สำรวจ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ช่วยลดความเสี่ยงปิดมหาวิทยาลัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617988

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 08:20 น.

สำรวจ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ช่วยลดความเสี่ยงปิดมหาวิทยาลัย

กระทรวง อว. เสนอ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ลดการเคลื่อนไหวบุคคล ป้องกันการแพร่ระบาด ในช่วงที่จะมีการระบาดเรียนออนไลน์แทนระบบปกติ

กระทรวง อว. เสนอ 6 มาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ COVID-19 ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลดการเคลื่อนไหวบุคคล ป้องกันการแพร่ระบาด ได้แก่

1.มาตรการการบริหารจัดการดูแลนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากระบบปกติเป็นระบบออนไลน์ปิดมหาวิทยาลัยภายใน 2 สัปดาห์ โดยต้องดำเนินการครบทุกมหาวิทยาลัยให้ใช้การสอนออนไลน์ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยจะต้องเตรียมการด้าน infrastructure เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้งานระบบที่เพิ่มขึ้น และจัดเตรียม platform กลางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปรับและให้เลื่อนหรือยกเลิกการสอบ การฝึกงาน งดกิจกรรมเพื่อลดการสัมผัสเชื้อ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2.มาตรการการทำงานสำหรับบุคลากรในสังกัดกระทรวง

บริหารจัดการให้มีการทำงานที่บ้าน (work at home) โดยการสั่งการให้เกิดการทำงานที่บ้าน (work at home) เพื่อลดการเดินทางและลดการสัมผัสเชื้อให้มากที่สุด สำหรับงานที่ต้องมีการปฏิบัติการ ให้ปฏิบัติการด้วยประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือ บริหารจัดการให้มีความเหมาะสมตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ และงดกิจกรรมของทุกหน่วยงานที่ต้องมีคนจำนวนมาก

3.เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

โดยสั่งการให้เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ประสานงานกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อย่างใกล้ชิดในประเด็นของขั้นตอนและแนวปฏิบัติที่เหมาะสม (best practice) ตั้งแต่ผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลไปจนถึงการรักษา แผนการส่งต่อผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วย การลดผู้ป่วย elective การเตรียมหอผู้ป่วย การเตรียม ICU เครื่องช่วยหายใจ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ และห้องแยกพิเศษ พร้อมเตรียมการรองรับกรณีเกิดการระบาดในวงกว้าง เตรียมพื้นที่รองรับเพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เช่น โรงยิม และหอประชุมของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

รวมทั้งประสานงานกับ BOI เพื่อปลดล็อคในประเด็นปัญหาการขาดแคลนชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (PPE) และหน้ากากอนามัย พร้อมพิจารณาปลดล็อคระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างจากกรมบัญชีกลาง ในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของที่ขาด และหายาก ที่ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ตามราคาที่กำหนด

4.จัดทำระบบบริหารความเสี่ยงด้วยนวัตกรรม พร้อมพัฒนาต่อยอดเป็นระบบปฏิบัติการถาวรที่หน่วยงานใน อว. ในการเชื่อมกับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับสถานการณ์ในระยะยาวและเพื่อประโยชน์กับประชาชนในช่วงวิกฤติ ได้แก่

  • การพัฒนาระบบการติดตามและการตรวจสอบ โดยใช้แพลตฟอร์ม DDC-care
  • การใช้ระบบการแพทย์และสุขภาพทางไกล
  • ระบบแสดงตำแหน่งและจัดส่งสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ (Logistics)
  • การบริหารจัดการด้านวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ และการกระจายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น

5.การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับ COVID-19

กระทรวง อว. โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดเตรียมกรอบงบประมาณ 250 ล้านบาท ในการจัดสรรทุนวิจัยใน 4 ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ 1) การศึกษาทางพันธุกรรมและทางชีววิทยาของไวรัสเพื่อความเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้อ (Whole genome sequencing) 2) ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อความเข้าใจการแพร่กระจายของเชื้อสำหรับการเตรียมรับมือการระบาด และการแพร่ระบาดของไวรัส (Computer simulation and modeling) 3) การพัฒนาวิธีการวินิจฉัย และการผลิตชุดตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รวดเร็ว และเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ (Laboratory diagnostics) โดยร่วมกับบริษัทสยามไบโอไซน์ ในการผลิตชุดตรวจโควิด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจง่ายขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการ โดยจะส่งมอบทั้งหมด 1 ล้านชิ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือน จากปัจจุบันที่มีความต้องการในการใช้เฉลี่ย จำนวน 4,000 ชิ้น/วัน และคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 40% เหลือเพียงประมาณ 1,000 บาท จากเดิมราคาประมาณ 4,000 บาท 4) การวิจัยในด้านอื่นๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

6.การสนับสนุนในด้านอื่นๆ โดยมุ่งเน้นในการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก

อาทิ หน้ากากอนามัยจากแผ่นกรองเส้นใยสมบัติพิเศษต้านเชื้อไวรัสและฝุ่น PM 2.5, หน้ากากผ้าแบบซักได้, หุ่นยนต์ช่วยประเมินผู้ป่วย และแนวทางการใช้ข้อมูลแผนที่กลางของประเทศด้วยระบบ NGIS

“ทำสิ่งที่ชอบให้เป็นสิ่งที่ใช่” กับ บอส วิศว สุวรรณกูล บอสใหญ่แห่ง “เดลต้า คอร์ปอเรชั่น” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617900

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 11:27 น.

“ทำสิ่งที่ชอบให้เป็นสิ่งที่ใช่” กับ บอส วิศว สุวรรณกูล บอสใหญ่แห่ง “เดลต้า คอร์ปอเรชั่น”

ตอนนี้ในแวดวงของระบบซีเคียวริตี้ของเมืองไทยที่ใครๆ ต่างต้องยกให้คนนี้เป็นเจ้าพ่อแห่งระบบซีเคียวริตี้ หรือ ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิด วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “บอส วิศว สุวรรณกูล บอสหนุ่มแห่ง “บริษัท เดลต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจนี้ มาจากความชอบส่วนตัวที่ชอบดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน ที่จะมีตัวละครสำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งตัวละครนี้จะเก่งในด้านระบบคอมพิวเตอร์ คอยเจาะระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆ เพื่อช่วยพระเอก ถือว่าเป็นมันสมองของทีม ด้วยความที่ชอบดูหนังแนวนี้ จนเอาความชอบ มาทำธุรกิจด้านระบบซีเคียวริตี้วางแผนป้องกันการโจรกรรม

บอสเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำงานนี้ว่า “การทำงานกับระบบซีเคียวริตี้ ทุกอย่างมันคือความท้าทาย และอีกอย่างผมไม่ชอบความพ่ายแพ้ โดยระบบมันเป็นระบบป้องกันการโจรกรรม หรือ อาชญากรรม ต่างๆ อยู่แล้ว โดยผมคิดว่าถ้าเราเป็นผู้ร้าย เราจะทำอย่างไร แล้วนำมาใช้กับงานตัวเอง โดยเอามาวางแผนให้รัดกุมที่สุดครับ”

แม้กระทั่งภาคเอกชนและรัฐบาลยังให้ความไว้วางใจในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยตามงานสำคัญๆ ต่างๆ เช่น งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ที่จัดขึ้น ณ เมืองทองธานี ล่าสุดซึ่งเป็นงานจิวเวอรี่ระดับโลก ที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา อีกทั้งในส่วนไลฟ์สไตล์ส่วนตัว คุณบอสกล่าวว่า “จริงๆ ผมเป็นคนเข้ากับคนอื่นๆได้ง่าย มีความรับผิดชอบ รักษาคำพูดอะไรที่พูดออกไปแล้วต้องทำให้ได้

โดยปกติถ้าผมมีเวลา ผมจะชอบเดินทางไปเที่ยวที่ไกลๆ โดยส่วนมากชอบขับรถเองมากกว่า เวลาเราอยู่ในรถ มันทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ทำให้มีสมาธิแล้วมักจะมีไอเดียดีๆ ผุดขึ้นมาเวลาผมขับรถเสมอๆ โดยรถที่ผมใช้ประจำ ก็จะเป็น “เมอร์ซิเดสเบนซ์” คันนี้ ด้วยความหรูหรา คล่องตัว และศักยภาพที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวอีกด้วย ด้วยการทำสิ่งชอบจนกลายเป็นอาชีพ ที่ทุกคนต่างยกผู้ชายมากความสามารถคนนี้ ให้เป็นให้เป็นผู้นำระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองไทย

https://www.delcorp.co.th

http://www.samsungcctvhd.com

COVID-19 : องค์กรใหญ่ใช้วิธีการใดในการรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617794

วันที่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 10:05 น.

COVID-19 : องค์กรใหญ่ใช้วิธีการใดในการรับมือ

มาตรการจัดการเรื่องการทำงานที่องค์กรใหญ่ใช้รับมือในวิกฤติ COVID-19

วิกฤติ COVID-19 ที่ยังควบคุมได้ยากในขณะนี้ส่งผลกระทบไปในหลายๆ ส่วนโดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจ  เราลองมาดูกันว่าองค์กรระดับโลกจะมีนโยบายหรือสวัสดิการช่วยเหลือคนทำงานในการจัดการปัญหาที่เกิดจาก COVID-19 อย่างไรบ้าง

Microsoft  องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ประกาศว่าจะยังคงจ่ายค่าแรงรายชั่วโมงเพื่อสนับสนุนพนักงาน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ และจะสนับสนุนเรื่องรถรับส่งหรือเทคโนโลยีในสถานที่ทำงานตามความต้องการของพนักงาน ถึงแม้ว่าในตอนนี้บริษัทจะมีความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม วิธีการนี้ทำให้บริษัทใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Facebook, Expedia,Twitter, Google และ Salesforce ออกมาประกาศว่าจะปฏิบัติตามวิธีการของ Microsoft เช่นกันในการจ่ายเงินรายชั่วโมงให้พนักงานที่ทำงานทางไกล

Amazon ให้สัญญาว่าจะบริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์เป็นกองทุนช่วยเหลือให้กับบริษัทและธุรกิจขนาดเล็กรอบๆ สำนักงานของ Amazon ในซีแอตเทิลและเบลวิลล์รัฐวอชิงตัน ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับเงินช่วยเหลือธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19

Lyft ธุรกิจบริการเรียกรถ Taxi  จะให้เงินแก่พนักงานขับรถหากได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือหากถูกกักกันโดยหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านการเงินกับพนักงานขับรถเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำงานได้ในขณะที่ต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง นอกจากนี้ Lyft ยังร่วมมือกับผลิตภัณฑ์ EO เพื่อจัดหาเจลล้างมือหรือยาฆ่าเชื้อแก่พนักงานขับรถโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Uber มีนโยบายส่งเสริมพนักงานเช่นเดียวกันกับบริษัท Lyft เนื่องจากทำธุรกิจลักษณะเดียวกัน โดยมีนโยบายสำหรับพนักงานขับรถที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรค COVID-19 หรือผู้ที่ได้รับการกักตัวจากหน่วยงานด้านสาธารณะสุข 14 วันพวกเขาจะได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือ

Walmart มีนโยบายลาฉุกเฉินให้กับพนักงานที่เกิดความกลัวและอึดอัดใจในการมาทำงาน โดยอนุญาตุให้อยู่บ้านได้หากหนึ่งในพนักงานของพวกเขาถูกพบว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือถ้าหากว่าสำนักงานและศูนย์กระจายสินค้าของพวกเขาต้องอยู่ภายใต้การกักกัน พนักงานของพวกเขาจะยังได้รับเงินตอบแทนและสามารถหยุดงานได้สูงสุดสองสัปดาห์ในช่วงเวลานั้น

Postmates ธุรกิจส่งอาหาร พวกเขากล่าวว่าจะสร้างกองทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดเตรียมแพทย์และค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงานขนส่งของพวกเขาหากถูกพบว่าติดเชื้อ COVID-19 และสำหรับร้านที่ทำอาหารให้กับ Postmates ที่ได้รับผลกระทบก็จะได้รับการยกเลิกการหักเปอร์เซ็นจากการสั่งสินค้าด้วย

CVS Pharmacy จะส่งยาตามกำหนดให้กับลูกค้าฟรี เพื่อไม่ให้พวกเขากังวลที่จะต้องออกมารับยา เนื่องจากสุขภาพที่อ่อนแอเสี่ยงที่จะติดเชื่อได้ และบริษัท CVS ยังได้ยกเลิกการจำกัด การรับยาก่อนกำหนด เนื่องจากมียาที่จำเป็นในการรักษาโรคเรื้อรัง ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น ยาความดันโลหิตสูงและโรคหอบหืด

Wells Fargo Foundation มูลนิธิการกุศลประกาศที่จะบริจาคเงินจำนวน 6.25 ล้านดอลลาร์ สนับสนุนและตอบสนองต่อสถานการณ์ coronavirus ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน โดย 1 ล้านดอล์ลาร์สำหรับช่วยศูนย์บรรเทาและควบคุมโรค และการป้องกันโรคแห่งชาติ 250,000 ดอลลาร์สำหรับคณะแพทย์นานาชาติเพื่อช่วยเหลือการทำงานใน 30 ประเทศ และ Wells Fargo Foundation จะบริจาคเงินสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ช่วยในระดับท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของชุมชน

Sony  ประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะการเดินในช่วงเวลาเร่งด่วน จากที่ปกติบริษัทก็ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้เดือนละ 10 วันอยู่แล้ว ส่วนพนักงานคนไหนที่จำเป็นต้องมาทำงานจริงๆ ก็ให้เข้างานช่วงบ่าย และเลิกงาน 21.00 น. แทน จากเดิมที่เคยเข้างาน 9.30 น. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ระบบขนส่งมวลชนในช่วงเวลาเร่งด่วน

Fujitsu อนุญาตให้พนักงานที่ป่วย หรือตั้งครรภ์ทำงานจากที่บ้านได้ไม่จำกัดจำนวนวัน ส่วน Toshiba ก็ประกาศให้บริษัทในเครืออนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ Takeda Pharmaceuticals บริษัทยาของญี่ปุ่น ให้พนักงานที่มีมากกว่า 4,500 คน ทำงานจากที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นกัน

แกร็บ บริษัทแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ประกาศปิดสำนักงานในไทยและสิงคโปร์เป็นเวลา 5 วัน แนะนำให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงวันที่ 13 มี.ค. เพื่อให้บริษัททำความสะอาดและฆ่าเชื้อในสำนักงาน

เครือเจริญโภคภัณฑ์  กรณีพนักงานผู้ซึ่งตนเองหรือผู้ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งพนักงานผู้นั้นทำงานที่บ้านและสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันนับจากวันที่เดินทางกลับ และให้สามารถติดต่อได้ หากลักษณะงานปกติของพนักงานไม่สามารถทำที่บ้านได้ พนักงานยังคงต้องอยู่สังเกตอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน

ธนาคารกรุงเทพ สั่งให้พนักงานทำงานที่บ้าน 14 วัน หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ชั้น 26 อาคารแสงทองธานี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ธนาคารได้ให้เพื่อนร่วมงานที่เกี่ยวข้องของพนักงานคนดังกล่าวเข้ารับการตรวจแล้ว และให้ปฏิบัติงานอยู่ที่บ้านตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด เพื่อเฝ้าระวังอาการภายใต้หลักเกณฑ์ 14 วันเช่นกัน ในส่วนของอาคารสถานที่ ธนาคารได้ทำความสะอาดที่ทำงานทั้งชั้นด้วยน้ำยาทำความสะอาดตามมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือเเจงถึง บริษัทคู่ธุรกิจ ซึ่งประกอบธุรกิจตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมว่า มีพนักงานของคู่ธุรกิจจำนวน 1 คน ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทันทีที่ทราบเหตุการณ์ MOC ได้ติดตามตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งไม่พบพนักงานของบริษัทหรือพนักงานคู่ธุรกิจคนอื่นที่แสดงอาการเข้าข่ายการติดเชื้อ COVID-19 เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยง MOC จึงได้ดำเนินการทำความสะอาดฆ่าเชื้อและปิดพื้นที่ของ MOC ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมดังกล่าว รวมทั้งให้พนักงานและคู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวันดังกล่าว หยุดพักเพื่อสังเกตุอาการเป็นเวลา 14 วัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ MOC แต่อย่างใด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกประกาศมาตรการให้พนักงานและลูกจ้างทำงานที่บ้าน และงดให้บุคคลภายนอกเข้าอาคาร Circle Living Prototype เนื่องด้วย ททท. ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลอาคารชุดว่า พบผู้ติดเชื้อโรค COVID-19 รายที่ 59 จึงประกาศว่า

  • พนักงานและลูกจ้าง ททท. ซึ่งพำนักในอาคารดังกล่าว ให้ปฏิบัติงานที่บ้านพัก เป็นเวลา 14 วัน และปฏิบัติตามคำสั่ง ททท.ที่ 58/2563 อย่างเคร่งครัดฃ
  • สำหรับบุคคลภายนอก ซึ่งพักอาศัยในอาคารดังกล่าว ขอความกรุณางดใช้บริการในอาคาร ททท.เป็นเวลา 14 วัน และขอให้บันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค

กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดให้ผู้ปฎิบัติงานที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงติดโรคตามประกาศของสำนักงานกสทช. หรือมีเหตุสงสัยว่าติดเชื้อ ให้ผู้นั้นปฎิบัติงานในที่พัก 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักมอบหมายงาน และกำหนดตัวชี้วัด ผู้พักปฎิบัติงานที่บ้านต้องรายงานการตรวจสุขภาพตามแนวทางของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องออกจากที่พักต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อน เป็นต้น  รวมทั้งให้ขยายเวลามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโรคโควิด-19 จากเดิมวันที่ 19 เมษายน 2563 ให้ขยายออกไปจนถึง 30 มิถุนายน 2563

COVID-19 : คำแนะนำการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617746

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 17:20 น.

COVID-19 : คำแนะนำการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

#โควิด19เราต้องรอด แนวทางการทําความสะอาดสําหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

จากกรณี แมทธิว ดีน ดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ออกมาเปิดเผยผลการตรวจเชื้อ COVID-19 เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563 บรรดาผู้ใกล้ชิดและเพื่อนร่วมวงการต่างก็ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์นี้ติดต่อผ่านช่องทางหลักสองทางคือ การสูดลมหายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลาย (Droplet) ที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป กับ อีกทางหนึ่งคือ การสัมผัส (Contact) กับละอองเหล่านั้น

สำหรับวิธีการที่เราเห็นจนคุ้นตาในภาพข่าวคือ การฉีดพ่นสารทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยแนวทางการทําความสะอาดสําหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำดังนี้

1 สารทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ

เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถอยู่บนพื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ เป็นเวลา 1 – 3 วัน พื้นผิวที่อาจสัมผัสปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงต้องได้รับการความสะอาดและฆ่าเชื้อ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่หาได้ง่ายตามท้องตลาด ดังนี้

1.น้ำยาฟอกขาวสามารถใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวได้ โดยผสมในอัตราส่วนดังนี้

  • พื้นผิวทั่วไป ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 ส่วนในน้ำ 99 ส่วน (ความเข้มข้น 0.05% หรือเท่ากับ 500 ppm)
  • พื้นผิวที่มีน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น ห้องสุขา โถส้วม ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 ส่วนในน้ำ 9 ส่วน (ความเข้มข้น 0.5% ) ราดทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที

2.สำหรับพื้นผิวที่เป็นโลหะ สามารถใช้ 70% แอลกอฮอล์ทำความสะอาดได้

3.สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัสดุผ้า ที่อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ควรทำความสะอาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้น้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสและผงซักฟอกในครัวเรือนได้

2 แนวทางการทำความสะอาดสำหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

  1. ควรปิดกั้นบริเวณพื้นที่หรือพื้นผิว ที่ปนเปื้อนเชื้อก่อนดำเนินการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสกับเชื้อ
  2. ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม ขณะทำความสะอาดพื้นที่หรือพื้นผิว ที่ปนเปื้อนเชื้อ ระหว่างทำความสะอาด หากถุงมือชำรุดเสียหายมีรอยรั่ว ให้ถอดถุงมือออก และสวมถุงมือคู่ใหม่ทันที ควรกำจัดและทิ้ง PPE แบบใช้แล้วทิ้งหลังจากทำความสะอาดเสร็จสิ้น ในกรณีที่ใช้แว่นตา Goggles ควรทำการฆ่าเชื้อหลังการใช้แต่ละครั้ง และควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทันทีหลังจากถอด PPE
  3. เลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีด้ามจับ เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวให้น้อยที่สุด
  4. เปิดประตู หน้าต่าง เพื่อการระบายอากาศ เมื่อใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาว
  5. ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้
  6. เช็ดทำความสะอาด บริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยๆ (เช่น ปุ่มกด, ราวจับ, ลูกบิดประตู, ที่วางแขน, พนักพิงที่นั่ง, โต๊ะ, รีโมท, คีย์บอร์ด, สวิตช์ไฟ, ฯลฯ ) เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
  7. ทำความสะอาดห้องน้ำ รวมถึงสุขภัณฑ์ และพื้นผิวในห้องน้ำโดยการราดน้ำยาฟอกขาวทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างทำความสะอาดพื้นอีกครั้งด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำตามปกติ
  8. เช็ดพื้นผิวทั้งหมดที่อาจปนเปื้อนด้วยน้ำยาฟอกขาว หรือ 70% แอลกอฮอล์ ตามความเหมาะสมของวัสดุ
  9. ซักทำความสะอาด ผ้าม่าน / ผ้าห่ม กรณีที่ซักด้วยน้ำร้อน ใช้ผงซักฟอกในน้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 25 นาที
  10. ทิ้งอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ทำจากผ้าและวัสดุดูดซับ เช่น ผ้าถูพื้น ผ้าเช็ด หลังจากทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในแต่ละพื้นที่ โดยสวมถุงมือ และนำอุปกรณ์ทิ้งใส่ถุงขยะติดเชื้อ รัดปากถุงให้มิดชิด
  11. ทำการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ โดยการแช่ในน้ำยาฟอกขาว
  12. ทำความสะอาดถังถูพื้น โดยแช่ในน้ำยาฟอกขาวหรือล้างในน้ำร้อน
  13. การทำความสะอาดพื้นผิว ให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ไม่ควรพ่นด้วยสเปรย์เนื่องจากจะเป็นการสร้างละอองทำให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่ตกอยู่บนพื้นผิวฟุ้งกระจายขึ้นมาได้ ควรหลีกเลี่ยงการสร้างละอองในระหว่างการทำความสะอาด ควรใช้วิธีการเช็ดอย่างต่อเนื่องเมื่อทำความสะอาดพื้นหรือพื้นผิวในแนวนอนแทน
  14. เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ในวันถัดไปเป็นเวลา 1 วัน
  15. ทำการกำจัดขยะติดเชื้ออย่างถูกต้องและเหมาะสม

3 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) สำหรับผู้ที่ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค

  1. ควรสวมถุงมือชนิดใช้แล้วทิ้ง ชุดกันเปื้อนแขนยาวพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง แว่นตากันลม หรือเครื่องป้องกันใบหน้า และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์
  2. ขณะทำความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัส ดวงตา จมูก และปาก
  3. ควรถอดถุงมือและทิ้งทันที หากชำรุดเสียหายมีรอยรั่ว และสวมถุงมือคู่ใหม่
  4. ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทันทีหลังจากถอด PPE แต่ละชิ้นออกหลังจากทำความสะอาด

ข้อมูลเพิ่มเติม : แนวทางการทําความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 

ข้อมูลเพิ่มเติม : How to ดูแลบ้านอย่างไร ให้ปลอดภัยจาก COVID-19

ข้อมูลเพิ่มเติม : ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์

ข้อมูลเพิ่มเติม : ‘เงิน’ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค

ข้อมูลเพิ่มเติม : ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา

ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617703

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 10:10 น.

ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์

เมื่อ CDC สหรัฐให้ความสำคัญกับสบู่และน้ำเป็นอันดับแรก แต่หลายคนยังคงสงสัยว่า “สบู่ธรรมดา” กับ “แอลกอฮอล์” อะไรจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัสได้ดีกว่ากัน

ในวันที่แอลกอฮอล์เจลล้างมือหาซื้อยาก ราคาแพง หลายคนจึงกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มีและใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างสบู่ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน สบู่เหลว ขณะที่ในความคิดก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในประสิทธิภาพของสบู่ หากต้องเปรียบเทียบกับการใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค

โดยเฉพาะในเวลานี้ที่มีเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อในระบบทางเดินหายใจ อย่างโคโรนาไวรัส ที่ สามารถแพร่กระจายผ่านมือของเรา หากป่วยอยู่แล้ว มือเราอาจไปสัมผัสน้ำมูกจนเชื้อไวรัสติดอยู่ที่มือ หากไม่ป่วยมือเราอาจเป็นที่อยู่ของไวรัส เราอาจไปสัมผัสกับละอองเสมหะที่มีเชื้อไวรัส เชื้อก็จะติดอยู่ที่มือ และอาจเข้าสู้ร่างกายเราได้ง่ายๆ เพียงแค่เราสัมผัสใบหน้า

ดังนั้น แนวหน้าในการสู้กับเชื้อโคโรนาไวรัสของเราก็คือ “มือ” ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) แนะนำว่า การล้างมือด้วยสบู่และน้ำ คือวิธีทำความสะอาดที่ได้ผลที่สุด หากไม่สะดวกให้ใช้แอลกอฮอล์เจลที่มีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60%

สบู่ธรรมดากับการกำจัดเชื้อไวรัส

พัลลี ธอร์ดาร์สัน นักเคมีจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เผยไว้ในทวิตเตอร์ว่า สบู่เปรียบเสมือนทีมทำลายล้างที่เข้าไปทำลายตึกด้วยการพังทลายอิฐทีละก้อน เพราะฉะนั้น การล้างมือจึงไม่เพียงแต่เป็นการล้างเชื้อไวรัสออกจากมือเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายไวรัสด้วย

ความสำคัญและการทำงานของสบู่

เรื่องนี้ธอร์ดาร์สัน อธิบายขยายความความสำคัญและการทำงานของสบู่กับเว็บไซต์ Vox ว่าสบู่จะมีสองขั้ว ขั้วหนึ่งจะชอบน้ำแต่ไม่ชอบโปรตีนและไขมัน อีกขั้วหนึ่งไม่ชอบน้ำแต่ชอบโปรตีนและไขมัน คุณสมบัติข้อนี้ทำให้สบู่มีประสิทธิภาพที่สุด

ยกตัวอย่างการทำงานของสบู่ว่า หากหยดน้ำมันลงในน้ำ น้ำมันจะรวมตัวกันลอยอยู่เหนือน้ำ เพราะน้ำมันไม่รวมตัวกับน้ำ แต่หากหยดน้ำสบู่ลงไป น้ำมันจะกระจายตัว นั่นเป็นเพราะสบู่ขั้วที่ชอบไขมันจะไปจับกับน้ำมัน ส่วนขั้วที่ชอบน้ำก็จะดึงไขมันไปรวมกับน้ำ ทำให้น้ำมันแตกตัว สรุปง่ายๆ ก็คือสบู่จะเข้าไปล้อมรอบน้ำมัน แล้วแยกน้ำมันที่รวมตัวกันอยู่ให้กระจายออก

หลักการนี้ใช้ได้ผลกับเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นกัน เนื่องจากเชื้อจะถูกล้อมรอบด้วยไขมันและโปรตีน เมื่อเจอสบู่ ไขมันเหล่านี้จะถูกแยกออกจากกัน และแม้จะมีส่วนที่เข้าไปรวมตัวกับไขมัน แต่โปรตีนและไขมันที่เป็นเกราะป้องกันโคโรนาไวรัสจับตัวกันอยู่หลวมๆ ทำให้สบู่สามารถทำลายเกราะป้องกันของโคโรนาไวรัสได้ง่ายดาย เมื่อเกราะคุ้มกันแตกเชื้อไวรัสก็แตกออกด้วย และหมดฤทธิ์ไปในที่สุด

สำหรับเงื่อนไขสำคัญก็คือ ปฏิกิริยาเหล่านี้ต้องใช้เวลา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที อีกทั้งผิวหนังบนมือของเรายังเต็มไปด้วยรอยย่อนรอยพับต่างๆ เพราะฉะนั้น กว่าสบู่จะซึมเข้าไปยังซอกเล็กๆ และกำจัดไวรัสหรือเชื้อโรคที่ซุกซ่อนอยู่จึงต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง

แอลกอฮอล์กับการกำจัดเชื้อไวรัส

เจลล้างมือหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือแบบไม่ต้องล้างน้ำออก ทั้งชนิดเจล ของเหลว และสเปรย์ จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางควบคุม มีส่วนประกอบสำคัญคือ แอลกอฮอล์ (alcohol) ในปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 70 อาจมีสารฆ่าเชื้อ เช่น ไตรโคลซาน สารที่ทำให้เกิดสภาพเจล (gelling agent) เช่น carbomer สารให้ความชุ่มชื้นลดการแห้งของผิว (emollients) เช่น ว่านหางจระเข้ (Aloe vera), tea tree oil และกลีเซอรอล, สีและน้ำหอมเป็นส่วนผสม หากผลิตภัณฑ์มีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และใช้กับผิวหนังมนุษย์จะจัดเป็นยา เช่น แอลกอฮอล์ล้างแผล

เจลล้างมือเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถพกพาไปใช้ได้สะดวก ทดแทนการล้างมือ ด้วยน้ำและสบู่ ลดการน้าเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัส โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปี พ.ศ. 2554 และเมื่อมีการระบาดของโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009, โรคมือเท้าปากเปื่อย เป็นต้น ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่มีเกณฑ์ควบคุมคุณภาพด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เจลล้างมือที่วางจ้าหน่ายทั่วไปในท้องตลาด แต่หากผลิตภัณฑ์ไม่มีประสิทธิภาพในการลดเชื้อได้จริงแล้ว เมื่อน้ามาใช้อาจท้าให้เกิดการแพร่กระจายของโรคได้อีกด้วย

คุณสมบัติทางกายภาพและการออกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

โดยทั่วไป แอลกอฮอล์ที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเจลล้างมือ คือ เอทานอล (ethanol หรือ ethyl alcohol) เป็นของเหลวใสไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสามารถระเหย ได้ดี แต่มีแอลกอฮอล์อีกชนิด นั่นคือ เมทานอล (methanol หรือ methyl alcohol ) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่มีพิษ ห้ามใช้กับร่างกาย ใช้ในสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดให้แสงสว่าง หรือปนกับทินเนอร์ สำหรับผสมแลคเกอร์ เมทานอลสามารถดูดซึมได้ทางผิวหนัง ลมหายใจ หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากจะท้าให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ หลอดคออักเสบ กรณีที่มีการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาอาจส่งผลท้าให้เยื่อบุตาอักเสบ หากสูดดมเข้าไปมากๆจะท้าให้เกิด การปวดท้อง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก การมองเห็นจะผิดปกติจนอาจท้าให้ตาบอดได้

การออกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะไปยับยั้งการเจริญของเซลล์แบคทีเรียหลากหลายชนิด รวมถึง ไวรัส และเชื้อรา จึงนิยมใช้ในการฆ่าเชื้อผิวหนังและพื้นผิวทั่วไป แอลกอฮอล์เป็นสารที่ท้าให้เกิดการคายน้ำ (strong dehydrating agent) ออกจากเซลล์ แล้วดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าไปท้าให้เซลล์เมมเบรนถูกท้าลายและโปรตีนเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องไปรบกวนเมตาบอลิซึมและท้าให้เซลล์ถูกท้าลายในที่สุด

โดยนิยมใช้สารละลายแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้น 70% เนื่องจากระเหยไม่เร็วเกินไปและมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จุลินทรีย์จะดูดซึม และออกฤทธิ์ท้าลายเซลล์ ขณะที่แอลกอฮอล์ 95-100% จะมีการระเหยรวดเร็วมากและมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะดูดซึมเข้าไปในเซลล์เมมเบรน แต่จะทำให้เกิดการคายน้ำออกจากเซลล์อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ฆ่า และเมื่ออยู่ในสภาวะเหมาะสม จุลินทรีย์เหล่านี้ได้รับน้ำเข้าเซลล์จะสามารถคงสภาพเดิมได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า 50% จะมีประสิทธิภาพในการท้าลายจุลินทรีย์ลดน้อยลงมาก

ส่วนเงื่อนไขสำคัญสำหรับการใช้แอลกอฮอล์เจล นอกจากความเข้มข้นแล้ว หากมือเปียกหรือมีเหงื่อขณะใช้แอลกอฮอล์เจล ประสิทธิภาพการกำจัดไวรัสก็จะลดลง เนื่องจากถูกน้ำหรือเหงื่อเจือจาง

อ้างอิง : จากปากนักเคมี ทำไมสบู่ถึงฆ่าโคโรนาไวรัสได้ดีที่สุด และ แอลกอฮอล์เพื่อการสาธารณสุข

ภาพ : Freepik

‘เงิน’ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617525

วันที่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 09:05 น.

'เงิน' ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค

ดูวงจรของเงิน พร้อมคำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทย กับ 5 วิธีป้องกัน COVID-19 หลังจับเหรียญและธนบัตร

ในช่วงที่ COVID-19 ยังคงแพร่ระบาดอยู่เช่นนี้ หลายคนกังวลถึงความเสี่ยงรอบตัวโดยเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องสัมผัส อย่าง “เงินตรา” ทั้งธนบัตร เหรียญ ซึ่งมีโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน ด้วยความห่วงใยจากธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกมาอธิบายถึงใช้ธนบัตรอย่างไรให้ปลอดภัย ห่างไกล COVID-19

“ธนบัตร” ที่ใช้วนกลับไปธนาคารแห่งประเทศไทยมีกระบวนการอย่างไร?

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปกติแล้วเวลาที่ประชาชนได้ธนบัตรมาแล้วนำไปฝากกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทางธนาคารก็จะเก็บรวบรวมไว้ซึ่งพอได้ในจำนวนหนึ่งแล้วก็จะส่งต่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าธนบัตรมีความเก่า ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรแล้วก็จะนำไปทำลาย แต่หากธนบัตรยังคงมีสภาพดี สมบูรณ์ สะอาด เนื้อกระดาษยังไม่ถูกทำลายมากทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะเก็บรวบรวมไว้ และนำไปหมุนเวียนเข้าในระบบ ให้ประชาชนใช้งานกันต่อไป ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีการผลิตธนบัตรใหม่ออกอยู่เรื่อยๆ ด้วย ฉะนั้น จึงมีทั้งธนบัตรที่ผ่านมือมาแล้ว และธนบัตรใหม่หมุนเวียนปะปนกันอยู่ในระบบ

มาตรการดูแลธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย

ต้องบอกก่อนว่า COVID-19 เวลาที่อยู่บนผิวสัมผัสจะมีระยะเวลาของเชื้อที่ตายไปแตกต่างกัน อย่าง

  • พลาสติก : COVID-19 จะอยู่ได้ประมาณ 9 วัน
  • กระดาษ (อยู่ในอุณหภูมิห้อง) : COVID-19 จะอยู่ได้ประมาณ 5 วัน
  • โลหะ : COVID-19 จะอยู่ได้ประมาณ 3 วัน (ทนความร้อนได้ดีกว่า)

โดยมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแลธนบัตรคือ หากธนบัตรถูกหมุนเวียนกลับมาจะถูกเก็บไว้ 14 วัน ก่อนส่งกลับไปหมุนเวียนเข้าระบบถึงมือประชาชนต่อไป ดังนั้น หากมีเชื้อ COVID-19 ติดมาบนธนบัตรซึ่งถือเป็นกระดาษพิเศษประเภทหนึ่งแล้วหมุนเวียนมาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกว่าจะส่งกลับไปหมุนเวียนเข้าระบบถึงมือประชาชนเชื้อก็ตายหมดแล้ว หรือถ้าเป็นเหรียญซึ่งทำจากโลหะเชื้อก็จะตายหมดแล้วเช่นกัน

วิธีกำจัด COVID-19 บนธนบัตร

สำหรับใครที่ต้องการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อธนบัตร/เหรียญสามารถทำได้ โดย

  • ใช้แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ด ซึ่งการใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อมาเช็ดไม่ทำให้เนื้อกระดาษถูกทำลาย
  • นำไปผึ่งแดด ก็สามารถฆ่าเชื้อโรคได้เช่นกันเพราะพอโดนความร้อนเชื้อก็ตาย
  • ควรหลีกเลี่ยงการพับหรือกรีดธนบัตร เพราะรอยที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ซึ่งหากเราคลายเป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมในมือต่อๆ ไปก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปบ้าง

ทั้งนี้ ถ้าคิดว่าธนบัตรที่มีดูเก่าก็สามารถนำไปฝากหรือแลกธนบัตรใหม่กับธนาคารพาณิชย์ได้ แต่แม้ว่าจะเป็นธนบัตรใหม่ สะอาด แต่หากโดนมือที่มีเชื้อมาจากที่อื่น ธนบัตรนั้นก็มีเชื้อโรคติดอยู่ได้เช่นกัน ทางที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรป้องกันตัวเองด้วยการล้างมือให้สะอาดภายหลังการสัมผัสธนบัตรหรือสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ร่วมกัน หรือถ้ายังไม่มีโอกาสล้างมือก็อย่าเพิ่งนำมือไปสัมผัสใบหน้า เข้าปากหรือจมูกเพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้

คำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทย-Bank of Thailand กับ 5 วิธีป้องกัน COVID-19 หลังจับเหรียญและธนบัตร

  1. ล้างมือทุกครั้งหลังจับเหรียญและธนบัตร ด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
  2. นำธนบัตรไปผึ่งที่แดดจัดและอากาศถ่ายเท เพื่อฆ่าเชื้อโรค
  3. เช็ดธนบัตร ด้วยผ้าหมาดที่ชุบแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งไม่ทำให้เนื้อกระกาษถูกทำลาย
  4. ไม่พับ หรือกรีดธนบัตร เนื่องจากรอยพับเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก และอาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี
  5. หากพบว่าธนบัตรมีสภาพเก่า หรือสกปรกมาก สามารถนำธนบัตรเหล่านี้ไปฝากธนคาร แล้วนำธนบัตรใหม่มาใช้(ทางธนาคารจะจะส่งธนบัตรเก่าที่ชำรุดไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทำลาย และผลิตธนบัตรใหม่มาให้ประชาชนใช้งาน)

อ้างอิง : จส.100 / ธนาคารแห่งประเทศไทย

เสพข่าวไม่เครียด รู้ทันข่าวปลอมก่อนตกเป็นเหยื่อ Fake News #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617445

วันที่ 12 มี.ค. 2563 เวลา 13:05 น.

เสพข่าวไม่เครียด รู้ทันข่าวปลอมก่อนตกเป็นเหยื่อ Fake News

จากวลีที่แชร์ต่อกันขำๆ ว่า “โอกาสติดเชื้อ 1% โอกาสประสาทแดก 100%” สะท้อนการเลือกเสพข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ในวันที่เกิดโรคระบาด ว่ายังมีข่าวปลอมที่แพร่ระบาดไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรค แล้วเราจะเลือกรับข่าวสารอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ Fake News

เช็กก่อนเชื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวในโลกออนไลน์ดังนี้

เช็กแหล่งที่มา

เมื่อรับรู้ข่าวสารต่างๆ ก่อนปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เราควรตรวจสอบหาแหล่งที่ของข่าวหรือภาพก่อนว่ามาจากแหล่งไหน ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ใครเป็นผู้เขียน ระบุวันเวลา หรือสถานที่ไว้ชัดเจนหรือไม่ โดยอาจหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เป็นสำนักข่าว, หนังสือพิมพ์, เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ หรือค้นหาจาก Google ว่าข่าวสารดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากไม่สามารถหาแหล่งที่มาได้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นข่าวปลอม

สำหรับวิธีตรวจสอบที่มาของภาพที่โพสต์ในโลกออนไลน์ว่ามีที่มาจากไหน เป็นภาพเก่า ภาพใหม่ หรือภาพตัดต่อ และใครเป็นเจ้าของภาพตัวจริง สามารถทำได้โดย “คลิกขวาที่ภาพ” จากนั้นเลือกคำว่า “ค้นหาภาพนี้ใน Google” หรือ “Search Google for image” จากนั้นระบบจะทำการค้นหาที่มาของภาพให้ทันที

หาข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนส่งต่อข้อมูล สิ่งที่ควรทำคือการเช็กว่าข่าวสารที่ได้รับมานั้นมีข้อมูลจากแหล่งอื่นอีกหรือไม่ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากแต่ละแหล่งข่าวว่าข้อมูลส่วนใดตรงกัน และข้อมูลส่วนใดขัดแย้งกันบ้าง หากพบว่าไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ ไม่มีสำนักข่าว หรือสื่อใดที่กล่าวถึง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ข่าวดังกล่าวจะเป็นข่าวปลอม

วิธีการเช็กว่าเป็นเว็บหรือเพจข่าวปลอมหรือไม่

ที่ผ่านมา มีข่าวเท็จหรือการสร้างข่าวเท็จผ่านเว็บไซต์ข่าวปลอม หรือเพจเฟซบุ๊กปลอมอยู่บ่อยๆ รวมถึงเพจเฟซบุ๊กคนดังที่ถูกสร้างปลอมขึ้นมา จนทำให้มีการกระจายข่าวสารผิดๆ ออกไปในโลกออนไลน์

สำหรับวิธีสังเกตว่าเป็นเว็บข่าวปลอมหรือไม่นั้น อาจดูว่าเว็บข่าวดังกล่าวลงท้ายด้วยอะไร เนื่องจากเว็บข่าวส่วนใหญ่ จะลงท้ายด้วย “.co.th”   “.com” หรือ “.or.th” แต่หากเจอเว็บไซต์ที่ลงท้ายว่า “.online” ให้รู้ไว้เลยว่านั่นเป็นเว็บไซต์ที่มีการปลอมขึ้นมาอย่างแน่นอน

วิธีเช็กที่ดีที่สุด คือการเช็กจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อีกหน่วยงานหนึ่งในการช่วยตรวจสอบหรือแจ้งข่าวที่มีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง โดยสามารถติดต่อและติดตามการดำเนินงานได้ที่เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com หรือโทร.02-288-8000

ส่วนกรณีเพจเฟซบุ๊กปลอมนั้น อาจดูตรงตรงเครื่องหมาย “ถูก” สีเขียว ที่อยู่บริเวณด้านหลังของชื่อเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว หากเพจไหนไม่มีเครื่องหมายถูกยืนยัน ก็มีโอกาสเป็นเพจปลอมเช่นกัน

หยุดแชร์ข่าวปลอม

ถ้ารู้ว่าเป็น “ข่าวปลอม” ควรรีบแจ้งให้ผู้คนอื่นทราบถ้าเช็กจนรู้ว่าข่าวที่เห็นเป็นข่าวปลอม คุณควรกระจายข้อเท็จจริงออกไปว่า “นี่คือข่าวปลอม” เพื่อให้ผู้คนในโลกออนไลน์ทราบเรื่อง และหยุดการส่งต่อทันที

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีสติ อย่าตื่นตระหนกกับข่าวสารที่ได้รับ จนลืมเช็กว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก่อนจะส่งหรือแชร์ต่อไปให้คนอื่น เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี

ผลกระทบของข่าวปลอม

  • ผู้รับได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด อาจส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น แชร์ข้อมูลว่าดื่มน้ำมะนาวช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ ผู้ป่วยอาจเลิกไปรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดกับหมอ ทำให้มะเร็งลุกลามถึงขั้นเสียชีวิต
  • ผู้รับเกิดความตระหนกตกใจ เช่น ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับภัยพิบัติ หรือโรคระบาดต่างๆ อาจทำให้ผู้คนแตกตื่น แห่กักตุนของกินของใช้ หรือไปเข้าคิวฉีดวัคซีนป้องกันโรคซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง ข่าวการเมืองหรือนโยบายของรัฐที่อาจทำให้หุ้นขึ้นหรือลง นักลงทุนเทขายหุ้นหรือซื้อเพื่อเก็งกำไร
  • ผู้ถูกแอบอ้างได้รับความเสียหาย เช่น ถูกล้อเลียน ดูหมิ่น กลั่นแกล้งรังแก (bully) เพราะข้อมูลเท็จที่เกิดจากการตัดต่อให้ดูตลกขบขัน ถูกเกลียดชังจากข้อมูลเท็จเชิงใส่ร้ายป้ายสี หรือตัวอย่างข่าวดาราดังป่วยหนักใกล้เสียชีวิต ทำให้ประชาชนสงสาร มิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสเรี่ยไรเงินช่วยเหลือครอบครัวดาราดัง
  • ข้อมูลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เช่น ข้อมูลเท็จทางด้านการเมือง ข่าวสถานการณ์ระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่ความไม่สงบสุขในสังคม สร้างปัญหาระหว่างประเทศได้

ความผิด

ผู้ที่ผลิตข่าวเท็จ บิดเบือน และนำเผยแพร่บนโซเชียลยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 คือนำข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ อันก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนผู้ส่งต่อข้อมูลเท็จโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ถือว่ามีความผิดเท่ากับผู้กระทำผิดข้างต้นและมีอัตราโทษเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ หากข้อมูลนั้นทำให้บุคคล องค์กร หน่วยงาน เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็ยังอาจจะได้รับโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาพ : Freepik

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617331

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 14:40 น.

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า?

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า? …ตอบคำถามนี้อย่างไรให้ที่ทำงานใหม่เห็นว่าคุณเหมาะสมกับการรับเข้าทำงาน

หนึ่งในคำถามสุดคลาสสิกที่มักปรากฏตอนสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งเป็นเหตุผลในการที่คุณจะขอลาออกจากที่ทำงานใดสักแห่ง ต้องมี “ทำไมคุณถึงลาออก” แล้วจะตอบอย่างไรให้ดูมีชั้นเชิง มาดูเหตุผลดีๆ ที่เรานำมาฝากกันได้เลย

แนวทางที่ 1 เมื่อจะบอกว่าคุณมองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ที่ผ่านมาฉันมีความสุขและสนุกกับการทำงาน แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะได้ลองออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไปแล้ว

แนวทางที่ 2 เมื่อจะบอกว่าคุณเข้ากับหัวหน้าไม่ได้

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้งสองฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจในการหาสิ่งใหม่ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง

แนวทางที่ 3 เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน

แนวทางที่ 4 เมื่อคุณอยากได้เงินเดือนที่มากขึ้น

แม้เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อๆ ตรงๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่างๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ๆ ที่มากขึ้น

แนวทางที่ 5 เมื่อที่ทำงานเก่ามีเงื่อนไขการทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น

ในชีวิตเราย่อมมีความต้องการในด้านอื่นๆ เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันเชื่อว่าการทำงานหนักจะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่น   ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง

ภาพ : freepik

‘แฟชั่นผ้าไทย’ จากองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617274

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 18:30 น.

'แฟชั่นผ้าไทย' จากองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล

ชมความงดงามของคอลเลกชั่นผ้าไทยร่วมสมัย จากแบรนด์สายเลือดไทย WISHARAWISH ในโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563

“ผ้าไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในงานช่างฝีมือที่สืบทอดกันมาแต่ช้านาน กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วยแบรนด์ WISHARAWISH (วิชระวิชญ์) โดยนายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ ได้ดำเนินงานต่อยอดโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563 เป็นปีที่ 2 เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทย รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทยต้นแบบ

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข และผลงานการออกแบบ

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH เผยว่า ในคอลเลกชั่น Post-Wore Delicacies (โพส วอร์ เดลิเคซี่) เป็นการเอาของในชีวิตประจำวันกลับมาทำให้มีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ในตอนนี้ นั่นคือนำผ้าไทยกลับมาใช้ยังไงให้ดูตื่นเต้น โดยที่ไม่เชย หรือซ้ำซาก สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ ดูแลรักษาได้ง่าย และราคาสามารถสัมผัสได้

ส่วนดีไซน์ของเสื้อผ้าจะค่อนข้างเบสิก เน้นไปที่แมททีเรียล โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเส้นใยที่เรียกว่า FILAGEN (ฟิลาเจน) และ Nanozinc (นาโนซิงค์) โดยในครั้งนี้เราได้ทำงานกับชุมชนถึง 14 ชุมชนทั่วประเทศไทย เราพยายามจะดึงจุดเด่นของแต่ละที่ออกมา ทำให้งานมีความน่าสนใจมากขึ้น และตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลตอบรับจากปีที่แล้วก็ถือว่าดีมาก ออเดอร์ผ้าจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามามากมาย ทำให้เห็นว่าผ้าไทยของเรายังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก และสำหรับปีนี้ 70 ลุคที่เราพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็น่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคน

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานการแถลงข่าว

สำหรับโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล เป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม คือการต่อยอดวัฒนธรรมด้วยการนำคุณค่าของวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรม สนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5F (Film, Food, Festival, Fashion, Fighting) ในเรื่อง Fashion : การออกแบบและแฟชั่น โดยการบูรณาการและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการทั้ง 7 ชุมชน ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ได้แก่ การขยายฐานลูกค้าออกไปสู่ต่างประเทศ มียอดสั่งผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาลวดลายบนผืนผ้าใหม่ๆ การวางลายผ้าให้มีความทันสมัย ไม่ดูเชย มีความโดดเด่น เพิ่มมูลค่าให้กับผลงาน ได้รับเชิญเข้าร่วมงานแสดงเครื่องแต่งกายในงานแฟชั่นที่ต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสาธารณรัฐออสเตรีย ต่อยอดกับเทคโนโลยี เกิดเป็นนวัตกรรมเส้นใยผ้า ส่งผลให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ อาทิ กำจัดและปกป้องกลิ่นกาย ป้องกันรังสียูวี เนื้อผ้าไม่ยับง่าย ดูแลรักษาง่าย และสวมใส่สบาย มีรายได้ทั้งจากงานหัตถกรรมและนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ้ามิติผ้าไทย

นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงผ่านแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมภายในชุมชน/กลุ่มที่ทอผ้า/ผู้ประกอบการ ทั้ง 14 ชุมชน ได้แก่

  • ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จุฑาทิพ จังหวัดขอนแก่น
  • ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข จังหวัดขอนแก่น
  • ไหมแต้มหมี่ กลุ่มสตรีทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น
  • ผ้าขาวม้า อิมปานิ จังหวัดราชบุรี
  • ผ้าฝ้ายทอมือ คอตตอนฟาร์ม จังหวัดเชียงใหม่
  • เรือนไหมใบหม่อน จังหวัดสุรินทร์
  • บาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี
  • ชาคราฟท์ จังหวัดแพร่
  • ผ้าซาโลมา ปาเต๊ะ จังหวัดนราธิวาส
  • ไฑบาติก จังหวัดกระบี่
  • ร้านฝ้ายเข็น จังหวัดอุบลราชธานี
  • บ้านหนองอีบุตร จังหวัดกาฬสินธุ์
  • ฉัตรทองไหมไทย จังหวัดนครราชสีมา
  • ฅญา บาติก นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

โดยทั้ง 14 ชุมชนสามารถดำเนินการทอผ้าและสร้างสรรค์ผ้าไทยให้มีความแปลกใหม่ไปตามกระแสของวงการแฟชั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง รวมไปถึงยังเป็นการสืบสานและส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านมิติผ้าไทย ซึ่งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจบนรากฐานของวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนให้อยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผลงานการออกแบบ

ผู้ประกอบการตัวแทนจาก 14 ชุมชน และผลงาน
ผลงานจากแบรนด์ ไฑบาติก จังหวัด กระบี่
ผลงานจากแบรนด์ ฅญาบาติก จังหวัด นครราชสีมา
ผลงานจากแบรนด์ คอตตอนฟาร์ม จังหวัด เชียงใหม่
ผลงานจากแบรนด์ เรือนไหมใบหม่อน จังหวัด สุรินทร์

‘ผู้นำที่ดี’ ควรมี Mindsets อย่างไรบ้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617022

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 13:40 น.

'ผู้นำที่ดี' ควรมี Mindsets อย่างไรบ้าง?

4 Mindsets เรื่องสำคัญที่ผู้นำควรมี ดั่งที่เราเห็น Satya Nadella ของ Microsoft หรือ Tim Cook ของ Apple สร้างความเปลี่ยนแปลงจนผลลัพธ์ของบริษัทออกมาดีอย่างน่าทึ่ง

ข้อมูลจาก BrandonHall Group ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้ทำการสำรวจองค์กรในสหรัฐ พบว่า 75% ในการพัฒนาผู้นำองค์กรต่างใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากไปติดในเรื่องของ Mindsets ของผู้นำองค์กรหรือแม้แต่เจ้าของกิจการทั้งนั้น

แล้วผู้นำที่ดีควรจะมี Mindsets อย่างไรบ้าง?

Growth Mindsets

ผู้นำองค์กรที่ดีมักจะเชื่อในพลังของคนเสมอๆ รวมไปถึงพลังในตัวเองว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ความเชื่อ ความฉลาด ฯลฯ สามารถที่จะพัฒนาหรือต่อยอด หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ และพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่ Mindsets ที่แย่ (Fixed Mindsets) นั้นไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวนี้ได้

Learning Mindsets

ผู้นำที่ดีมักจะเชื่อในเรื่องของการเรียนรู้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นให้เพิ่มความสามารถ และการเรียนรู้สิ่งใหม่ให้กับคนรอบตัว ซึ่งจะส่งผลไปถึงผู้ที่ร่วมงานกับผู้นำเหล่านี้ ที่จะเปิดใจในการรับรู้ไปด้วยกัน รวมไปถึงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับผู้ร่วมงานหรือลูกน้องด้วยเสมอๆ โดยที่ไม่ได้จำกัดว่าใครต้องใหญ่กว่าใคร เพียงแค่เห็นว่า สิ่งนั้นเหมาะสมหรือดีกว่าที่ตัวเองทำ เขาก็พร้อมที่จะปรับตัวได้ทันที

Deliberative Mindsets

ผู้นำที่มีความคิดไตร่ตรอง มีความรู้สึกเปิดกว้างต่อข้อมูลทุกประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคิดและทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงกันข้ามกับผู้นำที่เป็นประเภทเน้นการปฏิบัติ (ซึ่งไม่ค่อยไตร่ตรอง) อาจปิดกั้นความคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ รวมไปถึงความแตกต่าง เนื่องจากคนที่ไตร่ตรองนั้นมักจะเป็นคนที่พร้อมรับอะไรใหม่ๆ เสมอๆ รวมไปถึงอคติที่น้อยกว่า

Promote Mindsets

ท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือ ผู้นำที่ดี มักที่จะผลักดันให้คนรอบตัว หรือแม้แต่ลูกน้องให้ไปแบบ “สุดทาง” โดยผู้นำที่มีความคิดแบบนี้มักจะมีแผนที่จะพาองค์กรหรือแม้แต่ตัวเองไปถึงจุดนั้นให้ได้โดยมีการไตร่ตรองไว้แล้ว ไม่เพียงแค่นั้น ผู้นำเหล่านี้มักที่จะเปิดกว้างในกลยุทธ์ที่หลากหลายมากกว่าผู้นำที่ไม่ชอบเน้นการผลักดัน แต่มักจะมองอยู่กับที่ ในระยะยาวแล้ว ผู้นำที่มองอยู่กับที่มีโอกาสและความเสี่ยงที่มากกว่าด้วยซ้ำ และผู้นำประเภทมองอยู่กับที่ มักจะไม่เปิดรับโอกาสใหม่ๆ

หากผู้ประกอบการหรือผู้นำขององค์กร ที่ต้องการจะเปลี่ยนองค์กร อาจเริ่มที่จุดเล็กๆ ของ Mindsets เพื่อที่จะสามารถส่งต่อแนวคิดให้กับผู้ร่วมงานหรือลูกน้อง โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญนี้ ซึ่งอาจทำให้องค์กรพบกับสิ่งใหม่ๆ ในด้านที่ดีกว่าเดิมได้