เมื่อจีนแขวะส.ว.อเมริกันเชื้อสายไทย (และจีน) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655112

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 19:30 น.

เมื่อจีนแขวะส.ว.อเมริกันเชื้อสายไทย (และจีน)แทมมี ดักเวิร์ธ โดนชาวจีนตำหนิหลังกล่าวถึงคอมมิวนิสต์แต่ประวัติศาสตร์บิดเบือน

เกิดเป็นประเด็นเมื่อแทมมี ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐเชื้อสายไทยพร้อมด้วยผู้แทนจากสหรัฐจำนวนหนึ่งเยือนไต้หวันเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมาพร้อมประกาศจะส่งมอบวัคซีนเพื่อช่วยเหลือไต้หวันที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้ไต้หวันยังตำหนิว่าจีนพยายามขัดขวางไต้หวันในการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 จากนานาชาติ ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธ

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐต่อการเรียกร้องการปกครองตนเองของไต้หวัน ขณะที่จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 1949 และขู่ว่าจะดำเนินการทางทหารหากมีความพยายามใดๆ ในการแยกไต้หวันออกจากจีน

เมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) ผู้ใช้ชาวจีน Zhang Zhouxiang ได้เขียนบทความลงบนเว็บไซต์ China Daily โดยอ้างถึงคำพูดของแทมมี ดักเวิร์ธ ที่กล่าวขณะเยือนไต้หวันว่าโดยอ้างถึงครอบครัวแม่ของเธอซึ่งมาจากมณฑลกวางตุ้งว่า “พวกเขาเดินออกจากจีนเพื่อแสวงหาอิสรภาพ หลีกหนีจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แม่ของฉันเกิดที่ประเทศไทยเมื่อต้นทศวรรษ 1940”

โดย Zhang Zhouxiang ระบุว่าแทมมีมีสิทธิ์ที่จะกำหนดนิยามของคำว่า “อิสรภาพ” ในมุมมองของเธอได้ แต่คำพูดของเธอนั้นมีช่องโหว่อย่างยิ่ง

พร้อมเสริมว่า “แม่ของเธอเกิดที่ประเทศไทยในช่วงปี 1940 แปลว่าครอบครัวของแม่เธอต้องออกจากจีนไปก่อนหน้านั้น และคนที่รู้ดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พื้นฐานของจีนสมัยใหม่จะรู้ว่าคอมมิวนิสต์เพิ่งได้รับชัยชนะในปี 1949

ก่อนหน้านั้น กวางตุ้ง ซึ่งแทมมีอ้างว่าครอบครัวของเธอมาจากที่นั่นถูกปกครองโดยกองกำลังก๊กมินตั๋งจนกระทั่งมีการเข้ามาของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในปี 1939 และก๊กมินตั๋งปกครองอีกครั้งในปี 1945 ด้วยชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพ่ายแพ้ในปี 1949″

เธอจึงสรุปว่าเป็นไปไม่ได้ที่ครอบครัวของแม่แทมมีจะหนีออกจากกวางตุ้งเพราะลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ทว่าอาจหนีจากการปกครองที่โหดร้ายของก๊กมินตั๋ง ศัตรูคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือไม่ก็หนีจากการปกครองนองเลือดของจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งคู่

Zhang Zhouxiang ทิ้งท้ายว่าชาติตะวันตกมักตำหนิคอมมิวนิสต์สำหรับทุกสิ่งและเบลมว่าสิ่งเลวร้ายทุกอย่างมาจากจีน แต่ในขณะที่กล่าวโทษจีนหรือลัทธิคอมมิวนิสต์ พวกเขาอาจต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์บางอย่างเกี่ยวกับจีนเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแย่ๆ เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ยังมีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ แม่ของแทมมีเป็นคนไทยเชื้อสายจีนมาจากจังหวัดเชียงใหม่และพ่อของเธอเป็นทหารผ่านศึกอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม ครอบครัวของเธอย้ายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทมมี่จึงพูดได้ทั้งภาษาไทย อินโดนีเซีย และอังกฤษได้คล่องแคล่ว

ก่อนที่เธอจะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาและเข้าร่วมกองทัพสหรัฐ จนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์ ส.ว.อเมริกันเชื้อสายไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสของสหรัฐ

Photo by Sarah Silbiger/Getty Images/AFP

ผลสำรวจชี้โควิดพลิกโผเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655047

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 11:39 น.

ผลสำรวจชี้โควิดพลิกโผเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกการสำรวจเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปีนี้พบว่าเมืองที่เคยครองอันดับต้นๆ กลับร่วงเพราะโควิด

เอเอฟพีรายงานว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกพลิกโผ โดยผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่ามหานครในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ แซงหน้าเมืองยุโรปอย่างก้าวกระโดด

การสำรวจประจำปีของ The Economist เกี่ยวกับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกในปี 2021 พบว่าอันดับ 1 ได้แก่เมืองโอ๊คแลนด์ ตามมาด้วยโอซากาและโตเกียวประเทศญี่ปุ่น และเวลลิงตันในนิวซีแลนด์

“โอ๊คแลนด์ขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของการจัดอันดับเนื่องจากประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้สังคมยังคงเปิดกว้างและเมืองนี้จึงทำคะแนนได้อย่างแข็งแกร่ง ต่างจากเมืองต่างๆ ในยุโรปที่ทำคะแนนได้ไม่ดีในการสำรวจปีนี้” The Economist กล่าว

ขณะที่เวียนา ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2020 ตกลงมาอยู่อันดับที่ 12 นอกจากนี้ 8 ใน 10 อันดับที่อันดับร่วงมากที่สุดเป็นเมืองในยุโรปรวมถึงฮัมบูร์กในเยอรมนีร่วงไปถึง 34 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 47

แนวโน้มดังกล่าวได้รับแรงกระตุ้นจากความตึงเครียดเกี่ยวกับทรัพยากรในโรงพยาบาลโดยผลการสำรวจระบุว่าเมืองในเยอรมนีและฝรั่งเศสมีคะแนนการรักษาพยาบาลแย่ลง

ขณะที่เมืองที่ก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นที่สุดคือโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 17 ขยับขึ้นมาถึง 46 อันดับเนื่องจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคและฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว

Photo by JOE KLAMAR / AFP

สหรัฐเตือนไทยเป็นประเทศสีแดง เสี่ยงโควิดสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655040

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 10:55 น.

สหรัฐเตือนไทยเป็นประเทศสีแดง เสี่ยงโควิดสูงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกากำหนดคำแนะนำการเดินทางในช่วงโควิด-19 แต่ละประเทศใหม่อีกครั้ง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้กำหนดคำแนะนำการเดินทางในช่วงโควิด-19 แต่ละประเทศและเขตแดนใหม่เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยจัดเป็นประเทศความเสี่ยงสูง

โดยการจัดระดับในครั้งนี้มี 110 ประเทศและเขตแดนที่ได้รับการผ่อนคลายคำแนะนำการเดินทาง เช่น สิงคโปร์ได้มาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยที่สุด และญี่ปุ่นได้รับการแก้ไขคำแนะนำก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

CDC กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เนื่องจากมีการแก้ไขเกณฑ์ใหม่โดยประเทศเสี่ยงสูงที่สุดเปลี่ยนจากผู้ติดเชื้อ 100 รายต่อประชากร 100,000 ราย เป็น 500 รายต่อประชากร 100,000 ราย เนื่องจากการระบาดของโรคมีการควบคุมที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ CDC ได้จัดระดับตามความเสี่ยงของการแพร่ระบาด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 4 ประเทศสีแดงเข้ม (ความเสี่ยงสูงมาก) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ หรือฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ครบก่อนหากต้องการเดินทาง อาทิ ประเทศบราซิล ชิลี สวีเดน ซาอุดิอาระเบีย เนปาล และเกาหลีเหนือ เป็นต้น

ระดับที่ 3 ประเทศสีแดง (ความเสี่ยงสูง) ให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น อาทิ ประเทศออสเตรีย ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สเปน แอฟริกาใต้ สเปน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย

ระดับที่ 2 ประเทศสีส้ม (ความเสี่ยงปานกลาง) ประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อนเดินทาง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อควรเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น อาทิ ประเทศกัมพูชา ฟินแลนด์ เคนยา และยูกันดา เป็นต้น

ระดับที่ 1 ประเทศสีเหลือง (ความเสี่ยงต่ำ) สามารถเดินทางได้แต่ควรฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง อาทิ ประเทศออสเตรเลีย บรูไน จีน อิสราเอล โมร็อกโก นิวซีแลนด์ ไต้หวัน เวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไนจีเรีย เป็นต้น

และระดับสุดท้ายประเทศที่ไม่ทราบแน่ชัด ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ แต่หากต้องการเดินทางควรฉีดวัคซีนให้ครบ อาทิ ประเทศอัฟกานิสถาน ไอร์แลนด์ โมนาโก ซานมารีโน ซูดาน และแทนซาเนีย เป็นต้น

Photo by Joseph Prezioso / AFP

สหรัฐมั่นใจผลิตวัคซีนพันล้านโดสป้อนอาเซียนทันปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655037

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.

สหรัฐมั่นใจผลิตวัคซีนพันล้านโดสป้อนอาเซียนทันปีหน้า รัฐบาลสหรัฐมั่นใจสามารถผลิตวัคซีน Covid-19 ให้อาเซียนและอินโด-แปซิฟิกได้ทันภายในปี 2022 แม้สถานการณ์แพร่ระบาดฝนอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักจะยังวิกฤต  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เคิร์ท แคมป์เบลล์ หัวหน้าทีมดูแลนโยบายอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐค่อนข้างมั่นใจว่าเป้าหมายการผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 จำนวน 1,000 ล้านโดสสำหรับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะบรรลุภายในสิ้นปี 2022 แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในอินเดียซึ่งจะเป็นผู้ผลิตวัคซีนดังกล่าวจะยังวิกฤตก็ตาม

เมื่อถูกถามในงานที่จัดโดยสถาบันคลังสมอง Center for a New American Security ว่า แผนการผลิตวัคซีน 1,000 ล้านโดสของกลุ่ม Quad ที่ประกาศเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาจะล่าช้าหรือไม่ แคมป์เบลล์เผยว่า สหรัฐปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับอินเดียและประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้

“แน่นอนว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ลำบากมากสำหรับอินเดีย สหรัฐพยายามยืนหยัดเคียงข้างเดลี และชักชวนคนอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาสนับสนุนพวกเขา” แคมป์เบลล์เผย “การหารือของเรากับทั้งหุ้นส่วนในภาคเอกชนและในรัฐบาลบอกเราว่ายังเป็นไปตามเป้าในปี 2022”

ทั้งนี้ กลุ่ม Quad ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เห็นพ้องกันในการประชุมเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาว่า บริษัทผู้ผลิตยา Biological E ของอินเดียจะผลิตวัคซีนอย่างน้อย 1,000 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2022 ส่งมอบให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และประเทศอื่นๆ  

ภายใต้แผนนี้สหรัฐและญี่ปุ่นจะช่วยอินเดียผลิตวัคซีนสำหรับบริษัทผลิตยา Novavax และ Johnson & Johnson ของสหรัฐ

สำหรับอินเดียต้องเผชิญการแพร่ระบาดหนักหน่วงจนต้องหยุดส่งออกวัคซีนชั่วคราว โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลอินเดียเผยกับรอยเตอร์สเมื่อเดือน พ.ค.ว่า อินเดียจะไม่กลับมาส่งออกวัคซีนจนกว่าจะถึงเดือน ต.ค.เป็นอย่างน้อย

REUTERS/Thomas Peter/File Photo

Corbevax วัคซีนโควิดที่ไม่เหมือนใคร ความหวังใหม่จากอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654996

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 19:35 น.

Corbevax วัคซีนโควิดที่ไม่เหมือนใคร ความหวังใหม่จากอินเดียCorbevax วัคซีนต้านโควิด-19 ตัวใหม่จากอินเดียแตกต่างแถมราคาถูก

ขณะที่หลายคนกำลังพูดถึง Covishield, Covaxin และ Sputnik V วัคซีน 3 ตัวที่กำลังฉีดอยู่ในอินเดียแต่ยังมีวัคซีนตัวใหม่อีกหลายตัวที่อินเดียกำลังผลิตออกมาใช้ในอนาคต โดยอินเดียมีแนวโน้มจะมีวัคซีนต้านโควิด-19 ใหม่อย่างน้อย 4 ตัวภายในสิ้นปีนี้

หนึ่งในนั้นคือวัคซีน Corbevax ซึ่งผลิตโดยบริษัท Biological E บริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ในอินเดียและเคลมว่าเป็นผู้ผลิตวัคซีนป้องกันบาดทะยักที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ (BCM) ในรัฐเท็กซัส ซึ่งศาสตราจารย์ปีเตอร์ โฮเตซ คณบดีโรงเรียนเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งชาติ วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ให้สัมภาษณ์ว่าวัคซีนดังกล่าวจะทนทานต่อโควิดกลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์ และคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ครอบคลุมทั่วโลก

ต่างจากวัคซีนตัวอื่น

Corbevax ไม่เหมือนกับวัคซีนตัวอื่นๆ ในตลาดเนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดตัดต่อโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (recombinant protein sub-unit) โดยกระบวนการนี้เคยนำไปใช้ในการพัฒนาวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี แต่นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ใช้กับวัคซีนโควิด-19

โดยหน่วยโปรตีนที่ใช้ในที่นี้คือ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสไปก์โปรตีนของไวรัสโคโรนาที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19

แทนที่จะใช้ตัวไวรัสทั้งหมดแต่วัคซีนนี้ใช้เฉพาะหน่วยย่อยซึ่งคือส่วนประกอบหรือแอนติเจนที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด

เมื่อสไปก์โปรตีนจับกับเซลล์ ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายแต่วัคซีนนี้มีเฉพาะหน่วยโปรตีนที่ไม่มีไวรัสดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และในไม่ช้าร่างกายจะตอบสนองต่อโปรตีนและเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันในที่สุด

ทั้งนี้ วัคซีนอื่นๆ ในตลาดอย่าง Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม (mRNA) ขณะที่ AstraZeneca, Covishield, Johnson & Johnson และ Sputnik V เป็นวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) และ Covaxin, Sinovac และ Sinopharm เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)

อย่างไรก็ตามวัคซีน Novavax ได้พัฒนาวัคซีนด้วยการใช้ส่วนหนึ่งของเชื้อเช่นเดียวกันแต่ยังคงรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ

การทดลอง

ขณะนี้ Corbevax กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าการทดลองจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้

โดยจะดำเนินการทดลอง 15 แห่งทั่วประเทศอินเดียในอาสาสมัครจำนวนประมาณ 1,268 คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 80 ปีเพื่อประเมินการสร้างภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยเพิ่มเติมจากการทดลองระยะที่ 1 และ 2

หลังจากที่ในเดือนเมษายนบริษัทประกาศว่าการทดลองวัคซีนในระยะที่ 1 และ 2 ในอินเดียประสบความสำเร็จและให้ผลลัพธ์เป็นไปในเชิงบวกและมีแนวโน้มที่ดี

ทั้งนี้ การทดลองในระยะที่ 1 และ 2 เป็นการประเมินความปลอดภัยและการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนในอาสาสมัครประมาณ 360 คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 65 ปี

โดยอาสาสมัครจะฉีดวัคซีน 2 โดสห่างกัน 28 วันซึ่งผลการทดลองพบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้

ราคาถูก

Corbevax อาจเป็นวัคซีนที่ราคาดีที่สุดในอินเดียด้วยราคาไม่ถึง 500 รูปีต่อ 2 โดส

โดยรัฐบาลจะชำระเงินล่วงหน้า 1,500 รูปีให้แก่ Biological E เพื่อสำรองวัคซีน 300 ล้านโดสซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม

เมื่อเทียบกับ Covishield ที่ผลิตโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India : SII) นั้นมีจำหน่ายในราคา 600 รูปีต่อโดสสำหรับโรงพยาบาลเอกชน และ 300 รูปีต่อโดสสำหรับหน่วยงานของรัฐบาล

ส่วน Covaxin จาก Bharat Biotech มีจำหน่ายในราคา 1,200 รูปีต่อโดสสำหรับโรงพยาบาลเอกชน และ 400 รูปีต่อโดสสำหรับภาครัฐ และ Sputnik V จำหน่ายในราคา 995 รูปีต่อโดส

สถานการณ์โควิดในอินเดีย

ขณะนี้อินเดียมีผู้ป่วยโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณกว่า 1 แสนรายหลังจากที่มีผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 แสนรายต่อวันในเดือนพฤษภาคม

ขณะที่รัฐบาลกล่าวว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนผู้ใหญ่ทุกคนก่อนสิ้นเดือนธันวาคมนี้

Photo by NARINDER NANU / AFP

ที่มา : India TodayThe Economic TimesThe Indian ExpressPrecision Vaccinations

เว็บไซต์ระดับโลกหยุดทำงานหลังเครือข่ายผู้บริการล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655000

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 18:10 น.

เว็บไซต์ระดับโลกหยุดทำงานหลังเครือข่ายผู้บริการล่มหลายเว็บไซต์ระดับโลกหลายรายใช้งานไม่ได้หลังบริการจากเครือข่ายจัดส่งเนื้อหา Fastly Inc. ล่ม

Bloomberg รายงานว่าเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราวในวันอังคารนี้ รวมทั้ง New York Times, Bloomberg News, Reddit Inc., CNN, BBC, The Guardian, The Financial Times, Le Monde และ U.K. government หลังบริการจากเครือข่ายจัดส่งเนื้อหา Fastly Inc. ล่ม

Fastly ผู้ดำเนินการเครือข่ายส่งเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตกล่าวว่าได้ระบุปัญหาที่ทำให้บริการทั่วโลกหยุดชะงักเมื่อเวลา11.44 น. ตามเวลาลอนดอน ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่เปิดเผยปัญหาครั้งแรก

ทั้งนี้ เทคโนโลยีของ Fastly เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ทำหน้าที่เป็นบริการโฮสต์เว็บไซต์และแอปพลิเคชันระดับสูงที่องค์กรขนาดใหญ่ใช้เพื่อให้บริการเนื้อหาแก่ผู้ใช้หลายล้านคนพร้อมกัน

แทนที่จะโฮสต์เนื้อหาเว็บไซต์ทั้งหมดบนเซิร์ฟเวอร์ชุดเดียวในที่เดียว Fastly วางโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ไว้ในตำแหน่งหลายสิบแห่งเพื่อให้ผู้คนดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้เคียงที่สุด

Photo by MENAHEM KAHANA / AFP

Ethereum อาจจะแซงหน้า Bitcoin ได้ในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654991

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 17:01 น.

Ethereum อาจจะแซงหน้า Bitcoin ได้ในปีนี้ขณะที่ตลาดคริปโตยังผันผวนหนัก แต่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่าคริปโตอันดับสองอย่าง Ethereum มีแนวโน้มที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

1. จากข้อมูลของ CoinMarketCap ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 10 วันของ Ethereum เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามาอยู่ที่ 80% ของ Bitcoin ตั้งแต่ต้นปี 2021 ในขณะที่ Bitcoin เริ่มมีกระแสไหลออกมากขึ้นเนื่องจากความไม่แน่ใจของนักลงทุนต่อความผันผวนของมัน

2. Ethereum หรือ Ether ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมีเงินลงทุนไหลเข้า 47 ล้านดอลลาร์ โดยมีการไหลเข้าทั้งหมด 973 ล้านดอลลาร์จากข้อมูลของ CoinShares ส่วนราคาของมันเพิ่มขึ้น 13% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากลดลง 41% ในสัปดาห์ก่อน

3. จากข้อมูลของ Coinbase ปริมาณการซื้อขายของ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสที่ 1 ของปี 2021 โดยการเติบโตของสินทรัพย์ได้รับแรงหนุนจากสถาบันเป็นหลัก Ethereum ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองในตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองสำหรับการซื้อขายอีกด้วย

4. มูลค่าตลาดของ Ethereum เคยถึงจุดสูงสุดที่ 443,000 ล้านดอลลาร์ และตกลงมาอยู่ที่ 200,000 ดอลลาร์ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ลดลง ก่อนที่จะฟื้นคืนสู่ 320,000 ล้านดอลลาร์ในเวลานี้

5. ผลตอบแทนรายปีของ Bitcoin อยู่ที่ 28% ในขณะที่ผลตอบแทนจากปีของ Ethereum อยู่ที่ 272% อย่างไรก็ตาม ราคาของ Ethereum ยังคงต่ำกว่า 37% ที่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 4,383 ดอลลาร์

6. นักวิเคราะห์จาก CoinShares บริษัทลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในเจอร์ซีย์ เขียนในรายงานกระแสกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลล่าสุดว่า “Ethereum ยังคงมีการไหลเข้าของผลิตภัณฑ์การลงทุนมูลค่า 33 ล้านดอลลาร์ [ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา] ยังคงเป็น altcoin ทางเลือกสำหรับนักลงทุน” (Altcoin หมายถึงเหรียญคริปโตทางเลือกที่ไม่ใช่ Bitcoin)

7. Mike McGlone นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสของ Bloomberg เขียนไว้ในรายงานล่าสุดของเขาว่า “ทั้ง [Bitcoin และ Ethereum] มีแรงหนุนที่ดี แต่รากฐานและการใช้งานของ [Ethereum] เป็นส่วนเสริมที่แข็งแกร่งกว่าเครื่องรักษามูลค่าในระดับจุลภาค [ของ Bitcoin]”

8. ตอนนี้มีการพูดถึงกันมากว่า Ethereum อาจจะโค่น Bitcoin ได้ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ชี้ว่าในที่สุด Bitcoin จะสูญเสียตำแหน่งในฐานะสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งเนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลอื่นที่มีเทคโนโลยีและความคล่องตัวทางเทคโนโลยีที่มากกว่าจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่นักลงทุนซึ่ง Ethereum มีศักยภาพนั้น

9. Tegan Kline ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์บล็อคเชน Edge & Node กล่าวกับ Bloomberg ว่า “[Ethereum] มีแนวโน้มที่จะแซงหน้า Bitcoin ในอนาคต เนื่องจาก Ethereum จะเหนือกว่าในด้านนวัตกรรมและความสนใจของนักพัฒนา”

10. นอกจากเทคโนโลยีที่ดีกว่าแล้ว Ethereum ยังจะมีเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 99.5% ของพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต่างจาก Bitcoin กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าการขุดมันใช้พลังงานมหาศาลและเป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อน เมื่อโลกขยับสู่เศรษฐกิจและการลงทุนสีเขียวมากขึ้น เทคโนโลยีคริปโตสีเขียวอย่าง Ethereum ต้องเปเนี่สนใจของนักลงทุนมากขึ้นอย่างแน่นอน

AFP PHOTO / JACK GUEZ

จีนพบกระท่อมดึกดำบรรพ์เก่าแก่ถึง 4,500 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654979

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 15:43 น.

จีนพบกระท่อมดึกดำบรรพ์เก่าแก่ถึง 4,500 ปีเสฉวนพบซากกระท่อม ทำจากไผ่-โคลน เก่าแก่ 4,500 ปี

เฉิงตู, 8 มิ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (7 มิ.ย.) คณะนักโบราณคดีในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยการค้นพบซากไผ่โบราณ 6 ชิ้น ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระท่อมสร้างขึ้นจากไผ่และโคลนที่มีความเก่าแก่ราว 4,500 ปี

สถาบันวิจัยวัตถุโบราณวัฒนธรรมและโบราณคดีนครเฉิงตู เปิดเผยว่ากระท่อมดังกล่าวเป็นซากโบราณเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบบนที่ราบเฉิงตู โดยถูกพบบริเวณซากเมืองโบราณเป่าตุน (Baodun Ancient Town) ในนครเฉิงตู เมืองเอกของซื่อชวน

อาคารไผ่-โคลนเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงในบางพื้นที่ของยุคจีนโบราณ ทว่ายังไม่เคยมีการยืนยันว่ามีสิ่งปลูกสร้างรูปแบบนี้อยู่บริเวณที่ราบเฉิงตูตั้งแต่ยุคแรก

“การค้นพบข้างต้นพิสูจน์ว่ามีการสร้างกำแพงทำจากไผ่และโคลนในยุคโบราณ” ถังเหมี่ยว รองหัวหน้าโครงการเป่าตุนจากสถาบันฯ ระบุ

นอกจากนั้นมีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาหลายหมื่นชิ้นบริเวณซากโบราณดังกล่าว พร้อมชิ้นส่วนเครื่องหินหลายสิบชิ้นและซากคงเหลือที่คาดว่าเป็นนาข้าว

ซากเป่าตุนเป็นซากเมืองโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบบริเวณแม่น้ำแยงซีตอนต้น เมืองดังกล่าวเป็นสถานที่รองรับการย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่ของมนุษย์แห่งแรกสุดบนที่ราบเฉิงตู อีกทั้งเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมการปลูกข้าวบนที่ราบ โดยช่วยมอบข้อมูลสลักสำคัญสำหรับการวิจัยเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอารยธรรมซานซิงตุยด้วย

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าแหล่งโบราณคดีซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins) ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 เป็นดินแดนของรัฐสู่ (Shu Kingdom) ที่เก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 4,800 ปี และรุ่งโรจน์อยู่นานกว่า 2,000 ปี

(แฟ้มภาพซินหัว : นักโบราณคดีทำความสะอาดซากงาช้างที่พบในหลุมบูชายัญหมายเลข 4 ของแหล่งโบราณคดีซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น มณฑลซื่อชวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 14 พ.ค. 2021)

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ซูจีไม่มีเงินซื้อข้าวแต่จะไม่แบมือขอทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654972

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 14:51 น.

ซูจีไม่มีเงินซื้อข้าวแต่จะไม่แบมือขอทหารซูจีขอความช่วยเหลือจากทีมทนายลั่นไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่กักขังตน

The Irrawaddy รายงานว่าอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาซึ่งกำลังถูกควบคุมตัวขอให้ทีมทนายความของตนช่วยจัดหาอาหารให้ตนและอีก 8 คนที่กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยกัน รวมถึงสุนัขของเธอที่ชื่อไทจิโดด้วย

ในระหว่างการไต่สวนของศาลในกรุงเนปิดอว์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาซูจีกล่าวกับทีมทนายความว่าเธอและผู้ต้องขังคนอื่นๆ ต้องใช้เงินของตนเองเพื่อซื้ออาหาร ท่ามกลางความขาดแคลนเงินสด รวมถึงมีความจำเป็นในการใช้ยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งเธอไม่ต้องการการสนับสนุนจากผู้ที่กักขังเธอและของให้ทนายความช่วยเหลือหากเป็นไปได้

ดอว์ มิน มิน โซ หนึ่งในทีมทนายความเผยว่า “ซูจีกล่าวว่าเธอและคนอื่นๆ ที่ถูกควบคุมตัวด้วยกันต้องการเงินสดสำหรับค่าอาหารและเสบียงทุกสองสัปดาห์ ผู้ที่กักขังเธอกล่าวว่าพวกเขาจะให้การสนับสนุนแต่เธอต้องการจัดการเอง ซูจีกล่าวว่าเงินสด 5 ล้านจ๊าด (94,800 บาท) ก็เพียงพอแล้วสำหรับอาหารและของใช้อื่นๆ ในตอนนี้”

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารได้ยื่นฟ้องซูจีรวมทั้งสิ้น 6 ข้อหา ซึ่งเธอได้ปรากฏตัวต่อศาลเมื่อวันที่ 24 พ.ค. และ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมาใจการพิจารณาคดีที่จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ขณะที่ผู้พิพากษาจะรับฟังข้อกล่าวหา 5 ใน 6 ภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันที่เธอถูกจับกุม

ขณะที่ตัวแทนจากกลุ่มประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้เข้าพบหารือกับพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. โดยขอให้รัฐบาลทหารปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อที่ประเทศสมาชิกบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

โดยฉันทามติ 5 ข้อ ได้แก่ ยุติความรุนแรง, จัดการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่าย, ทูตพิเศษอาเซียนจะอำนวยความสะดวกในการเจรจา, การยอมรับความช่วยเหลือ และการเดินทางเยือนของทูตพิเศษ

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่ารัฐบาลทหารดูเหมือนจะไม่สนใจข้อเรียกร้องของอาเซียนที่ให้ปฏิบัติตามฉันทามติแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามวันนา หม่อง ลวิน รัฐมนตรีต่างประเทศที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร กล่าวในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีนว่ากองทัพมีความคืบหน้าตามแผนการ 5 ประการของตนเองเพื่อรองรับประชาธิปไตยที่มีระเบียบวินัยและแท้จริง

แผนการดังกล่าวของรัฐบาลเมียนมารวมถึงมาตรการป้องกันโควิด-19 และการจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ด้วยโดยอ้างว่าคณะกรรมการชุดเก่าเพิกเฉยต่อการร้องเรียนเรื่องการฉ้อโกง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแสดงความผิดหวังในการประชุมที่ประเทศจีนเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับความล่าช้าของเมียนมาในการยุติความวุ่นวายนับตั้งแต่ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การก่อรัฐประหารรัฐบาลเมียนมาได้จับกุมประชาชนไปแล้วกว่า 4,500 คน ขณะที่ประชาชนอย่างน้อย 849 คนถูกสังหารตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน

Photo by Ye Aung THU / AFP

เมื่อคนขาวใช้การศึกษาฆ่าคนพื้นเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654964

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 14:03 น

เมื่อคนขาวใช้การศึกษาฆ่าคนพื้นเมืองกรณีศึกษาจากแคนาดาเมื่อคนขาวใช้การศึกษาขจัดชนเผ่าพื้นเมือง

เป็นเรื่องจริงที่ว่าเด็กพื้นเมืองหลายพันคนหายตัวไปในแคนาดา และเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็มีการพบศพเด็กพื้นเมือง 215 คนบริเวณโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคนาดาซึ่งได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

รัฐบาลประกาศลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศ ตลอดจนมีอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่เด็กชาวพื้นเมืองทั้ง 215 ชีวิตที่ถูกฝังไว้บริเวณโรงเรียนประจำในเมืองแคมลูปส์

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด

เพอร์รี่ เบลเลการ์ด (Perry Bellegarde) ประธานองค์กร Assembly of First Nations องค์กรพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกล่าวว่าผู้รอดชีวิตจำนวนมากเล่าให้เขาฟังว่ายังมีเด็กพื้นเมืองอีกมากมายที่ถูกพรากจากครอบครัวและบังคับให้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำของแคนาดาเช่นแคมลูปส์เพื่อซึมซับวัฒนธรรมตะวันตก และเด็กหลายคนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เจ็บปวด

นับตั้งแต่การเปิดเรียนในปี 1883 จนถึง 1996 มีเด็กพื้นเมืองประมาณ 150,000 คนได้ก้าวเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2015 ได้จัดลำดับความสำคัญในการรำลึกถึงนักเรียนเหล่านั้น และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง

และการพบหลุมศพครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดแรงผลักดันในการดำเนินการเพื่อชดใช้ประวัติศาสตร์แห่งการเอารัดเอาเปรียบต่อชนเผ่าพื้นเมือง

ค้นพบอะไรบ้าง?

ประมาณ 20 ปีที่แล้วความพยายามในการค้นหาซากศพเด็กนักเรียนพื้นเมืองเริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียนแคมลูปส์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา โดยมีนักเรียนสูงสุด 500 คน

สมาชิกของชนพื้นเมืองเทอห์แคมลูบส์ เทอห์ เซอห์เคว็บเมอห์ (Tk’emlups te Secwepemc First Nation) ได้ค้นพบสิ่งที่น่าสยดสยองเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากขุดเจาะพื้นดิน

ในบรรดาศพ 215 ศพที่พบดูเหมือนว่าจะมีเด็กคนหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 3 ขวบเท่านั้น โดยทีมเผยว่าเด็กเหล่านี้ถูกฝังไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน

ระบบโรงเรียนทำร้ายชนพื้นเมือง

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แคนาดาจัดสรรที่ดินสำหรับชนพื้นเมือง ขณะเดียวกันก็ได้ยึดครองดินแดนของชนพื้นเมืองบางแห่งโดยอย่างเฉพาะอย่างยิ่งในบริติชโคลัมเบีย

ราวปี 1883 รัฐบาลแสวงหาผลประโยชน์จากชนพื้นเมืองด้วยวิธีใหม่นั่นคือการบังคับให้เด็กพื้นเมืองเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งมักอยู่ห่างไกลจากชุมชนของพวกเขา

โดยโรงเรียนส่วนใหญ่ดำเนินการโดยคริสตจักร และทุกโรงเรียนห้ามให้ภาษาพื้นเมืองเพื่อ “พยายามให้เด็กพื้นเมืองปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมกระแสหลัก และทำลายวัฒนธรรมและภาษาของพวกเขา”

นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่มักใช้ความรุนแรง ตลอจนการล่วงละเมิดทางเพศ ทางร่างกาย และอารมณ์ ตลอดจนการเจ็บป่วยจากโรคระบาด

โรงเรียนแคมลูปส์ดำเนินการโดยนิกายโรมันคาธอลิก ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจการคนหนึ่งระบุว่าบางครั้งนักเรียนที่แคมลูปส์มีอาการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

คณะกรรมการเพื่อความจริงและการปรองดองแห่งแคนาดา (Truth and Reconciliation Commission) ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลแคนาดาใช้เวลา 6 ปีในการพิจารณาคดีจากพยาน 6,750 คนเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของโรงเรียน

โดยในรายงานปี 2015 สรุปได้ว่าระบบนี้เป็นรูปแบบของ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม”

คณะกรรมการเรียกร้องให้มีการขอโทษจากสมเด็จพระสันตะปาปาสำหรับบทบาทของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกต่อการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสไม่ได้กล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ แต่กล่าวว่า “การค้นพบที่น่าเศร้าครั้งนี้ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในอดีต”

อดีตนักเรียนบางคนให้การต่อหน้าคณะกรรมการว่าพระสงฆ์ที่โรงเรียนได้ให้กำเนิดทารกกับนักเรียนพื้นเมืองและทารกถูกพรากไปจากมารดาที่อายุยังน้อยและถูกสังหารในที่สุด

ขณะที่นักเรียนหลายคนเสียชีวิตด้วยโรคร้าย การใช้ความรุนแรง อุบัติเหตุ ไฟไหม้ และการพยายามหลบหนี

โรงเรียนพรากชีวิตเด็กไปกี่คน

เมื่อมีกรณีเด็กเสียชีวิตในโรงเรียนประจำ ครอบครัวของพวกเขามักได้รับคำอธิบายที่คลุมเครือจากโรงเรียนหรือได้คำตอบว่าพวกเขาเพียงแค่วิ่งหนีและหายตัวไป

ขณะที่คณะกรรมการพบว่าเมื่อโรงเรียนรับทราบการเสียชีวิตของเด็กโดยทั่วไปพวกเขามักปฏิเสธ แต่คณะกรรมการประเมินว่ามีนักเรียนอย่างน้อย 4,100 คนเสียชีวิตหรือสูญหายจากโรงเรียนประจำ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำบัญชีสำหรับเด็กเหล่านั้นทั้งหมด

เมอร์เรย์ ซินแคลร์ (Murray Sinclair) อดีตผู้พิพากษาและวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมาธิการกล่าวในอีเมลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขาเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าว “เกิน 10,000 คน”

แคนาดาจะทำอย่างไรต่อไป

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด กล่าวว่าการค้นพบศพเด็กทั้ง 215 คนแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของแคนาดา และเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าละอายของประเทศ รวมถึงเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนประจำและไม่ได้กลับมาอีกเลย

“วันนี้เด็กบางคนที่พบในแคมลูปส์ และที่ยังไม่พบในที่อื่นทั่วประเทศ จะเป็นปู่ย่าตายายหรือทวด และนั่นเป็นความผิดของแคนาดา” ทรูโดกล่าว

นอกจากนี้ยังเผยว่ารัฐบาลสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อค้นหาซากศพของนักเรียนในโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยในปี 2019 ได้ใช้งบประมาณ 27 ล้านดอลลาร์แคนาดาหรือเกือบ 700 ล้านบาทเพื่อค้นหาหลุมศพ

ขณะที่สเตฟานี สกอตต์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์เพื่อความจริงและการปรองดองแห่งชาติ (National Centre for Truth and Reconciliation) กล่าวว่าต้องการเห็นการลงมือปฏิบัติของรัฐบาลด้วยไม่ใช่เพียงแต่คำพูดมากมาย

อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายหวังว่าความตกใจที่เกิดขึ้นหลังจากการค้นพบศพเด็กทั้ง 215 ในแคมลูปส์นี้ จะทำให้แคนาดาเร่งความพยายามในการประนีประนอม และขจัดการเลือกปฏิบัติและช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองกับภาคส่วนอื่นๆ ในประเทศ

Photo by Cole Burston / AFP