ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

23 พ.ย. 2568 08:28 น.

ถึงเวลาหยุดนิ่งเฉย: ทูตอิสราเอลชี้โลกต้องร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เรียกร้องทั่วโลกยุติความรุนแรงต่อสตรี เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล 25 พฤศจิกายนของทุกปี

ฯพณฯ ดร.  อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เขียนบทความสื่อสารถึงผู้คนทั่วโลก ให้ช่วยกันยุติการใช้ความรุนแรงต่อสตรี  ในโอกาสที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 เพื่อรำลึกถึงการสังหารบุตรสาวสามคนของตระกูลมิราบัลในสาธารณรัฐโดมินิกันอย่างโหดเหี้ยมในปี 2503 เรื่องราวของพวกเธอที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านระบอบการปกครองที่ใช้ความรุนแรง ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และการเรียกร้องให้ลงมือปฏิบัติ ทั้งยังย้ำเตือนว่าความรุนแรงต่อสตรีไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นความล้มเหลวของสังคมที่จำต้องมีการแก้ไขร่วมกันแม้จะมีการรณรงค์ทั่วโลกมานานกว่าสองทศวรรษ แต่สถิติก็ยังคงน่าตกใจ รายงานขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติระบุว่า จากข้อมูลล่าสุด มีสตรีและเด็กผู้หญิงถูกสังหารโดยคู่รักหรือสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยวันละ 140 คน ซึ่งหมายความว่ามีสตรีหรือเด็กผู้หญิงหนึ่งคนถูกฆาตกรรมทุกๆ 10 นาที ในสถานที่ที่ควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือบ้านของพวกเธอ

ในอิสราเอล สตรีราว 20 ถึง 25 คนถูกฆาตกรรมในแต่ละปีโดยผู้ชายที่ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นบิดา สามี หรือคู่รัก สำหรับประเทศไทย ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แสดงให้เห็นว่า มีความรุนแรงในครอบครัวหลายร้อยคดีในแต่ละปี และองค์กรภาคประชาสังคมได้เตือนว่า ยังมีอีกความรุนแรงอีกจำนวนมากที่ไม่มีการรายงานในประเทศอื่นๆ  รูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่กรณีเฉพาะ แต่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันที่หยั่งรากลึก อคติ และความไม่สมดุลของอำนาจที่มีอยู่ในทุกๆ สังคมและวัฒนธรรมทั่วโลกความรุนแรงต่อสตรีมีหลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกาย ทางเพศ ทางจิตใจ หรือทางเศรษฐกิจ ทว่าในช่วงสงครามหรือเวลาที่มีความขัดแย้ง ภัยคุกคามจะทวีความรุนแรงขึ้น ในอดีต ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสลดใจ ตั้งแต่การข่มขืนหมู่ในช่วงสงครามของอดีตยูโกสลาเวียและรวันดา ไปจนถึงภัยคุกคามที่ยังคงดำเนินอยู่ในเมียนมา ซูดาน และยูเครน จะเห็นได้ว่า เมื่อใดที่เกิดขัดแย้ง ร่างกายของสตรีก็จะกลายเป็นสนามรบไปด้วยเช่นกัน

ศ. ดร. บุษกร บิณฑสันต์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ. ดร. บุษกร บิณฑสันต์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับอิสราเอลนั้นความจริงอันโหดร้ายนี้ปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ระหว่างการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายฮามาสในอิสราเอล สตรีถูกข่มขืน ทรมาน และสังหารอย่างป่าเถื่อน มีการบันทึกเรื่องความรุนแรงทางเพศโดยเหยื่อผู้รอดชีวิต บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ การทำร้ายร่างกายดังที่กล่าวมานี้ไม่เพียงแต่เป็นอาชญากรรมต่อชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและสตรีทั่วโลกอีกด้วยอย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิ่งเฉยขององค์กรสิทธิสตรีหลายแห่ง สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับดิฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง การนิ่งเฉยนี้เป็นการทรยศต่อสตรีด้วยกันอย่างเจ็บปวด หลักการสากลที่เป็นพื้นฐานของการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีไม่ควรขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง ความรุนแรงคือความรุนแรง การข่มขืนคือการข่มขืน ไม่ว่าในสถานการณ์หรือเหตุผลใด สตรีไม่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมหรือเมินเฉยเช่นนี้ การปฏิเสธความรุนแรงทางเพศที่กระทำต่อสตรีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ไม่เพียงแต่เป็นการทรยศต่อเหยื่อเท่านั้น แต่ยังทำลายการเคลื่อนไหวในระดับโลกเพื่อต่อต้านความรุนแรงทางเพศด้วย ความเห็นอกเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติบั่นทอนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของประชาคมโลก การละสายตาจากสตรีบางคนเพียงเพราะว่าเธอเป็นใครหรืออยู่ที่ใด ย่อมเป็นการส่งสัญญานให้ผู้กระทำความผิดทราบว่ามีเหยื่อบางรายที่มีความสำคัญน้อยกว่าขบวนการ #MeToo ซึ่งเริ่มต้นจากเสียงกระซิบและกลายเป็นเสียงดังกึกก้องไปทั่วโลก สอนให้รู้ว่าความเงียบคือการปกป้องผู้กระทำผิด ขบวนการนี้ทำให้ผู้หญิงทั่งโลกกล้าที่จะพูด เชื่อใจซึ่งกันและกัน และเรียกร้องความรับผิดชอบ พลังของขบวนการนี้อยู่ที่ความเป็นสากล ยืนกรานว่า จากฮอลลีวูด ถึงกรุงเทพฯ ไปจนถึงเทล อาวีฟ ไม่ควรมีใครอยู่เหนือหลักศีลธรรมที่ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดร. เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ดร. เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

ขณะที่เรารำลึกถึงความสำคัญของวันนี้ ความรับผิดชอบของเราก็ชัดเจน รัฐบาล ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และเราทุกคนในฐานะปัจเจกบุคคล ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในสมรภูมิรบ เราต้องปลูกฝังเด็กชายและผู้ชายให้เคารพผู้หญิง ให้เห็นว่าสตรีก็เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เราต้องออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองเหยื่อด้วยความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้นเราต้องยืนหยัดต่อต้านมิให้ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องปกติที่นำเสนอทางสื่อสาธารณะ สื่อดิจิตัล และวาทกรรมทางการเมือง การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยของสตรีนั้น ต้องไม่แยกออกจากการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และสันติภาพ เรื่องราวของพี่น้องมิราบัลทำให้เห็นว่า ความกล้าหาญสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้  คำบอกเล่าของผู้หญิงในอิสราเอล ในประเทศไทย และจากทั่วโลก ย้ำเตือนเราว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด 

ฯพณฯ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และวิทยากร
ฯพณฯ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และวิทยากร

อย่างไรก็ตาม ขอให้เรามั่นใจว่า เด็กหญิงผู้รุ่นต่อๆ ไปในอนาคต จะเติบโตในโลกที่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยเสรีภาพ และความเมินเฉยถูกแทนที่ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อเรายืนหยัดร่วมมือกัน โดยไม่มีพรมแดน ศาสนา และอุดมการณ์มาเกี่ยวข้อง เรากำลังยืนยันความจริงอันเรียบง่ายและเป็นสากล นั่นคือ สตรีทุกคนคู่ควรกับการมีชีวิตที่ปราศจากความรุนแรง และการปกป้องสิทธิสตรีจะทำให้สังคมโลกแข็งแกร่งยิ่งขึ้น.

แฉคลิปเสียง สั่งการเว็บพนัน สส.ลิซ่าชี้เป้าเป็นชาย บีบ “ไชยชนก” ตามจับ!

แฉคลิปเสียง สั่งการเว็บพนัน สส.ลิซ่าชี้เป้าเป็นชาย บีบ “ไชยชนก” ตามจับ!

แฉคลิปเสียง สั่งการเว็บพนัน สส.ลิซ่าชี้เป้าเป็นชาย บีบ “ไชยชนก” ตามจับ!

23 พ.ย. 2568 08:13 น.

พรรคประชาชนคิกออฟ “รีชาร์จประชาชน” “วิโรจน์” อุบไต๋ 3 แคนดิเดตนายกฯ บอก 23 พ.ย. รู้แน่ “โรม” ประกาศถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ จะเร่งปราบแก๊งสแกมเมอร์ทุกมิติ   “อนุทิน”  มอบ 6 นโยบายขับเคลื่อนท้องถิ่น จี้ฝ่ายปกครองดูแลประชาชนใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสให้ทั่วถึง พท.โวย มท.1 สั่ง สถ.แทรกแซงงบท้องถิ่น

หลานสาว JFK วัย 35 ปี เผย เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

หลานสาว JFK วัย 35 ปี เผย เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

23 พ.ย. 2568 06:09 น.

หลานสาว JFK วัย 35 ปี เผย เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

หลานสาววัย 35 ปีของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เธอป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย และหมอบอกว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาวของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีคนดังของสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านบทความเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 พ.ย. 2568) ว่า เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และแพทย์แจ้งว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งปี

ในบทความที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของนิตยสาร The New Yorker ชลอสเบิร์กในวัย 35 ปี ระบุว่า เธอได้รับการวินิจฉัยเมื่อปีที่แล้วว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันไมอีลอยด์ (AML) ที่มีการกลายพันธุ์หายากที่เรียกว่า Inversion 3 ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมหายากที่พบในผู้ป่วย AML ไม่ถึง 2%

แพทย์ค้นพบมะเร็งไม่นานหลังจากที่ชลอสเบิร์กให้กำเนิดลูกสาวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567

“ฉันไม่เชื่อ … ไม่สามารถเชื่อได้ว่า พวกเขากำลังพูดถึงฉันอยู่” ชลอสเบิร์กเขียน “เมื่อวานฉันยังว่ายน้ำในสระได้เป็นไมล์อยู่เลย ทั้งที่ท้อง 9 เดือน ฉันไม่ได้ป่วย ฉันไม่ได้รู้สึกป่วย ที่จริงฉันเป็นหนึ่งในคนที่สุขภาพดีที่สุดที่ฉันรู้จัก”

ในบทความดังกล่าว ชลอสเบิร์กได้เปิดเผยขั้นตอนการรักษาที่ยากลำบาก รวมถึง การทำคีโมบำบัดหลายรอบ, ปลูกถ่ายไขกระดูก 2 ครั้ง และการเข้าร่วมในการทดลองทางคลินิก 2 ครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังได้รับการวินิจฉัยว่า ติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr ชนิดหนึ่งในเดือนกันยายน ซึ่งมันทำลายไตของเธอ และทำให้เธอต้องหัดเดินอีกครั้ง

“ระหว่างการทดลองทางคลินิกล่าสุด แพทย์ของฉันบอกว่า เขาสามารถทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้อีกหนึ่งปี บางทีนะ” ชลอสเบิร์กระบุ

ทั้งนี้ ชลอสเบิร์ก ซึ่งเป็นนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม เป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของ แคโรไลน์ เคนเนดี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และ เอ็ดวิน ชลอสเบิร์ก นักออกแบบ เธอมีสามีชื่อ จอร์จ โมแรน ซึ่งทั้งคู่มีลูกชายวัย 3 ขวบและลูกสาววัย 1 ขวบ

ชลอสเบิร์กระบุว่า โรส พี่สาวของเธอซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กับ แจ็ก น้องชายของเธอซึ่งเพิ่งประกาศลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ช่วยเหลือเธอในการเลี้ยงดูลูกๆ และ “กุมมือฉันอย่างไม่หวั่นไหวในขณะที่ฉันทรมาน พยายามไม่แสดงความเจ็บปวดและความเศร้าของพวกเขา เพื่อปกป้องฉันจากสิ่งนั้น”

ชลอสเบิร์กบรรยายว่า เธอกำลังรับการรักษาในขณะที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ได้รับการยืนยันตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลังจากที่เขา “ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่ส่วนใหญ่แล้วนี่เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับฉันและครอบครัวสายตรงที่เหลือของฉัน”

เธอระบุอีกว่า แพทย์ที่ศูนย์การแพทย์ “เออร์วิง” ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่ที่เธอรับการรักษาอยู่ ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลทรัมป์ตัดเงินทุนของรัฐบาลกลางที่มอบให้แก่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียหรือไม่

“จู่ๆ ระบบประกันสุขภาพที่ฉันพึ่งพาอยู่ก็รู้สึกตึงเครียดและสั่นคลอน” ชลอสเบิร์กระบุ ก่อนที่ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์เพื่อกู้คืนเงินทุนดังกล่าว

ชลอสเบิร์กบอกอีกว่า เธอเสียใจที่เพิ่มโศกนาฏกรรมให้กับประวัติศาสตร์ของตระกูลของเธอ ตามหลังเหตุลอบสังหารนาย จอห์น เอฟ. เคนเนดีเมื่อปี 2507 และการลอบสังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี ซีเนียร์ ผู้เป็นอาของเธอเมื่อปี 2511

“ตลอดชีวิตของฉัน ฉันพยายามที่จะเป็นคนดี เป็นนักเรียนที่ดี เป็นน้องสาวที่ดี เป็นลูกสาวที่ดี และปกป้องแม่ของฉัน และไม่ทำให้เธอไม่สบายใจหรือโกรธเคืองเลย” ชลอสเบิร์กระบุ “ตอนนี้ฉันได้เพิ่มโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ให้กับชีวิตของเธอ ให้กับชีวิตครอบครัวของเรา และไม่มีอะไรที่ฉันจะทำได้เพื่อหยุดยั้งมัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ประชุม COP30 ล้มเหลวบรรลุข้อตกลงลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

ประชุม COP30 ล้มเหลวบรรลุข้อตกลงลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

23 พ.ย. 2568 05:00 น.

ประชุม COP30 ล้มเหลวบรรลุข้อตกลงลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

ที่ประชุม COP30 ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงที่กำหนดให้นานาชาติลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น แต่ยังมีการจัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 (COP30) ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ที่กำหนดให้นานาชาติลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติม แม้จะเจรจากันนานเกินเวลาถึง 18 ชั่วโมง

หลังจากที่มีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนทำให้การประชุมครั้งสุดท้ายหยุดชะงัดเป็นเวลานาน ที่ประชุม COP30 ก็มีการบรรลุข้อตกลงที่ไม่มีการอ้างถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง

นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล กับผู้นำและผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป พ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อผลักดันพันธสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ที่จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น

แต่บางประเทศ เช่น ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ต่างพอใจกับผลลัพธ์ โดยกล่าวว่าพวกเขามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยจังหวะของตัวเองอย่างไร

ประเทศร่ำรวยให้คำมั่นที่จะเพิ่มเงินทุนเป็นสามเท่าเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน ในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเงินประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์จากเป้าหมายการระดมทุนทั้งหมด 3 แสนล้าน จะถูกใช้เพื่อมาตรการปรับตัวต่างๆ ในประเทศที่เปราะบางที่สุด

ขณะเดียวกัน มีความคืบหน้าบ้างในเรื่องการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงการจัดตั้งกองทุนที่เรียกว่า “Tropical Forest Forever Facility” ซึ่งระดมทุนได้กว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว

การประชุมสุดยอดครั้งนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยผู้แทนหลายประเทศระบุว่า ที่ประชุมมีความคิดเห็นที่แตกแยกมากกว่าการประชุมครั้งก่อนๆ เนื่องจากผู้นำโลก รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ท้าทายฉันทามติโลกที่จะจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ไม่เข้าร่วมการประชุม COP30 โดยโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามพาสหรัฐฯ ออกห่างจากการใช้มาตรการเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการลงนามคำสั่งพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสู้โลกร้อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายติดอาวุธอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติอินเดีย ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

ชายติดอาวุธอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติอินเดีย ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

23 พ.ย. 2568 04:19 น.

ชายติดอาวุธอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติอินเดีย ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

กลุ่มคนร้ายติดอาวุธ ก่อเหตุปล้นรถขนเงินในพื้นที่ทางใต้ของอินเดีย โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ และสามารถขโมยเงินสดกว่า 25 ล้านบาทหนีไปได้อย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 พ.ย. 2568 ว่า เกิดเหตุกลุ่มมือปืนซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางของอินเดีย ก่อเหตุปล้นรถขนส่งเงินสดจำนวน 70 ล้านรูปี หรือประมาณ 25.3 ล้านบาท ในรัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของประเทศ และหลบหนีไปอย่างลอยนวล

การปล้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (19 พ.ย.) โดยนายสีมันต์ กุมาร ซิงห์ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองเบงกาลูรู บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ชาย 6 คนที่มากับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) หยุดรถขนเงินกลางถนนที่พลุกพล่านขณะกำลังดำเนินการส่งเงินระหว่างสาขาของธนาคารต่างๆ

คนร้ายบอกกับผู้ที่อยู่บนรถขนเงินซึ่งประกอบด้วย พนักงานขับรถ, ผู้ดูแลเงินสด, และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธ 2 คน ว่า พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางอินเดีย และจำเป็นต้องตรวจสอบว่าพวกเขามีเอกสารที่ถูกต้องในการขนส่งเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้หรือไม่

กลุ่มโจรยังบอกให้ผู้ดูแลเงินสดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทิ้งอาวุธไว้ในรถแล้วขึ้นไปบนรถ SUV ในขณะที่คนขับได้รับคำสั่งให้ขับรถขนเงินต่อไป

รถ SUV ขับตามรถตู้ขนเงินไปเป็นระยะทาง 2-3 กม. ก่อนที่กลุ่มโจรจะบังคับให้คนขับออกจากรถตู้ สั่งให้ผู้ดูแลเงินสดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกจากรถ SUV ใช้อาวุธปืนจี้บังคับขนย้ายเงินสดแล้วหลบหนีไป

ข่าวระบุว่า จุดที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดไม่มาก ซึ่งตำรวจกำลังตรวจสอบว่ากลุ่มโจรใช้รถหลายคันในการก่อเหตุหรือไม่ ขณะที่บริษัทผู้ให้บริการขนส่งเงินสดได้เข้าแจ้งความกับตำรวจแล้ว

ตำรวจนายหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยกับ บีบีซี ว่า รถ SUV ที่ใช้ในการปล้นมีป้ายทะเบียนปลอมและมีสติกเกอร์เขียนว่า “รัฐบาลอินเดีย” และตำรวจกำลังสืบสวนว่า พนักงานของบริษัทขนเงินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นครั้งนี้หรือไม่

ด้านนายสิทธารามัยยา มุขมนตรีรัฐกรณาฏกะ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจค้นพบรถ SUV ที่ใช้ในการปล้นแล้ว แต่ นายจี. ปรเมศวารา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยอินเดีย กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ต้องสงสัยใช้รถคันใดในการหลบหนี แต่มีการตรวจสอบแล้วว่า พวกเขาเปลี่ยนรถและขนย้ายเงินไป

นายปรเมศวารา กล่าวด้วยว่า เขามั่นใจว่าตำรวจจะสามารถคลี่คลายคดีนี้ได้ในไม่ช้า เช่นเดียวกับคดีปล้นธนาคารที่โด่งดังอื่น ๆ ในรัฐกรณาฏกะเมื่อเร็ว ๆ นี้

อนึ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ทองคำหนัก 59 กิโลกรัม มูลค่า 532.6 ล้านรูปี (ราว 192.5 ล้านบาท) ถูกขโมยไปจากธนาคารในเขตวิชัยปุระ โดยคนร้ายใช้กุญแจตู้เซฟสำรอง หลังจากนั้นเป็นต้นมา ตำรวจติดตามจนสามารถกู้คืนทองคำได้ 39 กิโลกรัม และเงินสดบางส่วน พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 15 คน ซึ่งรวมถึงอดีตพนักงาน 2 คนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

23 พ.ย. 2568 03:41 น.

สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

กองทัพสหรัฐฯ กับกองทัพจีนจัดการเจรจาด้านความมั่นคงทางทะเลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหารือกันหลายประเด็นซึ่งฝ่ายจีนระบุว่า เป็นการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568 ทางการสหรัฐฯ และจีนออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาได้จัดการเจรจาความมั่นคงทางทะเลที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศค่อยๆ ฟื้นฟูการสื่อสารระหว่างกองทัพต่อกองทัพ หลังจากเกิดความตึงเครียดทางการค้ามาหลายเดือน

กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีน โพสต์ข้อความผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการว่า การประชุมระดับปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่รัฐฮาวาย

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ และจีนเคยจัดการเจรจากันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการประชุมระดับปฏิบัติการครั้งแรกนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 โดยการเจรจานี้เคยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ คณะทำงานตามข้อตกลงการปรึกษาหารือการทหารทางทะเล (MMCA)

กองทัพเรือจีนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ โดยส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศในปัจจุบันระหว่างจีนและสหรัฐฯ

จีนยังวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่อ้างสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นน่านน้ำสากลที่จีนอ้างสิทธิอธิปไตย และระบุว่า “จีนคัดค้านการละเมิดและการยั่วยุทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด”

แถลงการณ์ระบุอีกว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับ กรณีการเผชิญหน้าทางทะเลและทางอากาศระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศแนวหน้าของจีนและสหรัฐฯ มีปฏิสัมพันธ์อย่างมืออาชีพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เมื่อเดือนที่แล้ว นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้และบริเวณรอบไต้หวัน ในการประชุมกับนายตง จวิ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน

ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดันให้มีการปรับปรุงการสื่อสารกับจีนเกี่ยวกับการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและท่าทีในภูมิภาค โดยเรียกร้องให้มีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับการเสริมกำลังอาวุธนิวเคลียร์ และการหารือในระดับยุทธบริเวณ (theatre-level) กับผู้บัญชาการทหารมากขึ้น โดยคณะทำงานจะมีการประชุมติดตามผลในปี 2569

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ช็อก มือปืนลักพาตัวเด็กเกิน 300 คนจากโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย

ช็อก มือปืนลักพาตัวเด็กเกิน 300 คนจากโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย

23 พ.ย. 2568 00:11 น.

ช็อก มือปืนลักพาตัวเด็กเกิน 300 คนจากโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีโรงเรียนคริสต์ในไนจีเรีย แล้วลักพาตัวเด็กนักเรียนกับครูไปมากกว่า 300 คน นับเป็นหนึ่งในเหตุลักพาตัวครั้งใหญ่ที่สุดของไนจีเรีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 พ.ย. 2568 ว่า กลุ่มมือปืนลักพาตัวเด็กนักเรียนมากกว่า 300 คน กับครูอีกนับสิบคน ไปจากโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไนจีเรีย ทำให้นี่กลายเป็นหนึ่งในเหตุลักพาตัวครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาแห่งนี้

สมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียระบุว่า นักเรียน 303 คน และครู 12 คน ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียน “เซนต์ แมรีส์” ในเมืองปาปิริ รัฐไนเจอร์

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มติดอาวุธบุกเข้าโรงเรียนเมื่อเวลาประมาณ 02:00 น.วันศุกร์ที่ 21 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น และลักพาตัวนักเรียนที่อยู่ในหอพักไป โดยในเบื้องต้นรายงานระบุว่า มีนักเรียนถูกลักพาตัวไป 215 คน ก่อนที่ทางการจะปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นหลังจากมีการตรวจสอบยืนยัน

เจ้าหน้าที่ของรัฐไนเจอร์กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ปิดหอพักทั้งหมด หลังจากได้รับข่าวกรองเตือนว่ามีความเสี่ยงที่กลุ่มติดอาวุธจะโจมตีมากขึ้น ทำให้นักเรียนและเจ้าหน้าที่เผชิญกับ “ความเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้” อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้

ทั้งนี้ การลักพาตัวผู้คนไปเรียกค่าไถ่ ฝีมือของแก๊งอาชญากรรม ซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่า “กลุ่มโจร” กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ของไนจีเรีย ซึ่งทางการออกกฎหมายห้ามการจ่ายค่าไถ่ เพื่อตัดแหล่งเงินทุนของแก๊งอาชญากร แต่ก็แทบไม่มีผลกระทบใด ๆ

การลักพาตัวครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์นี้ เป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว หลังจากเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) มีเด็กนักเรียนหญิงมากกว่า 20 คน ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนประจำในรัฐเกบี (Kebbi) ที่อยู่ใกล้กับรัฐไนเจอร์ นอกจากนี้ โบสถ์แห่งหนึ่งทางตอนใต้ในรัฐควารา (Kwara) ก็ถูกโจมตี มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และถูกลักพาตัวไปอีก 38 คน

นายโบลา ทินูบู ประธานาธิบดีไนจีเรีย ตัดสินใจเลื่อนการเดินทางเยือนต่างประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อจัดการกับปัญหาด้านความปลอดภัยในประเทศ และสั่งให้วิทยาลัยของรัฐมากกว่า 40 แห่ง ปิดทำการ เช่นเดียวกับโรงเรียนรัฐบางแห่ง

แต่ความไม่ปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในไนจีเรีย โดยพลเมืองเรียกร้องให้มีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องเด็ก ๆ และชุมชน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

22 พ.ย. 2568 22:10 น.

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

เจ้าหน้าที่บราซิลบุกจับกุมตัว ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เพื่อป้องกันการหลบหนี หลังจากลูกชายของเขาพยายามจัดการชุมนุมที่หน้าที่พักของผู้เป็นพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568 นายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล ถูกจับกุมตัวที่บ้านของเขาเองที่กรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของบราซิล โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหลบหนี เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะต้องเริ่มรับโทษจำคุกจากความผิดฐาน เป็นผู้นำความพยายามก่อรัฐประหาร

สำนักงานตำรวจบราซิลระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้ดำเนินการตาม “หมายจับเพื่อป้องกัน” (preventive arrest warrant) ซึ่งได้รับการร้องขอโดยตำรวจเองและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น บราซิล ว่า การร้องขอให้มีการควบคุมตัวนายโบลโซนาโรเพื่อป้องกันการหลบหนีเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร สมาชิกวุฒิสภาและลูกชายของนายโบลโซนาโร จะจัดพิธีทางศาสนาที่หน้าอาคารชุดซึ่งอดีตประธานาธิบดีบราซิลผู้นี้อาศัยอยู่

นายฟลาบิโอ อธิบายว่า พิธีรวมตัวดังกล่าว ซึ่งเดิมทีวางแผนจะจัดในช่วงเย็นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น คือโอกาสที่เขาจะได้สวดภาวนาให้แก่พ่อของเขา หลังมีรายงานข่าวว่า นายโบลโซนาโรสุขภาพไม่ดี และจัดขึ้นเพื่อการกลับมาของประชาธิปไตยในประเทศของเขา

“คุณจะออกมาต่อสู้เพื่อประเทศของคุณ หรือแค่นั่งดูทุกอย่างผ่านโทรศัพท์ของคุณบนโซฟาที่บ้าน?” เขาถามผู้ติดตามของเขาผ่านวิดีโอที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ด้านศาลสูงสุดของบราซิลระบุในวันเสาร์ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการ “เรียกผู้สนับสนุน” ให้มารวมตัวกันในการพิธีทางศาสนาดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความพยายามหลบหนี และการรวมตัวครั้งนี้อาจขยายตัวเป็นวงกว้าง และคงอยู่เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ผลกระทบ, พัฒนาการ และผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ศาลระบุอีกว่า ได้รับแจ้งว่ามีการละเมิดอุปกรณ์ติดตามอิเล็กทรอนิกส์ของโบลโซนาโรในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ “ข้อมูลดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงเจตนาของผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดที่จะทำลายกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าการหลบหนีของเขาจะประสบความสำเร็จ โดยอาศัยความสับสนที่เกิดจากการชุมนุม”

ทั้งนี้ ชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 27 ปีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฐานวางแผนที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปหลังจากแพ้การเลือกตั้งในปี 2565 และถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านมาตลอดนับแต่นั้น

นอกเหนือจากการวางแผนก่อรัฐประหารแล้ว โบลโซนาโรยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมติดอาวุธ, พยายามใช้กำลังล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของบราซิล, ก่อความรุนแรงต่อสถาบันของรัฐ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่ได้รับการคุ้มครอง ระหว่างที่ผู้สนับสนุนของเขาบุกเข้าอาคารรัฐบาลเมื่อ 8 ม.ค. 2566

นายโบลโซนาโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดมาตลอด และว่าคดีของเขาเป็นเหมือนกับการล่าแม่มดทางการเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

22 พ.ย. 2568 10:28 น.

ผิดคาด ทรัมป์พบ “โซห์ราน มัมดานี” นายกฯ นิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรก บรรยากาศชื่นมื่น

โดนัลด์ ทรัมป์เปิดทำเนียบต้อนรับ “โซห์ราน มัมดานี” นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนใหม่ครั้งแรกบรรยากาศชื่นมื่นเกินคาด หลังเคยสาดคำด่าใส่กันแรงๆ จนกลายเป็นดราม่าการเมืองสหรัฐ

กลายเป็นสีสันทางการเมืองที่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่าย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ โซห์ราน มัมดานี ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กคนใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่สาดคำด่าใส่กันแบบดุเดือด ตั้งแต่เรื่องผู้อพยพ ไปจนถึงการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นคอมมิวนิสต์หรือพวกสุดโต่ง

โดยบรรยากาศการพบหน้ากันครั้งแรกของทั้งคู่ เต็มไปด้วยความชื่นมื่น ทรัมป์ยิ้มให้มัมดานี ลูบแขนให้กำลังใจ และยังออกปากชมว่า “เรามีหลายอย่างที่เห็นตรงกันกว่าที่คิด” พร้อมย้ำว่าเป้าหมายเดียวกันคือ “อยากให้เมืองนิวยอร์กกลับมาดีขึ้น”

ในห้องทำงานรูปไข่ ซึ่งมักเป็นเวทีที่ทรัมป์ใช้ตำหนิผู้นำต่างชาติ แต่ครั้งนี้ทรัมป์ประกาศชัดว่า การพบกันครั้งนี้ดีกว่าที่คาดไว้มาก และทั้งคู่ยังหัวเราะกลบความขัดแย้งเมื่อถูกผู้สื่อข่าวย้อนถามถึงคำพูดแรงๆ ในอดีตด้วย

มัมดานี วัย 34 ปี ซึ่งเป็นนักการเมืองสายเดโมแครตสังคมนิยม ให้สัมภาษณ์ว่าเขาชื่นชมที่ทรัมป์ยอมมองหาจุดร่วม ไม่ใช่จุดต่าง ในการพูดคุยเพื่อประโยชน์ของชาวนิวยอร์ก ขณะที่ทรัมป์เองก็กล่าวแก้ต่างว่านายมัมดานีไม่ใช่พวกสุดโต่งตามที่บางฝ่ายโจมตี และยังมองว่าเขาเป็นคนมีเหตุผลมาก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวจำนวนมาก

การพบกันของทั้งคู่ครั้งนี้ ทำให้ผู้ชมทางบ้านรวมถึงนักการเมืองต่างถึงกับโพสต์ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งขู่จะตัดงบให้เมืองนิวยอร์กหากมัมดานีชนะเลือกตั้ง และยังเรียกมัมดานีว่า เป็นพวกคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง ส่วนมัมดานีก็เคยเรียกทรัมป์ว่าฟาสซิสต์.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

22 พ.ย. 2568 09:09 น.

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

โป๊ปเลโอทรงเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี ในงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ ยอมรับว่าเป็นเครื่องมือทรงพลัง แต่ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และอาจทำให้มนุษย์หยุดคิด

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงเข้าร่วมงาน National Catholic Youth Conference แบบเสมือนจริง ซึ่งเป็นงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ จัดขึ้นที่เมืองอินเดียแนโพลิส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น  โดยพระองค์ทรงใช้เวลาร่วมสนทนากับเยาวชน และตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตคนรุ่นใหม่

โป๊ปเลโอทรงย้ำว่า แม้โซเชียลมีเดียจะช่วยเชื่อมโยงผู้คนและสามารถเป็นพื้นที่เสริมสร้างศรัทธาได้ แต่ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่เกิดจากการพบปะและมีปฏิสัมพันธ์จริง ๆ ได้

เมื่อถูกถามถึงประเด็น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งพระองค์ประกาศให้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ต้องใช้อย่างรับผิดชอบ และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาขัดขวางพัฒนาการของความเป็นผู้ใหญ่

พระองค์ตรัสว่า “ขอให้ใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง อย่าให้การใช้เอไอจำกัดการเติบโตของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” พร้อมเสริมว่า หากวันหนึ่งเอไอหายไป มนุษย์ต้องยังคิดเองได้ สร้างได้ ตัดสินใจได้ และสร้างมิตรภาพที่แท้จริงได้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอไอ