คนงาน “เคเคปาร์ก” แห่หนีสมัครงานศูนย์สแกมเมอร์ใกล้เคียง หลังถูกพม่ากวาดล้าง

คนงาน "เคเคปาร์ก" แห่หนีสมัครงานศูนย์สแกมเมอร์ใกล้เคียง หลังถูกพม่ากวาดล้าง

4 พ.ย. 2568 12:25 น.

คนงาน “เคเคปาร์ก” แห่หนีสมัครงานศูนย์สแกมเมอร์ใกล้เคียง หลังถูกพม่ากวาดล้าง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า การบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคปาร์ก” ของทางการพม่า เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้จุดกระแสรับสมัครแรงงานครั้งใหญ่ หลังผู้หลบหนีจากศูนย์สแกมเมอร์เคเคปาร์ก แห่ไปสมัครงานในศูนย์หลอกลวงอื่นใกล้ชายแดนไทย

รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า การบุกจู่โจมศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคปาร์ก” ในรัฐกะเหรี่ยงของพม่า ซึ่งอยู่ใกล้พรมแดนไทย เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ได้ทำให้ผู้คนกว่า 1,500 คน หนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย แต่มีอีกหลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อและแสวงหาโอกาสใหม่ในตลาดมืด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การกวาดล้างดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการ “เร่งรับสมัคร” โดยแก๊งต้มตุ๋นอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง พนักงานสแกมเมอร์ชาวจีนรายหนึ่งที่ทำงานอยู่ในศูนย์บัญชาการ ห่างจากเคเคปาร์กประมาณ 3 กิโลเมตร เปิดเผยว่า มีผู้คนหลายร้อยคนที่หนีออกมาจากเคเคปาร์กมาถึงศูนย์ของเขาเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม โดยมีสิ่งล่อใจคือ เงินเดือนสูงถึง 1,400 ดอลลาร์ต่อเดือน

เจสัน ทาวเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก Global Initiative against Transnational Organized Crime กล่าวว่า สแกมเมอร์ในเคเคปาร์กหลายรายถูกแก๊งอื่น “รับเข้าทำงานใหม่” โดยพวกเขาอาจมองว่าการหลอกลวงนี้เป็นเหมือน “งาน” ชนิดหนึ่ง

ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ซึ่งผุดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความเสียหายให้กับเหยื่อหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่านการหลอกลวงแบบโรแมนซ์สแกมและการลงทุนคริปโตที่ซับซ้อน รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ในปี 2023 เหยื่อในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงอย่างเดียว ถูกหลอกลวงไปถึง 37,000 ล้านดอลลาร์

พื้นที่ชายแดนพม่าที่มีปัญหาความขัดแย้งและมีการปกครองที่หย่อนยาน ได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์สำหรับศูนย์เหล่านี้ แม้ว่ากองทัพพม่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้สนับสนุนหลัก ให้ปราบปรามการหลอกลวงที่พุ่งเป้าไปที่พลเมืองของตนเอง

นักวิเคราะห์มองว่า การบุกยึดอาคารประมาณ 200 หลังในเคเคปาร์กเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งพบสแกมเมอร์กว่า 2,000 คน น่าจะเป็นปฏิบัติการที่จำกัดวงและถูกจัดฉาก เพื่อลดแรงกดดันโดยไม่กระทบต่อผลกำไรมากนัก

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวก็ทำให้มีผู้คนกว่า 1,500 คน จาก 28 สัญชาติ หนีข้ามไปยังประเทศไทย ซึ่งรวมถึงชาวอินเดียประมาณ 500 คน และชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 200 คน

ประเด็นที่ทางการต้องเผชิญคือ การแยกแยะระหว่างเหยื่อที่ถูกค้ามนุษย์ให้มาทำงานกับผู้ที่สมัครใจ เป็นสแกมเมอร์ ชายชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งที่ถูกค้ามนุษย์มาทำงานที่เคเคปาร์กเล่าว่า เขาและเพื่อนร่วมชาติประมาณ 30 คน ฉวยโอกาสหนีออกมาได้ในวันที่กองกำลังทหารมาถึงเพื่อสนับสนุนการปราบปราม

สแกมเมอร์ชาวจีนในศูนย์ใกล้เคียงระบุว่า หลังการอพยพออกจากเคเคปาร์ก กลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นได้แย่งชิงกันหาเงิน โดยมีการ “ขาย” สแกมเมอร์ที่ไม่มีงานทำให้กับผู้ดำเนินการรายอื่นในราคาที่สูงถึง 70,000 ดอลลาร์ต่อคน

นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่แท้จริง โดยการ จับกุมดำเนินคดี และยึดทรัพย์สินทั้งหมด ของ หัวหน้าชาวจีน ซึ่งเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการดำเนินการเหล่านี้ เนื่องจากปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ตราบใดที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้ถูกกำจัด.

ที่มา AFP

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศทุ่ม 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งโรงงานแรร์เอิร์ธ ปูทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศทุ่ม 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งโรงงานแรร์เอิร์ธ ปูทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก

4 พ.ย. 2568 11:53 น.

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศทุ่ม 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งโรงงานแรร์เอิร์ธ ปูทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก

นายกฯ อันวาร์ ประกาศเดินหน้าตั้งโรงงานแร์เอิร์ธ ผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียม ในรัฐปะหัง มูลค่า 600 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,900 ล้านบาท ยันไม่ใช่แค่ MOU หวังดันมาเลเซียเป็นศูนย์กลางแร่หายากและวัสดุขั้นสูง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเบอร์นา ของมาเลเซีย  รายงานว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า โครงการสร้างโรงงานผลิต “ซูเปอร์แม่เหล็กนีโอไดเมียม” (Neodymium Super Magnet) มูลค่า 600 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,900 ล้านบาท  ในรัฐปะหัง ได้เข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงานจริง เพื่อเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมแร่หายากของประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย และบริษัท JS Link ของเกาหลีใต้ ซึ่งได้ลงนามข้อตกลงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียมกำลังสูง จำนวน 3,000 ตันต่อปี ใกล้โรงงานแปรรูปแร่หายากของ Lynas ในเขตกวนตัน รัฐปะหัง

นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ระบุว่า บริษัท JS Link ได้ซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเริ่มก่อสร้างและเดินเครื่องผลิต โดยย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่บันทึกความเข้าใจ แต่เป็นการลงทุนจริงที่ต้องเร่งให้เดินหน้า  พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีการค้าติดตามโครงการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งถือเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์  

นายอันวาร์กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงงานนี้จะช่วยให้มาเลเซียก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) ของโลก สนับสนุนทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด วัสดุขั้นสูง และการผลิตแม่เหล็กสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาทิ ระบบขีปนาวุธ

ที่ผ่านนมา รัฐบาลมาเลเซียประเมินว่า มาเลเซียมีทรัพยากรแร่หายากประมาณ 16.1 ล้านตัน แต่ยังขาดเทคโนโลยีในการขุดและแปรรูปอย่างครบวงจร จึงต้องดึงดูดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่มาเลเซียยังอยู่ระหว่างเจรจากับจีนเรื่องการแปรรูปแร่หายาก และได้ลงนามความร่วมมือกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนก่อน เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงรายเดียว.

ที่มา Reuters

ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากโศกนาฏกรรมแอร์อินเดีย เผย “ใจสลาย” จากบาดแผลในจิตใจ

ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากโศกนาฏกรรมแอร์อินเดีย เผย "ใจสลาย" จากบาดแผลในจิตใจ

4 พ.ย. 2568 11:36 น.

ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากโศกนาฏกรรมแอร์อินเดีย เผย “ใจสลาย” จากบาดแผลในจิตใจ

นายวิศวะกุมาร ราเมศ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุเครื่องบินแอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ 171 ตกหลังขึ้นบินจากเมืองอาเมดาบัด รัฐคุชราต เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวม 241 คน เปิดใจกับสถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ของอังกฤษว่า เหตุการณ์นั้น “ทำให้เขาแตกสลายทั้งจิตใจและร่างกาย”

ราเมศ วัย 40 ปี รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อด้วยการนั่งอยู่ที่ที่นั่ง 11A ซึ่งอยู่ติดกับประตูฉุกเฉินบนเครื่องบิน โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่เขาปีนออกมาได้ท่ามกลางซากปรักหักพัง แต่นายอชัยกุมาร ราเมศ น้องชายของเขาที่นั่งอยู่แถวอื่นบนเครื่องบินลำเดียวกัน กลับไม่รอดชีวิต

“มันเจ็บปวดมากที่ต้องพูดถึงเรื่องเครื่องบิน” เขากล่าวเบาๆ และเมื่อถูกถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครื่อง เขาก็เงียบไปเป็นเวลานาน ราเมศเล่าว่า หลังจากเครื่องตก เขาลุกขึ้นยืนและเห็นแต่ “ศพอยู่รอบตัว” ในตอนที่รักษาตัวในโรงพยาบาล เขาได้แต่ร้องขอความช่วยเหลือในการตามหาน้องชาย

หลายเดือนผ่านไป ราเมศเผยว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เขารู้สึก “ใจสลายอย่างมาก”  เช่นเดียวกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

เขากลายเป็นคนไม่ยอมออกจากบ้าน นั่งอยู่คนเดียวในห้องนอน “ไม่ได้ทำอะไรเลย” และคิดถึงแต่น้องชายที่เขาบอกว่า “เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างของผม” เขายังคงทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเข่า หัวไหล่ และหลัง รวมถึงบาดแผลไฟไหม้ที่แขนซ้าย จนภรรยาต้องช่วยอาบน้ำ

เขาและภรรยาอาศัยอยู่ในเมืองเลสเตอร์ พร้อมกับลูกชายวัย 4 ขวบ แต่ยอมรับว่า “ผมไม่ได้คุยกับลูกชายอย่างเหมาะสม” และส่ายหน้าเมื่อถูกถามว่าลูกชายเข้ามาในห้องของเขาหรือไม่

ราเมศและครอบครัวต้องการให้สายการบินแอร์อินเดีย ออกมาแสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา เนื่องจากธุรกิจประมงที่เขากับน้องชายใช้ “เงินเก็บทั้งหมด” ร่วมกันก่อตั้งได้หยุดชะงัก ทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้

ราดด์ ซีเกอร์ ที่ปรึกษาและโฆษกของราเมศ ระบุว่า แอร์อินเดียได้เสนอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเบื้องต้นจำนวน 21,500 ปอนด์ (ราว 917,800 บาท) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่เพียงพอต่อการเยียวยาทุกสิ่งที่ราเมศต้องการ ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล อาหาร ไปจนถึงการสนับสนุนทางจิตเวช

พวกเขากำลังเรียกร้องให้นายแคมป์เบล วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์อินเดีย เข้ามาพบปะกับราเมศ ครอบครัว และครอบครัวของผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ เพื่อ “พูดคุยกันอย่างเพื่อนมนุษย์” แทนที่จะพึ่งพากลไกของระบบราชการในการจัดการกับผู้ที่กำลังเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจอย่างแท้จริง

ด้านโฆษกของ ทาทา กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอร์อินเดีย กล่าวว่า พวกเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบในการให้การสนับสนุน และผู้นำระดับสูงยังคงเข้าเยี่ยมครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยได้เสนอให้มีการจัดประชุมระหว่างผู้บริหารและตัวแทนของนายราเมศแล้ว.

ที่มา Sky News

เกาหลีเหนือยิงจรวดเป็นชุด นับสิบลูก รับรมว.กลาโหมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้เยือนเขต DMZ

เกาหลีเหนือยิงจรวดเป็นชุด นับสิบลูก รับรมว.กลาโหมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้เยือนเขต DMZ

4 พ.ย. 2568 10:41 น.

เกาหลีเหนือยิงจรวดเป็นชุด นับสิบลูก รับรมว.กลาโหมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้เยือนเขต DMZ

เกาหลีเหนือยิงจรวดหลายลูกจากระบบยิงหลายลำกล้อง ตรงกับช่วงที่นายพีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ และรมว.กลาโหมเกาหลีใต้เยือนเขตความมั่นคงร่วม ใกล้เส้นแบ่งเขตทหาร

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ยิงจรวดจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher) ประมาณ 10 นัด เมื่อช่วงเวลา 16.00 น. ของวานนี้ มุ่งสู่ทะเลเหลืองทางตอนเหนือ ในจังหวะเดียวกับที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังเดินทางเยือนเขตปลอดทหาร เส้นแบ่งด้านความมั่นคงระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ระบุว่า เหตุยิงจรวดครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 1 ชั่วโมงก่อนที่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา จะเดินทางถึงค่ายบอนิฟาส ใกล้เขตความมั่นคงร่วม พร้อมนายอัน กยูแบ็ก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้

กองทัพยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านั้น เกาหลีเหนือได้ยิงจรวดจากระบบเดียวกันอีกประมาณ 10 นัด เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันเสาร์ ซึ่งตรงกับช่วงที่ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  ของจีน พบหารือกันที่เมืองคย็องจู ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก

ทั้งนี้ แม้การยิงจรวดจากระบบยิงหลายลำกล้องจะไม่ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ระบบจรวดขนาด 240 มม. ของเกาหลีเหนือสามารถยิงถึงกรุงโซลและเมืองรอบข้างได้ โดยก่อนหน้านี้ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ เนื่องในช่วงการประชุมเอเปก เช่นกัน.

ภาพหาชมยาก เจ้าชายวิลเลียมโชว์ลีลาเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ขณะเสด็จเยือนบราซิล

ภาพหาชมยาก เจ้าชายวิลเลียมโชว์ลีลาเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ขณะเสด็จเยือนบราซิล

4 พ.ย. 2568 10:23 น.

ภาพหาชมยาก เจ้าชายวิลเลียมโชว์ลีลาเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ขณะเสด็จเยือนบราซิล

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ เริ่มต้นการเยือนประเทศบราซิลเป็นเวลา 5 วัน ด้วยการโชว์ความฟิต เล่นวอลเลย์บอลชายหาดร่วมกับเยาวชน ที่ชายหาดโคปาคาบานาในนครรีโอเดจาเนโร

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร เริ่มต้นภารกิจเยือนประเทศบราซิลอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยทรงเยี่ยมชม ภูเขาชูการ์โลฟ แลนด์มาร์กชื่อดังของนครริโอเดจาเนโร และได้รับ “กุญแจเมืองริโอ” จากนายกเทศมนตรี เอดูอาร์โด เปเอส ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ เพื่อทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเยือนประเทศบราซิลเป็นเวลา 5 วัน 

ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ พระองค์ยังทรงร่วมเล่นวอลเลย์บอลชายหาดกับเยาวชน ก่อนจะเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ รางวัล Earthshot Prize รางวัลระดับโลกที่ทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 

จากนั้น เจ้าชายวิลเลียมทรงมีกำหนดเข้าร่วม การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ COP30 ซึ่งจัดขึ้นในบราซิล เพื่อเป็นผู้แทนของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 และรัฐบาลสหราชอาณาจักร ยืนยันบทบาทของราชวงศ์อังกฤษในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเยือนบราซิลครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวในความพยายามของสำนักพระราชวังอังกฤษที่จะวางภาพลักษณ์ของเจ้าชายวิลเลียมในฐานะ “รัฐบุรุษผู้พร้อมจะเป็นกษัตริย์ในอนาคต” โดยพระองค์ทรงมีกำหนดพบปะประชาชนในหลายพื้นที่ของริโอเดจาเนโร ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากชายหาดโคปาคาบานาและงานคาร์นิวัล.

ที่มา : The times of India

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายวิลเลียม

เวียดนามอ่วม เตรียมรับไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมความเสียหายอีก

เวียดนามอ่วม เตรียมรับไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมความเสียหายอีก

4 พ.ย. 2568 09:56 น.

เวียดนามอ่วม เตรียมรับไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมความเสียหายอีก

เวียดนามอ่วมหนักหลังเจอวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 37 ศพ ล่าสุดเตรียมรับมือกับพายุคัลแมกี ที่พัดผ่านฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งตอนกลางของประเทศ ซ้ำเติมความเสียหายอีก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยบรรเทาทุกข์ในเวียดนามกำลังเร่งมือเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มในภาคกลางของประเทศ หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 37 คน และยังสูญหายอีกหลายราย ขณะพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ไต้ฝุ่นลูกใหม่กำลังเคลื่อนตัวเข้าประเทศ

โดยฝนที่ตกหนักตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดน้ำป่าและดินถล่มรุนแรง บ้านเรือนหลายพันหลังถูกน้ำพัดหาย หมู่บ้านจำนวนมากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารถูกตัดขาดรวมถึงเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ

ขณะที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนามเตือนว่าไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังทวีกำลังแรงขึ้น คาดว่าจะมีความเร็วลมสูงสุดถึง 166 กิโลเมตร/ต่อชั่วโมง เมื่อเข้าสู่ทะเลจีนใต้ในวันพุธนี้ ก่อนเข้าสู่ชายฝั่งตอนกลางของเวียดนามในไม่กี่วันข้างหน้า

ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำหลายสาย โดยเฉพาะแม่น้ำเฮืองและแม่น้ำโบในเมืองเว้ เพิ่มสูงถึงระดับอันตราย และคาดว่าฝนจะยังตกหนักต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

ปีนี้ เวียดนามต้องเผชิญพายุลูกใหญ่แล้วหลายระลอก ทั้งพายุรากาซา บัวลอย และแมตโม ที่ถล่มประเทศติดต่อกันในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนที่ฟิลิปปินส์เมื่อคืนที่ผ่านมาพายุคัลแมกีได้พัดผ่าน หมู่เกาะตอนกลางของฟิลิปปินส์ รวมถึงเกาะเซบู ที่เพิ่งเผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.9 เมื่อปลายเดือนกันยายนและยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู  เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 70,000 คน ในจังหวัดชายฝั่งตะวันออก โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ

โดยทางการเตือนว่าไต้ฝุ่นคัลแมกีจะทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องและมีคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร  ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำและชายฝั่ง โดยหน่วยกู้ภัยและหน่วยยามฝั่งเตรียมพร้อมเต็มกำลัง ในการช่วยเหลือประชาชนและสั่งห้ามชาวประมงออกทะเลในพื้นที่เสี่ยงแล้ว.

ที่มา : AP , Independent

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคัลแมกี

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีศพ “คิม ยองนัม” อดีตปธ.สภาฯ เกาหลีเหนือ ผู้ภักดีต่อตระกูลคิมยาวนาน 2 ทศวรรษ

"คิม จองอึน" ร่วมพิธีศพ “คิม ยองนัม” อดีตปธ.สภาฯ เกาหลีเหนือ ผู้ภักดีต่อตระกูลคิมยาวนาน 2 ทศวรรษ

4 พ.ย. 2568 09:39 น.

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีศพ “คิม ยองนัม” อดีตปธ.สภาฯ เกาหลีเหนือ ผู้ภักดีต่อตระกูลคิมยาวนาน 2 ทศวรรษ

“คิม ยองนัม” อดีตประธานสภาฯ ผู้ทำหน้าที่เสมือนประมุขของแห่งรัฐของเกาหลีเหนือ และผู้จงรักภักดีต่อตระกูลคิมมาอย่างยาวนาน 2 ทศวรรษ ถึงแก่กรรม ผู้นำคิม จองอึน เตรียมร่วมพิธีศพไว้อาลัย

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม ยองนัม อดีตประธานคณะกรรมการถาวรแห่งสภาประชาชนสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนประมุขแห่งรัฐของเกาหลีเหนือ ได้เสียชีวิตลง ด้วยภาวะอวัยวะหลายระบบล้มเหลว ขณะมีอายุ 97 ปี

ด้านนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เตรียมเดินทางไปเคารพศพในกรุงเปียงยาง เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง 

ทั้งนี้ นายคิม ยองนัม เข้ารับตำแหน่งประธานสภา เมื่อปี 2541  และดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2562 เขาเป็นผู้แทนรัฐในการต้อนรับผู้นำต่างชาติ และกล่าวสุนทรพจน์เชิงโฆษณาชวนเชื่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดในงานรัฐพิธีต่างๆ
แม้ไม่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับตระกูลผู้นำสูงสุด แต่เขาเป็นหนึ่งในข้าราชการระดับสูงที่ภักดีต่อตระกูลคิมตลอดชีวิต แม้จะดำรงตำแหน่งประมุขเชิงพิธีการ แต่ผู้มีอำนาจแท้จริงยังคงเป็นตระกูลคิมที่ปกครองประเทศตั้งแต่การก่อตั้งในปี 2491.

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ

4 พ.ย. 2568 06:38 น.

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์กลับสู่ฉนวนกาซาอีก 45 ศพ หลังผลการตรวจสอบยืนยันว่า 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนมาก่อนหน้านี้ เป็นร่างของตัวประกันจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาที่ปกครองโดยกลุ่มฮามาสระบุในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า อิสราเอลได้ส่งคืนร่างของชาวปาเลสไตน์ 45 รายกลับมายังฉนวนกาซาแล้ว ทำให้จำนวนศพที่อิสราเอลส่งคืนจนถึงตอนนี้เพิ่มเป็น 270 ศพ

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลาง อิสราเอลจะส่งมอบศพของชาวปาเลสไตน์ 15 รายต่อร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วที่ฮามาสส่งคืน 1 ราย

ผลการตรวจสอบทางนิติเวช เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิสราเอลยืนยันว่า ร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพที่กลุ่มฮามาสส่งคืนเมื่อวันก่อนหน้านั้น เป็นของตัวประกันที่ถูกกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ลักพาตัวไประหว่างการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนกลายเป็นชนวนสงครามในฉนวนกาซาจริง

ตามการเปิดเผยของอิสราเอลศพดังกล่าวเป็นของ ร้อยเอก โอเมอร์ นิวทรา ชาวอเมริกัน-อิสราเอล อายุ 21 ปี ณ เวลาที่ถูกลักพาตัว, สิบตรี ออซ ดาเนียล อายุ 19 ปี และ พันเอก อัสซาฟ ฮามามี อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหาร

ฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสระบุว่า พวกเขาพบร่างเหล่านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายในอุโมงค์แห่งหนึ่งในฉนวนกาซาตอนใต้

ทั้งนี้ ในตอนที่ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดนี้เริ่มขึ้นเมื่อ 10 ต.ค. กลุ่มฮามาสยังมีตัวประกันในมือ 48 ราย โดยเป็นตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 20 คน โดยฮามาสส่งคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว แต่ค่อยๆ ทยอยส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิต โดยอ้างว่า หลายศพถูกฝังใต้ซากปรักหักพัง และต้องใช้เวลาค้นหา

ปัจจุบัน ฮามาสคืนศพตัวประกันให้อิสราเอลแล้ว 20 ราย ประกอบด้วย ชาวอิสราเอล 18 ราย, ชาวไทย 1 ราย และชาวเนปาล 1 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าจงใจถ่วงเวลาในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

4 พ.ย. 2568 04:05 น.

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เขาไม่รู้ว่า จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัท Binance เป็นใคร หลังจากเพิ่งให้อภัยโทษมหาเศรษฐีคริปโตรายนี้ในคดีฟอกเงินเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในรายการ 60 Minutes ของช่อง CBS News ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 พ.ย.) ทรัมป์ถูกถามเกี่ยวกับการอภัยโทษนาย จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัท Binance (ไบแนนซ์) ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฟอกเงิน และถูกศาลสหรัฐฯ พิพากษาให้จำคุก 4 เดือนเมื่อปีก่อน

คดีดังกล่าวยังทำให้นายจ้าว หรือรู้จักกันในชื่อ “CZ” ตกลงที่จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนเงินคริปโต ที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

นอรา โอ’ดอนเนลล์ ผู้ดำเนินรายการ 60 Minutes ถามนายทรัมป์ว่า เหตุใดเขาจึงอภัยโทษให้นายจ้าว แม้ว่าอัยการของรัฐบาลจะกล่าวว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด “ความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ”

“โอเค พร้อมไหม? ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” ประธานาธิบดีตอบ และเสริมว่า เขาจำไม่ได้ว่าเคยพบนายจ้าว และไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร เพียงแต่เขาได้รับแจ้งว่านักธุรกิจผู้นี้เป็นเหยื่อของการ “ล่าแม่มด” โดยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เขาจึงตัดสินใจอภัยโทษให้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายทรัมป์ยังพูดถึงการสนับสนุนเงินคริปโตของเขาด้วย โดยย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่จีนและคู่แข่งจะกุมความได้เปรียบ

ทั้งนี้ การอภัยโทษของนายทรัมป์เป็นการ “ยกเลิกข้อจำกัด” ที่เคยห้ามนายจ้าวไม่ให้ดำเนินกิจการทางการเงิน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า มันจะเปลี่ยนแปลงสถานะของเขากับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ หรือบทบาทของเขาที่ Binance หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

4 พ.ย. 2568 03:13 น.

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มีหลักฐานว่าชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หอคอย “ตอร์เร เดย์ คอนติ” หอคอยยุคกลางซึ่งตั้งอยู่ชายขอบของลานประชาคมโรมัน (Roman Forum) อันมีชื่อเสียงในกรุงโรม และอยู่ใกล้กับโคลอสเซียม พังถล่มลงมาบางส่วน เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. วันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 คน

ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซาน โจวานนี โดยมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต แต่นายฟรานเชสโก ร็อคคา หัวหน้ารัฐบาลแคว้นลาซิโอระบุว่า อาการของชายคนนี้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือคนงาน 3 คนลงจากนั่งร้านได้สำเร็จ ก่อนที่ในเวลาประมาณ 13.00 น. ส่วนที่สองของหอคอยสูง 29 เมตรแห่งนี้ก็เริ่มพังทลายลงมาอีกครั้ง ทำให้คนงานอีกคนติดอยู่ที่ชั้นบน ขณะที่ทีมกู้ภัยไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่พวกเขาต้องหยุดปฏิบัติการกู้ภัยชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับมาค้นหาต่อได้

จนถึงเย็นวันจันทร์ ทีมผู้เชี่ยวชาญยังคงพยายามช่วยเหลือชายที่ติดอยู่ภายใน โดยนายลัมแบร์โต จานนินี ผู้ว่าการกรุงโรมกล่าวว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีคนติดอยู่ภายใน แต่เรามีหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

“มันจะเป็นปฏิบัติการที่ยาวนานมาก เพราะเราต้องพยายามช่วยชีวิตบุคคลผู้นี้ แต่เราก็ต้องพยายามบรรเทาความเสี่ยงอันใหญ่หลวงที่ผู้ที่พยายามปฏิบัติการกู้ภัยกำลังเผชิญอยู่ด้วย” นายจานนินีกล่าว

ทั้งนี้ หอคอย ตอร์เร เดย์ คอนติ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 เป็นส่วนหนึ่งของลานประชาคมโรมัน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงโรม อย่างไรก็ตาม หอคอยนี้ถูกปิดไม่ให้ผู้คนเข้าชมนานหลายปีแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบูรณะในตอนที่มันพังถล่มลงมาบางส่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc