รัฐมนตรีเกาหลีใต้ พบ “ฮุน มาเนต” หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

รัฐมนตรีเกาหลีใต้  พบ "ฮุน มาเนต" หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

16 ต.ค. 2568 13:20 น.

รัฐมนตรีเกาหลีใต้ พบ “ฮุน มาเนต” หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้คนที่สอง ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต หลังเกิดเหตุชาวเกาหลีจำนวนมากตกเป็นเหยื่อแก๊งหลอกลวงไปทำงานในกัมพูชา ถูกลักพาตัว ทำร้าย และบางรายเสียชีวิต โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมหาทางร่วมมือสอบสวนและเร่งส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศ

คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมจากรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้เดินทางถึงประเทศกัมพูชาเมื่อค่ำวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อรับมือกับวิกฤตการหลอกลวงจัดหางานทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงกรณีการลักพาตัวและทารุณกรรมอย่างโหดร้าย 

คณะทำงานชุดนี้ ซึ่งนำโดย คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่สอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ได้พบกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ประธานคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา เพื่อป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์โดยเฉพาะ 

นอกจากนี้ ทีมเฉพาะกิจเกาหลีใต้ยังต้องการหารือกับกัมพูชาถึงแผนการส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 61 ราย ที่ถูกทางการตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาควบคุมตัวไว้ เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ โดยอาจใช้วิธีจัดเที่ยวบินพิเศษในการส่งตัวกลับประเทศ

นางคิม กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สนามบินเมื่อเดินทางถึงว่า “เรากำลังเตรียมรายละเอียดวิธีการ แต่ยังไม่มีการสรุปขั้นสุดท้าย” 

ก่อนหน้านี้ จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้อยู่ที่ 63 ราย แต่ได้มีการส่งตัวกลับประเทศด้วยเครื่องบินไปแล้ว 2 ราย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดในคดีหลอกลวงจัดหางานแล้ว และรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังผลักดันให้มีการส่งตัวกลับอย่างรวดเร็ว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการทางอาญาของเกาหลีใต้ โดยที่ปรึกษาด้านความมั่นคงระดับสูงของเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะนำตัวพวกเขากลับประเทศให้ได้ภายในสิ้นสัปดาห์นี้

นายคิมยังให้คำมั่นว่าจะประสานงานกับทางการในเวียดนามและกัมพูชาอย่างจริงจัง เพื่อสืบสวนคดีการเสียชีวิตของหญิงชาวเกาหลีใต้ วัย 30 ปี รายหนึ่ง ซึ่งถูกพบศพใกล้ชายแดนระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางการกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ที่คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา.

ที่มา Yonhap

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

16 ต.ค. 2568 11:11 น.

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้ตกลงที่จะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อสนับสนุนการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลรัสเซียในการยุติสงครามยูเครน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาหลายเดือน โดยทรัมป์ระบุว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้น “ในเวลาอันสั้น”

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับการรับรองจากนายโมดีว่าอินเดียจะระงับการซื้อน้ำมันดังกล่าว “ภายในระยะเวลาอันสั้น” ซึ่งทรัมป์เรียกว่าเป็น “การหยุดครั้งใหญ่” ทั้งนี้ โฆษกสถานทูตอินเดียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

น้ำมันและก๊าซเป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยมีลูกค้าหลักคือ จีน อินเดีย และตุรกี ซึ่งทรัมป์ระบุว่า หลังจากนี้เขาจะต้องดำเนินการให้จีนทำแบบเดียวกัน เพื่อตัดแหล่งเงินทุนด้านพลังงานของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ความพยายามของทรัมป์ที่จะใช้อำนาจต่อรองเรื่องการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดียในสงครามการค้าได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากอินเดีย ซึ่งสร้างความร้าวฉานทางการทูต

อินเดียพึ่งพาน้ำมันดิบของรัสเซีย ซึ่งยังคงซื้อในราคาที่ได้รับส่วนลด เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีโมดีได้ยืนกรานมานานหลายเดือนว่า อินเดียวางตัวเป็นกลางในสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้จะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซียอย่างวลาดิมีร์ ปูติน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ออกมายอมรับว่า อินเดียไม่สามารถหยุดการซื้อน้ำมันได้ “ในทันที” แต่การเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็น “กระบวนการเล็กน้อย แต่กระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า”

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้การซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซียของอินเดีย ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากอินเดียในอัตรา 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในโลก โดยมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม และรวมถึงการลงโทษปรับ 25% สำหรับการทำธุรกรรมกับรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับสงครามยูเครน

แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องน้ำมันรัสเซียจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และโมดีตึงเครียด แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังคงกล่าวชื่นชมผู้นำอินเดียว่าเป็น “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่”  และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โมดีเองก็เคยกล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับทรัมป์ และได้ “ทบทวนความก้าวหน้าที่ดีที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาทางการค้า”.

ที่มา BBC

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ทุ่นระเบิด” จุดชนวนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา อาจเป็นของใหม่เพิ่งถูกฝัง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ "ทุ่นระเบิด" จุดชนวนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา อาจเป็นของใหม่เพิ่งถูกฝัง

16 ต.ค. 2568 10:46 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ทุ่นระเบิด” จุดชนวนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา อาจเป็นของใหม่เพิ่งถูกฝัง

เหตุระเบิดทุ่นสังหารบุคคลบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ทหารไทยบาดเจ็บและลุกลามเป็นการปะทะกันนาน 5 วัน ถูกผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสงสัยว่าเกิดจาก “ทุ่นระเบิดใหม่” ชนิด PMN-2 ที่อาจเพิ่งถูกนำมาฝังไว้ แม้ทั้งสองประเทศต่างปฏิเสธการใช้และครอบครองตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดการระเบิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ใกล้แนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะกันนาน 5 วัน และต้องมีการเจรจาหยุดยิงโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ยังได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการทูตในประเด็นการใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล PMN-2 ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดที่ผลิตในยุคโซเวียต และเป็นชนิดที่ทั้งไทยและกัมพูชาให้คำมั่นตามสนธิสัญญาว่าจะไม่นำมาใช้

ไทยกล่าวหากัมพูชา ว่าเป็นผู้ฝังทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และอ้างว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ได้ทำร้ายทหารไทยไปแล้วอย่างน้อย 6 นาย นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยกล่าวว่าทหารไทยเหยียบโดนทุ่นระเบิดที่ไม่ใช่ชนิด PMN-2 ซึ่งถูกฝังไว้ในช่วงสงครามกลางเมืองที่กินเวลาหลายสิบปีในอดีต

สำนักข่าวรอยเตอร์สได้ส่งภาพถ่ายและวิดีโอปฏิบัติการกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ถ่ายโดยทหารไทยในพื้นที่เกิดเหตุ ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดอิสระ 4 ราย ทำการตรวจสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดให้ความเห็นว่า ภาพดังกล่าวแสดงถึงทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่ “เพิ่งถูกฝังใหม่”

นายแอนดรูว์ เวียน สมิธ ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สภาพของทุ่นระเบิดบ่งชี้ว่ามันอยู่ในพื้นดินมาไม่นานเกิน 2-3 เดือน เพราะทุ่นระเบิด PMN-2 ที่เก่ากว่าจะมีปลอกพลาสติกที่เปราะบางลงตามเวลา และแผ่นยางรองจะซีดจางและมีสิ่งสกปรกสะสม แต่ทุ่นระเบิดที่เห็นในภาพ “ไม่มีอะไรในช่องว่างเหล่านั้นเลย”

ขณะที่ นายเยชัว โมเซอร์-ปวงสุวรรณ จากองค์กร Landmine Monitor กล่าวว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวไม่ได้ถูกคลุมด้วยรากไม้และพืชพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหากทุ่นถูกฝังมาเป็นเวลานาน

สำนักงานดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งกัมพูชา (CMAA) โต้แย้งว่า การพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียวไม่สามารถเป็นข้อสรุปอายุที่แน่ชัดของทุ่นระเบิดได้ โดย นายลี ทุช รองประธาน CMAA กล่าวว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การกัดเซาะของดิน หรือน้ำท่วม อาจทำให้ทุ่นระเบิดที่ถูกฝังมานานดูเหมือนใหม่ได้

ทั้งนี้ กัมพูชาได้แสดงจุดยืนเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดทั่วโลก และได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายหมื่นคนตั้งแต่ปี 1979 จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังและขัดแย้งกับพันธกิจที่ได้ให้ไว้

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่า ผลการสอบสวนของไทยระบุว่า ทุ่นระเบิดที่ทำร้ายทหารไทยเป็น PMN-2 ที่เพิ่งถูกฝังใหม่ โดยไทยกล่าวว่าตนไม่เคยมีการนำทุ่นระเบิด PMN-2 ไปใช้

ปัจจุบัน ไทยกำลังใช้ช่องทางทางการทูตผ่านอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล โดยได้ร้องขอไปยัง นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้ขอให้กัมพูชาตอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงนี้

ทางด้านกัมพูชาชี้แจงว่า กองทัพกัมพูชาไม่มีคลังสะสมทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ และพร้อมสำหรับการสอบสวนที่เป็นกลางโดยบุคคลที่สาม.


ที่มา Reuters

คณะทำงานพิเศษเกาหลีใต้เตรียมพบ ฮุน มาเนต ถกด่วนแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คณะทำงานพิเศษเกาหลีใต้เตรียมพบ ฮุน มาเนต ถกด่วนแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

16 ต.ค. 2568 10:35 น.

คณะทำงานพิเศษเกาหลีใต้เตรียมพบ ฮุน มาเนต ถกด่วนแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คณะทำงานพิเศษจากหลายหน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันจะหารือโดยตรงกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกชาวเกาหลีใต้ไปทำงาน ลักพาตัว และทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยม

คณะทำงานพิเศษจากหลายหน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เดินทางถึงกรุงพนมเปญแล้ว นำโดย คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศลำดับสอง พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเตโช ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญในค่ำวันพุธ

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า คณะทำงานมีแผนเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงคณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของ ฮุน มาเนต เพื่อหารือแนวทางร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันขบวนการหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงประเด็นการสืบสวนคดีทรมานจนเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา

หลังการหารือกับคณะกรรมาธิการฯ คณะผู้แทนเกาหลีใต้ยังมีกำหนดเข้าพบนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตอย่างเป็นทางการเพื่อหารือโดยตรง ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการเจรจาคือ การส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 61 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา กลับประเทศ โดยต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อรับตัวกลับ

คิม จี-นา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่สนามบินว่าเกาหลีใต้กำลังหารือถึงแนวทางดำเนินการในรายละเอียด แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ ตัวเลขผู้ต้องสงสัยถูกระบุว่ามี 63 คน แต่ล่าสุดมีการปรับลดเหลือ 61 คน หลังมีผู้ต้องหา 2 คนถูกส่งกลับทางเครื่องบินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาเบื้องต้นกับกลุ่มผู้ต้องหาเหล่านี้แล้ว โดยรัฐบาลโซลยืนยันจะเร่งรัดกระบวนการส่งกลับประเทศเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเกาหลีใต้โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ คิมยังกล่าวว่า ทางการจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในกัมพูชาและเวียดนาม เพื่อตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของหญิงชาวเกาหลีใต้วัย 30 ปี ที่พบศพใกล้ชายแดนสองประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ในกัมพูชาเช่นกัน.

ที่มา : ยอนฮับ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

WHO เตือนเฝ้าระวัง “ยาน้ำแก้ไอ” 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

WHO เตือนเฝ้าระวัง "ยาน้ำแก้ไอ" 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

16 ต.ค. 2568 10:14 น.

WHO เตือนเฝ้าระวัง “ยาน้ำแก้ไอ” 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

องค์การอนามัยโลก ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับยาน้ำแก้ไอ ในอินเดีย จำนวน 3 ยี่ห้อ ที่พบการปนเปื้อนกินแล้วก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับยาน้ำแก้ไอที่พบการปนเปื้อนในอินเดีย จำนวน 3 ยี่ห้อ ได้แก่ “โคลด์ริฟ” (Coldrif) ผลิตโดยศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ (Sresan Pharmaceutical) “เรสปริเฟรช ทีอาร์” (Respifresh TR) ผลิตโดยเรดเน็กซ์ ฟาร์มาซูติคอลส์ (Rednex Pharmaceuticals) และ “รีไลฟ์” (ReLife) ผลิตโดยเชป ฟาร์มา (Shape Pharma)

โดยระบุว่ายาน้ำแก้ไอที่ปนเปื้อนเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยบุคลากรทางการแพทย์ควรแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติหรือศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของยาระดับชาติ หากตรวจพบยาที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ รวมถึงกรณีผลข้างเคียงหรือผลกระทบที่คาดไม่ถึง

ทั้งนี้ ทางการรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดียได้เพิกถอนใบอนุญาตการผลิตของศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ ผู้ผลิตยาน้ำแก้ไอ “โคลด์ริฟ” และสั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมดเมื่อวันจันทร์ (13 ต.ค.) หลังจากมีการตรวจพบว่ายาน้ำแก้ไอยี่ห้อนี้ปนเปื้อนตัวทำละลายทางอุตสาหกรรมอันเป็นพิษ ได้แก่ “ไดเอทิลีน ไกลคอล” (diethylene glycol) สูงเกินร้อยละ 45

ทั้งนี้ มีการยืนยันผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาน้ำแก้ไอเหล่านี้ในรัฐมัธยประเทศทางตอนกลางของอินเดีย จำนวน 24 ศพ รวมถึงในรัฐราชสถานทางตะวันตก จำนวน 3 ศพ โดยมีกลุ่มเด็กซึ่งส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 5 ปี ได้เสียชีวิตจากภาวะไตวายที่สงสัยว่ามีต้นตอจากภาวะแทรกซ้อนหลังจากรับประทานยาน้ำแก้ไอ “โคลด์ริฟ” เมื่อดือนกันยายนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

16 ต.ค. 2568 10:11 น.

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ คุยโวไม่หยุด อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยุติสงคราม 8 ครั้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน พร้อมตั้งคำถามสุดแรงว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวในงานเลี้ยงหรูที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ต.ค.) ว่าเขารักการหยุดสงคราม และอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยุติสงคราม 8 ครั้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทรัมป์ยังอ้างอีกว่า ความพยายามของเขาได้ช่วยชีวิตผู้คนอาจถึงร้อยล้านคน เพราะสงครามหลายแห่งหยุดลงได้ด้วยนโยบายภาษีการค้าที่ทำให้สหรัฐฯได้เงินกลับเข้าประเทศหลายแสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ทรัมป์จะมีบทบาทสำคัญในบางความขัดแย้ง เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส แต่ก็ยังห่างไกลจากการยุติถาวร โดยข้อตกลงหยุดยิงและแลกตัวประกันที่เกิดขึ้นถือเป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการอันเปราะบางที่ยังไม่อาจรับประกันถึงสันติภาพถาวร หรือแนวทางรัฐคู่ (Two-State Solution) ได้

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ทรัมป์อ้างว่าได้ยุติสงคราม เช่น ระหว่าง อินเดีย–ปากีสถาน หรือ รวันดา–คองโก นักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว ที่สถานการณ์จริงยังไม่ยุติอย่างสมบูรณ์

โดยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีนี้ตกเป็นของ มาเรีย โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ซึ่งยิ่งทำให้ทรัมป์กล่าวเปรียบเทียบอย่างไม่พอใจในงานว่าเขาควรเป็นผู้ได้รับรางวัลนั้นเสียด้วยซ้ำ

ที่มา :NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางถึงกัมพูชาเพื่อจัดการสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางถึงกัมพูชาเพื่อจัดการสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้

16 ต.ค. 2568 09:04 น.

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางถึงกัมพูชาเพื่อจัดการสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้

ทีมพิเศษของรัฐบาลเกาหลีใต้เดินทางถึงกัมพูชาแล้ว เพื่อเร่งกู้วิกฤตแก๊งหลอกทำงาน ลักพาตัวคนเกาหลีใต้ รองรมช.ต่างประเทศนำทีมจนท.บินด่วนประสานกัมพูชา หาทางส่งคนกลับประเทศ 

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า คิม จีนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลำดับสองของเกาหลีใต้ ได้นำทีมเฉพาะกิจจากหลายหน่วยงาน เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตโช ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมมือกับทางการกัมพูชาในการจัดการปัญหาขบวนการหลอกลวงคนเกาหลีไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งขยายวงกว้างจนมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

รายงานข่าวระบุว่า ทีมเฉพาะกิจชุดนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ โดยจะเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหารือแนวทางรับมือกับคดีหลอกงานที่ขยายความรุนแรงไปถึงการลักพาตัวและกักขังเหยื่อ รวมถึงการประสานความร่วมมือสอบสวนกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา

นอกจากนี้ ทีมงานยังมีภารกิจหารือเรื่องการส่งตัวคนเกาหลีใต้ 61 ราย ที่ถูกทางการตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ กลับประเทศ โดยอาจใช้เที่ยวบินพิเศษในการส่งตัวกลับ ซึ่งทางการกำลังเตรียมรายละเอียดขั้นตอนต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวเป็นตัวเลขที่ปรับลดจากเดิม 63 ราย หลังจากมี 2 รายถูกส่งกลับเกาหลีก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาเบื้องต้นกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้งหมดแล้ว และรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้ทุกคนถูกนำตัวกลับประเทศภายในสัปดาห์นี้.

ที่มา Yonhap

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

 ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

16 ต.ค. 2568 08:25 น.

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า ทางการจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้ทั่วประเทศ เนื่องจากสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2021

พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวในสุนทรพจน์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐจากกรุงเนปิดอว์ว่า ทางการไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ 100% ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่จะมีการจัดเลือกตั้งซ่อมในบางพื้นที่หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่

รายงานจากรัฐบาลระบุว่า กองทัพสามารถจัดทำทะเบียนราษฎร์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เพียง 145 เขต จากทั้งหมด 330 เขตทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการควบคุมพื้นที่ของรัฐบาลทหารในช่วงสงครามกลางเมือง

ภายใต้กติกาใหม่ พรรคการเมืองใดที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 50,000 คน และมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 100 ล้านจ๊าต หรือ ราว 1.7 ล้านบาท ส่งผลให้มีเพียง 6 พรรคเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบทั่วประเทศ

การเลือกตั้งในพม่า หรือ เมียนมา ซึ่งมีกำหนดเริ่มปลายเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการยึดอำนาจ โดยนักวิเคราะห์และประเทศตะวันตกต่างมองว่าเป็นการเลือกตั้งลวงตา หรือเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร  มากกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เนื่องจากพรรคฝ่ายต่อต้านหลายสิบพรรคถูกสั่งห้ามลงสมัครหรือปฏิเสธเข้าร่วม

รัฐบาลทหารเมียนมาได้เชิญประเทศสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม และจัดต่อเนื่องเป็นระยะจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า โดยเรื่องนี้คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปลายเดือนนี้

ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการแก้ไขวิกฤตในเมียนมา โดยการพบหาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกับพลเอกมิน อ่อง หล่าย เมื่อสัปดาห์ก่อน ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญของความพยายามทางการทูตในภูมิภาค.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พม่า

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ขวางรัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสเลย์ออฟ จนท.ช่วงชัตดาวน์

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ขวางรัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสเลย์ออฟ จนท.ช่วงชัตดาวน์

16 ต.ค. 2568 06:14 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ขวางรัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสเลย์ออฟ จนท.ช่วงชัตดาวน์

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ออกคำสั่งระงับ ไม่ให้รัฐบาลทรัมป์ฉวยโอกาสที่รัฐบาลถูกชัตดาวน์ เลิกจ้างพนักงานของรัฐบาลกลาง หลังเริ่มกระบวนการเลิกจ้างไปแล้วกว่า 4,000 ตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 15 ต.ค. 2568 ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ซูซาน อิลส์ตัน ออกคำสั่งระงับไม่ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ เลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวนหลายพันคนเป็นการชั่วคราว ในระหว่างที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ (shutdown)

คำสั่งดังกล่าวเป็นการอนุมัติตามคำร้องขอของสหภาพแรงงาน 2 แห่ง เพื่อขัดขวางการเลิกจ้างพนักงานในหน่วยงานของรัฐบาลกลางมากกว่า 30 แห่ง หลังจากในช่วงไม่ถึง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้เริ่มการเลิกจ้างพนักงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่งไปแล้วกว่า 4,000 คน

ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาอิลส์ตันกล่าวว่า เธอเห็นด้วยกับสหภาพแรงงานที่ว่า รัฐบาลใช้ช่องว่างในการจัดหาเงินทุนที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามแผนลดขนาดหน่วยงานรัฐบาลกลาง

เธอยังอ้างถึงแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายรัสเซลล์ เวาต์ หัวหน้าสำนักงบประมาณประจำทำเนียบขาวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ ซึ่งเธอระบุว่า แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจทางการเมืองที่ชัดเจนในการเลิกจ้าง เช่น การที่ทรัมป์กล่าวว่าการลดตำแหน่งจะมุ่งเป้าไปที่ “หน่วยงานของพรรคเดโมแครต”

ด้านทนายความจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พยายามโต้แย้งคำตัดสินด้วยการระบุว่า สหภาพแรงงานจะต้องยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการแรงงานกลางก่อนที่จะนำเรื่องขึ้นสู่ศาล และคาดว่ารัฐบาลทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งของผู้พิพากษาอิลส์ตัน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หน่วยงานหลักๆ เช่น กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ยืนยันว่าพวกเขากำลังออกประกาศแจ้งพนักงานเรื่องการเลิกจ้าง

ส่วนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งมีพนักงานจำนวนมากถูกพิจารณาว่าเป็นพนักงานที่มีความจำเป็น (essential) ระบุว่าจะมีการเลิกจ้างพนักงานในหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่เอกสารของสำนักงานการจัดการและงบประมาณ (OMB) เปิดเผยว่า มากกว่าหนึ่งในสี่ของการลดจำนวนพนักงาน จะมาจากกระทรวงการคลัง โดยมีการส่งประกาศแจ้งไปยังพนักงานประมาณ 1,446 คนแล้ว ตามด้วย HHS ที่ 1,100-1,200 คน แต่ HHS ออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า พวกเขาวางแผนจะเลิกจ้างเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวเท่านั้น

เอกสารบอกด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง ตั้งใจจะเลิกจ้างพนักงานอย่างน้อยกระทรวงละ 400 คน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ต่างก็วางแผนที่จะลดจำนวนพนักงานระหว่าง 176 ถึง 315 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เครื่องบิน รมว.กลาโหมสหรัฐฯ กระจกร้าว ต้องลงจอดฉุกเฉินใน UK

ระทึก เครื่องบิน รมว.กลาโหมสหรัฐฯ กระจกร้าว ต้องลงจอดฉุกเฉินใน UK

16 ต.ค. 2568 04:36 น.

ระทึก เครื่องบิน รมว.กลาโหมสหรัฐฯ กระจกร้าว ต้องลงจอดฉุกเฉินใน UK

เครื่องบินที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กำลังโดยสารอยู่ ต้องลงจอดฉุกเฉินในสหราชอาณาจักร หลังเกิดรอยร้าวบนกระจกหน้าต่างห้องนักบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินที่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐฯ โดยสาร ต้องลงจอดฉุกเฉินในสหราชอาณาจักรโดยไม่มีกำหนดการล่วงหน้า หลังจากพบว่า กระจกด้านหน้าในห้องนักบิน “มีรอยร้าว”

เพนตากอนเปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่าน X โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่นายเฮกเซธกำลังเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมนาโตในเบลเยียมไปยังสหรัฐฯ และเครื่องบินลงจอดตามขั้นตอนมาตรฐาน โดยที่ทุกคนบนเครื่อง รวมถึงรัฐมนตรีเฮกเซธ “ปลอดภัยดี”

ต่อมา นายเฮกเซธโพสต์ข้อความลงบนโลกออนไลน์ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อย ขอบคุณพระเจ้า ทำภารกิจต่อ!”

BBC Verify ได้ตรวจสอบการเดินทางของเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightRadar24 และพบว่าเครื่องเริ่มลดระดับความสูงลงนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์ จากนั้นได้บินกลับไปทางตะวันออก โดยลดระดับลงไปที่ความสูง 10,000 ฟุต

ในเวลานั้น เครื่องบินเริ่มส่งสัญญาณ “รหัส 7700 (squawk code)” บนเครื่องส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นรหัสที่ส่งเพื่อบ่งชี้ถึงเหตุฉุกเฉินทั่วไปบนเครื่องบิน ตั้งแต่เครื่องยนต์ขัดข้อง, ความดันในห้องโดยสารลดลง ไปจนถึงเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก็เคยเกิดเหตุเครื่องบินของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศโดยสารอยู่ ต้องบินกลับเช่นกัน เนื่องจากมีรอยร้าวที่หน้าต่างห้องนักบินเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc