ปี 64 สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันแผนประชากรเพื่อพัฒนาประเทศ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956700


สศช.ห่วงปัญหาโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุเพิ่ม เด็กเกิดน้อย วัยแรงงานลด กระทบการพัฒนาประเทศ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งร่างแผนประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะ 20 ปี เข้า ครม. 6 มิ.ย.นี้

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานสัมมนา “ร่างแผนประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว 20 ปี (ปี 2560-2579)” ว่า ไทยเผชิญกับปัญหาโครงสร้างประชากร เนื่องจากสตรีวัยเจริญพันธุ์มีบุตรลดลงต่อเนื่อง การเพิ่มจำนวนของเด็กเกิดใหม่ระหว่างปี 2506-2526 มีมากกว่าปีละ 1 ล้านคน แต่ปัจจุบันเหลือปีละ 700,000 คน ขณะที่ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น เป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประเทศยังไม่จัดอยู่ในระดับประเทศรายได้สูง แตกต่างจากประเทศอื่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่มีรายได้ค่อนข้างดี ซึ่งในอาเซียนประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุแล้วคือ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย

“ประเมินว่าปี 2561 เป็นปีแรกที่ผู้สูงอายุจะมากกว่าวัยเด็กหลายแสนคน และจะเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2564 ถึงตอนนั้นไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมีประชากรผู้สูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนตั้งแต่ปี 2579 ประชากรไทยจะมีน้อยกว่าปัจจุบัน และจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 30% เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ซึ่งจะเกิดการสร้างภาระพึ่งพิงต่อวัยแรงงานและภาครัฐ ที่ต้องจัดสวัสดิการให้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงต้องหาทางเพิ่มประชากร ทั้งปริมาณและพัฒนาคุณภาพอย่างเข้มข้น”

ด้านนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ประชากรกับการพัฒนาประเทศ…อนาคตที่ท้าทาย” ว่า ในฐานะที่ตกเป็นจำเลยสังคม เนื่องจากทำเรื่องการคุมกำเนิดร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้ผลมาก จนวันนี้ต้องหาทางเพิ่มประชากร ขนาดครูยังต่อว่าได้ซีไม่สูงเพราะเด็กไม่เกิด และคนแก่เต็มบ้านเต็มเมือง เพราะคนชื่อ “มีชัย” สาเหตุที่การคุมกำเนิดได้ผล เพราะในอดีตมีการจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ เช่น ทำหมันแล้วจะได้บัตรขึ้นรถทัวร์ฟรี หรือหมันเงินล้าน ใครที่ทำหมันจะได้รับลอตเตอรี่ลุ้นรางวัล หรือมีกองทุนให้กู้เฉพาะคนที่ไม่ตั้งครรภ์ เป็นต้น แนวคิดเหล่านี้นำมาประยุกต์ใช้สำหรับการเพิ่มประชากรได้ เช่น รัฐบาลประกาศสนับสนุนคนที่มีบุตรคนที่ 2 และ 3 จะให้เรียนระดับมหาวิทยาลัยฟรี

ขณะที่นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการสศช. กล่าวว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างแผนประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว 20 ปีวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยสู่สังคมสูงอายุ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเสถียรภาพทางการเงิน การคลังในการจัดสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น รวมถึงความเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวลงจากแรงงานที่ลดลง “ร่างแผนประชากรฯที่จะเสนอ ครม.ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า ประชากรไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมยกระดับการพัฒนาประเทศ ซึ่งมี 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ส่งเสริมให้ประชากรวัยเจริญพันธุ์มีบุตรเพิ่มขึ้นโดยสมัครใจ โดยเฉพาะในเจเนอเรชั่นวาย รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้มีบุตรยากให้มีบุตรได้ 2.พัฒนาและยกระดับผลิตภาพประชากร 3.พัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร 4.สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบคุ้มครองทางสังคม และ 5.สนับสนุนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาประชากร”.

 

ตื่นทำยุทธศาสตร์พัฒนาโคนม ดึง “มนต์นมสด” ร่วมด้วยช่วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956698


นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ว่า มิลค์บอร์ดเตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ระยะเวลา 10 ปี (2560-2569) ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์นมฉบับแรกของไทย ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือน ก.ค.2560 โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายให้องค์กรโคนมมีกำไรไม่น้อยกว่า 80% เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เฉลี่ย 5% ต่อปี เพิ่มผลผลิตน้ำนมเฉลี่ย 4% ต่อปี เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นม ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี และเพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศ เฉลี่ย 4% ต่อปี หรือมากกว่า 20 ลิตรต่อคนต่อปี

นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงแนวทางการสร้างแบรนด์กลางนมโรงเรียนใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นในช่วงปิดเทอม รวมทั้งเตรียมหารือกับผู้ประกอบการร้านนม อาทิ มนต์นมสด นมโจ เป็นต้น ให้มาช่วยพัฒนาสหกรณ์โคนม สามารถจัดตั้งร้านขายนมสดตามชุมชนต่างๆทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มการเข้าถึงและเพิ่มการบริโภคนมภายในประเทศ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้สหกรณ์โคนม อีกทั้งยังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและองค์กรโคนม ให้มีการบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ และการเสริมการบริโภคนม การแปรรูปผลิตภัณฑ์นม อาทิ ชีส นมผง โยเกิร์ต เป็นต้น.

 

คลังตั้งกองทุนประชารัฐ 5 หมื่นล้าน หวังใช้ดูแลคนจนดีเดย์เดือน ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956697


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ที่มาลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐอย่างรอบคอบ โดยวงเงินดังกล่าวจะมีประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้จัดตั้งกองทุนประชารัฐวงเงิน 50,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะใช้งบกลางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ในเดือน ต.ค.2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2561

“สิ่งที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาในขณะนี้คือ หลักการของมาตรการที่ออกมาต้องให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด ซึ่งอาจจะเจาะจงตามภาค หรือเป็นรายจังหวัดก็ได้ โดยมุ่งหวังพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยให้ดีขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลผู้ลงทะเบียน คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน และน่าจะออกมาตรการได้ภายในเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอน”

ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้ส่งรายชื่อประชาชนที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วประมาณ 11 ล้านคน จากจำนวนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 14.1 ล้านคน โดยในระหว่างนี้ กระทรวงมหาดไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ กรมที่ดิน กรมสรรพากร เป็นต้น จะเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบจากฐานข้อมูลจากแบบฟอร์มที่ประชาชนกรอกเอาไว้ ส่วนสวัสดิการเช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี การรับส่วนลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ทุกเรื่องที่มีการเสนอ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด

ส่วนความคืบหน้าโครงการสินเชื่อรายจิ๋ว (พิโก้ ไฟแนนซ์) ล่าสุด สศค.อนุมัติใบอนุญาตแล้ว 55 ราย และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 240 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ สศค.ได้เสนอให้ผู้ประกอบการเขียนแผนการบริหารงานธุรกิจมาใหม่ เพราะแผนงานที่เสนอมาในครั้งแรกไม่ถูกต้อง เนื่องจากเน้นเรื่องการรับจำนำ หรือจำนองสิ่งของ ซึ่งเป็นรูปแบบเดิมของพวกเงินกู้นอกระบบ จึงไม่ใช่วัตถุประสงค์ของรัฐบาล ซึ่งพิโก้ ไฟแนนซ์ เป็นการปล่อยกู้เงินฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งมีผู้ประกอบการเริ่มปล่อยกู้ไปแล้ว 9 ราย เป็นเงิน 3-4 ล้านบาท ขณะที่นาโนไฟแนนซ์ ล่าสุดมียอดปล่อยกู้แล้ว 3,000 ล้านบาท ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี.

 

ธปท.นั่งไม่ติด “บาทแข็ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956695


นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากที่ค่าเงินบาทได้แข็งค่าค่อนข้างเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 พ.ค. จนถึงวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้น 0.97% เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านแข็งค่าขึ้นเพียง 0.1%-0.56% เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้น ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเห็นว่าค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินทั้งภูมิภาค หลังการเผยแพร่รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ น่าจะยังอยู่ในแนวทางค่อยเป็นค่อยไป

และอีกส่วนหนึ่งของการแข็งค่าของเงินบาทนั้น มาจากปัจจัยเฉพาะของประเทศไทย กล่าวคือ ข้อมูลเศรษฐกิจไทยที่มีทิศทางโดยรวมดีขึ้น และการตีความถ้อยแถลงของ กนง. ว่า กนง. มีความพอใจกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่สอดคล้องกับภูมิภาคในช่วงก่อนหน้านี้ และ กนง.ลดความกังวลต่อแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ปัจจัยเฉพาะเหล่านี้ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าค่าเงินอื่นในภูมิภาคอย่างชัดเจน

“ธปท.ยืนยันว่า ยังคงจับตาเงินทุนไหลเข้า โดยเฉพาะเงินทุนระยะสั้นที่อาจมีความผันผวนสูงและทำให้ค่าเงินบาทผันผวนสูงตาม โดย ธปท.พร้อมที่จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่เพื่อลดแรงจูงใจของการนำเงินมาลงทุนหรือเก็งกำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งแหล่งหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาตินำเงินมาลงทุนหรือเก็งกำไรในระยะสั้น คือพันธบัตร ธปท.ทำให้ที่ผ่านมา ธปท.ได้ลดปริมาณการออกพันธบัตร ธปท. อายุต่ำกว่า 1 ปี เพื่อลดช่องทางที่นักลงทุนต่างชาติจะนำเงินมาลงทุนระยะสั้นๆในประเทศไทย”.

 

กบข.ฝ่าวิกฤติเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยฝาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956693


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ผลตอบแทนการลงทุนสุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่าย) สำหรับสมาชิก กบข.ในปี 2559 เท่ากับ 5.10% เนื่องจาก กบข.ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ โดยปรับสัดส่วนการลงทุนและกระจายความเสี่ยงลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อาทิ ตราสารทุนไทย (ตลาดหุ้นไทย) ในสัดส่วน 7.16% โดยตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมากที่สุดถึง 19%

“ผลตอบแทนดังกล่าวถือว่าสูงมาก สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีและอัตราเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ แสดงให้เห็นว่า การลงทุนของ กบข. ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่สมาชิก ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.61% และเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา กบข.มีเงินกองทุน 769,764 ล้านบาท มีผลประโยชน์สุทธิ 30,495 ล้านบาท”

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าไตรมาสแรก ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัว 3.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทำให้มั่นใจว่าตลอดทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.6% ขณะที่ผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล 7 เดือนของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-เม.ย. 2560) มีรายได้รวม 1.22 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 4,960 ล้านบาท หรือ 0.4% เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นๆสูงกว่าประมาณการ 25,400 ล้านบาท หรือ 30% และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 8,340 ล้านบาท หรือ 9% โดยเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 10,300 ล้านบาท หรือ 5.4%

 

ของดีมีอยู่ทุเรียนชุมพร แปรรูป-ติดแบรนด์ขาย ไม่อายชีวิตเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934973


อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างธุรกิจก็ว่าได้ จุดต้นจากชีวิตหนุ่มมนุษย์เงินเดือนเหมือนหลายคนทั่วไป แต่เมื่อจับจุดได้ว่าบ้านเกิดของตัวเองมีของดีอยู่นั่นคือ ทุเรียน แต่ราคาดันตกต่ำกิโลกรัมละไม่กี่บาท จึงตัดสินใจครั้งสำคัญลาออกจากงานประจำกลับบ้านทำธุรกิจแปรรูปทุเรียนส่งขายได้ทั้งอัพราคาทุเรียนและสร้างธุรกิจตัวเอง ก่อนขยายสู่การแปรรูปสินค้าทางการเกษตรอื่นๆ ตามมา

เส้นทางความสำเร็จนี้ แม้ไม่ได้การันตีว่า เป็นสูตรสำเร็จในการลาออกจากงานประจำไปทำธุรกิจของตัวเอง แต่สามารถใช้เป็นตัวอย่าง แนวคิดและแรงบันดาลใจในวันนี้ จะมาจากใครไม่ได้ นอกจาก “สุรพงษ์ ณรงค์น้อย” กรรมการผู้จัดการบริษัท ชายน้อยฟู้ด จำกัด เจ้าของธุรกิจทุเรียนและกล้วยเล็บมือนางแปรรูป แบรนด์ “ชายน้อย” 

บอกลาเงินเดือนกลับบ้านเกิดปั้นธุรกิจ

พื้นเพครอบครัวเป็นคน จ.ชุมพร คุณแม่เป็นแม่ค้าผลไม้ ไปซื้อผลไม้จากภาคต่างๆ แล้วนำมาขายที่ภาคใต้ รวมถึงรับซื้อทุเรียนแบบเหมาสวนไปขายที่ตลาดสี่มุมเมืองกรุงเทพฯ กระทั่งปี 2545 ราคาทุเรียนตกต่ำเหลือกิโลกรัมละไม่กี่บาท แม่จึงมีความคิดว่า น่าจะนำทุเรียนมาแปรรูปเป็นทุเรียนทอด ขณะนั้นตนจึงตัดสินใจลาออกจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนหันหลังให้กับอาชีพพนักงานขายและกลับมาที่บ้านเกิด

นำของดี “ทุเรียน” มีอยู่ แปรรูปเพิ่มค่า

เมื่อปี 2546 มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจทุเรียนทอด ซึ่งเป็นขนมนำไปเป็นของฝากได้ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อ มีรสชาติอร่อย เนื่องจากชุมพรเป็นจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนมีชื่อเสียงอันดับ 2 ของประเทศ และเป็นของฝากเก็บไว้ได้นาน

เดินไม่หยุดจากของฝาก สู่ตลาดสแน็ก

ด้วยแนวคิดดังกล่าว จึงทำบรรจุภัณฑ์ มีโลโก้ แบรนด์ บ้านทุเรียนชายน้อย และส่งร้านขายของฝาก โดยได้รวมกลุ่มเกษตรกรเป็นวิสาหกิจชุมชนทุเรียนบ้านชายน้อยขึ้น และสินค้าได้รับเลือกเป็นโอทอป 4 ดาว จากเดิมส่งสินค้าร้านขายของฝาก จ.ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ได้ค่อยๆ ขยายช่องทางการขายไปที่ จ.เพชรบุรีและสุราษฎร์ธานี รวมถึงร้านขายของฝากต่างๆ

จากนั้น เมื่อความต้องการผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ตลาดขยายตัวรวดเร็ว จึงได้มองหาช่องทางการขายใหม่ๆ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วถึง นั่นคือ ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น

เข้าถูกช่องเซเว่นฯ นำพาธุรกิจเติบโต!

กระทั่งปี 2552 ทุเรียนทอดแบรนด์ชายน้อยจึงสามารถเข้าไปวางขายในเซเว่นฯ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ต่อมาอีกไม่นานสินค้าก็วางขายในเซเว่นฯ ทั่วประเทศ

ทุเรียนทอดชายน้อยขนาด 25 กรัม เป็นสินค้าชิ้นแรกที่ขายในเซเว่นฯ จากนั้นได้ทำบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้บริโภคสามารถซื้อไปเป็นของฝากได้ และยังได้พัฒนาทุเรียนทอดชิ้นเล็ก โดยนำมาทำเป็นเเครกเกอร์หน้าทุเรียน นับว่าเป็นนวัตกรรมด้านอาหาร นอกจากนั้น ยังมีกล้วยเล็บมือนางอบแห้งแบรนด์ชายน้อยอีซี่ที่นำไปขายผ่านร้านเซเว่นฯ อีกด้วย

ปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจผลไม้แปรรูปแบรนด์ชายน้อยนั้น ส่วนหนึ่งมาจากทีมงานมีประสบการณ์ของเซเว่นฯ คอยให้คำแนะนำในการดำเนินธุรกิจ เริ่มตั้งแต่เข้าไปช่วยควบคุมดูแลการสร้างโรงงาน ดูแลสายการผลิตให้ถูกต้องได้มาตรฐาน และผลักดันให้ได้รับโอกาสในการอบรมผ่านโครงการต่างๆ รวมถึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเร็วๆ นี้ จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาเพิ่มเติม

การเข้าไปเป็นคู่ค้ากับเซเว่นฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์ชายน้อยเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทำให้โรงงานได้รับการพัฒนาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ สำหรับโรงงานนั้น มีกระบวนการผลิตควบคุมด้วยระบบ GMP และ HACCP ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพสูง รสชาติดีสม่ำเสมอ ถูกปากผู้บริโภคและปลอดภัย

วัตถุดิบจากชาวสวน..กินดีอยู่ดีด้วยกัน

ในส่วนของวัตถุดิบที่ใช้นั้น เป็นผลผลิตที่ได้จากเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ปัจจุบันได้ส่งเสริมเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลทุเรียนสดจากเกษตรกรรายย่อย และกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกทุเรียน เช่น กลุ่มเกษตรกรพันวาล กลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกทุเรียน และผลไม้ ตลอดจนสหกรณ์การเกษตรทะเลทรัพย์ เป็นต้น โดยรับซื้อจำนวน 1,000 ตันต่อปี สามารถนำมาแปรรูปเป็นทุเรียนทอดได้ 100 ตัน ซึ่งนับเป็นการช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างแท้จริง ที่สำคัญยังได้ช่วยยกระดับผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรในท้องถิ่น มีรายได้ที่มั่นคงและอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า=หลักในการทำธุรกิจ

สำหรับหลักการทำธุรกิจจนมาถึงวันนี้ได้นั้น เราซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทั้งด้านการผลิต โดยเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สินค้ามีคุณภาพและบริการลูกค้าด้วยความเต็มใจ โดยลูกค้าทั้งที่ซื้อไปขายและรับประทานแล้วต้องมีความสุข ทำธุรกิจมาถึงทุกวันนี้ ด้วยใจจริง ส่วนเมื่อเวลาที่เกิดปัญหา หรือมีอุปสรรคต่างๆ ยึดหลักที่ว่า คิดว่าทำได้ก็จะทำได้ จนผ่านมาได้ เมื่อมีอุปสรรคก็ทำให้สำเร็จก็จะสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ ถือว่าธุรกิจประสบความสำเร็จแล้วหรือยังและพอใจหรือไม่ หากจะว่าไปแล้วประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จไม่รู้ แต่ทุกวันนี้ ทำตรงนี้ ครอบครัวมีความสุข เรามีความสุข โดยทำทุกวันนี้ ให้ดีที่สุด ครอบครัว ตัวเอง คนที่ทำงานกับเราไม่เดือดร้อน

ลุยส่งสินค้าออกอัพไซด์ ผลประกอบการ

ธุรกิจแบรนด์ชายน้อยเมื่อปี 2559 ผลประกอบการมีรายได้ 100 ล้านบาท ส่วนปีนี้ ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 150 ล้านบาท โดยจะเดินหน้าส่งออกสินค้าไปยังจีน ซึ่งเร่ิมแล้ว และอยู่ระหว่างเจรจาธุรกิจกับอีก 3-4 ราย ทั้งนี้ ถ้าเป็นไปตามที่คาดไว้ ตรงนี้ จะผลักดันให้รายได้ถึงเป้าหมาย.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

จ่อรีดภาษีลาภลอยส่วนต่างราคาที่ดิน 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956688


นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอาจตัดสินใจเก็บภาษีลาภลอย หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินฉบับใหม่ที่จะเรียกเก็บจากผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดย สศค.เสนอให้เก็บภาษีที่ดินจากส่วนต่างของราคาระหว่างก่อนที่จะมีโครงการพื้นฐานและหลังจากที่มีโครงการลงพื้นฐานสร้างเสร็จแล้ว หากส่วนต่างของราคาที่ดินมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท ต้องเสียภาษีในอัตรา 5% เฉพาะกรณีที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ หรือมีการทุบตึกเก่าเพื่อสร้างตึกใหม่ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวและตรงกับแนวคิดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่การจะเก็บภาษีที่ดินใหม่ หรือภาษีลาภลอยหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและต้องเสนอให้ รมว.คลังพิจารณาก่อน เนื่องจากขณะนี้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็เป็นกฎหมายเรื่องที่ดินอีกฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. หากออกมาพร้อมๆกันทั้ง 2 ฉบับ จะกลายเป็นภาระของประชาชน

“แนวทางเก็บภาษีคือ จะเก็บภาษีในอัตรา 5% ของส่วนต่างราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น โดยพิจารณาราคาจากที่ประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ เช่น ก่อนหน้าที่จะมีโครงการรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน ราคาที่ดินแปลงนี้ 100 ล้านบาท และเมื่อโครงการสร้างเสร็จแล้ว ราคาประเมินที่ดินใหม่เพิ่มเป็น 150 ล้านบาท ส่วนต่างของราคาที่เพิ่มต้องเสียภาษีในอัตรา 5% แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน”

สำหรับกรณีที่อยู่อาศัย หรือเจ้าของเดิมไม่ได้ขายที่ดินแปลง จะไม่เสียภาษี เช่นเดียวกับที่ดินที่ได้รับมรดกตกทอด ก็จะไม่เสียภาษีที่ดินในอัตรา 5% เพราะไม่ได้มีการนำที่ดินไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ที่ดินใหม่ฉบับนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่จะใช้ชื่อ พ.ร.บ.ลาภลอยไปก่อน โดยภาษีใหม่ฉบับนี้หากมีผลบังคับใช้จะไม่มีผลย้อนหลัง กรณีที่โครงการลงทุนสร้างเสร็จแล้ว แต่จะใช้กับโครงการลงทุนที่อยู่ ระหว่างก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการอนุมัติ ที่ดินที่เข้าข่ายเสียภาษี อาจแบ่งตามเส้นรัศมีโดยรอบ สถานีรถไฟฟ้า 3 กิโลเมตร (กม.) ถนนหรือทางด่วน จะคิดจากจุดขึ้น-ลง 3-4 กม. เป็นต้น กรณีนี้ ต้องพิจารณาถึงที่ดินตาบอดด้วย เช่นที่ดินที่ติดกับสะพาน เป็นต้น เพราะทำให้ราคาที่ดินมีมูลค่าลดลงได้.

 

หนามยอกอกและนกแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/955910


กลายเป็นศึกสายเลือดระหว่างแม่กับลูก หลังคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดประชุมนัดพิเศษเมื่อ 21 พ.ค.2560 และตัดสินใจไม่เพิ่มทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) โดยยอมรับสภาพที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ 39.99% ลงมา

การบินไทยทำเอกสารชี้แจงเหตุผลว่า หลังรับฟังรายงานของคณะทำงานเฉพาะกิจ ที่การบินไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่า ในการลงทุนสายการบินนกแอร์แล้วเห็นว่า ภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบัน การบินไทยไม่สมควรลงทุนเพิ่มในนกแอร์อีก และควรหันมาปรับปรุงฟื้นฟูกิจการภายในของตัวเองก่อนดีกว่า

เพราะการบินไทยกำลังอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการและขาดทุนติดต่อกันถึง 4 ปี มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เพิ่งพลิกกลับมามีกำไรหลังผ่านไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ 3,169 ล้านบาท หากถมเงินลงไปช่วยนกแอร์อีก คงไม่ต่างอะไรกับเตี้ยอุ้มค่อม

ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังและกรรมการการบินไทย เปิดเผยว่า การตัดสินใจไม่เพิ่มทุน เพราะแผนฟื้นฟูกิจการสายการบินนกแอร์ที่เสนอมา มีแต่การแก้ไขปัญหาระยะสั้น ไม่มีแผนที่ครบวงจรและเป็นรูปธรรม

เหตุผลที่ลึกกว่านั้น มาจากการที่การบินไทย ไม่เคยพอใจบทบาทในนกแอร์ แม้จะเปรียบเสมือนบุพการีผู้ให้กำเนิด คอยอุ้มชูช่วยเหลือ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด แต่ที่ผ่านมากลับไม่สามารถสั่งการหรือมีอำนาจเข้าไปบริหารอะไรได้เลย ขณะเดียวกัน นกแอร์จึงไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลธุรกิจการบินไทยตามที่หวังเอาไว้ แย่ไปกว่านั้น นกแอร์ยังกลับไปคบค้าสายการบินต่างชาติ “สกู๊ต” Scoot ในเครือสิงคโปร์แอร์ไลน์ ทำตัวไม่ต่างอะไรกับคู่แข่ง

ต่อให้ช่วยเพิ่มทุนไป ก็คงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น หากการบินไทยไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทบริหาร จัดการอะไรได้ แม้อยู่ในฐานะถือหุ้นใหญ่

ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ที่ถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการบริหารอยู่บ่อยครั้ง จนมีข่าวว่าการเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นได้หากนายพาทียอมลุกออกจากเก้าอี้ โดยการบินไทยมีแผนจะดันนายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่การเงิน (ซีเอฟโอ) ของการบินไทย มานั่งบริหารแทน

และผลก็ออกมาอย่างที่เห็น การบินไทยตัดสินใจไม่เพิ่มทุนขณะที่นายพาที สารสิน กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด โดยมองว่าการจะส่งคนมาของการบินไทยนั้น จะเน้นจัดการระบบบัญชีเป็นหลัก เป็นการหวังผลแค่เรื่องราคาหุ้นอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงการพัฒนาในระยะยาว

สิ่งที่พาทีทำ ก็คือการส่งสัญญาณให้เห็นว่า หากการบินไทยไม่พร้อมเพิ่มทุนก็ไม่เป็นไร นกแอร์จะหาผู้ร่วมทุนใหม่จากต่างชาติเข้ามาเพิ่มทุนแทน โดยขณะนี้มีกลุ่มทุนจากจีน ที่ลงทุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในยุโรปได้แสดงความสนใจ ที่สำคัญมีทุนหนาและพร้อมจ่ายหนักกว่า

แต่แม้นายพาทีจะหาผู้ร่วมทุนใหม่ได้สำเร็จ เส้นทางข้างหน้าของนกแอร์ ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ นกแอร์ยังอยู่ในฐานะย่ำแย่ ขาดทุนติดต่อกัน 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ขาดทุน 471 ล้านบาท, ปี 2558 ขาดทุน 726 ล้านบาท, ปี 2559 ขาดทุน 2,080 ล้านบาท และปี 2560 ไตรมาส 1 ขาดทุน 295.57 ล้านบาท แม้เพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อ

ส่วนการบินไทยตกอยู่ในภาวะหนามยอกอก เพิ่มทุนก็เจ็บ ไม่เพิ่มทุนก็เจ็บ ต้องไม่ลืมว่าการบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติ มีนกแอร์เปรียบเสมือนลูก คอยประเคนสิทธิประโยชน์ให้ไม่ว่าจะให้เช่าเครื่องบินราคาถูก ถ่ายโอนเส้นทางบินสำคัญในประเทศ ต่อไปเส้นทางบินเหล่านี้ กำลังจะตกไปอยู่ในมือทุนต่างชาติแทน

ที่สำคัญนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ 3 สายการบินหลักของชาติ ทั้งการบินไทย นกแอร์ ไทยสมายล์ ผนึกกำลัง ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินหรือฮับในภูมิภาค ก็คงต้องกลายเป็นหมันไปในที่สุด.

สุรางค์ อยู่แย้ม

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 30/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956708


มหากาพย์รถ NGV 600 ล้านปูด TOR ใหม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/955837


สันติ ปิยะทัต

ปัญหาข้อพิพาทการจัดเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส วงเงินนับหมื่นล้านระหว่างค่ายรถกับกรมศุลกากรก็กำลังระอุร้อน ร่ายยาวเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ดีเอสไอนำทีมตรวจค้นบริษัทนำเข้ารถหรู…อายัดรถซุปเปอร์คาร์เลี่ยงภาษีกว่า 100 คัน

พบ…มีการนำเข้าโดยเลี่ยงภาษีอากร สำแดงราคาต่ำกว่าเป็นจริง ก็เหมือนมีอะไรไม่ชอบมาพากล

แล้วก็มาถึงมหากาพย์ โครงการ “รถเอ็นจีวี 489 คัน” ของ ขสมก.ที่กรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยว่า…เชื่อว่า…จึงกล่าวหาว่า…รถเอ็นจีวีที่ว่านั้นสัญชาติจีนหรือมาเลเซีย…กันแน่? อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะพลาดท่าตกม้าตาย …นอกจากไม่ได้เงินภาษีเข้ารัฐแล้วยังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เอกชนหรือไม่?

เพราะช่วงหลังๆ มีใครบางคนออกมายอมรับว่า เอกสาร From D (เอกสารรับรองถิ่นกำเนิด) ของรัฐบาลมาเลเซียเป็นของจริง…หากคดีนี้เดินไปจนสุดทางแล้ว คิดเล่นๆถ้าเกิดเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3–4,000 ล้านบาท ก็คงไม่พ้นเงินภาษีจากหยาดเหงื่อประชาชน

ยังไม่พอ งานนี้ ขสมก. ยังถูกดึงเข้ามายืนอยู่บนความเสี่ยงอีกด้วยเมื่อนายชัยยุทธ รองอธิบดีกรมศุลฯ ออกหนังสือเลขที่ กค 0521/6853 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงผู้อำนวยการ ขสมก. ยืนยันทั้งๆที่คดีความยังคาราคาซังว่ารถโดยสารเอ็นจีวีประกอบจากจีนไม่ใช่มาเลเซีย…

ถ้าจะเอาออกจากอารักขาของกรมศุลฯต้องเสียภาษีในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ ขสมก.ตรวจรับรถยนต์โดยสารเอ็นจีวีจำนวน 390 คันที่วางประกันภาษีอัตราสูงสุด 40 เปอร์เซ็นต์ และให้ ขสมก.ปฏิบัติตามสัญญาไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ส่วนเรื่องถิ่นกำเนิดจะเป็นจีนหรือมาเลเซีย ถือว่าไม่ใช่สาระสำคัญเพราะมีการกำหนดขึ้นภายหลัง ไม่ได้กำหนดในทีโออาร์

แต่ปรากฏว่า นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.อ้างว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลครบถ้วนแล้ว แต่ไม่สามารถรับได้ เพราะเชื่อมั่นข้อมูลจากเอกสารที่กรมศุลกากรยืนยันว่า รถเอ็นจีวีมีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาทำตามคำสั่งศาลคือ ไม่สามารถรับรถได้

และนอกจากไม่รับรถแล้ว ยังประกาศยกเลิกสัญญาเอาดื้อๆ

สันติ ปิยะทัต ทนายความผู้รับมอบอำนาจบริษัทเบสท์ริน ที่เคยออกมาเปิดมุมมองกรณี อัตราดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าเป็นอัตรามหาโหดไม่ทันยุคสมัย หากเอาไปเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สถาบันการเงินที่ต่ำเตี้ยติดดินเกือบจะ 0% บอกว่า มีข้อสังเกตอยู่หลายประเด็น

หนึ่ง…สัญญาระหว่าง ขสมก.กับบริษัทเบสท์รินขณะนี้ยังไม่ถือว่ายกเลิกหรืออาจยกเลิกโดยมิชอบเนื่องจาก ขสมก.ทำผิดขั้นตอนทางกฎหมายคือ ขสมก.ได้บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 เมษายน ว่า เบสท์รินทำผิดสัญญาพร้อมประกาศออกสื่อมวลชนต่างๆว่า ได้ขึ้นบัญชีให้เบสท์รินเป็นผู้ทิ้งงานแล้วและมีหนังสือแจ้งไปที่ธนาคารที่ค้ำประกันเพื่อขอริบหลักประกัน 300 กว่าล้านบาท

แต่ปรากฏว่า ขสมก.สับสนหรืออย่างไรไม่ทราบ วันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขสมก.มีหนังสือมาถึงบริษัทเบสท์รินให้ช่วยชี้แจงด้วยว่า เป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ ซึ่งเรากำลังทำหนังสือชี้แจงอยู่ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ นั่นย่อมแสดงว่า ขสมก.บอกเลิกสัญญาโดยผิดขั้นตอน

เพราะถ้าหากเบสท์รินชี้แจงได้ว่าเขาไม่ได้ทิ้งงาน ก็ย่อมไม่ได้ทำผิดสัญญา

ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาไปก่อนหน้านี้ของ ขสมก.และการแจ้งให้เบสท์รินเป็นผู้ทิ้งงานที่ประกาศไปแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเกิดผลกระทบต่อบริษัทและหลายๆฝ่ายแล้ว

สอง…คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ให้ ขสมก.ตรวจรับรถและปฏิบัติตามสัญญาต่อไปนั้นทุกวันนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ สาม…รักษาการ ขสมก.ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลทางเบสท์รินก็ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไปทางรัฐบาลใช้อำนาจทางการปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามคำสั่งศาล เพื่อคงไว้ซึ่งความเคารพและความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจศาล ซึ่งเมื่อมีคำสั่งแล้วทุกคนต้องยอมรับ

สี่…การแจ้งหนังสือริบหลักประกันผิดขั้นตอนเพราะยังรอผลการชี้แจงว่าทิ้งงานหรือไม่?และผิดสัญญาแล้วหรือไม่?อย่างไร? ห้า…การประกาศขึ้นแบล็กลิสต์ก็ผิดขั้นตอนไม่ชอบ และ หก…การเดินหน้าร่างทีโออาร์จัดให้มีการประกวดราคาอาจไม่ชอบธรรมเสี่ยงต่อหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช.

ส่วนทีโออาร์ ขสมก.เปิดโอกาสรับฟังข้อเสนอแนะและวิจารณ์ของสาธารณชนระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม ปรากฏว่ามีสาธารณชนเสนอแนะและวิจารณ์จำนวน 4 ราย แต่ที่น่าสนใจคือ
ข้อเสนอแนะของบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) เสนอให้ ขสมก.ใช้ราคาที่ตนเองเคยเป็นผู้ชนะการประมูลเมื่อปี 2558 คือราคา 1,784,850,000 บาท รวม 489 คัน หรือราคาคันละ 3,650,000 บาท

ขสมก.ได้ชี้แจงว่า ราคากลางต้องยึดหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. โดยจะต้องใช้ราคาที่เคยลงนามสัญญาจัดซื้อไว้กับบริษัทเบสท์ริน เมื่อปี 2559 เป็นราคากลางคือ 1,735,550,000 บาท หรือราคาคันละ 3,549,182 ซึ่งจะถูกกว่าคันละ 100,818 บาท เมื่อรวมจำนวนรถ 489 คัน ราคาจะถูกกว่า 49,300,002 บาท

ถ้าดูผ่านๆเหมือน ขสมก.จะรักษากรอบกติกาของ ป.ป.ช.แต่ก็ต้องมาสะดุดตรงที่การกำหนด “ราคากลางค่าซ่อมแซมบำรุงรักษา 10 ปี” ซึ่งผู้ประมูลจะต้องเคาะราคารวมกันทั้งก้อน ไม่แยกค่ารถค่าซ่อมบำรุง

เมื่อพลิกทีโออาร์ฉบับล่าสุดเลขที่ 09/2560 ที่เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆและเปิดจำหน่ายซองไปแล้วนั้น ดูเผินๆก็ปกติดี แต่เมื่อเปิดไปถึงหน้า 42 ในตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) การจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน…ปรากฏว่าที่ข้อ 3.1 ราคากลางซื้อรถ 489 คัน 1,735,550,000 บาท

ซึ่งแน่นอนเป็นราคาที่จัดซื้อจากเบสท์รินครั้งหลังสุดตามระเบียบ ป.ป.ช.เป๊ะ พอมาถึงข้อ 3.2 ราคากลางจ้างซ่อมบำรุงรถ 489 คัน ระยะเวลา 10 ปี เป็นเงินประมาณ 2,286,160,819.50 บาท

โอ้วแม่เจ้า…เกิดอะไรขึ้นกับราคากลางตามกรอบ ป.ป.ช. เหตุใดค่าซ่อมบำรุงทำไมราคาถึงได้ห่างกับที่เคยทำสัญญาไว้กับบริษัทเบสท์รินเป็นจำนวนเงินถึง 631,999,998.50 บาท

แล้วก็เข้าใจเมื่อได้อ่าน 2 บรรทัดถัดมา ในทีโออาร์กำหนดให้ค่าซ่อมบำรุงปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 925.91 บาทต่อคันต่อวันเป็นเงิน 826,305,231.75 บาท ตรงกันเป๊ะกับราคาที่บริษัท ช.ทวี และ บริษัทเบสท์รินเคยประมูลไว้ตรงนี้ก็ยังถือว่าปกติดี

แต่พอมาถึงค่าซ่อมบำรุงปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 1,635.83 บาทต่อคันต่อวัน เป็นเงิน 1,459,855,587.75 บาท กลับไม่ตรงกับที่บริษัทเบสท์รินทำสัญญาจัดซื้อกับ ขสมก.ครั้งหลังสุดที่ทำไว้ 927.65 บาทต่อคันต่อวัน…เป็นเงิน 827,855,589.75 บาทเท่านั้น

จะให้สาธารณชนคนกรุงเทพฯที่รอขึ้นรถเมล์คิดยังไง? ตัวเลขจำนวน 631,999,998 บาท ที่หมกเม็ดซุกซ่อนหลบอยู่ในทีโออาร์อยู่ตรงค่าซ่อมบำรุงปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 มาจากไหน…ยังไงกัน

หากปล่อยให้ ขสมก.ต้องซื้อรถแพงกว่าเดิม คำถามคือ ประชาชนคนกรุง…จะยอมให้เป็นเช่นนี้หรือ?