รวมไอเดียค้นหาแรงบันดาลใจใน 9 เรียลลิตี้โชว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630739

วันที่ 15 ส.ค. 2563 เวลา 08:35 น.รวมไอเดียค้นหาแรงบันดาลใจใน 9 เรียลลิตี้โชว์ใช้วันหยุดให้คุ้มค่า เปิดจักรวาลรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันใน Netflix หลากรูปแบบ จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์

นอกจากรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันทำอาหารและประกวดร้องเพลงแล้ว ในจักรวาลรายการเรียลลิตี้ ยังมีการแข่งขันอีกมากมายที่สร้างสรรค์มาให้รับชม โดยดึงเสน่ห์ของรายการรูปแบบนี้ไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์รายการที่ออกแบบมาให้ชวนติดตาม ความเข้มข้นของการแข่งขันจากโจทย์สุดท้าทาย ไปจนถึงความทุ่มเทและคาแรคเตอร์ที่หลากหลายของผู้เข้าร่วมแข่งขัน 

โพสต์ทูเดย์ เปิดลิสต์รายการเรียลลิตี้โชว์รูปแบบการแข่งขันใน Netflix คัดมาให้ครบรส รวมทุกการแข่งขันหลากสไตล์ สำหรับมือใหม่และแฟนตัวจริงของรายการเรียลลิตี้รูปแบบนี้ ดูจบครบเมื่อไหร่ ต้อนรับสู่การเป็นเนิร์ดรายการเรียลลิตี้แข่งขันด้วยกัน

Glow up ค้นหาดาวดวงเด่นในวงการเมคอัพอาร์ทติส

เริ่มต้นด้วยรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันค้นหาสุดยอดช่างแต่งหน้า ที่ซีซั่นสองสามารถรับชมได้ในวันที่ 14 สิงหาคม  จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจำนวน 10 คน คัดออกอาทิตย์ละคน จนเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว โดยในแต่ละอาทิตย์จะมีโจทย์ให้ผู้เข้าแข่งขันได้แสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น การแต่งหน้าขึ้นปกนิตยสาร การแต่งหน้าเอฟเฟค หรือลุคสำหรับเดินพรมแดง เป็นต้น ผู้ที่ทำผลงานได้ดีน้อยที่สุด 2 คน จะต้องมาแข่งกันอีกครั้งในรอบคัดออก รอบนี้จะเป็นการทดสอบทักษะการแต่งหน้า เช่นการทาปากสีดำให้ไร้ที่ติ หรือ การคัดเบ้าตาให้คมกริบ โดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะทั้งคู่จะตัดสินกันด้วยฝีมือ เนื่องจากนางแบบของทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน จากเมคอัพอาร์ทติสหลากหลายคาแรคเตอร์ ใครจะก้าวสู่การเป็นดาวเด่นในวงการ ติดตามได้ใน Glow up

Skin Wars เมื่อเรือนร่างกลายเป็นผืนผ้าใบ และสีสันคืออาวุธ

ศิลปะบอดี้เพนท์จะทรงพลังกว่าที่เคย เมื่อศิลปินทั้งหลาย ต้องมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดในรายการ Skin Wars ศิลปินมากความสามารถจากทั่วโลกจำนวน 12 คน จะมาแข่งขันกันเพื่อพิสูจน์ว่าใครคือสุดยอดนักบอดี้เพนท์ ในท้ายที่สุดผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลหนึ่งแสนดอลลาร์และตำแหน่งแชมป์สกินวอร์สอันน่าภูมิใจ และ 1 ในคณะกรรมการของรายการที่เป็นสีสันและเป็นที่รู้จักอย่างดี ได้แก่ รูพอล ชาล์ส พิธีกรรายการรูพอลส์ แดร็ก เรซ และราชินีแห่งการแปลงโฉมที่แท้จริง โจทย์สุดสร้างสรรค์ในเวลาจำกัดของแต่ละอาทิตย์เช่น เพนท์เครื่องแต่งกายนักเต้นในธีมเฉลิมฉลอง เพนท์นางแบบให้กลายเป็นงานศิลปะสองมิติ หรือ การเพนท์ภาพลวงตา การแข่งขันจะมีสองรอบ ผู้ชนะในรอบแรก จะได้สิทธิพิเศษสำหรับโจทย์ในรอบต่อไป และคนที่มีผลงานแย่ที่สุดในสายตากรรมการ ก็ต้องกลับบ้านไปในแต่ละอาทิตย์ นี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรีและสีสันของจริง

Next in Fashion  การแข่งขันเพื่ออนาคตของวงการแฟชั่น

Next in Fashion การแข่งขันที่ทุ่มเทค้นหาดาวดวงใหม่ของวงการแฟชั่น มีพิธีกรขวัญใจวงการแฟชั่น 2 คนเป็นผู้ดำเนินรายการ ได้แก่ แทน ฟรานซ์ จากเควียร์ อาย และอเล็กซ่า ชุง และผู้เข้าแข่งขันเป็นดีไซเนอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงจำนวน 18 คน ที่มีความถนัดและสไตล์แตกต่างกัน เหล่าดีไซเนอร์จะได้เจอกับภารกิจที่หลากหลาย เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาคืออนาคตของวงการแฟชั่น และมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ในการแข่งขันช่วงแรกพวกเขาจะจับคู่กัน ช่วยกันออกแบบและตัดเย็บในเวลาที่จำกัด และทุกชุดของพวกเขา จะได้รับการสวมใส่โดยนางแบบและนายแบบ และนำไปเดินแฟชั่นโชว์ เพื่อเข้าสู่การตัดสินผู้ชนะและผู้ที่ต้องกลับบ้านในแต่ละอาทิตย์  จนมาถึงช่วงท้ายของการแข่งขัน ดีไซเนอร์จะเริ่มแข่งแบบเดี่ยว พวกเขาจะต้องฟาดฟันไอเดียกับเพื่อนสนิทที่เคยจับคู่กันเอง โจทย์ในแต่อาทิตย์ท้าทายแตกต่างกันไป มีตั้งแต่ชุดสูท สตรีทแฟชั่น ไปจนถึงชุดเดินพรมแดง แอบกระซิบนิดนึงว่าใครที่ชื่นชอบลุคของโกมุนยอง จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay พลาดไม่ได้กับรายการนี้ เพราะดีไซเนอร์เกาหลีใต้ เจ้าของผลงานหลายลุคของโกมุนยองในเรื่อง ได้ร่วมเข้าแข่งขันรายการนี้ด้วย

Interior Design Masters การแข่งขันที่เปลี่ยนจากความหลงใหล สู่อาชีพนักตกแต่งภายในเต็มตัว

10 ผู้เข้าแข่งขันจากสหราชอาณาจักร ที่มีใจรักการออกแบบ ทั้งแม่บ้าน ทนายความ นักค้าของเก่า และอื่นๆ สู่การแข่งขันเพื่อผลักดันตัวเองจากมือสมัครเล่น สู่การเป็นมืออาชีพ และผู้ชนะจะมีโอกาสแจ้งเกิดในสายอาชีพนักออกแบบภายใน การแข่งขันมีทั้งแบบกลุ่ม แบบคู่ และแบบเดี่ยว สู่ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ในแต่ละอาทิตย์จะได้รับโจทย์ที่ท้าทายแตกต่างกันไป เช่น การแปลงโฉมบ้านตัวอย่าง การตกแต่งโรงแรมด้วยโจทย์เซอร์ไพรส์ที่ไม่เหมือนใคร หรือ การแปลงโฉมร้านค้า โดยผู้ชมเองจะได้ความรู้และได้ไอเดียในการแต่งบ้านจากรายการไปพร้อมๆ กับความสนุกด้วย

The Big Flower Fight สวยงาม ยิ่งใหญ่ ปรากฏการณ์แห่งดอกไม้และไอเดียสร้างสรรค์

จากการแข่งขันในบ้าน ก้าวสู่โลกกว้างกับสวนสวยและดอกไม้งาม พบกับนักตกแต่งดอกไม้มือสมัครเล่น 10 คู่จากทั่วโลก ที่มีทั้งคู่เพื่อน คู่รัก คู่พ่อลูก บางคู่สไตล์และคาแรคเตอร์จัดจ้านไม่แพ้ความตระการตาของสวนดอกไม้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การจัดดอไม้ทั่วไป แต่โจทย์คือความสวยงามและยิ่งใหญ่ ลืมภาพดอกไม้เล็กๆในแจกันไปได้เลย ผู้ชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์ในการออกแบบประติมากรรมชิ้นเฉพาะในสวนพฤกษศาสตร์หลวงของลอนดอน แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น พวกเขาต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ ยักษ์ ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งดอกไม้ให้เป็นแมลงยักษ์ขนาดมหึมา การรังสรรค์ชุดสุดเลิศหรูจากดอกไม้นานาชนิดให้นางแบบใส่ได้จริง หรือ การสร้างสรรค์บัลลังก์ขนาดมหึมาด้วยพืช ผัก ผลไม้ เป็นต้น ใครเล่าจะคาดคิดว่าการฟาดฟันกันด้วยดอกไม้ ก็ดุเดือนและตื่นเต้นไม่แพ้การแข่งขันใดๆ

Blown Away ร้อนแรง เปราะบาง สร้างสรรค์ สู่งานศิลปะชิ้นสวย

อีกหนึ่งการแข่งขันสุดสร้างสรรค์ กับการเป่าแก้วให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นสวย พบกับศิลปินนักเป่าแก้วผู้เก่งกาจ 10 คน สู่การแข่งขันด้วยความร้อน ความคิดสร้างสรรค์ ฝีมืออันประณีต เพื่อผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้กลายเป็นศิลปินผู้โด่งดังไปทั่วโลก โจทย์ที่พวกเขาจะต้องผ่านพ้นไปให้ได้มีทั้ง การนำเสนออาหารจานโปรดผ่านการเป่าแก้ว สร้างสรรค์โคมไฟประดับ หรือ ออกแบบหุ่นยนต์แก้วที่สะท้อนภาพชีวิตในอนาคต  และผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาให้กรรมการตะลึงได้น้อยที่สุดในแต่ละอาทิตย์จะต้องกลับบ้านไป

Awake the million dollar game ใครอดนอนได้เก่งที่สุด คนนั้นชนะ!!!

การแข่งขันสุดเพี้ยน แต่แสนหอมหวานด้วยเงินรางวัลหนึ่งล้านดอลลาร์ ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 7 คนในแต่ละอาทิตย์ จะต้องมาทนทรมานกับการอดนอน พร้อมๆกับเผชิญโจทย์สุดหิน สู่การเป็นผู้ชนะและคว้าเงินรางวัลไป เริ่มต้นจากการอดนอนเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อร่างกาย สายตา และสมองอ่อนล้าเต็มที่ ผู้เข้าแข่งขันยังต้องมาเจอกับการสนเข็ม การแข่งจ้องตา การถือของให้นิ่ง และอื่นๆ ถ้าเป็นในเวลาปกติสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่เมื่อคุณไม่ได้นอนมา 1 วันเต็มๆ โจทย์เหล่านี้เปรียบได้กับการพิชิตยอดเขาสูง  

Floor is Lava แข่งกันออกจากห้องให้เร็วที่สุด แต่…ห้ามตกลงไปในลาวา!

การแข่งขันเอาชนะเส้นทางอุปสรรคในห้องธีมต่างๆ เช่น ห้องครัว ห้องนอน ท้องฟ้าจำลอง แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ พื้นที่เป็นลาวา!!! ขอเพียงผู้เข้าแข่งขันสามารถออกจากห้องไปได้ ไม่ว่าจะด้วยเส้นทางไหนก็ตาม ที่สำคัญจำไว้เพียงต้องไม่ตกไปในลาวาสีเพลิง ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 3 ทีม แต่ละทีมมีสมาชิก 3 คน  ทีมไหนที่มีสมาชิกรอดออกจากห้องได้จำนวนมากที่สุด และทำเวลาได้เร็วที่สุด จะเป็นทีมผู้ชนะ นี่คือการแข่งขันที่ทั้งดุเดือด สนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความบันเทิง

Ultimate Beastmaster ผู้กล้า ผู้แข็งแกร่งจากทั่วโลก มุ่งหน้าสู่หนทางเจ้าแห่งอสูร

หากคุณชอบการแข่งขันแนวนินจาวอริเออร์ นี่จะเป็นอีกรายการที่คุณพลาดไม่ได้ อำนวยการสร้างโดยเจ้าพ่อหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ด  ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน  กับการเฟ้นหาเจ้าแห่งอสูร จากผู้เข้าแข่งจากทั่วโลก หลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากทวีปอเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย ผู้เข้าแข่งขันทุกล้วนมีร่างกายแข็งแกร่ง และความถนัดที่ต่างกัน เช่น นักปีนผา นักยิมนาสติก นักกีฬาครอสฟิต นักยกน้ำหนักเป็นต้น และที่พิเศษนี่คือรายการที่แข่งไม่แบ่งแยกเพศและศักยภาพ เปิดโอกาสให้ทั้งนักกีฬาผู้ชายและผู้หญิงมาร่วมแข่งขันในโจทย์เดียวกัน แบบที่ไม่มีการอ่อนข้อให้ใคร และความสนุกอีกอย่างของรายการเราจะได้เห็นพิธีกรจากหลากหลายประเทศ เชียร์ผู้เข้าแข่งขันของตัวเองในสไตล์ที่แตกต่างกัน

How to เลือกแว่นอย่างไรให้สวยได้ดุจญาญ่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630709

วันที่ 14 ส.ค. 2563 เวลา 13:10 น.How to เลือกแว่นอย่างไรให้สวยได้ดุจญาญ่าทริคการเลือกแว่นให้แมตช์กับไลฟ์สไตล์ สวยเท่ง่ายๆ แบบญาญ่า

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนของประเทศไทย แสงแดดก็แผดเผาเราได้ทุกวัน แม้ในวันที่ฟ้าครึ้มแสงยูวีในบ้านเราก็ยังมีความเข้มเกิน 50% อยู่นั่นเอง ทำให้แว่นตาถือเป็นไอเท็มที่คนรักสุขภาพ รวมถึงเหล่าแฟชั่นนิสต้าต้องมีติดกระเป๋าอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะใช้ป้องกันแสงแดดและถนอมดวงตาแล้ว แว่นตาเก๋ ๆ สักคู่ยังช่วยเติมเต็มสไตล์การแต่งตัว และสื่อถึงตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย

ร้อนนี้ โบลอน (BOLON) แบรนด์แว่นตาชั้นนำจากฝรั่งเศส ที่นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท เอสเอสซีลอร์ ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จํากัด ขอจัดเต็มอวดโฉมแว่นตาคอลเลคชั่นใหม่ “Spring/Summer 2020” เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าเมืองไทย งานนี้ได้เจ้าแม่ตัวท็อปแห่งวงการแฟชั่นที่ติดโผรายชื่อบุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นระดับโลก (Business of Fashion: BoF) มาสดๆ ร้อนๆ อย่าง ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ เจ้าของแฮชแท็ก #แว่นของญาญ่า มาแนะนำทริคการเลือกแว่นตาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ให้เก๋ไก๋กันแบบไม่มีเอาต์ แบบนี้หนุ่มสาวสายแฟจะพลาดได้ไง!

เริ่มต้นด้วยแว่นตาเอาใจนักธุรกิจหรืออาชีพที่ต้องการความน่าเชื่อถือในการทำงาน แนะนำแว่นทรงคลาสสิกอย่างทรงกลม สี่เหลี่ยม หรือกลมรี เพราะเป็นรูปทรงแบบยูนิเซ็กส์ที่สวมใส่ได้ไม่ติดทั้งชายหญิง ถ้าต้องการดูหรูหราภูมิฐานขึ้นมาอีกหน่อย ก็ให้เลือกกรอบแว่นไทเทเนียมหรือสแตนเลสสตีลในโทนสีดำ สีทอง หรือสีน้ำตาล ส่วนผู้ที่ชอบลุคสบายๆ ไม่ทางการมาก แว่นแบบไร้กรอบก็ช่วยเสริมความมั่นใจได้ไม่น้อย

เหล่าแฟชั่นนิสต้า บล๊อกเกอร์ ยูทูปเบอร์ และคนสายบันเทิง ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์และสไตล์ที่โดดเด่น เหมาะกับแว่นตาดีไซน์เก๋ ๆ ขนาดใหญ่แบบ Oversized ไม่ว่าจะทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม หรือทรงแคทอาย คุณก็สามารถหยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้าได้อย่างสนุกสนาน ยิ่งใช้เลนส์สีสันสดใสก็จะเพิ่มความหลากหลายตามโทนสีชุดในแต่ละวัน ทำให้คุณกล้าหยิบไอเท็มเครื่องแต่งกายใหม่ ๆ มาลองสวมใส่เพื่อสร้างลุคที่ไม่ซ้ำใครได้มากขึ้น

สำหรับคนทำงานสายครีเอทีฟ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ นักเขียน หรือผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์และต้องการสร้างความประทับใจให้อีกฝ่าย ควรเลือกใส่แว่นกันแดดดีไซน์แบบคูล ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่สื่อถึงรสนิยมที่มีทั้งความทันสมัยและความคลาสสิกอย่างลงตัว กรอบพลาสติกหรือกรอบลามิเนตเป็นตัวเลือกที่ดีมาก และควรเลือกเลนส์สีอ่อนอย่างสีน้ำตาลหรือสีชาให้มองเห็นดวงตาของคุณ เพื่อสร้างบุคลิกลุ่มลึกแบบนิ่ง ๆ แต่อิมแพกต์แรงสุด ๆ ไม่ควรใช้เลนส์สีดำสนิทหรือสีปรอท เพราะจะทำให้ดูปิดกั้นและเข้าถึงยากเกินไป

สาวแว่นที่แค่อยากเพิ่มลุคคิ้วท์ๆ แต่ดาเมจแรง สามารถเปลี่ยนลุคเนิร์ดๆ ให้เป็นสาวสวยปังได้ทันที เพียงสวมแว่นดีไซน์ล้ำๆ แต่มีเส้นสายสบายตา ทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัยแบบไม่หนาหนัก เลือกได้ทั้งทรงตาแมวหรือทรงหลายเหลี่ยม ยิ่งถ้าเป็นกรอบแว่นที่ทำจากวัสดุเกรดพรีเมียมผิวมันวาวจะยิ่งช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงกรอบผิวด้านสีเทา สีดำ หรือสีเข้มอื่นๆ

แน่นอน สำหรับหนุ่มสาวที่รักกิจกรรมกลางแจ้งหรือแค่ต้องการเปลี่ยนลุคให้ดูเท่ แว่นตาของคุณจะต้องป้องกันรังสียูวีได้ 100 % เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน กระชับเบาสบาย สวมใส่ได้หลายโอกาสและสามารถตอบโจทย์ทุกกิจกรรมของคุณ 

เลือกแว่นที่ใช่ ทรงที่ชอบ ในแบบที่เป็นคุณ จากคอลเลคชั่น “BOLON Spring/Summer 2020” ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายแว่นตาโบลอน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://bolon.co.th/ เฟซบุ๊ก Bolon Eyewear Thailand และอินสตาแกรม “Boloneyewearth”

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630323

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:12 น.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุดการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล

ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล ทั้งกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร

ข้อมูลโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน  ระบุ โลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital AI Robot IoT และ Technology ที่ซับซ้อน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานต้องตามให้ทัน เป้าหมายคือความมั่นคงยั่งยืน สามารถสร้างความต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นต้องล่มสลาย และไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด สุดท้ายแล้วต้องใช้คน คนจึงต้องปรับตาม แล้วใครต้องเปลี่ยน ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ การพัฒนาอาจมีการกระจายไปในหลายระดับ ทั้งระดับต้น กลาง สูง ตามนโยบาย แต่การลงทุนพัฒนาคนในองค์กรต้องกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งกระบวนการเรียนรู้อย่างหวังผล อย่างเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้นมองใน 2 ประเด็น คือ บุคลากรกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ของกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ถือเป็นหัวใขสำคัญคือ ผู้บริหารระดับกลาง นั่นคือ ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ คนกลุ่มนี้คือมือทำงาน คนรุ่นใหม่ ไฟแรง เป็นอนาคตของหน่วยงาน เป็นกลุ่มที่จะขยับขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ คนกลุ่มนี้จะเป็นรอยต่อเชื่อมโยงระดับบนและล่าง คนกลุ่มนี้จะขยับขึ้นเป็นผู้นำองค์กรในอนาคตและพัฒนากลุ่มล่างขึ้นมาแทน สร้างระบบการพัฒนาต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ขององค์ความรู้

องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเพื่อยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับกลางเพื่อการเตรียมขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งตนต้องพัฒนาทีมงานระดับรองลงมาให้ขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเป็นองค์ความรู้อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหา ความท้าทายต่างๆ อย่างตรงจุด อีกทั้งต้องสามารถนำไปปประยุกต์ใช้ได้และถ่ายทอดได้อย่างมั่นใจ องค์ความรู้ดังกล่าวประกอบด้วย

1. ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการนำตนเองนี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้นของความสำเร็จใดๆ การจะนำตนเองได้นั้น ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมาย รู้ว่าอะไรคือความหมายของงานนั้นๆ อย่างแท้จริง จะทำไปเพื่ออะไร ทำไม ความสามารถนี้จะเป็นจริงได้ ตนต้องปรับกรอบความคิดและมุมมองตนเองได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อยกระดับศักยภาพตนเองได้ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองกลับมานำตนเองได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก ความสามาถในการนำตนเองนี้จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของการจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอนาคต ผู้บริหารระดับกลางจึงต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ เพราะการที่จะไปนำใครนั้นต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตนเองก่อน

2. ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ผู้บริหารระดับกลางถือเป็นมือทำงาน ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาเป็น มีความคิดที่แปลกใหม่ สามารถสร้างทางเลือกที่แตกต่างอย่างหลากหลายเพื่อการตัดสินใจที่คุ้มค่า คุณสมบัตินี้ต้องใช้ปัญญา และปัญญาต้องมาจากมุมมองเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม โดยเข้าใจว่าความรู้ใดๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง ผู้บริหารระดับกลางจึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ อีกทั้ง สามารถมองทั้งหน่วยงานด้วยมุมมองเชิงระบบที่เห็นทุกระดับเชื่อมโยงกันทั้งหมด การพัฒนาจึงต้องเป็นภาพรวมอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผู้บริหารระดับกลางจึงถือเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญที่จะหลอมรวมทุกระดับเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับปัญหาเชิงซับซ้อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

3. ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรความเข้มแข็งขององค์กรจะเป็นจริงได้ทีมงานต้องตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นความเข้าใจความไว้วางใจที่มีต่อกันนั่นคือศรัทธาศรัทธาในทีมงานจะเกิดขึ้นได้บุคลากรต้องเห็นคุณค่าในความต่างเคารพในความคิดเห็นที่หลากหลายการเห็นคุณค่าในความต่างนี้เองทำให้เราเปิดใจกว้างรับฟังนั่นคือเอาอีกฝ่ายเป็นตัวตั้งมิใช่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางการเปิดใจกว้างรับฟังจึงนำไปสู่การเห็นคุณค่าระหว่างกันการเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้จึงจะสามารถสร้างทีมงานที่มีพลังร่วมที่เกิดจากการเชื่อมโยงของบุคลากรที่หลากหลาย

ทั้งนี้ พลังร่วมดังกล่าวจะต้องเกิดจากการระเบิดศักยภาพตนเองจากภายใน การจะระเบิดแรงขับเคลื่อนภายในตนเองได้นั้น บุคคลนั้นๆ ต้องเห็นคุณค่าในตนเองเท่านั้น การเห็นคุณค่าตนเองโดยความหมายแล้วก็คือ การมองภาพตนเองเชิงบวก การยอมรับตนเอง เข้าใจตนเองตามความเป็นจริง ภาวะนี้จึงจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในมั่นคง มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน สามารถนำตนเองได้ ด้วยภาวะของการเห็นคุณค่าในความแตกต่างและการเห็นคุณค่าตนเองจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมั่นคงยั่งยืน

4. ความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ชัดว่าผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ การนำองค์กรไปในทิศทางเดียวกันต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่เป็นภาวะที่เกิดจากการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง การยอมรับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตนให้การยอมรับบุคคลเหล่านั้นเสียก่อน มันคือการยอมรับในคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้บริหารระดับกลางที่ต้องเล่นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมทั้งระดับบนและล่าง จึงต้องเข้าใจและตระหนักว่าเรากำลังสัมพันธ์อยู่กับชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

ในโลกที่ผันผวน ยุค Digital ที่ Technology ก้าวไกลและซับซ้อน การปรับเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน การลงทุนเพื่อพัฒนาคนในองค์กรจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างหวังผลและเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้บริหารระดับกลางคือตัวจักรสำคัญ อีกทั้ง ทักษะที่จำเป็นนั้นต้องครอบคลุม ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการบรรลุเป้าหมายเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรอย่างเป็นหนึ่งเดียว

3 ทริคง่ายๆ จำขึ้นใจ เตรียมข้อมูลไว้อุ่นใจเมื่อไฟดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630145

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.3 ทริคง่ายๆ จำขึ้นใจ เตรียมข้อมูลไว้อุ่นใจเมื่อไฟดับท่องจำไว้ช่วยให้ไฟมาเร็ว 3 ข้อมูลหลักที่ต้องใช้เมื่อกระแสไฟมีปัญหา พร้อมเปิดใจ “ช่างไฟฟ้า PEA” กับ 4 ขั้นตอนที่ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเมื่อไฟดับ

ฤดูฝนนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางแล้ว แม้ว่าเราอยู่บ้านก็ยังลามมาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไฟดับได้เช่นกัน เพราะแรงลมจากฝนฟ้ากระโชก มักจะทำให้กิ่งไม้ หรือร้ายไปกว่านั้น ก็ทำให้ต้นไม้ล้มทับสายไฟฟ้า หนึ่งในชนวนเหตุของไฟดับ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

แต่…ถ้าไฟดับล่ะต้องทำอย่างไร!?

เชื่อแน่ว่าทุกคนต้องเคยประสบเหตุการณ์ที่กระแสไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งทำได้เพียงรอการดำเนินการแก้ไข โดยแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่กลับสุดแสนจะยาวนานในห้วงความรู้สึกของการรอคอย ทั้งยังส่งผลต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกครั้งที่ไฟดับ คุณสามารถช่วยให้ไฟติดเร็วขึ้นได้ ! เพียงแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้องหรือไฟดับ ได้ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA Call Center 1129 หรือแอปพลิเคชัน PEA Smart Plus พร้อมแจ้ง 3 ชุดข้อมูลสำคัญ ดังนี้

  • หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า 12 หลัก จากบิลค่าไฟฟ้า ซึ่งจะมีข้อมูลใกล้เคียงสถานที่เกิดเหตุ พิกัดที่อยู่อาศัย หน่วยงาน PEA ท้องที่ที่ควบคุมดูแล โดยสามารถบันทึกในโทรศัพท์มือถือไว้เพื่อเตรียมความพร้อม
  • ข้อมูลผู้แจ้งเหตุ เพื่อการประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการเดินทาง รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น
  • สาเหตุเบื้องต้นที่คาดการณ์ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินของทีมช่างไฟฟ้า PEA ในการวางแผนปฏิบัติงาน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญพิเศษ จะเร่งปฏิบัติหน้าที่ใน 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. วางแผนการทำงานเมื่อตรวจพบความผิดปกติของการจ่ายกระแสไฟฟ้าหรือได้รับแจ้งจากผู้ใช้บริการทีมนายช่างไฟฟ้าจะเร่งวางแผนการทำงานพร้อมเดินทางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุขัดข้องโดยเร็ว
  2. เร่งหาจุดขัดข้องการสำรวจสายไฟฟ้าที่ไม่ว่ายาวหลายสิบกิโลเมตรหรือเกิดขึ้นในช่วงไหนก็พร้อมปฏิบัติการค้นหาเต็มที่
  3. จัดการแก้ไข ในกรณีที่เกิดความเสียหายไม่มากนัก ก็สามารถจัดการแก้ไขได้อย่างฉับไว แต่ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างต่างๆ อาทิ เสาไฟฟ้าล้ม/หัก ต้นไม้ล้มทับสายไฟ อาจต้องใช้ระยะเวลาที่เพิ่มมากขึ้น
  4. จ่ายไฟปกติ การเปิดให้กระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านจุดที่ดำเนินการซ่อมแซม พร้อมแจ้งผลของการปฏิบัติงานไปยังผู้ร้องเรียน พร้อมรีเช็คผลลัพธ์ของการทำงาน

เพราะไฟฟ้าคือชีวิต ต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์…เปิดใจ “เต้-พิพัฒน์พงษ์” ทีมนายช่างไฟฟ้า อ.ราชสาส์น

“เต้” พิพัฒน์พงษ์ สุรพิพิธ พนักงานช่างระดับ 3 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาย่อยอำเภอราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา รัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ทิ้งเส้นทางอินธนูประดับบ่า มาสู่วิชาชีพช่างไฟฟ้า PEA ด้วยมุ่งหมายจะแต้มรอยยิ้มให้เปื้อนหน้าใบหน้าคนไทย ซึ่งเชื่อว่า การส่งมอบกระแสไฟฟ้าด้วยบริการคุณภาพไปยังบ้านเรือนประชาชนนั้น ถือเป็นการสร้างความสุขให้กับทุกคน จึงตั้งใจหาความรู้และพัฒนาตนเองเพื่อเข้าสอบแข่งขัน จนผ่านการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในทีมช่างไฟฟ้าของ PEA พร้อมทั้งเปิดประตูบานใหม่ที่ตอบโจทย์เป้าหมายและเติมเต็มคุณค่าให้กับชีวิต “ซึ่งช่วงเวลาสุดระทึกของทีมนายช่างไฟ PEA ก็คือ การรับแจ้งเหตุไฟดับจากปลายสาย ซึ่งน้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความหวัง ดังนั้น ทีมงานทุกคน จึงต้องพร้อมแสตนด์บายรับทุกสถานการณ์ และรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุขัดข้อง พร้อมแก้ไขสถานการณ์โดยด่วน เพราะเข้าใจดีว่าไฟฟ้าคือชีวิต และทุกวินาทีที่ผ่านไปมีผลคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการ”

ทั้งนี้ นอกจากความตั้งใจของทีมเจ้าหน้าที่ช่างไฟฟ้า PEA ในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังประชาชน เพื่อควบคุมสถานการณ์และจำกัดขอบเขตของความเสียหายได้อย่างทันท่วงทีแล้ว ในภาพใหญ่ของการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า PEA ได้ใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตทรัพย์สินของประชาชนน้อยลง และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของชาวต่างประเทศที่ต้องการความเชื่อมั่นของแหล่งพลังงานที่จะไม่ถูกรบกวนและได้รับความเสียหายหากเกิดไฟฟ้าดับหรือขัดข้อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PEA Call Center 1129 หรือ www.facebook.com/Provincial.Electricity.Authority และ www.pea.co.th

“WOMEN” YOU ARE AMAZING เพราะผู้หญิงทุกคนมีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629966

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 09:15 น.“WOMEN” YOU ARE AMAZING เพราะผู้หญิงทุกคนมีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเองเซ็นทรัลเชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง จัดแคมเปญ “WOMEN” YOU ARE AMAZING เพื่อผู้หญิงและงานวันแม่ตลอดสิงหาคมนี้

นับอีกครั้งแล้วที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ มีแคมเปญดีๆ ให้เราได้ติดตาม ซึ่งครั้งนี้เนื่องในเดือนสิงหาคมเป็นเดือนของวันแม่ เซ็นทรัลจึงได้ร่วมส่งเสริมพลังของผู้หญิงกับบทบาทที่หลากหลายและท้าทายทางสังคม ด้วยการจัดแคมเปญ “WOMEN” YOU ARE AMAZING เพราะผู้หญิงทุกคนมีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเอง ฉลองความเป็นผู้หญิงกับสิทธิพิเศษมากมายตลอดเดือนสิงหาคม 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัลภูเก็ต เซ็นทรัลวิลเลจ รวม 33 สาขาทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนลูกค้าประชาชนร่วมลงนามและจุดเทียนชัยถวายพระพรกับกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เซ็นทรัลพัฒนา เชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง และ Women’s Empowerment หรือการส่งเสริมความแข็งแกร่งและการเพิ่มขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศของผู้หญิงอย่างเต็มศักยภาพผ่านบทบาทที่หลากหลายทางสังคม โดยปีนี้ได้สร้างความแตกต่าง จัดแคมเปญ “WOMEN” YOU ARE AMAZING พลิกโฉมแคมเปญวันแม่ให้แตกต่างกว่าทุกปี ด้วยกลยุทธ์ Female Preference เข้าไปในนั่งในใจลูกค้าผู้หญิงทุกคน โดยได้จับมือกับนิตยสารชั้นนำของไทย ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก 11 ผู้หญิงเก่งของเมืองไทย เพื่อสร้างกำลังใจและรณรงค์ให้สังคมเข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของผู้หญิงในหลายๆ บทบาทและอาชีพ และสื่อสารว่าแรงบันดาลใจมีความสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตของผู้หญิงแทบทุกคน

นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ได้ร่วมฉลองความมหัศจรรย์ของผู้หญิง ตอบแทนความแข็งแกร่งและความสง่างาม ผ่านโปรโมชั่นที่คิดมาแล้วเป็นอย่างดีสำหรับผู้หญิงทุกคน ผ่านทาง 7 โปรมหัศจรรย์เพื่อต้อนรับวันแม่แห่งชาติ ได้แก่

1. ดีลสุดปัง ONE PRICE LIPSTICK ลิปสติกแบรนด์ดังมากมายในราคาเพียง 199 บาท เท่านั้น

2. สินค้าแฟชั่นลดสูงสุด 50% หรือ Special gift set จากแบรนด์ดังมากมาย

3. Friday Special พบความพิเศษทุกวันศุกร์ตลอดเดือน อาทิ ช้อปครบรับฟรี Skin treatment หรือ ของสมนาคุณจากร้านค้าในศูนย์การค้า

4. พิเศษ TOP SPENDERS 10 ท่านแรก ที่ใช้จ่ายในร้านค้าหมวดสถาบันเสริมความงาม ภายในศูนย์การค้า รับฟรี แพคเกจห้องพัก DELUXE BALCONY สุดหรูที่ SALA KHAOYAI 3 วัน 2 คืน จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 32,600 บาท

5. เฉพาะวันแม่ 12 สิงหาคม

  • แม่ลูกแต่งตัวเหมือนกันรับ FREE GIFT ! เพียงถ่ายภาพ และโพสต์ภาพพร้อมติด # LOVEMOMOUTLOUD # รักแม่ให้โลกรู้ นำภาพถ่ายไปแสดงที่จุด Redemption ทุกสาขาเพื่อรับของรางวัลที่ระลึก
  • พาคุณแม่ดูหนังฟรีที่ Major Cineplex ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจกบัตรชมภาพยนตร์ฟรี 1 ใบ ต่อคู่แม่-ลูก โดยสามารถรับได้ที่จุดแลกของสมนาคุณ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ
  • ชวนแม่ถ่ายรูปฟรีกับ Big Camera ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ ณ จุดถ่ายภาพที่กำหนด เมื่อช้อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับฟรี 1 สิทธิ์

6. ร่วมลงนามและจุดเทียนชัยถวายพระพร กับกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา

7. ปิดท้ายด้วย กิจกรรมดีๆ ร่วมแบ่งปัน บราเก่าแลกบราใหม่ BRA CHARITY WITH WACOAL ให้เพื่อนผู้หญิงที่ขาดแคลน ทุกการบริจาค 1 ชิ้น เราจะนำบราใหม่ของ WACOAL ไปมอบให้แก่เพื่อนผู้หญิงที่ขาดแคลน และ พิเศษ เมื่อช้อป 1,000 บาท ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 และ เซ็นทรัลเฟสติวัล อิสต์วิลล์ พร้อมนำบราเก่ามาบริจาค รับฟรี ถุงผ้าบราเดย์ 1 ใบ

ทั้งนี้ ตลอดมาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัฒนา ได้ใส่ใจและให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงอย่างเป็นพิเศษมาตลอด สะท้อนให้เห็นได้จากความสำเร็จของโซนที่จอดรถสำหรับผู้หญิง หรือ Lady Parking แห่งแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา บางนา เพื่อสร้างความไว้ใจและความมั่นใจในการใช้บริการ มีการใช้สีชมพู เป็นสีไอคอนนิกในการตกแต่งจนกลายเป็นภาพจำ มาตั้งแต่ปี 2553 หรือ เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จนกลายเป็นต้นแบบของศูนย์การค้าอื่นๆทุกแห่ง นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังมีบริการพื้นฐานสำหรับผู้หญิงอย่างครบครัน อาทิ มีบริการช่วยถือของ บริการห้องแม่และเด็ก ห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม นอกจากนี้ยังมีบริการและเคาน์เตอร์ให้ความช่วยเหลือต่างๆอีกด้วย โดยจากข้อมูล ทราฟฟิกโดยเฉลี่ยของศูนย์การค้าเซ็นทรัล จะมีสัดส่วนเพศหญิงต่อเพศชายอยู่ที่ 60:40 สะท้อนว่า ผู้หญิงเป็นนักช้อปตัวจริงและเป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญของศูนย์การค้าอย่างเหนียวแน่น”

New Normal : ส่องไลฟ์สไตล์เสริมความงามของชาวภารตหลังโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629930

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 08:18 น.New Normal : ส่องไลฟ์สไตล์เสริมความงามของชาวภารตหลังโควิดCOVID-19 สร้าง New Normal ให้ชาวอินเดียนิยมเสริมความงามที่บ้าน

ตั้งแต่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) แพร่ระบาดในอินเดีย ตัวเลขยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อและสินค้าจำเป็นสำหรับการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังมีสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกันคือผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลความงาม ตัดแต่งทรงผม หนวด เคราด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์กรูมมิ่ง (Grooming) เนื่องจากช่วงล็อคดาวน์และการปิดตัวชั่วคราวของร้านเสริมสวยต่างๆ นั้น ชาวอินเดียจึงต้องหัดดูแลตัวเองที่บ้าน จนกลายเป็นอีกหนึ่ง New Normal ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี รายงานว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของอินเดียมียอดซื้อสินค้ากรูมมิ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสินค้าดูแลผม ผิวหน้า เล็บมือ และเล็บเท้า โดยใน Amazon.in นั้น อุปกรณ์ตัดผม โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่าในช่วงสถานการณ์ซึ่งแทบจะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของอินเดียที่ผู้คนตัดผมเองที่บ้าน ส่วนใน Flipkart.com เองก็มีแนวโน้มในการซื้อสินค้ากรูมมิ่งเพิ่มขึ้นทั่วอินเดีย ไม่ใช่แค่ในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่เมืองรอง เช่น อินดอร์ อาห์มดาบัด และดิสปูร์ ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้จากการค้นหาสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ซึ่งผู้บริโภคซื้อสินค้ากรูมมิ่งในทุกระดับราคา และสนใจคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าแบรนด์

ทั้งนี้ การเติบโตของยอดจำหน่ายสินค้ากรูมมิ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะบนร้านค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นในร้านค้าออฟไลน์เช่นกัน โดยเฉพาะในระยะแรกของการล็อคดาวน์ ที่ร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้รับอนุญาตให้จัดส่งเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น ผู้คนจึงต้องหันมาพึ่งพิงร้านค้าทั่วไปเป็นหลัก ดังเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ Havelles India คือในช่วงเวลาปกติได้รับคำสั่งซื้อราวร้อยละ 45 จากบริษัทอีคอมเมิร์ซ แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทกลับได้รับความสนใจจากร้านออฟไลน์มากกว่า โดยมียอดขายเครื่องตัดแต่งขน (Trimmer) เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ส่วนแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างฟิลิปส์ (Phillips) เองก็มียอดขายสินค้ากรูมมิ่งสำหรับผู้หญิงและผู้ชายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45-50

อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจในช่วงโควิด-19 คือสินค้าดูแลผิวพรรณ (Skincare) ได้รับความสนใจมากกว่าเครื่องสำอาง โดยพบว่าผู้คนจากอินเดียเหนือ ตะวันตก และใต้สนใจสินค้าดูแลผิวพรรณมากที่สุด ส่วนผู้บริโภคจากอินเดียตะวันออกนั้นสนใจสินค้าดูแลผมมากกว่า

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยส่งออกเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณไปอินเดียรวมมูลค่า 118.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าที่อินเดียนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าหรือบำรุงผิว หัวน้ำหอมและน้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำดับกลิ่นตัวและที่โกนหนวด สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดสินค้าความงามและผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งในอินเดียมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่หลายอุตสาหกรรมประสบปัญหา แต่ยอดขายสินค้าบางประเภทอย่างสินค้าดูแลความงามด้วยตัวเองที่บ้าน ยังมีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น ส่วนสินค้าที่มียอดขายลดลง เช่นลิปสติก ก็เป็นเพียงแนวโน้มชั่วคราวเท่านั้น ตลาดอินเดียจึงยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับสินค้าความงามและผลิตภัณฑ์กรูมมิ่ง ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดไปอินเดียควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งชายและหญิง เพื่อพัฒนาสินค้าให้เข้ากับการใช้งานมากขึ้น โดยอาจติดตามแนวโน้มสินค้าที่เป็นที่นิยมได้จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านสินค้าดูแลตัวเองของอินเดีย อาทิ Nykaa, Purplle และ NewU เป็นต้น”

ในแต่ละปีอินเดียจะมีงานแสดงสินค้าสำคัญเกี่ยวกับสินค้าความงามจัดขึ้น อาทิ International Beauty & Spa Expo หรือ Professional Beauty India ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าร่วมงานได้ เพื่อขยายตลาดสินค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ โดยสามารถขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786

สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629885

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 07:45 น.สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่ทั่วโลกหาทางแก้ไข นำไปสู่เทรนด์การรักษ์โลกที่มุ่งเน้นการลดปริมาณขยะ ลดการใช้พลาสติก โฟม ทำให้มีแนวโน้มการใช้วัสดุทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมมลพิษประมาณการว่า ขยะพลาสติกในไทยมีประมาณปีละมากกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็น 12% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ถึงแม้ว่าบางส่วนจะถูกกำจัดหรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีอีกราว 1 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเล และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจียในปีค.ศ. 2015 พบว่าประเทศไทยจัดเป็นอันดับ 6 ของโลกที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดคิดเป็นปริมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี ต่อมาในปี 2018 ภาครัฐได้กำหนดนโยบายออกมาตรการลดและยกเลิกการใช้พลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะภายในประเทศ ซึ่งขยะพลาสติกของไทยที่พบได้มากที่สุดในทะเล ได้แก่ ถุง(13%) หลอด(10%) ฝาพลาสติก(8%) และภาชนะบรระจุอาหาร (8%)

ประเทศไทยมีการรณรงค์ส่งเสริมให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกและ โฟมอย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องคำนึงถึงปัญหาการกำจัดซากขยะ และการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ เพื่อรักษาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่อีกทางหนึ่งด้วย

จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ที่ผู้ประกอบการไทยคิดค้นผลิตออกมาใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และเหมาะสมกับการใช้งาน

บริษัท ตบชวา จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกันกระแทกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติของก้านผักตบชวาที่มีใยฟองน้ำด้านใน สามารถป้องกันสินค้าของคุณจากการกระแทกได้เป็นอย่างดี (ใช้แทนเม็ดโฟม) เหมาะสำหรับการขนส่งวัสดุ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาขยะทางน้ำ ด้วยการนำ “ผักตบชวา” มาสร้างให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง

ตบชวา เริ่มมาจากไอเดียของ วศการ ทัพศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง สั่งของเล่นจากต่างประเทศเพื่อนำมาขายต่อ แล้ววัสดุกันกระแทกด้านในล้วนแต่เป็นพลาสติกหรือโฟมที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อได้ จึงนึกถึงผักตบชวาที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งตบชวารูปลักษณะเป็นป้องและมีใยฟองน้ำด้านใน มีคุณสมบัติในการกันกระแทกที่สามารถนำมาใช้ทดแทนได้ และข้อดีอีกอย่างคือเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จากนั้นเลยได้มีการนำผักตบชวามาทดลองแพ็คสินค้า พร้อมจัดส่งจริงในระหว่างกลุ่มเพื่อน และส่งไปให้ทดลองใช้เอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเกินคาดและได้รับคำชมมากมาย แต่ก็จะมีข้อเสนอแนะจากกลุ่มเพื่อนบ้างว่าควรปรับตรงไหน และนำข้อเสนอแนะต่างๆนำมาพัฒนาให้ดีที่สุด จนเข้าสู่การสร้างแบรนด์ตบชวา กันกระแทก ณ ปัจจุบัน

ตบชวา ที่มีดีไม่ใช่แค่รักษ์โลก แต่ยังสามารถช่วยเสริมสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนอีกมากมาย จุดประสงค์หลักที่มุ่งหวังไว้ คือการสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยการนำผักตบชวาหรือวัชพืชทางน้ำ มาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กันกระแทก “ตบชวา” นอกจากนี้แล้ว ยังส่งผลให้แม่น้ำ ลำคลองนั้นดี และใสสะอาดขึ้นตามมาอีกด้วย แม้ประโยชน์เหล่านี้อาจจะไม่ทำให้ลดจำนวนผักตบหมดไปได้ แต่ก็เป็นการใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนน้อย มาทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอีกด้วย

คุณสมบัติของผักตบชวา คือสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยการย่อยสลายจะสลายไปเป็นปุ๋ยดินสร้างประโยชน์ให้กับต้นไม้ต่อได้ เป็นวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ 100% ไม่เป็นภัยต่อธรรมชาติ หลังการใช้งานเสร็จ ผักตบชวาตากแห้งสามารถนำไปทำประโยชน์ต่อได้อีก ไม่ว่าจะ นำไปเป็น ปุ๋ยต้นไม้, เชื้อเพลิงอัดแท่ง, รองกรงสัตว์เลี้ยง

จากกลยุทธ์การตลาดภายในประเทศเกือบ 1 ปี ได้เห็นโอกาสในการเติบโตของวัสดุกันกระแทกที่ผลิตจากธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ เดือนละ 1,000 กิโลกรัม และมีการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพื่อการขยายตลาดไปยังต่างประเทศต่อไป

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มผู้ประกอบการออนไลน์ที่เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์(Brand Awareness) ผ่านกระบวนการการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั่วไป ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกแบบเดิมๆอยู่ก่อนแล้ว ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่สอบถามเข้ามามากเนื่องจากเทรนด์สินค้ารักษ์โลกกำลังเป็นที่นิยม

ปัจจุบันกำลังการผลิตผักตบชวาตากแห้ง เพื่อนำมาผลิตเป็นวัสดุกันกระแทกของตบชวานั้นอยู่ที่ ประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม และจากการประสานงานผ่านกลุ่มชาวบ้านและเกษตรกรชุมชน ตบชวาสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 3,000 กิโลกรัมต่อเดือน ขายในราคากิโลกรัมละ 280 บาท โดยในปัจจุบันตบชวาได้มีจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย อาทิ www.facebook.com/tobchawa หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.tobchawa.com รวมถึง E-Commerce platform ยอดฮิตอย่าง Shopee หรือ Lazada

บริษัท ภิญโญวานิช จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จาก “กาบหมาก” ภายใต้ชื่อ “วีรษา” จานกาบหมากเรียกได้ว่าเป็นภาชนะทางเลือก และตอนนี้ก็กำลังรณรงค์ให้ลูกค้าส่วนใหญ่หันมาใช้สินค้าที่เป็นธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ด้วยตลาดในประเทศไทย ยังไม่ให้ความสนใจและยังไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร เพราะว่าช่วงที่มีงานจัดกิจกรรม กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจกลับเป็นชาวต่างชาติมากถึง 90% ซึ่งการทำการตลาด ทางบริษัทจะตั้งเป้าหมายก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มไหน ในต่างประเทศจะตั้งเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่า เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ในต่างชาติจะเป็นธุรกิจที่เน้นธรรมชาติ ทั้งธุรกิจอาหาร โรงแรม หรือการจัดงานอีเวนต์

โดยไอเดียเริ่มมาจากครอบครัว “ภิญโญ” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกในงานประเพณีประจำปีของอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ตระหนักถึงการเลือกใช้ภาชนะที่บรรจุอาหาร โดยไม่ต้องการใช้ภาชนะโฟมซึ่งย่อยสลายยาก และก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จึงคัดสรรวัตถุดิบที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ภาชนะจากธรรมชาติ 100%

กาบหมาก มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ ประกอบกับทักษะการประดิษฐ์เครื่องจักรในการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้มีภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้บรรจุอาหารได้อย่างปลอดภัย น้ำหนักเบา ไม่แตกหักเสียหายง่าย สามารถใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟได้ทนต่ออุณหภูมิ 18-200 องศาเซลเซียส สามารถบรรจุของเหลวได้ไม่รั่วซึม ทนความร้อนได้ดี รวมถึงมีกลิ่นหอมและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี เราจึงเป็นผู้ผลิตภาชนะจานกาบหมาก 100% เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันกำลังการผลิตจานกาบหมากวีรษาอยู่ที่ 1,500 ใบ/วัน รวม 10 รูปแบบ ขายในราคาใบละ 5-7 บาท ส่วนกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้จัดงานอีเวนต์ ลูกค้าองค์กร การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ โรงแรม รีสอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าตามบ้านที่ต้องการซื้อในจำนวนไม่กี่ใบ สามารถสั่งซื้อได้ในเฟซบุ๊ก ‘จานกาบหมากวีรษา’ ซึ่งอนาคตเตรียมขายปลีกในโมเดิร์นเทรด ‘ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต’

บริษัท กัญจนาพร (สยาม) จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูป “หลอดจากพืชตามธรรมชาติ” โดย “สุรพร กัญจนานภานิช” เจ้าของบริษัท มองเห็นปัญหาว่าหลอดชิ้นเล็ก แต่สร้างความเสียหายได้มากมาย โดยเฉพาะกับปัญหาของ สัตว์ในทะเล หลอดกลายเป็นพลาสติกที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ มากกว่าพลาสติกชิ้นใหญ่ที่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ และที่สำคัญยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตได้มากขึ้น เพราะส่วนผสมทุกอย่าง เป็นพืชที่เกษตรกรปลูกกันอยู่แล้ว ทำให้สามารถมีอีกช่องทางหนึ่งในการระบายผลผลิตทางการเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกมาล้นตลาด

หลอดทำจากวัสดุธรรมชาติ จึงเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาพลาสติก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทย ได้มีการคิดค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มาใช้แทนหลอดพลาสติกกันอยู่หลายวิธี และหนึ่งในนั้น คือ หลอดกินได้ ที่ทำจากพืช อย่างมันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด บุก และพืชอีกหลายชนิดที่สามารถนำมารับประทานได้ โดยผ่านกระบวนการผลิต ที่อยู่ภายใต้งานวิจัย ของหน่วยงานของภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ สามารถแช่ในน้ำร้อนได้ 35 นาที และแช่ในน้ำเย็น และน้ำอุณหภูมิปกติได้ 6-12 ชั่วโมง โดยที่ยังคงรูปเหมือนเดิม และถ้าปล่อยไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ30 วัน หรือถ้าจะรับประทาน ต้องแช่น้ำ 3-5 นาที หลอดนิ่มและรับประทานได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ ถ้ารับประทานเข้าไป ช่วยเกษตรกรให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้น

โดยในปีแรก ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 15 ล้านชิ้นต่อปี หรือ ถ้าคิดเป็นรายได้ประมาณ 27 ล้านบาท ส่วนราคาหลอดตั้งราคาไว้ที่ หลอดละ 1 บาท และที่ตั้งรายได้ไว้ที่ 27 ล้านบาท เพราะเราได้บวกค่าแพคเกจจิ้ง และหลอดในขนาดอื่นๆ ที่ราคาสูงกว่า 1 บาท เข้าไปด้วย

หลังจากที่ทำตลาดในประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศที่ประกาศยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกก่อน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา คาดว่าน่าจะเริ่มทำตลาดส่งออกได้ในปีที่ 3 เพราะด้วยกำลังการผลิตของเรา ไม่ได้มาก ถ้าผู้บริโภคคนไทย ใช้ผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ของเราแค่เพียง 5% กำลังการผลิตของเราก็แทบจะเต็มอยู่แล้ว ดังนั้น การทำตลาดต่างประเทศ ในช่วงเริ่มต้น ก็คงจะยังทำไม่ได้เพราะต้องรอ การขยายกำลังการผลิตเพิ่มก่อน

Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629830

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 10:10 น.Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ?“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”…แล้วต้องเรียนอะไร? ทำงานแบบไหน? ใช้ Passion ในตัวเองหาคำตอบคือทางออกที่ดีที่สุดใช่หรือไม่!!!

ปัจจุบันการศึกษาภาคบังคับของไทยยังคงเป็นระบบแพ้คัดออก ตีกรอบความคิด สร้างค่านิยมชื่นชมคนเก่ง เน้นผลลัพธ์ด้วยอันดับตัวเลข ส่งผลให้การเรียนรู้ที่เน้น “กระบวนการ” และ “ระบบความคิด” เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ถูกลดทอนความสำคัญลงไป และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากในปัจจุบันยังไม่รู้ และไม่มีคำตอบเมื่อถูกตั้งคำถามว่า อยากเรียนอะไร? อยากมีอาชีพลักษณะไหน? หรืออยากทำงานอะไร?

จริงๆ แล้ว มีพลังขับเคลื่อนชีวิตและความคิดที่นำพามนุษย์ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย นั่นคือ passion ซึ่งหมายถึงแรงผลักดัน หรือความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลุ่มหลง เมื่อได้ลงมือทำตาม passion จะสร้างความสุขให้ชีวิต ช่วยให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความล้มเหลว แน่นอนว่าเราสามารถใช้ passion เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบให้ตัวเองในการวางแผนการเรียนและกำหนดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราในอนาคต

มุมมองที่น่าสนใจจาก ผศ.นพ.วรวุฒิ  เชยประเสริฐ หรือ “หมอวิน” เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ บอกว่า  passion เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเราให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิต เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น แรงผลักดันนี้ทำให้เราลงมือทำในสิ่งที่ชอบซ้ำๆ  ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทักษะที่โดดเด่น สามารถเป็นอาชีพทำรายได้ การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส การสนับสนุนจากครอบครัว และระบบการศึกษาที่รองรับ ซึ่งควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างวิธีคิด ขั้นตอนกระบวนการ เพื่อไปถึงผลลัพธ์  

ลองตั้งคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” กับเด็กเล็กๆ เราจะพบคำตอบแทบจะทันที  แต่คำถามเดียวกันนี้เรากลับพบความนิ่งเงียบ หรืออาจได้คำตอบไม่ชัดเจนเมื่อถามนักเรียนมัธยม หรือนักศึกษามหาวิทยาลัย เช่นนี้อาจกล่าวได้หรือไม่ว่า นอกจากครอบครัวแล้ว ระบบการศึกษาในช่วงชีวิตที่เด็กเรียนรู้และเติบโตขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ passion ค่อยๆ เลือนหายไปและยังลดทอนความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของพวกเขา

“การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส ผมมองว่า passion ในตัวเราทุกคนเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาจนกลายเป็นงานอาชีพได้หากครอบครัวสนับสนุนและมีระบบการศึกษาที่รองรับ”

หมอวิน หมายถึง ระบบการศึกษาที่ต่างไปจากเดิมทั้งกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องมีการสร้างชุดทักษะการทำงาน องค์ความรู้ในหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงออก รวมถึงบทบาทใหม่ของคณาจารย์ในฐานะผู้ชี้แนะและที่ปรึกษา  

เมื่อพูดถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่การเรียนรู้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากระบวนการคิด ความชัดเจนที่สังคมไทยรับรู้มาอย่างต่อเนื่องคือ  รูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  และตอนนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำที่ส่งเสริมโอกาสให้นักศึกษาค้นหา passion ในตัวเองให้พบและเรียนรู้วิธีการต่อยอด passion เพื่อสร้างแผนที่ชีวิตของตนเองสู่ความสำเร็จ

การเรียนการสอนแบบ Project-based learning ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคุ้นชินกับการคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ รู้จักการหาความร่วมมือและทำงานเป็นทีม ค้นพบความชอบด้วยตัวเอง และไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์  เรียนด้วยการลงมือทำและประสบการณ์การทำงานจากผู้นำมืออาชีพในโลกธุรกิจ  การเรียนรู้จะไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อคณะที่เข้ามาถ้าหาก passion ของนักศึกษาต้องอาศัยชุดทักษะและความรู้ข้ามศาสตร์ข้ามสาขา  ก็สามารถออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองได้ในแบบเฉพาะตัว  ระบบการเรียนเช่นนี้ ช่วยสร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนที่ก้าวทันโลกได้ตลอดเวลาอีกด้วย  

เรื่องนี้ทางด้าน อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2563 ว่าด้วยเรื่อง passion ที่ช่วยกระตุกความคิดให้นักศึกษาว่า การเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบเป็นแรงผลักดันที่ดีที่สุดจากตัวเราเอง หากอยากรู้ว่าเรามี passion ในเรื่องใด ให้ใช้เวลาสังเกตตัวเองว่ามีความสนใจเรื่องใดมากที่สุด สนใจมากชนิดที่ว่าไม่ต้องให้ใครมาบังคับหรือมาบอกให้ชอบ และเป็นความสนใจที่เราเองจะหาทางเรียนรู้ในสิ่งนั้นด้วยตัวเองอย่างกระตือรือร้นและลงมือทำอย่างสนุกสนาน

สำหรับการศึกษาในแบบมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งเน้นองค์ประกอบ 3 ส่วนสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความพร้อมใช้เทคโนโลยี (Technology) และความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ที่นี่มีกระบวนการเรียนการสอนที่สร้างชุดทักษะจำเป็นรอบด้านเพื่อการทำงานอย่างมืออาชีพ  มีองค์ความรู้ในหลักสูตรทันยุคหลากหลายสาขาวิชา  มีการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดและผลงานได้เต็มที่  และมีความร่วมมือมากมายจากตัวจริงในแวดวงธุรกิจชั้นนำมาเป็นบันใดให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและต่อยอดความรู้ได้ไม่สิ้นสุด

ไม่ว่า passion ของคุณคืออะไร เราคือที่ที่จะมอบโอกาสให้ได้ต่อยอด Passion ของตัวเองจนแข็งแกร่งด้วยหลักสูตรวิชาที่สอดคล้องกับยุคสมัย  บ่มเพาะความคิดให้เป็นคนรักการเรียนรู้ (Passionate) ทันโลก (Street Smart) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ฉลาดในการตั้งคำถามเพื่อเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อไป (Curious) และสามารถประสานความร่วมมือในการทำงานกับหลายภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม (Collaborative) ซึ่งเป็น DNAs ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629832

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร อีกความท้าทายขององค์กรที่ทุกคนต้องรู้

เพราะองค์กรมิได้หยุดนิ่ง แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงทุกขณะ อีกทั้งมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ปัญหาทับซ้อนปัญหา การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถ fix บางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรลงไปเพื่อหาทางออกได้อย่างตรงไปตรงมา แต่มันต้องเป็นองค์รวม ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร

เรื่องนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน ให้ความรู้ไว้ดังนี้

ความท้าทายขององค์กร

การระบาดของไวรัสโควิด 19 ได้สร้างความตระหนักว่าโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงทุกขณะอย่างที่ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ การเตรียมตัวเพื่อรับมือที่ไม่ถูกต้องจะนำไปสู่ความล่มสลาย ประเด็นความท้าทายที่สุดของทุกหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐเอกชนวิสาหกิจชุมชนและสังคมในวงกว้าง หรือแม้แต่สถาบันครอบครัวคือความยั่งยืน

เราจึงลงทุนมากมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถเพื่อหวังจะให้รับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้มค่า ศักยภาพบุคลากรกลับถดถอย ขาดความสามารถในการแข่งขัน องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

การจะพลิกฟื้นกลับมานั้นทำได้ยาก และการที่จะทำให้ดีกว่าเดิมนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ส่งผลสะท้อนถึงครอบครัวที่ขาดความสุข ขาดความเข้าใจ ความสัมพันธ์ และความเอื้ออาทรค่อยๆ จืดจาง ความเป็นมนุษย์เริ่มห่างไกล คุณภาพชีวิตลดลง ส่งผลให้ทุกองค์ประกอบทางสังคมไม่ยั่งยืน

จอห์น แนช (13 มิถุนายน 1928 – 23 พฤษภาคม 2015) นักคณิศาสตร์เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์และสมการเชิงอนุพันธ์แบบแบ่งส่วน นักวิจัยอาวุโสสาขาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1994 จากผลงานเรื่องทฤษฎีเกม ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ปัญหาชีวิตทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ โดยเพียงใส่ตัวแปรลงไปในสมการ ปัญหาชีวิตก็จะสามารถแก้ไขได้”

ความเข้าใจดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า ปัญหาชีวิตนั้นมีความคงที่ แน่นอนตายตัว จึงสามารถ fix อะไรบางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรที่แตกต่างลงไป เพื่อหาคำตอบที่หลากหลาย แต่ความเข้าใจดังกล่าวน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตในบางส่วน เพราะชีวิตมิได้แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง อีกทั้งยังมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหากันอย่างสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ชีวิตจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์หรือหลักตรรกะเหตุผลเพียงลำพัง ที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยว เห็นองค์ประกอบชีวิตเป็นตัวแปรอย่างแยกส่วน แน่นอนตายตัว เพราะว่าไปแล้วตัวแปรที่เอามาพิจารณานั้นก็ไม่แน่นอน อีกทั้งสถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง การแก้ปัญหาชีวิตด้วยการใช้สมการทางคณิตศาสตร์จึงอาจอธิบายชีวิตได้ในเพียงบางส่วน แต่ก็ยังมีบางแง่มุมที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ชีวิตตามความเป็นจริง จากมุมมองดังกล่าวนำไปสู่ความเข้าใจที่ว่า ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มันอยู่ที่การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยพิจารณาถึงทุกมิติชีวิตอย่างครบถ้วนเป็นองค์รวม

ชีวิตองค์รวมคืออะไร

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เพราะชีวิตคือระบบ การสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับองค์กร ครอบครัว ชุมชน สังคม จึงต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิต อันประกอบด้วย 4 มิติ กล่าวคือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และพฤติกรรม มองในอีกความหมายหนึ่ง มันคือ กรอบความคิด มุมมองเชิงระบบ ตัวตน และภาวะผู้นำ ทีนี้เรามาดูทีละประเด็น

มิติแรกคือ กรอบความคิด

กรอบความคิดเป็นแหล่งที่มาของศักยภาพภายในที่แท้จริงการที่องค์กรยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ทุกวันนี้ก็เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นแต่การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการซึ่งมันดีแต่ไม่พอแต่ขาดการพัฒนาศักยภาพที่กรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิตนี้อย่างควบคู่กันไปโดยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนใดๆต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดตนเองปรับทัศนคติเชิงบวกสร้างแรงบันดาลใจแรงขับเคลื่อนภายในเล่นเชิงรุกสามารถนำตนเองได้ด้วยภาพเป้าหมายและค่านิยมร่วมเพื่อไปในแนวเดียวกัน 

มิติที่สองคือ มุมมองเชิงระบบ

มุมมองเชิงระบบคือที่มาของปัญญา ด้วยความไม่เข้าใจในมุมมองเชิงระบบ ขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวม จึงจับประเด็นไม่ได้ เชื่อมโยงก็ไม่ถูก จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้ อีกทั้งขาดความเข้าใจในความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม จึงไม่สามารถรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลมักจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถพัฒนาองค์กร ครอบครัว ชุมชนไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้

มิติที่สามคือ ตัวตน

ตัวตนคือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับแต่การที่ไม่เห็นคุณค่าตนเองจึงนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ขาดความเชื่อมั่นหวั่นไหวขาดภูมิต้านทานไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบชีวิตจึงกวัดแกว่งไปตามกระแสสังคมที่ไม่อาจควบคุมได้จึงไม่อาจพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกเพื่อรับมือกับความท้าทายได้อย่างเต็มที่และส่งผลต่อไปถึงการไม่เห็นคุณค่าในบุคคลอื่นไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่างจึงเกิดช่องว่างด้านการสื่อสารนำไปสู่การไม่เปิดใจกว้างรับฟังเกิดความไม่เข้าใจกันไม่ไว้วางใจขาดศรัทธาขัดแย้งกันไม่สามารถขับศักยภาพและสร้างพลังร่วมได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

มิติที่สี่คือ ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่ภาวะผู้นำสะท้อนมาจากการแสดงออกถึงการเห็นคนเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของความมีชีวิต แต่เพราะเราไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

จึงไม่สามารถพัฒนาภาวะผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีส่วนร่วมขาดความร่วมมือไม่สามารถสร้างทีมงานและเครือข่ายให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพดังนั้นกรอบแนวคิดของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นองค์กรครอบครัวชุมชนอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพัฒนาและปรับตัวอย่างเป็นองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างสมดุลและต้องตระหนักว่าทุกองค์ประกอบที่กล่าวมานี้โดยตัวมันเองก็มีความไม่แน่นอนอ่อนไหวซับซ้อนไม่นิ่งแม้ในขณะเดียว

หากปรับตัวได้ทั้ง 4 มิติ ก็สมดุล

เมื่อรักษาสมดุลได้ ก็เข้มแข็ง

หากรักษาความเข้มแข็งได้ ก็มั่นคง

หากรักษาความมั่นคงได้ ก็ยั่งยืน

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร ครอบครัว ชุมชน ให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

ปักหมุด Jeans Destination แห่งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629662

วันที่ 31 ก.ค. 2563 เวลา 15:10 น.ปักหมุด Jeans Destination แห่งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้American Eagle เผยโฉมร้านใหม่ในคอนเซ็ปต์ Jeans Destination สัมผัสกางเกงยีนส์ทุกสีทุกไซส์กว่า 160 รุ่น รวมทั้งหมดกว่า 5,000 ตัว!! ช่วยให้การตามหายีนส์เป็นเรื่องง่ายและครบจบในที่เดียว @เซ็นทรัลเวิลด์

เรียกได้ว่าตอกย้ำความเป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ที่ครองใจหนุ่มสาวอีกครั้ง ล่าสุด American Eagle ผู้นำเรื่องกางเกงยีนส์และนวัตกรรมยีนส์ที่พร้อมมอบทางเลือกสำหรับทุกสไตล์ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง ได้ยกระดับความเป็นที่สุดในเรื่องยีนส์อีกขั้นด้วยการปรับเปลี่ยนร้านให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น โดยได้รวบรวมเอากางเกงยีนส์ทุกรุ่น ทุกสี ทุกไซส์ ที่ทางแบรนด์มีมาไว้ยังสาขา Central World ทั้งหมด เพื่อให้การตามหายีนส์เป็นเรื่องง่ายและครบจบในที่เดียว

American Eagle ได้เนรมิตพื้นที่กว่า 200 ตร.ม. ให้เป็นอาณาจักรแห่งยีนส์ภายใต้คอนเซ็ปต์ Jeans Destination ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้สัดส่วนของสินค้าประเภทยีนส์มากถึง 80% ของร้าน มีกางเกงยีนส์กว่า 160 รุ่น แบ่งเป็นกางเกงยีนส์ผู้ชาย 80 รุ่น และกางเกงยีนส์ผู้หญิงอีก 80 รุ่น รวมทั้งหมดกว่า 5,000 ตัว ไม่ว่าจะเป็นทรง Skinny jeans, Slim straight, Mom jeans, Boyfriend, Tom girl และอื่นๆ

นอกจากรุ่นที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ไซส์ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทำให้กางเกงยีนส์ของ American Eagle เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ในการเลือกซื้อ อย่างสำหรับสาวๆ ก็มีไซส์ให้เลือกตั้งแต่ 00 ไปจนถึง 16 และในแต่ละไซส์ยังมีความยาวให้เลือก 2 แบบด้วยกันคือ Regular (สำหรับผู้ที่สูงกว่า 160 ซม.) และแบบ Short (สำหรับผู้ที่สูงน้อยกว่า 160 ซม.) ทางฝั่งยีนส์ของหนุ่มๆ ก็มีไซส์ให้เลือกตั้งแต่ 28-36 และความยาวถึง 3 ระดับด้วยกัน ทั้ง 28,30,32 ทำให้ไม่ว่าจะผู้ชาย ผู้หญิง หรือจะมีสัดส่วนอย่างไร ก็มั่นใจได้ว่าหากมาที่ American Eagle ก็จะได้กางเกงที่พอดีในทุกสัดส่วน หมดปัญหาขาเต่อหรือขากองจนต้องนำไปตัดขาอีกต่อไป!

นอกจากนี้ American Eagle ยังตั้งใจที่จะสร้างให้สาขา Central World นี้เป็นเหมือน Hub ของ กางเกงยีนส์ ที่จะสินค้ารุ่นใหม่ๆ มาเปิดให้จับจองได้ก่อนเป็นที่แรก โดยในช่วงเดือนสิงหาคมนี้จะมีกางเกงยีนส์ผู้ชายรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Athletic Jeans ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มีช่วงหน้าขากว้างเป็นพิเศษ ไม่รัดจนเกินไป เหมาะสำหรับหนุ่มๆ ที่รักการออกกำลังกายหรือเป็นนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อหน้าขาใหญ่กว่าปกติจากการออกกำลังกาย และในอนาคตสาขา Central World แห่งนี้ก็จะมีสินค้ารุ่นและไซส์ใหม่ๆ มาให้เลือกดูเลือกช้อปฯ กันอย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นไปอีก พบกับร้าน American Eagle Jeans Destination Store ได้แล้วที่ Central World ชั้น 3 โซน Eden  หรือค้นหากางเกงยีนส์ที่สมบูรณ์แบบของคุณ ที่ www.ae.com