ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632495

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 07:02 น.ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง“เพราะองค์กรคือชีวิต” อันเป็นฐานรากของยุทธศาสตร์การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อพูดถึงความท้าทายของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ผู้นำองค์กรเจอปัญหาอะไรบ้าง 

ปัญหาพื้นฐานที่สุดของผู้นำองค์กรก็คือ ผู้นำไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อความอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่สามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม การทำงานก็ไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว องค์กรจึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…นั่นเป็นเพราะอะไร

ประการแรก ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคลากรคิดออกนอกกรอบเดิมๆ แต่ยังติดอยู่กับภาพความสำเร็จเก่าๆ วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไม่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone บุคคลจึงขาดการพัฒนาตนเองขาดความกระตือรือร้นขาดแรงบันดาลใจขาดแรงขับเคลื่อนภายในบ่อยครั้งมีทัศนคติติดลบขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นไม่เปลี่ยนไม่ปรับตัวไม่เล่นเชิงรุกจึงไม่สามารถนำตนเองได้

ประการที่สอง ผู้นำไม่สามารถวางรากฐานการแก้ปัญหาด้วยแนวคิดเชิงระบบ ในการรับมือกับปัญหา บุคลากรจึงจับประเด็นสำคัญไม่ได้และก็เชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นไม่ถูก ทางออกจึงคับแคบ ทีมงานจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ติดกับดักของตัวปัญหา ขาดกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาด้วยมุมมองเชิงเดี่ยว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ นอกจากนี้ ผู้นำยังขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวมหรือความเป็นทั้งหมด บุคลากรจึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ทีมงานจึงไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจได้ ทั้งหมดนี้จึงไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่สาม ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคคลเห็นคุณค่าตนเอง ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ภายในจึงเปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน หวั่นไหว ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวพลาด เวลาเจอปัญหาหนักๆ ที่ทับซ้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรจึงไม่สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นตนเองกลับมาและสามารถขับศักยภาพภายในตนเองให้ออกมาได้อย่างเต็มที่

ประการที่สี่ ผู้นำไม่สามารถสร้างบรรยากาศของความศรัทธาให้เกิดขึ้นในองค์กร บุคลากรจึงไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง ขาดความเข้าใจกัน พูดกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ พูดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ทีมงานจึงขาดความไว้วางใจกัน ขาดอารมณ์ร่วม จึงไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทีมงานจึงขาดพลังร่วม ไม่สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานให้เป็นหนึ่งเดียว องค์กรขาดความเข้มแข็ง ขาดศักยภาพด้านการแข่งขัน ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…จะเห็นได้ว่า ผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

แล้วเราจะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ยั่งยืนได้อย่างไร 

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า กรอบความคิด (Mindset หรือ Paradigm) คือฐานรากของชีวิต กรอบความคิดมีธรรมชาติเป็นมายาคติ มันเป็นความรู้สึกนึกคิดที่หลอมรวมกันและสะท้อนถึงความมีชีวิต ดังที่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในต้นยุคอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ เขาได้กล่าวประโยคที่สำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” นั่นคือ กรอบความคิดของฉันนี้เองที่กำหนด “ตัวตน” ตัวตนคือชีวิต กรอบความคิดจึงสะท้อนความมีชีวิตนั่นเอง ทุกชีวิตมีกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต บุคลากรจึงมีความเป็นมนุษย์ องค์กรจึงมีชีวิต 

แล้วตัวตนต้องการอะไร 

มีนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อว่า ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844–1990) ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ท่านกล่าวว่า ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย 

ถึงตรงนี้ พอสรุปได้ว่าทุกชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย บุคลากรจึงต้องการได้รับการมอบอำนาจ ด้วยการยอมรับ ด้วยความเข้าใจ ต้องการกำลังใจ ความไว้วางใจ ความเชื่อใจ การให้เกียรติ และศรัทธา และเมื่อผู้นำมอบความรู้สึกที่ดีนี้ให้ เขาก็จะได้รับการยอมรับ ได้รับความเชื่อใจ ความไว้วางใจ และศรัทธาเป็นการตอบแทน “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ในเมื่อฉันได้รับการยอมรับ เธอก็ได้รับการยอมรับจากฉันเช่นกัน การยอมรับที่ว่านี้เอง ภาวะผู้นำได้เกิดขึ้น เมื่อบุคคลที่ได้รับการยอมรับนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อเขาพูดอะไร ฉันจะฟัง และนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของภาวะผู้นำที่ไม่สามารถนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้นั้นล้วนมีเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาอยู่ที่คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในตัวตนระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วมันคือต้นทางของความยั่งยืนขององค์กรนั่นเอง

ผู้นำจึงต้องเข้าใจว่าในทุกขณะที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กันในรูปของพฤติกรรมนั้น โลกภายในคือตัวตนก็กำลังตีความกันอยู่ที่สะท้อนถึงความมีคุณค่าและความหมายระหว่างกัน ดังนั้น ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราให้คุณค่าและความหมายแก่ผู้ที่เราสัมพันธ์ด้วย ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต

ภาวะดังกล่าวจึงจะสามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของความมีชีวิตนำไปสู่

  1. ความสามารถในการเหนี่ยวนำให้บุคลากรเห็นคุณค่าตนเองมีความภาคภูมิใจในตนเองเกิดความเชื่อมั่นมีภูมิต้านทานบุคลากรจึงสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นเกิดแรงบันดาลใจสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้อย่างเข้มแข็งสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เล่นเชิงรุกจึงสามารถนำตนเองได้เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ผ่านเข้ามาได้อย่างมั่นคง
  2. ความสามารถในการสร้างบรรยากาศของการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง บุคลากรจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เข้าใจกัน เกิดศรัทธาระหว่างกัน นำไปสู่การระเบิดศักยภาพร่วมกัน เสริมกันอย่างมีพลังร่วม มีอารมณ์ร่วม สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว สามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้อย่างมีความสุข 
  3. นอกจากนี้ ยังสามารถกระตุ้นให้ทีมงานให้เกิดแนวคิดเชิงระบบ เพื่อรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ อีกทั้งมีมุมมองเชิงองค์รวม สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน สร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ 

มีคำกล่าวว่า ในฐานะผู้นำ “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร

ถึงตรงนี้ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรอย่างมีเอกภาพ มีความเข้มแข้ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต 

ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

สุดปัง! เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดดีลดีๆ ให้เพียบ!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631961

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 14:30 น.สุดปัง! เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดดีลดีๆ ให้เพียบ!!ฉลองครบรอบ 1 ปี เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต มอบดีลพิเศษลดสูงสุด 90% ห้ามพลาดกับ Weekly Surprise Sale ลด on-top เพิ่มอีกสูงสุด 40% ตั้งแต่วันนี้–30 ก.ย. 2563

ฉลองครบรอบ 1 ปี ‘CENTRAL VILLAGE 1ST ANNIVERSARY CELEBRATION’ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ด้วยดีลส่วนลดที่สุดแห่งปี ตอกย้ำตัวจริงแห่งวงการเอาท์เล็ตที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในไทย

ลดสูงสุดถึง 90% และ Weekly Surprise Sale รับส่วนลด on-top เพิ่มสูงสุด 40% พร้อมฟรี cash voucher สูงสุด 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 30 กันยายน 2563 พบกับ Exclusive Brands ถึง 67 แบรนด์ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล วิลเลจ อาทิ ALICE+OLIVIA, CHLOÉ, COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, JIMMY CHOO, KATE SPADE, KENZO, MARIMEKKO, MAX & CO., McQ, MICHAEL KORS, MOSCHINO, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, SALVATORE FERRAGAMO, VALENTINO, VIVIENNE WESTWOOD, BATH & BODY WORKS, COCCINELLE, MELISSA, SUNGLASS HUT, VICTORIA’S SECRET และอีกมากมายที่เติมเต็มทุกมิติการช้อปปิ้งแบรนด์เนมในราคาลดทุกวันตลอดทั้งปี 

ดีลพิเศษฉลองครบรอบ 1 ปี CENTRAL VILLAGE 1ST ANNIVERSARY CELEBRATION

Weekly Surprise Sale ทุกสัปดาห์จากแบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ รับส่วนลด on-top เพิ่มสูงสุดถึง 40% จากส่วนลดปกติทุกวันตลอดทั้งปี 35-90%

รับฟรี cash voucher สูงสุด 2,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ช้อปครบ 50,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้น Cardholder จาก Salvatore Ferragamo มูลค่า 12,500 บาท จำนวน 4 รางวัล และรางวัลพิเศษ ห้องพักจากโรงแรม ANANTARA VACATION CLUB MAI KHAO PHUKET 3 วัน 2 คืน มูลค่า 41,416 บาท จำนวน 1รางวัล (1สิทธิ์ / หมายเลขสมาชิกThe1 / ตลอดแคมเปญ)

รับสิทธิ์ VIP Lounge One Day Pass สำหรับลูกค้าที่ช้อปแบรนด์ในโซน Royal Village ได้แก่ COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, HOUR PASSION, KATE SPADE, KENZO, LUXE GALERIE, MAX & CO., MICHAEL KORS, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, RUNWAY EIGHTY, SALVATORE FERRAGAMO, TUMI

เซ็นทรัล วิลเลจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Bangkok Luxury Outlet เป็น Thailand’s First International Luxury Outlet ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 เพื่อมอบมาตรฐานและประสบการณ์การช้อปปิ้งเทียบชั้นเอาท์เล็ตระดับโลก ตั้งอยู่บนพื้นที่ 100 ไร่ พื้นที่โครงการ 40,000 ตร.ม. ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีแบรนด์ชั้นนำทั้งต่างประเทศและในประเทศกว่า 220 แบรนด์ใน 130 ร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็น First Time Outlet Shop ในประเทศไทย และอีกกว่า 67 แบรนด์ ได้เลือกเปิด Exclusive Outlet Store เฉพาะเซ็นทรัล วิลเลจ ครอบคลุมทุก category ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เข็มขัด เครื่องหนัง เครื่องประดับ รวมถึงแอคเซสซอรี่อื่นๆ อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น ธนาคาร

อิ่มอร่อยกับร้านอาหารยอดนิยมและคาเฟ่ อาทิ Starbucks, Red Diamond, Sushi Hiro, Bonchon, A Pink Rabbit Cake Cafe, Fuji, แหลมเจริญ, Café Amazon, MK Restaurant, ชาตรามือ, Swensen’s, ลาวญวน, Häagen-Dazs, Krispy Kreme, Tops Market และ Food Village ครบครันในที่เดียวได้ของครบทั้งครอบครัว มาช้อปปิ้งในบรรยากาศเหมือนไปเที่ยวต่างประเทศ พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับความร่มรื่นสวยงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบไทยโมเดิร์น (Thai Modern) เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งลักชูรี่เอาท์เล็ตที่คุ้มค่าให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต เปิดให้บริการทุกวันจันทร์–วันอาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. Starbucks เปิดให้บริการ 09.00-22.00 น. Tops Market เปิดให้บริการ 08.00-22.00น. และสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: http://www.centralvillagebangkok.com, LINE: @CentralLife, Facebook: Central Village, Instagram: centralvillagebangkok

How to ดิจิทัลดีทอกซ์ บำบัดอาการเสพติดก่อนปัญหาทางจิตจะถามถึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631956

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 13:10 น.How to ดิจิทัลดีทอกซ์ บำบัดอาการเสพติดก่อนปัญหาทางจิตจะถามถึงอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย นอกจากจะทำให้ดวงตาล้าเพราะแสงสีฟ้าแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ยังบ่งบอกถึงภาวะที่อาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า และโรคเครียดวิตกกังวลได้อีกด้วย

สำรวจตัวเองดูกันซิว่า สิ่งแรกที่เราทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร?

บางคนอาจจะเป็นการลุกไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่สำหรับหลายๆ คนในยุคนี้แล้ว อุปกรณ์ชิ้นแรกที่มองหาหลังตื่นนอนก็คงจะเป็นโทรศัพท์มือถือแน่ๆ ลองสไลด์หน้าจอ เช็กไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊กสัก 10 นาทีแล้วค่อยลุกไปอาบน้ำละกัน แต่รู้ตัวอีกทีคุณก็จิ้มๆ กดๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้นก่อนเข้านอนโทรศัพท์มือถือก็ดันกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราใช้งานไปอีก นอกจากการรับแสงสีฟ้าก่อนและหลังตื่นนอนที่ไม่ดีต่อสุขภาพตาของเราแล้ว อาการแบบนี้ยังบ่งบอกถึงภาวะการเสพติดโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดภาวะโรคซึมเศร้าและโรคเครียดวิตกกังวล

แต่อาการติดโซเชียลมีเดียก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนสายเกินแก้ คงไม่ถึงกับต้องเลิกขาดเพราะการสื่อสารผ่านช่องทางเหล่านี้ก็ยังจำเป็นอยู่ เพียงแต่อาจจะใช้วิธีลดปริมาณการเข้าถึงดูบ้าง หรือเปลี่ยนมุมมองในการใช้งานดู ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีดิจิทัล ดีทอกซ์ ทริคง่ายๆ จาก ธนาคารกรุงไทย ที่ทำตามง่ายๆ มาฝากกัน

1.ตั้งเวลาสำหรับทำดิจิทัลดีทอกซ์

ขั้นแรกให้ลองหยิบปฏิทินขึ้นมากางดูก่อนว่า วันไหนบ้างที่เราไม่ต้องยุ่งเรื่องงาน ไม่ได้มีนัดสำคัญๆ ลองเลือกมาสัก 1 วันในเดือนนั้นแล้วเซ็ตให้เป็นวันที่เราจะทำดิจิทัล ดีท็อกซ์กัน โดยลองปิดแจ้งเตือนทุกแอพพลิเคชั่นดูก่อนในเบื้องต้น หรือถ้ารู้สึกว่า วิธีนี้ยังตึงจนเกินไปให้ลองตั้งเวลากับตัวเอง หรือใช้แอพพลิเคชั่นแจ้งเตือนเข้าช่วย อาทิเช่น กำหนดเวลาเลิกใช้งานก่อนนอน 2 ชั่วโมง หรือตั้งเวลาช่วงในการเข้าใช้แอพพลิเคชั่นโซเชียล มีเดีย ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ให้มีช่วงที่จำกัดมากกว่าวันทำงาน

2.ใช้นาฬิกาปลุกแทนโทรศัพท์มือถือ

มีผลการสำรวจของสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้คนมากกว่า 68% ใช้โทรศัพท์มือถือตั้งปลุกตอนเช้า และวางไว้ข้างๆ ตัวขณะเข้านอน ซึ่งการวางมือถือไว้ใกล้ๆ หมอนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนมองหน้าจอ และจับโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนหลับตาเสมอ นอกจากปัญหาเรื่องแสงสีฟ้าแล้ว การวางมือถือไว้ใกล้หมอนแบบนี้ยังกระตุ้นให้เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทั้งหลังตื่น และก่อนนอนเป็นประจำแทนที่วิถีชีวิตประจำวัน ที่เราจะต้องลุกจากที่นอนไปอาบน้ำ และกินข้าวเช้า ฉะนั้นแล้วลองหันกลับไปสู่พื้นฐานที่สุดเหมือนตอนเด็กๆ คือ ใช้นาฬิกาปลุกแทน น่าจะช่วยลดอาการงัวเงียตื่นนอนแล้วคลำหามือถือก่อนเป็นสิ่งแรกได้ด้วยนะ

3.งดเล่นโทรศัพท์มือถือขณะทานข้าว

กลายเป็นว่า ในช่วงเวลาทานข้าวกลางวันหลายๆ คนเลือกที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย หรือบางครั้งก็ดูหนัง-ซีรีส์ไปด้วยเลย ถ้ากำลังมีอาการเหล่านี้อยู่น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดแล้วล่ะว่า คุณติดมือถือมากๆ แล้ว ช่วงเวลากินข้าวเราควรปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย และลดการมองแสงสีฟ้าที่มองจอคอมพิวเตอร์จากการทำงานมาแล้วบ้าง เราควรจะโฟกัสกับการกินข้าว รวมถึงผู้ร่วมโต๊ะอาหารในมื้อนั้นแทนจะดีกว่านะ

4.หากิจกรรมอื่นทดแทน

พอโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วก็ทำให้เราคิดไม่ออกเลยว่า กิจกรรมอื่นๆ นอกจากการอยู่หน้าจอแชตกับเพื่อน ดูหนัง-ซีรีส์แล้ว จะมีงานอดิเรกอะไรให้ทำอีกล่ะ จริงๆ แล้วกิจกรรมอื่นที่ช่วยผ่อนคลายยังมีอีกมากมาย อาทิเช่น การทำความสะอาดบ้าน ฟังแล้วอาจจะดูหนักหรือเหนื่อยเกินไป แต่จริงๆ แล้วมีงานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อสรุปตรงกันว่า การทำงานบ้านช่วยให้เราผ่อนคลายได้ดีทีเดียว อาจจะไม่ต้องทำให้ครบทุกส่วนของบ้าน เริ่มจากการทำทีละเล็กทีละน้อยไปก่อน ให้เราได้เห็นความสำเร็จบางส่วนที่พอจะจับต้องได้ หรือจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายๆ หน่อยอย่างการอ่านหนังสือที่เราชอบ ตั้งเป้าเล็กๆ ว่าเราจะอ่านเล่มนี้ให้จบภายในกี่วันๆ หลังจากซื้อมากองไว้นานหลายเดือน ความสำเร็จชิ้นเล็กๆ พวกนี้ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ดีเชียวล่ะ

5.ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นอันดับแรก

โซเชียลมีเดียช่วยให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันได้ครั้งละหลายๆ คนก็จริง แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ บางครั้งเรามักจะหลงลืมคนสำคัญที่อยู่ใกล้ๆ ตัว อย่างคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเองก็ดี  กระทั่งบางครั้งที่มีการนัดเจอกับกลุ่มเพื่อนเราก็มักจะเห็นอาการที่เรียกว่า ‘สังคมก้มหน้า’ อยู่บ่อยๆ ที่แม้จะมีเพื่อนสนิทนั่งอยู่ด้วยกัน แต่เรากลับเลือกกดโทรศัพท์มือถือแทน อาจจะด้วยความเคยชินหรืออะไรก็ตาม ในส่วนนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ให้ลองวางโทรศัพท์มือถือไว้ไกลๆ ตัวเมื่อคุณออกไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน แทนที่จะสนใจใครก็ตามบนโซเชียลมีเดีย ลองเปลี่ยนมาโฟกัสคนที่อยู่ตรงหน้าแทน หรืออาจจะลองใช้ยาแรงด้วยการไม่พกโทรศัพท์ติดตัวไปเลยก็จะช่วยให้เราโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น

องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631849

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 06:30 น.องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะองค์กรคือชีวิต มนุษย์ต้องการการยอมรับ ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมดนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ

ความท้าทายของผู้นำองค์กร

โลกสังคมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แน่นอนคลุมเครือและซับซ้อนส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วนระบบเดิมล่มสลายการปรับตัวเป็นไปอย่างรุนแรงทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นองค์กร บุคลากรขาดความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ไม่สามารถนำตนเองได้ นอกจากนี้ บุคลากรยังขาดความเข้าใจในแนวคิดเชิงระบบ จึงขาดกระบวนการเรียนรู้ ขาดองค์ความรู้ จึงแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนไม่ได้ อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคลากรขาดศรัทธา ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ทีมงานจึงไม่เข้มแข็ง ขาดการเสริมพลังร่วม ขาดความร่วมมือ เล่นไม่เป็นทีม ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นด้านผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราพบว่ามักมีอาการปัญหาดังต่อไปนี้

1. ตนในฐานะตำแหน่งผู้นำองค์กรที่มีประสบการณ์มากกว่าตนจึงพยายามสอนและถ่ายทอดให้ทุกอย่าง

แม้ให้ผลตอบแทนอย่างดี แต่ทำไมเวลาสั่งการอะไรลงไป กลับไม่มีใครฟัง พวกเขาไม่เคยทำตาม รับปากไปก็เท่านั้น เล่นก็ไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่ทุ่มเท ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ ไม่เสียสละ ไม่ช่วยเหลือกัน 

นั่นเป็นเพราะว่าผู้นำองค์กรขาดความเข้าใจว่าคนคือมนุษย์มนุษย์มีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมายพวกเขาต้องการการยอมรับต้องการกำลังใจต้องการความเข้าใจต้องการการมอบอำนาจความเชื่อใจไว้วางใจต้องการการเห็นคุณค่าแต่ผู้นำไม่ค่อยให้ความสำคัญยิ่งไกว่านั้นผู้นำยังยึดติดอยู่กับตำแหน่งและคิดว่าตนสามารถสั่งการหรือทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่เมื่อเขาไม่ได้รับการยอมรับมันเหมือนกับว่าผู้นำไม่เห็นเขามีค่าดังนั้นเขาจึงไม่เห็นคุณค่าในตัวผู้นำด้วยจึงไม่เกิดการยอมรับกันหนักเข้าก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายการทำงานจึงไปคนละทิศคนละทางไม่เป็นหนึ่งเดียว

2. ตนในฐานะผู้นำองค์กรตนก็พยายามผลักดันทุกอย่างทำงานอย่างหนักเพื่อเป็นแบบอย่างแต่ทำไมทุกคนดูเฉื่อยชาขาดความมุ่งมั่นทุ่มเทขาดความกระตือรือร้น

นั่นเป็นเพราะว่า แม้ตนจะเข้าใจว่าบุคคลมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างเหลือเฟือ แต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาเพิ่มเติมได้อย่างไร เพราะไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพที่แท้จริงว่าคืออะไร มันอยู่ในรูปของอะไร และก็ไม่รู้ว่าจะขับมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร

3. ตนในฐานะผู้นำองค์กร มีวิสัยทัศน์กว้างไกล องค์กรมีทิศทาง มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีค่านิยมร่วม แต่ทำไมบุคลากรเล่นไม่เป็นทีม ยังสับสน เดินไปคนละทิศคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

นั่นเป็นเพราะว่า บุคลากรขาดเป้าหมายร่วม มองคนละภาพ เข้าใจคนละแบบ ต่างคนต่างทำ แยกส่วน ขาดความเชื่อมโยง ไม่เสริมกัน ขาดพลังร่วม ยิ่งไปกว่านั้น ตนในฐานะผู้นำองค์กรยังขาดความเข้าใจมุมมองเชิงระบบ ไม่สามารถโน้มน้าวและเชื่อมโยงให้บุคลากรมองภาพเดียวกัน และขับศักยภาพนั้นออกมาเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ให้เป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้

ทางออกของปัญหา 

การแก้ปัญหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้ องค์กรส่วนใหญ่มักเน้นแต่การพัฒนาด้านทักษะการบริหารจัดการ ระเบียบโครงสร้าง และขั้นตอนการทำงาน ซึ่งถือว่ายังไม่ตรงประเด็น  แล้วอะไรคือรากของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในรูปของพฤติกรรมนั้น

ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมด

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ และส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กร หากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว อาการของปัญหาก็ปรากฏตามที่กล่าวข้างต้น 

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วอะไรๆก็ง่ายไปหมด

คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่า สะท้อนถึงความมีคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด

ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้วยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วยเพราะองค์กรคือชีวิตเมื่อบุคคลได้รับการยอมรับได้รับความไว้วางใจเมื่อนั้นบุคคลจึงรู้สึกเข้มแข็งเกิดความเชื่อมั่นสามารถพัฒนาและขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่สามารถนำตนเองได้เกิดความมุ่งมั่นกระตือรือร้นเล่นเชิงรุกจากจุดนี้จะเป็นก้าวสำคัญนำไปสู่การเห็นคุณค่าในความแตกต่างใจจึงเปิดกว้างรับฟังเกิดความเข้าใจกันไว้วางใจกันเกิดศรัทธาเชื่อมั่นและยอมรับซึ่งกันและกันทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ภาวะผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างทีมงานอย่างมีสวนร่วมเกิดการเชื่อมโยงที่สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพองค์กรจึงมีความเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน

พลิกโฉมวงการแฟชั่น ‘ลาซาด้า’ ยกรันเวย์ดีไซเนอร์ไทยมาไว้บนอีคอมเมิร์ซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631675

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 08:25 น.พลิกโฉมวงการแฟชั่น 'ลาซาด้า' ยกรันเวย์ดีไซเนอร์ไทยมาไว้บนอีคอมเมิร์ซยกรันเวย์ดีไซเนอร์ไทยมาไว้บนอีคอมเมิร์ซ “ลาซาด้า” พลิกโฉมวงการแฟชั่น มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วประเทศไปกับ “Lazada Thai Designer Club” ช้อปสินค้าแบรนด์แฟชั่นพรีเมียมจากไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยของแท้ 100%

พลิกโฉมวงการแฟชั่นไทย ครั้งแรกของการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าดีไซเนอร์สายเลือดไทย กับ Lazada Thai Designer Club โดยความร่วมมือระหว่าง ลาซาด้า (Lazada) และสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) ด้วยการนำแบรนด์แฟชั่นพรีเมียมจากไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยกว่า 50 แบรนด์ มาโลดแล่นบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครบวงจร ด้วยคอนเซ็ปต์ Premium Brands at your Fingertips เพื่อให้แฟชั่นนิสต้าเลือกช้อปได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส

จุดเด่นคือการการันตีว่าสินค้าเป็นของแท้จากแบรนด์ 100% สามารถซื้อและถามตอบรายละเอียดสินค้ากับแบรนด์ได้โดยตรง ซึ่งในงานเปิดตัวต้องบอกเลยว่ายิ่งใหญ่ไปด้วยแฟชั่นโชว์จากแบรนด์ชั้นนำที่ตบเท้าเข้าร่วม อาทิ Asava, Vickteerut, TandT, Painkiller, Janesuda, S’uvimol, Disaya, Issue และอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพูดคุยกับผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา, ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล และฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม เกี่ยวกับทิศทางแฟชั่นไทยในวงการอีคอมเมิร์ซ

Lazada Thai Designer Club เป็นความร่วมมือระหว่างลาซาด้ากับ Bangkok Fashion Society (BFS) หรือสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ เริ่มต้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นจาก 6 แบรนด์ในเดือนมีนาคม 2563 โดยล่าสุดมีจำนวนแบรนด์รวมทั้ง BFS และแบรนด์อื่นๆ ที่เดินหน้าเข้าร่วมแพลตฟอร์มมากกว่า 50 แบรนด์ และมีแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟที่มีขายเฉพาะที่ลาซาด้าเท่านั้น อาทิ Vickteerut, TandT, Milin, Painkiller, ASV, Asava, Patinya, Kloset, Janesuda, Greyhound, และ Issue โดย Lazada Thai Designer Club เป็นส่วนหนึ่งของ LazMall ฟีเจอร์ที่เป็นเสมือนห้างสรรพสินค้าออนไลน์ รวบรวมสินค้าจากร้านกว่า 2,000 ร้านค้า อย่างเป็นทางการ จัดจำหน่ายจากแบรนด์โดยตรง จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ได้จาก Lazada Thai Designer Club เป็นสินค้าของแท้ 100%

“ที่ผ่านมาลาซาด้าประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย ในการขยายช่องทาง การจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ดังนั้นการร่วมมือกับ Bangkok Fashion Society (BFS) ในการเปิดตัว Lazada Thai Designer Club จึงถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอีคอมเมิร์ซ และพลิกโฉมวงการแฟชั่นพรีเมียมในเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนสินค้าของดีไซเนอร์ไทย โดยที่ลาซาด้าเป็นอีคอมเมิร์ซรายแรกที่ได้รับการไว้วางใจให้จัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นพรีเมียมจากดีไซเนอร์ไทย โดย Lazada Thai Designer Club ที่เพิ่งเปิดมาได้เกือบ 7 เดือน และเราเห็นว่าแบรนด์เหล่านี้เติบโตบนลาซาด้าอย่างก้าวกระโดด และยังสามารถขยายฐานลูกค้าไปได้ไกลทั่วประเทศอีกด้วย” ธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า 

ทางด้าน หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ หรือ BFS กล่าวว่า “การร่วมมือระหว่างสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ กับลาซาด้า เปิดตัว Lazada Thai Designer Club ถือเป็นก้าวสำคัญ ของวงการแฟชั่นไทย เป็นโอกาสที่ดีในการขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ นับตั้งแต่การเริ่มจำหน่าย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Lazada Thai Designer Club ได้รับความนิยมในหมู่นักช้อปออนไลน์ทั่วประเทศ เป็นอย่างมากและแบรนด์ต่างๆ มีสินค้าออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษที่จำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในลาซาด้าเท่านั้น และได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างถล่มทลาย ถือเป็นการพลิกโฉมวงการแฟชั่นไทยและเป็นทางเลือกใหม่ ของการจำหน่ายสินค้าแฟชั่น โดย BFS เป็นการผนึกกำลังของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของเมืองไทยมากมาย ที่มีเครือข่ายอันแข็งแกร่งพ่วงด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับเซเลบริตี้ ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ต่างๆ ใน Lazada Thai Designer Club ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ Disaya อย่าง ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล กล่าวว่า “การขยายช่องทาง จัดจำหน่ายมายังลาซาด้าทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากฐานลูกค้าเดิมที่แบรนด์ มีอยู่ค่อนข้างเหนียวแน่นแล้ว เห็นได้ชัดในช่วงล็อคดาวน์และห้างสรรพสินค้าปิด การจำหน่ายช่องทางออนไลน์ จึงกลายเป็นช่องทางหลักของแบรนด์ ถึงแม้ตอนนี้ห้างสรรพสินค้าจะเปิดให้บริการเป็นปกติแล้ว แต่ช่องทางออนไลน์ก็ยังได้รับความนิยมมากเพราะสะดวกกับผู้บริโภค สามารถ Add to cart แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย ที่สำคัญผู้ซื้อยังวางใจได้ว่า สินค้าแบรนด์ Disaya ที่จำหน่ายในช่องทางลาซาด้านั้นเป็นของแท้ 100% และสามารถทักแชทมาหาแบรนด์ได้โดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม”

ส่วน ฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม เจ้าของแบรนด์ S’uvimol แบรนด์เครื่องหนังเอ็กโซติกสัญชาติไทย กล่าวว่า “S’uvimol เป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แต่การเข้าร่วม Lazada Thai Designer Club และขยายช่องทางจำหน่ายมาที่ลาซาด้า กลับประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน นอกจากจะได้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าประจำของแบรนด์ให้ช้อปปิ้งออนไลน์ได้แล้ว ลูกค้ายังได้รับส่วนลดต่างๆ จากลาซาด้าในช่วงแคมเปญต่างๆ ซึ่งผลพลอยได้ที่ดีมาก คือการที่แบรนด์เปิดตัวออกไปยังฐานลูกค้าใหม่ๆ ให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”

ทั้งนี้ ลาซาด้ามุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการแฟชั่นไทย Lazada Thai Designer Club จึงถือเป็น ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่น เราเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ มากมาย เพื่อสนับสนุนแบรนด์คู่ค้าได้ขยายฐานลูกค้า และลาซาด้ามุ่งมั่นจะเห็นจำนวนของแบรนด์ใน Lazada Thai Designer Club เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้เรายังอยากให้แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการกับเรา ไม่ใช่แค่ขายได้ แต่ต้องทำยอดขายได้แบบยั่งยืนตามพันธกิจของเราอีกด้วย สุดท้ายนี้อยากฝากชาวไทยให้ช่วยกันสนับสนุนแฟชั่นไทย

ติดตามความพิเศษของ Lazada Thai Designer Club ในแคมเปญ Lazada 9.9 Big Brands Sale ในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยพบกับส่วนลดสูงสุดกว่า 70% พร้อมคูปองส่วนลดเพิ่มเติมและของแถมสุดพิเศษจากแบรนด์ ช้อปกับ Thai Designer Club ที่ลาซาด้าได้แล้ววันนี้ คลิก https://bit.ly/2CNdcWp

ค้นหาตัวตนที่แท้จริง เผยพลังแห่งความมั่นใจในแบบของคุณผ่าน “Lee” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631592

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 07:33 น.ค้นหาตัวตนที่แท้จริง เผยพลังแห่งความมั่นใจในแบบของคุณผ่าน "Lee"ปลดปล่อยเสียงเรียกร้องจากข้างในหัวใจของทุกคนให้เป็นอิสระ Lee ชวนทุกคนร่วมค้นหาตัวตนที่แท้จริงผ่านแคมเปญ STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์ พร้อมเผยคอลเลคชั่นใหม่ Lee Your Style และ Leesures โชว์ของดีที่มีมากกว่ายีนส์

กว่า 130 ปีแล้ว ที่ Lee หนึ่งในแบรนด์ยีนส์ยอดนิยมในตำนานได้ก่อตั้งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์ผลงานผ่านนวัตกรรมมากมาย ทั้งการเป็นกางเกงยีนส์มีซิปครั้งแรกของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2469 ในยีนส์รุ่น 101Z การออกแบบป้ายหนัง Hair-on-hide โลโก้แบรนด์ Lee ที่ถูกประทับลงบนแผ่นป้ายหนังแท้ด้านหลังของกางเกงยีนส์ และลายเย็บรูปตัว S บนกระเป๋าหลังที่เลื่องชื่อ (Lazy S stitching) นับตั้งแต่การเปิดตัวชุดเอี๊ยมยีนส์ Lee bib ครั้งแรก มาถึงกางเกงยีนส์คาวบอยรุ่น 130z 101 นั้น Lee ได้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตเครื่องแต่งกายที่มีความทนทานสำหรับชนชั้นแรงงานในสมัยแรกเริ่มมาเป็นผู้มีอิทธิพลในการออกแบบเทรนด์แฟชั่นที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน

สำหรับปี 2020 แบรนด์ Lee ขอเป็นแรงบันดาลใจให้คุณออกค้นหาตัวตนที่แท้จริง ผ่านคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่จะปลดปล่อยเสียงเรียกร้องจากข้างในหัวใจของทุกคนให้เป็นอิสระ กับแคมเปญ STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์ เพราะความมั่นใจในตนเองคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน  แคมเปญนี้เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทั่วทุกมุมโลกและค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของตนเองก่อนที่จะให้ผู้อื่นมาร่วมตระหนักด้วย

ฤดูกาลนี้ Lee จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณยืนหยัดและมีความมั่นใจ เปิดเผยสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่เป็นตัวตนของคุณ ความมั่นใจจะเกิดขึ้นเมื่อเรากล้าที่จะบอกกับโลกว่า “นี่คือตัวตนของฉัน” พร้อมยอมรับสิ่งที่กำลังจะเข้ามาและรู้ว่าเราสามารถจัดการมันได้อย่างดีที่สุด ลุคที่สมาร์ทและเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายทำหน้าที่เหมือนไม้วิเศษที่จุดประกายความมั่นใจจากภายในสิ่งที่คุณหยิบมาสวมใส่ในตอนเช้าไม่เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองที่ผู้อื่นมีต่อตัวคุณแต่มันยังเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อตัวเองได้อีกด้วยไม่เพียงแค่เป็นคนที่แตกต่างแต่ยังช่วยให้คุณดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนอื่นๆ

ตลอด 130 ปีของการมุ่งมั่นต่อคุณภาพ นวัตกรรม และการใช้งาน ควบคู่กับบทบาทของแบรนด์แฟชั่น Lee ได้กลายเป็นแบรนด์เดนิมส์ระดับตำนานพร้อมทัศนคติกล้าที่จะสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นตัวเอง แบรนด์ที่เต็มไปด้วยบุคลิกภาพและคาแรคเตอร์ที่ห้าวหาญ คือสิ่งที่ทุกคนต้องการในชีวิต สไตล์ที่เนี๊ยบลงตัวยิ่งขึ้นของ Lee คือกุญแจสำคัญสำหรับสิ่งนั้น เพราะสินค้าทุกชิ้นผ่านการกระบวนการผลิตอย่างดีเยี่ยม เพื่อมอบความสบายอย่างสูงสุดระหว่างการเคลื่อนไหว พร้อมรู้สึกยอดเยี่ยมจากภายในสู่ภายนอก สไตล์อาจจะเข้ามาแล้วจากไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณได้เป็นเจ้าของเสื้อผ้าที่โดดเด่นไร้กาลเวลา ซึ่งพร้อมจะมอบพลังและความมั่นใจในทุกย่างก้าวบนเส้นทางที่เลือกเดิน และนำไปสู่การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของคุณ มาร่วมเป็นคนที่แตกต่างเป็นตัวของตนเองกับลี STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์

Lee Your Style : ล้ำหน้าไปอีกขั้น กับเทคโนโลยีการสร้างเฉดและเฟดแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผลงานล่าสุดจาก Lee ที่สร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะของการปั้นเฟดและดีไซด์ลวดลายต่างๆ รวมเข้ากับร่องรอยของประสบการณ์งานฝีมือที่สั่งสมมากว่า 130 ปี ในครั้งนี้ Lee ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ยิงไปบนพื้นผิวของกางเกง เพื่อให้เกิดเฉดสี รอยเฟดและรอยขาดตามที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการเลเซอร์ดังกล่าวจะประหยัดเวลาและคงมาตรฐานในการฟอกได้เที่ยงตรงและแม่นยำ ที่สำคัญยังช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในการฟอกและของเสียเกิดจาการผลิตก็อีกด้วย เรียกได้ว่า Lee ได้ผนวกนวัตกรรมการผลิตสินค้าเข้ากับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง

สินค้าคอลเลคชั่น Lee Your Style มีวางจำหน่ายให้คุณเลือกมากถึง 15 เฉดสี ให้คุณเลือก Mix & Match ได้อย่างจุใจ (ราคาจำหน่าย 1,990 บาท)

Leesures : ก้าวไปกับสไตล์ที่เป็นคุณ

Lee ก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่เดนิมส์กับคอลเลคชั่น Leesures (ลีเชอส์) นำเสนอ “เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายทั้งในการทำงานและการพักผ่อน” คอลเลคชั่นนี้ Lee สร้างความแปลกใหม่ด้วยการนำเอาความสบายมาผนวกกับสไตล์ที่ลงตัวเสื้อผ้าในโทนสีเอิร์ธโทนที่ผลิตจากผ้ายืดคุณภาพเยี่ยม

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ Lee ใส่ใจออกแบบเพื่อให้เสื้อผ้ามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระดุมสีเดียวกับกางเกง แถบโลโก้ตกแต่งที่ขอบเอว รอยเย็บสุดเนียบด้านใน ป้ายตกแต่ง Leesures ขอบยางยืดบริเวณกระเป๋า กระเป๋าลับเพื่อแบ่งสัดส่วนสะดวกในการหยิบใช้ ฝากระเป๋าสไตล์ Work wear

สำหรับกางเกง Lee มีทรงสำหรับผู้ชายให้เลือก 3 แบบ จ๊อกเกอร์, คาร์โก้ และทรงขากระบอก และทรงสำหรับผู้หญิงให้เลือก 2 แบบ คูลอต และ วอลลุ่ม (ราคาจำหน่าย กางเกงขายาว 1,890 บาท / ขาสั้น 1,590 บาท)

#STANDTALL #มีดีมีลีต้องโชว์ #LeeJeansTH #LeeYourStyle #Leeนิวดีไซน์เพื่อไลฟ์สไตล์คุณ  #Leesures #GoWithStyle

กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631352

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 14:15 น.กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กรเปิดแนวคิด 3 องค์กรชั้นนำของไทย ใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์ ย้ำ ‘ฟีดแบ็ค’ คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของโควิด-19 หนึ่งในสิ่งที่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องทำ คือการรับฟังความรู้สึกและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กร เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์กลับมา ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทายสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้จัดการฝ่ายบุคคลขององค์กรจำนวนมาก เพราะหมายถึงการปรับโฉมกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานครั้งใหญ่ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง การเก็บข้อมูลความคิดเห็นในรายไตรมาสหรือรายปีจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

การรับฟังความคิดเห็นในปัจจุบัน จำเป็นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือเพื่อหาอินไซต์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ในวันนี้องค์กรต้องสามารถเข้าถึงอินไซต์จากพนักงานและลูกค้าในแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะให้การสนับสนุนและดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเท่าทันทุกความเปลี่ยนแปลง Qualtrics ได้เผยเรื่องราวการปรับตัวของ 3 องค์กรชั้นนำของไทย ซึ่งใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานในรูปแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นับตั้งแต่มาตรการล็อคดาวน์มีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีพนักงานทำงานที่บ้านกว่า 60% จากพนักงานทั้งหมดกว่า 1,200 คน ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทฯ ในการปรับใช้นโยบายทำงานที่บ้านกับพนักงานจำนวนมากขนาดนี้ การรับฟังเสียงสะท้อนของพนักงานโดยใช้โซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ช่วยให้วิถีการทำงานที่บ้านของพนักงานของกรุงเทพประกันชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น โดยโซลูชันของ Qualtrics ช่วยให้บริษัทฯ รับรู้ถึงความต้องการและให้การสนับสนุนแก่พนักงานในช่วงการทำงานจากบ้านได้อย่างทันท่วงที

ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เราเข้าใจความท้าทายและแก้ปัญหาที่พนักงานเจอเมื่อเริ่มทำงานจากที่บ้าน ฟีดแบ็คต่างๆ ของพนักงานนำมาสู่การจัดหาอุปกรณ์การทำงานที่ตอบโจทย์ การริเริ่มการจัดงานประชุมพนักงานแบบออนไลน์ และการพบปะผ่านจอระหว่างทีม ซึ่งล้วนทำให้เราเดินหน้าฝ่าวิกฤตไปได้”

นอกจากนี้ จากการใช้ Qualtrics ยังพบอินไซต์สำคัญว่าการทำงานที่บ้านสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมงานบางส่วนได้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างกำลังเผชิญ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่จะยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว

“เราพบว่าเมื่อเริ่มนโยบายทำงานจากที่บ้าน หลายๆ แผนกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความเครียดลดลง เราจึงวางแผนพิจารณาโปรแกรมการจัดชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับการปรับนโยบายของบริษัทฯ ในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานและยกระดับคุณภาพการทำงาน โดยเตรียมความพร้อมการปรับใช้นโยบายดังกล่าว ทางบริษัทฯ ได้พิจารณาเครื่องมือและระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต”

ในขณะที่องค์กรกำลังปรับตัว การรับฟังเสียงของพนักงานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพนักงานให้ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบัน และในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ดังนั้น การฟังเสียงพนักงานและการลงมือปรับตัวจากการใช้ผลสำรวจจากระบบ Qualtrics ทำให้เรามั่นใจว่ากรุงเทพประกันชีวิตกำลังปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชั้นนำและโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของประเทศ เป็นอีกหนึ่งบริษัทฯ ที่ปรับวิธีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยอนุญาตให้พนักงานส่วนของ Back Office ที่ประจำสำนักงานในประเทศไทยสามารถทำงานที่บ้านได้ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร ‘ONE Caring Family’ บริษัทฯ นั้นยึดมั่นและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยรวมถึงสวัสดิภาพของพนักงานมาโดยตลอด แต่การระบาดของโควิด-19 ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ผลักดันให้บริษัทเลือกเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจความรู้สึกของพนักงาน

ทิโมธี อลัน พอตเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า “SPRC เลือกใช้โซลูชัน Qualtrics รับมือวิกฤตโควิด-19 ในการรับฟังเสียงของพนักงานเพื่อเข้าใจถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงและพัฒนาแนวทาง ตลอดจนการวางนโยบายที่ยืดหยุ่นสำหรับการจัดการบุคลากร เนื่องจากจำเป็นต้องหาแนวทางการจัดการที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ ฟีดแบ็คเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการทีมที่ต้องลงพื้นที่ทำงาน ซึ่งมีข้อจำกัดจากนโยบายเว้นระยะห่าง (Social distancing) การใช้โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของทีมงานกลุ่มนี้และสามารถวางมาตรการสนับสนุนได้ตรงตามความต้องการ สร้างความสะดวกสบายในการทำงานมากขึ้น สำหรับพนักงานกลุ่มที่อยู่ประจำสำนักงาน เราได้เปิดช่องทางการสื่อสารหลักของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและนำเอาเทคโนโลยี การวางระบบต่างๆ มาจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่บ้าน โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้ SPRC ประเมินสถานการณ์ได้ว่าผลการดำเนินการของเรานั้นเป็นอย่างไร และมีข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ”

ความสะดวกด้านการใช้งาน การผสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวและความยืดหยุ่นของโซลูชัน Qualtrics Remote Work และ Onsite Pulse ยกระดับการวิธีการรับฟังความคิดเห็นพนักงานของ SPRC สู่แนวทางใหม่ที่เรียบง่ายและมีส่วนร่วมมากขึ้น พอตเตอร์ กล่าวเสริมว่า “ระบบสามารถทำงานร่วมกับ แบบสำรวจด้านความผูกพันต่อองค์กรเดิมที่จัดทำขึ้นทุกปีได้เป็นอย่างดี เพราะรองรับวิธีการสำรวจ การออกแบบประเด็นคำถามและรายงานผลในรูปแบบเดียวกัน ลดความซับซ้อนของกระบวนการการสำรวจความคิดเห็น ประกอบกับผลตอบรับจากครอบครัว SPRC ของเรานั้นล้วนเป็นไปในเชิงบวก ด้วยอัตราการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นกว่าร้อยละ 99 ในช่วงสัปดาห์แรก

ก้าวต่อไปเพื่อข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 ของ SPRC จะถูกขับเคลื่อนโดยการนำเอาข้อมูลเชิงลึกด้านประสบการณ์ของพนักงานใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ “SPRC เชื่อว่าการให้ข้อมูลของพนักงานเป็นเสมือนของขวัญ ดังนั้น การฟังเสียงคนในครอบครัวของเรา จะช่วยให้เราสร้างความมั่นใจของทุกคนในการกลับมาทำงานที่สำนักงานตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานใกล้ชิดและมีส่วนร่วมสม่ำเสมอกับพนักงาน ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่พวกเขามอบให้บริษัทฯ เราได้วางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านการจัดการบุคคลของเรา เพื่อให้องค์กรของเรามุ่งหน้าสู่การเป็น Employer of Choice และ Best Place to Work”

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ อาร์ดี (RD) ผู้ประกอบการร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ดำเนินกิจการร้านเคเอฟซีกว่า 200 แห่ง พร้อมด้วยพนักงานกว่า 4,000 คน

บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความมุ่งหวังให้ทุกคนสร้าง ‘ความแตกต่างอย่างแท้จริง’ (Real Difference) แก่ธุรกิจ ร้านอาหารรวมไปถึงชุมชนต่างๆ ด้วยความเชื่อนี้ อาร์ดีได้ตัดสินใจปรับใช้นโยบายให้พนักงานทีมสนับสนุนร้านที่ไม่ต้องพบปะซึ่งหน้าโดยตรงกับลูกค้าทำงานจากที่บ้านทันทีในระหว่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกเหนือไปจากนี้ บริษัทยังดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจและดูแลเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานที่อยู่ในทีมประจำหน้าร้าน เพราะบริษัทฯ มีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ อาร์ดีวางแนวทางการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างเป็นระบบผ่านการใช้งานโซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ซึ่งผู้บริหารของบริษัทฯ จะสามารถรับรู้ความต้องการ เข้าใจในความกังวลของพนักงานได้รวดเร็วและต่อเนื่อง

แอนดรูว์ นอร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวว่า “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมและวิเคราะห์ด้วยโซลูชัน Qualtrics ทำให้อาร์ดี กำหนดทิศทางและวางแผนการรับมือกับเหตุการณ์อย่างตรงจุด ตอบโจทย์พนักงานที่สะดวกทำงานจากที่บ้าน พร้อมกันนี้ยังสามารถจัดการกับความคาดหวังของพนักงานและสนับสนุนปัจจัยด้านอื่นๆ เพิ่มเติมจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป อาร์ดี จึงนำเสนอโปรแกรมใหม่ๆ ให้แก่พนักงาน อาทิ แผนการทำงานแบบยืดหยุ่น, ปรับเพิ่มสวัสดิการค่าอินเตอร์เน็ต, กิจกรรม welcome back meal ต้อนรับการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ และส่งการ์ดแบบ personalized เป็นกำลังใจให้ทีมพนักงานหลายพันคนที่ประจำสาขาหน้าร้าน”

ขณะที่มาตรการล็อคดาวน์ในประเทศไทยเริ่มคลายตัวและพนักงานส่วนใหญ่เริ่มกลับมาทำงานตามปกติ ข้อมูลและอินไซต์ที่อาร์ดีได้จากการเก็บข้อมูลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนบริษัทฯ ในระยะยาว นอกจากนี้ การเข้าถึงอินไซต์ของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยเผยให้เห็นมิติใหม่ของแนวคิดการสร้าง ‘Real Difference’ ของบริษัทอีกด้วย

“อาร์ดี มุ่งมั่นในการเข้าถึงและสนองตอบข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรที่สามารถสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยในวันนี้ พนักงานทุกคนสามารถนำเสนอรูปแบบตารางเวลาการทำงานที่เหมาะสมกับความต้องการของตนและทีมงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าดำเนินโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับพนักงานและชุมชนที่พวกเขาให้บริการ อาทิ กิจกรรมมอบไก่ทอดฟรีให้แก่คนในชุมชนที่ขาดแคลนอาหาร และโครงการใหม่อย่างโครงการจัดจ้างบุคลากรวัยเกษียณที่ยังอยากทำงานต่อ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวปิดท้าย

ศักยภาพต้องระเบิดจากภายใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631313

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ศักยภาพต้องระเบิดจากภายในการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : สิ่งมีชีวิตจะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเกิดแรงผลักดันจากภายใน กลายเป็นชีวิตใหม่ที่มีแรงขับเคลื่อนเพื่อความอยู่รอด

– โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

…ศักยภาพคืออะไร?

ในโลกที่ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต องค์กรธุรกิจได้ตระหนักแล้วว่าการอยู่ในสภาพเดิมๆ นั้น ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้ เราจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อความอยู่รอด ในการปรับตัวนั้น โดยความหมายแล้วคือ การพัฒนาศักยภาพ

และเมื่อพูดถึงศักยภาพ เราลองมาพิจารณาชีวิตผีเสื้อที่มีวิวัฒนาการมากว่า 280 ล้านปี วงจรชีวิตมันมี 4 ระยะ เริ่มด้วยระยะเป็นไข่ 5-7 วัน จากนั้นจะเป็นตัวหนอน 10-14 วัน ช่วงนี้หากนกเห็น มันจะกลายเป็นเหยื่อแน่นอน แต่หากมันรอด มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัวมันกลายเป็นดักแด้อยู่ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นมันจะใช้ขายันเปลือกให้แตกออก แล้วดันตัวมันเองออกมากลายเป็นชีวิตใหม่เรียกว่า ผีเสื้อ ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สามารถแสดงศักยภาพ บินหลบหลีกซ่อนเร้นจากศัตรูได้ สามารถบินหาน้ำหวานเพื่อยังชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดต่อไป

คราวนี้เราลองมาพิจารณาไข่ไก่ หากเราใช้แรงตอกไข่ลงในชาม แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเอาไปทอด เราจะได้ไข่เจียว แต่หากว่าไข่ใบนี้ได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้และเรารอซักพักเพื่อให้มันฟักตัว มันจะมีจะงอยปากแหลมๆ แทงทะลุเปลือกไข่ แล้วดันตัวมันเองออกมาเป็นชีวิตใหม่เรียกว่า ลูกเจี๊ยบ ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็แตกต่างจากเดิม สามารถแสดงศักยภาพของความเป็นไก่อย่างที่มันเป็น สามารถหาอาหารเลี้ยงชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดต่อไป

จากตัวอย่างของผีเสื้อและไก่ซึ่งเป็นตัวแทนของความมีชีวิต จะเห็นได้ว่ามันจะสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเกิดแรงผลักดันจากภายใน กลายเป็นชีวิตใหม่ที่สามารถแสดงศักยภาพ มีแรงขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวของมันเองเพื่อความอยู่รอด

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากมีแรงจากภายนอกมากระทบ เราจะรู้สึกเหมือนว่าเราโดนกระทำ เหมือนมีคนมาสั่ง มาคอยกำกับ มาคอยชี้นำ เราจะรู้สึกว่าเป็นแรงกดดัน ขาดความเป็นอิสระ ทำให้รู้สึกเครียด เราจะไม่มีความสุข ศักยภาพที่แสดงออกมาก็จะไม่เต็มที่ ต่างกับภาวะที่เราทำงานโดยมีแรงบันดาลใจจากภายใน เราจะมีความรับผิดชอบอย่างมุ่งมั่น เราจะลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ย่อท้อ เราจะยืนหยัด อดทน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ภาวะนั้น เราสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

ศักยภาพดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวของมันเองเพื่อความอยู่รอดศักยภาพจากภายในนี้เท่านั้นที่จะสร้างการเติบโตสู่ความเข้มแข็งดังนั้นเมื่อพูดถึงศักยภาพที่จะนำชีวิตไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนแล้ว

ศักยภาพนั้นต้องระเบิดจากภายใน

หากแรงขับนั้นมาจากภายใน นั่นแสดงว่าเราสามารถกำกับควบคุมมันได้ หากเรากำหนดมันได้ นั่นแสดงว่าเราสามารถนำตนเองได้ หากเรานำตนเองได้ เราจึงสามารถเล่นเชิงรุกได้ และหากเราสามารถจัดการตนเองได้ ปัญหาใดๆ ก็เรื่องเล็ก ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อมุ่งสู่ความเข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนจึงต้องระเบิดจากภายใน

แล้วอะไรคือแหล่งที่มาของศักยภาพภายใน

เราพบว่ามันมาจากกรอบความคิดอันเป็นฐานรากของชีวิต เพราะ

  1. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นภาพเป้าหมาย ภาพแห่งความสำเร็จดังกล่าวจะสร้างทัศนคติเชิงบวก แรงบันดาลใจ เพื่อมาเสริมทักษะด้านการจัดการให้เป็นจริง
  2. กรอบความคิดช่วยให้เรามองเห็นภาพองค์รวม เกิดแนวคิดเชิงระบบ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
  3. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นคุณค่าตนเอง เกิดความเชื่อมั่น ยืนหยัด อดทน มุ่งมั่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ ภายในเข้มแข็ง หนักแน่น มีภูมิต้านทาน บุคคลจึงสามารถขับศักยภาพภายในให้ออกมาเสริมทักษะด้านการจัดการได้อย่างเต็มที่
  4. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง เราจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เกิดความเข้าใจกัน เชื่อมั่น และไว้วางใจกัน เกิดศรัทธา นำไปสู่การสร้างทีมงานให้ขับศักยภาพออกมาเสริมกันได้อย่างมีพลังร่วมอย่างเป็นหนึ่งเดียว
  5. กรอบความคิดช่วยให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ เกิดความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน นำไปสู่ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กร และสร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

กรอบความคิดจึงเป็นต้นทุนชีวิตที่แท้จริง หากปราศจากกรอบความคิดอันเป็นฐานรากของชีวิตแล้ว ทักษะการบริหารจัดการใดๆ ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะลำพังความสามารถด้านเทคนิคไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้

ท่านคิดว่าศักยภาพที่แท้จริงคืออะไร

อะไรคือแหล่งที่มาของศักยภาพของมนุษย์ มันอยู่ในรูปของอะไร อะไรทำให้คนเราแตกต่าง

จากความเข้าใจข้างต้น แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาอย่างเต็มที่และไปในแนวเดียวกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างองค์กรให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

จะทำอย่างไร…เมื่อผู้นำไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630736

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 07:10 น.จะทำอย่างไร...เมื่อผู้นำไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : เมื่อองค์กรไม่ยั่งยืน เพราะผู้นำไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์

โดย ดร.แป๊ะ-ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : เพราะองค์กรมีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้นำที่เข้าใจในคุณค่าของความเป็นมนุษย์จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง นำองค์กรให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ มีความเข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน

ความท้าทายของผู้นำองค์กร 

โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เคยหยุดนิ่ง เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดด สังคมทุกระดับเกิดการสั่นคลอน ระบบเก่าถูกทำลาย การบริหารงานมีความเสี่ยง มีทิศทางสู่วิกฤติ องค์กรจึงต้องการการเปลี่ยนแปลง บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงมีสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนขององค์กร และเมื่อพิจารณาถึงความท้าทายของผู้นำองค์กร ประเด็นหลักคือ ผู้นำโดยตำแหน่งขาดภาวะผู้นำ ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวเดียวกันได้ เพราะอะไร

  • ผู้นำไม่สามารถสร้างศักยภาพทีมงานและขับออกมาได้อย่างมีพลังร่วม ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ มีทัศนคติติดลบ ไม่เล่นเชิงรุก ไม่เปลี่ยน ไม่ปรับตัว บุคลากรจึงขาดการพัฒนาตนเอง ขาดความกระตือรือร้น ไม่สามารถนำตนเองได้
  • ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้ทีมงานสร้างภาพเป้าหมายร่วม ขาดค่านิยมร่วม จึงไม่สามารถนำองค์กรให้ไปในแนวเดียวกันได้
  • ผู้นำขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงระบบ ขาดการมองภาพเชิงองค์รวม จึงขาดการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ อีกทั้งไม่สามารถคิดสรางสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างที่แปลกใหม่ ไม่อาจสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้
  • ผู้นำไม่สามารถกระตุ้นให้ทีมงานเห็นคุณค่าตนเอง ทีมงานจึงขาดแรงบันดาลใจ ขาดความเชื่อมั่น ขาดความเข้มแข็ง ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ จึงขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามา
  • ผู้นำไม่สามารถสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทีมงานใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง จึงมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ทีมงานจึงขาดศรัทธา ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน การทำงานจึงแยกส่วน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว
  • ผู้นำมีการบริหารงานขาดความสมดุล เน้นแต่เรื่องทักษะการบริหารจัดการ แต่ละเลยทักษะชีวิต คิดว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยความสามารถด้านเทคนิคและการบริหารจัดการที่เป็นเลิศอย่างสุดโต่ง

ทั้งหมดนี้เพราะมีพื้นฐานมาจากผู้นำขาดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นคุณค่าชีวิต จึงไม่สามารถสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในแนวเดียวกันได้อย่างยั่งยืน 

แล้วอะไรคือรากของปัญหา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่เรามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในของทั้งสองก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครก็ตามที่ไม่เห็นฉันมีค่า ไม่ว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งอะไร ไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหน ฉันก็ไม่ได้ยิน เรื่องใดๆ ก็ยากไปหมด ดังนั้น รากของปัญหาของภาวะผู้นำนั้นก็คือ การที่ผู้นำโดยตำแหน่งไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต และนี่คือเงื่อนไขสำคัญของทุกความสัมพันธ์ และส่งผลเป็นการขาดภาวะผู้นำ บุคลากรและทีมงานจึงไม่อาจขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ องค์กรไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย ไม่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนได้

ทางออกของปัญหา

ในการหาทางออกของปัญหา เราต้องมาทำความเข้าใจว่าภาวะผู้นำคืออะไร ภาวะนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ ภาวะผู้นำไม่เกี่ยวกับอายุ หรืออายุงาน หรือการศึกษา หรือฐานะ ตำแหน่งผู้นำมันเป็นเรื่องสมมติ มันแต่งตั้งกันได้ แต่ภาวะผู้นำมันตั้งกันขึ้นมาเองไม่ได้ เรียกร้องก็ไม่ได้ มันต้องสร้างขึ้นเอง เพราะภาวะผู้นำเป็นเรื่องของสถานะของการยอมรับที่ฝ่ายหนึ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่การที่ตนจะยอมรับอีกฝ่ายว่ามีภาวะผู้นำนั้น ก็ต่อเมื่อตนต้องได้รับการยอมรับจากผู้นั้นเสียก่อน การยอมรับที่ว่านี้มิใช่การยอมรับในเรื่องความสามารถด้านเทคนิคหรือการบริหารจัดการ แต่มันคือ การยอมรับในคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย เมื่อตนได้รับการยอมรับ ตนจึงแสดงการยอมรับตอบ การยอมรับนี้เองที่สะท้อนถึงภาวะผู้นำ และเมื่อผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ดังนั้น เมื่อเขาพูดอะไร เราจะฟังและทำตาม “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน”

อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุ เบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าและความหมายชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายในของบุคคล หากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่าสะท้อนถึงความมีคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต ดังนั้น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้จึงต้องตั้งอยู่บนฐานของการเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์

มีคำกล่าวว่า “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและขับออกมาอย่างเต็มที่ เล่นเชิงรุก มีความคิดเชิงระบบนำไปแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ รวมทั้งการเล่นเป็นทีมอย่างมีส่วนร่วม เพื่อนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมีความสุขได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต

4 สาวเซเลบเผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630792

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 07:40 น.4 สาวเซเลบเผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริป4 สาวแซบ ทั้งบล็อกเกอร์ด้านความงาม ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และเซเลบริตี้สาวสวย เผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริปการเดินทาง

หลังจากที่ผ่านช่วงเวลากักตัวและทำงานที่บ้านมาหลายเดือน ทำให้เริ่มอยากออกไปเที่ยวพักผ่อน ล่าสุดหลังจากการคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีการวางแผนมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศกับคนในครอบครับและเพื่อนสนิท รีเฟรชตัวเองและดื่มด่ำกับธรรมชาติพร้อมถ่ายรูปอวดผิวสวยลงโซเชียล

แต่เราอาจหลีกเลี่ยงปัญหาผิวที่มาพร้อมกับการเดินทางไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง การดื่มน้ำหรือรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวอ่อนล้า หมองคล้ำ ไม่สดใส  แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) ร่วมกับบล็อกเกอร์สาวด้านความงาม ไลฟ์สไตล์ และแฟชั่น ที่รู้จักกันในนาม GANDAGANDA หรือ กานดา สายทุ้ม จัดเวิร์คช็อป แพ็คกระเป๋าเราเที่ยวด้วยกัน เผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริปการเดินทาง

เริ่มกันที่กูรูด้านความสวยงามและท่องเที่ยว กานดา สายทุ้ม แนะทริคท่องเที่ยวอวดผิวสวย พร้อมแนะไอเทมสำหรับการดูแลผิวตนเองขณะเดินทางท่องเที่ยว ว่า ‘การเดินทางท่องเที่ยวนั้นก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนอีกทางหนึ่ง ทำให้เราได้สัมผัสประสบการณ์และได้เปิดมุมมองใหม่ให้กับชีวิต การเดินทางท่องเที่ยวนำพาเราให้ได้เจอกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้อีกทางหนึ่ง การเลือกที่พักก็เป็นสิ่งสำคัญ เน้นความรู้สึกแบบอยู่สบายตรงตามสไตล์ที่เราชอบที่สุด ซึ่งอาจพิจารณาจากบรรยากาศ วิวห้องพัก อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  รวมถึงพิจารณาสภาพอากาศด้วย เพราะแต่ละสถานที่ก็มีสภาพอากาศที่ต่างกัน การแต่งกายก็ย่อมต่างกัน ล้วนมีผลต่อการจัดเตรียมเสื้อผ้ารวมรวมถึงเครื่องสำอาง เพื่อดูแลผิวพรรณขณะท่องเที่ยวอีกด้วย

ส่วนการดูแลผิวพรรณนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่เราต้องดูแลผิวเราให้มีสุขภาพดีที่สุดก่อน เมื่อผิวแข็งแรงก็จะง่ายต่อการดูแล ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถดูแลผิวเพิ่มเติมมากขึ้นได้ เช่น หากไปทริปที่เจอแสงแดดมากๆ ก็ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด เพื่อป้องกันรังสียูวีและผิวคล้ำเสียจากแสงแดด หากเป็นประเภทกันน้ำ (Water Resistant) ได้จะดีมาก เพราะไม่ต้องกังวลว่าครีมกันแดดที่ทาจะละลายไปกับน้ำหรือเหงื่อ ระหว่างวันก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และคลายความอ่อนล้าให้กับผิว  นอกจากนี้ เรายังสามารถคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางท่องเที่ยวได้ระหว่างการอาบน้ำด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ เพื่อคืนความสดชื่นได้ทั้งร่างกายและจิตใจอีกด้วย

เรื่องการแต่งกายเราควรคำนึงถึงสถานที่ที่จะไปเป็นหลัก อย่างเช่น หากไปทะเลก็ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าบางเบา แห้งง่าย ถ้าไปภูเขาก็ควรเลือกเสื้อผ้าที่เน้นความคล่องตัวสูง หรืออาจจะมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าพื้นเมืองให้มีความกลมกลืนกับสถานที่และวัฒนธรรมท้องถิ่นของเมืองนั้นๆ นอกจากนี้เราควรให้ความสำคัญกับรองเท้าที่สวมใส่ด้วย เพราะระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวนั้น ส่วนใหญ่เรามักจะมีกิจกรรมและสถานที่ให้เราได้ออกไปสำรวจหลายแห่ง อาจต้องเดินมากเป็นพิเศษ ดังนั้นการเลือกใส่รองเท้าที่สวมใส่สบายนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่ใส่แล้วดูดี แต่ต้องมาพร้อมกับความสบายด้วย

ด้านเทคนิคการถ่ายรูปนั้นนอกจากแสงที่ดีจะช่วยให้รูปออกมาสวยดูดีแล้ว การจัดองค์ประกอบของร่างกาย และท่าทางก็สามารถช่วยให้รูปออกมาสวยได้เช่นกัน อย่างเช่น การโพสท่าถ่ายรูปไม่ควรห่อตัวหรือทำหลังค่อม หรือยืนตรงๆลำตัวแข็งทื่อ เพราะจะทำให้รูปเราถ่ายออกไม่สวย ควรปล่อยตัวตามสบาย อย่าเกร็ง อาจจะมีการพอยท์เท้า มองซ้ายบ้าง มองขวาบ้าง เอียงตัวไปด้านใดด้านนึ่ง หรือถ้าใครที่รู้ว่ามุมไหนตัวเองที่ถ่ายรูปออกมาสวยก็สามารถใช้ได้เหมือนกันเพียง และใช้มุมกล้องช่วยในการชูจุดเด่น อำพรางจุดด้อยของเรานอกจากนี้กิจกรรมที่เราทำขณะท่องเที่ยวก็มีส่วนช่วยให้ทริปนั้นสนุกสนาน และได้รูปที่สวยงามด้วยเช่นกัน อย่างไปทะเลก็อาจจะมีกิจกรรมดำน้ำ พายเรือคายัก ไปภูเขาก็อาจจะมีกิจกรรมเดินป่า เดินชมเมืองสวยๆ หรือไม่ก็อาจจะหาคาเฟ่เก๋ๆ ไว้นั่งพัก กิจกรรมเหล่านี้ล้วนช่วยเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้มีรูปสวยๆ ไว้คอยโพสในโซเชียล สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศที่ชอบไป คือ จังหวัดเชียงใหม่ ไปขึ้นภูเขาเข้าป่า เพราะอากาศดี มีลำธาร น้ำใส ต้นไม้สีเขียวๆ ที่พักก็เรียบง่าย สะอาด อาหารอร่อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน’

สำหรับบรรยากาศในการเวิร์คช็อปเต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวสวยให้เกียรติมาร่วมเผยไอเท็มเด็ดและเคล็ดลับการดูแลผิวตนเองขณะเดินทางท่องเที่ยว เริ่มที่สาวยิ้มสวย ธัญวรรณ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เผยว่า ‘ช่วงที่ล็อกดาวน์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย แต่พอหลังจากคลายล็อกดาวน์แล้ว ทริปแรกที่มีโอกาสได้ไป คือ เกาะสมุย ซึ่งไปกับเพื่อนๆ อยากบอกว่าทะเลที่สมุยสวยมาก สวยไม่แพ้ทะเลในต่างประเทศเลย และมีสถานที่สวยๆ ให้ถ่ายรูปหลายที่ เวลาถ่ายรูปจะมีเทคนิคการถ่ายรูปแบบมุมเสย ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าการถ่ายรูปมุมเสยนั้นจะทำให้หน้าบานหรือหน้าใหญ่ แต่จริงๆแล้วการถ่ายรูปมุมเสยนั้นช่วยให้ช่วงลำตัวเราดูยาว สูง ทำให้ภาพที่ได้ออกมาดูสวย และที่สำคัญเราต้องมีความมั่นใจในรูปร่างและชุดที่สวมใส่แบบที่เป็นตัวเรา การเตรียมตัวไปเที่ยวทริปนี้ก็จะมีไอเทมที่จะขาดไม่ได้อย่างอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันแสงแดดเช่น แว่นตากันแดด หมวก และครีมกันแดด เวลาส่วนใหญ่เอยมักใช้ไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้ผิวแห้งขาดน้ำได้ง่าย บวกกับเอยเป็นคนที่ผิวค่อนข้างแห้ง จึงต้องเตรียมครีมทาผิวและสเปรย์น้ำแร่ติดไปด้วย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และไม่ลืมที่จะดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายเราเสียไป’

ถัดมาที่สาวเวิร์กกิ้งวูเมน อภินรา ศรีกาญจนา เล่าว่า ‘เวลาไปเที่ยวหากไปกับครอบครัวก็มักจะเลือกไปเที่ยวสถานที่ที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ แต่ถ้าไปกับเพื่อนก็จะเน้นที่มีกิจกรรมเยอะๆ หรือถ้าไปกับพี่น้องที่มีแต่ผู้หญิงก็จะยิ่งสนุกไปใหญ่ เพราะเราจะได้ช่วยกันเลือกชุด จัดกระเป๋า เตรียมเครื่องประดับ รวมถึงเลือกครีมบำรุงผิวให้เหมาะกับแต่ละสถานที่ เนื่องจากสภาพอากาศแต่ละที่ที่จะไปก็ค่อนข้างแตกต่างกัน ส่วนตัวเป็นคนที่ผิวแพ้ง่ายมากเลยยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่วนไอเทมที่ขาดไม่ได้และต้องมีติดกระเป๋าไว้ทุกทริป คือ มาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยจะใช้หลังจากทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือก่อนนอน เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพผิวให้พร้อมสำหรับวันต่อไป ที่สำคัญแผ่นมาส์กนี้ยังสามารถย่อยสลายได้เองอีกด้วย นอกจากจะไม่เป็นการสร้างขยะแล้วยังเป็นแผ่นมาส์กรักโลกอีกด้วย  หลังจากคลาย ล็อกดาวน์ก็มีโอกาสไปเที่ยวเกาะช้างกับเพื่อนๆ ทริปนี้ถือว่าสนุกมาก เพราะมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้ไปดำน้ำตื้นดูปะการัง (Snorkeling) พายคายัก ว่ายน้ำ ทานอาหารทะเล นอกจากสนุกแล้วการเที่ยวในประเทศยังถือว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศด้วย ส่วนทริคการถ่ายรูปให้สวยสำหรับเราคือควรรู้มุมสวยของตัวเองและมุมที่สวยที่สุดของสถานที่นั้นๆ ด้วย’

ปิดท้ายที่สาวผิวสวย ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์ เผยว่า ‘ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องออกทริปก็จะให้ความสำคัญกับลุคและไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก ส่วนตัวจะมีแบบแผนในการเตรียมตัวและจัดกระเป๋าที่ค่อนข้างเป๊ะมาก เริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่ที่เราจะไป พักที่ใด โรงแรมสไตล์ไหน ไปกี่วัน เราก็จะเสิร์ชหาข้อมูลที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวเตรียมไว้ก่อนที่จะเดินทาง ดูมุมถ่ายรูป ดูสีสันของเมือง ดูสภาพอากาศ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเตรียมชุดให้ตัวเองได้สวยที่สุด โดยจะจัดเตรียมชุดไล่เรียงไปตามจำนวนวันที่จะต้องไป วันนี้ไปสถานที่ไหนบ้าง ชุดที่จะต้องใส่ ต้องลุคไหน สีไหน ธีมแบบไหน อาจจะเตรียมไปห้าชุด สิบชุด หากเรามีการเตรียมตัวที่ดีก็จะทำให้การท่องเที่ยวนั้นสนุกสนานมากขึ้น และที่สำคัญเราควรคำนึงถึงสภาพอากาศของสถานที่ที่เราจะไปด้วยว่าเป็นแบบไหน อย่างไปทะเลแน่นอนว่าต้องเจอกับแสงแดด ดังนั้นก็ไม่ลืมที่จะต้องเตรียมครีมกันแดด สเปรย์น้ำแร่  รวมทั้งเจลอาบน้ำ ครีมบำรุงผิวก็มีส่วนช่วยให้ผิวสวยได้ สามารถสร้างความมั่นใจได้ตลอดทริป ส่วนการถ่ายรูปเราก็ชอบถ่ายรูปคู่กับวิวสวยๆ ไม่ค่อยชอบการถ่ายแบบพอร์ทเทรต ช่วงหลังจากที่คลายล็อกดาวน์ก็ได้ไปเที่ยวในประเทศมา 2-3 ที่ สถานที่ที่ชอบมากที่สุดก็คือทะเลที่จังหวัดกระบี่ ถือว่ามีความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม น้ำทะเลสวยใสมาก ขอบอกเลยว่าอยากให้ทุกคนได้ไปเที่ยวทะเลกระบี่กันค่ะ’