BURNOUT IN THE CITY งานวิจัยชี้ชาวกรุงวัยทำงานเกินครึ่งเสี่ยงหมดไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613654

วันที่ 03 ก.พ. 2563 เวลา 12:18 น.

BURNOUT IN THE CITY งานวิจัยชี้ชาวกรุงวัยทำงานเกินครึ่งเสี่ยงหมดไฟ

CMMU เผยผู้บริโภควัยทำงานในเมืองกรุง 12% อยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) 57% อยู่ในภาวะความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ ขณะที่ Gen Z กำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากที่สุดถึง 17%

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เผยผลข้อมูลงานวิจัยหัวข้อการตลาดเติมพลัง “BURNOUT IN THE CITY” พบว่า ผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพฯ จำนวน 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือเบิร์นเอาท์ ซินโดรม (Burnout Syndrome) และมีจำนวนมากถึง 57% ที่อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ

เมื่อปี 2562 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้ Burnout Syndrome เป็นภาวะทางสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลรักษา และเป็นภาวะที่กำลังจะเกิดในสังคมคนเมืองและคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งภาวะหมดไฟหรือหมดแรงบันดาลใจในการทำงานนี้ งานวิจัยของต่างประเทศระบุว่าอาจส่งผลให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในระยะยาว และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากต่อปี วันนี้ภาวะหมดไฟจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงศึกษาพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในภาวะหมดไฟ เสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ และผู้ที่มีพลังใจในการทำงานสูง ว่ากลุ่มผู้บริโภควัยทำงานเหล่านี้ทำกิจกรรมอะไร เพื่อที่จะคลายความเครียดที่กำลังเผชิญ หรือเพิ่มพลังใจที่หดหายให้กลับมาและสู้กับสถานการณ์ที่เจอ เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

วิทยาลัยการจัดการมหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มจัดงานสัมมนาการตลาด ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และได้รับความสนใจจากบรรดาผู้ประกอบการ นักการตลาด รวมถึงสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยหยิบยกประเด็นสำคัญที่กำลังถูกพูดถึงในสังคมหรือควรค่าแก่การศึกษาเพื่อต่อยอดความคิดทางการตลาด ส่งต่อให้เกิดกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ ทีมผู้จัดงานเห็นว่าปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมเมือง หรือที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ เราจึงจำเป็นที่ต้องเตรียมรับมือกับปัญหา และเยียวยาผู้คนในสังคม เพื่อให้อาการที่เกิดขึ้นนั้นบรรเทาเบาบางลงจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

จากการเก็บผลสำรวจผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี 2562 จำนวน 1,280 คน เป็นผู้หญิง 66% ผู้ชาย 34% พบว่า

  • 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน
  • 57% อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ
  • 31% อยู่ในภาวะไฟแรง

เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของประชากรในกรุงเทพมหานคร มากกว่า 3.7 ล้านคน* อยู่ในภาวะเครียดจนน่าเป็นห่วง (*จำนวนประชากรวัยทำงานในกรุงเทพจำนวน 5.3 ล้านคน)

ภาวะหมดไฟกับช่วงวัย

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ช่วงอายุที่น้อยลงกลับมีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟได้มากกว่า โดยกลุ่ม Gen Z หรือช่วงอายุต่ำว่า 22 ปี กำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากที่สุดถึง 17% ขณะที่กลุ่ม Gen Y หรือช่วงอายุ 23–38 ปี ก็ตกอยู่ในสภาวะใกล้เคียงกันที่ 13% แต่กลับกันในกลุ่ม Baby boomer หรือช่วงอายุ อายุ 55 – 73 ปี กลับอยู่ในภาวะหมดไฟเพียง 7%

ภาวะหมดไฟกับอาชีพ

เมื่อดูตามกลุ่มอาชีพพบว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจ คือกลุ่มที่อยู่ในภาวะหมดไฟ และกำลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟมากเป็นอันดับแรกที่ 77% รองลงมาคือ พนักงานเอกชน 73% และข้าราชการที่ 58% และธุรกิจส่วนตัว 48% ซึ่งมี 3 สาเหตุหลักที่ทำให้อยู่ในภาวะหมดไฟ

  1. งาน OVERLOAD : ภาระงานที่เยอะและไม่สมดุลกับปริมาณคนทำงาน
  2. NO MODE สนับสนุน : ไม่ใช้เครื่องมือหรือระบบที่เหมาะสมทำให้ไม่สามารถลดเวลาและกระบวนการทำงานได้
  3. โครงสร้างวุ่นๆ กับเจ้านายเย็นชา : หัวหน้างานที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่รับฟังความคิดเห็นรวมถึงโครงสร้างองค์กรที่ไม่มีความยืดหยุ่น

เมื่อภาวะหมดไฟไม่ใช่เรื่องไกลตัวอักต่อไป จึงต้องมีกิจกรรมที่จะมาช่วยคลายความเครียดจากการทำงานในแต่ละวัน กลุ่มกิจกรรมที่ช่วยคลายความเครียด ได้แก่ การใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับครอบครัว การพูดคุยกับเพื่อน การฟังเพลง การออกกำลังกาย การเล่นเกมส์ รับประทานอาหารที่อร่อย การทำบุญ การชมภาพยนตร์

กิจกรรมที่คนเลือกทำเพื่อคลายเครียด

  • “ผู้ชาย” เลือกใช้เพื่อคลายเครียด 3 ลำดับแรก คือ การเล่นเกมส์ การออกกำลังกาย การใช้โซเชียลมีเดีย
  • “ผู้หญิง” เลือกทำเพื่อคลายเครียด 3 ลำดับแรก ได้แก่ การพูดคุยกับเพื่อน การใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Baby Boomer เลือกที่จะการออกกำลังกาย การสวดมนต์ การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Gen X เลือกการใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับเพื่อน การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Gen Y เลือกการใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับเพื่อน การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Gen Z เลือกการใช้โซเชียลมีเดีย การฟังเพลง การพูดคุยกับครอบครัว

ส่วนกิจกรรมที่กลุ่มคนไฟแรงเลือกใช้คือ การพูดคุยกับครอบครัว การออกกำลังกาย การใช้โซเชียลมีเดีย ดังนั้น หากคุณคิดว่า ตัวเองกำลังทรมานจากความเหนื่อยหน่าย การลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟคือการเลือกใช้กิจกรรมที่เหมาะสม และไม่มากจนเกินไป ก็จะมีส่วนช่วยผ่อนคลายความเครียดและเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมามีไฟกันอีกครั้ง

FRESH Strategy กลยุทย์ทางการตลาดช่วยเติมไฟ

กลยุทย์การตลาดที่จะมาช่วยเติมไฟ เพิ่มความสดชื่น สดใจ ลดภาวะหมดไฟ ที่นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ หรือ ผู้ประกอบแต่ละขนาดจะสามารถนำไอเดียไปพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ผู้ที่กำลังเผชิญกับความเครียด และเติมพลังไฟให้ได้ คือ FRESH Strategy

F – Fulfill Friend and Family จากผลงานวิจัยพบว่าการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวมาเป็น 2 อันดับแรก ในมุมมองของนักการตลาด อาจเริ่มจากกิจกรรมที่ใกล้ตัวก่อนเช่นการพูดคุย เพิ่มไอเดียทางธุรกิจจากการสร้างแอปพลิเคชั่นสำหรับการพูดคุยของครอบครัวขึ้นมาโดยเฉพาะให้มากขึ้น หลังจากนั้นพัฒนากิจกรรมที่มีขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น เช่น ร่วมกันทำอาหาร ออกไปท่องเที่ยวกับครอบครัว ดูหนัง หรือแม้กระทั่งกิจกรรมยอดนิยมของวัยรุ่นในปัจจุบัน เช่น การเล่นบอร์ดเกม โดยผู้ผลิตหรือทางร้านอาจออกแบบกิจกรรมให้เน้นรูปแบบของครอบครัวมากขึ้น

R – Recharge your energy ความต้องการอย่างเร่งด่วนของคนหมดไฟ คือ พลังงานที่ช่วยให้กลับมามีพลังได้อีก จากผลการวิจัยในต่างประเทศระบุว่า สัตว์เลี้ยง มีผลช่วยเยียวยาจิตใจของคนที่มีอาการเครียดหรือซึมเศร้าได้

E – Entertain ความบันเทิง เพราะเป็นตัวช่วยที่ง่ายที่สุดที่บรรเทาความเครียดลงได้ และยิ่งในปัจจุบันความบันเทิงมีหลายรูปแบบ ทั้ง ดูหนัง ฟังเพลง โซเชียล มีเดีย ที่หาได้ง่ายๆผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ในความธรรมดาเหล่านี้ นักการตลาดควรสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตัวเอง และสร้างความเฉพาะเจาะจงเพื่อให้ตรงกับกลุ่มลูกค้ามากที่สุด

S – Start something new เพราะการต้องติดอยู่กับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเดิมๆ งานที่หนัก ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่สามารถออกไปไหนได้เพราะติดพันกับงาน ความคิด หรือสถานการณ์แบบเดิมๆ จนเกิดเป็นความเครียดสะสม ทางออกที่เราสามารถช่วยได้คือ การออกไปยังสถานที่ใหม่ๆ หรือเริ่มต้นทำกิจกรรมที่แปลกแตกต่างออกไปจากเดิม ให้ได้เจอสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ไม่ต้องจมกับเรื่องน่าปวดหัวสักระยะ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นความสงบให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัดจิตใจ หรือแบบแอดเวนเจอร์ ที่ไม่เน้นพักผ่อนร่างกาย แต่หัวใจได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ใช้ชีวิตให้สุดขีด เพราะการหยุดพักทำให้ไม่ต้องโฟกัสกับปัญหาที่ทำให้เราหมดไฟกับมันอยุ่ แล้วเมื่อเรามองกลับมาอาจค้นพบวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ออกมาได้เช่นกัน

H – Heal your health สุดท้ายแล้วปัญหาความเครียดสะสมเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลไปต่อสุขจิตและสุขภาพกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาว Burnout ทุกคนปรารถนาจะมีสุขภาพที่ดี ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ช่วยพัฒนาให้มีอุปกรณ์ช่วยเหลือให้เราสุขภาพดีขึ้น อาทิ Chatbot ที่จะช่วยคุยกับคุณเพื่อระบายความเครียด คอยแนะนำเสมือนคนใกล้ตัวให้คุณวางใจได้

เลือกประกันให้ตรงวัย 20-30-40-50 ความคุ้มครองแบบไหนใช่ที่สุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613537

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 08:08 น.

เลือกประกันให้ตรงวัย 20-30-40-50 ความคุ้มครองแบบไหนใช่ที่สุด

การทำประกัน นับเป็นตัวช่วยในการรับมือปัญหาที่เราอาจต้องเผชิญในทุกช่วงชีวิต มาดูเทคนิคการเลือกทำประกันให้ตรงความต้องการเพื่อความสบายใจยามภัยมากันดีกว่า

ตลอดชีวิตของเรา ในแต่ละช่วงวัยเราต้องเผชิญกับสิ่งที่แตกต่างกัน ปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเตรียมรับมือกับเรื่องที่ต่างกันออกไป และนี่คือหนึ่งในวิธีการเตรียมตัวที่ดีที่ทุกคนควรรู้

“20” ประกันสะสมทรัพย์ และประกันสุขภาพ

ในช่วงอายุ 20 ปี นับเป็นช่วงเวลาแห่งมีอิสระที่สุด ยังไม่ค่อยมีภาระมากมายนัก และ เริ่มมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น พอจะมีเงินซื้อของให้กับตัวเอง หรือพาตัวเองออกไปเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น และรายได้ที่เข้ามาก็ยังหมายถึงการเริ่มต้นจ่ายภาษีของเรา ในช่วงวัยนี้อาจไม่ห่วงเรื่องการเสียชีวิตมากนัก แต่ห่วงเรื่องความเจ็บป่วยและอุบัติเหตุมากกว่า

ประกันสะสมทรัพย์ เป็นประกันที่เหมาะกับช่วงผู้ที่ยังไม่ห่วงเรื่องการเสียชีวิต ทั้งยังช่วยให้ผู้ทำประกันมีเงินเก็บอย่างสม่ำเสมอ ยังได้เงินคืนทั้งในตอนมีชีวิต และเสียชีวิต นอกจากนี้ หากความคุ้มครองเกิน 10 ปีขึ้นไป ยังสามารถนำเบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้

ประกันสุขภาพ เรื่องการเจ็บป่วยและเรื่องอุบัติเหตุก็เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องป้องกันไว้เช่นกัน คนในช่วงอายุ 20 ปี ก็ควรจะมีประกันสุขภาพไว้เพื่อคุ้มครองเมื่อมีปัญาเรื่องสุขภาพ ประสบอุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ประกันสุขภาพจะสามารถช่วยได้ทั้งในการดูแล และเรื่องค่าใช้จ่าย

“30” ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

ช่วงอายุ 30 เป็นช่วงของการเริ่มต้นสร้างครอบครัว หรือไม่ก็เป็นช่วงของการมีที่อยู่ของตัวเอง คนในช่วงวัยนี้ส่วนมากมีการเติบโตในอาชีพที่ทำระดับหนึ่งแล้ว และมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น ในช่วงวัยนี้เราอาจต้องห่วงเผื่อคนรอบตัวเรามากขึ้น เป็นที่พึ่งพิงของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นที่พึ่งพิงของพ่อแม่ หรือการมีครอบครัวของตัวเอง

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา เป็นตัวช่วยที่สามารถรับประกันความคุ่มครองไปถึงคนรอบตัว และคนที่ต้องพึ่งพิงเราเมื่อเกิดเหตุขึ้นกับตัวเรา

“40” ประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MRTA)

อายุเข้าเลข 4 น่าจะเป็นช่วงที่มีที่อยู่ของตัวเองกันแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงอยู่ในภาระหน้าที่ที่ต้องผ่อนค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะผูกอยู่กับตัวเรา และหัวหน้าครอบครัวมากขึ้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ผู้หารายได้ให้ครอบครัวต้องกังวลเรื่องของการขาดรายได้มากขึ้น ดังนั้น ประกันสำหรับคนในช่วงอายุนี้ คือสิ่งที่จะต้องช่วยรับประกันว่าแม้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา บ้านและที่อยู่อาศัยจะยังคงอยู่ ให้ลูก ลูกคนอื่นในครอบครัว

ประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MRTA) จึงเป็นสิ่งที่ควรมี เพื่อเป็นตัวช่วยในการคุ้มครอง และรับประกันว่าแม้อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา แต่คนรอบตัวเรายังมีที่อยู่อาศัย

“50” ประกันชีวิตแบบบำนาญ

เข้าสู่ช่วงอายุ 50 เป็นต้นไป ภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัวเราจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะหากมีลูกในช่วงเวลานี้ลูกก็เริ่มสามารถหารายได้ของตัวเองได้แล้ว และหน้าที่การงานก็น่าจะอยู่ในระดับที่มีรายได้พียงพอต่อการใช้จ่าย สิ่งสำคัญสำหรับช่วงวัยนี้เป็นอย่างยิ่งคือการเตรียมตัวเพื่อวัยเกษียณ ทั้งการเก็บออมเพื่อเตรียมตัวหลังวัยทำงาน และการลงทุนต่างๆเพื่อให้มีรายได้ปันผลกลับมาใช้จ่ายได้ในอนาคต การเตรียมตัวไว้ให้ดีในช่วงวัยนี้คือการช่วยให้เราไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างเต็มที่

ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้มั่นใจว่าเราจะมีเงินใช้อย่างสม่ำเสมอหลังวัยเกษียณ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีตัวเลือกดูแลตั้งแต่อายุ 55 ปี จนถึง 90 ปีเลยทีเดียว

แน่นอนว่าความเหมาะสมในเรื่องการทำประกันอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และประกันบางตัวก็อาจไม่ต้องรอให้ถึงช่วงอายุนั้น แต่ทำก่อนและอาจได้ความคุ้มครองก่อน ได้เบี้ยประกันทที่ถูกลง เราก็เลือกที่จะทำประกันไว้ก่อนได้ สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าอยากจะมีตัวช่วยให้ความคุ้มครองกับคุณและคนรอบตัวไว้ในเรื่องไหน

ภาพ freepik

จัดการบาลานซ์ทั้ง 6 เพื่อชีวิตที่ดีกว่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613533

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

จัดการบาลานซ์ทั้ง 6 เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ชีวิตเราล้วนมีองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ แต่สิ่งสำคัญก็คือการบาลานซ์ทุกอย่างให้ลงตัว และต่อไปนี้คือ “สมดุลชีวิต 6 ด้าน” องค์ประกอบสำคัญที่นำมาจัดระเบียบให้ชีวิตดีกว่าที่เคย

Iconic Women Alliance แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้หญิงที่อยากประสบความสำเร็จอย่างมีความสุข เผยสิ่งที่ทำให้สาวๆ มีชีวิตที่สมดุลพร้อมวิธีการนำแต่ละองค์ประกอบมาใช้ในการจัดระเบียบในชีวิต ดังนี้

1.การงานและการเงิน

หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการทำงาน บางคนใช้ชีวิตในที่ทำงานมากกว่าที่บ้านซะอีก ชีวิตในด้านนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้ วิธีการสร้างสมดุลที่ดีในด้านนี้คือการค้นหาอาชีพที่เรารักและสามารถดูแลชีวิตเราได้อย่างมั่นคง ควรเป็นงานที่ได้ค่าตอบแทนที่ช่วยดูแลภาระต่างๆที่เรามีได้อย่างครอบคลุม ไม่เดือดร้อนคนรอบข้างและไม่สร้างหนี้ให้ตัวเองในอนาคต นอกจากนั้นควรเช็คด้วยว่างานที่ทำนั้นช่วยให้เราจัดการเวลาในการทำงานให้ไม่เบียดเบียนชีวิตในด้านอื่นๆ ได้หรือไม่

2.สุขภาพและร่างกาย

ประโยคที่ว่า “ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” มีความหมายชัดเจนถึงสุขภาพของเรา การที่เรามีสุขภาพดีย่อมนำพามาซึ่งความสุขมาให้เราอย่างแน่นอนจริงไหมคะ เราจึงต้องรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี จะได้แข็งแรงไม่มีโรคภัยมาแพ้วพาน

3.ความรักและความสัมพันธ์

ความรักในที่นี้ หมายถึงความรักทั้งในรูปแบบครอบครัว พ่อแม่ ลูก คนรัก เพื่อน หรือคนรอบตัว เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่คนเดียวหรอกใช่ไหม เราทุกคนล้วนอยากมีใครสักคนที่อยู่เคียงข้างเรากันทั้งนั้น ดังนั้น อย่าลืมที่จะรักษาความรักและความสัมพันธ์คนใกล้ตัวไว้ให้ดีด้วยนะ

4.สิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่

การกินดีอยู่ดี ได้อยู่ในสถานที่ที่ดีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย ไม่จำเป็นต้องหรูหรา ราคาแพง แต่ให้เราอยู่แล้วรู้สึกดีก็พอ ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาใส่ใจปรับสิ่งแวดล้อมให้สะอาด เป็นระเบียบ จะได้ทั้งสบายใจและก็สบายกายด้วยยังไงล่ะ

5.จิตใจ หรือจิตวิญญาณ

ในด้านของจิตใจ หรือด้านจิตวิญญาณ เป็นด้านที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นการเติมเต็มภายในจิตใจส่วนลึกของตนเองว่าเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุข เป็นงานอดิเรก หรือกิจกรรมที่เราชื่นชอบ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เราทำแล้ว เติมเต็มจิตใจและทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง

6.สังคม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ชีวิตเราก็จะมีความสุขไปด้วยดังนั้นนอกจากการดูแลตัวเองแล้วเราจึงควรได้การที่เราได้ช่วยเหลือสังคม หรือการช่วยให้ผู้อื่นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ความสามารถที่เรามีในการช่วยเหลือพวกเขา เช่น แบ่งปันความรู้ที่เรามีให้ผู้อื่น หรือจะเป็นการนำสิ่งของที่เราไม่ใช้แล้ว ไปบริจาคให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน เป็นต้น

โดยแต่ละบุคคลนั้นจะให้ความสำคัญกับในแต่ละหัวข้อไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายในชีวิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและมุ่งมั่นทุ่มเทไปกับเพียงด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตและหลงลืมหรือละเลยด้านอื่นๆ ในชีวิตที่สำคัญมากพอๆ กันไป ยกตัวอย่างเช่น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจะทุ่มเทและทำงานหนักมากเพื่อที่จะประสบความสำเร็จทางหน้าที่การงานและการเงินแต่ไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกายและดูแลสุขภาพตัวเองจนอาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ หรือสุขภาพที่ย่ำแย่ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้วจริงไหมล่ะ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะให้ความสำคัญด้านไหนก็ตาม เราก็ต้องไม่หลงลืมดูแลด้านอื่นๆ ในชีวิตไม่ให้เสียสมดุลไปด้วยเพราะทุกด้านล้วนสำคัญกับเราทั้งนั้น หากเสียด้านใดด้านหนึ่งไปก็เหมือนล้อรถยนต์ที่ซี่ล้อรถซี่ใดซี่หนึ่งเกิดหัก บิดเบี้ยว หรือชำรุดเสียหาย ทำให้ไม่สามารถหมุนหรือขับเคลื่อนได้อีกต่อไปได้ยังไงล่ะคะทางที่ดีที่สุด เราจึงต้องดูแลรักษามันให้สมดุลเอาไว้อยู่เสมอเพื่อชีวิตที่ดีของเรา

ภาพ freepik

‘บุคลากรที่มีทักษะ สร้างได้ไม่ต้องซื้อ’ 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ในยุค AI เปลี่ยนโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613380

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 09:35 น.

'บุคลากรที่มีทักษะ สร้างได้ไม่ต้องซื้อ' 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ในยุค AI เปลี่ยนโลก

เมื่อ AI และแมชชีน เลิร์นนิ่ง เริ่มถูกนำมาใช้ในบริษัทหรือองค์กรยุคใหม่ ธุรกิจจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะมาร่วมงานท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ระหว่างซื้อแรงงานที่มีทักษะ หรือสร้างแรงงานให้มีทักษะ

ปัจจุบันเทคโนโลยีอันล้ำสมัยส่งผลให้วิธีการทำงานของคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนในบางครั้งก็ยากที่จะเตรียมรับมือ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างการใช้งานหุ่นยนต์เพื่อปฏิบัติงานพื้นฐาน ซึ่งสามารถทำได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ หรือการใช้เทคโนโลยี AI และแมชชีน เลิร์นนิ่ง ซึ่งมีความสามารถในการรับรู้แยกแยะข้อมูลหรือความรู้สึกและตัดสินใจแทนมนุษย์ได้เกิดขึ้นแล้วในบริษัทหรือองค์กรยุคใหม่ที่ล้ำสมัย

ร๊อบ เนเวล รองประธานฝ่ายพัฒนาวิศวกรรมโซลูชั่น เซลส์ฟอร์ซ ภูมิภาคเอเชีย เผยว่า เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ทักษะแรงงานที่ธุรกิจมองหาสำหรับการจ้างงานจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มเห็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะทางด้านเทคโนโลยี คำถามที่คงเลี่ยงไม่ได้คือ ธุรกิจจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะมาร่วมงานท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ซื้อแรงงานที่มีทักษะ หรือสร้างแรงงานให้มีทักษะ

สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยคาดคะเนว่า การใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เพิ่มมากขึ้น จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน, ค้าปลีก-ส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ แผนเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลให้ภายในปี 2022 แรงงานกว่า 300,000 ตำแหน่งในประเทศได้รับผลกระทบ

การสร้างทักษะให้แรงงานเป็นสิ่งที่ธุรกิจสามารถทำได้ โดยเปลี่ยนจากการใช้ความรู้และวิถีการทำงานและการปฏิบัติแบบเดิมๆ มาเป็นการส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลเพิ่มเข้าไป โดยเน้นการให้ความรู้และทักษะในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI

สำหรับองค์กรที่อยากประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับแรงงาน เซลส์ฟอร์สได้แนะนำ 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ อันได้แก่ 

1.สร้างวัฒนธรรมใฝ่รู้อย่างสม่ำเสมอ

ในองค์กรวัฒนธรรมใฝ่รู้และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองของพนักงานในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรควรส่งเสริมพนักงาน โดยการช่วยสร้างความเข้าใจ และสร้างทักษะทางดิจิทัลที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยี AI อื่น ๆ ให้แก่พนักงาน และจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เห็นได้จากการที่บริษัทสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มักจัดทำโปรแกรมส่งเสริมทักษะและความรู้ทางดิจิทัลเพิ่มเติมให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง แม้พนักงานจะมีวุฒิการศึกษาทางด้านเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานอยู่แล้วก็ตาม

เอริก บรายจอฟซัน ผู้อำนวยโครงการ ดิจิทัล อีโคโนมี่ หนึ่งในโครงการริเริ่มโดยสถาบันเทคโนโลยี  MIT และเป็นอาจารย์สถาบัน MIT Sloan School of Management กล่าวว่า     “คอร์สประเภท Massive Online Open Courses (MOOCs) ที่เปิดให้ผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัยสามารถเรียนทางออนไลน์ได้ โดยมีทั้งแบบฟรี หรือมีค่าใช้จ่าย คือสิ่งที่บริษัทที่ต้องการสร้างทักษะทางดิจิทัลให้พนักงานสามารถพิจารณานำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงานด้านทักษะทางเทคโนโลยี รวมถึงสามารถสร้างคอร์สการเรียนรู้แบบองค์รวม เพื่อสร้างเสริมทักษะที่ตรงจุดให้ดียิ่งขึ้น”

2.ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นส่วนตัวเพื่อเป็นความเห็นส่วนรวม

มาร์โค คาซาไลน่า รองประธาน การจัดการผลิตภัณฑ์ เซลส์ฟอร์ซ ไอนสไตน์ กล่าวว่า “ระบบจะไม่มีประสิทธิภาพถ้าพนักงานไม่มีความศรัทธาในระบบ เช่น พนักงานดูแลลูกค้าจะไม่นำเอาข้อมูลที่ AI วิเคราะห์ได้มาใช้ ถ้าพนักงานไม่เชื่อในประสิทธิภาพ หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ AI  หรือหากพนักงานรู้สึกว่า AI เข้ามาแทนที่การทำงานของพวกเขา พนักงานจะเริ่มรู้สึกต่อต้านทันที ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นต้องพูดคุยกับพนักงานทุกคน เพื่อสร้างความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าว เพราะการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยกับพนักงาน จะทำให้พนักงานตระหนักถึงความใส่ใจ และรู้สึกได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในการพัฒนาทักษะของตัวเอง”

3.มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาทักษะเพื่อดึงดูดแรงงานใหม่

แรงงานที่มีทักษะกำลังเป็นที่ต้องการของธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต้องแข่งขันอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดพนักงาน คุณซาร่า แฟรงคลิน, รองประธานบริหารด้าน Developer Relations และผู้จัดการทั่วไปของแพลตฟอร์ม Trailhead กล่าวว่า “บริษัทที่มีโปรแกรมในการพัฒนาทักษะของพนักงาน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นองค์กรที่แรงงานที่มีทักษะให้ความสนใจ”

การเสริมสร้างทักษะให้พนักงานเพื่อความพร้อมในการทำงานในยุคเทคโนโลยีนั้นไม่เพียงแค่ให้การสนับสนุนด้านความรู้หรือการปฏิบัติทางเทคนิค บริษัทจำเป็นต้องเสริมสร้างสำนึกส่วนรวม และศีลธรรมให้แก่พนักงานด้วย    เทคโนโลยี AI ควรถูกนำมาประยุกต์ใช้บนพื้นฐานของความโปร่งใส มีเหตุมีผล และปราศจากทัศนคติด้านลบ

นอกจากนี้การทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะเป็นเรื่องที่บริษัทควรทำเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้แรงงานที่มีประสิทธิภาพตามความต้องการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในวันนี้ให้เป็นเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการสร้างงาน เพราะวิถีการทำงานแห่งอนาคตนั้นไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อน แต่ต้องพึ่งพาแรงงานที่มีทักษะเป็นตัวช่วยผลักดัน

คำสองคำ ‘ภาวะผู้นำ’ กับ ‘ตำแหน่ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/588612

  • วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 06:16 น.

คำสองคำ 'ภาวะผู้นำ' กับ 'ตำแหน่ง'

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องของตำแหน่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ มาดูจุดเริ่มต้นง่ายๆ 3 ข้อที่นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำได้แล้ว ยังอาจช่วยให้เราก้าวเป็นผู้นำด้วย

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

 

ภาพ Freepik.com

4 เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนเพื่อตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613000

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 07:09 น.

4 เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนเพื่อตัวเอง

ลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อครอบครัว เพื่อกิจการและความสำเร็จไปมากเท่าไหร่กัน แล้วการลงทุนเพื่อตัวเองล่ะ มีอะไรควรทำไปดูกันเลย

1. ความรู้และทักษะ

ความรู้และการเพิ่มทักษะ เป็นสมบัติหนึ่งที่จะไม่มีใครมาพรากไปจากตัวเราได้ ความรู้จะเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้เราไม่ล้าหลังและมีความรู้เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นการเพิ่มคุณค่าของตัวเอง ย่อมนำมาสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลงานที่ดีขึ้น และตำแหน่งที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ลองมองหาวิธีที่จะเพิ่นพูนศักยภาพของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อเกี่ยวกับความรู้เฉพาะด้านที่จำเป็นในระดับที่สูงขึ้น หรือการเทคคอร์สสั้นๆ ที่ช่วยเพิ่มทักษะด้านวิชาการแบบ Hard Skills และทักษะด้านอารมณ์อย่าง Soft Skills ให้แก่เราได้ การเวิร์กช็อปเจ๋งๆและการหางานอดิเรกใหม่ๆ ก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน

2. สุขภาพ

การลงทุนกับสุขภาพ นับเป็นการลงทุนที่ฉลาดที่สุด เพราะหากเราละเลยสิ่งนี้ กว่าจะรู้ตัวก็ต้องเจอกับปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล นอกจากนั้นปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจยังเป็นเหมือนแก่นกายของเรา ถ้าสุขภาพไม่ดี การจะผลิตงานที่ดีและมีคุณภาพก็ย่อมเป็นเรื่องยาก กระทบกันเป็นโดมิโน่ไปหมด เรียกได้ว่าหากกายไม่พร้อม ใจไม่พร้อม งานก็จะไม่พร้อมเช่นเดียวกัน

Dr. Paul Lanthois เคยกล่าวถึงตัวเลขสถิติในงานวิจัยเอาไว้ว่า คนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างลึกซึ้ง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง ตอบสนองต่อความเครียดด้วยการพัฒนาความสุขมากกว่าการพึ่งพาแอลกอฮอลล์และสิ่งบันเทิงใจที่หยุดความเครียดได้ตามอาการนั้น จะเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีความสุขและหารายได้ได้มากกว่ากลุ่มคนที่ละเลยสุขภาพของตัวเองและตามใจปาก เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความสัมพันธ์รอบตัวท้ายที่สุด

3. ที่อยู่อาศัย

หนี้ก้อนใหญ่ที่สุดที่ทุกคนปรารถนาจะก้าวข้ามไปให้ได้ก็คือการซื้อบ้านที่อยู่อาศัย แม้จะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากที่สุดเช่นกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากเราเลือกลงทุนในเวลาที่เหมาะสมกับอสังหาริมทรัพย์แล้ว ย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและเผชิญกับความเสี่ยงน้อย แต่ทั้งนี้ก็อย่าเลือกบ้านที่มีราคาสูงและความเสี่ยงเกินตัว เพราะนั่นจะนำมาสู่ปัญหายุ่งยากในภายหลังได้เช่นกัน นอกจากนั้น บ้านยังตอบสนองในเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนเพียงอย่างเดียว หลังการทำงานที่เหนื่อยยากในแต่ละวันและได้กลับมาในสถานที่ที่ผ่อนคลาย เราย่อมมีความสุขและสามารถทำกิจกรรมสุดโปรดของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครมารบกวนหรือเกรงใจใคร บ้านย่อมเป็นสิ่งที่สามารถเติมเต็มความสุขในหัวใจมนุษย์เงินเดือนทุกคนได้

4. การลงทุนด้วยเงินในรูปแบบต่างๆ

หากเงินออมทรัพย์นอนอยู่เฉยๆ มูลค่าก็จะมีแต่ตกลงเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งที่เราหลายคนควรสนใจ นั่นก็คือเรื่องของการลงทุนให้เงินทำงานให้เราบ้างค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้เฉพาะด้านเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำแก่เราได้

อย่างการซื้อหุ้นเองก็เป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มศึกษาและให้ความสนใจมากขึ้น เพราะมีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จจากการเล่นหุ้นจริง แต่การจะเริ่มซื้อหุ้นสักตัวจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และข้อมูลหลายอย่าง เราต้องประเมินตัวเองก่อนว่าเราพร้อมสำหรับความเสี่ยงแบบไหน การซื้อหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แน่นอนว่าเราจะได้รับค่าตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ต้องยอมแบกรับความเสี่ยงที่เราจะเสียเงินทุนของเราไปเช่นกัน แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะเสียเงินเก็บก้อนนี้ไป การลงทุนกับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการประเมินตนเอง

นอกจากการซื้อหุ้นเพื่อหวังกำไรแล้ว การลงทุนบางประเภทก็ให้ผลประโยชน์กับเราได้มากกว่า การลงทุนกับกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund : SSF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) คืออีกทางเลือกที่จะทำให้เราได้ทั้งผลตอบแทนและได้ลดหย่อนภาษีไปได้พร้อมๆ กัน

SSF เป็นกองทุนน้องใหม่โดยเป็นกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมในระยะยาว กองทุนนี้ไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการซื้อ และไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี แต่ซื้อได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปีและไม่เกิน 200,000 บาท โดยกองทุนนี้ก็ให้สิทธิเราในการลดหย่อนภาษี

ส่วน RMF เป็นกองทุนที่ให้ผลประโยชน์ระยะยาวช่วยให้เราออมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ และให้สิทธิลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับ SSF ซึ่งนโยบายการลงทุนของ RMF จะมีหลากหลาย และมีความเสี่ยงทั้งระดับต่ำ กลาง สูง ให้เลือกได้ตามความต้องการ.สิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนทุกประเภทคือ ผู้ลงทุนจำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าเรารู้ทุกแง่มุมของการลงทุน เพื่อให้การลงทุนนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบการเงินของเรา

เตรียมตัว 5 ปียังมีเวลาอัพสกิลรับอาชีพที่จะมาแรงในปี 2025 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612998

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

เตรียมตัว 5 ปียังมีเวลาอัพสกิลรับอาชีพที่จะมาแรงในปี 2025

นั่งไทม์แมชชีนดูอาชีพที่กำลังจะมาแรงในอีก 5 ปีข้างหน้า เตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ ยังพอมีเวลาพัฒนาทักษะ หากไม่อยากตกงานในอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทดแทนทรัพยากรบุคคลได้ หรือคนที่มีความรู้ความสามารถรอบด้านจะเป็นที่ต้องการในทุกองค์กร หากเราสามารถพัฒนาตัวเองให้อยู่ในจุดที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน และรู้จักปรับตัวในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปสมัครงานที่ไหนก็ย่อมเป็นที่หมายปองขององค์กรต่างๆ

และต่อไปนี้คือ 5 อาชีพสุดปังที่กำลังจะมาแรงในปี 2025 กับทักษะที่ต้องมี มาดูกันว่าจะมีอาชีพไหนที่น่าสนใจ และควรจะเตรียมพร้อมอย่างไรกันบ้าง

1.นักบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หลายบริษัทมีส่วนงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ นอกจากการติดต่อประสานงานกันตามหน้าที่หลักของบริษัทแล้ว (core job) การบริหาร รักษาความสัมพันธ์ รวมถึงแก้ไขความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของทั้งสองบริษัท ก็เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างระยะยาวระหว่างสองบริษัท ที่จะส่งผลดีต่อการเจรจา และการทำธุรกิจร่วมกันในระยะยาว นักบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง รู้จักการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ประสานผลประโยชน์ระหว่างทั้งสององค์กร รวมทั้งรักษาผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท

2.ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยว

เทรนด์การท่องเที่ยวประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากในแต่ละปีที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ประเทศที่ครองแชมป์นักท่องเที่ยวมาเยือนประเทศไทยสูงสุดอย่างต่อเนื่องคือ ประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเยือนไทยจำนวนกว่าสิบล้านคน ส่วนอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามอง ในแง่ของประเทศที่ดึงดูดเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด ได้แก่ ประเทศอินเดีย โดยในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอินเดียทำเงินให้กับประเทศไทยสูงกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หรือสูงขึ้นร้อยละ 16.55 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ มีความต้องการเฉพาะในการมาท่องเที่ยวประเทศไทย จึงเริ่มมีธุรกิจบางประเภทที่เล็งเห็นโอกาสจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

3.นักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศ

หากพูดถึงสายงานที่มาเป็นอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ย่อมหนีไม่พ้น “งานขาย” ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า งานขายจะยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือ E-Commerce มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตลาด E-Commerce ของจีนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ปี 2557-2561 มีการเติบโตเริ่มจากร้อยละ 13-28.6 เมื่อเปรียบเทียบกับมาร์เก็ตแชร์ของรีเทลธรรมดา และในอีก 5 ปีข้างหน้า การค้าขายบนแพลตฟอร์มนี้จะเติบโตขึ้นอย่างมาก อาชีพนักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศจึงเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ ผู้ที่จะเป็นนักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศได้ ต้องมีความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ รวมถึงธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับความสามารถด้านการจัดการข้อมูล และด้านไอที เพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ

4.นักวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า

อีกหนึ่งอาชีพที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากก็คือ นักวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เนื่องด้วยในปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “สภาวะข้อมูลท่วมท้น” การวิเคราะห์เซ็ตข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า และนำมาเชื่อมโยงกับเทรนด์ทางการตลาด ความต้องการของผู้บริโภคจะช่วยให้บริษัทสามารถตัดสินใจทางธุรกิจ รวมทั้งปรับปรุงการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data Analytics) ที่ต้องมีแล้ว ความสามารถทางด้านการสื่อสารกับคนนอกวงการไอทีให้รู้เรื่อง ทักษะด้านการนำเสนอ การทำงานเป็นทีม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำงานด้านไอทีไม่ควรมองข้าม

5.เจ้าของธุรกิจ

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ต้องการเป็นนายตัวเอง ประกอบกับผู้ประกอบการในยุคนี้ นิยมจ้าง outsource มากขึ้น เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับการจ้างงานประจำ ทำให้ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบอาชีพฟรีแลนซ์ในไทยมากกว่า 2 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 3-6 แสนคนในทุกปี โดยหมวดหมู่งานฟรีแลนซ์ 5 อันดับแรก ได้แก่ กราฟิกดีไซน์ การตลาดออนไลน์และโฆษณา เว็บและโปรแกรมมิ่ง งานเขียนและแปลภาษา และงานภาพและเสียง นอกจากความสามารถในแต่ละหมวดหมู่อาชีพ (Hard Skill) ที่ต้องมีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้คนประกอบอาชีพฟรีแลนซ์มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคนทำอาชีพฟรีแลนซ์เหมือนกัน ก็คือทักษะทางด้านสังคม (soft skill) หรือความสามารถในการติดต่อสื่อสาร การรู้จักเจรจาต่อรองอย่างมีศิลปะ หากมีทักษะทั้งหมดนี้ จะทำให้เติบโตในสายงานฟรีแลนซ์อย่างแน่นอน

 

ภาพ freepik

เทรนด์ใหม่การใช้เงิน Shibal biyoung มีเท่าไหร่ใช้ไปเถอะ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612921

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 10:21 น.

เทรนด์ใหม่การใช้เงิน Shibal biyoung มีเท่าไหร่ใช้ไปเถอะ!

Shibal Biyong ปรากฏการณ์ควักเงินหมดหน้าตักซื้อความสุข เพราะอนาคต “ไร้ซึ่งความหวัง” การคิดแค่ระยะสั้นจึงเกิดขึ้น จุดกำเนิดความคิดจากเกาหลีใต้ที่เริ่มขยายไปในหลายประเทศ รวมถึงไทย

เทรนด์การจ่ายเงินเพื่อเยียวยาความสิ้นหวังฉบับหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หรือที่ถูกเรียกกันว่า “Shibal biyoung” หากแปลตรงตัวก็คือ “ซื้อๆ ไปเถอะ” พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แสดงว่าหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่ประเมินความเสี่ยงในชีวิต แต่พวกเขาคิดมาอย่างดีแล้วว่า อนาคตมัน “ไร้ซึ่งความหวัง” จึงเลือกที่จะใช้และวางแผนการเงินในระยะสั้นๆ แบบที่พอจะให้ตัวเองมีความสุขและดำเนินชีวิตต่อไปได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น หลายคนเลือกซื้อความสบายโดยการนั่งรถมอเตอร์ไซค์วิน เรียกรถแท็กซี่ หรือใช้บริการเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นให้มารับถึงที่ แม้สนนด้วยราคาแสนแพงแทนรถประจำทางสาธารณะที่ราคาย่อมเยากว่า แต่เพราะเหน็ดเหนื่อยเกินจะต่อสู้กับความหนาแน่นกับผู้คนจึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความสบาย

บางคนช็อปกระจายทั้งในออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเยียวยาความเครียดจากการทำงาน หรือเลือกสนองความต้องการตอบโจทย์ความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีที่ราคาค่าใช้จ่ายสูงมาก เช่น รถยนต์รุ่นใหม่ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ทั้งที่ของที่มีอยู่ยังใช้ได้ดี

ในสังคมเกาหลีใต้ 70% ของกลุ่ม Gen Y มองว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในประเทศเป็นปัญหาสำคัญที่สุด และมันทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันไม่มีอนาคตที่แน่นอนทั้งทางเศรษฐกิจ หรือคุณภาพชีวิตก็ตาม ดังนั้นในเมื่อไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็เอาเงินที่มีอยู่มามีความสุขในวันนี้

นี่ไม่ใช่คลื่นของความสิ้นหวังที่มีแค่ในเกาหลีใต้ แต่กำลังขยายไปยังคนรุ่นใหม่ทั่วโลก เช่น แคนาดา ที่กำลังเผชิญกับสภาวะฟองสบู่แตกของที่อยู่อาศัยและปัญหาการว่างงาน และน่ากลัวที่คนไทยก็เริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ให้เห็นมากขึ้น เห็นได้จากค่าเฉลี่ยคน GEN Y ที่ยอมสูญเงินไปกับ “ของมันต้องมี” อย่างเช่นมือถือ เครื่องสำอาง กระเป๋า เฉลี่ย 95,000 บาทต่อคนต่อปี แม้ว่าที่ไทยจะยังไม่ได้มีการพูดถึง Shibal Biyong กันชัดเจน แต่พฤติกรรมที่ปรากฏก็นับว่ามีความใกล้เคียงอย่างยิ่ง

 

ภาพ freepik

10 คำถามสัมภาษณ์งานที่เจอบ่อย เตรียมคำตอบไว้ไม่ตกงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612889

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 06:15 น.

10 คำถามสัมภาษณ์งานที่เจอบ่อย เตรียมคำตอบไว้ไม่ตกงาน

Q & A ตัวอย่างคำถามคลาสสิคที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งาน พร้อมแนวทางการตอบเพื่อเอาตัวรอดในการสัมภาษณ์  ลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวคุณ

Q : ช่วยแนะนำตัวให้เรารู้จักคุณมากขึ้น

A : แนวทางการตอบ ควรกล่าวถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อการสมัครงาน มากกว่ากล่าวถึงข้อมูลทั่วๆ ไปของคุณ เช่น คุณเป็นคนตรงต่อเวลามาก แต่ก็มีข้อเสียคือจะหงุดหงิดมากเมื่อผู้อื่นไม่ตรงเวลา ซึ่งคุณกำลังหาทางแก้ไขข้อบกพร่องของคุณอยู่

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากเปลี่ยนงาน

A : ข้อนี้ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงด้านไม่ดีของที่ทำงานเก่า โดยคุณอาจเลือกที่จะตอบกลางๆ เช่น ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน ต้องการทำงานที่ท้าทาย หรือหากคุณมีปัญหากับเจ้านายเก่า ควรตอบให้ดูดี เช่น รูปแบบการทำงานต่างกัน

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากทำอาชีพนี้

A : แนวทางการตอบ ควรตอบให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของคุณที่จะประกอบอาชีพนี้ เช่น อาชีพนี้เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะในการเจรจาต่อรอง และคุณมีคุณสมบัติเหมาะสม

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่บริษัทของเขา

A : คำตอบข้อนี้ควรกล่าวให้เห็นว่า คุณมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทพอสมควร บริษัทมีทิศทางอย่างไร และคุณก็มีทิศทางแบบเดียวกัน เช่น คุณได้ยินชื่อเสียงของบริษัทมานานและประทับใจผู้บริหาร (ระบุชื่อ) ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการเจาะตลาดใหม่ คุณคิดว่าเป็นความท้าทายมากที่คุณจะได้มีโอกาสช่วยงานทางด้านการตลาด

 

Q : ทำไมเขาจึงควรรับคุณเข้าทำงาน

A : แนวทางการตอบ ควรตอบว่าตัวเราเก่งอะไร มีความสามารถอะไร เหมาะกับตำแหน่งที่เขาต้องการอย่างไร ในกรณีที่คุณสมบัติของคุณยังไม่ตรงกับที่เขากำหนดเสียทีเดียวพยายามใช้ทักษะชี้ชวนให้เขาเห็นว่า คุณมีสิ่งอื่นที่ทดแทนกันได้

 

Q : คุณเห็นตัวเองทำงานอะไรอีก 5 ปีต่อจากนี้

A : คำตอบประเด็นนี้ควรตอบให้รู้ว่าคุณมีเป้าหมายในชีวิตและอาชีพอย่างไร คุณจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใด และมีความรับผิดชอบมากขึ้นอย่างไร

 

Q : คุณสมัครงานที่อื่นไว้บ้างหรือเปล่า

A : ควรตอบให้เขาแน่ใจว่าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะอยู่กับเขาไปนานๆ แม้คุณจะสมัครงานที่อื่นด้วย แต่ถ้าเขารับคุณ คุณก็จะอยู่กับเขา

 

Q : จุดเด่น จุดด้อยของคุณคืออะไร

A : แนวทางการตอบ ควรพูดถึงจุดด้อยที่ไม่มีผลต่อการทำงานของคุณมากนัก เช่น คิดเลขไม่เก่ง ว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนจุดเด่นก็ควรเป็นจุดเด่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และต้องตอบให้มีน้ำหนัก โดยมีข้อมูลสนับสนุนด้วย

 

Q : คุณคิดว่าจะร่วมงานกับหัวหน้างานที่มีนิสัยที่ต่างกับคุณได้หรือไม่

A : ควรตอบว่าคุณสนใจที่เป้าหมายของงานมากกว่า ส่วนเรื่องนิสัยใจคอ คุณมีความยืดหยุ่นพอที่จะทำงานกับใครก็ได้

 

Q : คุณเคยทำอะไรที่ล้มเหลวหรือไม่ ถ้าเคย คุณจัดการอย่างไร

A : แนวทางการตอบคำถามนี้ให้คิดเสมอว่าโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น จึงไม่ควรตอบว่าคุณไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยสักครั้ง แต่ควรตอบบนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า เมื่อได้ทำอะไรผิดพลาดไปคุณได้นำมาเป็นบทเรียน และพยายามไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีก

สรุปเทรนด์ฮอต TikTok ประจำปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612868

  • วันที่ 26 ม.ค. 2563 เวลา 14:36 น.

สรุปเทรนด์ฮอต TikTok ประจำปี 2019

TikTok สรุปเทรนด์สุดฮอตของไทยในปี 2019 “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ครองอันดับ 1 ครีเอเตอร์ไทยที่มียอดวิวสูงสุด “ธารารัตน์” YOUNGOHM รั้งอันดับเพลงใหม่ยอดนิยม

TikTok แพลตฟอร์มสร้างสรรค์วิดีโอสั้นชั้นนำระดับโลก สรุปเทรนด์สุดฮอตของไทยประจำปี 2019 พบสถิติผู้ใช้มากกว่า 50% มีอายุระหว่าง 18-34 ปี โดยส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิง” อยู่ในพื้นที่ “กรุงเทพฯ” และกระจายอยู่ในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ ใช้เวลาเฉลี่ยบนแพลตฟอร์มอยู่ที่  26 นาทีต่อวัน

สำหรับเทรนด์สุดฮอตแห่งปี 2019 นั้น มาเริ่มต้นกันที่

ครีเอเตอร์ไทยที่มียอดวิวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

รัชนก สุวรรณเกตุ (ID: @2153414416) นักร้องวัยรุ่นชื่อดังเจ้าของฉายา เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น โดยในปีที่ผ่านมามียอดวิว รวมสูงถึง 1.17 พันล้านวิว

อันดับสองที่ตามมาติดๆ คือ เกรซ (ID: @grace_2557) ครีเอเตอร์เน็ตไอดอลที่มาพร้อมยอดวิวที่สูงถึง 1.16 พันล้านวิว

อันดับ 3 คืออีกหนึ่งครีเอเตอร์เน็ตไอดอลที่ใช้ชื่อ กนกพร ศรีปากดี (ID: @pondkanokporn) มียอดวิวรวมอยู่ที่ 8.14 แสนวิว

อันดับ 4  คือ ไอซ์ซี่ กินยั่ว (ID : @irich.65) ครีเอเตอร์สายชิมที่โชว์เมนูอาหารพร้อมการกินแบบยั่วๆ

และ 5  กิ๊ก (ID: @kik0404) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งครีเอเตอร์ที่แจ้งเกิดบน TikTok แบบปังๆ ด้วยคลิปไอเดียเก๋ๆ มียอดวิว รวม 5.15 แสนวิว และ 4.14 แสนวิว ตามลำดับ

แคมเปญปังๆ ประจำปี 2019

“สาดไม่กลัว กลัวไม่สวย!” กับแคมเปญท้าทายการแต่งหน้า รับเทศกาลสงกรานต์ สาดยังไงหน้าก็ไม่หลุด สงกรานต์เมคอัพ คือแคมเปญที่มีคนเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในไทย สำหรับปี 2019 ที่ผ่านมา

ตามมาด้วยแคมเปญ “ส่งต่อความรัก” ที่มีผู้เข้าร่วมแบ่งปันความรักให้แก่กันและกัน

ธีมต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2019 “สวัสดีปีหมู” ติดอันดับ 3 ของแคมเปญที่มีคนเล่นมากที่สุดในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญยอดฮิตที่มีคนร่วมเล่นสูงสุดในปีที่ผ่านมาทั้งในประเทศไทยไทยและทั่วโลก อย่าง “tiktoktravel” แคมเปญที่ชวนให้ทุกคนร่วมแชร์สถานที่ที่สวยงาม ผ่านประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก

“halloween2019” แคมเปญที่ชวนเหล่าครีเอเตอร์มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งหน้าผีชวนให้ขนลุกในช่วงเทศกาลฮาโลวีน อีกด้วย

เพลงฮิตติดชาร์ต

สำหรับวงการเพลงแล้ว TikTok ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ของการเปิดตัวซิงเกิลใหม่ ของบรรดานักร้องจากทั่วโลกและประสบความสำเร็จในการสร้างกระแสติดชาร์ต มาแล้วทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเพลงยอดนิยมฮิตติดชาร์ตบน TikTok ในปี 2019 นั้น ได้แก่

ธารารัตน์ โดย YOUNGOHM

รักติดไซเรน โดย ไอซ์ พาริส และ แพรวา ณิชาภัทร

เจ็บจนพอ โดยแว่นใหญ่

อาวรณ์ โดย POLYCAT ตามลำดับ

แฮชแท็กชาเลนจ์

ปิดท้ายเทรนด์ประจำปี 2019 กันที่ แฮชแท็กชาเลนจ์ ที่ถูกเล่นมากที่สุดในไทย ได้แก่

#เป็นคนแบดๆ ชื่อแฮชแท็กที่ดูเหมือนจะแสดงออกในลุคของแบดบอย ผ่านการใช้สติกเกอร์บน TikTok แต่ถูกสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่ารัก ทำให้มียอดวิวสูงสุดถึง 189.3 ล้านวิว

อันดับถัดมาคือ #สงกรานต์งานดี ที่ท้าทายให้ครีเอเตอร์คนไทยร่วมแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ สนุกในช่วง เทศกาลสงกรานต์ให้กับผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ ที่มียอดวิวมากถึง 160.1 ล้านวิว

#โพกาดอท ที่มาพร้อมกับการใช้สติกเกอร์ โพกาดอทในรูปแบบต่างๆ กับยอดวิว 77.4 ล้านวิว

#หน้าตาที่เปลี่ยนไป ที่ชวนให้ทุกคนมาร่วมแบ่งปันพัฒนาการของตนเองทั้งรูปร่างและหน้าตา ซึ่งต่างก็มีผู้คนมาเข้าร่วมเล่นมากมายจนกลายเป็นกระแสนิยม

#meowdance ที่มาพร้อมกับการชวนให้เหล่าครีเอเตอร์ มาร่วมสนุกกับการใช้สติกเกอร์แมวเหมียวและเต้นท่าแมวสุดคิ้วท์ เป็นแฮชแท็กชาเลนจ์ ที่มียอดวิวมากที่สุดถึง 424.7 ล้านวิว ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

สำหรับคอนเทนท์หรือเนื้อหาที่คนไทยนิยมนั้นจะมีความหลากหลายครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น “ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)” ที่ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง, ความรัก, Vlog และครอบครัว, “เพอร์ฟอร์มแมนซ์ (Performance)” เนื้อหาที่เกี่ยวกับความสามารถและตลก “เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (Entertainment)” ที่เน้นเกม, ป๊อปคัลเจอร์, คอสเพลย์ และกลุ่มแฟนคลับ “กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง (Sport & Outdoor)” สำหรับหัวข้อกีฬาและการออกกำลังกาย “ท่องเที่ยวและพักผ่อน (Travel & Leisure)” เน้นอาหารเครื่องดื่มและสถานที่ท่องเที่ยว “บิวตี้ (Beauty)” ประกอบด้วยเรื่องของความงามและแฟชั่น รวมถึง “ความรู้ (Learning)” “ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)” และ อื่นๆ

ส่วนคอนเทนท์ยอดนิยมที่มียอดไลค์สูงสุด ก็คือ ตลก (Comedy) และความสามารถพิเศษ (Talent) ส่วนประเภทของคอนเทนท์ที่มีคนติดตามมากที่สุดยังคงเป็น ตลก (Comedy) และอีกประเภท คือ อาหาร (Food) แสดงให้เห็นถึงค่านิยมคนไทย ที่ให้ความสำคัญกับความบันเทิง สนุกสนาน และอาหารการกิน โดยรูปแบบ ของคอนเทนท์ที่ครีเอเตอร์คนไทยนิยมเล่นมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แรนดอม ชูท, ลิปซิงค์, Vlog, เซลฟี และ ดูเอท

ในปี 2019 ที่ผ่านมา TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่กำลังโด่งดังและมาแรงที่สุดทั่วโลกและในประเทศไทย ที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้งานสร้างสรรค์และแบ่งปันวิดีโอกับผู้คนทั่วโลก มีผู้ใช้ส่วนใหญ่มากกว่า 50% อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18 – 34 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นสัดส่วน 75% และอีก 25% เป็นเพศชาย ผู้ใช้ TikTok ในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ อาทิ นครราชสีมา พัทยา ขอนแก่น และเชียงใหม่

นอกจากนี้ คนไทยยังนิยมเล่น TikTok ในช่วงเทศกาลมากที่สุด อาทิ เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ รวมถึงวันหยุดยาว ส่วนช่วงเวลาที่เล่นมากที่สุดจะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนก่อนเข้านอน คือ ประมาณ 22.00 น. และช่วงที่มีเวลาว่างจากการทำงาน และการเรียน คือ 12.00 น. ไปจนถึง 18.00 น. และมีอัตราการใช้เวลาบนแพลตฟอร์ม โดยเฉลี่ยนานถึง 26 นาทีต่อวัน

ทั้งนี้ ในปี 2019 ที่ผ่านมา TikTok ยังคงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้คนทั่วโลกได้แสดงออกถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์และแบ่งปันประสบการณ์ในรูปแบบวิดีโอขนาดสั้น ซึ่งมีเครื่องมือการใช้งานทีง่ายพร้อมลูกเล่นที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของเหล่าครีเอเตอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์ม ส่วนเทรนด์ในประเทศไทย ประจำปี 2020 นี้ จะเป็นอย่างไรนั้น TikTok ได้เปิดพื้นที่ให้เป็นเวทีสำหรับคนไทย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และแสดงออกกันอย่างเต็มที่เพื่อแบ่งปันให้กับผู้คนทั่วโลกได้รับรู้