How to be Happy จะทำอย่างไรให้มีความสุข?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602127

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

How to be Happy จะทำอย่างไรให้มีความสุข?

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม ศึกษา 3 สิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขได้

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมใช้เวลาศึกษาสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข จนสามารถรู้ว่าความสุขสามารถทำนายสุขภาพและอายุยืนได้ แต่ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างที่ดี สามารถช่วยให้เราอยู่ในเส้นทางที่มีความสุขได้มากขึ้น มาดูว่าความสุขเริ่มต้นง่ายๆ แค่ที่ใจเราทำได้อย่างไรบ้าง?

วิธีที่ 1 พิชิตความคิดเชิงลบ

อย่าพยายามหยุดความคิดเชิงลบ ด้วยการบอกว่า “ฉันต้องหยุดคิดเรื่องนี้” เพราะมันจะทำให้คุณคิดมากกว่าเดิม แต่คุณต้องยอมรับมันให้ได้ เช่น “ฉันกังวลเรื่องเงิน” “ฉันกำลังหมกมุ่นกับปัญหาในที่ทำงาน” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรปฏิบัติต่อตัวเองเหมือนเป็นเพื่อน เมื่อคุณรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ให้ถามตัวเองว่า คุณจะให้คำแนะนำกับเพื่อนแบบไหน แล้วใช้วิธีนั้นกับตัวคุณเอง การศึกษาแสดงให้เห็นว่าวิธีนี้สามารถลดอาการซึมเศร้าได้ เป้าหมายคือเพื่อให้คุณได้รับจากทัศนคติที่ไม่ดี (“ฉันล้มเหลว”) ไปสู่แง่บวกมากขึ้น (“ฉันประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของฉันมาก) นี่เป็นเพียงความล้มเหลวเพียงอย่างเดียวที่ฉันสามารถเรียนรู้จากมันและทำมันให้ดีขึ้นได้”

วิธีที่ 2 ควบคุมการหายใจ

วิทยาศาสตร์ให้หลักฐานว่าประโยชน์ของการฝึกฝนการหายใจ สามารถช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล นอนไม่หลับ โรคเครียด โรคซึมเศร้า และความผิดปกติของสมาธิ การควบคุมลมหายใจสามารถส่งเสริมสมาธิและเพิ่มพลังงานในแง่บวกได้ ทั้งนี้ พระพุทธเจ้าก็ยังสนับสนุนการทำสมาธิลมหายใจ เพราะเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าถึงการตรัสรู้

วิธีที่ 3 เขียนไดอะรี่ 15 นาทีต่อวัน

การเขียนเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ส่วนตัว และเรื่องราวของคุณเอง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปรับปรุงชีวิตให้มีความสุขได้ งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเขียนไดอะรี่เป็นเวลา 15 นาทีต่อวัน อาจนำไปสู่การเพิ่มความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยส่วนหนึ่งเพราะจะช่วยให้เราสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของเรา และตระหนักถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาของเราได้อย่างดี การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าการเขียนเรื่องราวของคุณสามารถทำให้คุณหลุดพ้นจากความคิดด้านลบ และไปสู่มุมมองชีวิตที่เป็นบวกมากขึ้นนั่นเอง

 

ภาพ freepik

How to วิธีบอกลา Monday Blues ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/587608

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

How to วิธีบอกลา Monday Blues ฉบับมนุษย์เงินเดือน

พรุ่งนี้วันจันทร์ มาดูเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ บอกลาโรคเกลียดวันจันทร์ไปได้เลย

เมื่อความชิลและอารมย์สบายๆ ในวันหยุดประจำสัปดาห์กำลังจะหมดไป ช่วงนี้หลายคนโดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือน มักมีความรู้สึกเนือยๆ เพราะไม่อยากให้ถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องรีบตื่นขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน ซึ่งอาการที่รู้สึกเบื่อหน่ายนี้เราต่างรู้จักกันดีในนาม “โรคเกลียดวันจันทร์” หรือ “Monday Blues”

โรคนี้ฟังชื่อก็ทราบถึงเหตุผลชัดเจนที่แฝงอยู่ในตัว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกลียดวันจันทร์ ก็เพราะว่าเป็นวันเริ่มต้นทำงานของสัปดาห์ หลังจากได้หยุดผ่อนร่างกายและสมอง ทั้งการนอนตื่นสาย เดินช็อปปิ้ง มีเวลาทำอาหาร อยู่กับครอบครัว คนรัก หรือได้หาของกินอร่อยๆ ซึ่งหลายคนมักรู้สึกว่าเวลาของวันเสาร์และอาทิตย์มักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ พอถึงเช้าวันจันทร์จึงเหมือนเป็นฝันร้ายที่ต้องเจอกับความวุ่นวายต่างๆ นานา อาทิ รถติด อากาศร้อน ฝุ่นควัน และการเบียดเสียดกันบนรถโดยสาร แต่วันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ ได้ดังนี้

รีบเคลียร์งานบ้านให้เร็ว

การเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ หรือเช้าวันอาทิตย์ เช่น ซักผ้า เก็บกวาดห้อง พอถึงบ่ายวันอาทิตย์ก็ไม่ต้องวุ่นกับการเก็บกวาดเช็ดถู หรือซักผ้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ เพราะการที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ ในเย็นวันอาทิตย์ อาจทำให้เหนื่อยและรู้สึกว่าเวลาพักผ่อนหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เราทำงานบ้านเสร็จเร็ว ยังทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้งยังแพลนนัดกับเพื่อนๆ หรือคนรักได้โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับงานบ้านที่ยังไม่ได้ทำอีกด้วย

เข้านอนให้ไวขึ้น

ก่อนเริ่มทำงานในสัปดาห์ใหม่ นอกจากการได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือออกไปท่องเที่ยวเติมความสุขและหาแรงบันดาลใจแล้ว เราควรพักร่างกายด้วยการนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง จึงแนะนำให้เข้านอนเร็วกว่าทุกวัน เมื่อร่างกายได้ชาร์จพลังเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับการตื่นมาเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างสดชื่น ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์ไปตลอดทั้งวัน

วางแผนสำหรับเช้าวันจันทร์

ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับเช้าที่เร่งรีบด้วยการจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ที่จะใส่ไปทำงาน เตรียมวัตถุดิบเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ หรือเตรียมแค่นม ขนมปัง พร้อมผลไม้สักอย่าง จากนั้นก็วางแผนการเดินทางให้ดี เพราะปัญหารถติดหนักในช่วงเช้าวันจันทร์ทำให้หลายคนปวดใจ  เราจึงควรเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่คิดว่าจะเดินทางได้เร็วที่สุด เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT, รถเมล์ประจำทาง หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเมื่อเราเลือกวิธีการเดินทางได้แล้ว เราก็จะสามารถรู้เวลาที่ใช้ในการเดินทาง และวางแผนการตั้งเวลาปลุกอย่างไม่ต้องลังเล

สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการทำงาน โดยมองปัญหาและความเบื่อหน่ายต่างๆ เป็นความท้าทาย หรือเป็นบททดสอบความสามารถของเรา คำนึงถึงข้อดีของการที่ได้ทำงาน เช่น ได้ไปพบปะกับเพื่อนร่วมงาน ได้ออกไปทำสิ่งที่เราถนัดและสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง งานทำให้เรามีรายได้ งานทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ และอากาศร้อนๆ แบบนี้ อีกหนึ่งข้อที่นับเป็นเรื่องดีๆ คือการได้ไปนั่งทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟที่บ้านได้ตั้งหลายวันต่อสัปดาห์

 

ภาพ : freepik.com

5 ไอเดียเปิดธุจกิจเสริมรวยรับทรัพย์ช่วงเทศกาลกินเจ (ฉบับคนทำงาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602028

  • วันที่ 28 ก.ย. 2562 เวลา 07:40 น.

5 ไอเดียเปิดธุจกิจเสริมรวยรับทรัพย์ช่วงเทศกาลกินเจ (ฉบับคนทำงาน)

เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 ก.ย.-7 ต.ค. 2562 ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอย และหลายปีมานี้เทรนด์สุขภาพกำลังเป็นที่นิยมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนหันมาทานเจมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อร้านค้าต่างๆ ที่จะมียอดขายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

สำหรับคนทำงานที่อยากมีรายได้เสริม 5 ธุรกิจต่อไปนี้มีโอกาสทำให้คุณรับทรัพย์รับเทศกาลกินเจ

1.ขายอาหารสำเร็จรูปเจ

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของสังคมเมือง ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเห็นช่องทางในการหารายได้ผลิตสินค้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้น โดยในเทศกาลกินเจจะเห็นได้ว่ามีอาหารสำเร็จรูปเจจากหลากหลายแบรนด์มาจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี หากเรารับมาขายไปก็สร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

2.ขายวัตถุดิบอาหารเจ

นอกจากอาหารเจที่ได้รับความนิยม วัตถุดิบทำอาหารเจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน ซึ่งผู้บริโภคหลายๆ รายเลือกที่จะทำอาหารเจกินเองที่บ้าน โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่ในการทำอาหารเจส่วนมากจะเน้นผัก เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือเนื้อสัตว์เทียมที่ทำจากแป้ง ถั่ว เป็นต้น

3.ของว่างเจ

ขนม ของว่าง หรือของกินเล่น ก็เป็นอีกเมนูที่ผู้ทานเจให้ความสนใจ โดยเมนูที่ได้รับความนิยม เช่น เผือกทอด ข้าวโพดทอด เต้าหู้ทอด ปาท่องโก๋ เห็ดเข็มทองทอด ถั่วอบ เห็ดอบ และยังมีอีกหลายเมนูที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

4.เครื่องดื่มเจ

นอกจากอาหารและขนมเจแล้ว เครื่องดื่มก็ได้รับความนิยมในเทศกาลกินเจ อาทิ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ธัญพืชต่างๆ ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มเจจากแบรนด์ต่างๆ ที่คิดค้นมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ซึ่งกำไรที่ได้จากการขายเครื่องดื่มเจถือได้ว่าครึ่งต่อครึ่ง หากใครมีฝีมือดีกำไรมีแน่นอน

5.ขายเสื้อผ้า

ช่วงเทศกาลกินเจถือได้ว่าเป็นเทศกาลของการรักษาศีล เสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมคงไม่พ้นเสื้อผ้าสีขาวที่จะขายดีในช่วงนี้ วิธีการคือต้องหาแหล่งขายส่งเสื้อผ้าราคาไม่แพง แล้วออกขายตามตลาดนัด ตามงานที่มีการจัดเทศกาลกินเจ และช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสรับออเดอร์ได้มากขึ้น

สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกี่รายต่อวัน และสาเหตุไหนทำให้อยากตายมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601804

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 07:05 น.

สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกี่รายต่อวัน และสาเหตุไหนทำให้อยากตายมากที่สุด

รู้ไหม? คนไทยฆ่าตัวตายเฉลี่ยวัน 10-12 ราย ชายมากกว่าหญิง 4 เท่า แล้วปัจจัยของการฆ่าตัวตายสำเร็จมาจากสาเหตุใด และจะมีวิธีป้องกันการฆ่าตัวตายได้อย่างไร

เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทย โดยมีข้อมูลตัวเลขสถิติ พบว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศ อยู่ที่ 6.34 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี 2561 มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า มีผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิต เฉลี่ยอยู่ที่ 345 รายต่อเดือน

สถิติตามช่วงวัย

  • วัยแรงงาน (อายุ 25-59 ปี) เป็นวัยที่ฆ่าตัวตายสำเร็จสูงสุด ร้อยละ 74.7
  • วัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 22.1
  • วัยเด็ก (อายุ 10-24 ปี) ร้อยละ 3.2

สาเหตุปัจจัยของการฆ่าตัวตายสำเร็จ ได้แก่

  • ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ ความน้อยใจ ถูกดุด่าตำหนิ การทะเลาะกับคนใกล้ชิด พบร้อยละ 48.7 ความรัก หึงหวง ร้อยละ 22.9 ต้องการคนใส่ใจ ดูแล ร้อยละ 8.36
  • ปัญหาด้านการใช้สุราและยาเสพติด พบว่า มีปัญหาการดื่มสุรา ร้อยละ 19.6 มีอาการมึนเมาระหว่างทำร้ายตนเอง ร้อยละ 6
  • ปัญหาด้านการเจ็บป่วยทางจิต พบภาวะโรคจิต ร้อยละ 7.45 โรคซึมเศร้า ร้อยละ 6.54 และมีประวัติการทำร้ายตนเองซ้ำ ร้อยละ 12

วิธีป้องกันการฆ่าตัวตาย

1.ขอให้บุคคลรอบข้าง ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด คอยสังเกตสัญญาณเตือนโดยให้ระลึกไว้เสมอว่า การส่งสัญญาณเตือนเท่ากับการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของผู้ที่มีความเสี่ยง

2.หากพบว่ามีอาการเศร้า เบื่อ เซ็ง แยกตัว คิดวนเวียน นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ลบ หรือโพสต์ข้อความเชิงสั่งเสีย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดหวังในชีวิต ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกของโรคซึมเศร้าและเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ให้รีบเข้าไปพูดคุยช่วยเหลือพร้อมรับฟัง

3.ใช้หลักวิธีการปฐมพยาบาลทางจิตใจ 3 ส. คือ

  • สอดส่อง มองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือผู้ที่มีการส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย เช่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม แยกตนเองออกจากสังคม
  • ใส่ใจรับฟังด้วยความเข้าใจ ชวนพูดคุย ให้ระบายความรู้สึก ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ โดยการรับฟังอย่างใส่ใจนั้นเป็นวิธีการที่สำคัญมีประสิทธิภาพมาก
  • ส่งต่อเชื่อมโยง เช่น การแนะนำให้โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทรปรึกษาสะมาริตันส์ 02-713-6793 เวลา 12.00-22.00 น. รวมถึงแอพพลิเคชั่นสบายใจ (Sabaijai) ตลอดจนแนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุขหรือช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน

‘ชาบูหาคู่’ ร้านชาบูในมาเลเซียไอเดียเก๋ ช่วยให้คนฉายเดี่ยวไม่เปลี่ยวเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601722

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 11:24 น.

'ชาบูหาคู่' ร้านชาบูในมาเลเซียไอเดียเก๋ ช่วยให้คนฉายเดี่ยวไม่เปลี่ยวเหงา

ไอเดียบรรเจิดเกิดเพราะไม่อยากเห็นคนกินต้องเหงา ร้าน Happiness Mini Shabu-Shabu เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พบหน้าเพื่อนใหม่ร่วมโต๊ะ พร้อมเพลิดเพลินกับการรับประทานชาบู

เหมือนเสี่ยงทายหมายจะได้คู่ครองในอนาคต ใครโสดอยากลองโหมดกินสนุกปลุกอะดรีนาลีน ตีตั๋วบินไปมาเลเซีย แล้วตรงไปที่ร้าน Happiness Mini Shabu-Shabu ในเมืองยะโฮร์บาห์รู ได้เลย

สำหรับร้านนี้บอกเหตุผลถึงที่มาของไอเดียนี้ว่า ไม่ต้องการเห็นลูกค้ามานั่งรับประทานชาบูเพียงคนเดียว แต่อยากให้พวกเขามีความสนุกด้วยการเปิดโอกาสให้ได้พบกับบุคคลใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และเพลิดเพลินไปกับการรับประทานอาหารอันแสนอร่อย

โดยขั้นตอนการรับประทานอาหารในร้านชาบูนั้น ลูกค้าจะเข้ามานั่งที่นั่งที่โต๊ะ และมีหน้าต่างเป็นฉากกั้นปิดไว้อยู่ตรงหน้า หากมีลูกค้าคนอื่นมานั่งรับประทานอาหารอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็สามารถเลือกที่จะเปิด-ปิด ตามความต้องการของคุณเองได้

แน่นอนละว่า ร้านชาบู Happiness Mini Shabu-Shabu เริ่มถูกเป็นที่พูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีลูกค้าถ่ายคลิปวิดีโอลงบนแอปพลิเคชัน TikTok สร้างกระแสในโลกออนไลน์ไปแล้ว

 

ที่มา : https://mothership.sg/2019/09/matchmaking-steamboat-johor/

12 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จใน 21 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601716

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

12 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จใน 21 วัน

ทฤษฎี 21 วัน เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกกรรมของมนุษย์ โดยสาระสำคัญที่ Dr.Maxwell Maltz เขียนไว้ในหนังสือ Psycho-Cybernetics ว่าการกระทำจะตกผลึกกลายเป็นนิสัย โดยการกระทำต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน

บนพื้นฐานความเชื่อว่าเราจะเป็นไปได้และมีสติในการลงมือทำ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ปรารถนาการเติบโตในหน้าที่การงาน ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือในทุกพื้นที่ที่คุณต้องการ หลักการง่ายๆ คือเพียงแค่เขียนถึงสิ่งที่คุณต้องการขึ้นมา และระบุลงไปให้ชัดว่าการกระทำใดจะทำให้คุณไปถึงจุดที่คุณต้องการ แล้วลงมือทำตามนั้นต่อเนื่อง 21 วัน คุณก็จะกลายเป็นคนใหม่ตามที่คุณต้องการ

และนี่คือ “12 นิสัยของผู้ประสบความสำเร็จที่จะเปลี่ยนคุณไปตลอดกาล” เพียงลองทำตามแนวทางนี้ต่อเนื่อง 21 วัน แล้วคุณจะทึ่งในผลลัพธ์ที่ตัวคุณเองก็อาจคาดไม่ถึง

1.เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง แล้วสร้างนิสัย “ลงมือทำทันที’”

2.เลิกใช้คำพูดด้านลบ โดยการเลิกคิดลบ แล้วให้มีสติทุกครั้งในการคิดเพื่อพูดในแง่ที่เป็นบวกเท่านั้น

3.เลิกนิสัยการจับผิดผู้อื่น แล้วหันมาเฝ้ามองตัวเองเพื่อมีสติอยู่กับการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

4.เลิกนิสัยดูโทรทัศน์ หรือเสพโซเเชียลเน็ตเวิร์ค (ที่ไม่ใช่เรื่องงาน) เกิน 60 นาทีต่อวัน แล้วสร้างนิสัยการหาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัวเองแทน

5.ตรวจสอบร่างกายและการแต่งกายของตัวเองทุกวันก่อนออกไปพบปะผู้คน มีสุภาษิตจีนบอกไว้เกี่ยวกับการค้าขายว่า “ถ้ายังยิ้มไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งเปิดร้าน” ดังนั้น จงกำหนดให้มีจิตใจเบิกบาน และแต่งกายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วจึงค่อยออกไปพบปะผู้คน

6.เป็นคนใจกว้าง โดยเปิดโอกาสให้ทีมงานได้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น

7.เรียนรู้ธุรกิจที่ทำให้มากที่สุด เรียนรู้เรื่องทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเพื่อสนับสนุนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อบริษัท

8.แสดงความขอบคุณต่อทุกสิ่งที่ได้รับ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอาจดูเหมือนเล็กน้อยก็ตาม

9.ทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ นอกเหนือจากงาน

10.ให้เวลากับคนในครอบครัว ไม่ว่างานจะมากมายแค่ไหน

11.คบหาคนกลุ่มใหม่ๆ เพื่อรู้จักและเรียนรู้เรื่องราวใหม่ เพื่อขยายมุมมองให้กว้างขึ้น

12.ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง หัวใจคุณก็จะแข็งแรง

 

 

ภาพ : Freepik

สิทธิประกันสังคม หลากข้อดีที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601129

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

สิทธิประกันสังคม หลากข้อดีที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

คนทำงานโดนหักเงินประกันสังคมทุกเดือนไปทำไม? รู้ไว้จะได้ไม่เสียสิทธิ

การหักเงินประกันสังคม สำหรับคนที่เงินเดือนไม่มากถือเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรที่ต้องจ่าย ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ก็มักคิดว่า “ไม่อยากจ่าย” หรือ “เอาเงินไปทำอย่างอื่นเองคงจะดีกว่า” แต่จริงๆ แล้วสิทธิประกันสังคมมีข้อดีอีกมากที่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ตระหนักถึงหรือยังไม่รู้ เพราะนอกจากเรื่องพื้นฐานอย่างการการขูดหินปูน เบิกค่ารักษาพยาบาลแล้ว ก็ยังได้สิทธิอีกมากมายที่เราควรรู้ไว้ ได้แก่

สิทธิคนทำงานต้องรู้ก่อนลาออก

จ่ายประกันสังคม 1 เดือนขึ้นไป : ค่าทำศพ

การเสียชีวิตอาจจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึง แต่ก็ควรรู้สิทธินี้ไว้เพราะอาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราก็ได้ สิทธิในข้อนี้คือเมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้จัดการศพจะสามารถเบิกค่าทำศพจากกองทุนประกันสังคมได้เป็นจำนวน 40,000 บาท หากผู้เสียชีวิตมีประกันสังคมอยู่ผู้จัดการศพก็ควรรู้ไว้จะได้ไม่เสียสิทธิในการเบิกค่าทำศพ เพราะค่าใช้จ่ายในการทำศพแต่ละครั้งไม่น้อยเลยถ้าเบิกได้ก็คงจะดีกว่า

*ผู้มีสิทธิรับต้องมีชื่อระบุอยู่ในหนังสือเท่านั้น หากไม่มีหนังสือระบุจะเฉลี่ยให้คนในครอบครัวแทน

จ่ายประกันสังคม 3 เดือนขึ้นไป : เบิกค่ารักษาพยาบาล

หลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าเราสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่สถานพยาบาลที่เราเคยเลือกไว้แต่แรก แต่นอกจากสถานพยาบาลที่เราเลือก ก็ยังมีสถานพยาบาลอื่นที่สามารถใช้สิทธิได้อยู่เช่นกันหากเกิดกรณีฉุกเฉินและจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน จากนั้นสามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ ส่วนไฮไลท์ของสิทธินี้ก็คงเป็นสิทธิที่เราได้ยินกันมาบ่อย ๆ คือการทำฟันนั่นเอง

จ่ายประกันสังคม 3 เดือนขึ้นไป : ประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ (โดยไม่ได้เกิดจากการทำงาน)

ทุพพลภาพคือ การสูญเสียอวัยวะ สมรรถภาพของอวัยวะ หรือภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบอาชีพตามปกติได้ ทุพพลภาพเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีเช่น เป็นโรคเบาหวานจนทำให้ตาบอดส่งผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพที่ต้องใช้ดวงตาได้ เกิดอุบัติเหตุจนทำให้พิการ หรือเกิดเรื่องร้ายแรงจนสูญเสียภาวะปกติของจิตใจ ทั้งนี้ต้องได้รับการรับรองจากแพทย์ด้วย

*กรณีทุพพลภาพรุนแรง ได้รับเงินทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต หากไม่รุนแรง จะได้รับเงินทดแทนตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาตามกำหนดแทน

จ่ายประกันสังคม 6 เดือนขึ้นไป : ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน / ตกงาน

หัวข้อนี้มีหลายคนเสียสิทธิของตัวเอง โดยไม่รู้ว่าเราสามารถเบิกค่าชดเชยขณะที่เราว่างงานได้ กรณีหมดสัญญาจ้าง หรือลาออก เราสามารถขึ้นทะเบียนคนว่างงานและจะได้รับเงินทดแทนระหว่างว่างงาน 30% ของค่าจ้าง เป็นเวลา 90 วัน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 4,500 บาท (คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 x 30%)

หากถูกเลิกจ้างโดยไม่ใช่ความผิดในกรณีทุจริตต่อหน้าที่หรือทำผิดกฎหมายร้ายแรง จะได้รับเงินชดเชยขณะที่ว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ปีละไม่เกิน 180 วัน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 7,500 บาท (คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 x 50%)

จ่ายประกันสังคม 12 เดือนขึ้นไป: เงินสงเคราะห์บุตร (ไม่เกิน3คน)

ผู้มีสิทธินี้ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ต้องไม่ใช่บุตรบุญธรรมหรือบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ (600บาท x72 เดือน เป็นเงิน 43,200 บาท) ถ้าเกิดเรามีบุตรแล้วลืมสิทธิข้อนี้เราอาจทิ้งเงินจำนวนกว่า 4 หมื่น ไปฟรี ๆ โดยไม่รู้ตัว

จ่ายประกันสังคม 15 เดือนขึ้นไป: ค่าคลอดบุตร / ลาคลอด

คุณแม่หรือคุณพ่อสามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ 13,000 บาท ต่อการคลอด 1ครั้ง แต่ไม่สามารถใช้สิทธิพร้อมกัน 2 คนได้ คุณแม่จะได้รับเงินจากการลาคลอด โดยเหมาจ่ายในอัตรา 50%ของเงินเดือนเป็นระยะเวลา 90 วัน (ใช้สิทธิได้เฉพาะบุตรคนที่ 1 และ 2 เท่านั้น)

กรณีเกษียณ

จ่ายประกันสังคมน้อยกว่า 180 เดือน : บำเหน็จ

จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 180 เดือน (15ปี) จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ พร้อมทั้งผลประโยชน์ตอบแทนที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด (ผลประโยชน์ตอบแทนแต่ละปีจะไม่เท่ากัน)

*หากยังจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน จะได้รับเงินสมทบเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่าย ร้อยละ 3% ต่อเดือนเท่านั้น

จ่ายประกันสังคม 180 เดือน (15ปี) ขึ้นไป : บำนาญ

จ่ายเงินสมทบมาแล้วมากกว่า 180 เดือนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5ปี) ก่อนจะเกษียณ ไปตลอดชีวิต

*หากผู้รับเงิน เสียชีวิตภายใน 5 ปี หลักเกษียณจะได้เงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญรายเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้าย

สังเกตได้ว่ายิ่งเราทำงานและสะสมกองทุนประกันสังคมนานเท่าไหร่ สิทธิประโยชน์ของเราก็จะยิ่งมีมากขึ้น และถึงจะเกษียณก็ยังได้รับเงินไว้ใช้อีกด้วย 7 หัวข้อนี้ก็คือสิทธิที่เราได้จากการจ่ายเงินเพียงเดือนละ 750 บาท เพื่อแลกกับประโยชน์มากมายที่เราจะได้รับ ทั้งนี้ แต่ละสิทธิก็จะมีเงื่อนไขที่เยอะกว่านี้ หากเราต้องการยื่นเรื่องใช้สิทธิต่างๆ เช่น ในกรณีว่างงานหรือตกงาน เราต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม

How to อัพความสุขด้วย 4 วิธีเปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้ดีกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601424

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

How to อัพความสุขด้วย 4 วิธีเปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้ดีกว่าเดิม

ชีวิตเรารายล้อมไปด้วยความสุขมากมาย เพียงแค่ปรับมุมมองและเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตมากขึ้น เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะทำให้มีความสุขได้ในทุกวันมาฝากกัน

ออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น

ความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งก็คือการมีสุขภาพดี แต่จะทำอย่างไร เราถึงจะมีร่างกายแข็งแรง ไร้โรคภัย หนึ่งในวิธีที่จะช่วยได้ก็คือเราต้องหมั่นออกกำลังกาย ต่อให้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะประโยชน์ของการออกกำลังกายไม่ใช่แค่ช่วยลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น เพราะตอนเราออกกำลังกาย สารแห่งความสุขอย่างสารเอ็นโดรฟิน สารเซโรโทนิน และสารโดพามีน จะถูกกระตุ้นให้ผลิตมากขึ้น และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ส่งผลให้มีผิวพรณอ่อนกว่าวัย เรียกได้ว่าออกกำลังกายทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเลย

ข้อแนะนำ: ควรออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อสุขภาพที่ดี

เปิดโลกกว้างด้วยการอ่านหนังสือ

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ และยังสร้างความเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาที่อ่าน แต่บางคนอาจสงสัยกันใช่ไหมว่า ทำไมเรายังต้องอ่านหนังสือกันอยู่ ทั้งๆ ที่มีสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากมาย นั่นก็เพราะว่าการอ่านหนังสือช่วยพัฒนาความจำ ช่วยเรื่องสุขภาพตา เลี่ยงการจ้องแสงสีฟ้าจากจอมือถือและคอมพิวเตอร์ อีกทั้งหนังสือยังเป็นแหล่งความรู้ที่ผ่านการคัดกรองข้อมูลที่ถี่ถ้วน

ข้อแนะนำ: มาสร้างนิสัยรักการอ่าน ด้วยการเริ่มอ่านจากหนังสือที่เราชอบ และหาเวลาว่าง 1 ชม. ในการอ่านหนังสือ และควรหาพื้นที่สงบสำหรับอ่านหนังสือ อย่างเช่นห้องสมุด เพื่อให้เรามีสมาธิในการอ่านหนังได้มากยิ่งขึ้น

ผ่อนคลายจิตใจด้วยมุมธรรมชาติ

รู้หรือไม่ว่า การเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติ จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายมากขึ้น มุมธรรมชาติที่ว่านี้ก็เช่น พื้นที่สีเขียวที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ก็จะช่วยให้เราสบายตา สดชื่นขึ้น หรือการเข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีความเงียบสงบ ก็จะทำให้ชีวิตเราหลุดจากความวุ่นวาย และมีสมาธิมากขึ้น ดังนั้น เราควรหาเวลาว่าง เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ด้วยการหามุมธรรมชาติที่มีต้นไม้สีเขียว และมีมุมสงบ เพียงเท่านี้จิตใจเราก็จะมีความสุขมากขึ้นได้

ข้อแนะนำ: ปรับสมดุลทางจิตให้มากขึ้น ด้วยการนั่งสมาธิในพื้นที่ธรรมชาติสัก 30 นาที – 1 ชม. ก็จะทำให้จิตใจเราสงบมากยิ่งขึ้น

สร้างสัมพันธภาพกับคนรอบตัว

การสร้างสัมพันธภาพกับผู้คนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว การหาเวลาว่างนัดคุยกันกับเพื่อน หรือหาสถานที่ดีๆ นั่งคุยงานสบายๆ ก็ถือว่าเป็นการกระชับสัมพันธภาพให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม มีความสุขได้ง่ายๆ ด้วยการพูดคุยกับคนใกล้ตัวเรา

ข้อแนะนำ: การยิ้มเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างความสัมพันธภาพได้ หากอยากรู้จักใคร วันนี้ลองยิ้มให้กับคนคนนั้น และเพิ่มความพิเศษมากขึ้นด้วยการกล่าวทักทายสั้นๆ หรือถ้าอยากสร้างบรรยากาศดีๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ลองหาสถานที่ดีๆ ก็จะช่วยให้การพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี ลดความตึงเครียดได้

 

ภาพ freepik

อยากอยู่เป็นโสดยุคนี้ ต้องมีเงินออมกี่บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/568579

  • วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

อยากอยู่เป็นโสดยุคนี้ ต้องมีเงินออมกี่บาท

คิดครองโสดต้องรู้จักโหมดการออมและลงทุน เตรียมความพร้อมเพื่อการใช้ชีวิตแบบโสด สวย สตรอง มีเงินพร้อมใช้ไร้กังวลตามคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์

หนุ่มๆ สาวๆ ยุคใหม่ สมัยนี้นิยมการเป็นโสดมากขึ้น แม้ว่าจะโสดโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตามแต่การเป็นโสดนั้นมันก็มีข้อดีที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างที่ตัวเองปรารถนา สบายใจสบายกาย จะช็อปปิ้ง ซื้อของ เสริมสวย รวยกระเป๋าแบรนด์เนมก็สามารถทำได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการเลย เพราะไม่ได้มีภาระครอบครัวมากมาย ที่จะต้องใช้เงินและเวลาในการดูแลสามีและลูกเหมือนคนอื่นๆ

เรื่องที่ต้องระวังก็คือการเตรียมการเรื่องเงิน เพราะแก่ตัวไป ไม่มีลูกหลานคอยดูแลช่วยเหลือเรื่องการเงิน ดังนั้น ต้องเตรียมให้พร้อมให้พอตอนที่ยังมีกำลังทำงานหารายได้อยู่

อย่าลืมนะว่าการทำงานไปและใช้จ่ายไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เก็บออมเลย เราอาจจะสวย รวย เลิศได้เพียงชั่วคราวในยามที่มีรายได้เท่านั้น แต่ทุกอย่างมันจะจบลงทันทีหากเรามาอยู่ในช่วงที่ไม่มีรายได้ เช่น วันเกษียณ ซึ่งถ้ามาถึงเวลานั้นแล้วไม่มีทั้งรายได้ และไม่มีเงินออมใช้ ความสวยจะหายไปในพริบตา กลายเป็นความเครียดได้ทันที

เพราะฉะนั้น เมื่อได้ตั้งเป้าจะเป็นสาวโสด จึงต้องสวยและสตรอง เพื่อที่จะสามารถมีชีวิตที่เปย์ได้อย่างอิสระ ตามความฝันนั้นก็ต้องวางแผนชีวิตเรื่องเงินไว้ด้วยเช่นกัน แต่ปัญหามันซ่อนไว้ในยามแก่ ว่าจะวางแผนอย่างไรดี

สิ่งแรกที่คนโสดต้องคิดคือ พอแก่ตัวไปจนถึงคราวอายุที่ไม่มีรายได้แล้ว เราควรจะมีเงินเก็บเอาไว้ใช้ซักเท่าไหร่ ลองคำนวณตามชีวิตไลฟ์สไตล์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ หรือบางคนอาจจะตั้งเป้าในสิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต เช่น การมองว่าหลังอายุ 60 ปีต้องมีเงินใช้ประมาณ 5 ล้านบาทจึงจะเพียงพอกับชีวิตแบบสบายๆ สายเปย์แบบที่เป็นอยู่ได้ หลังจากนั้นก็ลองมาดูว่า 5 ล้านที่ว่าจะหามาได้อย่างไร

คนโสดทั้งหลายก็อาจจะนึกถึงการเก็บเงินออมขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และหลายๆ คนก็กำลังทำอยู่ แต่พอคำนวณกันแล้วก็อาจจะพบว่าหากเราเอาเงินเก็บทั้งชีวิตในปัจจุบันและที่จะมีในอนาคตแล้วไปฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย มันอาจจะไม่เพียงพอต่อเป้าหมายที่วางไว้ก็ได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากก็น้อยเหลือเกิน ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะต้องวางแผนเพิ่มเติมมันคือต่อยอดในการเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้เรามากขึ้น แค่ออมเงินมันเชยไปแล้ว ผลตอบแทนก็น้อย แบ่งเงินมาออมหุ้นกันดีกว่าไหม

วิธีการออมหุ้นนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย สาวโสดทุกคนสามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนและแนวทางตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแนะนำคือ

1.กำหนดเงินที่จะลงทุนในแต่ละเดือน

จากเดิมที่เราออมเงินในแต่ละเดือนอยู่แล้ว ลองออมเพิ่มเติมหรือแบ่งบางส่วนจากเงินออมมาซื้อหุ้นกันดีกว่า หากใครยังไม่รู้ว่าจะกำหนดเงินส่วนนี้ซักเท่าไรดี ลองใช้ตัวเลข 10% ในการเริ่มต้นก่อนก็ได้

2.กำหนดหุ้นที่จะลงทุน

สาวโสดทุกคนต้องเข้าใจกันก่อนว่า การลงทุนนั้นไม่เหมือนกับฝากเงินในธนาคารเพราะมีความเสี่ยงจึงต้องศึกษาในเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเรา รวมไปถึงการเลือกทรัพย์สินที่ดีมาลงทุน มีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต หาข้อมูลได้ที่เว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.ลงทุนอย่างมีวินัย

การออมหุ้นให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จะประสบความสำเร็จได้จะต้องใช้วินัยในการลงทุน เราต้องซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องโดยวิธีง่ายๆ คือการกำหนดวันเอาไว้เป็นแผน เช่น ทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท ให้ธนาคารมาตัดเงินในบัญชีของเราเพื่อลงทุน เท่านี้ก็จะสร้างวินัยในการลงทุนได้

4.ลงทุนหลายๆ แบบเพื่อกระจายความเสี่ยง

คือลงทุนในหุ้นสัก 30% ของรายได้ ลงทุนในกองทุนต่างๆ สัก 30% หรือไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บ้าง เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน สัก 30% ในทองคำ 10% เมื่อลงทุนไปสักพัก เราจะพอรู้ว่าอะไรที่ถูกโฉลกกับเรา เป็นทางของเราทำแล้วงอกเงย ค่อยเพิ่มวงเงินในสิ่งนั้นเพิ่ม

5.ตรวจสอบแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อออมไปเรื่อยๆ อย่าลืมติดตามดูว่าสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นมันเติบโตหรือเปล่า ด้วยการศึกษาผลการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหาโอกาสในการขยายการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายตามที่กำหนดไว้เร็วยิ่งขึ้น

ยิ่งอายุเยอะต้องออมเพิ่ม เช่น จากเดือนละ 3,000 เป็น 5,000 เป็น 7,000 เป็น 10,000 และยิ่งแก่ขึ้นต้องลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงน้อยลงปรับเปลี่ยนเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมทุกๆ 3 ปี

ถ้าคิดจะโสดแล้วก็อย่าลืมวางแผนว่า เราจะต้องเป็นสาวโสดที่รวยและเปย์ได้ไปจนวันตาย หากรู้กันแล้วว่าการเก็บเงินออมไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร มันไม่สามารถช่วยให้สาวโสดอย่างเราๆ มีชีวิตและไลฟ์สไตล์ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็อย่าลืมวางแผนอนาคตโดยการสร้างเป้าหมายเก็บเงินออมและนำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับตัวเอง

เริ่มกันเลยตั้งแต่วันนี้ ออมก่อนรวยก่อน ที่สำคัญอย่าลืมลงทุนด้านสุขภาพด้วย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่ดีกับสุขภาพเพราะถ้ามีเงินแต่สุขภาพย่ำแย่เงินที่หามาก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

 

 

ภาพ freepik

คู่มือประจำวัย รับมือยังไงกับวัย 18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601011

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

คู่มือประจำวัย รับมือยังไงกับวัย 18

Generation Z มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากคนในยุคก่อนหน้า ความแตกต่างในช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ การให้พื้นที่ในการคิดโดยไม่ชี้ผิดถูกเป็นวิธีที่จะทําให้คนวัยนี้พร้อมเปิดใจ

คนวัย 18 ในยุคสมัยนี้มีลักษณะเฉพาะตัว และแตกต่างจากคนในยุคก่อนหน้า ความแตกต่างนี้รวมไปถึงเรื่องของวิถีชีวิต ความสนใจ รสนิยม ทัศนคติ ทั้งในชีวิต ประจําวัน และการทํางาน เช่น คนรุ่นนี้มีความสนใจที่หลากหลาย และชอบทดลองทําสิ่งต่างๆ แบบที่ไม่ซ้ําเดิม เป็นต้น

นอกจากความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับรุ่นก่อนๆ คน Gen นี้ยังมีความหลากหลายในหมู่คนรุ่นเดียวกันเองด้วย ซึ่งสังคมและคนรอบข้างควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะกลุ่มคนวัยนี้คือกลุ่มคนที่มีพลัง มีความสร้างสรรค์ ซึ่งกําลังก้าวขึ้นมาสู่วัยผู้ใหญ่ที่จะเป็นเรี่ยวแรงในการกําหนดทิศทางของสังคม

แต่ขณะเดียวกัน คนวัย 18 ก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นวัย “ผู้ใหญ่” อย่างเต็มตัว แต่เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และการค้นหาตัวเอง เพื่อทําการตัดสินใจและตั้งเป้าหมายสําคัญๆ ในชีวิต การให้พื้นที่กับคนอายุ 18 โดยไม่ชี้ผิดถูก เป็นวิธีที่ดีที่จะทําให้คนวัย 18 พร้อมเปิดใจ ซึ่งจะนําไปสู่การมีสัมพันธภาพที่ดี ผ่านการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่พวกเขาไว้ใจ

จากความสําคัญนี้ สสส. จึงได้ระดมองค์ความรู้จาก สสส. รวมถึงภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเผยแพร่ชุดความรู้ที่เหมาะ กับคนวัย 18 ออกไปสู่สังคม นี่จึงเป็นเหตุผลในการจัดทํา “ชุดคู่มือสําหรับวัย 18” ชุดนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นอีกแรงขับเคลื่อนหนึ่ง ทั้งกับคนอายุ 18 ปีเอง และคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสามารถนําเอาข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดและใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยกําหนดทิศทางชีวิตที่เปี่ยมด้วยสุขภาวะ

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายสนุกๆ ที่ทำได้จริงและไม่ล้มเหลวคือ การใช้หลักการของ S.M.A.R.T. ซึ่งเป็นวิธียอดนิยมใช้ในการวางเป้าหมายทางด้านการเงิน แต่สามารถนำมาปรับใช้กับการวางเป้าหมายในชีวิตได้เป็นอย่างดี

  • S. Specific – การตั้งเป้าหมายจะต้องมีความเจาะจง ไม่ใช่แค่การตั้งไว้กว้างๆ เพื่อทำให้เรามองเห็นภาพของเป้าหมายได้ชัดเจน
  • M. Measurable – เป้าหมายของเราต้องมีตัวชี้วัด ที่จะทำให้เราวัดผลความสำเร็จได้อย่างชัดเจน
  • A. Achievable – เป้าหมายของเราต้องสามารถทำได้จริง ไม่ใช่ตั้งเป้าที่ยากจนเกินความสามารถของมนุษย์
  • R. Relevant – เป้าหมายต้องมีความสอดคล้องกับความเป็นจริงของตัวเอง และสอดคล้องกับเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิต
  • T. Time-bound – เป้าหมายที่ดีต้องมีกรอบเวลา ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้น 2.ระยะกลาง 3.ระยะยาว แต่สำหรับวัยรุ่นที่ยังมีโอกาสในการสำรวจความสนใจในชีวิตอีกมากมาย เป้าหมายระยะสั้นและกลางอาจจะเหมาะสมต่อการวางเป้าหมายที่สุด