Roots Bangkok ดื่มด่ำรสชาติของอาหารให้ลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/596799

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

Roots Bangkok ดื่มด่ำรสชาติของอาหารให้ลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ

‘Roots Bangkok’ ร้านอาหารที่ถนัดแนวกริลและบาร์บีคิว รวมเมนูกริลหลากสัญชาติไว้ภายใต้บรรยากาศสวนกลางกรุงอันร่มรื่นใน เค วิลเลจ ซ.สุขุมวิท 26

สัมผัสรสชาติของอาหารให้ลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณของการเริ่มต้นแต่ละเมนู กับ ‘Roots Bangkok’ ร้านอาหารที่ถนัดแนวกริลและบาร์บีคิว รวมเมนูกริลหลากสัญชาติ ไว้ภายใต้บรรยากาศสวนกลางกรุงอันร่มรื่นในเค วิลเลจ ซ.สุขุมวิท 26 มุมที่สามารถทิ้งตัวในบรรยากาศสงบร่มรื่น รายล้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ในสไตล์อัล เฟรสโก้ ซึ่ง ‘Roots’ ไม่ได้สื่อความหมายเพียงบรรยากาศของสวนอันร่มรื่นเท่านั้น แต่ ‘Roots’ ยังรวมรวบแรงบันดาลใจจากเจ้าของที่ต้องการดึงแก่นแท้ของอาหารในทุกจานที่ล้วนมีเรื่องราวมาถ่ายทอดในแบบฉบับดั้งเดิม

เริ่มแนะนำด้วย Rocket Salad with Goat Cheese สลัดผักร็อกเกต ในน้ำสลัดแบบไลท์ ผสมน้ำมันมะกอก พาสลี่ย์ กระทียมสับและใบมิ้นต์เข้าด้วยกัน เพิ่มความเข้มข้นด้วยชีสจากนมแพะ และเบคอนกรอบ ก่อนจัดเต็มด้วยเมนู BBQ Pork Ribs  ซี่โครงหมูย่างซอสบาร์บีคิว ที่ผ่านการหมักซอสเข้มข้นจนเข้าถึงเนื้อนุ่มร่วน เสิร์ฟพร้อม Curly Fries มันฝรั่งทอดแบบเกลียว สลัด และโคลสลอว์ ไว้ตัดรสชาติความเข้มข้น

Chicken Wings Peri Peri  ปีกไก่ย่างซอสสไตล์ตุรกี เคียงด้วยซอสเผ็ดจากเครื่องเทศตุรกี และซอสบลูชีส เป็นเมนูแปลกใหม่ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยแต่อยากให้ได้ลองทำความรู้จัก ก่อนสลับมาลิ้มลองพิซซ่าแป้งบางสไตล์อิตาเลียนต้นตำรับ ที่ใช้แป้งโฮมเมดอบด้วยเตาถ่านเสิร์ฟ 2 รสชาติ พาร์ม่าแฮม และซีฟู้ด อัดแน่นด้วยกุ้ง หมึก หอยแมลงภู่คัดไซส์ ที่ถูกวางเรียงบนซอสมะเขือเทศและชีสมอซซาเรลล่าแบบจัดเต็ม จับคู่กับเครื่องดื่มทั้งม็อกเทลและค็อกเทลไว้เพลิดเพลินไปกับเพลงฟังสบาย นอกจากนี้ ยังมีดีเจไว้คอยเปิดแผ่นเติมบรรยากาศของการสังสรรค์ในช่วงค่ำ

‘Roots Bangkok’ เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.00-01.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-24.00 น. โทร. 02-661-5227

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/517369

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

นอกจากรสชาติที่หอมหวานแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์อีกมากมายที่หลายคนคาดไม่ถึง

น้ำผึ้งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน ถูกใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด รวมไปถึงใช้ในการแพทย์ตามตำรับยาโบราณของไทยอีกด้วย นอกจากรสชาติหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนติดใจแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์รอบด้านทั้งการบำรุงผิวพรรณและรักษาโรคเลยทีเดียว

1. บำรุงผิว – น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง รวมไปถึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวได้อีกด้วย โดยสามารถใช้ได้ทั้งการนำน้ำผึ้งเพียวๆ มาพอกหน้า หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ อย่าง อบเชย มะนาว กล้วย ก็ได้เช่นกัน

2. ลดความอ้วน – น้ำผึ้งมีรสหวานก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นหากทานในปริมาณที่เหมาะ เนื่องจากความหวานของน้ำผึ้งจะไปช่วยลดความอยากของหวาน และยังไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

3. แก้อาการเมาค้าง – ใครที่ชอบไปปาร์ตี้ควรมีน้ำผึ้งติดบ้านไว้เลย เพราะน้ำผึ้งสามารถช่วยลดอาการปวดหัว อาการเมาค้าง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และปรับสมดุลของร่างกายให้คงที่ เพียงผสมน้ำผึ้ง มะนาว และน้ำอุ่น ดื่มหลังจากตื่นนอน

4. แก้หวัด – การทานน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นทุกเช้าหรือก่อนนอน ช่วยให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นใครที่มีอาการไอร่วมด้วย สามารถจิบแก้เจ็บคอได้ อาจเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความชุ่มคอก็ได้เช่นกัน

5. บำรุงหัวใจ – น้ำผึ้งสามารถช่วยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากมีสารที่ช่วยบำรุงหัวใจ และทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี

 

ภาพ freepik

How to อยู่ร่วมกับงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/527922

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

How to อยู่ร่วมกับงานอย่างมีความสุข

ในวันทำงานที่เคร่งเครียด การปรับทัศนคติและความคิดเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้นได้ … ไม่เชื่อลองทำดู

หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศพอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มไม่อยากตื่นตั้งแต่เช้าฝ่ารถติดไปทำงาน เพราะความรู้สึกเหนื่อยหน่าย หงุดหงิด เสียสุขภาพ เพื่อนร่วมงานมีปัญหา หากตอนนี้ใครที่มีความรู้สึกแบบนี้ แสดงว่ากำลังเริ่มเบื่องานเข้าแล้ว ดังนั้นควรหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

1. ปรับทัศนคติให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร เพราะอะไรหัวหน้าถึงไว้วางใจให้เราทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะคนๆ เดียว และจะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

2. ความเบื่องานย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวาความสนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก

3. เชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่ควรบ่นในเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุยกับเพื่อนหรือใครก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ

4. ถ้ามีงานเยอะล้นมือก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นๆ ได้ และยิ่งสร้างความปวดหัว หรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิม เมื่อจัดงานได้บางส่วน หรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง

 

ภาพ freepik

8 ปัจจัยที่เป็นตัวการให้นอนไม่หลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596726

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

8 ปัจจัยที่เป็นตัวการให้นอนไม่หลับ

รู้ที่มาของปัจจัย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เรานอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นไปเรียนหรือทำงานในทุกๆ เช้า การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพเราโดยตรง เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลงไปด้วย ดังนั้นควรลองสำรวจตัวเองดูว่ามีพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับก็ได้

1. ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุพบว่า การออกกำลังกายโดยการเต้นแอโรบิกช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ลดอาการซึมเศร้า และไม่ค่อยง่วงนอนในช่วงกลางวัน อีกทั้งงานวิจัยจาก Appalachian State University ยังระบุไว้อีกว่า การออกกำลังกายที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีที่สุดคือการออกกำลังกายในช่วงเช้า เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายช่วง 7.00 น. นอนหลับได้ง่ายและนานกว่าผู้ที่ออกกำลังกายในช่วง 13.00 หรือ 19.00 น.

2. ระดับฮอร์โมนในร่างกาย

ระดับฮอร์โมนในร่างกายของเราอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เพราะนอกจากจะไม่สบายตัว ทำให้เกิดการพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืนแล้ว อาจมีอาการปวดหัวหรือปวดท้องร่วมด้วยอีก นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนก็อาจนอนไม่หลับได้เหมือนกัน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งทั้งคู่เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการนอนหลับ

3. เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

การนอนเล่นสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่ระบุไว้ว่า แสงบลูไลท์หรือแสงสีฟ้าที่ส่งออกมาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน มีส่วนที่จะไประงับการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกให้ร่างกายของคุณนอนหลับ ดังนั้นให้พยายามหลีกเลี่ยงการมองหน้าจอที่สว่างประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด

จากการศึกษาของ Harvard Health บอกไว้ว่า การสัมผัสกับแสงแดดในตอนกลางวัน แม้จะเป็นการสัมผัสผ่านหน้าต่าง ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการนอนเวลากลางคืนได้ หากคุณติดอยู่ในสำนักงานที่มีแต่แสงไฟจากหลอดไฟนีออน ไม่ค่อยมีหน้าต่างให้เผชิญแสงแดด ลองหาโคมไฟตั้งโต๊ะมาวางเพื่อเพิ่มการรับแสงให้มากขึ้นดู นั่นอาจจะส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นก็ได้

5. ความเครียด

ความรู้สึกเครียด โกรธ หรือกังวล ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความตื่นตัวของสมอง ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 พบว่า 37% รู้สึกเหนื่อยล้าเนื่องจากความเครียด และมีคน 43% ความเครียดส่งผลให้พวกเขามักตื่นขึ้นกลางดึก ดังนั้นเพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมต่อการนอนหลับ ควรสร้างความผ่อนคลาย หยุดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจนั่งสมาธิก่อนนอนเพื่อช่วยให้จิตใจสงบขึ้น

6. ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน

การดื่มน้ำเยอะๆ อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่สำหรับการดื่มน้ำในปริมาณมากรวดเดียวก่อนนอน เนื่องจากอาจส่งผลให้จุก แน่นท้อง และอาจทำให้ไม่สบายตัวจนเกิดอาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ซึ่งการตื่นกลางดึกถือเป็นการปลุกร่างกายจากการพักผ่อนให้ลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง การหลับสนิทตลอดคืนย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้นควรเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน หากรู้สึกกระหาย ให้ใช้การจิบน้ำเล็กน้อยแทนการดื่มรวดเดียว

7. เครื่องดื่มคาเฟอีน

หากนอนไม่ค่อยหลับให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าดื่มเครื่อมดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนไปแก้วล่าสุดเมื่อไหร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับหลายท่าน แนะนำให้หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเวลาที่คุณจะต้องเข้านอน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาพอสมควรในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย หากยังไม่พร้อมที่จะเลิกทานกาแฟในช่วงบ่าย ให้ลองลดปริมาณลงทีละนิด หรือเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น

8. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับไปนั่นจริงอยู่ว่าดูเหมือนจะทำให้เราได้นอน แต่การหลับนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพเสียเท่าไหร่ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ อาจทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึกได้ แถมแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม ควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเพิ่มน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอีกด้วย

 

ภาพ freepik

How to 6 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/516911

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

How to 6 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาแต่ต้องการลดน้ำหนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย ก็ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

แท้จริงแล้วเราต่างก็รู้กันอยู่ลึกๆ ว่าไม่มีเวลานั้นมันเป็นข้ออ้างสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะไม่มีเวลาจริงๆ หรือไม่มีเวลาเพราะขี้เกียจเฉยๆ เราก็ต่างมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย มันอาจจะไม่ได้ทำให้ผอมลงทันตาเห็นเท่าคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ชีวิตของทุกคนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

1. ดื่มน้ำเยอะๆ – น้ำที่ว่านี้ควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น โดยให้จิบตลอดทั้งวัน และดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณครึ่งชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผิวดีแล้ว ยังทำให้ไม่ค่อยหิว ทานอาหารน้อยลง อิ่มเร็วขึ้น แถมระบบขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย

2. ทานอาหารเช้า – อาหารมื้อเช้าถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในบรรดามื้ออาหารทั้งหมด การทานอาหารเช้าจะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้จนหมด กระตุ้นระบบเผาผลาญ และทำให้ทานอาหารมื้ออื่นๆ น้อยลงด้วย

3. ใช้จานที่ขนาดเล็กลง – การนำหลักจิตวิทยามาใช้ลดน้ำหนักก็ช่วยได้เยอะเช่นเดียวกัน การเลือกใช้จานชามที่เล็กลง จะช่วยให้อาหารในจานดูเต็มจาน แม้จะตักในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ควบคุมปริมาณอาหารได้อย่างเหมาะสม

4. ไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซ – การปล่อยให้ท้องหิวมากเกินไป อาจทำให้คุณเผลอตัวกินอย่างไม่ยั้งมือได้ ดังนั้นหากหิวก็ควรอาหารว่างที่ไขมันต่ำ แคลอรี่น้อยมาทานระหว่างวันแทน ดีกว่าเผลอไปจัดหนัก แล้วมานั่งรู้สึกผิดที่หลัง

5. ขยับร่างกายบ่อยๆ – หลายคนที่บอกว่าไม่มีเข้าฟิตเนส แต่แท้จริงแล้วเราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได เปลี่ยนจากซื้อข้าวมานั่งทานที่โต๊ะเป็นเดินออกไปทานข้างนอก หรือเปลี่ยนจากการดูโทรทัศน์เฉยๆ เป็นดูไปออกกำลังกายเบาๆ ไปก็ได้

6. พักผ่อนให้เพียงพอ – หลายงานวิจัยบอกว่า หากนอนน้อยร่างกายจะสะสมไขมันมากขึ้น แถมยังทำให้ทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นด้วย ดังนั้นควรนอนหลับให้เพียงพอ ร่างกายจะได้สดชื่น แถมยังไม่อ้วนอีกต่างหาก

 

ภาพ freepik

เบคกิ้งโซดา กับ 5 ประโยชน์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ยามจำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/healthy/596727

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เบคกิ้งโซดา กับ 5 ประโยชน์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ยามจำเป็น

เราคุ้นเคยกับเบคกิ้งโซดาในฐานะส่วนผสมในอาหารและขนม แต่เชื่อไหมว่าเบคกิ้งโซดายังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง

เบคกิ้งโซดา เป็นส่วนผสมที่เราคุ้นเคยกันในการใช้ทำขนม แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเบคกิ้งโซดามีประโยชน์มากกว่านั้น สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย จึงนับว่าเป็นอีกสิ่งที่ควรมีติดบ้านเลยทีเดียว

ใช้แทนยาสีฟัน

บคกิ้งโซดา และสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% สามารถใช้แทนยาสีฟันที่ไม่ผสมฟลูออไรด์ได้ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่จุ่มแปรงสีฟันลงในเบคกิ้งโซดาแล้วใช้แปรงได้เลย นอกจากจะทำให้ฟันสะอาดแล้ว ยังช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นด้วย แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้สารเคลือบฟันสึกได้

ใช้เป็นสครับขัดผิว

การผสมเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน สามารถใช้เป็นสครับขัดผิวหน้าและผิวกายได้ โดยให้นำมาวนที่ผิวเบาๆ เป็นรูปวงกลม และล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่ไม่ควรใช้กับผิวหน้าในช่วงที่เป็นสิว

ระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ใต้วงแขน

เพียงแค่นำเบคกิ้งโซดามาทาใต้วงแขน ก็จะสามารถช่วยระงับกลิ่นและลดกลิ่นอับใต้วงแขนได้ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกเยอะ

ล้างสารเคมีตกค้างบนเส้นผม

โรยเบคกิ้งโซดาลงบนฝ่ามือพร้อมกับแชมพูสระผม ใช้ควบคู่กันแล้วสระผมตามปกติ จากนั้นล้างออกให้สะอาด เบคกิ้งโซดาจะช่วยขจัดสารตกค้างที่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทิ้งไว้ เพื่อให้เส้นผมสะอาดขึ้น

ดับกลิ่นรองเท้าผ้าใบ

หากมีรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้ใช้นานๆ จะวางทิ้งไว้ปล่อยให้กลิ่นโชยก็ดูจะไม่เหมาะ ให้โรยเบคกิ้งโซดาใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วค่อยเคาะออกก่อนนำมาสวมใส่ จะช่วยลดกลิ่นอับและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้

 

ภาพ freepik

แพทย์ชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รู้ก่อนป้องกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596525

  • วันที่ 03 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

แพทย์ชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รู้ก่อนป้องกันได้

โรคมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคมะเร็งอันดับ 4 ที่ตรวจพบในชายไทย มักพบบ่อยในชายสูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ยิ่งมีอายุสูงขึ้นยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าอัตราการเกิดใหม่ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อยู่ที่ 7.5% ต่อประชากร 1 แสนคน อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถรักษาให้หายได้หากพบในระยะเริ่มต้น

ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนลึกบริเวณโคนอวัยวะเพศที่อุ้งเชิงกรานมีหน้าที่สร้างน้ำเมือก โดยเมือกนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงและป้องกันสารพันธุกรรมของอสุจิให้สามารถปฏิสนธิได้ในการมีเพศสัมพันธ์ มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อโรคเริ่มเข้าสู่ระยะลุกลามอาจมีอาการผิดปรกติได้ เช่นมีอาการลำบากขณะเริ่มปัสสาวะ ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะผิดปกติ อาจมีอาการปวดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน

หากมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายและลุกลามเข้ากระดูก อาจมีอาการปวดกระดูกที่รุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างละเอียด อาทิ การเจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง (PSA) ตรวจคลำทางทวารหนัก การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ และการตรวจอัลตราซาวด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คือ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวโดยเฉพาะบิดาหรือพี่น้องที่ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเชื้อชาติโดยพบมากในชาวตะวันตกมากกว่าชาวเอเชีย และผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ หรืออาหารไขมันสูงเป็นประจำ

มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันมีการตรวจพบผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความรู้เรื่องโรคจึงมีการตรวจเช็กสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระยะแรกเริ่มส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ป่วยในต่างจังหวัดยังขาดความรู้ มาพบแพทย์ช้า และไม่ได้รับการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ จึงทำให้เข้ารับการวินิจฉัยช้าและโรคได้พัฒนาความรุนแรงเกินกว่าจะสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงการรักษาในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ

การประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก “Co-creation workshop: Prostate cancer” จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในการสร้างความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นการให้ความรู้และเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยต่อไปในอนาคต โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากสาขาวิชาชีพต่างๆ อาทิ แพทย์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ป่วย สื่อมวลชน นักวิชาการ และอีกมากมาย

ผศ.นพ.ชูศักดิ์ ปริพัฒนานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคมะเร็งต่างๆ มักเริ่มต้นที่โรงพยาบาลชุมชนซึ่งอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรค จึงอาจรักษาตามอาการ กว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ต้องมีการเปลี่ยนย้ายโรงพยาบาลหลายครั้งและใช้เวลายาวนาน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การส่งตัว จนไปถึงสิทธิการรักษา ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะช่วยลดขั้นตอนเพื่อลดความเครียดของคนไข้”

นพ.ดนัย มโนรมณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางเดินปัสสาวะ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ข้อจำกัดทางการตรวจวินิจฉัยค่า PSA คือสถานพยาบาลบางแห่งโดยเฉพาะขนาดเล็ก ห้องปฏิบัติการไม่สามารถตรวจได้จึงต้องส่งไปห้องปฏิบัติการส่วนกลางหรือภายนอก ซึ่งใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ควรจะมีโปรแกรมตรวจสุขภาพที่มีการตรวจเช็คค่าบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)ด้วยเนื่องจากผู้สูงอายุชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการรักษาแบบทางเลือกนอกเหนือจากการรักษาแบบแผนปัจจุบันมากมาย เช่น การรักษาด้วยสมุนไพรต่างๆ ซึ่งผลที่ตามมาคือ หากประชาชนเลือกการรักษาทางเลือกอื่น กว่าจะกลับเข้าสู่การรักษาในแผนปัจจุบันอาจจะช้าเกินไป ทำให้คนไข้สูญเสียโอกาสได้การรักษาได้”

ร.ศ.นพ.กิตติณัฐ กิจวิกัย ศัลย์แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เราทุกคนสามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ แพทย์ที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง ควรหาความรู้ ป้องกันและดูแลตัวเอง ในส่วนแพทย์ควรพยายามติดตามวิทยาการ ความก้าวหน้าในการรักษา วินิจฉัย ประเทศไทยมีมาตรฐานในการรักษาใกล้เคียงกับตะวันตก เรามียาที่ดี มีแพทย์ที่ใช้ยาได้ คนไข้พร้อมจะรับยา แต่ค่าใช้จ่ายถือเป็นอีกอุปสรรค ในส่วนศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะมีแนวคิดที่จะรวมตัวกันในการช่วยแก้ปัญหาเพื่อส่งต่อข้อมูลเบื้องลึกที่มีความสำคัญให้แก่ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาคนไข้ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะมีการจัดให้ความรู้เรื่องต่อมลูกหมากให้แก่ประชาชน แต่หากรวมตัวกันและกำหนดประเด็นที่มีความชัดเจน อย่างโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น”

ผศ.นพ.ชูศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในต่างประเทศจะมีกลุ่ม Patience Advocacy กลุ่มพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความสมดุลในการเบิกจ่ายทั้งภาครัฐและภาคประกันชีวิต เป็นการให้ข้อมูลทางภาครัฐโดยตรงถึงความจำเป็นที่ต้องได้รับการพิจารณาการเข้าถึงทางเลือกใหม่ในการรักษา ไม่ใช่แพทย์อย่างเดียว ประเทศไทยมีกลุ่มผุ้ป่วยเฉพาะบางโรค แต่กลุ่มคนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากยังไม่มี”

4 อันดับอาหารต้องห้าม ทาสหมา-แมวต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596486

  • วันที่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

4 อันดับอาหารต้องห้าม ทาสหมา-แมวต้องรู้

“รู้แล้วว่ารัก” ทาสหมา-ทาสแมว ตระหนักอาหารที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยง ลดความเสี่ยงทำลายสุขภาพสัตว์

ผู้เลี้ยงน้องหมาและแมว ควรศึกษาว่าอาหารประเภทใดเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของเราบ้าง เนื่องจากสัตว์แต่ละสายพันธุ์มีระบบการทำงานในร่างกายที่แตกต่างกันเราจึงต้องระมัดระวังในเรื่องอาหารของพวกเขาเป็นพิเศษ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

แต่ก็ยังมีผู้เลี้ยงที่ชอบให้น้องหมาน้องแมวกินอาหารของคน ยิ่งถ้าเขาแสดงท่าทีว่ามีความสุขที่ได้กินก็ยิ่งให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจลืมคำนึงถึงผลกระทบที่จะส่งผลต่อสุขภาพของน้อง เพราะปกติแล้วอาหารของคนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยง แต่ก็มักเห็นผู้เลี้ยงหลายๆ คนยังเพลิดเพลินกับการให้อาหารของคนต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ 4 ประเภทยอดฮิตนี้

1. ปลาเส้น ปลาเส้นเป็นขนมสุดโปรดของน้องแมว ด้วยกลิ่นปลาที่ยั่วยวนชวนให้กิน สังเกตได้จากพฤติกรรมเขาเวลาที่เราหยิบปลาเส้นขึ้นมาเหล่าบรรดาน้องๆ ก็จะมาออดอ้อนขอกินตลอด ความเป็นทาสของเราเมื่อน้องขอก็รีบยื่นให้แต่โดยดี แต่รู้หรือไม่ว่าปลาเส้นมีอันตรายที่แฝงมาด้วย เพราะมีการปรุงแต่งรสชาติ ซึ่งแน่นอนโซเดียมแน่นมาก ปลาเส้น 30 กรัม มีปริมาณโซเดียมสูงถึง 500-700 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่ามีปริมาณที่เกินกว่าที่น้องหมาน้องแมวสามารถรับได้ในแต่ละวัน

โดยระดับโซเดียมที่แนะนำสำหรับน้องแมว อยู่ที่ 0.3-0.6% และสำหรับสุนัข ควรมีค่าน้อยกว่า 0.3% ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม นอกจากนี้สำหรับทาสอย่างเราอาจจะคิดว่ารสชาติก็ไม่ได้เค็มขนาดนั้นนะ ทำไมน้องแมวเราจะกินไม่ได้ล่ะ? ก็เพราะว่าเค็มของเรากับเค็มของเขาไม่เหมือนกันรสชาติปลาเส้นสามารถทำให้น้องแมวของเราเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้ และคงไม่มีใครอยากให้น้องแมวสุดที่รักของเราป่วย เมื่อรู้ถึงผลกระทบของปลาเส้นแล้ว ก็ควรเปลี่ยนเป็นขนมสำหรับน้องแมวโดยเฉพาะจะดีกว่า

2. เบคอน อาจจะเป็นของโปรดของใครหลาย ๆ คน ด้วยรสชาติที่อร่อยแต่เบคอนก็มีไขมัน และโซเดียมอยู่มากน้องหมาต้องหลีกเลี่ยงเพราะอาจส่งผลทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลร้ายต่อร่างกายน้องหมาแบบเฉียบพลัน แต่หากน้องหมาได้รับในปริมาณที่มาก จะทำให้ไขมันเกิดการสะสมอยู่ในร่างกายของเขาและเกิดการเจ็บป่วยอย่างเรื้อรัง

3. ช็อกโกแลต น้องหมาน้องแมวไม่สามารถกินช็อกโกแลตได้เหมือนเรา ในช็อกโกแลตมีส่วนผสมของสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Theobromine เป็นสารกลุ่มเดียวกับคาเฟอีนและเป็นพิษต่อสุนัข หากกินเข้าไปจะทำให้มีอาการอาเจียน และ ท้องร่วงได้ แต่สำหรับน้องหมาบางตัวที่มีอาการรุนแรง ส่งผลทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นกว่าปกติ และเกิดอาการชักได้ อย่างไรก็ตามอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของช็อกโกแลตที่พวกเขาได้รับเข้าไปในร่างกาย เมื่อเจ้าของรู้อย่างนี้แล้วควรหลีกเลี่ยงให้สัตว์เลี้ยงกินช็อกโกแลตเลยจะดีที่สุด

4. ของทอด-ของปิ้งย่าง หลายคนชอบซื้อลูกชิ้น ไก่ปิ้ง หมูปิ้งให้น้องหมาน้องแมวกิน เพราะหาซื้อง่ายและน้องหมาน้องแมวก็ชอบกันมาก ๆ จริงอยู่ที่เราให้เขาได้กินในสิ่งที่ชอบ และเขาก็ดูจะมีความสุขมาก ๆ เมื่อได้กินอาหารเหล่านี้ แต่จริง ๆ แล้วเหมือนเป็นการทำร้ายพวกเขาทางอ้อมเพราะในอาหารเหล่านี้มีการปรุงรส เมื่อน้องหมาน้องแมวกินเข้าไปจะทำให้ตับและไตทำงานหนักขึ้นส่งผลเสียต่อสุขภาพของน้อง ๆ อย่างมากในระยะยาว

ยังมีอาหารและผลไม้อีกหลายชนิดที่ไม่เหมาะกับน้องหมาน้องแมว คุณพ่อคุณแม่หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพของลูกๆ เรามาปรับพฤติกรรมโดยหลีกเลี่ยงการให้อาหารเหล่านี้ เพื่อให้น้องหมาน้องแมวอยู่กับเราไปนานแสนนาน หยุดตามใจน้องหมาน้องแมวสุดที่รัก

แล้วหาอาหารอร่อยดีและเหมาะสมต่อสุขภาพของน้องๆ กันได้ที่งาน Pet Expo Championship 2019 ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petexpothailand.net/ หรือ เฟซบุ๊ก PetExpoClub

ลิ้มลองขนมหวานสับปะรดยอดนิยมแห่งเมืองหัวหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/596529

  • วันที่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ลิ้มลองขนมหวานสับปะรดยอดนิยมแห่งเมืองหัวหิน

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน พาทุกคนไปลิ้มลองขนมหวานสับปะรดยอดนิยมแห่งเมืองหัวหิน

ร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมแนวคิดใหม่ “เซ็นทรัล ทำ” จากกลุ่มเซ็นทรัล โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ หัวหิน นำเสนอรายการของหวานสับปะรดยอดนิยมประจำเมืองหัวหิน ในชุดน้ำชายามบ่ายเลื่องชื่อตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป เน้นยกระดับภาพลักษณ์สินค้าท้องถิ่นและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

ตลอดทุกวันตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ขอเชิญทุกท่านลิ้มรสความอร่อยจากหลากหลายรายการของหวานสับปะรด ผลไม้ขึ้นชื่อยอดนิยมประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่นำเสนอในชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ และบุฟเฟ่ต์น้ำชายามบ่าย เดอะ เฮอริเทจ อาฟเตอร์นูน ที (The Heritage Afternoon Tea) ให้บริการ ณ เดอะ มิวเซียม คอฟฟี่แอนด์ทีคอร์นเนอร์ โดยจัดเป็นส่วนหนึ่งของ “เซ็นทรัล ทำ” โครงการเพื่อสังคมแนวคิดใหม่จากบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด

ด้วยสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมีความอร่อยเลื่องลือในเนื้อสีเหลืองกรอบ ชุ่มฉ่ำ และมีรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมชวนรับประทาน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน จึงนำผลไม้ยอดนิยมชนิดนี้มายกระดับเป็นรายการของหวานเชิงสร้างสรรค์ ให้ทุกท่านเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อยอย่างเต็มที่

ลิ้มรสรายการของหวานสับปะรดยอดนิยม อาทิ ชีสแครกเกอร์ไส้สับปะรด หนึ่งในรายการของฝากยอดนิยมประจำเมืองหัวหินที่มอบความหวานอมเปรี้ยวแบบชุ่มฉ่ำของไส้สับปะรดสูตรพิเศษ ตัดกับความกรอบอร่อยของชีสแครกเกอร์ที่มีรสเค็มมันเป็นอย่างดี เค้กสับปะรดอัพไซด์ดาวน์ (Upside-down cake) เมนูของหวานคลาสสิกที่ผสานเนื้อนุ่มฉ่ำของสับปะรดกับบัตเตอร์เค้กเนื้อนวล เป็นความอร่อยคำโตที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และที่พลาดไม่ได้ แยมสับปะรดสูตรพิเศษ ปรุงจากสับประรดที่ดีที่สุดประจำฤดูกาล เสิร์ฟคู่สโคนรสดั้งเดิมเคียงครีมสด เพิ่มเติมความเปรี้ยวอมหวานแบบละมุนละไมที่ไม่ซ้ำใคร พลางเพลิดเพลินกับอีกหลากหลายรายการของว่างคาวหวานแบบดั้งเดิมนานาชนิด เสิร์ฟพร้อมชาหอมกรุ่นคุณภาพเยี่ยมจาก TWG (ทีดับบลิวจี) หลากหลายรสชาติ เพิ่มอรรถรสการจิบชายามบ่ายได้อย่างลงตัว พลางชมวิวสวนสวยสไตล์อังกฤษของโรงแรมที่เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คอันสวยงามของเมือง ในบรรยากาศสบายๆยามบ่ายของทุกวัน

รายการของหวานสับปะรดยอดนิยม ให้บริการทุกวันในชุดน้ำชายามบ่ายชุดหัวหิน และทุกวันอาทิตย์ในบุฟเฟ่ต์น้ำชายามบ่าย เดอะ เฮอริเทจ อาฟเตอร์นูน ที (The Heritage Afternoon Tea) ณ เดอะ มิวเซียม คอฟฟี่แอนด์ทีคอร์นเนอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน

1. ชุดน้ำชายามบ่าย ชุดหัวหิน ราคาชุดละ 450++ บาท (ให้บริการทุกวัน 10.00 – 18.00 น.)

นำเสนอรสชาติดั้งเดิมของเมืองหัวหิน ผ่านหลายรายการของว่างและของหวานขึ้นชื่อเจ้าดังที่เป็นที่คุ้นหูประจำเมือง เสิร์ฟคู่ชาคุณภาพเยี่ยมให้คุณได้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่ ทั้งข้าวเหนียวมะม่วงหวานมันขึ้นชื่อ ม้าฮ่ออาหารว่างไทยโบราณคลายร้อน ลูกชุบคำจิ๋วต้นตำรับชื่อดัง สาคูมะพร้าวอ่อนพอดีคำชวนทาน ทองม้วนบางกรอบจากตลาดฉัตรไชย รวมถึงรายการที่ขาดไม่ได้ สโคนรสใบเตย เสิร์ฟเคียงครีมและแยมรสมะพร้าวที่ปรุงเป็นพิเศษเฉพาะที่ “เดอะ มิวเซี่ยม” เท่านั้น

2. เดอะ เฮอริเทจ อาฟเตอร์นูน ที (The Heritage Afternoon Tea) ราคาท่านละ 700++ บาท

ให้บริการน้ำชายามบ่ายแบบบุฟเฟ่ต์ทุกวันอาทิตย์ ให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับหลากหลายเมนูขนมหวาน ขนมอบ เค้กและคุกกี้นานาชนิดจากทุกชุดน้ำชายามบ่ายของ เดอะ มิวเซียม คอฟฟี่แอนด์ทีคอร์นเนอร์ เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม ชาและกาแฟคุณภาพเยี่ยมหลากหลายรสชาติจาก TWG (ทีดับบลิวจี) โดยไม่จำกัด ตั้งแต่เวลา 15.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ 0 3251 2021-38 หรืออีเมลล์ chbr@chr.co.th

เลิกด่วน 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596506

  • วันที่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เลิกด่วน 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง ตัวการก่อร่างพัง

กระดูกในร่างกายเรามีทั้งหมด 206 ชิ้นที่เป็นโครงสร้างของร่างกายและทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่องย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วย สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครงอีกด้วย สำคัญขนาดนี้เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันสักหน่อย

เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว มาดูกันว่าอะไรบ้างที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

1. นั่งไขว่ห้าง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้าง ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส (s) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กัน

2. การกอดอก ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลย เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งยังจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่าที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัว

3.ท่ายืนพักขา การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เอง

4.นั่งหลังงอ จำไว้ว่าหลังต้องตรงเหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลา

5.นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่า

6.นอนขดเป็นดักแด้ เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆนั้นๆ นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเองค่ะ ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วน ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วย

7.ส้นสูง ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารองเท้าส้นสูงถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่าถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บแล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย

 

ภาพ : freepik

ข้อมูล : ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก