ศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของไทย อยู่อันดับที่เท่าไหร่ในโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615769

วันที่ 25 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

ศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของไทย อยู่อันดับที่เท่าไหร่ในโลก

เปิดรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของโลก ประจำปี 2563 (Global Talent Competitiveness Index: GTCI) พบกรุงเทพมหานครรั้งอันดับ 2 เมืองที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC เป็นรองเพียงสิงคโปร์

ผู้นำด้านการให้บริการทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร บริษัท อเด็คโก้ กรุ๊ป Recruitment & Staffing Agency ร่วมกับ Google และสถาบัน INSEAD เปิดรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของโลกประจำปี 2563 (Global Talent Competitiveness Index: GTCI) จากการวัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลในทุกมิติ ทั้งด้านปัจจัยส่งเสริมภายใน (Enable) การดึงดูดคน (Attract) พัฒนาคน (Grow) การรักษาคน (Retain) ทักษะสายวิชาชีพ (Vocational & Technical Skills) และความรู้ความสามารถในระดับสากล (Global Knowledge Skills) ผลปรากฏว่า “สิงคโปร์” คว้าอันดับที่ 1 เมืองที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดใน AEC ตามมาด้วย “กรุงเทพมหานคร” ในอันดับ 2

สำหรับกรุงเทพมหานคร ถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญด้านทรัพยากรบุคคลและโอกาสเติบโตสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในภูมิภาค โดยตั้งแต่ปี 2561 กรุงเทพมหานครมีอันดับโลกที่สูงขึ้นทุกปี จากอันดับที่ 78 สู่อันดับที่ 65 และอันดับที่ 57 ในปัจจุบัน จนนำหน้า “กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงประเทศมาเลเซียได้ 2 ปีซ้อน เมื่อมองภาพรวมในระดับประเทศพบว่า ประเทศไทยมีคะแนนรวมที่ดีขึ้น โดยมีคะแนนอยู่ที่ 41.30 ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีคะแนนอยู่ที่ 38.62 อย่างไรก็ตามพัฒนาการของไทยยังช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยพบว่าอันดับของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 66 สู่อันดับที่ 67 โดยพบว่าปัจจัยด้านความรู้ความสามารถในระดับสากล ทักษะวิชาชีพ และปัจจัยส่งเสริมภายในที่มีอันดับสูงขึ้นในปีที่แล้ว ในปีนี้กลับมีอันดับลดลงทั้งสามด้าน ส่งผลให้ประเทศอินโดเนเซียแซงขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 65 และครองอันดับ 4 ใน AEC

ส่วนในระดับโลกนั้น อันดับที่ 1 ยังคงตกเป็นของแชมป์เก่าอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ที่ทำอันดับขึ้นมาเป็นที่ 2 แซงประเทศสิงคโปร์ที่ในปีนี้หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 อันดับที่ 4 ได้แก่ประเทศสวีเดน ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ ประเทศเดนมาร์ก

ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย เผยว่า การที่ประเทศไทยมีคะแนนรวมสูงขึ้น แต่อันดับตกลงนั้น เป็นเพราะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ส่งผลให้ตลาดโลกต้องการแรงงานที่มีทักษะที่สูงขึ้นและหลากหลายขึ้น ดังนั้น เมื่อมาเทียบกับประเทศอื่นๆ ศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในตอนนี้จึงอาจยังไม่พอกับสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ไทยจึงควรเร่งพัฒนาทักษะให้กับประชาชนซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลในประเทศให้มีทักษะที่เป็นที่ต้องการในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านดิจิทัล ทักษะทางเทคโนโลยี ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะภาษาต่างประเทศ และทักษะทางด้านอาชีวะ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ปัจจัยส่งเสริมภายในก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาครัฐ ความมั่นคงทางการเมือง อัตราการคอร์รัปชัน สภาพตลาดแรงงาน ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย

8 ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวอนามัยที่อาเซียนต้องจับตาในปี 2030 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615628

วันที่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 15:30 น.

8 ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวอนามัยที่อาเซียนต้องจับตาในปี 2030

เอ็นไอเอเผยผลสำรวจ 8 ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวอนามัยที่อาเซียนต้องจับตาในปี 2030 รวมถึงการระบาดของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้น ได้แก่ ไข้อีโบลา โรคซาร์ส ไวรัสซิกา ไข้เหลือง ไข้หวัดใหญ่ และไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (IFI) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอนาคตศาสตร์ และช่วยคาดการณ์ทิศทางอนาคตของประเทศไทยในมิติต่างๆ ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากหัวข้อการสัมมนา “Biosecurity in ASEAN 2030” ในงานประชุมนานาชาติ “Asia-Pacific Future Network Conference” ครั้งที่ 5 และวิเคราะห์แนวโน้มความปลอดภัยด้านชีวอนามัยของอาเซียนในปี 2030

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอาเซียนจะมีปัจจัยหลักสำคัญ 8 ประการที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทั้งทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น การแพทย์และสุขภาพ ภาคสังคมต้องสรรหาแนวทางรับมือ ได้แก่

1 การเพิ่มขึ้นของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการสรรหาพลังงานทดแทนจากสิ่งใหม่ๆ จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการระบาดของเชื้อโรค เช่น การนำขยะมาพัฒนาเป็นของใช้ที่อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค การใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็นจนขาดความหลากหลายทางชีวภาพและความไม่สมดุล เป็นต้น

2 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกนั้นเป็นปัจจัยที่เหมาะ แก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ และสถานที่ซึ่งไม่เคยมีการแพร่ระบาดก็จะเกิดการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกยังทำให้เชื้อโรคและไวรัสที่ถูกแช่แข็งตั้งแต่ในอดีตถูกปลุกให้กลับมามีชีวิต

3 การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ที่อาจจะเกิดขึ้นในบางประเทศ ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อโรคและไวรัสมีมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ประชากรหนาแน่นยังทำให้ผู้คนต้องมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น จนเป็นเหตุให้การส่งผ่านเชื้อโรคต่างๆ สู่กันได้ง่าย เช่น การปนเปื้อนทางอาหาร การใช้บริการสาธารณะ

4 การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของกลุ่มดังกล่าวที่มีความเสี่ยงทั้งต่ออุบัติภัย การเกิดโรคจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย การสร้างมลภาวะ รวมถึงการหลั่งไหลของประชากรที่เข้ามาทำงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ

5 การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวทางอุตสาหกรรม และการเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่จะมีผลทำให้เชื้อโรคบางชนิดแฝงมากับกิจกรรมดังกล่าว รวมถึงการอุบัติของโรคที่ยังไม่มีคนรู้จัก และความต้านทานของไวรัสบางประเภทที่จะมีมากขึ้น โดยปัจจัยในข้อนี้มักจะมีผลกับพื้นที่สำคัญที่มีการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ เช่น เมืองหลวง เมืองใหญ่ในระดับภูมิภาค เมืองอุตสาหกรรม และเมืองท่องเที่ยว

6 การปฏิรูปการใช้ที่ดิน การพัฒนาและการใช้ที่ดินในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในเมืองและชนบทอาจเป็นตัวขับเคลื่อนให้เชื้อโรคและไวรัส แพร่กระจายจากพื้นดินเข้าสู่อาคาร และสามารถแพร่ไปสู่อากาศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การสูบน้ำจากใต้ดินเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ยังเป็นพาหะนำโรคติดต่อต่างๆมาสู่คนและสัตว์ได้เช่นเดียวกัน

7 การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การเดินทางที่มีความสะดวก ผนวกกับเทคโนโลยีการขนส่งที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดการหลั่งไหลเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเดินทางในแต่ละครั้งจะนำพาเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ จากจุดกำเนิดไปยังสถานที่ใหม่ ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อในภูมิภาคใหม่และแพร่ประจายได้อย่างรวดเร็ว

8 การสูญพันธ์ของสัตว์และพืชพรรณบางชนิด จำนวนสิ่งมีชีวิตที่ลดลงอาจทำให้เชื้อโรคและไวรัสที่เคยใช้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเป็นแหล่งฟักตัวหรือเป็นแหล่งอาศัย เริ่มปรับตัวและหาที่อาศัยใหม่ เช่น จากพืชสู่สัตว์ จากสัตว์สู่คนมากขึ้น โดยในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการเกิดโรคติดต่อที่เกิดจากคนสู่สัตว์เกิดขึ้นแล้วในหลาย ๆ ประเทศรวมถึงไทยและอาเซียน ซึ่งควรมีการวิจัยหรือการติดตามที่เป็นระยะ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมและหาแนวทางป้องกันต่อไป

จากปัจจัยที่กล่าวมายังพบอีกว่า การระบาดของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะไข้อีโบลา (Ebola) โรคซาร์ส (SARS) ไวรัสซิกา (Zika) ไข้เหลือง (Yellow Fever) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และไวรัส อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ซึ่งเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงและอันตรายในระดับสูง บางชนิดสามารถแพร่กระจายผ่านทางอากาศได้ เนื่องจากการเดินทางที่สะดวกมากยิ่งขึ้นทำให้การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นได้เร็วกว่าในธรรมชาติหลายเท่า เป็นภัยคุกคามที่จะเกิดกับความปลอดภัยทางชีวอนามัยในอนาคต

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชากรโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์ดังกล่าวมักไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และหลายครั้งยังขาดวิธีการรับมือที่เป็นรูปธรรมเนื่องจากขาดระบบคาดการณ์ที่มีประสิทธิภาพ การเก็บข้อมูล การใช้สถิติ รวมทั้งขาดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการมองอนาคตที่มีการดำเนินงานอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประชากรโลกต้องตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

การพยากรณ์และการคาดการณ์การเกิดโรคจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งการพยากรณ์เหตุการณ์ของโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน มีความคล้ายคลึงกับการทำนายสภาพอากาศของประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดการเตรียมการล่วงหน้า สามารถรับมือหรือออกมาตรการที่เหมาะสม รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี และเป็นผลดีต่อการสื่อสารความเสี่ยงและเตือนภัยการระบาดของโรคกับสาธารณชนได้เป็นอย่างดี

6 ข้อปฏิบัติ พลัสประสิทธิภาพการทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615464

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 09:40 น.

6 ข้อปฏิบัติ พลัสประสิทธิภาพการทำงาน

How to ทำงานให้ดีขึ้น ด้วย 6 เรื่องที่ควรโฟกัสตอนนี้เพื่อการทำงานที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่า

อยากตั้งใจทำงานให้เสร็จแต่กำลังวอกแวกเปิดหน้าจอใช่หรือเปล่า อีกเรื่องราวปวดใจของการทำงานที่หลายคนเป็นอยู่บ่อยๆ วันนี้เรามี 6 วิธีที่จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นมาฝาก

วิธีที่ 1 จัดลำดับความสำคัญ

ทันทีที่ไม่มีสมาธิในการทำงาน แต่ยังมีงานกองเท่าภูเขาอยู่ตรงหา การเรียนรู้วิธีจัดลำดับความสำคัญเป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งสิ่งที่จะต้องมีก็คือสมุดตารางงาน หรือแอปพลิเคชั่นสำหรับจดบันทึกในโทรศัพท์มือถือ โดยคุณจะต้องจัดเรียงความสำคัญของงานตามประเภท ความยาก และระยะเวลาที่จะต้องทำให้สำเร็จ วิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ และจัดการงานทั้งหมดของตนเองได้

วิธีที่ 2 ตัดสิ่งรบกวน

ทุกสถานที่ย่อมมีสิ่งรบกวนที่ทำให้เสียสมาธิในการทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนจากอีเมลหรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ภายในโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการแจ้งว่ามีการประชุมงานอย่างกะทันหัน หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาสอบถามข้อมูลต่างๆ และชวนคุยนอกเรื่อง

เราสามารถเริ่มต้นด้วยการพิจารณาว่ามีสิ่งใดบ้างที่ทำให้คุณเสียสมาธิในการทำงาน โดยอาจจะหาสมุดบันทึกประจำวันสักเล่มหรือแอปพลิเคชั่นในการช่วยจดบันทึกต่างๆ มาเริ่มจดบันทึกเกี่ยวกับสิ่งรบกวนรอบตัวและทำเครื่องหมายทุกครั้งเมื่อรู้สึกว่าสิ่งนี้กำลังทำให้คุณไม่มีสมาธิในการทำงาน วิธีนี้จะช่วยให้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่คอยรบกวนสมาธิในการทำงาน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อให้สามารถตัดสิ่งรบกวนนั้นออกไปได้ง่ายขึ้น

วิธีที่ 3 ใช้เวลากับหน้าจอมือให้น้อยลง

ปัจจุบันการสื่อสารหลักภายในองค์กรส่วนใหญ่มักจะใช้อีเมลหรือสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ในการทำงาน เพราะสามารถช่วยให้ทำงานหลายอย่างได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะสามารถช่วยลดความเครียดในการทำงาน ลดระยะเวลาในการตัดสินใจ และเป็นการกระตุ้นการทำงานร่วมกัน

วิธีที่ 4 มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน

การมุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มที่จะทำให้คุณรู้สึกผูกพันกับงานของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้งานที่ทำนั้นออกมามีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ แม้ว่าการทำให้ตนเองมีความมุ่งมั่นในการทำงานอยู่เสมอนั้นจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับความพยายาม

วิธีที่ 5 เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

การเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเคารพตนเองหรือผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งหากคุณไม่เคารพตนเองและผู้อื่น คุณก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะหากเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรก็จะก่อให้เกิดความตึงเครียดในการทำงาน แต่ถ้าคุณเคารพคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน คุณก็จะสามารถยอมรับฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจภายในองค์กรได้ดีกว่าการโต้แย้งกัน

วิธีที่ 6 ฝึกการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

การให้ความสนใจกับการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราเป็นพนักงานที่ดีขององค์กรได้มากที่สุด เพราะเมื่อมีทักษะและความรู้ที่มากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากการเรียนรู้จะช่วยให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว ยังจะช่วยให้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อีกด้วย

ไม่ไหวอย่าฝืน 5 มารยาทพื้นฐานในการลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615110

วันที่ 18 ก.พ. 2563 เวลา 07:08 น.

ไม่ไหวอย่าฝืน 5 มารยาทพื้นฐานในการลาออก

จะเริ่มต้นยังไงดีเมื่อที่ทำงานนี้ไม่ใช่ที่ของเราอีกต่อไป ลองมาดูกันว่ามารยาทขั้นพื้นฐานที่จะทำให้คุณลาออกแบบสวยๆ และจบด้วยมิตรภาพมีอะไรควรทำกันบ้าง

1.เมื่อตัดสินใจลาออกอย่าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

เรื่องการลาออกไม่ใช่ความลับที่ควรจะซับซ้อน หรือเก็บงำเอาไว้นานจนเกินไป การเก็บเรื่องลาออกเอาไว้อาจส่งผลเสียต่อเพื่อนร่วมงาน องค์กร หรือลูกค้า เพราะนอกจากคนอื่นจะวางแผนจัดการงานต่างๆ ในส่วนที่คุณรับผิดชอบไม่ทันแล้ว ยังส่งผลให้คุณดูเป็นคนไม่จริงใจ ดังนั้น จึงควรให้เวลาเขามีเวลาในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยการแสดงความจริงใจแบบตรงไปตรงมา

2.แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน

ควรจะแจ้งหรือยื่นจดหมายลาออกกับทางบริษัทล่วงหน้าอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้ทางบริษัทได้มีเวลาวางแผนในการรับสมัครพนักงานใหม่ หรือวางแผนจัดการงานต่างๆ ในส่วนที่คุณรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง และถ้าหากคุณอยู่ในระหว่างการทำโปรเจกต์อะไรบางอย่าง คุณก็ควรจะรับผิดชอบหน้าที่ของคุณจนจบโปรเจกต์นั้นก่อน ถ้าเป็นไปได้คุณก็ควรเผื่อเวลาอีกสักนิดเพื่อคอยสอนงานคนที่เข้ามาทำงานแทนที่คุณ แต่หากคุณไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้ขนาดนั้น คุณก็ควรคิดหาวิธีที่จะช่วยให้คนที่มาทำงานแทนคุณสามารถทำงานได้ทันที อย่างไม่มีปัญหา เช่น ลิสต์รายการงานต่างๆ พร้อมกับวันกำหนดส่ง เบอร์ติดต่อที่สำคัญ หรือจัดโฟล์เดอร์งานให้เรียบร้อย

3.ให้ความสำคัญกับคนร่วมงาน

ก่อนที่คุณจะออกจากบริษัทไป คุณควรจะทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ หรือลูกค้าที่เคยทำงานด้วยรับรู้ว่าพวกเขาจะเป็นคนที่คุณจดจำ และนึกถึงอยู่เสมอ การออกไปรับประทานอาหารร่วมกันในวันสุดท้าย กล่าวขอบคุณ หรือเขียนโน้ตและอีเมลให้กับคนที่คุณเคยร่วมงานด้วยจะช่วยให้คุณยังคงรักษาความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นเอาไว้ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตคุณอาจต้องกลับมาร่วมงานกับพวกเขาอีกก็ได้

4.แสดงทัศนคติที่ดี หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์

แจ้งและพูดคุยกับหัวหน้าของคุณเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องลาออก ซึ่งในการพูดคุยนั้นคุณควรจะให้เป็นไปในทางที่ดี หลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์ที่ไม่ดีต่าง ๆ การพูดถึงเรื่องราวที่คุณอึดอัดใจในการทำงานอาจทำให้คุณรู้สึกได้ระบายในตอนนั้น แต่มันอาจส่งผลเสียภายหลังได้ และเมื่อคุณออกจากบริษัทไปแล้ว คุณก็ควรพูดถึงเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และบริษัทเดิมแต่ในทางที่ดีด้วย

5.รู้ว่าจะลาออกก็ห้ามทิ้งบอมบ์

อย่าลืมว่าแม้แต่ในวันสุดท้ายของการทำงาน คุณก็ยังได้รับค่าจ้างอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควรคิดว่าคุณสามารถขี้เกียจ หรือทำงานแบบไม่ใส่ใจได้ แทนที่จะปล่อยให้งานของคุณต้องไปกองอยู่ที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ คุณควรจะคิดหาทางที่จะช่วยให้พวกเขาไม่ต้องมาเดือดร้อนจากงานของคุณที่ทิ้งเอาไว้หลังจากลาออกดีกว่า

ภาพ Freepik

KLOSET อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ The Hidden Treasure รับสปริง/ซัมเมอร์ 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/615054

วันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 12:10 น.

KLOSET อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ The Hidden Treasure รับสปริง/ซัมเมอร์ 2020

KLOSET แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำของไทย ต้อนรับฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2020 จัดแฟชั่นโชว์อวดโฉมคอลเลคชั่น The Hidden Treasure พร้อมพาสาวๆ ออกเดินทางพักร้อนยังกรีซ เมืองมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

KLOSET (คลอเส็ท) แบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย พร้อมอวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ The Hidden Treasure สร้างสีสันให้การแต่งตัวสำหรับวันพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์ โดย มลลิกา เรืองกฤตยา กรรมการบริหารมากฝีมือประจำแบรนด์ ได้จัดแฟชั่นโชว์ในชื่อ The Hidden Treasure นำเสนอแรงบันดาลใจจากร่องรอยความงดงามของสถานที่ซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากประเทศกรีซ ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าที่สอดผสานสไตล์เฟมินีนเข้ากับงานฝีมือและลวดลายพิมพ์ประจำซีซั่นนี้ได้อย่างลงตัว พร้อมเนรมิตรันเวย์ให้บรรดาแฟนคลับของแบรนด์ได้สวมบทบาทเป็นสาวนักโบราณคดียุคใหม่ที่ได้ท่องไปในดินแดนแห่งอารยธรรมกรีกโบราณ

ภายในงานมีไฮไลท์สุดพิเศษจากเหล่านักแสดงชื่อดังที่ตบเท้าเข้าร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ ได้แก่ ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์, ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

สำหรับ KLOSET เป็นแบรนด์เสื้อผ้าสตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำเสนอความเป็นตัวตนผ่านหญิงสาวที่มีสไตล์การแต่งตัวแบบเฟมินีน (Feminine) โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องรายละเอียดของลายพิมพ์ที่มีสีสันหลากหลาย ประกอบกับงานปักประดับอันประณีตบรรจง โดยฝีมือการตัดเย็บจากทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถเติมเต็มคาแรคเตอร์ และสร้างความมั่นใจให้กับหญิงสาวผู้สวมใส่มาตลอดระยะเวลากว่า 18 ปี

มลลิกา เรืองกฤตยา กล่าวถึงจุดเด่นของคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2020 พร้อมแนะนำทริคการมิกซ์แอนด์แมทช์สำหรับสาวๆ ที่รักการแต่งตัวว่า

“คอลเลคชั่นเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2020 นี้เราตั้งใจออกแบบชุดให้มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อารยธรรมขึ้นชื่อในประเทศกรีซ ผ่านเรื่องเล่าของนักโบราณคดีสาวที่ออกเดินทางสำรวจไปในประเทศกรีซช่วงวันหยุดฤดูร้อน และได้หยิบยกรายละเอียดจากสิ่งต่างๆ ที่สังเกตเห็น มารังสรรค์ลงบนชุดและเครื่องประดับสวยๆ ซึ่งนำเสนอความเป็นอายธรรมกรีกโบราณผ่านลวดลายพิมพ์บนผืนผ้าได้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นลายโซ่ เหรียญสีทอง หรือแจกัน และลวดลายสีสันของดอกไม้เมืองร้อนอย่างเฟื่องฟ้า พิมพ์ลงบนผืนผ้าซิลค์ให้สัมผัสที่ลื่นเบาสบาย ในส่วนของซิลลูเอทชุดจะเน้นเป็นแบบสวมใส่ได้ง่าย อย่างทรงหลวม (Loose) ให้เข้ากับสภาพอากาศในช่วงซัมเมอร์ โดยในคอลเลกชั่นนี้เรามีชุดเด่นหลากหลายชุด

อาทิ กางเกงขาสั้นพิมพ์ลายที่สามารถแมทช์กับเสื้อฮู้ดก็ให้ลุคที่ดูสวยเท่ได้ หรือจะเป็นชุดว่ายน้ำที่สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงทรงหลวมหรือสวมทับด้วยชุดมูมู่ก็ให้อารมณ์ความเป็นแฟชั่นนิสต้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีชุดเดรสสั้นที่สามารถใส่ได้ทุกช่วงเวลาตั้งแต่เช้ายันค่ำ และอาจจะเลือกแอคแซสซอรี่สวยๆ มาช่วยคอมพลีทลุคอย่างต่างหูหรือสร้อยคอโทนสีทองหรือสีเงินซึ่งสามารถแมทช์เข้ากับทุกชุด ส่วนพร็อพที่เหมาะกับซัมเอร์นี้คือหมวกปีกหรือหมวกซาฟารีก็ดูเข้ากันได้ดีกับชุดสบายๆ และไอเท็มเด็ดที่ห้ามพลาดสำหรับคอลเลคชั่นนี้คือเสื้อคล้องคอพิมพ์ลายโซ่สีทอง เผยโชว์ผิวบริเวณหัวไหล่ เหมาะกับสาวๆ ให้ลุคที่ดูเซ็กซี่แต่ไม่โป๊ และแอคเซสซอรี่ชิ้นเด่นที่แนะนำคือต่างหูรูปแจกันด้วยรูปทรงที่ดูแปลกตาจะช่วยทำให้ลุคเราดูน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ให้สาวๆ คลอเส็ท ได้สนุกสนานไปกับการเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์สร้างลุคที่ดูน่าสนใจยามท่องเที่ยวในฤดูร้อนได้อย่างไม่รู้จบ”

งานนนี้เหล่าเซเลบริตี้สาวสวยยังร่วมเผยเคล็ดลับการมิกซ์แอนด์แมทช์ชุดสร้างสไตล์ให้สวยเด่นสำหรับทริปเที่ยวช่วงซัมเมอร์นี้ เริ่มที่สาวสวย พิมพิศา จิราธิวัฒน์ เล่าว่า “ซัมเมอร์เป็นฤดูที่ผู้หญิงเราสามารถสนุกสนานไปกับการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสได้อย่างเต็มที่ อย่างเราเองก็ชอบแต่งด้วยชุดเดรสสั้นที่มีลายพิมพ์ดอกไม้น่ารักๆ ในโทนสีฟ้า ซึ่งเหมาะกับเดินเที่ยวเล่นถ่ายรูปตามชายทะเลหรือสถาปัตยกรรมสวยๆ ในประเทศเม็กซิโกที่เราวางแผนจะไปเที่ยวในช่วงฤดูร้อนนี้ด้วย และที่สำคัญจะไม่ลืมแอคเซสซอรี่ชิ้นโปรดอย่างหมวกปีกมาคอมพลีทลุคด้วย ซึ่งจะทำช่วยให้ลุคของเราดูสวยโดดเด่นขึ้นมาก”

ส่วนสาวหน้าหวาน พลอยพยัพ ศรีกาญจนา เล่าว่า “เราเป็นคนที่ชอบฤดูร้อนมาก เพราะส่วนตัวชอบเที่ยวทะเล ได้นอนอาบแดดให้มีผิวสีแทนช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับเรา นอกจากนี้เสื้อผ้ายังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มลุคให้ดูโดดเด่นขึ้น โดยเราจะเน้นแต่งตัวด้วยชุดผ้าพริ้วๆ สบายๆ ให้เข้ากับอากาศ ส่วนมากจะเลือกหยิบเป็นชุดเดรสสั้นสายสปาเก็ตตี้ที่ตกแต่งด้วยลายพิมพ์ที่โซ่สีทองเพิ่มความน่าสนใจ ซึ่งเหมาะกับเดินเที่ยวเล่นในช่วงเช้า จะเลือกหยิบพร็อพอย่างหมวกปีกมาใส่ และลุคตอนเย็นก็จะใส่ต่างหูดีไซน์แปลกตาแต่มีความน่ารัก อย่างต่างหูรูปแจกันเพิ่มความน่าสนใจในงานปาร์ตี้ ส่วนทริปฤดูร้อนนี้มีวางแผนจะหนีร้อนไปสัมผัสอากาศหนาวกับครอบครัวที่ประเทศโครเอเชีย”

ปาวา นาคาศัย เผยว่า “โดยปกติทุกฤดูร้อนเราก็มีแพลนไปดำน้ำตามจุดดำน้ำสวยๆ ที่ต่างประเทศ แต่ในปีนี้ก็จะมีแพลนจะไปเที่ยวพักผ่อนรับลมร้อนที่ประเทศอิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่เวลาที่เราไปเที่ยวเสื้อผ้าก็ต้องเลือกให้เข้ากับสถานที่และสภาพอากาศ เพราะเวลาถ่ายรูปจะได้ดูสวยและเข้ากับสถานที่นั้น โดยชุดที่เราชอบใส่เป็นประจำคือชุดมูมู่ลายพิมพ์สวยๆ ซึ่งสามารถสวมทับชุดบิกินีได้อย่างสบายๆ และไอเท็มเด็ดที่ขาดไม่ได้คือแว่นกันแดด เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันดวงตาจากแสงยูวีแล้ว ยังช่วยทำให้ลุคของเราดูเก๋มีสไตล์ขึ้นด้วย”

ปิดท้ายที่สาวมีสไตล์ สรัย วัชรพล เล่าว่า “ซัมเมอร์นี้เรามีแพลนเที่ยวพักผ่อนที่เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา เน้นใกล้บ้าน เพราะเดินทางสะดวกไม่ต้องบินไกลไปถึงต่างประเทศ และทะเลไทยนี่แหละที่สวยที่สุดแล้ว กิจกรรมหลักๆ จะเป็นดำน้ำ นอนอาบแดด ซึ่งนอกจากนี้แล้วต้องแต่งชุดสวยๆ หามุมถ่ายรูปเก๋ๆ โดยชุดที่มองไว้จะเป็นชุดว่ายน้ำดีไซน์สวยเน้นอวดโชว์รูปร่างและอีกหนึ่งชุดสำหรับปาร์ตี้กลางคืนจะเป็นเสื้อคล้องคอลายพิมพ์โซ่สีทอง แมทช์กับกางเกงขาสั้นดูเข้ากันได้ดี ส่วนแอคเซสซอรี่ที่จะขาดไม่ได้คือสร้อยคอ และต่างหูสีทองที่จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุคของเรา”

โดยในงานได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้แฟนคลับแบรนด์ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ พิมพิศา จิราธิวัฒน์, ปาวา นาคาศัย, อภินรา-พิมพ์พยัพ-พลอยพยัพ ศรีกาญจนา, สรัย วัชรพล, ภัทรียา ณ นคร, พรรษมน พิริยะเมธา, ญาณินท์ วีระไวทยะ, นิโคล กิตติวัฒน์, ชวพร เลาหพงศ์ชนะ, รัสรินทร์ ธนะชัยวัฒนะโภคิน, สิตมน ผลดี, แสงแข เหมกมลเศรษฐ์, พรนภา เกียรติศรีชาติ และอีกมากมาย

รวมถึงนักแสดงชื่อดัง อาทิ มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน, ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร, เฟย์-พรปวีณ์ นีระสิงห์, ฟาง-ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์, คารีสา สปริงเก็ตต์, กวาง-วรรณปิยะ ออมสินนพกุล, เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา, น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์, แยม-มทิรา ตันติประสุต, เบลล์-เขมิศรา พลเดช, แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์, แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช, เบสท์-ณิชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ, บุ๊ค-ณัชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ, โยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม, พราว-อรณิชา กรินชัย, ใบเตย-สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ และอีกมากมาย

ร่วมสัมผัสความงดงามของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองในอดีตของอาณาจักรกรีซ ที่นำมาถ่ายทอดลงบนเสื้อผ้าจากแบรนด์ ‘คลอเส็ท’ (KLOSET) ได้แล้ววันนี้ที่แฟล็กชิพสโตร์ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์, ชั้น 1 สยามพารากอน, ชั้น 2 สาขาเซ็นทรัลชิดลม, ชั้น 1 เอ็มโพเรียม โซนไทยดีไซน์เนอร์ และ ชั้น 1 เซ็นทรัลลาดพร้าว โซนศูนย์การค้าเซ็นทรัล หรือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.klosetdesign.com/online_shop, Instagram : klosetdesign

เคล็ดลับจัดลำดับความสำคัญของชีวิตตามแบบคนดัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614949

วันที่ 16 ก.พ. 2563 เวลา 09:03 น.

เคล็ดลับจัดลำดับความสำคัญของชีวิตตามแบบคนดัง

วันอาทิตย์มีน้อย ค่อยๆ ใช้สอยอย่างประหยัด มาดูการบริหารจัดการวันหยุดให้อยู่หมัด ด้วย 5 วิธีจัดลำดับความสำคัญของชีวิตตามแบบนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

1.กำหนดเป้าหมายและตัดสินใจลงมือทำตาม Warren Buffett 

Warren Buffett นักธุรกิจและนักลงทุนชาวอเมริกัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เลือกจัดลำดับความสำคัญในชีวิตของเขา โดยเลือกใช้วิธีการตัดสินใจทำในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาด เมื่อได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไว้แล้วและรู้ว่าเราต้องการสิ่งไหนมากที่สุด ต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะทำอะไรลงไป แต่ถ้าหากโอกาสมาถึงแล้วก็ต้องรีบไขว่คว้าเอาไว้ให้เร็วที่สุด

การกำหนดว่าเป้าหมายว่าคืออะไร จะทำให้รู้ว่าสิ่งไหนควรทำก่อนหรือควรทำในตอนหลัง หากสิ่งนั้นถูกเลือกเป็นเป้าหมายแรกในการทำ จงอุทิศตัวเพื่อเป้าหมายนั้นและจดจ่อกับมัน เพื่อให้สำเร็จบรรลุเป้าหมาย

2.ใช้เวลาให้คุ้มค่า ไม่เสียเวลากับสิ่งไร้ประโยชน์แบบ Bill Gates 

Bill Gates นักธุรกิจชาวอเมริกันและหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft เขาเลือกใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ไม่สนใจสิ่งรบกวนและสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เช่น ในการทำงานของเขานั้น จะวางข้อจำกัดในการอ่านอีเมลต่างๆ ที่เข้ามาในบัญชีว่าจะไม่อ่านอีเมลบางฉบับที่ไม่สำคัญ เพราะเขารู้ว่าการอ่านทุกอย่างมันจะทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ

การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ที่สุดและรู้ว่าสิ่งไหนไม่สำคัญก็ให้มองข้ามมันไป จะสามารถทำให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นขึ้นโดยปราศจากสิ่งที่เป็นตัวรบกวนที่จะมาทำให้ชีวิตที่เดินหน้าอยู่หยุดชะงัก

3.ตรวจสอบความคืบหน้าในการใช้ชีวิตเหมือนกับ Lisa Skeete Tatum

Lisa Skeete Tatum ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Landit มีกลยุทธ์ที่จะทำให้เป้าหมายบรรลุความสำเร็จ คือการตรวจสอบความสำเร็จล่าสุดที่ตัวเองได้ทำ และตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเองอยู่ตลอด เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิต เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะมีตารางการกำหนดเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน แต่ถ้าเป็นการบันทึกถึงความสำเร็จของตัวเองที่ได้รับแล้ว มันเหมือนการให้คำชมกับตัวเอง เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองก้าวหน้าไปอีก และหากเมื่อกลับมามองย้อนหลังก็จะทำให้เห็นการเติบโตที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละขั้น ทั้งยังเป็นการสร้างกำลังใจในการที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ด้วย

4.การอยู่กับปัจจุบันและรู้จักยืดหยุ่นอย่าง Norman Lear

Norman Lear นักเขียนและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ เขามีคำง่ายๆ ที่เอามาใช้ในการดำเนินชีวิตของตนเอง ก็คือคำว่า ‘Over and next – การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ’ มันเป็นคำที่ช่วยให้เขาจัดการกับความท้าทายและสามารถช่วยให้ก้าวผ่านเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น อย่ายึดติดอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้วและอย่าท้อต่ออุปสรรคที่กำลังเผชิญ การอยู่กับปัจจุบันและรู้จักวิธียืดหยุ่นในการใช้ชีวิตจะเป็นตัวที่ช่วยจัดการกับอุปสรรคหรือปัญหาที่กำลังพบเจอ

5.เติมแบตเตอรีให้ตัวเองสไตล์ Arianna Huffington

Arianna Huffington นักเขียนคอลัมนิสต์ ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง The Huffington Post และ Thrive Global มีความคิดว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต ขณะที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพนั้นยังต้องมีการหยุดพักเหนื่อย พักหายใจหรือพักงีบบ้าง แทนที่จะเขียนงานหรือเอกสารให้เสร็จแล้วค่อยลุกจากโต๊ะไป การเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พักผ่อนเป็นการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการทำงานที่อาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้าได้ และเธอพบว่าหลังจากที่ได้หยุดพักไป เธอสามารถกลับมาทำงานได้ด้วยพลังที่มากขึ้น

การหยุดพักจากการทำงานหรือทำสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการเติมแบตเตอรี่ให้กับตัวเธอเอง ซึ่งมันจะทำให้เรามีเวลาเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเหนื่อยล้าให้ตัวคุณเองอีกด้วย

เครื่องเงินไทยใครว่าเชย ส่องความเก๋ของเครื่องเงินไทยที่มัดใจคนทั่วโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614745

วันที่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 15:55 น.

เครื่องเงินไทยใครว่าเชย ส่องความเก๋ของเครื่องเงินไทยที่มัดใจคนทั่วโลก

รู้จัก “เครื่องเงินไทย” ในสายตาชาวโลก เครื่องประดับคลาสสิกสุดประณีตที่มีดีไซน์ร่วมสมัย ใส่ได้ทุกวัน ตอบโจทย์สายแฟชั่นทั่วโลก

“เครื่องประดับเงิน” ในมุมมองของหลายคนอาจคิดว่าใส่แล้วเชย หรือทำราคายากหากซื้อมาแล้วต้องการขายต่อ เพราะคนส่วนใหญ่จะสนใจโลหะหรือแร่ที่มีค่าอื่นๆ มากกว่า อย่างทองคำหรือเพชรพลอย แต่จะว่าไปแล้วเครื่องเงินไทยจัดเป็นเครื่องประดับที่มีมูลค่าจากความประณีตในการผลิตชิ้นงานไม่แพ้กัน ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานที่นอกจากเป็นโลหะมีค่า และด้วยกรรมวิธีที่แสนละเอียดอ่อน ทั้งถักทอ ตอก ดุน แกะลาย หรือฉลุ จนเกิดเป็นชิ้นงานนำมาพัฒนาเป็นสินค้าได้หลากหลายประเภท ทั้งแนวคลาสสิคชูเสน่ห์เครื่องเงินโบราณ หรือจะแนวดีไซน์ร่วมสมัยใส่ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะแบบไหน ความเก๋ของเครื่องเงินไทยก็ตอบโจทย์สายแฟชั่นได้ทั่วโลก

ในตลาดเครื่องประดับโลก ถึงแม้โลหะเงินและเครื่องประดับเงินจะผลิตและจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก แต่เครื่องประดับเงินของไทยส่งออกสูงสูดเป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงมาคือประเทศอินเดีย และเยอรมนีตามลำดับ ด้วยความงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านดีไซน์และการผลิตสุดประณีต เครื่องประดับเงินไทยจึงครองอันดับหนึ่งและเป็นที่ต้องการในตลาดจิวเวลรี่ระดับโลกมาตลอด

คุณดวง โปษยานนท์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Harper’s BAZAAR แบ่งปันแง่มุมในฐานะกูรูผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการแฟชั่นแถวหน้าของเมืองไทย ภายในงาน “Afternoon Tea Talk: ดึงเสน่ห์จิวเวลรี่ไทย สู่เป้าหมาย World’s Jewelry Hub” ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคสินค้าแฟชั่นทั่วโลกมีความเป็นตัวของตัวเองสูง โดยจะเห็นได้จากเทรนด์ Personalized Marketing and Services กำลังมาแรงมากในยุคนี้ ดังนั้น ไม่ว่าสินค้าเครื่องประดับจะทำจากวัสดุใด ไม่ว่าจะเป็นงานเงิน งานพลอย หรือแม้กระทั่งวัสดุทางเลือกสาย recycle ถ้าสินค้าชิ้นนั้นๆ ช่วยส่งเสริมบุคลิกให้ผู้สวมใส่บ่งบอกความเป็นตัวเอง และเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้นอีก ถือว่าเจ้าของสินค้านั้นเข้าใจการตีตลาดของผู้บริโภคยุคนี้ได้อย่างดี  ยิ่งเป็นเครื่องประดับฝีมือคนไทย โดยเฉพาะงานทำมือถ้ามีคำว่า “Made in Thailand” คำนี้การันตีได้ว่าช่วยมัดใจลูกค้าต่างชาติได้ไม่ยาก

ในมุมของตัวแทนคนรุ่นใหม่  คุณบิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทยปี 2562 และ Miss International 2019 และทูตการท่องเที่ยวและจิวเวลรีจังหวัดยามานาชิ สะท้อนมุมมองของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย มีหน้าที่หลายบทบาทที่ต้องรับผิดชอบ และเป็นผู้ที่สนใจเรื่องแฟชั่นและบุคลิกภาพ เผยว่าการที่ตนเองได้รับตำแหน่ง Miss International 2019 ตนให้ความสำคัญกับเรื่องบุคลิกภาพและความมั่นใจเป็นอย่างมาก และเครื่องประดับก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ตนไม่เคยมองข้าม ในแต่ละวันที่ต้องรับบทบาทหลายหน้าที่ บางครั้งการปรับ mix & match เสื้อผ้าเพียงเล็กน้อย แล้วใช้เครื่องประดับเป็นตัวดึงสายตาสะท้อนบุคลิกในแต่ละโอกาส ช่วยให้ตนมีความมั่นใจและสนุกกับการแต่งตัวในทุกๆ วัน นอกจากนี้คุณบิ๊นท์ยังแชร์ประสบการณ์ที่ได้ไปร่วมเดินแฟชั่นโชว์จิวเวลรี่ในฐานะตัวแทนทูตการท่องเที่ยวของ Japan Tourism Agency ที่จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น และได้มีประสบการณ์ลองขัดเงาอัญมณีซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักประจำเมืองนี้ ซึ่ง Yamanashi Jewelry Japan จะมาร่วมออกบูธในงานบางกอกเจมส์ครั้งล่าสุดที่จะถึงนี้ด้วย

งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 65 นี้ นำเสนอไฮไลต์ Siam Silver Showcase: From Past to Present รวบรวมเครื่องประดับเงินร่วมสมัยจากแบรนด์ชั้นนำ งานฝีมือเครื่องเงินที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วไทย และเครื่องประดับที่คัดสรรจากผู้ประกอบการคุณภาพ มาแสดงภายในงานเพื่อแสดงศักยภาพกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องประดับเงินของไทย ความสามารถของนักออกแบบไทย ทักษะการผลิตอันประณีตของช่างฝีมือไทย และประวัติศาสตร์ที่มีอยู่อย่างยาวนานของการผลิตเครื่องเงินของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ถ้าพูดถึงเครื่องเงินไทย แล้วใครยังคิดว่าเชย เราขอเชิญมาเปิดประสบการณ์ใหม่ได้ที่งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ในวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็คเมืองทองธานี …งานนี้ถ้าไม่เก๋จริง คงไม่จัดมาถึงครั้งที่ 65 บอกเลยสายจิวห้ามพลาดเด็ดขาด!

งามพิสุทธิ์ดุจเทวี ความงดงามอย่างไทยในคอลเลคชั่นเดือนแห่งความรัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614555

วันที่ 12 ก.พ. 2563 เวลา 09:00 น.

งามพิสุทธิ์ดุจเทวี ความงดงามอย่างไทยในคอลเลคชั่นเดือนแห่งความรัก

ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ สุดงดงามในลุคชุดไทยจักรพรรดิเต็มยศครั้งแรกในคอลเลคชั่นเดือนแห่งความรัก

…ชุติมาดาราโสภาพรั่ง

อันมลังเมลืองเรืองรองศรี

พิพิมศาลพิศนิจปฐวี

สมโสภีสุวดีรุจีชัชวาล

เพชรชูเชิดเพริศอนันต์สุวรรณพร่าง

ช่างรางชางอดุลละมุนชาญ

สฤษฏ์สวัสดิ์จรัสรัตน์พิภัทรสะคราญ

นิรันดร์กาลงามพิสุทธิ์ดุจเทวี

ปานวาด ณ วนัช ผู้ประพันธ์

ต้อนรับเทศกาลแห่งความรักด้วยการเปิดตัวชุดไทยสุดหวานรับวาเลนไทน์จากห้องเสื้อวนัช กูตูร์ ที่การันตรีได้ถึงความสวยงดงามและดูหรูหราเช่นเคย ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ได้นางแบบสาวหน้าหวาน ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ มาร่วมถ่ายทอดความงดงามของชุดไทยในคอลเลคชั่นนี้ ภายใต้ชื่อ  “ชุติมางามพิสุทธิ์ดุจเทวี” ที่มีให้เลือกชมมากถึง 10 ชุด

แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสาวต่ายห่มสไบถ่ายแบบชุดไทยให้ได้ชมกัน แต่เธอนั้นก็สามารถถ่ายทอดความสง่างามของชุดไทยออกมาได้อย่างดี มีความละมุนละไม เปี่ยมไปด้วยออร่าสุดงดงามตามแบบฉบับของหญิงไทยโบราณชั้นสูง

ผ้าไหมไทยที่นำมาใช้ในการตัดเย็บครั้งนี้เป็นผ้าไหมผ้าไหมยกดอกลำพูน ทั้งยกใหญ่และยกเล็ก สีที่เลือกใช้เน้นสีมงคลที่ผ่านการทออย่างประณีตงดงาม เนื้อผ้ามีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่ซ้ำใคร เมื่อเพิ่มงานปักเข้าไปแต่ละฝีเข็มนั้นทำให้ลายผ้าดูเด่นชัดและงดงามขึ้นเป็นพิเศษบ่งบอกได้ถึงความละเอียดขั้นสุดของช่างฝีมือที่ต้องการให้ชุดไทยออกมาสวยงดงามและทรงคุณค่ามากที่สุดนั่นเอง

นอกจากชุดไทยโบราณแล้ว สำหรับใครที่ชื่นชอบชุดไทยประยุกต์ก็มีมาให้เลือกอีกเช่นกัน อย่างในคอลเลคชั้นนี้ก็ได้ออกแบบมาให้คล้ายคลึงกับชุดบาบ๋าย่าหยา ด้านบนตัดเย็บด้วยผ้าปักจากอิตาลี ส่วนตัวกระโปรงนั้นใช้ผ้าไหมยกลำพูนสีเขียวดอกบัวนำมาตัดเย็บ ซึ่งชุดนี้เน้นงานเข้ารูปและคัตติ้งสุดเนี๊ยบ มีความสวยงาม เรียบหรูและดูโมเดิร์นและเป็นการผสมผสานที่ดูงดงามและลงตัวมากที่สุดอีกด้วย

สำหรับชุดไทยในคอลเลคชั่นนี้ถูกออกแบบมาให้สวยหวานรับเทศกาลพอดิบพอดี รับรองว่าถูกอกถูกใจของสาวๆสายหวานแน่นอนค่า สำหรับใครที่กำลังมองหาชุดไทยสุดพรีเมียมที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหราไม่ซ้ำใคร เชิญเข้ามารับคำปรึกษาได้ที่ห้องเสื้อวนัช กูตูร์ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/vanuscouture

3 คู่รักเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการเลือกชุดสร้างความประทับใจรับวาเลนไทน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614377

วันที่ 10 ก.พ. 2563 เวลา 14:50 น.

3 คู่รักเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการเลือกชุดสร้างความประทับใจรับวาเลนไทน์

Bchu Runway แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก ชวนเซเลบริตี้คู่รักเผยเคล็ดลับการเลือกชุดสวยสร้างความประทับใจในโอกาสสำคัญ ต้อนรับวันแห่งความรัก

เมื่อถึงเดือนแห่งความรัก โมเมนต์เติมเต็มความหวานให้แก่กันและกันก็มาถึง ซึ่งแน่นอนว่าการเลือกเสื้อผ้าสวมใส่สร้างสไตล์ของตนเองให้ดูโดดเด่นนั้นย่อมเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างความประทับใจแก่คนรักได้เป็นอย่างดี ล่าสุดยสองผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ศิตา ชุติภาวรกานต์ และ วรกร เดียวสุทธิชาติ แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ Bchu Runway ได้จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปเลือกเสื้อผ้าสร้างสไตล์ให้โดดเด่นเพื่อสร้างความประทับใจในช่วงเดือนแห่งความรัก พร้อมเชิญชวนเหล่าเซเลบริตี้คู่รักหนุ่มสาว มาร่วมเผยเคล็ดลับการเลือกชุดสร้างสไตล์สวยเท่ในวันออกเดทรับวันวาเลนไทน์นี้

เริ่มที่คู่รักสุดหวาน “พอลลี่-เบนซ์” พอลลี่ พรพรรณ เผยว่า “เรารู้สึกประทับใจพี่เบนซ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันในวันเดทแรกที่ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ย่านพลับพลาชัย เพราะทำให้เราเห็นว่าเขาเป็นคนที่เรียบง่าย มีความเป็นกันเอง และเป็นคนที่จริงใจ โดยวันนี้มีโอกาสได้มาร่วมกิจกรรมเลือกชุดเดทวันวาเลนไทน์ ปกติเวลามีงานสำคัญเราก็จะแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และจะเลือกชุดให้เหมาะสมกับรูปร่างของเราเป็นสำคัญ อย่างช่วงนี้รู้สึกสนุกสนานกับการกินก็จะเลือกชุดที่ช่วยปกปิดสัดส่วนที่เราไม่มั่นใจ อย่างต้นแขนใหญ่ก็จะเลือกเป็นชุดที่มีดีไซน์ที่แต่งระบายบริเวณแขนเสื้อ หรือบริเวณช่วงเอวก็จะเลือกเป็นชุดที่เข้ารูปบริเวณเอว ส่วนชุดที่เลือกให้สามีวันนี้ คือสูทสีมัสตาร์ดจากแบรนด์มาทิส ออม (Mathis Homme) เป็นสูทสีไม่เข้มหรือสว่างเกินไปเหมาะกับพี่เบนซ์มาก เพราะส่วนตัวเขาเป็นคนที่ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสอยู่แล้ว” 

ด้าน เบนซ์ รัฐพงษ์ เสริมว่า “เวลาที่ออกงานคู่กับภรรยา เราก็จะต้องดูก่อนว่าเขาจะสวมชุดสไตล์ไหน เฉดสีอะไร เพื่อที่จะได้เลือกชุดที่เข้ากัน ปกติจะชอบใส่สูททรงสลิมฟิตแบบกระดุมหนึ่งเม็ดให้ความรู้สึกไม่เป็นทางการมาก และจะเลือกเสื้อเชิ้ตที่มีคอปกใหญ่เพราะจะทำให้ภาพรวมดูสมบูรณ์แบบขึ้น ส่วนชุดที่เลือกให้ภรรยาในวันนี้ เป็นชุดเดรสสีฟ้าน้ำทะเลจากแบรนด์ซอลี (SAU LEE) ที่มีไซน์แตกแต่งด้วยการปักลายดอกไม้เล็กๆ ชวนนึกถึงทุ่งดอกไม้ที่เราชอบ และดีไซน์ชุดเองแต่งระบายเป็นชั้นๆ เวลาที่ภรรยาเขาเคลื่อนไหวจะได้ดูสวยมีชีวิตชีวามากขึ้น (ยิ้ม) ส่วนสถานที่เดทในฝันที่อยากพาเธอไปชม คือซอลท์ เลค (Salt Lake) ประเทศอาร์เจนตินา เป็นซอลท์เลคที่สวยเหมือนกระจกใสส่องสะท้อนกับท้องฟ้าดูสวยงาม ถ้าได้ไปด้วยกันคงมีความสุขมากๆ”

ต่อมาที่คู่รักสายติสท์ “กุ๊กกุ๊ก-ไก๋” ซึ่งงานนี้ กุ๊กกุ๊ก รัสวดี  เล่าว่า “จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่ไก๋นั้นไม่ได้หวือหวาอะไรมาก แต่จะเป็นรูปแบบของการค่อยพัฒนาความสัมพันธ์มากันมาเรื่อยๆ เพราะเขาเป็นคนน่ารัก จิตใจดี ดูแลเราอย่างความสม่ำเสมอ และไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของเราสองคนนั้นค่อนข้างที่จะเหมือนกัน ทั้งการกิน กิจกรรมหรือแม้แต่กีฬาก็ชอบเหมือนกันอย่างทริปที่ประทับใจก็คือเทรคกิ้งที่แคชเมียร์ เราได้ใช้เวลาเดินเทรคกิ้งผ่านหุบเขาสวยๆ ด้วยกัน มันสนุกและล้ำค่ามาก ส่วนสไตล์การแต่งตัวเรานั้นจะชอบแต่งแนวทะมัดทะแมง ส่วนใหญ่จะสวมเป็นกางเกงเพราะเคลื่อนไหวสะดวก ส่วนในวันนี้ได้เลือกชุดให้กับพี่ไก๋จะเป็นชุดสูทตัวเท่สีกรมท่าเหมาะกับพี่ไก๋มาก เพราะขนาดที่พอดีกับตัวเขาและโทนสีเข้มสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงได้หลากหลายสี เสริมลุคให้ดูเท่สมาร์ทมากขึ้น” 

ทางด้าน ไก๋-สิระ หงส์มังกร เสริมว่า “โดยปกติส่วนตัวเราก็จะแต่งตัวเรียบๆ ไม่ค่อยสวมเนคไทด์เพราะรู้สึกอึดอัด จะเน้นความสบายๆ โดยจะสวมเป็นเสื้อเชิ้ตเรียบๆ ทับด้วยเบลเซอร์หรือสูทสีพื้นๆเท่านี้ก็พร้อมออกงานแล้ว และวันนี้เลือกชุดให้น้องกุ๊กกุ๊กเป็นชุดสูทผ้าทวีตจากแบรนด์เลกซี่ (LEXI) ด้วยดีเทลของชุดที่เป็นผ้าทอแสดงถึงความเป็นอ่อนโยนแบบผู้หญิง แต่ดูทะมัดทะแมงและคล่องตัว เข้ากับสไตล์ของน้องกุ๊กกุ๊ก ส่วนสถานที่เดทในฝันอยากพาเขาไปเทรคกิ้งที่คอดิลเลร่า วายวอช (Cordillera Huayhuash) ประเทศเปรู ซึ่งจะได้ศึกษาเส้นทาง (Trail) ที่ผ่านหุบเขาชมความงามของธรรมชาติที่แตกต่างกันไปตลอดเส้นทาง ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 10 วันด้วยกัน”

ปิดท้ายที่คู่รักศิลปินชื่อดัง “กวินท์-ปุ้มปุ้ย” เริ่มที่คุณภรรยา ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา เผยว่า “ชีวิตคู่ตอนนี้เราทั้งสองมีความสุขขึ้น ถึงแม้จะมีทะเลาะกันบ้าง แต่ก็เป็นสีสันของชีวิตคู่ ด้วยการทำงานของกวินท์ที่เป็นศิลปิน ทำให้มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อย แต่เราก็จะหาเวลามาทานข้าวด้วยกัน ออกกำลังกายบ้าง และหากมีวันหยุดยาวก็จะหาสถานที่ท่องเที่ยวไปเที่ยวกัน ส่วนการเลือกเสื้อผ้านั้นเราให้ความสำคัญมาก ปกติส่วนตัวเรามักจะแต่งตัวเซ็กซี่ เน้นเผยโชว์สัดส่วนเพราะเป็นคนตัวเล็ก แต่พอหลังแต่งงานก็จะแต่งตัวที่มิดชิดขึ้นและเหมาะสมกับกาลเทศะด้วย ส่วนหนึ่งก็มาจากกวินท์เองก็จะคอยแนะนำเราด้วย อย่างวันนี้เราได้มีโอกาสมาเลือกชุดเดทในวันวาเลนไทน์ให้กัน ซึ่งเราก็ได้เลือกชุดสูทโทนสีเบจจากแบรนด์มาทิส ออม (Mathis Homme) ด้วยสไตล์ของสูทที่มีความวินเทจ ให้ลุคที่ดูดีเหมาะกับเขามากๆ และยังช่วยเสริมลุคให้ดูสมาร์ทขึ้นจากการแมทช์สูทกับเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนส์ตัวเก่งของเขาได้เป็นอย่างดี” 

ส่วนหนุ่ม กวินท์ ดูวาล เสริมว่า “วันนี้ผมเลือกชุดเดรสเกาะอกสีชมพูพาสเทลให้ภรรยาใส่ เป็นชุดจากแบรนด์เลกซี่ (LEXI) ที่ปุ้ยใส่แล้วดูดีมาก เพราะชุดเดรสนี้มีคอร์เส็ทที่ช่วยทำให้เห็นสัดส่วนรูปร่างได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสไตล์ที่มีความเซ็กซี่และความหวานที่ซ่อนเอาไว้ได้อย่างลงตัว ซึ่งตรงสเป็กของผมเลย ส่วนสถานที่เดทที่เราทั้งสองรู้สึกประทับใจคือทริปเที่ยวทะเลที่เกาะสมุย เป็นทริปตะลอนกินและเที่ยวสนุกสุดๆ เพราะปุ้ยเขาเป็นคนที่ชอบทะเลมาก เวลาไปเที่ยวทะเลจะเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ จัดเต็มตลอด และสถานที่เดทในฝันอยากพาปุ้ยไปดูแสงเหนือที่ประเทศไอซ์แลนด์ เพราะการดูแสงเหนือนั้นหาดูได้ยาก และอากาศหนาวมาก ซึ่งหากมีโอกาสไปดูด้วยกันก็น่าจะช่วยเพิ่มความทรงจำและสร้างความประทับใจดีๆ ระหว่างเราเพิ่มมากขึ้น (ยิ้ม)”

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้หนุ่มสาวได้เลือกเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์จากแบรนด์ระดับโลก อาทิ แบรนด์ ซอลี (SAU LEE) แบรนด์เสื้อผ้าสตรีหรูที่มีแรงบันดาลใจจากผู้หญิงที่มีสไตล์แข็งแกร่งและกล้าหาญ ทว่าคงความเฟมีนีนในแบบฉบับของผู้หญิง ผ่านเส้นสายและงานดีไซน์ของชุดเอาไว้ได้อย่างลงตัว ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับหญิงสาวในทุกๆ โอกาส ไม่ว่าจะเป็นลุคในวันสบายๆ หรือออกงานสำคัญ ซึ่งเสื้อผ้าจากแบรนด์ซอลีนั้นจะสามารถช่วยเติมเต็มสไตล์ของสาวๆ ให้สวยสมบูรณ์แบบได้อย่างมั่นใจ ต่อมาที่แบรนด์ เลกซี่ (LEXI) ที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์อยู่ที่ความเซ็กซี่และความเรียบโก้ผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งมีทั้งชุดเดรสยาว เดรสสั้น และสูทที่สามารถขับเน้นสรีระของหญิงสาวผู้สวมใส่ได้อย่างน่าจับตามอง ถัดมาที่แบรนด์ชุดสูททักซิโด้สำหรับผู้ชายอย่างแบรนด์ มาทิส ออม (Mathis Homme) ชุดสูทสไตล์ฝรั่งเศส ที่มีงานดีไซน์เน้นความวินเทจและสีสันของสูทที่คุณผู้ชายสามารถเลือกหยิบมิกซ์แอนด์แมทช์สร้างสรรค์สไตล์ให้ลงตัวได้ในทุกโอกาส ตั้งแต่ลุคออกงานสำคัญไปจนถึงแคชชวลลุคในวันสบายๆ ได้อย่างเหมาะสม และแบรนด์ มิสเตอร์ ทักซ์ (Mr.Tux) แบรนด์ชุดสูทน้องใหม่จากร้านบีชู รันเวย์ ที่โดดเด่นด้วยงานตัดเย็บจากผ้าวูลพรีเมี่ยม 100% คัดติ้งที่เนียบและดีไซน์หรูหรา ซึ่งจะช่วยเสริมลุคผู้ชายให้ดูสมบูรณ์แบบและน่าจับตามองมากยิ่งขึ้น

Bchu Runway แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกในรูปแบบตัวแทนเช่าอย่างเป็นทางการที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ผ่าน 3 ขั้นตอนการใช้บริการง่ายๆ เพียง ‘เช่า-สวมใส่-ส่งคืน’ สร้างสรรค์สไตล์ให้โดดเด่นพร้อมสร้างความประทับใจให้แก่คนรักรับวาเลนไทน์นี้ด้วยชุดสวยหลากหลายแบรนด์ที่แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำได้แล้ววันนี้ที่ Bchu Runway Headquarter หรือที่ www.bchurunway.com

รวมเด็ด 7 หลักสูตรเรียนจบแล้วมีงานทำในยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614372

วันที่ 10 ก.พ. 2563 เวลา 14:14 น.

รวมเด็ด 7 หลักสูตรเรียนจบแล้วมีงานทำในยุคดิจิทัล

เด็กวิทย์เลือกเรียนอะไรจบไปแล้วปัง!! รวมเด็ด 7 หลักสูตรภาคพิเศษน่าเรียนในยุคดิจิทัล มุ่งสู่ฝันกับอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการในอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานในอนาคต

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาเปิดพื้นที่กว้างมากขึ้น สำหรับเด็กวิทย์ที่ต้องการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยรัฐ โดยมีทางเลือกตั้งแต่การสอบตรง โควตา การยื่นแอดมิชชั่นกลาง ภาคภาษาอังกฤษ จนมาถึงภาคพิเศษ แต่สำหรับน้องๆ ที่สนใจเรียนวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อชีวิตและก่อเกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ทั้งในวงการแพทย์ โลกแห่งเทคโนโลยี ทาง SCI-TU หรือคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงวงการวิทยาศาสตร์ มุ่งผลิตและบ่มเพาะนักวิทย์สายพันธุ์ใหม่ และใช้นวัตกรรมต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ ได้เปิดหลักสูตรภาคพิเศษของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึง 7 หลักสูตรด้วยกัน

ทั้งนี้ ทุกหลักสูตรภาคพิเศษของ SCI-TU มีความทันสมัย บางหลักสูตรมีสอนเฉพาะแค่ภาคพิเศษเท่านั้น เช่น วิชาเอกคณิตศาสตร์การเงิน และเพื่อผลิตบัณฑิตรุ่นใหม่รับกับยุคดิจิทัล ยังได้เปิดหลักสูตรใหม่ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล ใน ด้านการเรียนการสอนมีความเข้มข้น คณะอาจารย์ทุกท่านทุ่มเทการสอนถึงแก่นวิชาการเทียบเท่ากับภาคปกติ โดย SCI-TU นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ที่เปิดหลักสูตรภาคพิเศษโดยที่นักศึกษาไม่ต้องเข้าเรียนในช่วงค่ำ หรือเสาร์-อาทิตย์ ปัจจุบันหลักสูตรภาคพิเศษล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการในอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานในอนาคตแทบทั้งสิ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

“วิทยาการคอมพิวเตอร์” หลักสูตรของภาคพิเศษ

น้อง ๆ ที่ชื่นชอบการศึกษาศาสตร์ทางด้านเทคโนโลยี ต้องถูกใจหลักสูตรนี้อย่างแน่นอน เพราะเน้นศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลักสูตรวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เป็นหลักสูตรยอดนิยมได้รับความสนใจจากน้อง ๆ จำนวนมาก เพราะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรม แอปพลิเคชัน และระบบสารสนเทศ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI หรือ Data Science อาชีพที่ต้องการในตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีสายงานใหม่เหมาะกับกลุ่ม Gen Z อย่าง UI/UX ที่ประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และหลักการตลาด เพื่อออกแบบระบบหรือผลิตสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Youtube Channel ให้ตรงใจผู้ติดตามทั้งหลาย

สำหรับวิทยาการคอมพิวเตอร์หลักสูตรของภาคพิเศษ น้อง ๆ จะได้เรียนรู้และการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมด้วยอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนรู้ที่ทันสมัย อีกทั้งยังมีความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั้งจากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย เพื่อเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสประสบการณ์จริงก่อนออกไปสู่โลกการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสายงานที่หลาย ๆ องค์กรต้องการตัวอย่างมาก  โดยสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์หลักสูตรภาคพิเศษ เปิดรับนักศึกษารอบละ 40 คน ซึ่งน้อง ๆ ที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมหรือ GPAX 2.75

เรียนสาขาวิชา “สถิติ” รับยุคทองของข้อมูล

เป็นหลักสูตรในโครงการพิเศษที่เน้นเรื่องของความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มาจัดการกับข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีทางสถิติ น้อง ๆ จะได้ทักษะการคิดและจัดการกับข้อมูลจากในหลาย ๆ วิชาที่ให้ฝึกการคิดคำนวณ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) ในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันที่เป็นยุคทองของข้อมูล ดังนั้นหลักสูตรสถิติ เอกสถิติประยุกต์ ของทาง SCI-TU จึงเป็นหลักสูตรสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการในยุคนี้เป็นอย่างมาก จากการถ่ายทอดทั้งความรู้และเน้นความชำนาญ เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้เป็นผู้มีความสามารถและก้าวสู่โลกการทำงานได้จริงใน สำหรับสาขาวิชาสถิติภาคพิเศษ เปิดรับนักศึกษารอบละ 50 คน

“คณิตศาสตร์” ใครอยากเรียนเอกการเงินต้องมา

สายคณิตศาสตร์และน้อง ๆ ที่สนใจด้านการเงิน ต้องเรียนหลักสูตรนี้เท่านั้น โดยหลักสูตรคณิตศาสตร์ภาคพิเศษ ของ SCI-TU เน้นศึกษาตั้งแต่รากฐานไปจนถึงคณิตศาสตร์ขั้นสูง ได้เรียนรู้ทฤษฎีและหลักการอย่างลึกซึ้ง เพื่อสามารถวิเคราะห์ วิจัย หรือค้นคว้าทางด้านวิชาการในระดับประเทศและระดับสากล สำหรับน้อง ๆ ที่อยากศึกษาต่อเพื่อเป็นครูหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็สามารถมาเรียนในสาขานี้ได้เช่นเดียวกัน และในภาคพิเศษนี้ ยังมีความพิเศษ เพราะมีการเปิดสอนหลักสูตรที่ไม่มีในภาคปกติอย่าง “วิชาเอกคณิตศาสตร์การเงิน” ที่วิเคราะห์ปัญหาด้านการเงินการลงทุนโดยเฉพาะ สำหรับใครอยากเรียนหลักสูตรนี้สามารถยื่นสมัครหลักสูตรคณิตศาสตร์ในภาคพิเศษ โดยเปิดรับนักศึกษารอบละ 40 คน

“คณิตศาสตร์การจัดการ” ศาสตร์แห่งการประยุกต์

เป็นวิทยาศาสตร์ทางด้านการจัดการ ที่ผสานหลักการทางด้านคณิตศาสตร์ สถิติ คอมพิวเตอร์ เข้ากับกระบวนการทางด้านการจัดการ เป็นศาสตร์แห่งการประยุกต์ ด้านการเรียนการสอนเน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งกำลังขาดแคลนคนรุ่นใหม่ ในการคิดวิเคราะห์ จัดระบบ เชื่อมโยงข้อมูล การวิเคราะห์แบบการจำลองสถานการณ์ การพยากรณ์ การวางแผนและตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด

น้องๆ ที่เรียนหลักสูตรนี้จะได้นำความรู้ไปใช้ในสายงานที่หลากหลาย ได้แก่ ด้านอุตสาหกรรม การจัดการกระบวนการดำเนินงาน ด้านโลจิสติกส์ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การขนส่ง หรือสายการบิน ด้านธุรกิจการเงิน การวิเคราะห์การลงทุน ด้านธุรกิจบริการ การจัดตารางดำเนินงาน วางแผนทรัพยากรมนุษย์ ด้านการวางแผนต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้หลักสูตรคณิตศาสตร์การจัดการภาคพิเศษ ของทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ยังมีทุนเรียนดีและทุนสนับสนุนค่าธรรมเนียมตลอดการศึกษา สำหรับผู้มีผลการเรียนดี  น้อง ๆ ที่จะสมัครเรียนต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมหรือ GPAX 2.75 โดยจะเปิดรับจำนวนรอบละ 40 คน

“วิทยาการประกันภัย” ความต้องการตลาดสูง

หลักสูตรนี้น้อง ๆ จะได้เรียนรู้การวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน และสร้างตัวแบบเพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต สำหรับธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย การจัดการความเสี่ยงด้านการเงิน การจัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญต่าง ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก โดยใช้พื้นฐานของคณิตศาสตร์ สถิติศาสตร์ การจัดการความเสี่ยง เศรษฐศาสตร์ การบริหาร ธุรกิจ การบัญชีการเงินและกฎหมายมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้เครื่องมือสำหรับการบริหารและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ ให้เกิดความมั่นคงทางการเงินของสังคมส่วนรวม เกิดสมดุลที่ดีระหว่างการดูแลประโยชน์ทั้งบริษัทและผู้ประกันภัย โดยหลักสูตรวิทยาการประกันภัย ภาคพิเศษ เปิดรับนักศึกษาจำนวนทั้งหมด 40 คน

หลักสูตรสมัยใหม่ “วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล”

สำหรับการเปิดหลักสูตรนี้ เพื่อผลิตบัณฑิตตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยมีการเรียนผ่านเทคนิคและเครื่องมือทางปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) อันทันสมัย อีกทั้งยังได้เรียนรู้ศาสตร์ด้านคณิตศาสตร์ สถิติ คอมพิวเตอร์ รวมถึงนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ เมื่อจบหลักสูตรนี้ไป เป็นได้ทั้งนักวิเคราะห์ข้อมูล วิศวกรข้อมูล หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่ในตลาดต้องการทั้งสิ้น น้อง ๆ ที่สนใจสมัครเข้าเรียนต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมหรือ GPAX 2.75 จำนวนที่รับรอบละ 30 คน

“เทคโนโลยีพลังงานชีวภาพและการแปรรูปเคมีชีวภาพ”

สายรักษ์โลกและผู้ที่ชื่นชอบการเรียนเคมี ชีวภาพ ต้องเรียนเทคโนโลยีพลังงานชีวภาพและการแปรรูปเคมีชีวภาพหลักสูตรภาคพิเศษของ SCI-TU เพราะน้องๆ จะได้เรียนรู้เทคโนโลยีชีวภาพอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ ประยุกต์กับเคมี และพื้นฐานทางวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งได้ความรู้และประสบการณ์จริงจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และได้ร่วมฝึกงานกับองค์กรขนาดใหญ่ตลอด 1 ปีการศึกษา เรียกได้ว่าจบไปทำงานได้จริง พร้อมทักษะการทำงาน การแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยสาขาดังกล่าวเปิดรับนักศึกษารอบละจำนวน 20 คน

สำหรับน้องๆ ที่สนใจศึกษาหลักสูตรภาคพิเศษ ทาง SCI-TU เปิดรับด้วยกัน 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน (Admission 1) ระหว่างวันที่ 17 – 27 เมษายน 2563 และรอบที่ 4 รับกลางร่วมกัน (Admission 2) ระหว่างวันที่ 7 – 20 พฤษภาคม 2563 หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ScienceThammasat และ www.sci.tu.ac.th