Phoenix Ghost โดรนนกปีศาจจากสหรัฐ อาวุธสำคัญใหม่ในสมรภูมิดอนบัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681235

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 18:00 น.Phoenix Ghost โดรนนกปีศาจจากสหรัฐ อาวุธสำคัญใหม่ในสมรภูมิดอนบัส

สหรัฐงัดอาวุธใหม่ให้ยูเครน เผยเหมาะอย่างยิ่งกับสงครามในดอนบัสที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากรัสเซีย

ตามรายงานของ Fortune ระบุว่านับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา สหรัฐใช้งบประมาณไปแล้ว 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน และล่าสุดจะมีการส่งมอบ Phoenix Ghost โดรนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยถูกใช้ในสมรภูมิรบใดมาก่อน ซึ่งรวมอยู่ในแพ็คเกจมูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐที่สหรัฐจะมอบให้แก่ยูเครน

จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนยังเผยว่า Phoenix Ghost ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องและมีความเหมาะสมกับการใช้งานในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งมีภูมิประเทศที่ราบเรียบและเปิดโล่ง ซึ่งกำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากกองทัพรัสเซีย ตามรายงานของ Aljazeera

อย่างไรก็ตาม เคอร์บีปฏิเสธว่า Phoenix Ghost ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสงครามในยูเครนโดยเฉพาะ เนื่องจากเริ่มวางแผนพัฒนาโดรนมานานก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จะสั่งการให้กองทัพรัสเซียบุกรุกยูเครน พร้อมเสริมว่าจะไม่มีทางสร้างโดรนได้ถึง 121 ลำอย่างแน่นอนหากเพิ่งเริ่มสร้างในวันที่ 24 ก.พ. (นั่นหมายถึงจำนวนโดรนที่สหรัฐจะส่งไปยังยูเครนด้วย)

รู้จัก Phoenix Ghost

โดรนดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยบริษัท AEVEX Aerospace ในแคลิฟอร์เนีย โดยเคอร์บีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อนี้มาได้อย่างไร ทั้งที่มันไม่ได้เป็นอมตะเหมือนนก Phoenix (ฟีนิกซ์) ในเทพนิยาย หากแต่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้เพียงครั้งเดียว

Phoenix Ghost คล้ายกับโดรน Switchblade ของ AeroVironment ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น “โดรนกามิกาเซ” (kamikaze drone) เป็นอาวุธแบบใช้ครั้งเดียวที่มีการติดตั้งกล้องในตัว

US will deliver these loitering suicide drones to Ukraine . Switchblade 300:Operational range: 10 kmFlight ceiling: 15.000 ft Maximum speed: 160 km/h@Ninja998998 @sfrantzman pic.twitter.com/JIe7NXqpPE— Felix Woessner (@FeWoessner) March 16, 2022

Phoenix Ghost ไม่ได้ถูกออกแบบให้ยิงใส่ศัตรูจากระยะไกล แต่จะลอยอยู่ในอากาศก่อนที่จะพุ่งชนเป้าหมายและจุดชนวนหัวรบเพื่อทำลายเป้าหมาย โดยเคอร์บีกล่าวว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อ “ส่งหมัด” สำหรับพิสัยการโจมตีและความแม่นยำยังไม่มีการระบุอย่างแน่ชัด

ทั้งนี้ โดรน Bayraktar TB2 จากตุรกีและ Switchblade จากสหรัฐมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการป้องกันกองกำลังยูเครนจากการรุกรานของรัสเซีย

Photo by REUTERS/Gleb Garanich

ผุดโครงการ ‘Russia for Sale’ ขายดินแดนรัสเซียแบบ NFT นำเงินช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681219

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 16:00 น.ผุดโครงการ 'Russia for Sale' ขายดินแดนรัสเซียแบบ NFT นำเงินช่วยยูเครน

“ปูตินขึ้นชื่อเรื่องการยึดครองดินแดนประเทศอื่น ให้เขาได้ลิ้มรสด้วยตัวเองบ้าง” เจ้าของโครงการ Russia for Sale

Radio Free Europe/Radio Liberty (RFE/RL) รายงานว่า Levingstone บริษัทดิจิทัลเอเจนซีในจอร์เจียได้เปิดตัวโครงการ Russia for Sale เพื่อขายดินแดนของรัสเซียในรูปแบบ NFT และนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนยูเครนซึ่งเผชิญกับสงครามมาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว

บนเว็บไซต์ Russia for Sale มีการแสดงแผนที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเลือกไปที่เมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อซื้อได้ โดยแต่ละเมืองจะมีภาพแผนที่ของเมืองนั้นๆ พร้อมชื่อเมือง และตราสัญลักษณ์ ซึ่งผู้ซื้อจะได้รับภาพนี้ไปในรูปแบบของ NFT

“เพื่อตอบโต้การรุกรานของรัสเซีย เราจึงตัดสินใจขายดินแดนของรัสเซียเสียเลย ปูตินขึ้นชื่อเรื่องการยึดครองดินแดนของประเทศอื่น ให้เขาได้ลิ้มรสด้วยตัวเองบ้าง” Levingstone กล่าว

แม้จะเป็นเพียงแค่การขายภาพแต่โครงการนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการท้าทายประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อย่างยิ่ง ผู้ซึ่งยอมรับไม่ได้หากผู้ใดละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของรัสเซีย

We are selling Russian lands to support Ukraine Join us! Time to take apart Putin’s empire for good!?100% of proceeds are transferred to the Ministry of Digital Transformation of Ukraine @mintsyfra Grab your piece of Russia: https://t.co/UAuvmcbcYh#NFT #Ukraine pic.twitter.com/jEacaEieYb— Russia For Sale! (@Russia_For_Sale) April 9, 2022

จากพื้นที่ทั้งหมด 2,443 แห่ง ตอนนี้โครงการดังกล่าวสามารถขายไปได้แล้ว 27 แห่ง ด้วยราคารวม 6.1425 Ethereum หรือคิดเป็นเงินประมาณ 18,492 เหรียญสหรัฐ

โดยพื้นที่แต่ละแห่งจะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเมืองที่ทำเงินได้มากที่สุดคือมอสโก สามารถขายได้ในราคา 5 Ethereum หรือประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐ

“เราเห็นศักยภาพมหาศาลในเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมกับการแบ่งแยกดินแดนของรัสเซีย” Levan Lefsveridze ผู้ร่วมก่อตั้ง Levingstone กล่าวกับ RFE/RL

ผู้ดำเนินโครงการกล่าวว่ารายได้ทั้งหมดจะถูกโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลของกระทรวงการแปลงดิจิทัลของยูเครน ซึ่งได้ดำเนินการด้านไซเบอร์ ต่อต้านการบิดเบือนข้อมูล และคัดเลือกกอาสาสมัครไอทีเข้าร่วมกองทัพต่อต้านรัสเซียตั้งแต่เริ่มการบุกรุก

โครงการดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกันโดยในระยะแรกเป็นการขายแผนที่เมือง ระยะที่ 2 จะขายตัวแทนของสถาปัตยกรรมที่สำคัญของรัสเซีย รวมถึงเครมลินและวังปูตินอันหรูหรา ส่วนระยะที่ 3 จะขาย “Lenin himself” เวอร์ชันดิจิทัลของวลาดีมีร์ เลนิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ยูเครนสามารถระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผู้ที่ต้องการสนับสนุนยูเครนจากทั่วโลกบริจาคเงินในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเป็นทุนช่วยเหลือยูเครนในการรับมือกับกองทัพรัสเซีย

ตามรายงานของ Elliptic ผู้ให้บริการวิเคราะห์บล็อกเชนระบุว่านับตั้งแต่การรุกรานของรัสเซียเมื่อวันที่ 24 ก.พ. มีการบริจาคคริปโตเคอร์เรนซีมูลค้าหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐไหลเข้าสู่ยูเครน

Photo russiaforsale.org

ผู้อพยพแอลจีเรียถูกลอตเตอรีเกือบ 10 ล้านแต่ขึ้นเงินไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681202

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 14:40 น.ผู้อพยพแอลจีเรียถูกลอตเตอรีเกือบ 10 ล้านแต่ขึ้นเงินไม่ได้

ผู้ลักลอบเข้าเมืองเร่งหาเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขอรับเงินแจ็กพอตลอตเตอรีในเบลเยียมก่อนวันหมดอายุ

สำนักข่าว NPR รายงานว่า ผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายชาวแอลจีเรียวัย 28 ปีพยายามหาเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขอรับเงินรางวัลจากการถูกลอตเตอรีมูลค่า 250,000 ยูโร หรือ 9,192,891 บาทของเบลเยียม

อเล็กซานเดอร์ เวอร์สตราเต ทนายความของผู้อพยพที่โชคดีรายนี้เล่าว่า ราว 2-3 สัปดาห์ก่อนลูกความของเขาซื้อลอตเตอรีแบบขูดราคา 5 ยูโร หรือ 183 บาทที่ถูกรางวัลใบนี้จากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองซีบรูกเคอ เมืองท่าของเบลเยียมที่ผู้อพยพนิยมใช้เป็นช่องทางเดินทางต่อไปยังอังกฤษ หลังจากเดือนทางถึงเบลเยียมเมื่อ 2 เดือนก่อน

เจ้าของลอตเตอรีเข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการขอรับเงินรางวัลจากกองสลากเบลเยียม จึงขอให้เพื่อน 3 คนที่มีเอกสารช่วยไปขึ้นเงินให้ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยจึงเรียกตำรวจมา

เวอร์สตราเตเล่าว่า ตำรวจในเมืองซีบรูกเคอทราบว่าใครคือเจ้าของลอตเตอรีตัวจริง เพราะมีรูปจากกล้องวงจรปิดของร้านที่ขายลอตเตอรีให้

ทว่า รูปจากกล้องวงจรปิดอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ พนักงานอัยการที่รับผิดชอบคดีนี้ต้องการให้ผู้อพยพรายนี้ยื่นขอบัตรประจำตัวจากทางการ ซึ่งจะต้องติดต่อครอบครัวที่แอลจีเรียและสถานทูตในเบลเยียม

ตำรวจได้เก็บลอตเตอรีใบที่ถูกรางวัลไว้จนกว่าเอกสารยืนยันตัวตนจะเรียบร้อย และยันยันว่าจะยังไม่ผลักดันผู้อพยพรายนี้ออกนอกประเทศจนกว่าจะได้รับเงิน

เวอร์สตราเตบอกว่า ลูกความของเขายังต้องเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของตัวเอง และต้องแจ้งที่อยู่ที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่ธนาคารด้วย

ทว่าที่ทำให้เรื่องราวยุ่งยากไปกว่านั้นคือ ลอตเตอรีใบนี้มีอายุเพียง 1 ปี ทำให้พวกเขามีเวลาจัดหาเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อยตามที่พนักงานอัยการสั่งอีกเพียง 11 เดือน

REUTERS/Peter Cziborra/File Photo 

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นลอตเตอรีพาวเวอร์บอลของสหรัฐ

สถิติใหม่! หญิงสเปนติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681200

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 13:30 น.สถิติใหม่! หญิงสเปนติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

เคยติดแล้วอย่าชะล่าใจ หญิงสเปนรายนี้ติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

CNBC อ้างรายงานของนักวิจัยชาวสเปนว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหญิงชาวสเปนวัย 31 ปี ตรวจพบว่าติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพียง 20 วันหลังจากที่เธอติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีรายงาน โดยเธอได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสและฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

รายงานระบุว่าหญิงสเปนรายนี้ตรวจพบโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ปีที่แล้ว ด้วยวิธี RT-PCR และได้ทำการกักตัวเป็นเวลา 10 วันโดยไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนจะกลับไปทำงานตามปกติ

ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. ปีนี้ เพียง 20 วันหลังจากพบเชื้อครั้งแรก เธอมีอาการไอ มีไข้ และรู้สึกไม่สบาย จึงได้ทำการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้งและมีผลตรวจเป็นบวก

การถอดรหัสจีโนมพบว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อ 2 ครั้งด้วยไวรัส 2 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยในครั้งแรกเป็นสายพันธุ์เดลตา และครั้งที่ 2 เป็นสายพันธุ์โอมิครอน

จากการศึกษาพบว่าสายพันธุ์โอมิครอนสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์เดลตามาก และมีศักยภาพในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อน นอกจากนี้ภายหลังยังพบสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนอย่าง BA.2 และ XE โอมิครอนลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2

ดร.เจมม่า เรซิโอ จากสถาบัน Català de Salut ในสเปนหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่าเคสนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับก่อนหน้านี้ พร้อมเน้นย้ำว่าคนที่เคยติดเชื้อแล้วไม่สามารถชะล่าใจได้ว่าเขาจะไม่ติดเชื้อซ้ำ หรือแม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ดร.เรซิโอกล่าวว่าการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อครั้งก่อนยังสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรง และการรักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตได้บางส่วน

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังไม่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ โดยทีมวิจัยจะนำเคสนี้ไปเสนอในการประชุม European Congress of Clinical Microbiology & Infectious Diseases ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่โปรตุเกสในสุดสัปดาห์นี้

Photo by REUTERS/Ivan Alvarado

รัสเซียตอบโต้คว่ำบาตร ‘ซักเคอร์เบิร์ก-แฮร์ริส’ ห้ามเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681190

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 12:00 น.รัสเซียตอบโต้คว่ำบาตร 'ซักเคอร์เบิร์ก-แฮร์ริส' ห้ามเข้าประเทศ

รัสเซียเพิ่มรายชื่อชาวอเมริกันและแคนาดาอีกหลายสิบคนเข้าบัญชีดำ ห้ามเข้ารัสเซียไม่มีกำหนด

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศรัสเซียตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรจากบรรดาชาติตะวันตกอีกครั้ง โดยได้จำกัดการเดินทางเข้ารัสเซียสำหรับพลเมืองสหรัฐเพิ่มอีก 29 คน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ของรัสเซีย และจำกัดการเดินทางพลเมืองแคนาดาอีก 61 คน

ชาวอเมริกันและแคนาดาทั้งหมดนี้ถูกห้ามมิให้เดินทางเข้ารัสเซียอย่างไม่มีกำหนด โดยบุคคลที่อยู่ในลิสต์ดังกล่าวรวมถึงกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ และสามีคือดักลาส เอ็มโฮฟฟ์ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta, จอร์จ สเตฟาโนปูลอส ผู้สื่อข่าว ABC News, เดวิด อิกนาติอุส คอลัมนิสต์ The Washington Post ตลอดจนผู้นำธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

ก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไปแล้วหลายคนรวมถึง ประธานาธิบดี โจ ไบเดน, แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, พลเอกลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ

Photo by REUTERS/Elizabeth Frantz, Reuters/Leah Millis/File Photo

รมต.คลังสหรัฐเตือนยุโรปแบนพลังงานรัสเซียเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681191

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 11:24 น.รมต.คลังสหรัฐเตือนยุโรปแบนพลังงานรัสเซียเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจตัวเอง

ที่ผ่านมาชาติยุโรปถูกสหรัฐกดดันให้หยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียเพื่อลดรายได้รัสเซีย

AFP รายงานว่า เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐเตือนว่า การห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียในยุโรปอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้ตั้งใจ

บรรดาประเทศใหญ่ๆ ในยุโรป รวมทั้งเยอรมนีต้องเผชิญกับการเรียกร้องให้หยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียเพื่อตัดรายได้ เป็นการลงโทษที่รัสเซียรุกรานยูเครน จนผู้คนต้องอพยพหนีภัยสงครามแล้วกว่า 5 ล้านคน

หลังจากพบปะหารือกับ เดนิส ชไมฮาล นายกรัฐมนตรียูเครน และเซอร์เก มาร์เชนโก รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของยูเครนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เยลเลนเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การแบนดังกล่าวในท้ายที่สุดแล้วอาจก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี

“แน่นอนว่ายุโรปจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย แต่เราต้องระมัดระวังหากจะแบนการนำเข้าน้ำมันโดยสิ้นเชิง” เยลเลนกล่าว

รัฐมนตรีคลังกล่าวต่อว่า การแบนพลังงานของยุโรปจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น “และอาจขัดกับความรู้สึกบ้างที่มันอาจส่งผลกระทบในทางลบกับรัสเซียน้อยมาก เนื่องจากแม้ว่ารัสเซียจะส่งออกน้อยลง แต่ราคาน้ำมันที่รัสเซียส่งออกจะสูงขึ้น”

เยลเลนกล่าวถึงการแบนในอนาคตว่า “หากเราสามารถหาวิธีที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่ทำร้ายทั้งโลกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดีมาก”

ทั้งนี้ สหรัฐแบนการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมทั้งมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่พุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่เหล่านี้จะสอดคล้องกับมาตรการของยุโรปและพันธมิตรในแถบอื่น

ขณะที่สหภาพยุโรปซึ่งน้ำเข้าก๊าซจากรัสเซียราว 45% กำลังพิจารณาขยายมารตการคว่ำบาตรให้รวมถึงการห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซ แต่เจ้าหน้าที่หลายรายเผยกับ AFP เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มาตรการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

ขณะที่ IMF ระบุว่า สงครามในยูเครนจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจยูโรโซน โดยลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ 2.8% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.9% เมื่อเดือน ม.ค.

อย่างไรก็ดี ปิแอร์ โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF เผยว่า ความเสี่ยงหลักต่อแนวโน้มดังกล่าวคือ การเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบนก๊าซของรัสเซีย ซึ่งจะทำให้เกิดการชะลอตัว “ค่อนข้างรุนแรง” ในระยะสั้นในประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี และหากเป็นเช่นนั้น “เราจะปรับลดการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของยูโรโซน”

REUTERS/Kevin Lamarque

ความแกร่งของฟินแลนด์ในสงครามที่ทำให้โซเวียตต้องขายหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681158

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 20:52 น.ความแกร่งของฟินแลนด์ในสงครามที่ทำให้โซเวียตต้องขายหน้า

และยูเครนก็อาจทำได้ เมื่อมองดูสถานการณ์จาก Winter War จะพบว่าการรุกรานของโซเวียตและ/หรือรัสเซียอ้างเหตุผลคล้ายๆ กัน และอาจจบลงคล้ายๆ กัน

1. ฟินแลนด์เคยเป็นภาคตะวันออกของราชอาณาจักรสวีเดนจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ต่อมาจักรวรรดิรัสเซียได้ทำสงครามกับราชอาณาจักรสวีเดน โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องเมืองหลวงของรัสเซีย คือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่อยู่ใกล้กับชายแดนของฟินแลนด์ และในที่สุดก็นำไปสู่การยึดครองและการผนวกฟินแลนด์และการแปรสภาพฟินแลนด์เป็นรัฐกันชนอิสระ

2. จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 รัสเซียเริ่มพยายามกลืนฟินแลนด์โดยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ แต่พยายามเหล่านั้นสะดุดลงไปเพราะความขัดแย้งภายในของรัสเซีย ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และการปฏิวัติรสเซียโค่นล้มระบอบจักรวรรดิและแทนที่สหภาพโซเวียต วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2460 วุฒิสภาฟินแลนด์ก็ประกาศเอกราช สหภาพโซเวียตก็ยอมรับรัฐบาลฟินแลนด์

3. ในฟินแลนด์เองแม้จะได้รับเอกราช แต่เกิดสงครามกลางเมืองยาวนานหลังจากนั้น ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายชาตินิยม และทำให้โซเวียตต้องเข้าไปแทรกแซงบางครั้งส่วนฝ่ายคอมมิวนิสต์ฟินแลนด์ก็เข้าไปอาสัยในสหภาพโซเวียตเพื่อเป็นฐานที่มั่นเคลื่อนไหวทางการเมืองและลอบสังหารฝ่ายชาตินิยม

4. ขณะเดียวกับฝ่ายชาตินิยมในฟินแลนด์ก็ส่งกำลังเข้ามายุยงปลุกปั่นคนฟินแลนด์ในโซเวียตที่อาศัยในกาเลเรียตะวันออก (East Karelia) ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของสหภาพโซเวียตที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนชาวฟินแลนด์โบราณ แต่ต้องอยู่ในการปกครองของแผ่นดินรัสเซีย การปลุกปั่นของฟินแลนด์ทำให้เกิดกรณีการลุกฮือในกาเลเรียตะวันออก (East Karelian uprising) ที่ลงท้ายด้วยการที่โซเวียตและฟินแลนด์ทำข้อตกลงไม่ล้ำพรมแดนกัน ต่อมาเมื่อสตาลินผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำสหภาพโซเวียต คิดว่าขบวนการโปรฟินแลนด์ในกาเรเลียเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเลนินกราด (อดีตเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) และพื้นที่และแนวป้องกันของฟินแลนด์สามารถนำมาใช้เพื่อบุกสหภาพโซเวียตหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของกองทัพเรือโซเวียตได้

5. เมื่อสตาลินได้รับอำนาจอย่างสมบูรณ์จากการกวาดล้างครั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองใหญ่ในปี พ.ศ. 2481 โซเวียตได้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของต่อฟินแลนด์ และเริ่มจริงจังกับการการยึดครองฟินแลนด์โดยมองว่าฟินแลนด์คตือแคว้นของรัสเซียที่ต้องสูญเสียไปไประหว่างการปฏิวัติรัสเซียและสงครามกลางเมืองรัสเซียเกือบสองครั้งเมื่อหลายสิบปีก่อน

6. บรรดาผู้นำโซเวียตเชื่อว่าพรมแดนที่ขยายออกไปให้เหมือนกันสมัยจักรวรรดิรัสเซียเดิมนั้นจะช่วยรักษาความปลอดภัยอาณาเขตของโซเวียตและพวกเขาต้องการให้เลนินกราด ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนฟินแลนด์เพียง 32 กม. มีความปลอดภัยในระดับที่ใกล้เคียงกันเพื่อต่อต้านอำนาจที่เพิ่มขึ้นของนาซีเยอรมนีที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

7. ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2482 โซเวียตได้ติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศฟินแลนด์ รูดอล์ฟ ฮอลสติ และนายกรัฐมนตรี ไอโม คายันเดอร์ ของฟินแลนด์ โดยระบุว่าโซเวียตไม่ไว้วางใจเยอรมนี และอาจเกิดสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ และโซเวียตจะไม่นิ่งนอนใจ โดยจะส่งทหารมาต้านศัตรูเสียแต่เนิ่นๆ นั่นหมายความว่าโซเวียตต้องการดินแดนของฟินแลนด์เมื่อใช้เป็นแนวต้าน แต่ฟิแลนด์ไม่ยอมและยืนยันว่าฟินแลนด์จะเป็นกลาง

8. ตอนแรกนั้นโซเวียตกับนาซีเยอรมันพยายามสร้างดุลอำนาจอย่างประนีประนอมระหว่างกันผ่าน “กติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบินทร็อพ” (Molotov–Ribbentrop Pact) โดยโซเวียตและนาซีเยอรมันตกลงจะไม่รุกรานกันและกัน และประเทศทั้งสองจะไม่เข้ากับพันธมิตรใดๆ ที่โจมตีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สัญญานี้ลงนามกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2482

9. ข้อตกลงนี้ยังเป็นการแบ่งอำนาจกันยึดครองประเทศเล็กๆ ในอาณาบริเวณโดยรอบของทั้งสองด้วย คือ เยอรมนีและสหภาพโซเวียตได้ร่วมกันบุกครองโปแลนด์แล้วแบ่งพื้นที่ปกครองกันคนละฝั่ง (กรณีนี้เป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป) และยังมีข้อตกลงลับยกเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนียและดินแดนทางตอนเหนือของโรมาเนียเข้าไปอยู่ในเขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียต และฟินแลนด์ก็ถูกข้อตกลงนี้ยกให้เป็นเขตอิทธิพลของโซเวียต

10. เมื่อวันที่ 17 กันยายน โซเวียตบุกโปแลนด์ฝั่งตะวันออกส่วนนาซีรุกรานฝั่งตะวันตก และในไม่ช้าโซเวียตกก็ผนวกเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ทั้งหมดถูกบังคับให้ยอมรับสนธิสัญญาที่อนุญาตให้โซเวียตสร้างฐานทัพทหารบนดินแดนของประเทศเหล่านี้ และประเทศเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซวียตไปจนถึงปี 1989 – 1991

11. ฟินแลนด์คือรายต่อไปแน่นอน ฟินแลนด์รู้ตัวดี จึงเริ่มระดมพลทีละน้อย ส่วนโซเวียตได้เริ่มระดมกำลังอย่างเข้มข้นใกล้ชายแดนฟินแลนด์มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2482 แผนปฏิบัติการที่โซเวียตทำขึ้นในเดือนกันยายนเรียกร้องให้เริ่มการบุกรุกในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่จะบุก โซเวียตเชิญผู้แทนฟินแลนด์มายื่นคำขาดก่อน โดยขอดินแดนคอคอดกาเรเลียนระยะ 30 กม. ทางตะวันออกและให้ฟินแลนด์ให้ทำลายป้อมปราการที่มีอยู่ทั้งหมดบนคอคอดกาเรเลียน ขอเกาะในอ่าวฟินแลนด์และคาบสมุทรรือบาชือ และฟินแลนด์จะต้องเช่าคาบสมุทรอันโคเป็นเวลา 30 ปี และอนุญาตให้โซเวียตตั้งฐานทัพที่นั่นได้ แต๋โซเวียตจะแลกกับดินแดนในแคว้นกาเลเรียตะวันออกให้รวมแล้วมากกว่าที่ขอจากฟินแลนด์ 2 เท่า

12. ข้อเสนอเหล่านี้ทั้งสองฝ่ายเถียงกันไปเถียงกันมา ท้ายที่สุดยังไม่ได้ได้ข้อสรุป โซเวียตก็ลงมือรุกรานฟินแลนด์ก่อน ซึ่งก่อนสงคราม สตาลินและผู้นำกองทัพโซเวียตบางคนคาดหวังชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยที่กองทัพแดงเพิ่งเสร็จสิ้นการบุกโจมตีโปแลนด์ตะวันออกโดยเสียทหารน้อยกว่า 4,000 คน หลังจากที่เยอรมนีโจมตีโปแลนด์จากทางตะวันตกแล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็แบ่งโปแลนด์กันปกครอง

13. แต่แม่ทัพโซเวียตบางคนไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น เพราะสภาพภูมิประเทศของฟินแลนด์เต็มไปด้วยทะเลสาบ หนองบึง ป่าเขา และไร้ถนน ยิ่งแม่ทัพโซเวียตบางคนคิดจะเอาอย่างการกลยุทธ์บุกแบบสายฟ้าแลบของพวกนาซี ( Blitzkrieg) ยิ่งไม่เหมาะกับพื้นที่นี้ เพราะการบุกแบบ Blitzkrieg เหมาะกับพื้นที่ราบและมีถนนหนทางพอสมควรในพื้นที่ยุโรปกลาง ตางจากฟินแลนด์ที่ค่อนข้างทุรกันดาร

14. ว่ากันด้วยกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วฟินแลนด์ด้อยกว่าโซเวียตมาก แต่พวกเขามีสภาพภูมิประเทศที่เป็นใจ แนวพรมแดนที่ติดต่อกับสหภาพโซเวียตถึง 1,340 กิโลเมตรนั้นแม้จะยาวมากก็จริง แต่มันบุกเข้ามาลำบากเพราะไม่มีถนนหนทางเอาเลย มีแต่ทางลูกรังไม่กี่สายเท่านั้น จุดอ่อนของฟินแลนด์อีกเรื่องคือสังคมที่ยังประสานกันไม่ติดเนื่องจากสงครามกลางเมือง ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขาว (อนุรักษ์นิยม, เสรีประชาธิปไตย และทุนนิยม) และฝ่ายแดง (ฝ่ายแรงงาน, สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์)

15. เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 กองกำลังโซเวียตก็บุกฟินแลนด์โดยแบ่งเป็น 21 กองพล รวม 450,000 นาย และทำการทิ้งระเบิดกรุงเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ร้องเรียนต่อสันนิบาตชาติเรื่องการรุกรานของสหภาพโซเวียต สันนิบาตจึงขับไล่สหภาพโซเวียตออกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2482 และตักเตือนสมาชิกให้ช่วยเหลือฟินแลนด์

16. แม้ว่าจะเผชิญกับกองกำลังที่เหนือกว่าในทุกด้านและสังคมที่ยังแตกแยก แต่ก็เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น เมื่อชาวฟินแลนด์ทุกหมู่เหล่าที่เคยไม่สามัคคีกันเพราะอุดมการณ์การเมืองที่ต่างกัน หันมาร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านผู้รุกราน สิ่งนี้เรียกว่า “จิตวิญญาณแห่งสงครามฤดูหนาว” (Talvisodan henki) โดยเฉพาะชนชั้นแรงงงานและฝ่ายสังคมนิยมที่ก่อนหน้านี้เชื่อมันในโซเวียต (เพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน) หันมาสนับสนุนรัฐบาลที่ชอบธรรมที่เฮลซิงกิ แทนที่จะสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดฝ่ายสังคมนิยมที่โซเวียตตั้งขึ้นมา

17. วิธีการรบกับกองทัพใหญ่กว่าที่ได้ผลคือการรบแบบกองโจร ซึ่งฝ่ายฟินแลนด์ใช้วิธีนี้ได้ผลในหลายสมรภูมิทำให้โซเวียตต้องล่าถอยไปอย่างไม่น่าเชื่อ บวกกับความชำนาญพื้นที่และความเชี่ยวชาญในการใช้สกี รวมถึงการซุ่มโจมตีทำให้การรบของฟินแลนด์เหนือกว่าจนเอาชนะโซเวียตได้ในบางสมรภูมิ เช่น สมรภูมิถนนราอาเท โซเวียตเสียชีวิต 7,000–9,000 คน ขณะที่ฟินแลนด์เสียไปเพียง 400 กองทหารฟินแลนด์ยังยึดรถถัง ปืนใหญ่ ปืนต่อต้านรถถัง รถบรรทุกหลายร้อยคัน ม้าเกือบ 2,000 ตัว ปืนไรเฟิลหลายพันกระบอก และอาวุธยุทโธปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นจำนวนมาก

18. “สงครามฤดูหนาว” ยังสมชิ่อของมันเพราะอุณหภูมิที่หนาวจัดในช่วงเดือนมกราคมปีนั้น แม้ว่าทหารโซเวียตและฟินแลนด์จะทนทานความหนาวได้พอๆ กัน แต่เมื่อพวกกับสภาพพื้นที่โหดหินแล้ว โซเวียตกลับด้อยกว่า เช่นการรบที่แลปแลนด์ ในช่งวงฤดูหนาวพื้นที่นั้นม่มีแสงแดดเลย มีแต่ความมืดที่เกือบจะคงที่และอุณหภูมิสุดขั้วของฤดูหนาวที่แลปแลนด์เป็นประโยชน์ต่อฟินแลนด์ เอื้อต่อการรบแบบกองโจรโจมตีสายส่งเสบียงและการลาดตระเวนของสหภาพโซเวียต เป็นผลให้ขบวนการโซเวียตต้องชะงักทั้งๆ กำลงพลเหนือกว่าฝ่ายฟินแลนด์มาก

19. สตาลินไม่พอใจกับผลการรบในเดือนธันวาคมอย่างมาก ส่วนกองทัพแดงก็ต้องขายหน้า เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สามของสงคราม สหภาพโซเวียตทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออธิบายความล้มเหลวของกองทัพโซเวียตต่อประชาชนโดย กล่าวโทษภูมิประเทศที่ทุรกันดารและสภาพอากาศที่เลวร้าย และการอ้างว่าแนวมานเนอร์ไฮม์ (Mannerheim Line) ซึ่งเป็นแนวปราการที่ฟิอนแลนด์ตั้งไว้ต้านการรุกของโซเวียต นั้นแข็งแกร่งกว่าแนวมาฌีโน (Maginot Line) ที่ฝรั่งเศสสร้างเอาไว้ต้านทานการรุกของยอรมนี และยังอ้างว่าพวกอเมริกันได้ส่งนักบินที่ดีที่สุด 1,000 คนมาช่วยฟินแลนด์

20. ในวลาต่อมาโซเวียตปรับยุทธวธีการรบใหม่ แทนที่จะบุกแบบเบ็ดเสร็จซึ่งไม่ได้คืบหน้าแถมยังแพ้ในบางสมรภูมิ มาเน้นที่การรุกกาเรเลียน ซึ่งเป็นพื้นที่แคบๆ เชื่อต่อระหว่างเลนินกราดกับพรมแดนฟินแลนด์และมีแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของฟินแลนด์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ กองทัพแดงเริ่มโจมตีครั้งใหญ่ โดยระดมยิงปืนใหญ่ถล่มแนวฟินแลนด์ซึ่งใน 24 ชั่วโมงแรกของการยิงถล่มใช้กระสุนปืนถึง 300,000 นัด

21. ทหารฟินแลนด์เข้าหลบภัยภายในป้อมปราการจากการทิ้งระเบิดและอกมาซ่อมแซมความเสียหายในตอนกลางคืน แต่สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความอ่อนล้าในสงครามอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวฟินน์ ซึ่งสูญเสียทหารกว่า 3,000 นายในสงครามสนามเพลาะและการยิงถล่มแบบไม่หยุดหย่อน หลังจาก 10 วันของการระดมยิงด้วยปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง โซเวียตได้บุกทะลวงคอคอดกาเรเลียนตะวันตกได้สำเร็จ แต่แม้ฝ่ายฟินแลนด์จะล่าถอยไปบ้างและมีกำลังคนน้อยกว่า จนแล้วจนรอดในเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังต้านการรุกของโซเวียตไว้ได้จนการรบไม่คืบหน้า

22. ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นที่ชัดเจนว่ากองกำลังของฟินแลนด์ใกล้จะหมดแรงอย่างรวดเร็ว ฝ่ายโซเวียตก็มีผู้บาดเจ็บล้มตายสูง และผลการรบที่ออกมายังเป็นที่ขายหน้าต่อบรรดาผู้นำโซเวียต ทั้งยังมีความเสี่ยงที่ฝรั่งเศส-อังกฤษจะเข้ามาแทรกแซง เมื่อฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาและหิมะละลายกองกำลังโซเวียตก็เสี่ยงที่จะจมโคลนอยู่ในป่ากลายเป็นเป้าหนิ่งให้ถูกโจมตี

23. แต่รัฐบาลฟินแลนด์ก็ตระหนักเช่นกันว่าความช่วยเหลือดด้านการทหารของฝรั่งเศส-อังกฤษอาจจะไม่มาถึงทันเวลา เนื่องจากนอร์เวย์และสวีเดนไม่อนุญาตให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเดินทางผ่าน จึงแทบไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับเงื่อนไขของสหภาพโซเวียตที่ขอให้ฟินแลนด์ยกพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ให้ นั่นคือแคว้นกาเลเรียบางส่วนและคอคอดคาเลเรียน ประธานาธิบดี คเยิสต์ คัลลิโอ ฟินแลนด์รู้สึกเจ็บปวดและไม่ยินยอมที่จะมอบดินแดนใด ๆ ให้กับสหภาพโซเวียต แต่ถูกบังคับให้ตกลงที่จะลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพมอสโกแต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเงื่อนไขนี้ได้

24. ในสงครามครั้งนี้ ความคิดเห็นของโลกส่วนใหญ่สนับสนุนฟินแลนด์ และเห็นว่าการรุกรานของสหภาพโซเวียตไม่ยุติธรรม แม้ว่าฟนิแลนด์จะสูญเสียดินแดนไปพอสมควรและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่งหนัก แต่ว่าด้วยจำนวนความสูญเสียเป็นรายบุคคล ฝ่ายโซเวียตสูญเสียถึง 321,000–381,000 คน ส่วนฟินแลนด์สูญเสียไป 70,000 คน โซเวียตยังสูญเสียยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากเหลือเชื่อ เช่น รถถังประมาณ 1,200–3,543 คัน (ฟินแลนด์เสียไป 20–30) เสียเครื่องบินรบ 261–515 ลำ (ฟินแลนด์เสียไป 62 ลำ)

25. แน่นอนว่า สหภาพโซเวียตได้สิ่งที่ต้องการมากกว่าสิ่งที่เสนอไปก่อนสงคราม แต่ความสูญเสียมหาศาลของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ สะท้อนถึงความมั่นใจตัวเองมากกเกินไปของฝ่ายนำในโซเวียตและยังดำเนินยุทธวิธีการรบที่ผิดพลาดและเลินเล่อหลายครั้ง (บางครั้งมั่นใจในชัยชนะถึงกับเตรียมเดินสวนสนามแต่กลับแพ้ยับเยิน) ความผิดพลาดหนึ่งในนั้นมากจากโครงสร้างการบัญชาการของโซเวียต ที่จะใช้อำนาจบัญชาการแบบบนลงล่างเหมือนกองทัพทั่วๆ ไป กลับส่ง “คอมมิสซาร์” หรือผู้แทนฝ่ายการเมืองมาร่วมแสดงความเห็นในแนวหน้าด้วย ทำให้การรบรวนเรไม่สมเหตุผล หลังจากสงครามนี้่โซเวียตจะเลิกใช้แนวทาง “การเมืองนำการทหาร” แบบนี้ไประยะหนึ่งเพราะทราบแล้วว่ามันหายนะแค่ไหน

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพจาก Finna (CC BY 4.0)

สหรัฐพยายามเป็นฮีโร่ของโลก แต่กลับละเลยพลเมืองของตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681147

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 19:00 น.สหรัฐพยายามเป็นฮีโร่ของโลก แต่กลับละเลยพลเมืองของตัวเอง

“นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินจากเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพูดถึงผู้นำของเราในสหรัฐที่พยายามเป็นวีรบุรุษของโลก แต่กลับไม่มีใครรู้วิธีช่วยเหลือพลเมืองของตัวเอง”

สหรัฐ ประเทศที่คนไทยหลายๆ คนอยากย้ายไปตั้งรกรากด้วยความหวังว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศในฝันแห่งนี้กลับมีคนไร้บ้านมากมายต้องอยู่อย่างไร้คนเหลียวแลจากรัฐบาล ทั้งๆ ที่สหรัฐส่งเงินหรือความช่วยเหลือต่างๆ ไปช่วยประเทศอื่นไม่รู้กี่ล้านดอลลาร์

คลิปวิดีโอในยูทูบของ FigNews เรื่อง sad life of homeless people in America (ชีวิตที่น่าเศร้าของคนไร้บ้านในอเมริกา) พาไปดูสภาพชีวิตของคนไร้บ้านตามที่ต่างๆ บางคนต้องนอนกันบนทางเท้าริมถนนโดยไม่มีอะไรกันแดดกันฝน บางคนดีขึ้นมาหน่อยก็ยังพอมีรถยนต์ให้อาศัยหลับนอนต่างบ้าน

ใต้คลิปมีการแสดงคามคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสังคมของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

Mike As บอกว่า “นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินจากเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพูดถึงผู้นำของเราในสหรัฐที่พยายามเป็นวีรบุรุษของโลก แต่กลับไม่มีใครรู้วิธีช่วยเหลือพลเมืองของตัวเองอย่างฉัน ครั้งหนึ่งฉันเป็นผู้หญิงที่มีความสุขเหมือนลูกสาวคุณและไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์จนโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

ฉันสูญเสียพ่อแม่ในวัย 19 ฉันสิ้นหวังและไม่มีใครช่วยฉันได้เลย ครอบครัวฉันยากจนและไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ต้องหาเงินจ่ายค่าเช่าอพาร์ตเม้นต์อย่างยากเย็นทุกเดือน ฉันถูกไล่ออกจากอพาร์ตเม้นต์ ฉันสูญเสียที่ที่หนึ่งที่มีความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อแม่

ฉันสิ้นหวังและเชื่อผู้ชายคนหนึ่งที่คิดว่าเขาแคร์ฉันหลังจากต้องนอนตามพื้นมา 8 เดือน เขาให้คุกกี้แห่งความสุขฉันแล้วพาฉันไปสนุกกับชีวิตของเขาโดยใช้ XXXX ตอนนี้ก็ 5 ปีแล้วที่ฉันติดมัน ฉันไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มาเท็กซัสได้ไงและมาทำไม ฉันได้ยินว่าบรรดาผู้นำช่วยฉัน แต่พวกเขาทำเงินจากเรา พวกเราไร้บ้าน ไม่มีใครได้ยินเสียงเราหรอก

วันหนึ่งในมิสซิสซิปปีบ้านเกิดของฉัน คิดว่าตำรวจจะมาช่วยฉัน แต่เขากลับจ่ายเงินซื้อฉันเพื่อตัวเอง ฉันทำเพื่อหาเงินประทังชีวิต ไม่มีใครยื่นมือช่วยฉันจนกระทั่งฉันเจอคนหนึ่งที่ฉันคิดว่าเขารัก เมื่อนานมาแล้วฉันเคยเป็นเด็กหญิงที่มีความสุข”

เจ้าของเคอมเม้นต์นี้เล่าว่า เขาพยายามช่วยเธอและพาไปบ้านพักแต่เธอกลัว “นี่คือประเทศของเรา เราเป็นคนเหมือนกัน และเราต้องลุกขึ้นมาช่วยกันก่อนที่มันจะแย่ไปกว่านี้”

AbelMalcolm บอกว่า “สิ่งที่คนไม่รู้คือมีโครงการของรัฐบาลที่พร้อมจะช่วยเหลือคนยากไร้ แต่คุณต้องมีวุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัยจึงจะหาวิธีสมัครโปรแกรมเหล่านี้ได้ เพราะระบบราชการและความล่าช้า และกฎเกณฑ์ละเอียดยิบย่อยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนที่มีสุขภาพจิตดีเป็นบ้าได้

ยกตัวอย่างเช่น มีโครงการแสตมป์แลกอาหารที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ที่บัตรเดบิต (ที่มีเงิน) จะถูกส่งไปที่บ้านของคุณถ้าคุณไม่มีเงินซื้ออาหาร คุณสามารถใช้บัตรเดบิตนั้นซื้อของชำ แต่เจ้าหน้าที่ก็จะบอกกับคุณด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า คุณเป็นคนไร้บ้านคุณเลยไม่มีสิทธิ์ได้ เพราะไม่มีที่อยู่ที่จะส่งบัตรไปให้ บางคนได้บัตรเดือนละ 200 ดอลลาร์ แต่ฉันเคยเห็นบางคนที่จนมากๆ ได้แค่เดือนละ 15 ดอลลาร์ เพราะพวกเขาไม่สามารถหาเอกสาร หรือไม่สามารถกรอกแบบฟอร์มใบสมัครที่สับสนอย่างยิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

สื่อของเรา และรัฐบาลคอยบอกเราอยู่เสมอว่าเราสามารถทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับและทำสงครามที่น่าสยดสยองในสถานที่ต่างๆ เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก ลิเบีย เยเมน ยูโกสลาเวีย ยูเครน ฯลฯ แต่กลับไม่สามารถหาบ้านให้คนไร้บ้าน”

นอกจากนี้ ยังมีคนพูดถึงประเด็นการขึ้นค่าเช่าในช่วงวิกฤตว่ารัฐบาลเอาใจนายทุนเกินไปหรือไม่ อาทิ Tony Rushing บอกว่า “น่าเศร้าที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็นคนไร้บ้านหากค่าเช่ายังคงเพิ่มขึ้น ถ้าคุณโสดคุณจะลำบากในการหาอพาร์ตเม้นต์ที่ถูกกว่าเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ นับจากวันที่ 1 เม.ย.ผมน่าจะต้องอาศัยอยู่ในรถ

เราต้องตัดสินใจระหว่างรถเส็งเคร็งที่ไม่มีค่าผ่อนและการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้อยู่อพาร์ตเม้นต์ดีๆ หรืออพาร์ตเม้นต์สลัมเส็งเคร็ง เพื่อให้มีรถใหม่พร้อมกับค่าผ่อน แต่ต้องกังวลว่าจะมีคนขโมย ถอดชิ้นส่วน หรือทำลายมัน

ต้องมีการลงมือทำบางอย่างเกี่ยวกับค่าเช่าที่พุ่งขึ้นแบบน่าเกลียด บางทีประชากร 90% น่าจะหันมาอาศัยในรถนะเจ้าของอพาร์ตเม้นต์จะได้ขาดเงินแล้วอาจจะลดค่าเช่าให้ ถ้าคุณยังโสดและต้องจ่ายค่าผ่อนรถ แล้วทำงานได้ชั่วโมงละ 20-20 ดอลลาร์ก็โชคร้ายหน่อยนะ”

mytakeonthis บอกว่า “การเห็นความยากจนที่เพิ่มขึ้นจากวิดีโอใน Youtube ทำให้ฉันหยุดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญกับประเด็นอื่นๆ มากกว่า ปัญหาความยากจนดูเหมือนจะเป็นความสำคัญลำดับ 2 หรือ 3 ซึ่งเราก็ได้แต่คาดเดาเอาเท่านั้น ไม่ใช่นักการเมืองหรอกหรือที่รับปากตอนหาเสียง ตอนสาบานตนว่าพวกเขาจะรับใช้ประชาชน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเหล่านั้น สัญญาไม่เป็นสัญญา

ฉันรู้สึกเห็นใจใครก็ตามที่ต้องอยู่ในสภาพตกต่ำเช่นนี้ไม่ว่าจะพบเห็นที่ไหน ฉันคิดว่าถ้าทุกประเทศหยุดผลิตอาวุธเพื่อทำลายล้างกัน จะไม่มีใครต้องหิวโหย ทุกชีวิตคงจะได้มีความสุขอยู่บนชายหาด สกีบนเทือกเบาแอลป์ หรือรับแสงแดดตอนเช้าอยู่ในสวนสาธารณะสักทีแล้วสูดดมความสดชื่นของต้นหญ้า นั่นไม่ใช่ความคิดที่ผู้นำโลกทุกคนจะต้องพิจารณาหรอกหรือ ฉันว่ามันคงเป็นเพียงฝันของคนธรรมดาๆ อย่างฉันที่เพ้อฝันไปเรื่อย ยังดีที่ยังไม่มีใครมาควบคุมความฝันของเราได้”

Robert Smith บอกว่า “บรรดาวุฒิสมาชิกและสภาคองเกรสทั้งหลายทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันสามารถตกลงร่วมกันและยกมืออนุมัติงบเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์เพื่อซื้ออาวุธทันทีโดยไม่ต้องคิด พวกเขาไม่ต้องถกเถียงกันหรือคิดทบทวนเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องคนไร้บ้านหรือระบบประกันสุขภาพ พรบ.ประกันสุขภาพคือปัญหาหลัก ให้ตายเถอะ ทั้งสองพรรคนั่นแหละ”

Lloyd Stancliff บอกว่า “ถ้าคุณคิดว่านี่มันน่าหดหู่แล้ว ลองมองคนไร้บ้านในลอลแองเจลิส พอร์ทแลนด์ และซีแอตเทิลดู อีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าจะมีคนไร้บ้านอีกหลายล้านคน เพราะความโลภของพวกเจ้าของบ้านเช่าและรัฐบาลที่ไร้ความสามารถของพวกเรา”

Edward Lomaseng บอกว่า “รัฐบาลของเราจำเป็นต้องหยุดให้เงินประเทศอื่น พวกเราต้องโต้แย้งรัฐบาลและบอกให้พวกเขารู้ว่าถึงเวลาที่ต้องดูแลประชาชนของตัวเองแล้ว”

Joe Lupinacci บอกว่า “นี่คือฟีนิกซ์ แอริโซนา สหรัฐ ผมเติบโตและเคยอยู่ที่นั่นมากว่า 40 ปี แต่ไม่ได้อยู่ที่นั่นมา 20 ปีแล้วแต่มาจากที่นั่น ผมบอกคุณได้เลยว่าบางที่ในคลิปคือแถวย่านดันแล็บ และถนนอินเตอร์สเตต 17 เมื่อ 20 ปีที่แล้วแถวนั้นไม่มีคนไร้บ้าน สหรัฐแก้ปัญหาความยากจนได้โคตรแย่ มันอยู่ห่างจากโต๊ะการอภิปรายทางการเมืองเท่าๆ กับระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์นั่นแหละ บางคนที่เป็นคนประเทศอื่นที่เข้ามาคอมเม้นต์บอกว่ามันดูเหมือนสถานที่ที่สภาพชีวิตแย่มากๆ ผมเห็นด้วย พวกเรากลายเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย??”

Mangal Dhillon Channel บอกว่า “มันน่าเศร้ามากที่ต้องเห็นคนทุกข์ยากขนาดนี้ในสหรัฐ!!! สหรัฐอ้างว่าเป็นมหาอำนาจได้อย่างไรในเมื่อพลเมืองของตัวเองตกอยู่ในสภาพเลวร้ายเช่นนี้??? สหรัฐให้ความสำคัญกับอาวุธและสงครามได้อย่างไรในเมื่อพลเมืองของตัวเองยังไม่สามารถซื้ออาหารหรือมีหลังคาคุ้มหัว???!!! ผมโมโหมากๆ และเสียใจมากระหว่างที่ดูคลิปนี้ ขอพระเจ้าโปรดช่วยคนยากคนจนในสหรัฐด้วย อาเมน”

Savita Bruno บอกว่า “มันน่าเศร้าและใจสลายมากที่ได้เห็นคนไร้บ้านในสหรัฐ ประเทศที่ร่ำรวยไม่สามารถช่วยเหลือพลเมืองของตัวเอง พวกเขามีเงินและอาวุธไปโจมตีประเทศอื่น ขอพระเจ้าโปรดเมตตาคนไร้บ้านเหล่านี้ด้วย”

REUTERS/Shannon Stapleton

การสังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค อังกฤษติดหนี้ชีวิตคนอินดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681141

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 17:30 น.การสังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค อังกฤษติดหนี้ชีวิตคนอินดีย

เมื่อผู้นำอังกฤษกดดันอินเดียต้านรัสเซีย แต่อินเดียทวงคำขอโทษสังหารหมู่

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษเดินทางเยือนอินเดียในวันนี้ (21 เม.ย.) เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และขอให้ นเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย สนับสนุนการดำเนินการของชาติตะวันตกเพื่อตอบโต้รัสเซีย ตลอดจนเสนอตัวเพื่อช่วยอินเดียลดการพึ่งพาน้ำมันและยุทโธปกรณ์ของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของจอห์นสันในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วย

รายงานจากรอยเตอร์สระบุว่าอินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและเป็นผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก งดออกเสียงในการลงคะแนนเสียงของสหประชาชาติที่ประณามรัสเซียสำหรับการบุกรุกยูเครน และไม่ได้ร่วมมือกับชาติตะวันตกในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งแม้ว่าอินเดียจะใกล้ชิดกับตะวันตกมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังต้องพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากรัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนและปากีสถาน

ขณะที่อินเดียยังคงทวงคำขอโทษจากอังกฤษสำหรับเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาคเมื่อกว่า 100 ปีก่อน

Zee News เว็บไซต์ข่าวของอินเดียรายงานในเดือนนี้ว่าภายหลัง เหตุการณ์สังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค ในปี 1919 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน อินเดียยังไม่เคยได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากอังกฤษ และยังคงเป็นบาดแผลบนความสัมพันธ์ของอินเดียและอังกฤษจวบจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะผ่านมานานกว่า 103 ปีแต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็น “วันที่มืดมนที่สุด” ในหน้าประวัติศาสตร์ของอินเดีย

เหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 1919 ที่สวนสาธารณะจลิยานวาลาบาค ในเมืองอมฤตสระ รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย เมื่อนายพลเรจินัลด์ ไดเยอร์ สั่งการให้กองกำลังทหารของกองทัพบริติชอินเดียเปิดฉากกราดยิงเข้าใส่พลเมืองชาวอินเดียผู้ปราศจากอาวุธ

โดยในวันนั้นชาวอินเดียหลายพันคนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะจลิยานวาลาบาค เพราะหลายคนไม่พอใจกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมโดยจักรวรรดิอังกฤษ และการจับกุมผู้นำท้องถิ่น 2 คน ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อ 3 วันก่อน แม้นายพลไดเยอร์ได้ออกประกาศห้ามประชาชนรวมกลุ่มชุมนุม แต่ประกาศนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่ไปอย่างทั่วถึงจึงมีชาวบ้านจำนวนมากรวมตัวกันที่สวนสาธารณะแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่มาที่นี่เนื่องในวันเวสาขี เทศกาลสำคัญของชาวฮินดูและซิกข์ ส่งผลให้ขณะนั้นมีผู้คนอยู่ที่นั่นราว 20,000 คน ตามรายงานของ Aljazeera

นายพลไดเยอร์ไปถึงที่นั่นพร้อมกับทหารหลายสิบนายพร้อมปิดกั้นทางออก และสั่งการให้ยิงปราบปรามประชาชนมือเปล่าโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของประชาชนที่พยายามหนีตาย บ้างก็ปีนกำแพง บ้างก็กระโดดลงบ่อน้ำ

“ซากศพจำนวนมากกองอยู่ตรงนั้น หงายหน้าบ้าง คว่ำหน้าบ้าง หลายคนเป็นเพียงเด็กไร้เดียงสาผู้น่าสงสาร” หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าว พร้อมเผยว่าสามีของเธอก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย

จลิยานวาลาบาค ในปี 1919 (Hermitage17/Wikipedia)

รัฐบาลได้รับการยืนยันผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่อยู่ที่ 379 คน ผู้บาดเจ็บประมาณ 1,200 คน โดย 192 คนบาดเจ็บสาหัส ขณะที่พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (INC) ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1,000 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,500 คน

เหตุการณ์นี้กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของขบวนการเอกราชของอินเดียที่ผลักดันให้อินเดียหลุดพ้นจากการปกครองของอังกฤษในที่สุด

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ตรัสว่าเหตุการณ์นี้น่าวิตกอย่างยิ่ง ขณะที่วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษเรียกว่าเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อน เช่นเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ซึ่งแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมองว่าเป็น “รอยแผลเป็นที่น่าอับอายในประวัติศาสตร์บริติชอินเดีย”

อย่างไรก็ตาม นายพลไดเยอร์ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดปกป้องการกระทำของตัวเองโดยเขียนในจดหมายว่าเขาโจมตีฝูงชนเพราะพวกเขา “รวมตัวกันก่อบกฏต่อราชบัลลังก์อังกฤษอย่างเปิดเผย”

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น นายพลไดเยอร์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อเขากลับไปยังอังกฤษ และได้รับมอบดาบประดับเพชรพร้อมจารึกว่า “ผู้กอบกู้ปัญจาบ” (Saviour of Punjab) เขาไม่เคยเข้าคุกหรือได้รับการลงโทษใดๆ สำหรับการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารหมู่

หลังจากนั้นในปี 1947 อินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตาม Zee News ระบุว่ากว่า 100 ปีที่ผ่านมาอินเดียไม่เคยได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากผู้นำอังกฤษเลย และเหตุการณ์นี้ยังคงเป็นบาดแผลบนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา Times of India รายงานว่าสตีเฟน บอนนาร์ สมาชิกรัฐสภาของอังกฤษเรียกร้องให้อังกฤษขอโทษต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค โดยกล่าวว่าประเทศในเครือจักรภพยังคงรอคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

ภาพ: พิธีอาลัยเนื่องในโอกาสครบรอบ 103 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2021 (NARINDER NANU / AFP)

ถ้ายุโรปไม่ซื้อน้ำมัน-ก๊าซรัสเซีย ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681144

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 17:00 น.ถ้ายุโรปไม่ซื้อน้ำมัน-ก๊าซรัสเซีย ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย

คำเตือนจาก ‘มารีน เลอ แปน’ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผู้ถูกมองว่าพันธมิตรของปูตินในโลกตะวันตก

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครณรงค์แห่งชาติ (Rassemblement national) มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) เชื่อว่าการสกัดกั้นการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียจะหมายถึงการทำ “ฮาราคีรี” สำหรับยุโรปเอง แต่จะไม่เป็นอันตรายต่อรัสเซียเอง

“เราไม่สามารถกระทำฮาราคีรีด้วยความหวังที่จะทำร้ายรัสเซีย” เธอกล่าวระหว่างการอภิปรายทางโทรทัศน์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสในเย็นวันพุธ เลอ แปนและมาครงจะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกันในวันที่ 24 เมษายน

ทั้งนี้ “ฮาราคีรี” (Hara-kiri) ที่ เลอ แปน หมายถึงการฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้องในยุคซามูไรของประเทศญี่ปุ่น เรียกอีกอย่างว่า “เซ็ปปุกุ” (Seppuku) ในที่นี้หมายถึงการฆ่าตัวตาย

เลอ แปน ซึ่งสังกัดพรรคการเมืองฝ่ายขวาสุด ไม่เห็นด้วยกับการสั่งห้ามส่งก๊าซและน้ำมันของรัสเซีย เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อชาวฝรั่งเศส เธอบอกว่า “การคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียวที่ฉันไม่เห็นด้วยคือการปิดกั้นการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย ทำไมฉันไม่เห็นด้วย เพราะในความเป็นจริงแล้ว รัสเซียจะไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนของเรา”

ทั้งนี้ เลอ แปนเคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนของวลาดิมีร์ ปูตินและรัสเซียในอดีต โดยสนับสนุนให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นก่อนรัสเซียจะบุกยูเครนในปี 2022 เธอประณามสงครามในยูเครนอย่างรุนแรง แต่กล่าวว่ารัสเซีย “อาจกลายเป็นพันธมิตรของฝรั่งเศสอีกครั้ง” ถ้าสงครามจบลง

Photo – REUTERS/Christian Hartmann