มองการณ์ไกล ผ่าปัญหาซับซ้อนที่องค์กรกำลังเผชิญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627725

วันที่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 08:30 น.มองการณ์ไกล ผ่าปัญหาซับซ้อนที่องค์กรกำลังเผชิญการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : การสร้างฉากทัศน์เชิงระบบเพื่อการแก้ปัญหาซับซ้อนเชิงรุก…นาทีนี้!! ทำไมเราต้องปรับ เราต้องปรับอะไร และปรับอย่างไร?

ปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญคืออะไร?

ปัญหาซับซ้อนคืออะไร?

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยว่า ขณะโลกเปลี่ยนแปลงทุกนาทีนำไปสู่โลกที่ผันผวน (Disruptive World) โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เอไอ บล็อกเชน บิ๊กเดต้า และอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประชากรเข้าสู่ผู้สูงวัย และการระบาดของไวรัสโควิด 19

องค์การการค้าโลก (WTO) คาดไตรมาสสองปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.) ปริมาณการค้าทั่วโลกหดตัว 18.5% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีโลกจะหดตัว 4.9 % จีดีพีไทยจะหดตัวที่ 7.7% ซึ่งต่ำสุดในอาเซียน (ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า จีดีพีไทยจะติดลบ 8.1%) องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในทวีปอเมริกายังไม่ผ่านจุดสูงสุด และคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและปีหน้า หากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ยังรุนแรง ไอเอ็มเอฟคาดว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะเติบโตได้เพียง 0.5%

ขณะนี้ แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มเปิดธุรกิจอีกครั้ง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการลงทุนและการบริโภค ทั้งหมดนี้สร้างผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชน การผลิต การส่งออก การจ้างงาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อลดความเสี่ยง เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งการสร้างโอกาสใหม่ๆ

แต่ที่ไม่ง่ายคือ ความท้าทายเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบ และสร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่อความอยู่รอดของธุรกิจ เนื่องจากการแก้ปัญหาไม่สามารถใช้แนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยวได้ เพราะความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้เชื่อมโยงสัมพันธ์อย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้

การปรับตัวผ่านการสร้างฉากทัศน์เชิงระบบ ในการปรับตัวมีประเด็นที่สำคัญคือ ทำไมเราต้องปรับ เราต้องปรับอะไร และปรับอย่างไร?

ในการตอบคำถามข้างต้น มันมิใช่เพียงหาทางแก้ปัญหา ณ จุดปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุ แต่ต้องเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจจะมีเหตุการณ์สำคัญๆ อะไรเกิดขึ้นอีกบ้างในอนาคต และเครื่องมือที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างฉากทัศน์อนาคต (Future Scenario) เพื่อคาดการณ์อนาคตอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคต (Strategic Foresight) อันเป็นการเตรียมแผนรองรับฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย เพื่อหาทางป้องกัน ลดความเสี่ยง ลดความเสียหาย หรือสร้างโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว

ในการสร้างฉากทัศน์นั้นมีฐานรากทางความคิดมาจากแนวคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมว่ามีองค์ประกอบอะไรที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร ความแตกต่างหลากหลายของฉากทัศน์ที่สร้างขึ้นจะมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะนั่นจะนำไปสู่ความเข้าใจสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้อย่างดีที่สุด และจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างที่อาจเป็นไปได้

ยกตัวอย่าง ความเป็นไปได้ของการกลับมาระบาดซ้ำของไวรัสโควิด 19 หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มีความเป็นไปได้อะไรบ้างที่เราต้องเอามาคิด  เช่น

  • การระบาดจะมาจากทางใดได้บ้าง จากภายในประเทศ หรือมาจากต่างประเทศ
  • การระบาดจะกินวงกว้างแค่ไหน
  • จะกินระยะเวลานานแค่ไหน
  • แล้วเราจะป้องกันอย่างไร
  • เรามีระบบสาธารณสุข เครื่องมือ และสถานที่ที่จะรองรับได้ดีและเพียงพอหรือไม่
  • เรามีบุคลากรเพียงพอหรือไม่
  • เราต้องใช้วัคซีนเท่าไหร่
  • เราจะจัดหาวัคซีนได้ทันและเพียงพอหรือไม่
  • เราจะผลิตเองหรือนำเข้ามาจากที่ใด
  • หากมันกลับมาอีกครั้ง แล้วเราจะรับมือได้แตกต่างจากเดิมอย่างไร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน การศึกษา การค้าขาย ค่าครองชีพเราจะพยุงระบบเศรษฐกิจ
  • ระบบการเงินบ้านเราอย่างไร เราต้องอัดฉีดอีกเท่าไหร่
  • และที่สำคัญคือความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน เป็นต้น

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ และส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างเป็นวงกว้าง เป็นระบบซ้อนระบบ การสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายของประเด็นต่างๆ ที่แตกต่าง จะนำซึ่งองค์ความรู้ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ เพื่อที่เราจะนำความเข้าใจดังกล่าวมาใช้ลดความเสี่ยงและหาทางป้องกัน และอาจสร้างโอกาสเพื่อรองรับการฟื้นกลับมาของธุรกิจอีกครั้งการสร้างฉากทัศน์เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบริหารต้องมีและการสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลายมันสะท้อนถึงภูมิปัญญาที่แท้จริง

การรับมือเชิงรุกการสร้างฉากทัศน์ที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่สะท้อนมาจากจินตนาการหรือภาพที่เราวาดไว้ในใจโดยนำองค์ประกอบหรือประเด็นต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อดูความสัมพันธ์ แล้วแปลงออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ภาพดังกล่าวหลายคนเรียกว่า กรอบความคิด หรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) นั่นเอง ภาพดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล เกิดขึ้นภายในบุคคลภาพดังกล่าวสร้างทัศนคติเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน เพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ ศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น เพราะมันอยู่ในอำนาจของตนเองเมื่อตนมีอำนาจ ตนก็สามารถควบคุมตนเองได้ หากบุคคลสามารถควบคุมตนเองได้ ก็สามารถนำตนเองได้ เล่นเชิงรุกได้

มนุษย์จึงสามารถขับศักยภาพภายในให้ออกมาเป็นการรับมือเชิงรุกต่อสถานการณ์ใดๆ ที่ผ่านเข้ามาได้ด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดซึ่งอยู่ในอำนาจของตนเองโดยการสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลายบนฐานคิดเชิงระบบ

เพราะโลกไม่แน่นอน ซับซ้อน อ่อนไหว คลุมเครือ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติความสำคัญของนักบริหารและผู้นำองค์กรจึงเป็นความสามารถใน 3 ส่วน คือ

  1. การสร้างฉากทัศน์เพื่อวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคตบนฐานการคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม
  2. การระเบิดศักยภาพในการนำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเชิงรุก
  3. การสร้างทีมงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

10 ทริปไอเดียเพื่อการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในแบบเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627540

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 10:30 น.10 ทริปไอเดียเพื่อการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในแบบเรา#10 สไตล์เที่ยวไทยเท่ ออกค้นหาแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold-Unseal คุณเป็นสายไหนไปดู

เมื่อมาตรการเพื่อการลดการแพร่ระบาดของโรคโควิดถูกปลดล็อก หลายคนต่างออกค้นหาแรงบันดาลใจอีกครั้ง ด้วยการท่องเที่ยวตามสไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบ แล้วเคยสังเกตกันไหมว่าตัวเราน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มสไตล์การท่องเที่ยวแบบไหน?

ช่วงนี้เที่ยวมองนอกคงอีกไกล แต่เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป…ไม่เท่ ไม่แน่เราอาจเป็นสายฮิปสเตอร์ สายชิล ลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียว สายกินซอกแซกตามล่าของอร่อย ชื่นชอบถ่ายรูปเป็นชีวิต เสพติดอัปโซเชียลเรียกไลก์รัวๆ เที่ยวแบบจิตอาสา รักษ์โลกอิงแอบธรรมชาติ สายแซ่บส์ซ่าลั้นล้าหัวใจสุด YOUNG หรือเหมารวมเรื่องงานเรื่องเที่ยวไว้ด้วยกัน LET’S GO ออกไปเท่ให้ทั่ว 5 ภูมิภาค กับ 10 สไตล์เที่ยวแบบเท่ๆ ที่เป็นคุณ

สำหรับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง ร่วมกับ สายการบินไทยสมายล์ สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ รถเช่า AVIS  dtac  Canon  KEEN  VIVO  RyoiiReview และ Forever-Young.asia จัดกิจกรรมการแข่งขัน Amazing ไทยเท่ Competition 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแนวคิด “เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์” โดยเชิญชวนกลุ่มนักท่องเที่ยวเจนวายร่วมคัดเลือก เพื่อเป็นตัวแทน นักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมแข่งขันสร้างสรรค์ทริปไอเดีย 10 สไตล์เท่ๆ ร่วมค้นหาเรื่องราว และแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold (อัน-โทล) Unseal (อัน-ซีล) ในพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท   

งานนนี้มีการแบ่งสไตล์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจออกเป็น 10 สไตล์เท่ๆ จากผู้สมัครจำนวน 260 ทีมทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการได้คัดเลือก Finalist จำนวนทั้งสิ้น 50 ทีม ซึ่งจะเป็นตัวแทนนักท่องเที่ยว 10 สไตล์เท่ๆ ได้แก่

สไตล์ Hipsters 

สไตล์ Green Lover

สไตล์ Young @ Heart

สไตล์ Conqueror

สไตล์ Digital nomad

สไตล์ Social Story

สไตล์ Camera is my life

สไตล์ Voluntourist

สไตล์ Me Myself & I 

สไตล์ Foodie

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านแนวคิด Amazing ไทยเท่ เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์ เพื่อตอบโจทย์การตลาดท่องเที่ยวในยุคมิลเลนเนียล ที่ไม่ได้แบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวตาม Segmentation คือ เพศ อายุ วัย อีกต่อไป แต่แบ่งลงลึกแยกย่อยเป็น Fragmentation ตามไลฟ์สไตล์ รสนิยมความชอบที่แตกต่างกัน กิจกรรมการแข่งขัน Amazing ไทยเท่ Competition นี้จะเป็นการนำเสนอทริปไอเดียการท่องเที่ยวแบบเท่ ๆ ผ่านตัวแทนนักท่องเที่ยว 10 สไตล์ ที่จะไปค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจ มุมมองใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ในพื้นที่ท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค เพื่อแบ่งปันวิธีเที่ยวของตนให้กับคนอื่น ๆ ให้เกิดแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวในแบบของตนเองเพราะ ‘เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์’ 

โดยทั้ง 50 ทีม พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปแข่งขันค้นหาเรื่องราว เท่ ๆ Untold (อัน-โทล) Unseal (อัน-ซีล) จากทั่วประเทศ มานำเสนอทริปไอเดียเท่ ฃๆ ชวนนักเดินทางรุ่นใหม่ออกไปเที่ยวให้ทั่วเมืองไทยในสไตล์ของตัวเอง การแข่งขันจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2563 และจะประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 สามารถติดตามการแข่งขันได้ที่ http://www.ไทยเท่10สไตล์.com/blog

นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สายการบินไทยสมายล์ รถเช่า AVIS และ TraveliGo.com จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กระตุ้นความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 กันยายน โดยมอบดีลส่วนลดพิเศษ ให้นักท่องเที่ยวทุกคนออกเดินทางท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ดังนี้  

  • ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ไทยสมายล์
  • ดีลรถเช่าราคาสุดพิเศษ จาก AVIS Rent A Car Thailand สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางแบบ Road Trip
  • ดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 80 โรงแรม อาทิ
  1. เดอะ นาคา จ.ภูเก็ต
  2. เสม็ดวิลล่า รีสอร์ต จ.ระยอง
  3. ครันทรี่แคมป์ จ.อุบลราชธานี
  4. ริเวอร์วิว รีสอร์ท แอท เชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี
  5. เดอะ ซี เกาะสมุย บีชฟรอนท์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.สุราษฎร์ธานี
  6. ดุสิตธานี พูลวิลล่า จ.สุราษฎร์ธานี
  7. พุทธรักษา หัวหิน รีสอร์ต จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจองซื้อดีล ก็สามารถดูรายละเอียดดีลต่างๆ ได้ที่ www.ไทยเท่10สไตล์.com ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนกันยายน 2563

5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627500

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 08:00 น.5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19โควิด-19 อาจทำแพลนชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป มาดู 5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบสถานการณ์นี้

เชื่อว่าเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลากว่าครึ่งปีที่ผ่านมานั้น ทำแพลนชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ชีวิตของเรานั้นช่างไม่มีอะไรแน่นอนโดยเฉพาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ใครที่กำลังชะล่าใจกับการดำเนินชีวิตตามปกติทั่วไป อาจจะต้องปรับแผนเพราะสถานการณ์โควิด-19 เป็นเสมือนบทเรียนให้มองการณ์ไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิม

5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19

“เงินสำรองฉุกเฉิน” เมื่อมีวิกฤตโควิด-19 สอนให้รู้ว่าสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ เงินสำรองฉุกเฉินจึงสำคัญมาก ดังนั้น การใช้จ่ายของมนุษย์เงินเดือนต้องมีเหตุผลมากขึ้นและควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน  ถ้าจะให้ปลอดภัยต้องมีสูงถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาท เงินฉุกเฉินขั้นต่ำคือ 45,000 บาท และขั้นที่ปลอดภัยคือ 90,000 บาท หากค่าใช้จ่ายเยอะเงินสำรองฉุกเฉินยิ่งต้องเยอะตามไปด้วย หลังโควิดนี้ยังไม่สายเกินที่จะเริ่มเก็บออม เพราะเงินสำรองฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างมาก

นอกจากเงินเก็บออมเพื่อความสบายใจแล้ว การมีทรัพย์สินอย่าง “บ้าน คือการลงทุนที่คุณคู่ควร” แม้จะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สุด ใช้เวลาผ่อนนานที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดไม่แพ้กัน หลังจากนี้หากจะต้องลงทุนสักก้อนควรเลือกบ้าน เพราะจากนี้ชีวิตประจำวันของพวกเราจะอยู่บ้านกันมากกว่าเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างน้อยก็ยังมีที่พักอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง

และอีกหนึ่งสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรมองข้ามคือ “ลงทุนในความรู้ให้มากขึ้น” ทุกคนควรมีความรู้มากกว่าหนึ่งเสมอแม้ความรู้นั้นจะไม่ได้ใช้ในสายงานที่ทำอยู่ก็ตาม เช่น ภาษาที่ 3 เพื่อต่อยอดการทำงานให้ไปได้ไกลมากขึ้น หรือการเรียนกราฟฟิกดีไซน์เพิ่มเติม เพื่อการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ หากมีเก่งขึ้นจะกลายเป็นอาชีพอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

ส่วนอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “สุขภาพเเข็งแรงสำคัญเสมอ” หากใครมีนาฬิกาชีวิตที่ไม่สม่ำเสมอ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะหันมาปรับเปลี่ยนใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น ด้วยการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อร่างกายจะได้มีภูมิต้านทานที่ดี

นอกจากนี้ “ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีไว้อุ่นใจยามฉุกเฉิน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้ได้บทเรียนว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ และหลายคนเริ่มมองหาหลักประกันให้สุขภาพของตัวเอง การเลือกทำประกันชีวิตระยะยาว หรือการทำประกันสุขภาพ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรหันมาเรียนรู้และใส่ใจมากขึ้น

.

ขอบคุณข้อมูลโดย : GenhealthyLife

ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน ‘เซ็นทรัล’ ลดแรงสูงสุด 90% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627424

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 10:11 น.ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน 'เซ็นทรัล' ลดแรงสูงสุด 90%เซอร์ไพรส์เซล ผนึกพลังกลุ่มธุรกิจเครือเซ็นทรัล ส่งโปรแรงในแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” ลดสูงสุด 90% และ “WEDNESDAY SPECIAL” ไอเท็มเด็ดเซลจัดหนักทุกวันพุธ ตลอดเดือน ก.ค.

จัดหนัก จัดใหญ่ ลดอีกระลอกกับเซอร์ไพรส์เซลในแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” โดย  บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ ผนึกกำลังธุรกิจในเครือ พันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า และพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ อัดโปรแรงลดกระหน่ำในแคมเปญ ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน มอบส่วนลดสูงสุดถึง 90% ตอบรับ Amazing Thailand Grand Sale : Non Stop Shopping ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมดีลดีสุดปังจนขาช้อปต้องมาปักหมุดกับเซอร์ไพรส์เซล WEDNESDAY SPECIAL วันพุธสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563 พบโปรแรงไอเท็มเด็ดไม่ต้องรอวันหยุด พร้อมดีลดีซื้อ 1 แถม 1 จัดเต็มครบทุกไลน์สินค้าทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เข็มขัด เครื่องหนัง เครื่องประดับ รวมถึงแอคเซสซอรี่อื่นๆ ที่ขนกันมาหั่นราคาแบบไม่ยั้ง

พบสินค้าไฮไลท์ อาทิ รองเท้า Converse All Star Hi Lt. Green เพียง 990 บาท (จากปกติ 2,090 บาท), รองเท้า Nike Air Max Infinity เพียง 2,190 บาท (จากปกติ 3,600 บาท),  ร้องเท้าแตะ K-SWISS ราคาเดียว 190.- (จากปกติ 490 บาท), กล้อง Fujifilm Instax Mini 7S เพียง 999 บาท (จากปกติ 1,990 บาท), ลำโพง ไร้สาย Marshall Kilburn II BLK เพียง 9,990 บาท (จากปกติ 14,900 บาท), เครื่องดูดฝุ่นโรบอท ECOVACS DEEBOT SLIM2 DA5G เพียง 3,990.- (ปกติ 7,990.-), ตู้เย็น HITACHI RM600AGP4THX SBS 21.1 คิว พิเศษ 62,918.- (ปกติ 109,900.-), Jubilee แหวนเพชรขนาด 0.21 กะรัต เพียง 29,900 บาท (จากปกติ 70,000 บาท) และรับฟรี จี้เพชร E Color ขนาด 0.17 กะรัต, ร้านอาหาร Bar B Q Plaza ชุดฉายเดี่ยว เริ่มต้นที่ 262 บาท และ Optic Square ซื้อ 1 แถม 1 ซื้อแว่นตาชิ้นแรกในราคาปกติ รับฟรีอีกชิ้นในราคาที่น้อยกว่า เป็นต้น

พร้อมกันนี้ยังเตรียมผนึกกำลัง 2 ยักษ์ใหญ่ เบอร์หนึ่งของวงการ Food Delivery Platform อย่าง LINEMAN และ Wongnai เบอร์หนึ่งด้านค้นหาร้านอาหารและรีวิว เปิดแคมเปญ “เซ็นทรัลส่งต่อความอร่อย ส่งฟรี 3 กม.แรก” พร้อมโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เมนูอร่อยกว่า 200 เมนู นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นแรงและส่วนลดมากมายต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคให้ประหยัดสูงสุดถึง 30-90% พร้อมส่วนลด On top, Cash Back สูงสุด 12% และรับคะแนน The1 X2 ในร้านและสาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563 ทุกศูนย์ฯ ทุกห้างทั่วประเทศ

ส่วนลดจัดหนักจัดเต็มขนาดนี้บอกได้คำเดียวว่าขาช้อปต้องห้ามพลาด และสำหรับสมาชิก The 1 พบกับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นฟรี บัตรกำนัลช้อปปิ้งจากแบรนด์ดัง, โทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S20+ รวม 64 เครื่อง พร้อมรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตยังสามารถได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตเคทีซี, และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ และยังสามารถรับยอดสะสม Central Privilege X2 สำหรับยอดซื้อจากร้านค้าที่รวมรายการ เพื่อรับอภิสิทธิ์ที่จอดรถพิเศษ ห้องรับรอง และสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมาย

พบกับแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” มาร่วมช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ปลอดภัยไปด้วยกัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล วิลเลจ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทั่วประเทศ ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, พาวเวอร์บาย, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท และช้อปออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเซ็นทรัลออนไลน์ และเจดี เซ็นทรัล ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563

ทักษะ 4 ด้านที่โลกต้องการหลังโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627384

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 15:40 น.ทักษะ 4 ด้านที่โลกต้องการหลังโควิด-19รวมความรู้ดีๆ จากคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ในงาน MUIC VIRTUAL OPEN DAYS 2020

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า โลกหลังโควิด-19 จะมีผลต่อทักษะการเรียนรู้ของเด็กๆ ในยุคนี้อย่างไร อะไรคือทักษะจำเป็นที่เด็กๆ ควรมีต่อจากนี้ ซึ่งเราขอสรุปข้อมูลจากงาน MUIC VIRTUAL OPEN DAYS 2020 เมื่อเร็วๆนี้ มาให้ทุกท่านได้ทราบกัน

โดยผู้ที่ได้ให้ข้อมูลกับเราในครั้งนี้เป็นถึงคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย และคุณพัชรี รักษาวงศ์ ศิษย์เก่า โดยทั้งสองท่านได้กล่าวถึงทักษะจำเป็นที่เด็กๆ ควรมี 4 ด้าน ดังนี้

ทักษะในการมองภาพรวมของปัญหา

ด้วยวิกฤติโควิด-19 สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเลยก็คือ ทุกอาชีพต้องมีความรู้หลากหลายด้าน เช่น หมอที่ออกมาสื่อสารกับประชาชนต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ดังนั้นทักษะในอนาคตที่ทุกคนควรจะมีต่อจากนี้นั่นก็คือ เรื่องของ “Liberal Arts” หรือความคิดแบบศิลปะวิทยาศาสตร์ ซึ่งทาง มหิดลอินเตอร์ มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ทั้งด้านศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงด้านสังคมศาสตร์ด้วย เพราะวิทยาศาสตร์ทำให้เรารู้จักสภาพแวดล้อม รู้จักตัวเอง ในขณะเดียวกันศิลปศาสตร์ทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ สามารถมองภาพของปัญหาที่เป็นองค์รวมและจะนำไปสู่การหาคำตอบที่เบ็ดเสร็จและทันต่อสถานการณ์

ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ คืออีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เรารู้จักคิดอย่างมีเหตุผล สามารถแยกแยะและค้นหาความจริงจากสื่อต่างๆเพื่อนำไปใช้ประกอบการแก้ปัญหา ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงเรื่องพฤติกรรมการดูแลสุขอนามัยของมนุษย์ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ช่วงวิกฤติ ไปจนถึงช่วงผ่านพ้นวิกฤติ หากเรารู้จักสังเกตและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เติมเต็มสิ่งที่เรายังไม่รู้หรือไม่แน่ใจ ก็จะช่วยให้เราแก้ปัญหา ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ทักษะการสื่อสารเชิงบวก

ทักษะการสื่อสารเชิงบวก เป็นการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ สามารถใช้ได้ในหลายๆสถานการณ์ ในการเรียนออนไลน์ของนักศึกษา นักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ดีกับเพื่อนๆและอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียนก็จะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว เกี่ยวเนื่องกับบทเรียนและห้องเรียน ทำให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 แบบนี้ การสื่อสารแบบสร้างสรรค์จำเป็นอย่างยิ่งต่อการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในไปแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งสร้างความรู้สึกดีให้กับคนในสังคม นำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

ทักษะด้านภาษาที่ 4 ภาษา Coding การเขียนโปรแกรม

ทักษะการเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) โดยเฉพาะทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Coding) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีส่วนช่วยให้เด็กๆ รู้จักวางแผน ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ ฝึกทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน รู้จักการค้นเจอปัญหา มีเหตุและผล สามารถจับประเด็นต่างๆ เป็น เข้าใจหลักการ และกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี เปรียบเสมือนการสื่อสารและการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำตามคำสั่งที่เราต้องการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่เปลี่ยนจากภาษาคนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือ 4 ทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กในโลกหลังโควิด-19 ที่คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย และ คุณพัชรี รักษาวงศ์ ศิษย์เก่า ได้ให้ข้อสรุปเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ นอกจากนี้ เราขอฝากทุกท่านไว้ว่า การเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอเป็นสิ่งสำคัญ การฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้แข็งแกร่ง จะช่วยให้เรามีโอกาสก้าวหน้าในสาขาอาชีพอีกด้วย

5 Soft Skills ที่ควรมีให้ทันยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627246

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 13:10 น.5 Soft Skills ที่ควรมีให้ทันยุค New Normalยุคที่เปลี่ยนไปกับ Skills ที่ควรมี ส่อง 5 Soft Skills ที่ต้องปรับตัวเพื่อต่อยอดความสำเร็จในยุค New Normal

ตั้งแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกเรื่องของโควิดได้ปรับให้เราทุกคนต้อง Work from Home หรือ Stay at Home จึงทำให้ทุกคนมีเวลาว่างมากขึ้น จะดีกว่าไหมหากคุณลองใช้เวลาว่างนี้ในการพัฒนาทักษะของตนเอง ซึ่งทักษะในการทำงานประกอบด้วย 2 ทักษะสำคัญ คือ Hard Skills และ Soft Skills

สำหรับความหมายแบบเข้าใจได้ง่ายๆอาจกล่าวได้ว่า Hard Skills เป็นทักษะที่คุณใช้ในการทำงานที่สามารถเรียนรู้ได้เรื่อยๆ ส่วน Soft Skills คือทักษะที่พัฒนามาจากการใช้ชีวิต อารมณ์ และการเข้าสังคมเป็นหลัก ซึ่ง Soft Skills นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานใดก็ตาม

หากเอ่ยถึงความสำคัญของ Soft Skills ในยุค New Normal ก็คงจะเป็นเรื่องของทักษะที่ทำให้คุณสามารถจัดการกับสิ่งที่ยุ่งยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งสถานการณ์ที่งานการหายากแบบนี้ การเร่งพัฒนาทักษะนี้จึงจะทำให้คุณมีความโดดเด่น และเป็นที่ต้องการขององค์กรเป็นอย่างมาก

5 Soft Skills ที่คุณควรมีเพื่อรับ New Normal

1. Communication & Collaboration แน่นอนว่าการทำงานในทุกองค์กรจะต้องมีการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น ฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องฝึกทักษะในการสื่อสาร ทั้งการนำเสนองาน การนำเสนอความคิดเห็นต่อหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งถ้าการสื่อสารของคุณมีประสิทธิภาพก็จะทำให้คุณสื่อความและเกิดความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน 

2. Emotional Flexibility การติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรจึงทำให้ทักษะในการควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากคุณเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

3. Complex Problem Solving เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่และการเข้าถึงที่สะดวกขึ้น ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและแตกต่างไปจากอดีต ฉะนั้นทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนจึงสำคัญอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัยการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ระบุปัญหาและความต้องการ ความเข้าใจในการเชื่อมโยง ความเข้าใจบริบทของธุรกิจ ตลอดจนสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

4. Critical Thinking & Decision-making อีกหนึ่งทักษะที่สำคัญคือ การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ ทักษะนี้จะช่วยให้คุณย่อยข้อมูลใหญ่ที่คุณรับเข้ามา ให้เหลือแต่เพียงชุดข้อมูลสำคัญ เพื่อเลือกนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการทำงานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. Creativity ต้องยอมรับเลยว่าทักษะที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ก็คงจะเป็นทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ เป็นทักษะที่ร่วมทักษะย่อยๆไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต หรือการเปิดใจกว้าง ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานทั้งการนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อแก้ Pain Point หรือการนำเทคโนโลยี และแนวคิดใหม่ๆ มาใช้สร้างไอเดียให้กับองค์กรด้วย

จบใหม่พร้อมสมัครงาน ก้าวผ่านช่วง COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627166

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 11:10 น.จบใหม่พร้อมสมัครงาน ก้าวผ่านช่วง COVID-19ร่วมก้าวผ่านช่วง COVID-19 นักศึกษาที่จบใหม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเตรียมทักษะด้านใดให้พร้อมกับการเริ่มต้นสมัครและหางานบ้าง

ถึงแม้ว่า COVID-19 จะทำให้การสมัครงานยากขึ้น แต่จากสถานการณ์ล่าสุดที่มีทิศทางการฟื้นตัวของความต้องการแรงงานในประเทศที่ดีขึ้นแล้ว นักศึกษาที่กำลังจะจบใหม่ต้องพบกับความยากลำบากในการหางาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดประสบการณ์ในการทำงาน และยังต้องแข่งขันกับผู้มากประสบการณ์ที่อาจกำลังตกงานหรือกำลังมองหางานใหม่ jobsDB แนะนำนักศึกษาที่จบใหม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเตรียมทักษะด้านใดให้พร้อมกับการเริ่มต้นสมัครและหางานบ้าง

มองหาจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง

ในช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน คุณอาจวิเคราะห์หาจุดแข็งจุดอ่อนในการทำงานของตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะที่เหมาะแก่การทำงานในอนาคต รวมถึงทักษะที่จะส่งผลดีต่อข้อมูลที่จะกรอกในเรซูเม่ของคุณด้วย อย่างเช่น ทักษะทางด้านโปรแกรมต่างๆ หรือทักษะสำหรับบางสายงาน เช่น งาน SEO

มองหางานจากเว็บไซต์

การเลือกสมัครงานโดยตรงกับบริษัทแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าได้เลือกสมัครงานกับบริษัทที่ต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าคุณกำลังเสียเวลาเพื่อรองานเพียงบริษัทเดียว ทางที่ดีคือคุณควรสมัครและลงทะเบียนไว้กับเว็บไซต์หางานโดยเฉพาะจะดีกว่า

สัมภาษณ์งานออนไลน์

คาดกันว่าการสัมภาษณ์งานออนไลน์จะเป็น new normal สำหรับการสัมภาษณ์งานต่อจากนี้ไป ดังนั้นเมื่อคุณเรียนจบและกำลังมองหางาน ควรเตรียมความพร้อมในการสัมภาษณ์งานออนไลน์ด้วยเช่นกัน

เตรียมความพร้อมหากต้องทำงานแบบ Work from home

หลายบริษัทเริ่มให้พนักงานทำงานแบบ Work from home เพื่อลดความเสี่ยงจากไวรัสและการลดค่าใช้จ่ายสำหรับบริษัท ดังนั้น คุณในฐานะที่เป็นนักศึกษาจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมหากต้องทำงานจากที่บ้านด้วยเช่นกัน

คอร์สเรียนออนไลน์ฟรี

นอกเหนือจากการสำรวจข้อเด่นข้อด้อยของตัวเองแล้ว คอร์สเรียนออนไลน์ที่เริ่มเปิดสอนหลักสูตรต่างๆฟรี ก็ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มทักษะ เพราะหลายๆคอร์สล้วนเอื้อต่อการทำงานทั้งสิ้น

ไม่เลือกงาน ยิ่งมีโอกาสได้งาน

หากคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน บริษัทส่วนมากต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการสอนงานเพิ่มเติมและมักจะไม่ค่อยเปิดรับตำแหน่งสำหรับเด็กจบใหม่โดยเฉพาะ ดังนั้น อย่าลังเลในการสมัครงานหากตำแหน่งงานที่เปิดรับสำหรับนักศึกษาจบใหม่ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับคุณ ทั้งนี้คุณอาจพิจารณาเรื่องอื่นประกอบการสมัครงานด้วย เช่น สถานที่ทำงาน การเดินทางไปทำงาน สวัสดิการ และอื่นๆ

สำรวจความต่างระหว่าง ‘มนุษย์ vs เอไอ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627147

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 07:00 น.สำรวจความต่างระหว่าง 'มนุษย์ vs เอไอ'…เมื่อความฉลาดทำให้วันนี้ “รอด” แต่ภูมิปัญญาทำให้ “ยั่งยืน”

โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน และเมื่อพูดถึงขีดความสามารถของมนุษย์เทียบกับปัญญาประดิษฐ์แล้ว เราไม่อาจแข่งกับเอไอ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรกลเหล่านี้ได้เลย เพราะมันเร็วกว่า ทนกว่า มันไม่เคยลืม มันไม่เคยบ่น ไม่รู้จักเหนื่อย ไม่เคยเรียกร้อง นั่นคือเมื่อพิจารณาในแง่ของความมีประสิทธิภาพแล้ว เราสู้มันไม่ได้ แต่ระบบการศึกษาและแนวทางการพัฒนาในปัจจุบันเราสอนให้ไปแข่งกับมันซึ่งไม่มีทางชนะได้

มันจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องก้าวข้ามเหนือมัน แต่จะก้าวข้ามได้ เราต้องพิจารณาว่าแล้วอะไรที่มนุษย์ต่างจากเครื่องจักร ประเด็นนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน นำเสนอ 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

ประการแรก เพราะมนุษย์มีธรรมชาติพื้นฐานที่สำคัญยิ่งที่เครื่องจักรไม่มี นั่นคือความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนถึงความมีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดนี้ปรากฏอยู่ในรูปของกรอบความคิด หรือจินตนาการที่สามารถคิดได้ด้วยตัวของมันเอง มนุษย์จึงพัฒนาความคิดได้เอง สามารถตัดสินใจได้เอง สามารถเลือกตอบสนองเองได้เมื่อมีอะไรมากระทบ สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายในได้เอง ความมุ่งมั่น มนุษย์จึงสามารถสร้างการนำตนเองได้ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์ใดๆ ที่มีความก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เอง

ประการที่สอง ด้วยคุณสมบัติที่มนุษย์สามารถคิดได้เอง มนุษย์จึงสามารถสร้างปัญญาได้เอง ต่างจากปัญญาประดิษฐ์และเครื่องจักรกลทั้งหลายที่ไม่ว่าจะมีประสิทธิภาพสูงเพียงใด แต่มันก็ทำได้เฉพาะในกรอบที่เรากำหนดให้มันทำเท่านั้น มันจึงมีแต่ความเร็ว มีความฉลาดในการคำนวณ แต่มันไม่มีปัญญาเพราะมันสร้างความคิดขึ้นมาเองไม่ได้ แต่มนุษย์ทำได้

ทีนี้เรามาดูธรรมชาติของการผุดขึ้นของปัญญา เราพบว่าปัญญาใดๆ มันเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงของประเด็นสำคัญต่างๆ ดังนั้น ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาจึงเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างและฐานรากของกระบวนการคิดแบบนี้ก็คือ การคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวม

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องจักรที่เราบอกว่ามันฉลาดกว่านั้น ก็เพราะว่ามันสามารถสร้างความเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างได้อย่างที่มนุษย์เราไม่อาจเทียบกับมันได้เลย มันจึงทำงานได้เร็วกว่า เราเลยคิดว่ามันฉลาดกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเหนือกว่า เพราะมันไม่มีจินตนาการที่จะคิดอะไรขึ้นมาได้เอง ซึ่งต่างจากมนุษย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้อย่างไร้ขีดจำกัด นั่นคือ มนุษย์เรามีความสามารถในการนำตนเอง สร้างปัญญาขึ้นมาได้เอง

ความท้าทายในมุมมองทางปัญญานี้จึงอยู่ที่ว่า ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะใช้ความสามารถในการนำตนเองได้ในรูปของจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดนี้มาสร้างภูมิปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งพัฒนาความคิดที่แตกต่างที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่า เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดให้เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายเพื่อนำองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

พร้อมเกษียณ!! เช็ก 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าพัก(ก่อน)ได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627079

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 07:25 น.พร้อมเกษียณ!! เช็ก 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าพัก(ก่อน)ได้แล้วฝันให้ไกลไปให้ถึง อยากเกษียณก่อนวัยหรือเกษียณตามวัยอย่างราบรื่นไปพร้อมกับความมั่งคั่งทางการเงิน ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี และนี่คือสัญญาณที่บอกว่าคุณเกษียณได้!!

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากเกษียณอายุจากการทำงานให้เร็วขึ้น พูดง่ายๆ ไม่อยากทำงานจนถึงอายุ 60 ปี เพราะต้องการอิสรภาพในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น และถึงแม้ทุกคนมีความฝันและวาดภาพสวยงามกับชีวิตหลังวัยเกษียณ แต่จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2560 พบว่ามีคนไทยเพียง 25% ที่สามารถวางแผนการออมเพื่อวัยเกษียณและทำได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ แปลว่าในคน 100 คน มีเพียง 25 คนที่สร้างฝันให้กลายเป็นจริงได้ ส่วนอีก 75 คนยังเกษียณไม่ได้

หลายคนออกแบบชีวิตหลังวัยเกษียณเอาไว้อย่างสวยงาม แต่ในความเป็นจริงยังห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจากขาดการวางแผนที่ดี เช่น ยังไม่รู้ว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่, หลังเกษียณอยากใช้ชีวิตแบบไหน และที่สำคัญยังไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ 

อย่าลืมว่าหลังจากเกษียณไปแล้ว หมายถึง ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีรายได้หลัก แต่ชีวิตยังต้องกินต้องใช้กันต่อไป ยิ่งหากใครมีอายุยืนยาวมากเท่าไหร่ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หากต้องการเกษียณอย่างราบรื่นไปพร้อมกับความมั่งคั่งทางการเงิน ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี Stories&Tips โดย SCB เผยสิ่งเหล่านี้คือ 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณเกษียณได้!!

1.เงินพอใช้

ถึงแม้ไม่มีใครรู้ว่าหลังเกษียณจะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ต้องรู้ให้ได้เพื่อเตรียมเงินให้พอใช้ไปจนถึงวันสิ้นลมหายใจ ซึ่งในความจริงก็สามารถคำนวณได้เพียงแค่รู้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนและจำนวนปีที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

เริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งในปัจจุบันอัตราค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 70 – 80% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเกษียณ เช่น ก่อนเกษียณมีค่าใช้จ่าย 18,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่แถวๆ 12,600 – 14,400 บาทต่อเดือน (150,000 – 173,000 บาทต่อปี)

หลังจากนั้นก็ประเมินว่าหลังจากปีที่เกษียณจะมีชีวิตต่อไปอีกกี่ปี ซึ่งสามารถประมาณการอายุขัยได้จากคนในครอบครัว เช่น เกษียณตอนอายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 85 ปี แสดงว่ามีชีวิตหลังเกษียณอีก 25 ปี ก็นำ 173,000 คูณ 25 เท่ากับ 4,325,000 หมายความว่า ต้องมีเงินอย่างน้อยๆ 4,325,000 บาทก่อนเกษียณ

2.ปลดหนี้ทุกอย่างหมดแล้ว

หากชีวิตหลังเกษียณยังเต็มไปด้วยหนี้สิน หรือบางคนก่อนเกษียณไม่กี่ปีก็ยังก่อหนี้เหมือนตอนอายุ 30 ปี แปลว่าต้องแบ่งเงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณมาผ่อนชำระ หากเป็นแบบนี้ย่อมส่งผลให้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตหมดลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น สัญญาณสำคัญที่บอกว่าเกษียณได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น คือ เคลียร์หนี้ได้หมด โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้รถยนต์ สำหรับหนี้บ้าน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน อาจทำให้หลายคนไม่สามารถเคลียร์ได้หมดในวันเกษียณก็ควรพยายามทำให้หนี้เหลือให้น้อยที่สุด วิธีการคือ การโปะหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วยิ่งขึ้น

3.ซ้อมใช้จ่ายว่าหลังเกษียณจะอยู่ได้หรือไม่

เทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้รู้ว่าชีวิตหลังเกษียณจะต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน คือ การทดลองลงมือทำว่าถ้าเกษียณจริงๆ จะมีค่าใช้จ่ายต่อการดำรงชีวิตอะไรบ้าง ซึ่งถ้าต้องการเห็นผลที่ใกล้เคียงก็ควรซ้อมใช้จ่ายทั้งเดือน เช่น ลดการช้อปปิ้ง ลดการใช้บัตรเครดิต หยุดซื้อของฟุ่มเฟือย งดทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ควรทดลองใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ โดยประเมินจากไลฟ์สไตล์ เช่น การพักผ่อน ท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งการซ้อมแบบนี้จะทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหลังเกษียณเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาประเมินว่าปัจจุบันมีเงินเก็บเพียงพอแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่พอต้องเก็บเพิ่มอีกเท่าไหร่

และอย่าลืมว่าในแต่ละปีค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายต่างๆ จะแพงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย เพื่อจะได้ประเมินคร่าวๆ ได้ว่ามูลค่าของเงินในวันนี้ พอถึงวันเกษียณจะมีมูลค่าอยู่ที่ระดับไหน เช่น วันนี้อายุ 35 ปี อยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาทเพื่อเกษียณตอนอายุ 60 ปี สมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 3% แปลว่ามูลค่าเงิน 6 ล้านบาทในวันนี้ จะเหลือเพียง 2,865,633 บาท ตอนอายุ 60 ปี (หรืออีก 25 ปีข้างหน้า) หรืออีกความหมาย ถ้าต้องการอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ 6 ล้านบาท ต้องวางแผนเก็บเงินให้ได้ 12,600,000 บาท 

4.วางแผนประกันชีวิตได้เหมาะสม

ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันที่คนไทยให้ความสนใจน้อยมาก เพราะมองว่าต้องจ่ายเบี้ยเป็นระยะเวลานานและกว่าจะได้เงินคืนต้องรอวันเกษียณ แต่ในความจริงแล้วทุกคนควรทำเพราะประกันแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดการด้านเกษียณ โดยผู้ทำประกันจะได้รับผลตอบแทนหรือเงินต้นจากบริษัทประกันที่ทยอยจ่ายคืนให้เป็นเงินบำนาญให้เป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกปี ตั้งแต่เริ่มเกษียณ (เช่น อายุ 55 ปี หรือ 60 ปี) ไปจนถึงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ เช่น 85 ปี หรือ 90 ปี เป็นต้น ดังนั้น หากทำประกันชีวิตแบบบำนาญกันตั้งแต่ตอนมีรายได้ประจำ ก็การันตีได้ว่าหลังเกษียณจะได้เงินบำนาญทุกๆ ปีแน่นอน     

5.มีเป้าหมายที่อยู่อาศัยและกิจกรรมชัดเจนหลังเกษียณ

ปัจจุบันในแต่ละจังหวัดของประเทศไทยจะมีระดับค่าครองชีพแตกต่างกัน หากเป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ ค่าครองชีพจะอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ตัวเลขค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็สามารถนำมาวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณในเบื้องต้นได้ หมายความว่า หากมีจังหวัดในใจที่ต้องการไปใช้ชีวิตก็สามารถออกแบบค่าใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม และยิ่งมีเป้าหมายชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมจะยิ่งทำให้แผนการเกษียณเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง เช่น อยากมีผักสวนครัว ก็วางแผนเตรียมเงิน เตรียมที่ดิน ลงมือปลูกให้เรียบร้อยก่อนถึงวันเกษียณ เป็นต้น  

การวางแผนเกษียณเป็นเรื่องที่ง่ายและทุกคนทำได้ ขอเพียงเริ่มต้นให้ถูก จากนั้นก็เดินตามแผนที่วางเอาไว้ หากมีความผิดพลาดก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าทำได้รับรองพอถึงวันเกษียณจะมีความสมบูรณ์ที่สุด

5 ลุคแฟชั่นเทรนด์ครึ่งปีหลัง สไตล์แฟชั่นไอคอนดัง ‘พริมโรส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627036

วันที่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 08:33 น.5 ลุคแฟชั่นเทรนด์ครึ่งปีหลัง สไตล์แฟชั่นไอคอนดัง 'พริมโรส'“พริมโรส” แฟชั่นไอคอนชื่อดังมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ รับเทรนด์นิวนอร์มัล เผย Fashion Tips & Hacks พร้อมชวนสาวๆ แต่งสวยรับครึ่งปีหลังในแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale

รู้หรือไม่ว่า “ช้อปปิ้งเทอราพี’” เป็นหนึ่งในวิธียอดฮิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวๆ สายแฟ ในการจัดการกับความเครียดในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้มีหลักฐานยืนยันโดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจาก ช้อปปี้ ผู้นำอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ที่พบว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้าแฟชั่นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวที่จำหน่ายผ่านช้อปปี้ไลฟ์ และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดออเดอร์สินค้าเครื่องประดับตกแต่งผม เพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ครึ่งปีหลังด้วยลุคสดใสกว่าที่เคย ช้อปปี้ จึงได้เปิดตัวแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale เอาใจนักช้อปสายแฟโดยเฉพาะ พร้อมแท็กทีมแฟชั่นไอคอนชื่อดังอย่าง พริม-พริมโรส จินดาวนิช มาแนะไอเดียแต่งสวยให้สาวๆ ด้วย Fashion Tip & Hacks การมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ รับเทรนด์นิวนอร์มัล ที่จะเน้นไปที่ความสดใส เบาๆ สามารถแต่งได้ในทุกวันและได้ในทุกสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแฝงลูกเล่นที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย

Korean Style Look

เริ่มต้นด้วยลุคแรก ที่สาวๆ สายเฟมินีนห้ามพลาด กับ “Korean Style Look”  ที่มาในลุคสาวหวาน แต่แอบซ่อนดีเทล ด้วย “Yellow Daisy Dress” น่ารักสดใสสไตล์เกาหลี ในโทนสีพาสเทลแซมด้วยเทกเจอร์ลายดอกเดซี่สีเหลืองเพิ่มกิมมิคที่ชายกระโปรงเน้นความฟูฟ่องสุดละมุน เพิ่มความหวานด้วยริบบิ้นผ้า Organza ผูกเอว 2 ชั้น แมทช์กับรองเท้าส้นสูงสีเอิร์ธโทน เปิดส้นพร้อมเติมเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อย่าง ต่างหูสีทองก็จะสามารถเต็มเติมลุคนี้ให้ปังกว่าใคร

Cafe Hopping Look

สาวๆ สายคาเฟ่ห้ามพลาดกับ  “Cafe Hopping Look” เอ็นจอยร้านคาเฟ่สุดชิค ในลุคชิลๆ แต่สวย เก๋ ไม่แพ้ใครเพียงแมทช์คู่สีมาแรงอย่าง เสื้อครอปสีม่วงพาสเทล เนื้อผ้าคอตตอน กับกางเกงขาสั้นสีเหลืองอ่อนรวบผมเบาๆ เพิ่มความหวานอีกนิดพร้อมหามุมโพสต์อัพลงโซเชียลรับรองเรียกยอดไลค์กระจายแน่นอน

Working Woman Look

ช่วงนี้ออฟฟิศเลดี้ หลายๆ คนกลับไปทำงานอย่างเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าต้องมองหาชุดทำงานเน้นสไตล์เรียบแต่โก้ คีย์ไอเท็มที่อยากแนะนำ อย่าง  เสื้อสูท Boss Blazer  แขนยาวมีกิมมิคตรงแขน จับคู่กับกางเกงขาสั้น Tri Short สีน้ำตาล เลือกความคอนทราสด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อผ้าคอตตอนไว้ข้างในเพิ่มความเรียบหรูดูแพงได้เป็นอย่างดี ดูมั่นใจสไตล์ “Working Woman Look” สุดๆ

Everyday Look

มาถึงลุคที่สาวๆ หลายคนชื่นชอบอย่าง “Everyday Look” เน้นความสะดวก สบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่่หลากหลายได้ในทุกวัน โดยสาวๆ สามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ แบบสวยดูดีแต่มีความมินิมอล อย่าง เสื้อกล้ามสีดำ คู่กับ กางเกงเอวสูงผูกเชือก สีอ่อน พร้อมเลือกใส่กับรองเท้าส้นสูงสีครีมเสริมให้ลุคปังมากยิ่งขึ้น

Minimal Look

ปิดท้ายด้วยลุคสุดคูลเอาใจสาวๆ ที่ชื่นชอบการแต่งตัวเรียบๆ แต่ชิคอย่างมีสไตล์จะต้องเลิฟ “Minimal Look” อย่างแน่นอน ลุคนี้ให้อารมณ์น้อยแต่มาก โทนสีจะเน้นเป็นสีขาว ดำ เทา และเอิร์ธโทนสีอ่อน ดีไซน์ของลุคนี้อาจจะเน้นโอเวอร์ไซต์นิดๆ เพื่อความสบายและคล่องตัว  ใส่ได้ในหลากหลายโอกาส สาวๆ มินิมอล เลิฟเว่อร์ ลองเลือกไอเท็ม อย่าง  Linen Smock Top เสื้อแขนสั้นทรงหลวม คอมีระบายและมีเชือก พร้อมจับกับกางเกงดีไซน์สุดคูลอย่างกางเกงขายาว ทรงจับเดรป เอวจีบ และลองหารองเท้าผ้าใบคู่ใจมาคอมพลีทลุคนี้ให้ลงตัว

เต็มอิ่มไปกับไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ในแบบฉบับนิวนอร์มัลจาก ‘พริม-พริมโรส จินดาวนิช’ แล้ว อย่าลืมไปช้อปในแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale ที่ช้อปปี้ได้เปิดรันเวย์ขนขบวนสินค้าแฟชั่นจากแบรนด์ดังครอบคลุมทุกหมวดหมู่ อาทิ Sabina, Casio, Herschel, Fitflop และ Toms และอื่นๆ มากมาย