฒนาต่อยอดโครงการนี้

“แอพนี้ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น และพยายามแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 3 ภาษาคือ อังกฤษ จีน อาหรับ โรงเรียนก็นำแอพนี้มาใช้ในการเรียนการสอน และผมก็หวังว่าแอพนี้จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็ก อย่างน้อยมีทักษะ การใช้ชีวิตในประจำวันได้ และก็ภูมิใจที่มีชาวต่างชาติเขียนอีเมลมาขอบคุณที่ทรูทำแอพพลิเคชั่นนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งในต่างประเทศจะต้องเสียเงินดาวน์โหลด 30-40 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,200 บาท”

ปัจจุบัน “ปรีดิ์” ได้เริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยการเป็น “สตาร์ทอัพ”ที่เพิ่งเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Shobshop สู่ตลาดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2558  ภายใต้แนวคิด “เพื่อนช่วยช็อป” รวบรวมโปรโมชั่นของห้างสรรพสินค้าและสินค้าแบรนด์ต่างๆ

ทั้งนี้ ให้โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านระบบไอโอเอส ก่อนจะขยายไประบบแอนดรอยด์ต่อไป ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดตัวไม่นาน แต่เป็นแอพพลิเคชั่นในกลุ่มช็อปปิ้งที่มียอดดาวน์โหลดติดลำดับ 1 ใน 10 ของแอพสโตร์

ปรีดิ์ เล่าว่า สตาร์ทอัพในไทยเองเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันสูงมาก เพราะว่านอกจากในองค์กรของภาครัฐและเอกชนในไทยก็เริ่มมีการให้การสนับสนุน “สตาร์ทอัพ” แม้แต่ในต่างประเทศทีที่เงินทุนหนา เช่น สิงคโปร์ ก็สนใจที่จะเข้ามาสนับสนุนและลงทุนในสตาร์ทอัพ

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของสตาร์ทอัพที่จะทำให้เกิดความประสบความสำเร็จได้ คือ “คน” ที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า รวมถึงการสร้าง “จุดเด่น” จึงสามารถอยู่ในตลาดที่มีความแข่งขันสูงได้

“ปรีดิ์” บอกว่า ความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นให้ชีวิต …ผมโชคดีที่ได้เริ่มจากโครงการกับทรู อย่างน้อยได้เป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยพัฒนาด้านทักษะให้กับเด็กออทิสติก และส่งไม้ต่อให้ทีมงานพัฒนาต่อและการเริ่มก้าวมาสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ยังมีความ “ท้าทาย” อีกมาก

 

ฝันให้ไกล ไปให้ถึง บทเรียนสู้ชีวิตกว่าจะถึงวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409178

ฝันให้ไกล ไปให้ถึง บทเรียนสู้ชีวิตกว่าจะถึงวันนี้

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

เริ่มปีใหม่ได้โอกาสสร้าง “แรงบันดาลใจ” ในการทำงาน ให้ชีวิตเดินหน้าต่อ หลังเจออุปสรรคในช่วงปีที่ผ่านมา

บทเรียนการสู้ชีวิตของหลายคนช่วยเตือนสติ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์ให้กับคนอีกหลายล้านคน เพื่อนำพา “ความฝัน” แม้จะดูไกล แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายและไม่ขวนขวาย อดทน ก็ไม่มีทางไปถึง

@weekly รวบรวมแง่คิดชีวิตของ 3 คนดัง เพื่อเป็นพลังคิดบวกให้กับท่านผู้อ่านในการเริ่มชีวิตใหม่ในปีวอกนี้

‘คิดบวก’ มองข้อดีมากกว่าหาข้อเสีย

ตูน บอดี้สแลม ร็อกเกอร์หนุ่มชื่อดังแห่งยุค ผู้มากความสามารถและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ ได้เล่าการต่อสู้กับอุปสรรคในงานไฟว์เฟส จัดโดย สต็อคทูมอร์โรว์ เมื่อไม่นานมานี้

“การเดินมาถึงจุดนี้ว่ายากแล้ว การรักษาความสำเร็จที่ผ่านมาให้ยืนยาวต่อไป กลับยากยิ่งกว่า” ตูน สรุป

ตูน ย้อนอดีตวันวานก่อนจะมาเป็น “ตูน บอดี้สแลม” ว่าไม่มีใครรู้หรอกว่า จริงๆ แล้วกว่าคนวงการบันเทิงจะมาสร้างความบันเทิงได้ต้องทำอะไรเยอะมาก

 

“ความตั้งใจแรกขอแค่อยากจะบันเทิงตัวเองก่อน อยากทำเพลง หรืออยากจะทำอัลบั้มสักอัลบั้มหนึ่ง ก็มีความสุข และบันเทิงให้กับตัวเองแล้ว เรียกว่าร้องเยียวยา สนองความต้องการตัวเองก่อน แต่สุดท้ายเรื่องราวของเรากลับไปกระทบกับคนฟัง มันจึงเดินทางไปให้ความสุขกับทุกคนด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่ตอนแรก”

ถ้าย้อนไปไกลอีกสักนิด ในช่วงเรียนมัธยม ตูน เล่าว่า ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ชื่อวงละอ่อน ประกวดฮอตเวฟ ได้ทำอัลบั้ม ตอนนั้นงานหลัก คือ การเรียน ประกวด เดินทางไปเจอดีเจที่ชื่นชอบ เป็นกิจกรรมเสริมที่ดีมาก แต่พอสอบเข้านิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ จึงขอออกจากวง

ตูน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้อะไรหลายอย่าง ได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ มีสอบกลางเทอม มีการบ้านให้ทำ เรียนรู้ที่จะอยู่ในกฎระเบียบ หลายคนบอกว่าอยากจะออกนอกกรอบ คิดนอกกรอบ แต่คนที่พูดหลายคนกลับยังไม่รู้เลยว่าในกรอบมีอะไรบ้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านอกกรอบเป็นเช่นไร สิ่งที่คิดบางทีก็มีอยู่ในกรอบ แต่เราไม่รู้ การเรียนตามระบบในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นการเรียนรู้เรื่องในกรอบให้ถ่องแท้ เวลาจะคิดนอกกรอบ จะได้รู้ว่าสิ่งที่คิดได้ออกนอกกรอบแล้วหรือไม่ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าโลกนี้มันมีอะไร

“ผมโชคดีที่ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เรียนจนจบ ทั้งที่ผมชอบดนตรีมาก บ้านผมอยู่สุพรรณฯ พ่อแม่ต้องหาเงินส่งให้เรียน ผมอาจจะคิดถึงที่บ้าน รู้สึกว่าที่บ้านลำบากมาก ผมจึงต้องประคับประคองความฝันกับความจริงให้ได้”

ตูน เรียนนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเรียนก็ทำเพลงไปด้วย เป็นเด็กนิติฯ คนเดียวที่ผมยาวมาก จากสาขาที่เรียน มีหลายเส้นทางที่เลือกไปได้ แต่ด้วยความที่ชอบร้องเพลงมากกว่า ตอนเรียนจบเขาจึงพูดกับแม่ในวันรับปริญญาว่า “ทำให้แล้วนะ” ซึ่งระหว่างที่เรียนก็ทำเพลงไปด้วย แล้วก็ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด คือ ร้องเพลง หรือเป็นนักกฎหมาย หรือทำงานออฟฟิศ จึงขอเวลาสักระยะในการทำสิ่งที่ดีสุดในชีวิต เพื่อทำอัลบั้มแรกให้เสร็จ

ตูน เล่าว่า หลังเรียนจบได้มาทำเพลงเต็มตัว และเลิกขอเงินที่บ้าน เพราะตั้งใจแล้วว่าเมื่อได้ปริญญาแล้วก็คือที่สุดทุกอย่าง แล้วก็ไปร้องเพลงกลางคืน ประมาณ 15 ปีที่แล้ว มีรายได้คืนละ 400 บาท ตอนนั้นรถเมล์สีแดง 3.50 บาท

“ผมร้องเพลงแถวประชาชื่น เกือบจะสุดแจ้งวัฒนะขึ้นรถเมล์ไปทุกวัน แล้วก็เดินจากหน้าเดอะมอลล์ไปที่ร้องเพลงราว 3 กม. ตรงนั้นไม่มีรถเมล์ แม้จะมีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง​ แต่ด้วยความไม่มีเงิน ก็ต้องเดิน เดินไป ฟังเพลงไปคำนวณเวลาใช้เวลาไม่นานก็ถึง ใช้ชีวิตแบบนี้ 2 ปี”

กับคำถามที่ว่า จากวันที่เริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ วันที่ก้าวมาเป็น “ตูน บอดี้สแลม” เต็มตัว มันชนเพดานตัวเองแล้วหรือยัง ตูน ตอบว่า หลายคนอาจวัดความสำเร็จของเราจากวันนี้ แต่ส่วนตัวกลับชอบวัดความสำเร็จคนตอนที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

“สมมติผมออกเพลงมา 6 อัลบั้ม ตอนนี้อายุแค่ 36-37 ปีถ้าผมต้องอยู่ถึง 70 ปี นั่นหมายความว่าผมมีเวลาอีกครึ่งหนึ่งในการใช้ชีวิต ถ้าผมคิดว่าผมประสบความสำเร็จไปแล้ว เหงาเลย ชีวิตจะทำอะไรต่อจากนี้ ถ้าผมประมาทกับชีวิต ถ้าผมไปติดยา สมมติผมเป็นแบบนี้ตอนอายุ 40 ปี หลังจากนี้ไม่ทำเพลง ติดยา ติดการพนัน เสียผู้ใหญ่ ผมว่าไม่ใช่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายผมไปเจอสมการที่สำคัญ คือ ไม่ว่าจะทำอะไรต้องสนุก ต้องมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร”

ตูน บอกว่า หากจะเดินออกจากวงการนี้เพราะมีครบทุกอย่างแล้ว ก็ง่ายมาก แต่ถ้าออกไป ก็ต้องถามตัวเองว่า นี่คืออาชีพในฝันไม่ใช่เหรอ ทำไมยอมแพ้กับอะไรก็ไม่รู้ที่เข้ามาระหว่างวัน ที่สุดจำเป็นต้องยอมรับว่ามันเป็นงานประจำ เพื่อแสดงให้ตัวเราเห็นว่าเรามีคุณค่าแค่ไหน

“ผมคิดว่าเราต้องหาข้อดีของมันมากกว่ามองแต่ข้อเสีย บางทีมันอาจจะเป็นเพียงนิดเดียว พยายามอยู่กับมันเคยมีโมเมนต์นี้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อยากพักยาวๆ แต่พอคิดถึงรอยยิ้ม แฟนเพลงที่นั่งวีลแชร์มาดู มันเป็นกำลังใจที่ดีมาก เขาเสียเงิน เขามานั่งรอ ลำบากแค่ไหน เรามีรถมาส่ง มีห้องแอร์ให้นั่ง พอเราเจอแฟนเพลง สุดท้ายไม่คิดเรื่องตัวเองเลย”

สำหรับตูน “ความฝัน” ในอดีตได้กลายเป็น “งานประจำ” ไปแล้ว แต่เป็นงานที่ไม่ใช่การตอกบัตร เพียงแต่ต้องมีความรับผิดชอบและใส่ความสนุกเข้าไป ตูน ขยายความว่าความสนุกระหว่างวันไม่ต้องจดจ้องอยู่กับสิ่งที่ทำ อาจจะหาอย่างอื่นทำไปด้วย อย่างสิ่งที่เขาทำ คือ เล่นไตรกีฬา

“วงจรชีวิตของผม ทำอัลบั้มใช้เวลา 1 ปี ในการใช้สมอง คิดเพลง ซ้อม เข้าห้องอัด ใช้สมองเต็มที่ หลังจาก 1 ปี ก็ทัวร์ อีก 2-3 ปี ใช้แรงเป็นหลัก ไม่ได้ใช้สมองหนัก เวลาว่างเยอะ ก็อยากจะหาสิ่งที่ท้าทาย ก็ออกไปเล่นกีฬา ทุกวันนี้ผมยังทำทุกอย่างปกติ กินข้าวข้างทาง กินก๋วยเตี๋ยวที่เคยไปกิน ไปเดินห้าง ไม่ได้คิดว่าต้องหลบ ไม่ได้ทำผิด สุดท้ายก็แค่ทำตัวให้พร้อมในการออกจากบ้านในแต่ละวัน ถ้ามีคนมาถ่ายรูป ก็คิดว่าเราทำให้เขายิ้มได้ ถ่ายแค่รูปเดียวก็ทำให้เขายิ้มได้แล้ว มันเจ๋งมาก เปลี่ยนวันที่ไม่ดีของเขาให้เป็นวันดีๆ ได้ เราทำเพลงให้ทุกคนชอบ ทำเพลงให้ทุกคนได้ยิน ทุกคนชอบเพลง ทุกคนมาดูคอนเสิร์ต ทุกคนเห็นเราชอบเรา พอเขาชอบเรา เขาเข้ามาหาเราด้วยความชอบ เราจะเดินหนี เราปลอมตัว มันผิด”

 

ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้มาถึงวันนี้ ตูน เล่าว่า มีคนช่วยงานอยู่ข้างหลังเยอะมาก ลำพังตัวเองคนเดียวไม่มีทางจะมาถึงวันนี้ได้ ตลอดทางนับจากค่ายแรก ออกอัลบั้ม พี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ พาเรามาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ให้โอกาสได้ทำอัลบั้ม ไม่ได้เรียนดนตรี แต่ยังกล้าให้ทำ เลยเถิดมาถึงบอดี้สแลมที่ตอนแรกคนไม่เข้าใจ จนทุกวันนี้ไม่มีคำถามแล้วว่าบอดี้สแลมหมายถึงอะไร

“ตอนนั้นมีชื่อวงยากๆ ทั้งไทรอัมพ์ส คิงดอม แต่ทุกคนเวลาเห็นพี่โบ พี่จ๊อยก็จำได้ บอดี้สแลม ก็น่าจะจำได้เพราะสุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเพลงมากกว่า ตัวชื่อก็แค่ตรา เพลงนี้เป็นของวงนี้ ซึ่งที่มาของคำว่า บอดี้สแลม มาจากตอนเด็กๆ ชอบดูมวยปล้ำ บอดี้สแลมเป็นชื่อท่าหนึ่ง ท่าจับตัวแล้วทุ่มลงไปอย่างรุนแรง ก็ชอบ บอดี้ แปลว่า ตัว, สแลม แปลว่า เหวี่ยงอย่างรุนแรง แปลแบบไทยๆ ก็ทุ่มตัวเอง เหวี่ยงตัวเองอย่างรุนแรงกับสิ่งที่เรารัก เวลาจะทำอะไรก็ทุ่มไปทั้งตัวทั้งใจ”

อีกหนึ่งที่ตูนขอพูดถึง คือ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หรือ อากู๋ ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ผับแล้วโยกคอ ประมาณเพลงที่ 4 อยู่ๆ ก็กึกเลย ปวดมากจนต้องนอนร้องเพลงกับพื้น ตอนนั้นคนดูรู้สึกว่าเป็นอารมณ์ ก็พยายามฝืนเล่น 14-15 เพลง ก็ทำจนจบโชว์ ทุกเพลงที่ร้อง ชาที่มือ จนถึงเท้า ตอนนั้นก็ไม่รู้เป็นอะไร เสร็จคอนเสิร์ตแล้วรู้สึกว่าต้องไปโรงพยาบาลเลยนอนรอ

“สรุปว่าเป็นเข่าปลิ้น ซึ่งเกิดจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมาโยกคออย่างรุนแรง กระโดดลงจากเวที กระแทก ส่งผลให้กระดูกทับเส้นประสาท ทับไขสันหลัง ตอนนั้นชีวิตเครียดมาก ทำอะไรไม่ได้เลย ถ้านิดเดียว เป็นอัมพาตตั้งแต่คอไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนเลย และต่อจากนั้นก็เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ที่สุด 6 หมื่นกว่าคน ตั๋วก็ขายหมดแล้ว แต่อาการไม่ดีเลย อยากขึ้นไปให้เต็มที่ ไม่อยากขึ้นไปแล้วทำอะไรไม่ได้ตอนนั้นคิดจะไปต่อหรือจะยกเลิก”

ตูน เล่าต่อว่า ในระหว่างที่ตัดสินใจ คุณไพบูลย์โทรมาบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าบริษัทจะขาดทุน ให้ตัดสินใจเลยว่าจะไปต่อ หรือจะพักไว้ก่อน แล้วเขาก็สอนว่า ชีวิตก็เหมือนเลข 1 จะต่อท้ายเลข 0 เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าดูแลเลข 1 ไม่ดี 0ที่มีต่อมาอีกกี่ตัวก็ไม่มีค่า ฟังแล้วประทับใจมาก สุดท้ายก็ทำต่อ ขึ้นคอนเสิร์ต เพราะเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าต้องทำ แต่ก็ขอบคุณที่คุณไพบูลย์มาให้ข้อคิด

ในด้านการบริหารจัดการเงิน ในฐานะที่เป็นศิลปินได้เงินเยอะ ตูนยังใช้สูตรเดิม คือ “ฝากแม่” หรือถ้าให้พูดภาพรวม ก็คือเก็บบางส่วน เพราะชีวิตยังมีความฟุ้งเฟ้อบ้าง

“ผมเคยสัมผัสวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาแล้ว ที่บ้านทำโรงสีข้าวไม้ระดับตำบล ตัวปล่องก็เป็นอิฐก่อ ตอนนั้นทุกอย่างพัง จากที่เคยพอมีกิน หมดเลย เป็นประสบการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ตอนนั้นก็คิดว่าจะไม่ให้ที่บ้านเป็นแบบนั้นอีกแล้ว ต้องไปสวนกับแม่ขายต้นไม้ที่จตุจักร ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ขายต้นไม้ ต้องทำทุกอย่างที่ได้เงิน แม่อยู่กรุงเทพฯ ​พ่ออยู่สุพรรณบุรี ใช้เงินตลอดเวลา ไม่อยากให้กลับไปแบบนั้น

…เมื่อเข้ามาทำงานตรงนี้ ปลดหนี้ให้ครอบครัวได้ไม่อยากย้อนไปเจอวิกฤตอีก พ่อแม่ก็วางแผน ก็ฝากแบงก์ ซื้อสลากออมสินนี่คือหรูหราที่สุดแล้ว ไม่เล่นหุ้น ไม่ต้องนั่งมองกระดานแดงๆ เขียวๆ ส่วนตัวผมเองไม่เล่นหุ้น เพราะไม่สามารถมีชีวิตอยู่กับการมองตัวเลขที่ขึ้นลงบนกระดานได้ วันไหนเขียวก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนแดง แล้วยังต้องร้องเพลง ยิ่งถ้าแดงจัดๆ แล้วจะไปร้องเพลงได้ยังไง แต่ก็อยากฝากถึงคนที่เล่นหุ้นว่า “ถึงหุ้นจะตก แต่ชีวิตก็ยังสวยงาม”

ตูน ทิ้งท้ายว่า ถ้ารู้สึกเหนื่อยมากวันไหน ก็กลับบ้านนอกเพราะเวลากลับบ้าน จะไม่ใช่ตูน บอดี้สแลม เราจะเป็นลูกของแม่ พ่อแม่เรียกเราว่า “การ์ตูน” แล้วรู้สึกว่าได้พลังงานดีๆกลายเป็นอีกสถานะ

 

เมญ่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม

หลังจากเวทีประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 ประกาศชื่อ เมญ่า-นนธวรรณ ทองเหล็ง สาวผิวเข้มจากภาคใต้ ให้เป็นผู้ชนะการประกวดเวทีสาวงามที่จะเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประกวดมิสเวิลด์ 2014 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร สาวเข้มนามว่าเมญ่า ก็กลายเป็นที่จับตามอง และจุดประกายให้กับสาวผิวสีในไทยว่า มุมมองต่อสาวผิวสีกำลังจะเปลี่ยนไป และมีโอกาสมากขึ้นในการเป็นตัวแทนบนเวทีโลก

เมญ่า เข้ารอบ 11 คนสุดท้าย ในการประกวดมิสเวิลด์ 2014 ในรอบหลายปี และกำลังก้าวสู่บทบาทนางเอกจอแก้วครั้งแรกในละครเรื่อง สาวน้อยร้อยล้าน ทางช่อง 3 อีกหนึ่งคนที่วิ่งไล่ตามความฝันจนอาจกล่าวได้ว่า วันที่เธอได้มงกุฎมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 จนก้าวเข้าสู่รอบลึกๆ ในเวทีมิสเวิลด์ 2014 ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในสเต็ปหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

เมญ่า เล่าว่า เด็กผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นนางงาม เมญ่าก็เป็นหนึ่งคนที่ตอนเด็กก็มีความฝันเช่นนั้นเมญ่าเกิดที่นครศรีธรรมราช และเติบโตที่สุราษฎร์ธานี ความฝันในวันเด็กที่อยากจะเป็นนางงาม เป็นสิ่งที่ไกลเกิน จนไม่กล้าจะฝัน เพราะโดนล้อเรื่องสีผิวหนักจนเครียดมาก เคยคิดว่าจะเครียดทำไม ในเมื่อเปลี่ยนไม่ได้ ก็ภูมิใจที่เป็นตัวเอง ซึ่งคนเราต้องเริ่มจากการยอมรับตัวเองก่อน จึงจะพัฒนาตัวเองได้

“ผู้ใหญ่ชอบถามตอนที่เราเด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ตอบว่าอยากเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง สถาปนิก ตอนนั้นหลีกเลี่ยงว่าอยากเป็นนางงาม ทั้งที่อยากเป็น เพราะผิวแบบนี้จะเป็นได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เหมือนติดอยู่ในใจ เป็นสิ่งแรกๆ ที่ทำให้ความฝันต้องดับลง ทำให้ไม่กล้าและกลัว”

แต่เมื่อเติบโตก็เริ่มไล่ตามความฝัน ความฝันแรกของเมญ่า คือ อยากเป็นนักร้อง ขึ้นเวทีครั้งแรก ตอนอายุ 7 ขวบตอนนั้นแรงบันดาลใจการอยากประกวด คือ จะได้ทาตัวขาวๆ แล้วเพื่อลบผิวเข้มๆ จนเหมือนเป็นปมในใจออกไป ทำให้กล้าที่จะอยู่บนเวที กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น แสดงความเป็นตัวเองให้คนอื่นเห็นผ่านเสียงเพลง คุณแม่สอนว่าถ้าร้องเพลงหรือจะทำอะไร ต้องฉีกกระดาษให้ขาด ต่อให้เวทีนั้นมีเส้น แต่ถ้าเราขาด ค้านสายตาไม่ได้

หลังจากนั้นก็เริ่มมั่นใจเรื่อยๆ จนอายุประมาณ 19 ปีเข้าประกวดตอนราวปี 2554 กล้าฝันและกล้าลองทำ ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กล้าที่จะลอง นั่นคือ วิธีคิดในหัวใจ จากที่กลัว ไม่กล้า เพราะแค่เรื่องสีผิว ก็คิดใหม่ว่าต้องลอง จนมาถึงปี 2554 ก็มีความมั่นใจมากขึ้น เลยกล้าลองไปประกวดเวทีใหญ่อย่างเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2011 ปีนั้นได้รางวัลขวัญใจช่างภาพ ในชีวิตไม่เคยคิดว่าควรจะทำ แม้จะไม่ได้ชนะการประกวด

การได้รางวัลมาหนึ่งรางวัลจากเวทีใหญ่ ก็ถือว่าทำแล้ว ได้พิสูจน์ว่ามาได้ไกล ตอนนั้นเริ่มมีแฟนคลับ เริ่มเรียก “ตมญ” หรือ “ติ่งเมญ่า” เริ่มอยากแก้มือ แต่คิดว่ารออีก 2-3 ปีดีกว่า เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด แต่ก็เตรียมพร้อมตัวเองตลอดเวลา พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อทำให้ได้ดีกว่าเดิม และพร้อมที่จะกลับไปประกวดเวทีใหญ่มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีฟาสต์แทร็ก​ความสามารถพิเศษ เข้ารอบได้อัตโนมัติ ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวปูพื้นฐานให้ตัวเองหลายด้าน เหมือนคุณพ่อคุณแม่อยากให้เป็นอะไรสักอย่าง

“คุณพ่อคุณแม่สามารถปูทางให้ลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นวงการอะไร วางแผนให้ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดว่าจะต้องเป็นอะไร พ่อแม่แค่บอกว่า อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ชอบอะไร แล้วก็สนับสนุนให้ไปตามนั้น”

ปี 2557 (2014) ถือเป็นปีที่ดีมาก เวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์2014 ให้การต้อนรับนางงามผิวสีเข้มคนแรกของประเทศไทย ซึ่งกว่าที่เมญ่าจะมาถึงจุดนี้ เจออุปสรรคไม่น้อย ทั้งเด็กเส้น ทั้งสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่เพราะคำสอนคุณแม่ที่บอกว่าต้องฝึกตัวเองให้พร้อมและพัฒนาตัวเองมาต่อเนื่อง อะไรที่เหมาะกับตัวเราให้ทำ เช่น เมญ่าร้องได้ทั้งเพลงไทยและสากลแต่ร้องเพลงลูกทุ่งได้ดี ก็ต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

“พอไปถึงเวทีโลก ไม่ธรรมดาเลย สิ่งที่ต้องตระหนักถึงคือ ทุกคนจะเรียกเราว่า ไทยแลนด์ ทำยังไงให้คนรักเรา จำเราได้ จำประเทศไทยได้ นั่นเป็นที่มาที่ต้องเลือกทุกอย่างอย่างมีเหตุผลตั้งแต่เครื่องประดับ เสื้อผ้า ยันแต่งหน้า ทำผมที่สะท้อนความเป็นไทยให้ได้ รวมถึงความมีน้ำใจซึ่งเป็นเสน่ห์ของชาวสยาม ใครขาดเหลืออะไร ก็จะเสนอให้เพื่อนนางงามด้วยกันยืม ก็จะทำให้เพื่อนๆ จำได้”

ความฝันทำให้มีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสเข้าใกล้ความฝันนั้นได้มากขึ้น โดยพยายามดึงพลังบวก คำนิยามดีๆ หนังสือดีๆ อะไรที่ทำให้มีกำลังใจ เรียกว่าเติมพลังบวกให้ตัวเองเสมอ หยุดเปรียบตัวเองกับคนอื่น จะเปรียบเทียบก็เปรียบได้ แต่ต้องเปรียบเพื่อพัฒนาตัวเอง ออกกำลังกาย เพื่อพัฒนาตัวเอง

เมญ่า สรุปหนทางแห่งความสำเร็จมีด้วยกัน 8 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.คิดบวก 2.อย่าประมาท 3.อย่าทะนงตัว อ่อนน้อม4.ทำความดีสม่ำเสมอ 5.กตัญญูรู้คุณ 6.รู้ชนะ รู้อภัย มีน้ำใจนักกีฬา 7.อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง และ 8.คิดแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด

 

‘ซิโก้’ มองให้เป็น-โลกก็เปลี่ยน

ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ให้สัมภาษณ์นิตยสารอิมเมจ ฉบับเดือน ธ.ค. 2558 ไว้ถึงช่วงเวลาที่กว่าจะคว้าความสำเร็จในชีวิตให้กลายเป็นโค้ชปั้นทีมไทยให้กลับมาเป็นหนึ่งในอาเซียน ได้ผ่านการต่อสู้กับความทุกข์ในใจมานักต่อนักกว่าจะฝ่าฟันมาได้

ช่วงเวลาที่เขาเป็นนักเตะฝีมือดีระดับซูเปอร์สตาร์ที่คว้าชัยชนะครั้งสำคัญให้แก่ทีมไทย เมื่ออิ่มตัวแล้วเขาจึงเบนเข็มไปเป็นนักเตะอาชีพในต่างประเทศ

14 ปีก่อน ซิโก้ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเซ็นสัญญาไปค้าแข่งในอังกฤษ เช่นเดียวกับนักเตะชาวไทยทุกคน และใฝ่ฝันมานานแล้วที่จะได้ลงสนามในนามสโมสรอังกฤษ และมีส่วนสร้างสีสันให้แก่ลีกฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดในโลก ความฝันของเขาใกล้จะเป็นจริงแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้เล่นเป็นตัวจริงเสียที ได้แต่นั่งอยู่ข้างสนามในฐานะตัวสำรองนัดแล้วนัดเล่า

เขารู้สึกผิดหวังมาก เครียดหนัก รู้สึกด้อยค่า เสียเวลาเปล่า ใช้เวลานานกว่าจะทำใจได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอีก วันนี้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไป “จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย” ตอนนั้นเขาทุกข์จนทุรนทุรายก็เพราะ “เราไปคิดมากเอง คิดผิดๆ”

เมื่อหันกลับมามองใหม่ เขาพบว่าการไปอังกฤษครั้งนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวเลย “ไปอังกฤษมีแต่ได้กับได้ ได้บ้าน ได้รถ ได้ภาษา ได้พัฒนาร่างกาย ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ได้รู้จักคนมากมาย ได้เดินทาง ได้สัมผัสลีกฟุตบอลที่มีสีสันมากที่สุดในโลก เสียแค่ไม่ได้ลงเล่น”

เขาสรุปว่าที่เขาทุกข์นั้นเป็นเพราะ “เรามองไม่ออก มองไม่เห็น”

อะไรทำให้ซิโก้มองไม่เห็นว่าเขาได้อะไรมากมายจากอังกฤษ ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเดียวนั่นคือการไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ทั้งๆ ที่นั่นเป็นข้อเสียอย่างเดียวของการไปอังกฤษ แต่เมื่อจดจ่ออยู่กับมัน ก็ทำให้ไม่รับรู้สิ่งดีๆ มากมายที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

เทรนด์ท่องเที่ยว 2559 เมืองเล็ก มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408942

เทรนด์ท่องเที่ยว 2559 เมืองเล็ก มาแรง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

สถิติการท่องเที่ยวปี 2558 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยจำนวน 29.5-29.6 ล้านคน สร้างรายได้ 2.21 ล้านล้านบาท โตขึ้นกว่าปี 2557 เกือบร้อยละ 18 และคาดว่าปี 2559 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ถึง 2.3 ล้านล้านบาท และจะไต่ไปถึง 2.5 ล้านล้านบาทในปี 2560

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เป็นผลงานที่น่าพอใจหลังประเทศเจอวิกฤตการระบาดของโรคเมอร์ส เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และคดีฆาตกรรมบนเกาะเต่า

ในปี 2559 ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเดินหน้าต่อด้วยการสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชูเมืองรองเอาใจคนรุ่นใหม่ที่ค้นหาความแตกต่าง และสกายสแกนเนอร์ชี้ พัทยา เลย ร้อยเอ็ด มีแนวโน้มมาแรงที่สุดในปีวอก

แนวโน้มเที่ยวไทย

กอบกาญจน์ เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวปี 2559 เน้น 3 รูปแบบคือ การท่องเที่ยวเพื่อผู้หญิงวัยทำงาน ซึ่งเริ่มดำเนินงานไปแล้ว รวมทั้ง กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับสากลทั้ง กอล์ฟ เรือใบ ฟุตบอล และวิ่งมาราธอน โดยกีฬาจะนำผู้เข้าร่วมการแข่งขันเดินทางไปเที่ยวต่อ สุดท้ายคือ การท่องเที่ยวระดับบน เน้นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งยอมจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์ไม่เหมือนใคร

โดยในปีนี้ยังยึดจุดขาย “ท่องเที่ยววิถีไทย” ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว “เพราะอัตลักษณ์ของไทยทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น” กอบกาญจน์ กล่าว

 

สำหรับตลาดในประเทศ ททท.ออกแคมเปญกระตุ้นให้คนเที่ยวผ่านโครงการ “เมืองต้องห้าม…พลาด PLUS” ต่อเนื่องจากโครงการ “เมืองต้องห้าม…พลาด” เมื่อปีก่อน โดยเพิ่ม 12 เมืองรองเชื่อมโยง
กับ 12 เมืองที่ถูกโปรโมทไปแล้ว เช่น ลำปางเชื่อมโยงลำพูน ตรังเชื่อมโยงสตูล ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้กลุ่มเจนวายได้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวใหม่

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2559 ททท.จะผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางถี่ขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้รับความสุขแล้ว ยังจะช่วยเศรษฐกิจของประเทศ กลุ่มที่ททท.อยากให้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มครอบครัว ผู้สูงอายุ วัยรุ่น คนโสด และคู่รักที่เพิ่งแต่งงาน”

ขณะนี้ประเทศไทยติดอันดับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก จากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) โดยเป้าหมายของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะทำให้ประเทศไทยติด
1 ใน 5 ของโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า

พัทยา เลย ร้อยเอ็ด มาแรง

จากการค้นหาข้อมูลผ่าน สกายสแกนเนอร์ ผู้ให้บริการค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ที่พัก และรถเช่าออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 2558 พบว่า 3 จุดหมายปลายทางในประเทศไทย ได้แก่ พัทยา เลย และร้อยเอ็ด ติดอันดับ 10 จุดหมายปลายทางที่จะได้รับความนิยม ขณะที่จุดหมายปลายทางทั่วโลกตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามี 10 แห่งที่มีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะมาแรงในปีนี้ ได้แก่ หนานชาง (จีน) โคโลญจ (เยอรมนี) มอสโก(รัสเซีย) พัทยา (ไทย) อีร์คุตสค์ (รัสเซีย) เลย (ไทย) เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย) ครัสโนยาสค์ (รัสเซีย) เลห์ (อินเดีย) และร้อยเอ็ด (ไทย)

 

ภพปภา อารีรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สกายสแกนเนอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเมืองเล็กๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวไทยสนใจเดินทางไปสถานที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ รวมถึงต้องการหนีจากเมืองใหญ่และความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน”

ด้าน สมฤดี ชาญชัย ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ททท. กล่าวถึงความน่าสนใจของจ.เลย และร้อยเอ็ด ว่า เลยน่าจะเป็นผลมาจากการเป็น 1 ใน 12 จังหวัดเมืองต้องห้าม…พลาดเมื่อปีที่แล้ว กับสโลแกน เย็นสุด สุขที่เลย ทำให้มีนักท่องเที่ยวค้นหาข้อมูลและเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น

“จ.เลย เริ่มเป็นที่รู้จักจากกระแสเชียงคานและภูกระดึงแต่ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเจนวาย และคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าไกล แต่ทุกวันนี้มีสายการบินโลวคอสต์เปิดให้บริการ ประกอบกับทาง ททท.เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ทั้งภูเรือ ภูป่าเปาะ ล่องแม่น้ำโขง และเที่ยวเชื่อมโยงเออีซี ทำให้เลยกลายเป็นจังหวัดที่ไม่เลยผ่านอีกต่อไป”

ส่วน จ.ร้อยเอ็ด สมฤดี กล่าวว่า จังหวัดนี้เติบโตเร็วหลังมีสายการบินบินตรง ทำให้มีการเชื่อมต่อกับจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น ทั้งยังเป็นเมืองศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะด้านพุทธศาสนาที่สำคัญ

นอกจากนี้ สกายสแกนเนอร์ยังได้สรุปผลการเดินทางที่สำคัญประจำปี 2558 มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมใช้บริการสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบมากกว่าสายการบินราคาประหยัด และโตเกียวกับฮ่องกงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยค้นหามากที่สุดในปี 2558 เชื่อว่า ทั้งสองเมืองจะได้รับความนิยมตลอดกาล เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นาน มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม อากาศเย็น และไม่ต้องใช้วีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศ

ฮิตเที่ยวผ่านสมาร์ทโฟน

นักท่องเที่ยวยุคมิลเลนเนียลส์มักหาข้อมูลท่องเที่ยว วางแผนการเดินทาง จอง ชำระค่าสินค้ารวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ผ่านสมาร์ทโฟน อับฮิราม ชาวด์ดรี รองประธานบริษัท Hotels.com ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) คาดว่าปี 2559 นี้ จะมีการจองห้องพักผ่านดีไวซ์มากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวต้องการความคล่องตัว ปัจจุบันอุปกรณ์สื่อสารในมือสามารถตอบโจทย์การเดินทางได้ดี

คาดว่า ในปีนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียลส์ชาวเอเชียจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางมากขึ้น 1.6 เท่า หรือสูงถึง 3.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2563

ในปี 2557 สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน แต่ล่าสุดรายงานจาก UNWTO เผยว่า จำนวนชาวจีนที่เดินทางออกนอกประเทศโตขึ้น ทำให้ญี่ปุ่น ไทย สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในทวีปยุโรปได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้อินเดียก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่กำลังเติบโต

อับฮิราม กล่าวอีกว่า แหล่งท่องเที่ยวที่มาแรงในปีนี้คือ รีโอเดจาเนโร บราซิล “เนื่องจากเป็นสถานที่จัดงานโอลิมปิก 2016 ในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ โดยมีแนวโน้มที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกีฬาและคนทั่วโลกได้เป็นจำนวนมาก”

ในทวีปเอเชีย เขาคาดว่า กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง กรุงเทพฯ และญี่ปุ่น จะได้รับความนิยมมากขึ้น เหตุหนึ่งเพราะห้องพักมีราคาลดลง ดัชนี HPI ยังแสดงให้เห็นว่าฮ่องกง และประเทศไทย (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินเยนต่ำลง และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ยังเผยด้วยว่า ประเทศญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสูงถึง 7 ล้านคนนับตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 2558

ส่วนจุดหมายปลายทางที่คนไทยเดินทางไปมากที่สุดจากการจองห้องพักผ่าน Hotels.com ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐ ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ข้อมูลยังระบุว่านักท่องเที่ยวค้นหาที่พักระดับ 1.5 ดาวเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ซึ่งมีนัยสำคัญเกี่ยวกับลักษณะที่พักที่จะได้รับความนิยมในอนาคต

 

ชุดกังหันน้ำขนาดเล็กมาก นวัตกรรมผลิตไฟฟ้าในชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 11:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408744

ชุดกังหันน้ำขนาดเล็กมาก นวัตกรรมผลิตไฟฟ้าในชนบท

โดย…สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดตัว “ชุดกังหันน้ำขนาดเล็กมากนวัตกรรมทั่วถึงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในชนบท” ครอบคลุมกังหันน้ำ 3 แบบ คือ กังหันน้ำเพลตัน ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ใช้งานกรณีมีระยะเฮดสูง กังหันน้ำใบพัด ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ใช้งานกรณีมีระยะเฮดต่ำ และกังหันกระแสน้ำ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ใช้งานในกระแสน้ำไหล โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ดร.อุสาห์ บุญบำรุง หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของงานวิจัย คือ การพัฒนาชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากราคาถูก โดยใช้วัสดุและกระบวนการผลิตในประเทศทั้งหมด โดยเน้นที่ราคาต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทั่วถึง (Inclusive Innovation) สำหรับการใช้งานกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากในประเทศ

ในขั้นตอนการออกแบบ ดร.อุสาห์ อธิบายว่า ใช้อัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์ช่วยในการหาขนาดและรูปทรงของใบพัดที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นใช้วิธีการคํานวณพลศาสตร์ของไหลช่วยในการจําลอง วิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงกลศาสตร์การไหลของชุดกังหันน้ำก่อนนำไปติดตั้งทดสอบภาคสนามที่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าต้นแบบ 3 แบบ โดยชุดกังหันน้ำเพลตันขนาด 1 กิโลวัตต์ มีต้นทุน 15 บาท/วัตต์ ชุดกังใบพัดขนาด 500 วัตต์ มีต้นทุน 22 บาท/วัตต์

ขณะที่ชุดกังหันกระแสน้ำขนาด 100 วัตต์ มีต้นทุน 390 บาท/วัตต์ โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากชุดกังหันน้ำเพลตันอยู่ที่ 0.72 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ชุดกังหันน้ำใบพัดอยู่ที่ 1.64 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากชุดกังหันกระแสน้ำอยู่ที่ 12.88 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง แม้ว่าจะสูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปัจจุบัน แต่หากเปรียบเทียบในกรณีที่ได้นำชุดกังหันกระแสน้ำต้นแบบในโครงการไปใช้งานในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง และต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าในอัตราค่าไฟฟ้าประมาณ 20 บาท/ยูนิตแล้ว พบว่าชุดกังหันกระแสน้ำต้นแบบที่พัฒนาขึ้นในโครงการนี้มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่า

ปัจจุบันมีการขยายผลงานวิจัยโดยการการนำชุดกังหันน้ำนวัตกรรมทั่วถึงทั้ง 3 แบบ ไปติดตั้งใช้งานในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพิ่มขึ้นอีกกว่า 103 ระบบ รวมกำลังการผลิตกว่า 83 กิโลวัตต์

 

ล่าสุด ยังมีการขยายผลไปติดตั้งในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียงกัน เช่น ที่ศูนย์ประสานงานมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริบ้านบ้านโป่งลึก-บางกลอย บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเลียง) อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีไฟฟ้ากระแสสลับ 1 เฟส 230 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานของเจ้าหน้าที่ เช่น ระบบแสงสว่าง วิทยุรับส่ง ตู้เย็นสำหรับเก็บอาหาร เป็นต้น ทำให้คุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และอนาคตจะขยายผลไปสู่หมู่บ้านต้นแบบปิดทองหลังพระในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“ชุดกังหันน้ำขนาดเล็กมากนวัตกรรมทั่วถึงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในชนบท” ครอบคลุมกังหันน้ำ 3 แบบที่พัฒนาขึ้นนี้ นอกจากราคาถูกกว่านำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยให้ประชาชนในชนบทที่มีพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

 

ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ วิถีชีวิตเรียบง่าย ที่เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408736

ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ วิถีชีวิตเรียบง่าย ที่เชียงราย

โดย…ภาดนุ

เชื่อเถอะว่าบางครั้งคนเราก็ต้องกลับไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง ดูอย่างหนุ่มเท่วัย 29 ปี “โต-ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์” ช่างภาพฟรีแลนซ์ซึ่งเคยเป็นหนุ่มชาวกรุงสิ เดี๋ยวนี้เขาหันกลับไปสู่วิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและอยู่ได้อย่างมีความสุข จุดเปลี่ยนในชีวิตของหนุ่มคนนี้อยู่ตรงไหน ถ้าอยากรู้คงต้องไปพูดคุยกับเขาซะแล้ว

“เดิมทีแล้วผมเกิดที่ จ.เชียงราย แต่พออายุได้ 3 ขวบ ก็ย้ายมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ กันทั้งครอบครัว ซึ่งผมก็เข้าเรียนมัธยมที่นี่ และเรียนจบปริญญาตรีด้านวารสารและสิ่งพิมพ์ที่มหาวิทยาลัยสยาม ตั้งแต่สมัยเรียนผมทำงานพิเศษด้วยการเป็นช่างภาพไปด้วย แต่ในช่วงที่ผมเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยยังไม่มีการสอนถ่ายภาพ ผมจึงเรียนรู้เองโดยศึกษาจากหนังสือสอนถ่ายภาพ ถ้าตรงไหนงง ผมก็จะถามจากรุ่นพี่ที่ถ่ายรูปเป็นเพิ่มเติม

 

“อีกอย่างตอนนั้นผมอยู่ชมรมถ่ายภาพและเป็นช่างภาพอาสาให้กับมูลนิธิกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยด้วย นอกจากนี้ผมยังเข้าไปฝึกงานและเป็นอาสาสมัครถ่ายภาพที่สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่าด้วย ซึ่งต้องทำงานร่วมกับกลุ่มชาวเขาและพี่น้องชาวอาข่า เท่าที่จำได้ผมเคยทำงานประจำแค่ 6 เดือนช่วงที่เรียนอยู่ โดยเป็นช่างภาพที่ศูนย์ถ่ายภาพแห่งหนึ่ง แต่หลังจากเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ผมก็ทำงานเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์มาโดยตลอด งานที่ผมถ่าย เช่น งานพรีเวดดิ้ง งานรับวุฒิบัตรของนักเรียนประถม และอื่นๆ”

โตบอกว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงโดยเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์นับสิบปี แต่วันหนึ่งก็มีจุดพลิกผันเนื่องจากคุณพ่อป่วย ครอบครัวเขาจึงย้ายกลับไปอยู่ที่เชียงราย ซึ่งช่วงแรกเขาก็ยังรับงานถ่ายภาพและพักอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ แต่เมื่อเขากลับไปเยี่ยมพ่อแม่แล้วเห็นว่าทั้งสองท่านก็อายุมากแล้ว ดูท่าทางอยู่กันแค่สองคนน่าจะลำบาก เขาจึงตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ที่เชียงราย เพราะน้องชายเขาก็ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เช่นกัน

“ก่อนจะกลับไปอยู่เชียงราย ผมได้ไปอยู่กับเพื่อนที่เชียงใหม่ซึ่งเขาทำงานเอ็นจีโอ พร้อมกับเปิดร้านกาแฟไปด้วย ผมจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้สังคมและการใช้ชีวิตของคนเชียงใหม่ รวมทั้งเรียนการปั้นถ้วยชามเซรามิกไปด้วย ก็เลยได้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตกาแฟ การชิมรสชาติกาแฟและอื่นๆ ติดตัวมา

“พอผมกลับมาอยู่บ้านที่เชียงราย ผมก็เห็นแม่ปลูกผักออร์แกนิกหรือผักอินทรีย์แบบชาวบ้าน โดยมีพ่อค้ามารับซื้อแค่ราคากิโลละ 10 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกมาก ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าจะอยู่กันไม่ได้แน่ๆ ผมจึงลองนำกระเจี๊ยบ อัญชัน และตะไคร้มาปลูก จากนั้นจึงนำมาแปรรูปเป็น Infusion Tea และให้เพื่อนวาดรูปสีน้ำเป็นรูปโลโก้ให้ แล้วผมจึงนำมาทำเป็นแพ็กเกจจิ้งชายี่ห้อ ‘สวรรค์บนดิน’ ขึ้นมา ซึ่งจะได้อารมณ์ความเป็นชาโฮมเมดที่ละมุนๆ หน่อย”

 

หลังจากทำชาสมุนไพรออกมาแล้วลองให้เพื่อนๆ และคนรู้จักชิมกันทั่วแล้ว หลายคนก็บอกว่าผ่าน แถมยังบอกว่าอยากให้มีชาที่ทำจากดอกเก๊กฮวยและอื่นๆ ด้วย เขาจึงไปรับซื้อดอกเก๊กฮวยมาจากบนดอยที่ อ.เชียงแสน เพื่อนำมาทำชา จากนั้นจึงส่งชาต่างๆ ไปขายตามร้านขายของฝาก โรงแรมท้องถิ่น และร้านกาแฟทั้งที่เชียงรายและเชียงใหม่ ตอนนี้ทำมาได้ปีกว่าแล้ว ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร

“นอกจากผลิตชาขายแล้ว ผมยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนถ่ายภาพที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายด้วย ส่วนใหญ่ผมจะได้สอนตอนช่วงซัมเมอร์ซะมากกว่า นอกจากนี้ผมยังเปิดฟาร์มสเตย์อีก 3 ห้อง โดยใช้ชื่อว่า ‘สวรรค์บนดิน ฟาร์ม แอนด์ โฮม สเตย์’ ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากพ่อแม่ผมทำห้องเพื่อให้น้องชายกลับมาพัก แต่เราเห็นว่านานๆ น้องชายถึงจะกลับมา แล้วห้องมันว่าง เราก็เลยทำห้องเพิ่มแล้วเปิดเป็นฟาร์มสเตย์ซะเลย (Facebook.com/Sawanbondin.farm)

 

“คนที่มาพักที่นี่ เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีทั้งสวนอัญชันและแปลงปลูกผักที่สามารถเดินชมได้ ตอนเช้าผู้พักก็อาจจะมาเก็บดอกอัญชันไปจิ้มกับน้ำพริก หรือจะเก็บผักอื่นๆ ไปกินก็ได้ โดยคิดค่าพักคืนละ 600 บาทเท่านั้น ซึ่งห้องพักฟาร์มสเตย์ก็จะอยู่ใกล้ๆ กับตัวบ้านที่ครอบครัวผมอยู่นี่แหละครับ”

โตบอกว่า ชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติยามนี้มีความสุขมาก ซึ่งก่อนจะมาใช้ชีวิตที่นี่เขาก็เคยใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองมาก่อน จึงมีบางครั้งที่ปัญหารถติดหรือผู้คนที่วุ่นวายอาจจะทำให้อารมณ์ของเขากวัดแกว่งไปบ้าง แต่พอมาอยู่ที่นี่ ด้วยสิ่งแวดล้อมที่สดชื่น อากาศที่บริสุทธิ์ จึงพูดได้เต็มปากว่าเขารู้สึกคุ้นเคยซะจนไม่ต้องปรับตัวเลย

 

“อาจเพราะตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมเคยฝันว่าอยากทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (เอ็นจีโอ) แถมตอนเรียนผมยังเคยเป็นอาสาสมัครไปทำงานบนดอยหรือไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่บ่อยๆ ผมจึงรู้สึกชินกับการใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด แต่ขณะเดียวกันผมก็ชอบงานด้านไฟน์อาร์ตด้วย ตอนนั้นจึงตัดสินใจทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะเรียนต่อด้านนี้ แต่ทำไปทำมาก็ไม่ได้ไปเรียนต่อสักที ผมจึงใช้วิธีหาความรู้ด้วยตัวเองอยู่ตลอด

“ผมรู้สึกว่าพอมาอยู่ตรงนี้ผมปรับอารมณ์ได้มากขึ้น อารมณ์เย็นขึ้น ไม่กดดันกับสิ่งแวดล้อมอย่างรถติด ไม่ต้องกดดันกับความคาดหวังในเรื่องงาน ที่นี่ผมสามารถปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งรอบข้างอย่าง ต้นไม้ ลำธาร ดิน และหิน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิมของมัน แล้วผมยังจัดการเวลาในการทำงานของตัวเองได้ ดังนั้นชีวิตของผมตอนนี้จึงมีความสุขดี แม้มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกตั้งแต่แรก เรามาเพราะความเป็นห่วงพ่อแม่ แต่ตอนนี้พูดได้เต็มปากเลยว่า ผมรักชีวิตท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้มากเลยครับ”

 

โตทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เขายังโสดสนิท เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยถนัดในเรื่องความรัก จะมีก็แต่เพื่อนๆ เท่านั้นที่ไปมาหาสู่กันเสมอๆ ซึ่งการมาอยู่ที่เชียงรายบางครั้งก็คิดถึงเพื่อนๆ แต่ก็ไม่เหงา เพราะเพื่อนจากกรุงเทพฯ มักจะมาเยี่ยมเยือนเขาอยู่บ่อยๆ อนาคตสำหรับเขาตอนนี้ก็คือทำธุรกิจชาให้ดีที่สุดแบบค่อยๆ ก้าวเดินไป เพราะเป้าหมายสำคัญในชีวิตของเขาก็คือการเข้าใจตัวเองและใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติเดิมแท้ให้มีความสุขที่สุดก็พอ

 

เช็กดวงดี 12 ราศีปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408521

เช็กดวงดี 12 ราศีปี 2559

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปีใหม่ 2559 ถึงเวลาเช็กดวงกันหน่อย แต่ละราศีมีความเป็นมาและจะเป็นไป ขออวยพรให้โชคดีมีความสุข เฮงๆ รวยๆ สุขภาพแข็งแรงตลอดปี เช็กดวงปีนี้ได้หมอดูจากแวดวงสื่อสารมวลชน “ฟองสนาน จามรจันทร์” นักข่าวรุ่นเก๋า ผู้บอกตัวเองและใครๆ ว่าเป็นโหรสมัครเล่น แต่ดูจริงๆ และแม่นจริงๆ

ลัคนาราศีเมษ (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 13 เม.ย.-14 พ.ค.)

ชัดเจนที่สุดคือปีใหม่ยังต้องแบกภาระหนักเรื่องงาน-เงินไปอีกหนึ่งปีเต็ม วิธีการรับมือคือไปทำงานแดนไกล ต่างประเทศ หรือทำกับคนต่างชาติต่างภาษา หรือไม่ก็ไปแก้ไขสิ่งที่เสียหายที่คนอื่นทิ้งไม่อยากทำแล้วให้ดีขึ้น เช่น กำจัดขยะของเสีย ปรับปรุงกิจการ ซ่อมรถ รับซ่อมบ้าน โลงศพ งานศพ ขายประกัน ทำการเกษตร ขอให้อดทน ประมาณ มี.ค.นี้มีจังหวะจะได้ชื่นใจจากน้ำพักน้ำแรงแล้วจะเป็นไปถึง มี.ค. 2560

มีเกณฑ์ที่โดดเด่น พลิกผันเปลี่ยนแปลงสามครั้งเกี่ยวกับความรักหรือไม่ก็ลูกๆ หรือไม่ก็การเรียน การเสี่ยงโชค หรือความหวัง หรือการทำอะไรใหม่ๆ ที่อาจต้องทบทวนอะไรหลายอย่างตั้งแต่ต้นปีประมาณ ส.ค.เรื่องเหล่านี้จะนิ่งและจัดการง่ายขึ้น หวังได้ว่าจะประสบความสำเร็จในภาพรวม เช่น อาจได้แฟนเก่ากลับมา หรือจากแดนไกล ลูกๆ ค่อยๆ พัฒนาหรือมีอนาคตขึ้น ฯลฯ

ตั้งแต่ ส.ค.-สิ้นปี 2559 ชีวิตอาจมีปัญหาด้านการเรียนต่อ การเดินทางไกล อาจถูกใส่ร้ายโดยคนมายาสาไถย แต่ได้บริวารที่ถูกใจ ถ้าป่วยสุขภาพจะค่อยๆ ดีขึ้น

ลัคนาราศีพฤษภ (หากไม่มีเวลาเกิดที่แน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 15 พ.ค.-14 มิ.ย.)

ชัดเจนที่สุดคือทั้งปียังอาจมีปัญหาเรื่องคู่ครองหรือหุ้นส่วนในชีวิตต่อเนื่องจากปี 2558 คนที่มีคู่แล้วต้องประคับประคองกันไปให้ตลอดรอดฝั่ง แต่หากยังเป็นโสดก็มีโอกาสได้คู่จากแดนไกล หรือไม่ก็แตกต่างกันด้านอายุอย่างเห็นได้ชัด หรือเป็นม่ายหรือคนเครียดๆ จริงจังกับชีวิต มีโอกาสเปลี่ยนแปลงเรื่องรถยนต์ บ้าน หรือไม่ก็การงานที่โยงไปถึงคู่ครองหรือหุ้นส่วนขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบอย่าใช้อารมณ์

ตั้งแต่ ส.ค.-สิ้นปี ค่อยๆ เริ่มโชคดีเรื่องความรัก การเสี่ยง ลูกๆ อาจจะสบความสำเร็จ อารมณ์ที่กดดันจากเรื่องคู่ครอง หุ้นส่วนในชีวิตหรือการลงทุนมานานเริ่มแจ่มใส ความสำเร็จรวมของชีวิตเริ่มเกิด แต่ลูกหรือเด็กไปความดูแลอาจป่วยหรือไม่ก็จากไปไกล

ลัคนาราศีมิถุน (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 15 มิ.ย.-15 ก.ค.)

เป็นปีทองจริงๆ ต้องรีบฉวยโอกาสทำอะไรดีๆ ให้ชีวิตเพราะดาวร้ายหลบมุมแถมที่ให้คุณก็มี ส่วนดาวดีก็เอื้ออำนวยโชคชัยให้ตลอดทั้งปี จึงอย่าสนใจปัญหาอุปสรรคระหว่างทางเพราะโอกาสดีๆ อย่างนี้มีน้อย

โดดเด่นที่สุดคือเรื่องการงาน ที่จริงมีการพลิกผันจะทบทวนหรือไม่ก็เดินหน้า-ถอยหลังตั้งแต่ต้นปี-ส.ค. แต่หลังจากนั้นงานจะโดดเด่นค่อยๆ เจริญด้วยยศศักดิ์ และเป็นจังหวะที่ดีสำหรับที่คนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวที่อาจจะเริ่มผ่อนบ้าน คอนโด ที่ดิน หรือรถ สร้างพื้นฐานให้ชีวิตได้

ตลอดทั้งปีอาจเปลี่ยนแปลงด้านสังคมแวดวงญาติพี่น้อง น่าจะมองหาโชคจากการเดินทางทั้งใกล้และไกล หรืองานพวกเป็นนายหน้าติดต่อกับคนต่างชาติ ฯลฯ ศัตรูแพ้ภัย แต่ญาติพี่น้อง ลูกน้อง บริวาร คนใช้หรือสัตว์ขนาดเล็กที่เลี้ยงไว้อาจป่วย หรือจากไป

ลัคนาราศีกรกฎ (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 16 ก.ค.-16 ส.ค.)

ตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีจะเกิดปรากฎการณ์ดวงชะตาแตกที่เรียกว่าพระราหูค้นทรัพย์ ระวังการพลิกผันเรื่องเงิน โดยต้องรอบคอบการใช้จ่าย อย่าให้เสียเงินทองแบบประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจากการเจ็บไข้ได้ป่วย วิธีรับมือคือใช้ความเข้มแข็งของเทวดาประจำตัวคือสติ มีเหตุมีผล รอบคอบหรือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เข้าสู้ แต่ที่ดีคือตลอดทั้งปีมีกาสได้เงินก้อนใหญ่จากการร่วมทุน จากคู่ครอง การเก็งกำไร การลงทุนใหม่ๆ แต่หากได้แล้วจะต้องรักษาไว้ให้ได้

หากท่านได้ที่ยังโสดมีโอกาสได้คู่ครองที่อายุอ่อนกว่าหรือไม่ก็ทำตัวเป็นเด็กๆ หรือชอบเสี่ยง หรือได้ผู้อยู่ในความดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นคู่

ตั้งแต่ ส.ค.-ปลายปี มีโชคจากทางไกลและใกล้จากงานสังคม แต่เพื่อนสนิทหรือพี่น้องอาจป่วยหรือสร้างปัญหา-หนี้สินให้แบบพอได้รำคาญ

ลัคนาราศีสิงห์ (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 17 ส.ค.-16 ก.ย.)

เป็นปีของการพลิกผันเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตสุดๆ ทั้งเรื่องดีและร้ายจะเกิด ขอให้เตรียมรับมือ อย่าให้ถูกหลอกใช้และระวังสุขภาพ สูญเสียหรือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือสถานภาพ เช่น หากเป็นเรื่องความรักหรือคู่หรือหุ้นส่วนชีวิตอาจได้คู่ครองเป็นคนใกล้ชิด เป็นม่าย หรือมีคนมาสนใจแต่จะมีความพลิกผันมากตั้งแต่ต้นปี-ส.ค.

ตลอดทั้งปีต้องระวังเดือดร้อนเรื่องในบ้านที่ดินรถเก่ง เกิดหนี้ ขัดแย้งกันกับญาติพี่น้อง พ่อแม่ป่วยต่อจากปีที่แล้ว ขอให้แก้ไขปัญหาอย่างอดทนเพราะสุดท้ายแล้งไม่พ้นวิสัยที่จะทำได้

ตั้งแต่ส.ค.-สิ้นปี ปัญหาทางการเงินที่หนักหนามานานจะเริ่มดีขึ้น โชคชัยจะเริ่มเข้ามาให้ชื่นใจ อาจแบบค่อยๆ ทยอยมาจากที่ลงทุนหรือทำอะไรใหม่ๆ แต่ขณะเดียวกันอาจจะเสียเงินจากการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือประมาท

ลัคนาราศีกันย์ (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 17 ก.ย.-16 ต.ค.)

ดวงชะตาที่ตกอย่างหนักมาตั้งแต่ประมาณ ก.ค. 2558 จะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ต้นปีเมื่อพระราหูจรเจ้าของการลุ่มหลงมัวเมา-มืดมัว-หลอกลวงที่ระรานดวงชะตาอย่างหนักจนทำให้ตกจากตำแหน่ง ถูกหลอกใช้ มีปัญหาสุขภาพได้เดินจากไปเรียบร้อยแล้ว รอไว้เจออีกครั้งก็ 18 ปีข้างหน้า

ผลคือชีวิตจะเริ่มสว่างไสวขึ้นตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นไป ศัตรูและปัญหาอุปสรรคพ่ายแพ้แก่เจ้าชะตา แต่ก็ต้องระวังอย่าย่ามใจเกินไปเพราะสามารถเดือดร้อนได้จากการประเมินศัตรู-ปัญหาอุปสรรคต่ำเกินไป

ช่วงแรกตั้งแต่ต้นปี 2559 ระวังเรื่องพลิกผันเกี่ยวกับคู่ครอง หุ้นส่วน สร้างหนี้ไม่คาดฝัน ลูกน้องคนใช้หรือสัตว์ขนาดใหญ่ที่ดูแลอยู่เจ็บป่วย  รอให้ ส.ค.เป็นต้นไปถึงสิ้นปีดวงชะตาจะเริ่มค่อยๆ ฟื้นมีโอกาสได้ทั้งคู่ครองที่ดูเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ ทรงภูมิที่เกิดจากความใกล้ชิด หรือไม่ก็เป็นม่ายหรือเคยเป็นของคนอื่นมาก่อน มีโชคเรื่องบ้านที่ดิน รถยนต์ถูกโฉลกคือต้องผ่อน เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการเริ่มตั้งเนื้อตั้งตัว หากทำสิ่งใหม่ๆ กับญาติพี่น้องหรือมิตรสหายจะเหนื่อยมากแต่จะเกิดโชคลาภก้อนใหญ่คุ้มค่า

ลัคนาราศีตุลย์ (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 17 ต.ค.-15 พ.ย.)

แม้จะแบกภาระหนักด้านการเงินจากเรื่องบ้านที่ดิน รถยนต์ หรือไม่ก็การศึกษาต่อ หรือไม่คู่ครองหรือหุ้นส่วนชีวิตเกิดปัญหาทางการเงินไปอีกตลอดทั้งปี แต่ตั้งแต่ต้นปี-ตลอดปีอีกเช่นกันจะมีความช่วยเหลือให้เกิดโชคแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่หนักแน่นและมั่นคงจากการทำธุรกิจใหม่ๆ เก็งกำไร กิจกรรมบันเทิงเครื่องดองของเมา บุตรบริวารนำโชคลาภมาให้ อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเปลี่ยนแฟน คนรัก

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ส.ค. 2559-สิ้นปี ระวังคดีความ หากเป็นข้าราชการอาจถูกตั้งกรรมการสอบ ขยับอะไรไม่ค่อยออกเหมือนถูกจำกัดเสรีภาพ มีเรื่องไม่คาดฝันเกี่ยวกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง แต่ในที่สุดก็จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคได้

ลัคนาราศีพิจิก (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 16 พ.ย.-15 ธ.ค.)

ท่านจะป่วยบ่อยหรืออาจเครียดพอได้รำคาญ หรือจังหวะร้ายอาจต้องผ่าตัดหรือเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทาง หรือไม่ก็มีศัตรูต้องเขี้ยวงา แถมแบกภาระหนักด้านญาติพี่น้องและการงานไปอีกตลอดปี  แต่ก็จะเข้มแข็งมีพละกำลังในการต่อสู้มาก แม้บางช่วงชีวิตในปี 2559 จะตัวท่านอาจอยู่ในสภาวะเดินหน้าหนึ่ง-ถอยหลังสองบ้างก็ตาม

ปีที่ผ่านมาหากลงทุนบ้านที่ดินรถเก่งไว้ชนิดเอาเป็นเอาตายเพราะได้เงินมากจากการทำงานหนักครั้นปี 2559 นี้อาจจะเริ่มรู้สึกแล้วว่าความอยากนั้นเป็นภาระระยะยาว แต่ไม่เป็นไรเพราะท่านเป็นนักสู้ชนิดหาตัวจับยากอยู่แล้ว

ปี 2559 ทั้งปีจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องงานที่จะกระทบถึงที่อยู่อาศัยและเงิน โดยตั้งแต่ต้นปี จะเกิดการพลิกผันด้านการเงิน อันเนื่องจากงานหรือมีศัตรูคู่แข่งจนต้องทบทวนหลายครั้ง หลังจากนั้นประมาณ ส.ค. 2559 จะสงบขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็หนีการเปลี่ยนแปลงเรื่องงานไม่พ้น รวมทั้งเรื่องลูกด้วย

ครั้นตั้งแต่ ส.ค.-สิ้นปี 2559 โชคชัย-ความสำเร็จด้านการเงินการเสี่ยง ลูกๆ หรือบุตรหลานที่ดูแลอยู่จะทยอยเกิดให้ชื่นใจ ตัวท่านก็จะโดดเด่น-เฟื่องฟุ้ง แต่ถึงอย่างไรก็จะถูกโฉลกกับการทำตัวเงียบๆ ไม่เป็นเป้ามากกว่า

ลัคนาราศีธนู (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้ที่เกิด 16 ธ.ค.-14 ม.ค.)

เรื่องไม่คาดฝันอึดอัดเสียหายด้านการเงิน เช่น เก็บไม่อยู่ ได้มาก็มีอันต้องใช้ไปที่เป็นมาตั้งแต่ พ.ย. 2557 และตลอดปี 2558 จะเปลี่ยนไปในปี 2559 เพราะปีใหม่นี้คาดว่าจะมีเพื่อนฝูงญาติพี่น้องมาช่วย หรือได้เงินก้อนใหญ่ค่านายหน้า ติดต่อสื่อสาร หรือกิจการเดินทางคมนาคม หรือไม่ก็ควรจะหาเงินจากแดนไกล การเดินทางขึ้นล่องบ่อยๆ หรือใช้วิธีการลึกลับซับซ้อน แต่ที่ต้องระวังคืออาจขัดแย้งกับพี่น้องของคู่ครอง

ตั้งแต่ ส.ค. 2559 เป็นต้นไปจนสิ้นปีท่านอาจจะได้เริ่มงานส่วนตัวจากเล็กๆ ก่อน หรือหากทำงานประจำจะดีมากถ้าเป็นงานที่ทำเพื่อคนอื่น หรือทำโดยไม่หวังผลมากนักหรืออาจจะได้ตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เป็นตำแหน่งทางวิชาการ หรือกิตติมศักดิ์ หรือตำแหน่งในสมาคมต่างๆ แต่ความมั่นคงจะเกิดกับพื้นฐานของชีวิตคือบ้านที่ดินรถเก่ง หรือไม่ก็การศึกษา

ลัคนาราศีมังกร (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับที่ผู้เกิด 15 ม.ค.-12 ก.พ.)

โชคใหญ่ชนิดหนักแน่นมั่นคงและความสำเร็จโดยรวมของชีวิตเกิดกับตัวท่านเองมาตั้งแต่ พ.ย. 2557 แล้ว หากยังตั้งหลักและตั้งตัวไม่ได้เต็มที่ ก็ยังมีเวลาปี 2559 ให้อีกหนึ่งปีสำหรับภาระกิจอันหนักหน่วง ต่อสู้ดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อความมั่นคง แม้บางช่วงเวลาของปีตัวท่านอาจจะชะลอหรือเดินหน้าถอยหลังบ้าง แต่ก็ไม่สามารถลบเกณฑ์นี้ไปได้ จึงขอให้รีบทำทุกอย่างเพื่อความมั่นคงระยะยาวของตัวเองอย่ามัวแต่รีรอหรือคิดมากเกินไปอันเป็นคุณลักษณะเด่นที่คอยฉุดรั้งพวกท่าน เพราะหากผ่านพ้น มี.ค. 2560 ไปแล้วต้องรออีกสามสิบปีกว่าเกณฑ์นี้จะกลับมาอีกครั้ง

สิ่งที่ควรระวังปีใหม่นี้คือ การแตกหักหรือขัดแย้งกับคนในครอบครัวเพราะเรื่องผลประโยชน์ แม้ตัวท่านเองมีเกณฑ์จะแคล้วคลาด แต่ต้องระวังอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือผ่าตัด โยงไปถึงพ่อแม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังจะได้ชดเชยจากสิ่งที่เสียหายอยู่ดี

ส่วนเรื่องเงินหากท่านใดมีเกณฑ์อื่นๆ ดีอาจได้มรดก หรือโชคลาภจากสิ่งเก่าๆ เช่นพระเครื่อง ขายสมบัติเก่าเก็บ ฯลฯ แต่หากท่านใดมีเกณฑ์ร้ายระวังจะเสียเงินพราะความประมาท ฟุ้งเฟ้อ จนเก็บไม่อยู่ ถ้าจะให้ถูกโฉลกทั้งปีควรหาเงินจากต่างประเทศ หรือทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำหรือเสียหายแล้วเอามาแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น กิจการ รีไซเคิล กิจการซ่อมแซมสิ่งของทุกประเภท ฯลฯ

ตั้งแต่ต้น ก.ค. 2558 มาแล้วต่อเนื่องถึงต้นปี 2559 ยาวถึงประมาณ ส.ค. 2559 ระวังความเสียหายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือการจากไปของพี่น้อง ญาติมิตร หรือเพื่อนรัก ส่วนตั้งแต่ ส.ค.เป็นต้นไปชีวิตจะดีเพิ่มขึ้นมาจากการศึกษา การเดินทางใกล้ไกล ด้านนายหน้า ติดต่อสื่อสาร เดินรถ การเดินทางขนส่ง การเขียนหนังสือ ฯลฯ

ลัคนาราศีกุมภ์ (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้เกิด 13 ก.พ.-14 มี.ค.)

ตั้งแต่กลางปี 2557 มาแล้วที่ท่านอาจพลัดพรากไปไกล เจ็บไข้ได้ป่วย หรือหากไม่เป็นทางกายก็จะเป็นทางใจที่ซึมเศร้าหรือคิดแต่สิ่งเก่าๆ หมองหม่น แต่ผลดีเรื่องเงิน โชคลาภและความสำเร็จของชีวิตจะเกิดกับคู่ครองแทนโดยเป็นมาตั้งแต่ก.ค. 2558 โดยประมาณ

ปีใหม่นี้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป ตัวท่านและคู่ครองหรือไม่ก็เป็นหุ้นส่วนชีวิตหรือหุ้นส่วนทางธุรกิจคงได้ทบทวนแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องเงิน-งานและผลรวมต่างๆ ตั้งแต่ต้นปี  ซึ่งท่านก็พร้อมจะเข้าอกเข้าใจ พร้อมเสียสละเอาใจเขามาใส่ใจเราเห็นใจคู่ครองหุ้นส่วนเต็มที่

ส่วนการงานที่เกิดเรื่องไม่คาดฝันมา หรืออาจเปลี่ยนแปลงโยกย้ายกะทันหัน มีเรื่องมีราวทรยศหักหลังให้ปวดหัวและแบกภาระหนักมาตั้งแต่ พ.ย. 2557 นั้นขอให้ท่านต่อสู้ดิ้นรนไขว่คว้าอดทนต่อไปอย่าได้เสียกำลังใจเด็ดขาดเพราะใกล้จะถึงฝั่งแล้วคือภายใน มี.ค. 2560 ซึ่งอาจจะเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งก็ได้เมื่อคราวบุญบารมีของท่านมาถึงอย่างไม่คาดฝันแล้วใครหรือแม้แต่เทวดาก็กีดกันท่านไม่ได้

ตั้งแต่ ส.ค.-สิ้นปี 2559 ระวังเสียหายทางการเงิน หากใครโชคดีอาจได้มรดกหรือได้เงินจากคู่ครอง การร่วมทุน ได้ปันผล ประกันภัย ประกันชีวิต ฯลฯ

ลัคนาราศีมีน (หากไม่มีเวลาเกิดแน่นอนใช้สำหรับผู้เกิด 15 มี.ค.-12 เม.ย.)

ท่านที่โชคร้ายมีปัญหาเกี่ยวกับคู่ครอง หรือหุ้นส่วนชีวิต หรือหุ้นส่วนธุรกิจมาตั้งแต่กลางปี 2557 แต่บางท่านที่โชคดีอาจได้คู่ครองแบบไม่คาดฝันหรือเป็นคนจากแดนไกล หรือคนในเครื่องแบบ ตำรวจ นักเลงๆ บางประเภท ฯลฯ แล้วตั้งแต่ ก.ค. 2558 เป็นต้นมาตัวท่านเองอาจเกิดปัญหาอุปสรรค หนี้สิน งานก็เกิดปัญหากับผู้ใต้บังคับบัญชา

ครั้นตั้งแต่ปีใหม่ 2559 เป็นต้นไปความพลิกผันด้านคู่ครองหุ้นส่วนจางไปตัวท่านจะทบทวนเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคของตัวเองและงานหลายรอบ พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเดินหน้าชีวิตต่อไป สำคัญมีพลังลึกลับหนุนหลังให้ท่านแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้

ตั้งแต่ ส.ค.-สิ้นปี ท่านอาจจะได้ทำงานกับคู่ครอง ได้ทำกับหุ้นส่วน หรือเพศตรงข้าม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นงานอาจจะเป็นเพื่อคนอื่น ปิดทองหลังพระ สังคมสงเคราะห์งานไม่มีอำนาจบังคับบัญชา งานวิชาการ ฯลฯ จะเหมาะมากเพราะผลที่ได้จะกลับทำให้ตัวท่านเข้มแข็งขึ้น และยิ่งเป็นการไปหาโชคลาภหรือความสำเร็จรวมของชีวิตจากแดนไกลก็จะถูกโฉลกตลอดทั้งปี