กลยุทธ์ขุดตัวเองสู้กับความขี้เกียจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600870

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

กลยุทธ์ขุดตัวเองสู้กับความขี้เกียจ

“ขี้เกียจ” เป็นแบบไหน? ใครคิดไม่ออกลองเช็กดูว่า เมื่อเช้าตอนนาฬิกาปลุกให้ตื่นอาบน้ำไปทำงาน เรากดเลื่อนผ่านไปกี่ครั้ง ยังไม่อยากตื่นไปกี่หน นั่นแหละสัญญาณที่กำลังบอกว่า…เราเริ่มขี้เกียจไปทำงานแล้ว

แต่ก่อนอื่นอยากให้ถามตัวเองเสียก่อนว่าที่เราไม่อยากตื่น ไม่อยากไปทำงานนั่นมันเป็นเพราะว่าเรา “ขี้เกียจจริงๆ” หรือแค่อยู่ในสถานการณ์ที่ “กำลังเหนื่อยเกินไป” แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ก็อาจกระทบกับงานทั้งนั้น วันนี้เราจึงนำกลยุทธ์ในการสู้กับความขี้เกียจและค้นหาแรงบันดาลใจในวันที่ขี้เกียจทำงานทั้ง 7 ประการ มาฝากทุกคน

ประการที่ 1 – ซื่อสัตย์กับตัวเอง

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องระบุปัญหาที่เกิดก่อนที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ได้ เช่น งานเยอะ ทำคนเดียว เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ ส่งงานไม่ทันเดดไลน์ งานผิดพลาด จากนั้นให้เราเลิกโทษอย่างอื่นแล้วยอมรับความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้การทำงานเป็นแบบนั้น ลองประเมินพฤติกรรมในการทำงานของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครจะขี้เกียจทำงาน การประเมินด้วยตัวเองเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น หรือบริหารจัดการเวลาให้ดีกว่าเดิม

ประการที่ 2 – วางแผนการทำงาน

ใช้แพลนเนอร์เพื่อช่วยวางแผนการทำงาน จัดลำดับความสำคัญ เลือกงานสำคัญที่ต้องส่งก่อนมาวางไว้ตรงหน้าแล้วทำมันเป็นสิ่งแรก การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้เราโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นและทำให้เสร็จตามแผนเราจะรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายและมีแรงกระตุ้นในการทำงานเพิ่มขึ้น

ประการที่ 3 – ตั้งเป้าหมายเป็นประจำ

การทำงานง่ายๆให้สำเร็จตามเป้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุเราก็ยังต้องการเป้าหมายในการพัฒนาด้วยเช่นกัน เป้าหมายดังกล่าวควรจะช่วยให้เกิดการพัฒนาทักษะและการรับมือในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เราอาจตั้งเป้าในการเลื่อนขั้น ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น หรือรู้จักเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายดังกล่าวอาจกำหนดเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี พยายามรายงานผลการทำงานให้เป็นประจำสม่ำเสมอด้วย เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้มีทิศทางในการทำงาน และช่วยขจัดความขี้เกียจในระหว่างวันทำงานอีกต่างหาก

ประการที่ 4 – พักสักนิด

การพักไม่เพียงแต่ช่วยให้หายขี้เกียจ แต่ยังช่วยลดความเครียดและการขาดเป้าหมายในการทำงานได้อีกด้วย ช่วยให้เติมเต็มไฟในการกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง การพักในระหว่างการทำงานยังช่วยไม่ให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งจะก่อให้เกิดความขี้เกียจอีกด้วย

ประการที่ 5 – สร้างลักษณะนิสัยที่ดีนอกเหนือจากเรื่องงาน

เราสามารถเลือกที่จะใช้เวลาทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่าเสียเวลากับการนั่งดูซีรีย์ เลื่อนฟีดโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน พูดคุยกับคนใกล้ตัว เพียงไม่กี่นาทีก่อนทำอย่างอื่น อย่าลืมเรื่องของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังชีวิตการทำงานอีกด้วย การออกกำลังกายช่วยให้สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ และช่วยให้รู้สึกมีแรงกระตุ้นและพยายามยิ่งกว่าเดิม ไม่เชื่อลองทำดู

ประการที่ 6 – จัดการปัญหาที่แอบแฝงอยู่

ถ้าพบว่าตัวเองยังขี้เกียจในที่ทำงาน แน่ใจหรือยังว่าไม่มีปัญหาอื่นๆ ซ่อนอยู่ สาเหตุที่ขี้เกียจอาจจะมาจากปัญหาอื่นๆ ก็เป็นไปได้ เช่น หากรู้สึกหมดแรง เราอาจต้องปรับการทานอาหาร หรือหากนอนไม่หลับ อาจมีสาเหตุมาจากที่นอนหลับพักผ่อนที่ไม่โอเคก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น สาเหตุจากความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาจากความไม่พึงพอใจในทีี่ทำงาน อาจเกิดจากงานที่ไม่เหมาะสมกับเราก็เป็นไปได้

ประการที่ 7 – ให้รางวัลตัวเอง

เมื่อสามารถปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้แล้ว ก็ควรจะให้รางวัลตัวเองด้วยกลยุทธ์ประการสุดท้ายเพื่อทำให้มีแรงกระตุ้นอยู่เสมอ และทำให้เห็นว่าเราเองก็สามารถมาได้ไกลกว่าเดิม เช่น การได้ใช้วันลาพักร้อนนอนพักผ่อน การเดินทางท่องเที่ยว อาหารดีๆ สักมื้อ หรือการช้อปปิ้ง เพียงเท่านี้เราก็จะก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจไปได้

 

ภาพ : Freepik

6 ขุมพลังบำรุงสมองคนวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600767

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

6 ขุมพลังบำรุงสมองคนวัยทำงาน

ผ่านมานานเท่าไหร่แล้วที่เราใช้งาน “สมอง” ลองหันกลับมามองและให้ความสำคัญ เติมพลังด้วยการบำรุงเพียงเลือกกินอาหารต่อไปนี้ รับรองสมองดีไม่มีเบลอ

เหล่าพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานในทุกๆ วัน ต่างต้องเคยมีอาการเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะทั้งจากการทำงาน ความเครียด หรือเรื่องอื่นๆ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากสมองเราทำงานหนัก 5 วันต่อสัปดาห์ กว่า 20 วันต่อเดือน หรือมากกว่า 240 วันต่อปี เราจึงต้องบำรุงรักษาสมองของเราอยู่เสมอ ใครที่เริ่มหลงๆ ลืมๆ ทั้งที่ยังหนุ่มยังสาวจนอาจเกิดปัญหาต่อการทำงาน ควรรีบดูแลทานอาหารบำรุงสมองโดยด่วน ส่วนวิธีการก็ไม่ยาก เพียงเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ดังต่อไปนี้

1.อัพเซลส์สมองด้วยโอเมก้า 3

เซลส์สมองของเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันจำเป็นที่เรียกว่า “โอเมก้า 3” ช่วยในการสร้างเสริมและซ่อมแซมเซลส์สมอง โดยเราสามารถหาโอเมก้า 3 ได้จากอาหารต่อไปนี้

  • แซลมอน
  • ปลาทูน่า
  • น้ำมันแฟลกซีด
  • น้ำมันคาโนลา
  • วอลนัท
  • จมูกข้าวสาลี
  • ไข่

2.สร้างเกราะป้องกันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อเราอายุมากขึ้น อนุมูลอิสระในกระแสเลือดจะทำลายเซลส์สมองของเรา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับมัน ความจำของเราก็จะค่อยๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา เราจึงต้องกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก

  • บลูเบอร์รี่และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่
  • บร็อกโคลี่
  • แครอท
  • กระเทียม
  • องุ่นแดง
  • ปวยเล้ง
  • ถั่วเหลือง
  • ชา
  • มะเขือเทศ
  • โฮลเกรน

3.เพิ่มพลังสมองด้วยโปรตีนและไทโรซีน

สมองของเราไม่ได้มีแค่เซลส์ประสาท แต่ยังมีสารสื่อประสาททำหน้าที่เหมือนแมสเซนเจอร์ส่งสัญญาณจากเซลล์ประสาท เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง หากเรามีสารสื่อประสาทน้อยเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเราสามารถเพิ่มสารสื่อประสาทด้วยการกินสิ่งต่อไปนี้

  • ผลิตภัณฑ์จากนม
  • ไข่
  • อาหารทะเล
  • ถั่วเหลือง

4.หล่อเลี้ยงสมองด้วยน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน

น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ต้องการน้ำ แต่รวมถึงสมองของเราด้วย เพราะการขาดน้ำมีผลต่อสมองทำให้ความสามารถในการจดจำลดลง ถ้าอยากสมองดีเราต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน

5.บำรุงสมองด้วยวิตามินและเกลือแร่

ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง อาทิ

  • วิตามินบี 6
  • วิตามินบี 12
  • วิตามินซี
  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม

วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

6.ควบคุมการทำงานของสมองด้วยไฟเบอร์

ไฟเบอร์มีความสำคัญต่อสมองของเราอย่างมาก เพราะไฟเบอร์ช่วยในการทำงานของสมอง ควบคุมการดูดซึมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ และในปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดของเราได้ดี ได้แก่

  • ผลไม้แห้ง เช่น แอพริคอต ลูกพรุน ลูกเกด
  • ผัก เช่น บล็อคโคลี่ ถั่วเขียว ปวยเล้ง
  • ถั่วต่างๆ
  • อัลมอนด์ และแฟลกซ์ซีด
  • ผลไม้ เช่น อโวคาโด กีวี ส้ม ลูกแพร์ แอปเปิล
  • ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวกล้อง

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการใช้สมองทำงาน อย่าลืมมองหาอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้มาบำรุง รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีแรงกาย แรงใจ และพลังสมอง ขับเคลื่อนชีวิตการทำงานได้ราบรื่น พร้อมสู้งาน 240 กว่าวันต่อปีกันแล้ว

 

ภาพ : Freepik

7 งานยุคใหม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับการมาของปัญญาประดิษฐ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600727

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 15:00 น.

7 งานยุคใหม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับการมาของปัญญาประดิษฐ์

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก งานยุคเก่าค่อยๆ หายไป ส่งงานยุคใหม่ๆ เข้ามาแทน! มาดูกันว่า 7 อาชีพที่น่าสนใจและจะเติบโตไปพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีงานไหนน่าจับตาเป็นพิเศษบ้าง

เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ทั้งทำให้เกิดเป็นอาชีพใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานด้านวิทยาศาสตร์ งานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล และงานด้านวิจัย ฯลฯ

แม้จะมีกระแสความหวาดกลัวว่า “AI” (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ จะทำให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้ว AI จะทำให้เกิดงานใหม่ๆ ขึ้น และช่วยให้งานของมนุษย์สบายขึ้น เพียงแต่เราต้องมีการปรับตัวและพัฒนาทักษะของตนเอง เรียนรู้การใช้เทคโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาให้ทัน ทางด้านผู้ประกอบการก็ต้องสนับสนุนให้แรงงานได้เรียนรู้พัฒนาความสามารถ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นเดียวกัน

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ Gartner ที่ระบุว่า ในปี 2020 แม้ว่า AI จะลดการจ้างงานไป 1.8 ล้านตำแหน่ง แต่ก็จะสร้างงานใหม่ได้ 2.3 ล้านตำแหน่ง ซึ่ง Peter Sondergaard หัวหน้านักวิจัยของ Gartner ได้คาดการณ์ว่า AI จะเพิ่มความสามารถของแรงงานและอาจเป็นผู้สร้างงานทั้งหมด

7 อาชีพที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้จะมีการนำ AI มาใช้ ได้แก่

1.ตำรวจไซเบอร์/นักรบไซเบอร์

เนื่องจากในปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่าย หากมีการนำข้อมูลไปบิดเบือนและนำออกมาเผยแพร่อย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้รักษาความปลอดภัยด้านระบบดิจิทัล เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และคอยอุดช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นจากฝีมือของเหล่าแฮกเกอร์ ที่จะเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับระบบขององค์กร

2.วิศวกรพัฒนายานยนต์

เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความประหยัดควบคู่กันไป จึงทำให้การผลิตยานยนต์ในอนาคตที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ก็ได้เริ่มเข้ามามีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตของมุนษย์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย จึงไม่แปลกเลยที่อาชีพด้านวิศวกรพัฒนายานยนต์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโลก

3.นักเทคโนโลยีชีวภาพ

เมื่อคำว่า เกษตรกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ว่าในระหว่างกระบวนการผลิตเรายังสามารถนำกากเหลือทางการเกษตรมาพัฒนามาเป็นพลังงานทดแทนได้อีกด้วย จึงถือได้ว่าอาชีพนักเทคโนโลยีชีวภาพมีความจำเป็นอย่างมากในอนาคต

4.นักวิจัยอาหาร

ถือได้ว่าคนในยุคปัจจุบันได้หันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยไม่ได้รับประทานอาหารเพื่อความอร่อยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมด้านอาหารต้องทำการปรับตัวตาให้ตามทันเทรนด์การทานอาหารเพื่อสุขภาพของคนในรุ่นต่างๆ อีกด้วย โดยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น

5.นักวิจัย Big Data

สำหรับในวงการธุรกิจการมีข้อมูลเก็บเอาไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และในปัจจุบันก็มีข้อมูลอยู่มากมาย แต่ก่อนที่เราจะนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้นั้น จะต้องผ่านการวิเคราะห์จากนักวิจัยเสียก่อน เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้องและมีความคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อนำออกมาใช้นั่นเอง

6.ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพหลักตามอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในยุคที่ AI กำลังเข้ามา เช่น การผลิต GPU chips ที่มีรูปแบบเฉพาะของบริษัทด้านเทคโนโลยี ฯลฯ จากความต้องการในการใช้ชิพและฮาร์ดแวร์ของ AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจด้านนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้อาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานตามไปด้วย

7.วิศวกร ML : Machine Learning Engineers

สำหรับคนที่จะมาเป็นวิศวกรด้าน ML ได้นั้น จะต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีทักษะที่ดีเยี่ยมในการเขียน Code และต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรายังจะต้องทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอีกด้วย

 

ภาพ : Freepik

จากความรักและความฝัน สู่การแบ่งปันอาหารกลางวันเพื่อน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600219

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 14:30 น.

จากความรักและความฝัน สู่การแบ่งปันอาหารกลางวันเพื่อน้อง

‘เต็งหนึ่ง’ โชว์ฝีมือเชฟปรุงอาหารกลางวัน ‘จานยักษ์’ เป็นเมนูสุดหรูเพื่อน้องๆ นักเรียนผู้ด้อยโอกาสตามโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศไทย พร้อมเผยความรักและความฝันที่หล่อหลอมตัวตน

ต้านกระแสลบเรื่องอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในช่วงนี้ได้ดีทีเดียว กับการพลิกบทบาทของนักร้อง-นักแสดงที่ตามหาฝันในการเป็นเชฟเพื่อเปิดประสบการณ์ด้านทำอาหารโดยตรงจาก เลอ กอร์ดอง เบลอ โรงเรียนสอนทำอาหารฝรั่งเศส และได้บินไปเก็บประสบการณ์ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นานร่วมปี ล่าสุด เต็งหนึ่ง-คณิศ ปิยะปภากรกูล หรือเต็งหนึ่ง บี-โอ-วาย อดีตศิลปินบอยแบนด์วงดัง มาสานต่อความฝันพร้อมๆ กับการตอบแทนสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ด้วยการเนรมิตมื้ออาหารกลางวันสุดหรูเพื่อน้องๆ นักเรียนผู้ด้อยโอกาสตามโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศไทย

ซึ่งงานนี้เต็งหนึ่ง เผยว่า “ผมมีโอกาสไปเรียนและสะสมประสบการณ์จนเป็นเชฟเต็มตัวกว่าครึ่งปีครับ กลับมาก็ได้มีโอกาสในการถ่ายทอดประสบการณ์กับการเปิดคลาสทำขนม-อาหารต่างๆ จนผมมั่นใจในการทำหน้าที่เชฟมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลายๆ คนอาจมองว่าอาชีพเชฟสวยหรู แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยครับ ผมต้องใช้ความอดทน-พยายามที่จะฝึกฝนเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกอย่างมันเป็นความรักและความฝันที่หล่อหลอมตัวผมมาเรื่อยๆ ล่าสุดที่ผมมีโอกาสนำความชอบในเรื่องการทำอาหารมานำเสนอทางหน้าจอกับแฟนๆ ผ่านรายการอาหารที่จัดในอารมณ์ฟีลกู๊ด โดยที่ผมจะนำเสนอเมนูพิเศษ ตั้งแต่เรื่องของส่วนผสม ขั้นตอนการทำอาหาร พร้อมเคล็ดลับพิเศษที่ทุกคนทางบ้านสามารถเรียนรู้และทดลองทำไปพร้อมๆ กันได้ ในรูปแบบอาหารจานยักษ์ อาทิ พิซซ่าหน้าเธอถาดยักษ์ ข้าวปั้นเบนโตะกล่องยักษ์ อูด้งชามยักษ์ ข้าวผัดสับปะรดจานยักษ์ ฯลฯ ที่เราตั้งใจไปเสิร์ฟให้น้องๆ นักเรียนในระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนที่ห่างไกลในถิ่นถุรกันดารทั่วประเทศ ให้มีโอกาสรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่น้องๆ อาจจะไม่เคยได้สัมผัสในชีวิตประจำวันถึงที่ ซึ่งผมและทีมงานรายการจานยักษ์ จะไปทำเมนูอะไรและมอบความสุขให้กับน้องๆ ที่ไหนบ้าง พวกเขามีรอยยิ้มและมีความสุขมากขนาดไหน อยากให้ทุกคนได้เห็นเหมือนที่ผมเห็น โดยสามารถติดตามได้ ทางรายการ จานยักษ์ ทาง เว็บไซต์ Seeme.me (ซีมีดอทมี) ออนแอร์ตอนใหม่ ทุกๆ วันอังคารนะครับ”

สามารถรับชมได้ทุกวันอังคารและสามารถติดตามชมย้อนหลังได้ที่ https://seeme.me/ch/janyak

Work&Life บริหารจัดการอย่างไรให้สมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/594945

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

Work&Life บริหารจัดการอย่างไรให้สมดุล

3 สิ่งที่ควรโฟกัสก่อนสัมผัสกับคำว่า “ความสุข” เคล็ดลับง่ายๆ ในการเริ่มต้นสร้างสมดุลให้ชีวิต

ความสุข คือสิ่งที่ใครๆ ต่างแสวงหา บ้างก็ค้นจนเจอ บ้างก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าที่จนเหนื่อยล้าและไม่มีเวลาทำสิ่งอื่น โดยไม่เคยรู้เลยว่าความสุขที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ทุกคนสร้างเองได้ แค่รู้จักใช้ชีวิตอย่างสมดุล หรือจัดสรรชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ก็มีหลายคนบ่นว่าเป็นเรื่องยากจะทำได้ เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการเริ่มต้นสร้างสมดุลให้ชีวิตมาแบ่งปันกัน

1 บริหารเวลาให้เป็น

ไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่ทุกคนบนโลกนี้ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เท่าเทียมกันก็คือเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน ใครจะสามารถใช้ได้คุ้มค่าที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันหมดไปกับการทำงาน ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด เพราะการใช้เวลาที่เหมาะสมนั้นคือคนที่สามารถจัดสรรเวลา ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำให้ลงตัวได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและปรับกันไปให้เข้ากับรูปแบบของการใช้ชีวิต โดยอาจจะเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำแต่ละวันในทุกๆ เช้า และพยายามทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้

2 ชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่งาน

จริงอยู่ที่งานสร้างคุณค่าให้กับคน แต่หลายๆ คนทุ่มเทเวลาที่มีแทบทั้งหมดให้กับการทำงาน โดยมักมองว่าการมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับงานจะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต จนลืมไปว่าชีวิตของคนเรายังมีสิ่งอื่นที่มากกว่านั้น ทั้งครอบครัว เพื่อน คนรัก และเวลาส่วนตัว จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถสร้างความสุขในชีวิตได้ และประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านของชีวิต ทั้งการมีครอบครัวที่มีความสุข การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรัก มีเพื่อนที่เข้าใจ ลองแบ่งเวลาที่มีให้กับคนรอบข้าง ใช้เวลาร่วมกันพบปะพูดคุย และสุดท้ายไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาให้ตัวเองได้อยู่กับพื้นที่ส่วนตัว ใช้เวลาทำในสิ่งที่รัก เป็นการสร้างความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเอง นี่แหละคือความสำเร็จที่แท้จริง ที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

3 สุขภาพดีไม่มีขาย

ทุกวันนี้มีคนมากมายให้ความสำคัญกับเงิน และมองว่าเงินคือตัวแปรสำคัญในการดำเนินชีวิต พยายามทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อเงินจนลืมใส่ใจสุขภาพ จงอย่าลืมว่าร่างกายคือต้นทุนอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต หากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ก็จะช่วยให้สามารถทำหลายๆ สิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น อย่ามัวแต่ทำงานหนักจนลืมหันมารักตัวเอง ให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารดีๆ ให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และสุดท้ายให้ตัวเองได้มีสุขภาพที่แข็งแรง พยายามสร้างระเบียบวินัยด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูยากสักหน่อย แต่ลองปรับทัศนคติต่อการออกกำลังกาย ให้มองว่าเป็นสิ่งที่ดีกับตัวเอง เพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรง เพื่อได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัว และเพื่อที่ตัวเองจะได้มีแรงทำสิ่งดีๆ ต่อไป

 

ภาพ freepik

7 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาที่นำพาสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595814

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

7 สูตรสำเร็จการบริหารเวลาที่นำพาสู่ความสำเร็จ

“ผู้ที่ประสบความสำเร็จจะไม่รอให้โอกาสเข้ามาหา แต่จะพุ่งทะยานไปหาโอกาส”…ลีโอนาร์โด ดาวินชี

ในโลกใบนี้มีผู้ที่ประสบความสำเร็จอยู่มากมาย พวกเขามีเคล็ดลับที่สำคัญคือการไม่คอยให้โอกาสความก้าวหน้าเดินเข้ามาหา แต่จะไขว่คว้าและสร้างความสำเร็จขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ซึ่งกว่าจะได้มาต้องผ่านการวางแผน ลงมือ และบริหารจัดการเวลา และนี่คือ 7 สูตรสำเร็จที่จะทำให้การบริหารเวลาพาเราไปสู่ความสำเร็จ

1 เก็บพลังความคิดไว้ตัดสินในสิ่งสำคัญ

ลองสังเกตการแต่งตัวของผู้ทรงอิทธิพลอย่าง สตีฟ จ็อบส์ ที่มักใส่แค่เสื้อยือคอเต่าสีดำกับกางเกงยีนส์ การที่จ็อบส์แต่งตัวเรียบง่าย เพราะเขาไม่อยากสิ้นเปลืองเวลาไปกับการเลือกชุดทำงาน และเรื่องยิบย่อยในชีวิต ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการตัดสินใจ และเอาเวลาที่มีไปใส่ใจกับสิ่งที่รัก

2 สร้างวินัยให้กิจกรรมก่อนเข้านอน

ผู้ที่ประสบความสำเร็จจไม่รีรอให้ถึงเช้าแล้วค่อยเตรียมตัวในวันถัดไป แต่พวกเขาจะทำใจให้สงบ อ่านหนังสือ วางแผนวันใหม่ พร้อมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะได้วางสิ่งที่จะทำไว้แล้ว ส่งผลให้วันใหม่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เริ่มต้นกิจกรรมยามเช้าอย่างมีวินัย เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ กินอาหารเพื่อสุขภาพ

3 มองการณ์ไกลอย่างทะลุปรุโปร่ง

สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จกับบุคคลทั่วไปคือ คนที่ประสบความสำเร็จมักวางแผนละเอียดรอบคอบ ใช้เวลาในการมองภาพโดยรวมอย่างทะลุปรุโปร่ง ลำดับเหตุการณ์ คิดถึงผลกระทบต่างๆ ก่อนลงมือปฏิบัติ แต่คนทั่วไปมักตัดสินใจโดยขาดการมองภาพโดยรวม ทำให้มีโอกาสพลาดเป้าหมายสูง

4 ระบบการวางแผนเป็นสิ่งจำเป็น

ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะเดินแผนงานตามตารางเวลา ซึ่งถูกกำหนดลำดับความสำคัญ เป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานให้เป้าหมายสำเร็จ อีกทั้งยังให้เวลากับการติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายหลัก ปรับแผนงานตามผลลัพธ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้

5 ลำดับความสำคัญ

การลำดับความสำคัญของงานนั้น ต้องสอดคล้องและสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ ผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายเข้าใจกันดีว่า หากพวกเขาไม่ได้กำหนดลำดับความสำคัญของงาน งานของพวกเขาก็จะถูกทำให้ไขว้เขวด้วยกำหนดการของงานอื่นๆ แต่เมื่อใดที่มีลำดับงานที่ชัดเจน ก็จะประเมินสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้

6 สนใจเฉพาะโครงการสำคัญ

ลองวาดตาราง 2×2 โดยแบ่งเป็นเร่งรีบและสำคัญ ไม่เร่งรีบแต่สำคัญ เร่งรีบแต่ไม่สำคัญ และสุดท้ายไม่เร่งรีบและไม่สำคัญ และพิจารณาว่าควรจะให้เวลาและความสำคัญไปกับส่วนไหนมากกว่า คนทั่วไปมักใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ แต่ไม่ได้จัดลำดับว่าสำคัญหรือไม่ ทำให้ชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ ในทางกลับกัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมที่มีความสำคัญแต่ไม่เร่งรีบ ซึ่งแม้ไม่ได้ส่งผลให้เห็นทันตา แต่มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในอนาคต

7 ทำงานที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก

พลังใจคือทรัพยากรที่มีจำกัด คนประสบความสำเร็จจะใช้พลังที่มีทั้งหมดทุ่มเทให้กับงานสำคัญที่สุดในยามเช้าที่ความเครียดและอุปสรรคยังไม่สะสมตัวในความคิดมากนัก ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะที่สมองปลอดโปร่ง และสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยม

สัญญาณเสี่ยงส่อแวว ‘มนุษย์ไร้เงินเก็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/565692

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

สัญญาณเสี่ยงส่อแวว ‘มนุษย์ไร้เงินเก็บ’

“การเงินมีปัญหาถึงเวลาต้องปฏิวัติ” มาปลดแอกชีวิตการเงินแบบเดิมๆ ยกเครื่องใหม่ทั้งในเรื่องความคิด ไปจนเรื่องสร้างวินัย ทำในสิ่งที่แตกต่างเพื่ออนาคตการเงินที่ดีขึ้นกว่าเดิม

…บางคนอายุ 30 กว่าๆ แล้ว ยังไม่มีเงินเก็บ ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรือไม่เคยมีเงินเดือนเหลืออยู่ถึงสิ้นเดือน

มีใครเป็นแบบนี้บ้าง!?!

วันเงินเดือนออกเงินเหลืออยู่ 10-20% ซึ่งการมีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น ถ้ามองในด้านการเงินถือว่าเสี่ยงมากๆ หากเรามีเงินไม่พอใช้ทุกๆ เดือน และไม่มีวี่แววว่ามันจะดีขึ้น นั่นหมายถึงว่า นอกจากคุณจะเก็บเงินไม่อยู่แล้ว ยังมีเงินไม่พอใช้จ่ายอีกด้วย

หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ก็บอกว่ารายได้น้อย แต่อยากให้ลองดูพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่ มีใครเข้าข่ายอะไรบ้าง

ทนเห็นป้ายเซลไม่ได้

ป้ายสีแดงๆ ที่เขียนว่า Sale มันสุดสะดุดตาและดึงดูดเราให้รี่เข้าร้านไปโดยรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงเอยด้วยการซื้อของชิ้นนั้นกลับมาด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็ของมันลดราคา” การตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเสียดายโอกาส กลัวว่าการเซลครั้งยิ่งใหญ่ 80-90% ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก(ทั้งที่มันก็มีปฏิทินเซลประจำทุกปี) แต่ความกลัวพลาดชิ้นเด็ดที่หมายตาไว้ รีบซื้อเลยดีกว่า แบบนี้ก็คงไม่มีเงินเก็บแน่นอน

แล้วจะมีวิธีแก้ไขนิสัยช่างซื้อแบบนี้อย่างไร ก็แค่คุณกำหนดงบประมาณไว้ในการช็อปปิ้ง 10% ทุกๆ เดือน เซลครั้งใหญ่ก็ซื้อได้ในงบ (ที่จำกัด) เอาน่า… อย่างไรก็ได้ชิ้นใหม่

คนเดือนชนเดือน เพราะชอบซื้อแบบนี้ เงินเก็บไม่มี ควรสร้างหนี้เป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่น ผ่อนคอนโด ทาวน์เฮาส์ ให้เป็นภาคบังคับให้เราต้องจ่าย วันหนึ่งผ่อนหมดก็จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

เงินเดือนออกแล้วติดหรู

บางคนยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นแบบนี้ สิ้นเดือนก็ต้องนั่งแท็กซี่ต้องไปดูหนัง ต้องหาของกินร้านอร่อยๆ ชีวิตก็เลยอยู่มันไปแบบนี้แหละ ไม่มีเงินเก็บแต่มีหนี้ ใช้เงินเก่งแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีการวางแผนเรื่องเงินเลย แต่วางแผนไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละหลายหมื่นบาทไปจนแสนบาทด้วยบัตรกดเงินสด

คิดว่ามีเงินก็ใช้หาความสุขเงินเดือน 4-5 หมื่นบาท สิ้นเดือนก็จ่ายบัตรเครดิต (มีแทบทุกธนาคาร) สร้างหนี้ใหม่มาอีกไม่จบไม่สิ้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ยังมีช่วงชีวิตหรูหราไว้ให้จดจำ แต่เคยคิดถึงอนาคตบ้างไหมว่า ชีวิตของคุณกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” มาบรรจบกันเมื่อไร?

ไม่เคยบังคับตัวเอง

ใครไม่เคยทำ ลองทำ วิธีนี้โดยกันเงินใช้รายวันแลกธนบัตร 100 บาทเอาไว้เลย ใช้วันละ 200 บาท ใส่ถุงซิปไว้ 30 วัน แต่ละวันก็เอาออกมาใช้ทีละซอง เมื่อก่อนไม่ได้ทำแบบนี้ต้องมากลุ้มใจจะใช้เงินพอถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า ส่วนเงินเก็บเปิดบัญชีเงินฝากแบบฝากทุกเดือน ปีที่ได้ขึ้นเงินเดือนมาก ก็เปิดเพิ่มอีก 1 บัญชี โดยตั้งใจว่าจะพยายามเก็บเงินให้ถึงตามเป้าหมาย

รักความเสี่ยง (ด้านลบ)

การพนัน แทงหวย แทงบอล ถ้าไม่ได้มีองค์ประจำตัวหรือแหล่งเลขเด็ดที่จะทำให้คุณร่ำรวยได้จากช่องทางนี้ เอาเงินและเวลาของคุณไปสร้างธุรกิจด้วยมือของคุณจะน่ายั่งยืนและภูมิใจกว่ามาก

ติดใช้แบรนด์เนม

ข้อนี้คงโดนใจสาวๆ หลายคน กับเหตุผลของการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบราคา 6 หลักนั้น มันขายต่อได้ ราคาไม่ตก แต่ในวงการซื้อขายกระเป๋าเพื่อเอากำไร นอกจากราคากระเป๋า 5-6 หลักแล้ว ยังจะต้องมีอุปกรณ์เสริมไว้ดูแลกระเป๋าอีก ทั้งสเปรย์กันน้ำ ทั้งชุดทำความสะอาด แม้กระทั่งพากระเป๋าไปทำสปาครั้งละหลายพันบาท

หากคุณผู้หญิงเปลี่ยนใจจากการเสพติดกระเป๋ามาเป็นเสพติดการลงทุนแทน นอกจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิกแล้วยังมีโอกาสทำให้เงินต้นงอกเงยอีกด้วย

หากใครยังเลือกใช้ชีวิตที่ไม่มีเงินเก็บ ด้วยไลฟ์สไตล์ดังกล่าวมา จะทำให้ติดกับดักวงจรชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดท้ายชีวิตในวัยทำงานแบบหนูถีบจักรก็จะหมดลง พร้อมกับสมุดเงินฝากที่มีเงินเก็บอันน้อยนิดจนไม่เพียงพอสำหรับเกษียณตัวเอง ชีวิตแบบนี้คือชีวิตเสี่ยงที่สุดแล้ว

How to ทำอย่างไรให้ได้งาน…แม้ประสบการณ์น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599660

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

How to ทำอย่างไรให้ได้งาน...แม้ประสบการณ์น้อย

อยากได้งานแต่เพิ่งเรียนจบ กลัวถูกปฏิเสธเพราะไร้ประสบการณ์ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปด้วย 9 เทคนิคทำอย่างไรให้ได้งาน สำหรับ “เด็กจบใหม่” ที่เรานำมาฝากกัน

1.ฝึกงานเพื่อเพิ่มประสบการณ์

หากคิดว่ายังมีประสบการณ์ไม่มากพอ อาจเริ่มด้วยการฝึกงานหาประสบการณ์ก่อน ถ้าผลงานเข้าตาก็จะเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับการทำงานในอนาคต

2.เลือกบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่สนใจ

ควรหางานจากบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่สนใจ และรู้สึกว่าเหมาะกับตนเอง จากนั้นจึงหาตำแหน่งงานที่ตรงกับความสามารถ เพื่อยื่นใบสมัครต่อไป

3.จัดทำแฟ้มผลงาน (Portfolio)

แฟ้มผลงาน (Portfolio) จะช่วยเพิ่มโอกาสได้งานมากขึ้น เพราะนายจ้างเห็นว่าที่ผ่านมาคุณมีผลงานอะไรบ้าง และถนัดด้านใดเป็นพิเศษ

4.สร้างความแตกต่างด้วย “เรเซูเม่”

เรซูเม่เป็นด่านแรกที่นายจ้างจะได้รู้จักตัวตนของคุณ และพิจารณาว่าจะรับเข้าทำงานหรือไม่ หากเรซูเม่ดูน่าสนใจ และแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น

5.ใส่ประสบการณ์สมัยเรียนในเรซูเม่

การเขียนประสบการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำสมัยเรียนลงในเรซูเม่ จะช่วยให้นายจ้างเห็นความสามารถของคุณ แม้ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน

6.วางตำแหน่ง Executive Summary ไว้บนสุด

นอกจากทำเรซูเม่ให้น่าสนใจแล้ว ควรวางตำแหน่ง Executive Summary ที่เป็นบทสรุปโดยย่อเกี่ยวกับตัวคุณไว้บนสุด เพราะเป็นตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน

7.ชี้ให้เห็นว่าทักษะที่มีอยู่เป็นประโยชน์ต่องาน

ควรอธิบายให้นายจ้างเห็นว่าทักษะที่คุณมีอยู่ ส่งผลดีหรือเป็นประโยชน์ต่อตำแหน่งที่สมัครอย่างไร เหตุใดบริษัทจึงควรจ้างคุณมากกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ

8.ทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทที่สมัคร

เมื่อถูกเรียกสัมภาษณ์ อย่าละเลยเรื่องการทำการบ้าน ด้วยการศึกษาข้อมูลของบริษัทให้มากที่สุด และเตรียมคำถามไปด้วยกรณีที่มีข้อสงสัยใด ๆ

9.สร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์

นอกจากการแต่งกายที่เหมาะสมแล้ว บุคลิกภาพที่ดูมั่นใจ และการตอบคำถามที่ชัดเจน ฉะฉาน สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ได้เช่นกัน

 

ภาพ freepik

How to ทำงานอย่างไรให้ได้งาน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599659

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

How to ทำงานอย่างไรให้ได้งาน?

พบกับ 10 วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพ

1.ทำงาน “สำคัญที่สุด” ตอนเช้า

ควรเริ่มทำงานที่สำคัญที่สุด หรือจำเป็นที่สุดตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้การเริ่มต้นเช้าวันใหม่ของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะใช้เวลาไปกับการนั่งเช็กอีเมล ท่องโลกออนไลน์ หรือนั่งคุยเล่นกับเพื่อน เพราะช่วงเช้าเป็นเวลาที่สมองตื่นตัวและพร้อมทำงานมากที่สุด

2.จัดลำดับ “ความสำคัญ” ของงาน

การจัดลำดับความสำคัญของงานด้วยแนวคิด Eisenhower Box จะช่วยให้รู้ว่างานชิ้นไหนควรทำก่อนหรือหลัง ซึ่งแบ่งเป็น 1.งานเร่งด่วนและสำคัญ (ทำทันที) 2.งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (ทำทีหลังได้) 3.งานเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ (ให้คนอื่นทำแทนได้) และ 4.งานไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ (ตัดทิ้งได้)

3.ไม่ทำงาน “หลายอย่าง” พร้อมกัน

สมองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าประสิทธิภาพในการทำงานของคนเราจะลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน จึงควรโฟกัสงานใดงานหนึ่งให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปทำงานอื่นต่อ

4.ควร “หยุดพัก” ให้เป็นเวลา

การทำงานเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีการหยุดพักเลย จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จึงควรหยุดพักเป็นช่วงสั้น ๆ ในระหว่างทำงาน เพื่อให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายบ้าง และหากเป็นไปได้ควรจัดตารางพักให้เป็นเวลาในทุกวันนอกเหนือจากเวลาพักเที่ยง

5.ปฏิเสธเข้า “ประชุม” บ้าง

บ่อยครั้งที่หลายบริษัทเจอปัญหาประชุมในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ หรือประชุมแล้วไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้น หากมีทางเลือกใดที่ได้ประสิทธิผลกว่าก็ควรลองดู เช่น คุยออนไลน์ผ่าน Group Chat ของบริษัท แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทำให้การประชุมเข้าประเด็นที่สุด และได้ข้อสรุปเร็วที่สุด เพื่อจะได้เสียเวลาน้อยที่สุด

6.กำหนด “Deadline” ของงาน

การกำหนด “Deadline” ของงานแต่ละชิ้น จะช่วยให้คุณจดจ่อกับการทำงานนั้น ๆ ได้มากขึ้น และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะรู้กำหนดของงานว่าควรเสร็จเมื่อใด ซึ่งดีกว่าการทำไปเรื่อย ๆ โดยไร้เส้นตาย จนทำให้งานเสร็จล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

7.ตั้งเวลา “เช็กอีเมล” เป็นระยะ

แทนที่จะเช็กอีเมลตลอดเวลา หรือเช็กทุกครั้งที่มี ข้อความแจ้งเตือนเข้ามา ให้เปลี่ยนมาปิดการแจ้งเตือน และตั้งเวลาว่าจะเช็กอีเมลในช่วงเวลานั้น ๆ แทน เพื่อจะได้จดจ่อกับการทำงานมากขึ้น โดยไม่มีเสียงแจ้งเตือนมาทำให้คุณต้องเสียสมาธิในการทำงาน

8.เตรียม “To-do List” วันถัดไป

การเขียน To-do List (สิ่งที่จำเป็นต้องทำ) เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เพราะจะช่วยให้คุณจัดการงานต่าง ๆ หรือโฟกัสงานได้ถูกจุด โดยอาจใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือก่อนเข้านอนลิสต์สิ่งที่จะต้องทำสำหรับวันถัดไป และอย่าลืมจัดลำดับความสำคัญงานเหล่านั้นด้วย

9.หาเวลา “ออกกำลังกาย” บ้าง

การออกกำลังกายส่งผลดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ อีกทั้งช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังสมองอย่างต่อเนื่องด้วย จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ ดังนั้น หากมีเวลาออกกำลังกายยามเช้าก่อนเข้าทำงาน ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ร่างกายและสมองพร้อมสำหรับการทำงานมากขึ้น

10.ไม่ต้อง “Perfect” เสียทุกอย่าง

การพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ หรือ Perfect มีแต่จะทำให้เกิดความเครียด และไม่มีความสุขในการทำงาน เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด จึงควรเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่การทำงานให้เต็มกำลังความสามารถของคุณแทน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่า

 

ภาพ freepik

6 หนังสือสองภาษาน่าอ่าน ผลงานนักเขียนสตรีรางวัลชมนาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599419

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

6 หนังสือสองภาษาน่าอ่าน ผลงานนักเขียนสตรีรางวัลชมนาด

แนะนำหนังสือน่าอ่าน 6 เล่มเด่น ท้าให้พิสูจน์เต็มอิ่มทั้งด้านอรรถรสและความงดงามทางวรรณศิลป์ บนเรื่องราวที่หลากหลายรสชาติ

กระแสเฟมินิสต์ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง ในงานวรรณกรรมก็เช่นกัน ในตลาดงานหนังสือวรรณกรรมต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา หนังสือแปลผลงานของสตรีได้รับความสนใจจากสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หลายเจ้า โดยเฉพาะถ้ามีรางวัลการันตีคุณภาพ

ล่าสุดในงานประกาศรางวัลชมนาด ครั้งที่ 8 ประเภทนวนิยาย แม้ว่าปีนี้จะไม่มีผลงานที่เหมาะสมกับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ แต่แวดวงคนอ่านงานวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมแปลภาษาต่างประเทศ ปีนี้มีข่าวดีกับการตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่มใหม่ A Physician was Branded a Murderer ผลงาน “อู๋ฮุ่ยเซียง” และ One Life Before Sunset ผลงาน “สิริญรำไพ”

A Physician was Branded a Murderer ถ่ายทอดจาก “เขาตราหน้าว่าหมอฆ่าคน” การันตีคุณภาพด้วยรางวัลชมนาด ระดับดีเด่นประจำปี 2557-2558 ที่ผู้เขียนถอดบทเรียนชีวิต ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปี 2550 ในฐานะแพทย์ที่ถูกฟ้องร้องกล่าวหาว่าเป็น “ฆาตกร” เนื่องจากทำคลอดให้หญิงสาวรายหนึ่ง และเธอเสียชีวิตลงทว่า ในความเคราะห์ร้ายก็ยังมีความโชคดี เธอได้กำลังใจจากลูกๆ ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในวงการแพทย์ อัยการ นิติกร และมิตรภาพจากมิตรสหาย เป็นพลังที่ฉุดให้เธอลุกขึ้นสู้อีกครั้ง A Physician was Branded a Murderer แม้ว่าจะใช้เวลาในการแปลนานถึง 4 ปี แต่ พญ.สุดานี บูรณเบญจเสถียร ซึ่งจับไฟล์ทบินมาร่วมงานตั้งแต่เช้า บอกว่า ได้ผลงานที่ออกมาตรงใจ การเลือกใช้คำไม่ได้เป็นศัพท์แพทย์เกินไป แต่สามารถสื่อทางด้านอารมณ์และด้านกฎหมายให้ผู้อ่านทุกคนเข้าใจกันได้ “ฉบับภาษาไทยจนถึงทุกวันนี้ผลตอบรับดีมาก ทำให้เกิดกระแสของสังคมแพทย์เริ่มเข้าใจคนไข้มากขึ้น และสิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ คนไข้ก็เริ่มเข้าใจแพทย์ กลุ่มแกนนำที่ไม่เข้าใจแพทย์ก็เริ่มมาทำงานด้วยกันใหม่” หมอเซียงบอก

อีกเล่มที่เพิ่งสำเร็จเสร็จสิ้นออกมาก่อนหน้าไม่นาน One Life Before Sunset จากบทประพันธ์เรื่อง “ก่อนสิ้นรุ่งอรุณแห่งฝัน” ผลงานของ สิริญรำไพ (มาเรีย) ประพันธุ์ทวี รางวัลชมนาดดีเด่น ปี 2554-2556 เป็นบทบันทึกชีวิตการต่อสู้ทั้ง “ใน” และ “นอก” ของหญิงไทยใจแกร่ง ที่ถ่ายทอดมาจากชีวิตและประสบการณ์จริงของเธอเอง ลูกอีสานคนหนึ่งที่พยายามค้นหาความหมายของชีวิตของตนกับสังคมและผู้คนรอบข้าง ดังที่เธอบอกว่า ความตายของตา ทำให้เธอได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญที่ว่า… “…สมบัติมากมายที่ดิ้นรนค้นหาแทบตาย สุดท้ายก็ไม่มีใครนำติดตัวกลับไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว!”

“ก่อนสิ้นรุ่งอรุณแห่งฝัน” เป็นบทประพันธ์รางวัลชมนาดระดับดีเด่น ในการประกวดครั้งที่ 3 ร่วมกับ “พฤกษามาตา” หรือ Preuksa Mata ผลงาน ชัญวลี ศรีสุโข เรื่องราวจริงของ “แม่” หลากหลายมิติชีวิตจากปลายปากกาของสูตินรีแพทย์ ที่สัมผัสชีวิตแม่มามากมายราวกับได้ดูละครโรงใหญ่ จึงอุปมากับต้นไม้ เช่น แม่ “ต้นไผ่” ที่ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตตนเองเพื่อให้กำเนิดลูกน้อย จึงได้รับคำชื่นชมในแง่ของการถ่ายทอดคุณค่าแห่งสารัตถะในเชิงสังคมวิทยาได้อย่างเอกอุ

อีกเล่มที่บันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์รางวัลชมนาดคือ “รอยวสันต์” หรือ Walking Through the Spring วรรณกรรมเล่มแรกที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อ 12 ปีก่อน ด้วยภาษาที่ละเมียดละไม แฝงปรัชญาชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวของสี่สาวชาวจีนที่เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านให้กับผู้มีฐานะ จนผ่านไปหลายสิบปีทั้งสี่คนที่อยู่ในวัยสูงอายุได้กลับมารวมตัวกัน เรื่องราวที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความรัก ความผูกพันจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผ่านการบอกเล่าของทั้งสี่คนให้คนรุ่นหลานฟัง

ถ้าเปรียบวรรณกรรมกับอาหาร จานที่จัดจ้านที่แทบทุกคนจะต้องรู้จักเมื่อเอ่ยถึงรางวัลชมนาด “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” หรือ I am ERI My Experience Overseas ผลงานของ ธนัดดา สว่างเดือน ที่เปลือยด้านมืดของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่ไปต้องขายตัวในต่างแดน เพื่อหาเงินส่งมาให้ครอบครัวที่เมืองไทย ทำให้ชีวิตของเธอต้องถลำลึกลงอยู่ในวงจรสีเทา “ฉันคือเอรี่” ติดอันดับหนังสือขายดี ได้รับการตีพิมพ์นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมากระทั่งปัจจุบันเป็นครั้งที่ 14-15 แล้ว ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไม่เพียงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ยังมีทั้งภาษาจีน เวียดนาม และมาเลเซีย

และแล้ว ปี 2559 บนแผงหนังสือก็ได้ต้อนรับวรรณกรรมเจ้าของรางวัลสารคดียอดเยี่ยมเรื่องใหม่ “ขังหญิง” หรือ Caged : Women’s Voices from a Bangkok Prison จากนักประพันธ์หญิงคนเดียวกัน ภายใต้นามปากกา “นวกันต์” แต่ครั้งนี้เป็นการนำเสนอประสบการณ์ตรงที่ต้องถูกจองจำอยู่หลังกำแพงนานกว่า 3 ปี “…เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงไทยที่ไปค้าบริการ ส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่ปลูกบ้านหลังใหญ่ ทำให้มองกันว่าขายตัวสิ มีสามีฝรั่งสิ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ที่ต้องเจอ ทั้งถูกตบตี บางคนติดยา ติดผู้ชาย แต่สุดท้ายกลับมาแบบไม่เหลืออะไร ดิฉันจึงลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเพื่อเปิดเผยด้านมืด เพื่อเตือนว่า อย่าเข้ามาเลย เพราะมันไม่ได้สบายอย่างที่คิด เมื่อเข้ามาแล้วมันออกไปยาก”