ปากแพรก…ถนนวิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 7 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601944

 

ปากแพรกเป็นถนนสายแรกของ จ.กาญจนบุรี สร้างมาเมื่อ 185 ปีก่อน ในจุดที่แม่น้ำแควน้อย แควใหญ่ ไหลมาบรรจบ เป็นต้นน้ำแม่กลอง

เป็นชุมชนเก่าแก่ และแหล่งรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์น่าสนใจไว้มากมาย ด้วยเหตุนี้ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ 16.00-21.00 น. จ.กาญจนบุรี จึงปรับโฉมถนนโบราณเส้นนี้ให้กลายเป็น “ถนนคนเดิน” ถนนเก่าเล่าเรื่องเมืองกาญจน์

นอกจากนักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมสถาปัตยกรรมอันงดงามและทรงคุณค่าของอาคารบ้านเรือน วิถีชุมชนโบราณแล้ว ยังได้สัมผัสกับการแสดงพื้นบ้าน การจัดแสดงภาพเก่า ภาพร่วมสมัยของเมืองกาญจนบุรี และอิ่มอร่อยกับอาหารยุคโบราณ ที่ยากจะหากินกันได้ในสมัยนี้

ไม่ว่าเป็ดย่างเกลือ ผัดไทยโบราณ หรือขนมขึ้นชื่อ “ถ้ามาเมืองกาญจน์แล้วไม่ได้กิน ถือว่ามาไม่ถึง” ขนมทองโย๊ะ ทำจากงาผสมแป้งตำให้เข้ากันแล้วนำไปทอด เป็นขนมพื้นถิ่นของชาวมอญแถบสังขละบุรี…ขอคอนเฟิร์มว่าอร่อยจริง

และที่ขาดไม่ได้คือ “สินค้าเกษตร” มีการรวบรวมผลผลิตทั้งพืชผัก ผลไม้ ของกินของใช้ สินค้าแปรรูปทั่วทั้งจังหวัดมาไว้ที่นี่ที่เดียว

สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ราคาถูกจากมือเกษตรกร แต่ที่สะดุดตาที่สุด คือ “มะม่วงน้ำดอกไม้มัน” มะม่วงน้ำดอกไม้พันธุ์ท้องถิ่น มีที่นี่ที่เดียว…ผลดิบให้รสชาติมันอร่อย ไม่เปรี้ยวเหมือนน้ำดอกไม้พันธุ์อื่น ผลสุกให้รสชาติหวาน แถมผลยังใหญ่กว่า

อีกผลิตผลที่ถือว่าแปลก “สตรอเบอรี่เมืองกาญจน์” ปลูกได้ที่ อ.สังขละบุรี ที่เดียวเท่านั้น โดยเฉพาะ ต.ชะแล เพราะสูงกว่าระดับน้ำทะเลเกือบ 700 เมตร อากาศหนาวเย็น จึงทำให้สตรอเบอรี่ที่นี่มีคุณภาพ รสชาติดี ไม่แพ้ทางเหนือเลยทีเดียว

เป็นอีกหนึ่งช่องทางเลือกเพิ่มรายได้สร้างชีวิตให้กับเกษตรกรในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี…ไปเมืองกาญจน์ อย่าลืมปากแพรก ชิม ช็อป ช่วยเกษตรกร.

สะ-เล-เต

 

เลี้ยงกุ้งขาวผสมก้ามแดง ตัวประกอบทำกำไรเป็นพระเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601383

 

ผลผลิตที่ได้มีทั้งกุ้งขาวและกุ้งก้ามแดง

เลี้ยงกุ้งขาวว่ารายได้ดี แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายเหลือกำไรแค่ครึ่งเดียว…หลังทนกระแสความแรงของ “กุ้งก้ามแดง” ไม่ไหว สุเทพ ปิ่นสุวรรณ เกษตรกร ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เลยทดลองนำกุ้งก้ามแดงมาเลี้ยงร่วมกับกุ้งขาว… สุดท้ายตัวประกอบกลับกลายเป็นพระเอก

“เลี้ยงกุ้งขาวมากว่า 10 ปี มา 2 ปีที่แล้ว เริ่มมีกุ้งก้ามแดงมาเป็นอีกตัวเลือก เลยลองเอามาเลี้ยงในบ่อร่วมกับกุ้งขาว ปรากฏว่าสามารถเลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำไปทำมา กุ้งก้ามแดงกลายเป็นตัวทำกำไรมากกว่ากุ้งขาว เพราะลงทุนซื้อพันธุ์กุ้งมาเลี้ยงแค่ครั้งเดียว มีลูกออกมาให้เราเลี้ยงได้ตลอด ไม่เหมือนกุ้งขาวที่ต้องซื้อลูกพันธุ์ทุกครั้ง แถมอาหารก็ไม่ต้องซื้อให้กิน”


ปล่อยลูกพันธุ์กุ้งก้ามแดง

สุเทพ เผยถึงการเลี้ยงกุ้งขาวร่วมกับกุ้งก้ามแดงในบ่อเดียวกัน…ให้เริ่มต้นเลี้ยงกุ้งก้ามแดงไปก่อน 1 เดือน ถึงจะเริ่มปล่อยกุ้งขาวตามมา เพราะกุ้งก้ามแดงขนาดจับขายได้ ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่ากุ้งขาว 1 เดือน

วิธีการเลี้ยง เริ่มด้วยการเตรียมบ่อ ใส่คอนโดขวดหรือท่อพีวีซีให้เป็นที่หลบภัยของกุ้งก้ามแดง เติมน้ำในบ่อสูง 1.5 ม. ความเค็มน้ำไม่ควรเกิน 3ppt เพราะจะทำให้กุ้งก้ามแดงตาย…ตีน้ำไป 5 วันน้ำจะเริ่มมีสีเขียว ใส่มูลไส้เดือน 2 กระสอบ เพื่อเป็นอาหารแพลงก์ตอนพืช ทิ้งไว้ประมาณ 5 วัน จะเกิดสัตว์หน้าดิน

จากนั้นเริ่มปล่อยกุ้งก้ามแดงขนาด 1 นิ้ว ใน บ่อขนาด 2 ไร่ ปล่อย 5,000 ตัว ช่วง 3-4 วันแรก ไม่ต้องให้อาหาร เพราะมีสัตว์หน้าดินอยู่แล้ว…จากนั้นให้อาหารกุ้งขาววันละมื้อ มื้อละครึ่ง กก. เพิ่มปริมาณอาหารอาทิตย์ละ 1 ขีด


ในช่วงลงกุ้งก้ามแดงนี้ไม่ต้องตีน้ำเลย เลี้ยงจนครบ 1 เดือน ปล่อยกุ้งขาว 80,000ตัว ให้อาหารเช้า-เย็น ตามวิธีการเลี้ยงกุ้งขาวปกติ ตีน้ำ 1-2 ชม. เมื่ออากาศร้อน… ผ่านสักระยะเมื่อเริ่มเช็กยอด ดูการกินอาหารของลูกกุ้งขาว ถ้าลูกกุ้งตัวใหญ่ขึ้น ให้เปลี่ยนมาตีน้ำตั้งแต่ 21.00-06.00 น.ทุกวัน จนกระทั่งจับขาย

ส่วนกุ้งก้ามแดง สุเทพบอกว่าไม่ต้องสนใจ ให้เลี้ยงแบบลืมไปเลยว่ามีกุ้งพันธุ์นี้อยู่ในบ่อ

3 เดือนถึงเวลาจับ จะได้กุ้งขาวขนาดประมาณ 70 ตัว/กก. น้ำหนักรวมประมาณ 700 กก.-1 ตัน…ขายเป็นเงินตอนนี้ก็ประมาณ 1.4 แสนบาท หักต้นทุนก็จะเหลือประมาณ 7 หมื่น


พร้อมกันนั้นเราจะได้กุ้งก้ามแดงขนาด 20-25 ตัว/กก. ไม่น้อยกว่า 150 กก. ขายได้ราคา กก.ละ 700-800 บาท เป็นเงินแสนกว่าบาท แถมยังมีลูกพันธุ์กุ้งเก็บไว้เลี้ยงขายได้ไม่รู้จบ

และถ้าต้องการให้ได้กุ้งก้ามแดงไซส์ใหญ่ขายได้ราคามากยิ่งขึ้น มีเคล็ดลับให้อนุบาลลูกกุ้งก้ามแดงตัวผู้ จนมีขนาด 3 นิ้ว ปล่อยลงบ่อ 1,500 ตัวต่อไร่ เลี้ยงร่วมกับกุ้งขาว 4 เดือน จะได้กุ้งก้ามแดงขนาด 4-8 ตัว/กก. ได้ราคา กก. ละ 1,500 บาท…แล้วจะไม่ให้มันเป็นพระเอกได้ยังไง.

กรวัฒน์ วีนิล

 

โลกเปลี่ยน…เกษตรต้องมองไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 6 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601391

 

เมื่อวานนำคำชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรเรื่อง พืชจะให้สาร อาหารได้ครบคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค พืชที่ปลูก ต้องได้รับ ธาตุอาหาร หรือปุ๋ยครบถ้วนตามที่พืชต้องการ…มาให้อ่าน ให้รู้ว่าสินค้าเกษตรจะมีคุณภาพหรือไม่ ปุ๋ยสำคัญไม่น้อย

และความตั้งใจจริงที่ยกประเด็นนี้มาเขียน ไม่ได้มีเจตนาจะต่อต้านนโยบายเกษตรอินทรีย์…หากแต่ต้องการจุดประกายความคิดผู้บริหารภาคเกษตรบ้านเรา ได้ฉุกคิดเรื่องอาหารปลอดภัย อาหารมีคุณภาพ ไม่ได้มีเพียงเกษตรอินทรีย์หนึ่งเดียว ยังมีการทำเกษตรในแนวทางอื่นที่ทำได้ เพียงแต่อย่ายึดติดกับคำว่า “อินทรีย์” คือยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาไปได้หมดทุกอย่าง

เพราะในโลกอนาคต คำว่าปลอดภัย ไร้สารพิษที่ถูกนำมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าอยู่ในภาวะใกล้ตกยุค เนื่องจากทุกประเทศต่างใช้มาตรการนี้มากีดกัน และประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรต่างปรับปรุงมาตรฐานการผลิตในเรื่องนี้ไปกันหมดแล้ว ขืนไม่ปรับเปลี่ยนก็ขายของไม่ได้

เมื่อมาตรการนี้นำมาใช้กีดกันไม่ได้… ลองมองโลกให้ไกลกว่าปัจจุบัน คำว่า คุณภาพสินค้า คุณค่าทางโภชนาการ จะถูกนำมาเป็นมาตรการกีดกัน หรือไม่นี่ต่างหาก เจตนาที่แท้จริงของการยกประเด็นนี้มาพูดถึง

ที่สำคัญสินค้าเกษตรของเราหลายตัวอยู่ในภาวะขายแข่งกับใครไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เคยมีนโยบายที่จะอัพเกรด อัพคุณภาพสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น

อย่างข้าวมีแผนจะผลิตข้าวเป็นอาหารสุขภาพ ให้ข้าวเป็นยาช่วยรักษาโรค NCDs เบาหวาน ความดัน หัวใจ มะเร็ง ฯลฯ เพราะข้าวบางพันธุ์ของเรา มีสารสำคัญที่ช่วยยับยั้งโรคเหล่านี้ได้

ทำไมไม่ศึกษาวิจัยให้ลึกลงไปว่า พันธุ์ข้าวที่มีสารสำคัญรักษาโรคพวกนี้ได้ ต้องปลูกยังไง วิธีไหน ให้ปุ๋ยตัวไหนถึงจะให้สารเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น…เราไม่เพียงจะมีสตอรี่ขายข้าวได้ราคาสูง ยังได้สร้างมาตรฐาน ใหม่ที่โลกต้องก้าวตาม ไม่ใช่คอยแต่เดินตามกันให้ต่างชาติสนตะพาย

ไม่เพียงแต่ข้าว…พืชทุกตัวที่คุณสมบัติเช่นนี้ ถ้าเราทำได้หมด ใครจะไม่ซื้อสินค้าอุดมคุณค่าโภชนาการหยุดโรคร้าย made in Thailand.

สะ-เล-เต

 

“มะยงชิดท่าอิฐ” ดกใหญ่หวานกินขายคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 6 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601389

 

มะยงชิดชนิดนี้ มีประวัติเริ่มปลูกในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นมะปรางชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกลายพันธุ์จนผลมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อหนา เมล็ดเล็ก รสชาติหวานนำและปนเปรี้ยวตามเล็กน้อย วัดความหวานได้ประมาณ 17.1 องศาบริกซ์ ในสมัยดังกล่าวนิยมเรียกว่า มะปรางเสวย และมีแหล่งปลูกใหญ่ในท้องที่ ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.นนทบุรี จากนั้นได้กระจายพันธุ์ปลูกไปยังพื้นที่ใกล้เคียงแถบ ต.บางขุนนนท์ อ.บางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ในยุคสมัยนั้น ได้รับความนิยมจากผู้ปลูกและผู้รับประทานอย่างกว้างขวางในชื่อ “มะยงชิดท่าอิฐ” ตามแหล่งปลูกครั้งแรกและเรียกกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้

มะยงชิดท่าอิฐ อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ใบออกตรงกันข้ามรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายและโคนใบแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง สีเขียวสดเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกเป็นสีขาวหรือสีขาวนวล “ผล” รูปไข่ค่อนข้างยาวและรี ผลโตเต็มที่ประมาณไข่เป็ด มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 10-15 ผลต่อ 1 กิโลกรัม ผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในเยอะ เนื่องจากเมล็ดเล็ก เนื้อสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวานปนเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่มีเสี้ยนและไม่มียางขม รับประทานอร่อยมาก สามารถเก็บผลได้หลายวันโดยผลไม่ช้ำหรือเละแต่อย่างใด ติดผลดกปีละครั้งตามฤดูกาล ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 11 แผง “คุณหมู” โทร.08-1861-6644 ราคาสอบถามกันเอง ปลูกเก็บผลกินในครัวเรือนหรือเก็บผลขายคุ้มค่ามาก การปลูก รดน้ำพอชุ่มวันละครั้ง บำรุงปุ๋ย 16-16-16 สลับกับโรยขี้วัวขี้ควายแห้งเดือนละครั้ง เมื่อต้นติดผลโตเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ ใส่ปุ๋ย 13-13-21 พร้อมฉีดสารสะเดาป้องกันแมลง หลังเก็บเกี่ยวผลแล้วต้องตัดแต่งกิ่งทันที และปฏิบัติเหมือนเดิมตามที่กล่าวข้างต้น จะทำให้ “มะยงชิดท่าอิฐ” ติดผลดกเช่นเดิมครับ.

นายเกษตร

 

กรมวิชาการเกษตร…ชี้แจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 5 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/600841

 

สัปดาห์ก่อนโน้นได้เขียนติติงนโยบายเกษตรกรอินทรีย์ของรัฐบาล ด้วยห่วงใยในประเด็น การปลูกพืชอินทรีย์ที่พืชได้ธาตุอาหารหรือปุ๋ยไม่เพียงพอ จะส่งผลให้สินค้าอินทรีย์ที่ผลิตได้ มีคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่ครบถ้วนตามที่พืชควรจะมี

กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือชี้แจงในประเด็นนี้…นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอยืนยันบนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการ ในระยะเวลา 50 ปี มีผลการศึกษาเปรียบเทียบงานวิจัยการผลิตพืชตามระบบเกษตรอินทรีย์และระบบเกษตรทั่วไปจากทั่วโลกจำนวนทั้งสิ้น 52,471 เรื่อง พบว่าคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์และระบบเกษตรทั่วไปขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตของทั้ง 2 ระบบ

หากให้ธาตุอาหารเพียงพอตามที่พืชต้องการในช่วงการเจริญเติบโต คุณค่าทางโภชนาการของพืชทั้ง 2 ระบบ จะไม่มี ความแตกต่างกัน

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำคู่มือคำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินกับพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการของพืชแต่ละชนิด รวมทั้งยังวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เหมาะสม ให้เกษตรกร มีวิธีการผลิตที่ถูกต้อง และได้ถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งคำแนะนำการใช้ปุ๋ย วิธีการผลิตปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพให้มีคุณภาพ รวมทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีด้วย

การปลูกพืชไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตาม หากต้องการให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ผู้ผลิตต้องให้ธาตุอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของพืช พืชจึงจะเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ

กรมวิชาการเกษตรได้ให้คำแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีในระบบเกษตรทั่วไปตามความเหมาะสมกับดินและพืชแต่ละชนิด

ส่วนในระบบเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานการผลิตห้ามใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้น เกษตรกรที่ต้องการจะผลิตในระบบนี้ จะต้องทำการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะมีวิธีการที่แตกต่างไปจากการทำการเกษตรในระบบอื่นๆ

คงพอจะสรุปได้ไหม ทำเกษตรแบบไหน ผู้บริโภคถึงจะได้สินค้าที่ มีคุณค่าครบถ้วนทางโภชนาการ.

สะ-เล-เต

 

“มะม่วงทุเรียน” กับที่มาชื่อมีต้นขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 5 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/600820

 

มะม่วงชนิดนี้ มีต้นวางขายมีป้ายชื่อเขียนติดไว้ว่า “มะม่วงทุเรียน” พร้อมมีภาพถ่ายผลจริงโชว์ให้ชมด้วย ซึ่งมะม่วงดังกล่าวเป็นพันธุ์ไทยโบราณที่นิยมปลูกเฉพาะถิ่นในแถบจังหวัดภาคกลางไม่กี่จังหวัดมาช้านานแล้ว เพื่อเก็บผลกินในครัวเรือนเท่านั้น ไม่แพร่หลายเหมือนกับมะม่วงดังในปัจจุบัน จึงทำให้เป็นมะม่วงไทยโบราณสายพันธุ์หนึ่งที่มีผู้ปลูกพากันเสาะหาอย่างกว้างขวางในเวลานี้ เมื่อพบมีต้นวางขายเลยแจ้งให้ทราบทันที

ส่วนที่มาชื่อ “มะม่วงทุเรียน” นั้น ผู้ขายกิ่งตอนบอกว่า เนื่องมาจากเนื้อสุกของมะม่วงดังกล่าว นอกจากจะมีรสหวานแล้ว ยังมีกลิ่นหอมแปลกคล้ายกลิ่นของเนื้อทุเรียนนิดๆอีกด้วย ถือเป็นเรื่องประหลาดมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “มะม่วงทุเรียน” ดังกล่าว และเรียกกันมาจนทุกวันนี้ ผู้ขายกิ่งตอนบอกต่อว่าที่บ้าน จ.ลพบุรีมีปลูกไว้ 1 ต้น กำลังติดผลโตยังไม่ถึงสุก ใครต้องการเดินทางไปชมสอบถามเส้นทางได้

มะม่วงทุเรียน เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายยอดใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก เป็นสีเหลืองนวล ดอกมีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรีและอวบอ้วน ผลมีขนาดใหญ่โตเต็มที่ มีน้ำหนักเฉลี่ย 7-8 ขีดต่อผล ผลดิบสีเขียว รสเปรี้ยวจัดปอกเปลือกฝานจิ้มพริกเกลือป่นได้ ผลแก่จัดแต่ยังไม่ถึงสุกรสมันปนหวานกินเป็นมะม่วงมันเฉยๆได้เลย ผลสุกเนื้อเหนียวไม่เละแม้สุกงอม ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นทุเรียนตามที่กล่าวข้างต้น คนขายกิ่งตอนบอกว่ารับประทานอร่อยมาก ติดผลดกเต็มต้นตามฤดูกาลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ทั่วไปด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และเสียบยอด

มีต้นแท้ที่ขยายพันธุ์ด้วยระบบเสียบยอดขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 17 แผง “นายดาบสมพร” โทร.08-6605-4945 ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกเก็บผลกินในครัวเรือนหรือเก็บผลขายได้คุ้มค่ามากครับ.

นายเกษตร

 

แล้งจัด..ปลวกบุกกินมันฯ ใช้สารกำจัดเพลี้ยแป้งแช่ท่อนพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/600807

 

ดร.จรรยา มณีโชติ หัวหน้าโครงการวิจัยการบริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในมันสำปะหลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยถึงผลการสำรวจพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่ภาคอีสาน ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงจะพบปัญหาไรแดงระบาด เพราะเกษตรกรใช้สารกำจัดผิดประเภท นำสารกำจัดแมลงมาใช้กำจัดไรแดงไม่ได้ผล เนื่องจากไรแดงเป็นแมงมี 8 ขา ไม่ใช่แมลงที่มีเพียง 6 ขา เลยส่งผลให้ไรแดงระบาดรุนแรง ยังพบปัญหาปลวกบุกรุกกัดกินไร่มันสำปะหลังเป็นจำนวนมากอีกด้วย


“สาเหตุมาจากความแห้งแล้งที่รุนแรง ทำให้อาหารในธรรมชาติมีน้อย ปลวกมีอาหารไม่เพียงพอ จึงอพยพเข้ามาหากินในไร่มันฯ ประกอบกับปีนี้เกิดภัยแล้งรุนแรง ดินแข็ง แรงงานไม่ยอมรับจ้างขุด ทำให้มันสำปะหลังยังตกค้างอยู่ในแปลงปลูกเป็นจำนวนมาก ยิ่งกระตุ้นให้ปลวกเข้ามากัดกินทำลายมากขึ้น”

ที่สำคัญอาการของต้นมันฯถูกปลวกกัดกิน ถ้าเกษตรกรดูไม่เป็น จะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคโคนเน่า เพราะจะมีอาการยอดใบเหี่ยวเหมือนกัน

ดร.จรรยา แนะให้สังเกตต้นมันฯ ที่ถูกปลวกทำลาย ต้นจะมีการล้มเอียง ยอดเหี่ยว ใบจะไม่เหลืองเหมือนโรคโคนเน่า และถ้าสังเกตดินบริเวณโคนต้น จะมีลักษณะเป็นปุยเหมือนจอมปลวกเพิ่งขึ้นมาใหม่ ถ้าเจออย่างนี้ให้ใช้ ฟีโพรนิล (Fipronil) 80 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดรดไปบริเวณโคนต้น เฉพาะต้นที่มีตัวปลวก


แต่ถ้าเป็นกรณีจะลงท่อนพันธุ์ปลูกใหม่ ในพื้นที่มีปัญหาปลวกกัดกินมันอยู่แล้ว และปลวกทำรังฝังอยู่ใต้ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ปลวกมาแทะท่อนพันธุ์ ให้ใช้วิธีแช่ท่อนพันธุ์ แบบเดียวกับการกำจัดเพลี้ยแป้ง

จากที่เคยใช้ สารอิมิดาคลอพริด (Imidacloprid) 5 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ให้เพิ่มความเข้มมาเป็น 10 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นมาเท่าตัว เพราะปลวกมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเพลี้ยแป้ง จากนั้นนำท่อนพันธุ์แช่ในน้ำยาที่ผสมแล้วนาน 5-10 นาที จะช่วยกำจัดเพลี้ยแป้งได้แล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ปลวกมากัดแทะท่อนพันธุ์ได้นาน 2 เดือน.

 

“ลูกเดือย”แก้คาวปลาสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 4 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/600479

 

หญิง โสดและไม่โสดมักจะมีอาการตกขาวกันเยอะ เป็นแล้วทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงปรารถนาและทำให้กลุ้มใจมากต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางรักษาประจำ ซึ่งถ้าหากไม่ได้เกิดอาการตกขาวเพราะติดเชื้อ ในทางสมุนไพรให้เอา “ลูกเดือย” ครึ่งกิโลกรัมต้มกับน้ำ 2 ลิตรจน “ลูกเดือย” สุกแล้วเอาเฉพาะน้ำกินครั้งละ 1 แก้ว ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เช้ากลางวันเย็น กินจนยาจืดจึงใช้ “ลูกเดือย” ใหม่ต้มกินต่อเหมือนวิธีแรกจะสังเกตได้ว่าอาการตกขาวจะค่อยๆดีขึ้นหรือแห้งหายได้ในที่สุด เมื่อหายแล้วหยุดต้มกินได้ ไม่มีอันตรายอะไร

ลูกเดือย หรือ COIX LACHYMA JOBI LINN. อยู่ในวงศ์ GRAMINEAE มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหารสูง เหมาะสำหรับเป็นอาหารเสริมที่อุดมด้วยธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ช่วยในการรักษาโรคบวมน้ำ โรคแน่นหน้าอก กล้ามเนื้อตึงและปวดเส้นประสาทได้ดีระดับหนึ่ง

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” ไม่วางขายที่ไหนหมดแล้วหมดเลย ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร โลชั่นบำรุงผิว มีส่วนผสมของกวาวเครือขาวด้วย, ข่อยสีฟัน เป็นผงไม่มีฟอง รักษาเหงือกฟันแข็งแรง, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่ารักษารักแร้ดำคล้ำ, น้ำมันงาบริสุทธิ์ ทาผิวป้องกันผิวแห้งหมักผมดีมาก, ครีมโลดทะนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, น้ำมัน 12 ประดง ทาภายนอกฆ่าเชื้อสมานแผล แก้เริม งูสวัด สะเก็ดเงิน แพ้เหงื่อ, ยาริดสีดวงจมูกแคปซูล แก้น้ำมูกมีกลิ่นเหม็น, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, คอลลาเจนบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้าช่วยให้ผิวหน้ากระชับ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองหัวใจ, ยาบำรุงไตแคปซูลไม่ใช่รักษาไต, ยาลดเบาหวานแคปซูลและอื่นๆโทร. 0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

 

อย่า! กำจัดวัชพืช…หน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 4 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/600475

 

ย่างเข้าเดือนเมษา ใกล้ได้เวลาเกษตรกรกำจัดวัชพืช เตรียมไถพรวนรอรับฝน

ถ้าฤดูกาลฝนฟ้ามาตามปกติ ทำได้ ทำไป…แต่ปีนี้แล้งสาหัส ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ฝากเตือนมายังพี่น้องเกษตรกรที่กำลังคิดใช้สารกำจัดวัชพืช จำพวก “ไกลโฟเสต” ให้หยุดคิด หยุดทำ เอาไว้ซะก่อน…ขืนทำไปจะสูญเงินเปล่า กำจัดวัชพืชไม่ได้ผล

เนื่องจากวัชพืชนั้นก็มีชีวิต เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รู้จักเอาตัวรอดเป็นเหมือนกัน…ร้อนแล้ง น้ำแห้งเหือด ไม่มีให้ดูดกิน พืชจะทำตัวเหมือนกบจำศีล ลดการหายใจ ลดการคายน้ำ และลดการดูดกินอาหาร

ไกลโฟเสต ยาฆ่าหญ้ายอดนิยม กำจัดได้แบบถอนรากถอนโคนตั้งแต่ยอดใบลงไปยันหัวรากเหง้า เป็นสารแบบดูดซึม…ฉีดพ่นเพื่อวัชพืชดูดซึมเข้าไปในระบบท่อน้ำเลี้ยง และไหลหมุนวนลงไปถึงราก

เมื่อปีนี้แล้งยาว วัชพืชจำศีลนาน ฉีดพ่นไปตอนนี้ วัชพืชดูดซึมได้น้อย…มันเลยไม่ตายสนิทไปยันรากหัวเหง้าเหมือนที่ต้องการ ฝนมาสามารถคืนชีพมาให้เราต้องเสียเงินกำจัดอีก

เพราะพี่น้องเกษตรกรไม่เข้าใจในกลไกการทำงานของไกลโฟเสตนี่แหละ เลยทำให้บ้านเราได้ชื่อ ใช้สารฆ่าหญ้าเปลือง เพราะต้องฉีดพ่นกันหลายรอบ

จะกำจัดกันแบบให้จบในทีเดียว ดร.จรรยา แนะว่า ในช่วงที่ต้นใบวัชพืชยังแห้งเหี่ยวเหลืองๆ ไม่ต้องไปฉีดพ่น เพราะมันกำลังจำศีล รอเวลาให้ฝนมา วัชพืชเริ่มแตกใบอ่อน นั่นแสดงว่าเลิกจำศีล เริ่มฉีดพ่นกำจัดได้

ถ้าให้ฝนตั้งเค้า อย่าฉีด เพราะน้ำยาจะถูกฝนชะล้างไปหมด เวลาฉีดพ่นที่ได้ผล ต้องปลอดฝนอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง เพื่อให้วัชพืชดูดซึมสารกำจัดได้หมด

และควรฉีดพ่นในตอนเช้าและเย็น เพราะเป็นช่วงเวลาที่พืชเปิดปากใบ…ช่วงสาย-เที่ยง-บ่าย แดดร้อนพืชจะปิดปากใบ ฉีดพ่นไปก็สูญเปล่าอีก

แล้วที่จ้างเขาทำน่ะ คนงานมาฉีดพ่นตอนไหน…คราวนี้รู้แล้วใช่ไหม ทำไมถึงเปลือง กำจัดวัชพืชไม่ค่อยได้ผล ต้องพ่นหลายรอบ.

สะ–เล–เต

 

ข้าวเม่า..แม่บัวไข อาหารบ้านๆ ปีละ 13 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/600507

 

จบ ป.4 แต่สามารถทำข้าวเม่าส่งขายต่างประเทศได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆจะทำได้แต่ป้าบัวไข สุวงค์ ชาวบ้านห้วยไม้ซอด ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ ทำเงินเข้าหมู่บ้าน ปีละนับสิบล้าน

“เมื่อก่อนทำนาอย่างเดียว เสร็จงานนา คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะมุ่งหน้าไปหางานทำกรุงเทพฯ หลังมีโครงการส่งเสริมให้ปลูกสวนยางพารา จึงกลับมาปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งไปปลูกยาง เหลือที่ทำนาพอให้มีข้าวกิน แต่เมื่อราคายางเริ่มถูก จึงคิดทำข้าวเม่า เอาไปขายตามงานเทศกาล งานประเพณีท้องถิ่นในจังหวัด หายเงินชดเชยจากยาง”


ข้าวเม่าที่ทำ ป้าบัวไขใช้ข้าวเหนียว กข 6 อายุปลูก 145 วัน ซึ่งข้าวอยู่ในช่วงน้ำนม นำมาทำข้าวเม่า เมล็ดจะนุ่มอร่อย กลิ่นหอม ข้าวเปลือก 10 กก. (ราคา 100 บาท) ทำข้าวเม่าได้ 7.5 กก.ขายได้เงิน 412 บาท และยังขายเป็นรำข้าว-ปลายข้าว ได้อีก 34 บาท เพื่อนบ้านเห็นกำไรดี จึงเริ่มหันมาทำข้าวเม่า

ขายแข่งกัน บางรายขายได้ บางรายขายไม่ได้ ถึงขนาดต้องใช้วิธีลดราคา ขายตัดหน้า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ไม่นานอาชีพทำข้าวเม่าหยุดมีอันจอดไม่ต้องแจว

วิธีแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความมั่นคงที่ดีสุด…รวมกลุ่ม

วิธีนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ป้าบัวไข บอกว่า ยังช่วยให้ชาวบ้านที่เป็นสมาชิก มีแหล่งขายข้าว เปลือกที่แน่นอน แทนที่จะขายให้โรงสี พ่อค้าคนกลาง เปลี่ยนเอาข้าวมาส่งขายให้กับกลุ่ม ไม่ต้องเสียอารมณ์ ถูกกดราคา หักค่าความชื้น สิ่งเจือปน


สมาชิกยังมีงานทำ…ใครพูดเก่ง ให้ออกงาน ขายข้าวเม่าตามบูธ…คนไหนพูดน้อยให้ช่วยงานที่กลุ่ม แล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคน

เมื่อข้าวเม่าแม่บัวไขเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเพื่อให้การผลิตได้มาตรฐาน ผู้บริโภคยอมรับ จึงคิดขอตรารับรอง อย. กับกระทรวงสาธารณสุข แต่ทำไม่ได้ เพราะข้าวเม่าเป็นอาหารพร้อมกิน เก็บไว้ได้ 2-7 วันแค่นั้น

จึงคิดหาวิธีแปรรูปเพื่อให้เก็บได้นาน ทางกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ มาช่วยอบรม แนะนำปรับกระบวนการผลิต การแปรรูปทำข้าวเม่ากระยาสารท, ข้าวเม่าคลุกหวานสูตรโบราณ, ข้าวเม่าสมุนไพรเพื่อสุขภาพ, ข้าวเม่าอบแห้ง, ข้าวเม่าช็อกโกแลตและข้าวเม่านมสด


เป็นข้าวเม่ารายแรกที่นำไปออกร้านขายตามงานต่างๆ โดยมีตรา อย.รับรอง

ปี 2557 ทางจังหวัดคัดเลือกข้าวเม่าแม่บัวไขออกร้านงานมหกรรมอาหารโลกที่ประเทศเวียดนาม…เป็นจุดเริ่มต้น หลังตัวแทนจากเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชิม ข้าวเม่าเกิดติดใจในความนุ่มหอมอร่อย เจรจาขอสั่งซื้อเดือนละ 1,500 กก. ในราคา กก.ละ 330 บาท

เฉพาะปีที่แล้วขายไปได้เงินแค่ 13 ล้านบาท เท่านั้นเอง.

เพ็ญพิชญา เตียว