“โธธ โซเชียล” ชูจุดแข็งด้านข้อมูล ชี้ออนไลน์มีบทบาทสร้างธุรกิจได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956683


นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธ โซเชียล จำกัด ผู้ให้บริการข้อมูลโซเชียลครบวงจร เปิดเผยว่า ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมากโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิต ปริมาณผู้ใช้โซเชียลเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 2,500 ล้านข้อความตลอดปีที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้จัดงาน Thailand Zocial Awards 2017 ขึ้น งานประกาศผลรางวัลสุดยิ่งใหญ่ของเหล่าคนออนไลน์ ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 5 แล้ว

“การประกวดปีนี้บริษัทใช้ Zocial Metric เข้ามาสร้างบรรทัดฐานความสามารถของแบรนด์บนโซเชียลในแต่ละภาคธุรกิจ ซึ่งในปีที่แล้วประกอบด้วย Interaction, Share, Fan Based, Growth จาก 4 ช่องทาง คือ เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ยูทูบ และทวิตเตอร์ ซึ่งในปีนี้จะมีตัวชี้วัดที่ 5 ที่เรียกว่า Sentiment ที่ใช้ AI (Artificial Intelligence) และ Machine Learning มาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการข้อมูลที่กำกวม และไม่เป็นรูปแบบในปริมาณมหาศาล (mass scale) ที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แยกตามกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย และนี่เป็นครั้งแรกในไทยที่เราสามารถจำแนกคำประชดได้ ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของ Sentiment เข้ามาเป็นตัวชี้วัดที่ 5 ในการตัดสินรางวัลในปีนี้”
สำหรับรางวัลในงาน Thailand Zocial Awards 2017 ปีนี้ก็มีหลายบริษัทคว้ารางวัลกันไป อาทิ รางวัล The Best Brand Performance 2017 (รางวัลแบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม) แบรนด์ยอดเยี่ยมบนยูทูบ-เอไอเอส, แบรนด์ยอดเยี่ยมบนทวิตเตอร์-ธนาคารไทยพาณิชย์, แบรนด์ยอดเยี่ยมบนไลน์-วอลล์, แบรนด์ยอดเยี่ยมบนเฟซบุ๊ก- โคคา-โคล่า, แบรนด์ยอดเยี่ยมบนอินสตาแกรม-บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ และแบรนด์ยอดเยี่ยมบนพันทิป-ดีแทค.

 

พีทีทีจีซี ประกาศผลงานวิจัย สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ค. 2560 01:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956615


พีทีทีจีซี ประกาศผลผู้ชนะเลิศ โครงงานวิจัย “PTTGC Open Innovation Challenge 2016” ครั้งแรกในวงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย สนับสนุนนักวิจัยสร้างสรรค์ผลงานเชิงพาณิชย์…

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยอาศัยการแสวงหาแนวความคิดใหม่ๆ จากภายในและภายนอกองค์กร เพื่อร่วมมือกันพัฒนาและต่อยอดผลงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าที่สามารถผลิตออกสู่ตลาดได้จริง โดยได้จัดประกวดโครงงานวิจัย PTTGC Open Innovation Challenge 2016 ภายใต้แนวคิด “Smart-Eco Innovation”

ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้กับนักวิจัยทั้งในกลุ่มภาคการศึกษา ภาคสถาบันวิจัย และบริษัทสตาร์ทอัพได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่สามารถสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเพื่อก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศไทย โดยได้เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่เดือนส.ค. 2559 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลงาน เข้าร่วมทั้งสิ้น 50 โครงการ จากภาคการศึกษา 38 โครงการ และภาคเอกชน หรือบริษัทสตาร์ทอัพ 12 โครงการ รวม 165 คน แยกเป็นชาวต่างชาติ 15 คน โดยได้รับคัดเลือกเพื่อการนำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 26 พ.ค. 2560 จำนวนทั้งสิ้น 11 ทีม

สำหรับนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีดังนี้ ประเภท Smart-Eco Products: ได้แก่ ทีม Photocat นำเสนอผลงาน Upgrading Sugar to High Value Products and Chemicals by Green Technology จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นวัตกรรมพัฒนาน้ำตาลเป็นสารเคมีที่มีมูลค่าสูง โดยการนำแสงมาเพิ่มมูลค่าให้เป็นสารทดแทนความหวานที่ตลาดค่อนข้างเติบโต

ประเภท Smart-Eco Plants  ได้แก่ ทีม Powerpuff Girls นำเสนอผลงาน Carbon Dots: They are 50 Times More Expensive Than Gold จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวัตกรรมการเปลี่ยนของเสียหรือกากอุตสาหกรรมจากโรงงานปิโตรเคมีที่มีคาร์บอนอยู่ให้มาเป็นสารที่มีราคาสูงกว่าทองถึง 50 เท่า ผลิตโดยไม่ซับซ้อนและต้นทุนต่ำ มีคุณสมบัติการใช้งานในหลายรูปแบบ

ส่วนประเภท Circular Thinking  ได้แก่ทีม Graphenal นำเสนอผลงาน Microporous Graphenal Polymers for Uptake and Transformation of CO2 Gas จากสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นการพัฒนาวัสดุที่เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซต์ ให้เป็นวัสดุที่มีมูลค่าสูงที่สามารถดักจับคาร์บอนฯในอุณหภูมิห้อง และยังสามารถต่อยอดนำไปใช้เป็นสารอิเล็กโทรไลตเหลวสำหรับแบตเตอรี่และตัวเก็บประจุยิ่งยวด

อย่างไรก็ตามทีมชนะเลิศแต่ละประเภท จะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลมูลค่า 500,000 บาท และจะมีโอกาสเข้าร่วมสร้างสรรค์งานวิจัยกับ PTTGC ตลอดจนได้รับการสนับสนุนเพื่อพัฒนางานวิจัยสู่การผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต่อไป

“การวิจัยพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อก้าวสู่ Thailand 4.0 ซึ่งการริเริ่มโครงการประกวดโครงงานวิจัยนี้ เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ อีกทั้งเป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ด้วยการสร้างความร่วมมือด้านงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมระหว่างบริษัทฯ กับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนและส่งผลดีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง โดยบริษัทฯ พร้อมสนับสนุนทั้งด้านทุนการวิจัย การพัฒนาการตลาดและเทคนิค และการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ต่อไปในอนาคต” นายสุพัฒน์พงษ์ กล่าว

สำหรับโครงการ PTTGC Open Innovation Challenge 2016 จะพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยที่มีศักยภาพให้พัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ โดยร่วมมือกับบุคลากรด้านการวิจัยพัฒนาของบริษัทฯ รวมถึงการใช้ห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบของศูนย์วิจัยและเทคโนโลยีของ บริษัทฯ ซึ่งมีความเชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งในแรงผลักดันของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือเพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยโดยนักวิจัยไทยและบริษัทของไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก และเกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน.

 

ดีเดย์ 1 มิ.ย. เดินรถเมล์สาย S1 สุวรรณภูมิ-ถนนข้าวสาร-สนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 23:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956592


ขสมก. ดีเดย์ 1 มิ.ย.นี้ เปิดเดินรถเมล์ปรับอากาศยูโรทู สาย S1 เชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ กับถนนข้าวสารและสนามหลวง ค่าตั๋ว 60 บาทตลอดสาย เดินรถทุกวัน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม…

ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้มีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อสนามบิน (Airport Bus) 1 เส้นทาง ได้แก่ สาย S1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – ยมราช – ถนนข้าวสาร – สนามหลวง โดยจะเริ่มเปิดบริการเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ โดยได้หารือกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขอใช้ชานชาลาเป็นจุดจอดรับผู้โดยสาร

ขณะที่เพจรถเมล์ไทย รายงานว่า ขสมก. เขตการเดินรถที่ 3 ซึ่งจะเปิดให้บริการรถเมล์สาย S1 ในวันที่ 1 มิ.ย. ได้มีการจัดรถโดยสารปรับอากาศยูโรทูจำนวน 8 คัน เก็บอัตราค่าโดยสารคนละ 60 บาทตลอดสาย วิ่งรับ-ส่งถึงอาคารผู้โดยสารในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 7

ส่วนทางราบจากยมราชถึงสนามหลวง และจากสนามหลวงไปยมราช ก่อนขึ้นทางด่วน รับ-ส่ง ตามป้ายปกติ เดินรถทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 20.00 น.

สำหรับเส้นทางเดินรถ เริ่มจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – มอเตอร์เวย์(กรุงเทพ-ชลุบุรี สายใหม่) – ทางด่วนศรีรัช – ลงด่านยมราช – ถ.หลานหลวง – สะพานขาว – แยกหลานหลวง – แยกผ่านฟ้า – ถ.ราชดำเนินกลาง – อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย – แยกคอกวัว – ถ.ตะนาว – ถ.สิบสามห้าง – ถ.พระสุเมรุ – แยกบางลำพู – ถ.จักรพงษ์ – วัดชนะสงคราม – ปากถนนข้าวสาร – ถ.เจ้าฟ้า – ลอดใต้สะพานพระปิ่นกล้า – ถ.ราชินี – สนามหลวง(ท่ารถอนุสาวรีย์ทหารอาสา)

ส่วนเที่ยวกลับ เร่ิมจากสนามหลวง(ท่ารถอนุสาวรีย์ทหารอาสา) – โรงละครแห่งชาติ – ถ.ราชินี -ลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้า – ถ.พระอาทิตย์ – ป้อมพระสุเมรุ – ถ.พระสุเมรุ – แยกบางลำพู – ถ.จักรพงษ์ – วัดชนะสงคราม – ปากถนนข้าวสาร – ถ.ราชดำเนินกลาง – กองสลากเดิม – แยกคอกวัว – อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลับเส้นทางเดิม

ทั้งนี้บัตรโดยสารล่วงหน้า ทั้งราคา 200 บาท(สีเขียว) 800 บาท(สีฟ้า) และบัตรโดยสารนักเรียนนักศึกษา ไม่สามารถใช้ได้

แผนที่เส้นทางเดินรถ https://www.google.com/maps/d/viewer?mid=1X2bgpMO2qPY3OSSGuokytZb6s1U&ll=13.707815222761761%2C100.7336662743653&z=14
 

อย่าตกเป็นเหยื่อ! ขนส่งย้ำ ทำใบขับขี่ต้องมาสอบด้วยตัวเองเท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 21:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956573


กรมการขนส่งทางบก ย้ำอีกรอบอย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สอบใบขับขี่ต้องมาทำด้วยตนเอง ผ่านระบบการสอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ พบใครจับดำเนินคดีถึงที่สุดทุกราย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาหลักสูตรอบรมผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราวเป็น 5 ชั่วโมง และกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถทุกคนต้องผ่านการทดสอบข้อเขียนด้วยระบบ E-exam ด้วยคะแนนเกินร้อยละ 90 หรือต้องมีคะแนน 45 จาก 50 ข้อ

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เนื่องจากต้องมีการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน และถ่ายรูปใบหน้าของผู้เข้ารับการทดสอบทั้งก่อนและหลังการทดสอบ ภายใต้การกำกับและควบคุมการทดสอบจากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการทดสอบของกรมการขนส่งทางบกอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบด้วย รวมถึงในส่วนของการทดสอบขับรถในสนามทดสอบมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก มีเจ้าหน้าที่ควบคุมการทดสอบอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน โดยกรมการขนส่งทางบกได้จัดผู้ตรวจการออกตรวจตราจับกุมมิจฉาชีพ ที่ลักลอบเข้ามาหลอกลวงประชาชน ภายในสำนักงานอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน หากตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกมีส่วนร่วมกับขบวนการดังกล่าว ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด สูงสุดทันที และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป เพื่อสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสและมาตรฐานการให้บริการ

สำหรับ ผู้ที่ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชนิดชั่วคราว สามารถจองคิวเพื่อเข้ารับการอบรมล่วงหน้าได้ด้วยตนเอง ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ หรือทางโทรศัพท์ และสำหรับผู้ที่ต้องการอบรมกับสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–5 สามารถจองคิวอบรมภาคทฤษฎีล่วงหน้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง ที่เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก  www.dlt.go.th

นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเลือกเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีกับสถาบันการศึกษาของรัฐที่ทำ MOU กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหลักสูตรมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้เข้าเรียนขับรถกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชนที่ได้มาตรฐาน ที่ผ่านการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก เพื่อนำใบรับรองและใบผ่านการทดสอบมาขอรับใบอนุญาตขับรถกับกรมการขนส่งทางบกได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบก ขอยืนยันว่า การดำเนินการขอรับใบอนุญาตขับรถเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบด้วยตนเองทุกขั้นตอนเท่านั้น ไม่สามารถให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้

“หากพบว่ามีผู้ใดแอบอ้างว่าสามารถจัดหาใบอนุญาตขับรถให้ได้โดยไม่ต้องทดสอบ หรือพบบุคคลใดมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเพื่อป้องกันการสนับสนุนมิจฉาชีพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด แจ้งสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชม.”

 

ดอนเมืองทุ่มงบกว่า 3.2 หมื่นล้าน ขยายเฟส3 รองรับผู้โดยสาร40ล้านคน/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956452


สนามบินดอนเมือง ทุ่มงบกว่า 3.2 หมื่นล้าน ขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 รองรับผู้โดยสาร 40ล้านคน/ปี คาดเสนอเข้าบอร์ด ทอท.อนุมัติเดือน พ.ย.นี้ พร้อมแก้ปัญหาจราจรในการเดินทางมาสนามบินดอนเมือง ขณะที่ผู้โดยสารดอนเมือง 3 เดือนแรกปีนี้ มีผู้ใช้บริการกว่า 9.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.74%

วันที่ 29 พ.ค. นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการสนามบินดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ขณะนี้สนามบินดอนเมืองมีผู้โดยสารมาใช้บริการกว่า 35 ล้านคน/ปี ดังนั้นเพื่อให้สนามบินมีศักยภาพรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางสนามบินดอนเมืองจึงเตรียมเสนอแผนพัฒนาสนามบินดอนเมืองระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 (ปี 2560 – 2565) มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาทให้บอร์ด ทอท. พิจารณาอนุมัติโครงการ คาดว่าจะเสนอภายในเดือน พ.ย. 60 นี้ ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวเพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 40 ล้านคน /ปี จากเดิมรองรับ 30-35 ล้านคน/ปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจราจรในสนามบินดอนเมือง จึงมีแนวโน้มที่จะแยกโครงการระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automatic People Mover : APM) ซึ่งเป็น 1 ในแผนการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถสนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นโครงการระบบรถไฟฟ้า เชื่อมระหว่างอาคารจอดรถ อาคารผู้โดยสาร และส่วนต่างๆ ภายในสนามบิน ออกมาดำเนินการก่อน

โดยหวังว่าโครงการดังกล่าว จะแก้ไขปัญหาการจราจรและความเดือดร้อนในการเดินทางมายังสนามบินดอนเมือง ล่าสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการรื้อถอนอาคารทางด้านทิศเหนือ เพื่อเตรียมพร้อมในแผนงานก่อสร้างไว้ล่วงหน้า โดยรายละเอียดของวงเงินและกรอบเวลาดำเนินการ จะมีการศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง

ส่วนโครงการพัฒนา สนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ประกอบด้วย 3 กลุ่มงาน ได้แก่ 1. กลุ่มงาน Airside เช่น งานก่อสร้างขยายลานจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมทางขับเชื่อมและระบบเติมน้ำมันอากาศยาน, งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมระบบเติมน้ำมันอากาศยาน, งานก่อสร้างลานจอดอากาศยานสำหรับกิจกรรมการบิน General Aviation, งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศใต้ พร้อมระบบเติมน้ำมันอากาศยาน, งานก่อสร้าง Rapid Exit Taxiway บริเวณทางวิ่ง 21 และ Exit Taxiway เชื่อมต่อทางขับสาย B และ C, งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศเหนือเพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยาน, งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศใต้เพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยานและงานก่อสร้างอาคารสถานีย่อยระบบเติมน้ำมันอากาศยาน

ส่วนงานกลุ่มงานอาคารผู้โดยสาร และอาคารสนับสนุน เช่น งานก่อสร้างขยายอาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ พร้อมติดตั้งสะพานเทียบ จำนวน 3 ชุด งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1, อาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ และอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 2-4, งานก่อสร้างอาคาร Junction Building และอาคารจอดรถยนต์ผู้โดยสาร, งานก่อสร้างอาคารทางเดินเชื่อม ด้านทิศใต้, งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศเดิม และอาคารเทียบเครื่องบิน หมายเลข 6 พร้อมติดตั้งสะพานเทียบ จำนวน 8 ชุดสำหรับกลุ่มงานระบบสาธารณูปโภค งานปรับปรุงระบบถนนภายในสนามบินดอนเมือง, งานก่อสร้าง Curb Side ด้านหน้าอาคาร Junction Building, งานปรับปรุงระบบระบายน้ำภายใน และงานปรับปรุงระบบพักขยะ

นายเพ็ชร กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการให้บริการของสนามบินดอนเมืองในปัจจุบัน หรือในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2560 (ม.ค.-มี.ค.) มีเที่ยวบิน 63,918 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 7.1% ขณะที่มีผู้โดยสารใช้บริการกว่า 9,625,000 คน เพิ่มขึ้น 8.74% ขณะที่ปริมาณการจราจรทางอากาศของสนามบินในการกำกับดูแลของ ทอท. ทั้ง 6 แห่งในช่วงเวลาเดียวกันมีเที่ยวบินรวม 211,054 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 6.4 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผู้โดยสารกว่า 34,896,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 7.96%

 

เอกชนชี้ตลาดข้าวโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น คาดปี61 ขยายตัวสูงสุด 42.4ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956330


บริษัทเอกชน คาดปี 61 ตลาดข้าวโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นจะขยายตัวสูงสุดแตะ 42.4 ล้านตัน แนะภาครัฐใช้เทคโนโลยีดูแลดิน-น้ำให้เพียงพอ หวังเพิ่มประสิทธิภาพผลิตเพื่อลดต้นทุนให้ชาวนา

วันที่ 29 พ.ค. นายเจอเรมี่ ซวิงเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะไรซ์ เทรดเดอร์ จำกัด เปิดเผยภายในงานประชุมข้าวนานาชาติ (Thailand Rice Convention 2017) ภายใต้หัวข้อ แนวโน้มการค้าข้าวโลก ว่าตลาดข้าวโลก อยู่ในช่วงขาขึ้น และราคาข้าวจะเพิ่มสูงขึ้นอีกต่อเนื่อง จากปริมาณข้าวโลกค่อนข้างตึงตัวท่ามกลางความต้องการของผู้บริโภค ทำให้หลังจากนี้ข้าวไม่ได้อยู่ในภาวะล้นตลาดแล้ว ในส่วนของไทย สต๊อกข้าวลดลงไปมาก ทำให้แรงกดดันในเรื่องราคาข้าวไม่มี อีกทั้งผู้ซื้อยังมีความต้องการต่อเนื่อง ทั้งจีน แอฟริกา และฟิลิปปินส์

ตอนนี้ราคาข้าวขาวเวียดนาม ต่ำกว่าไทยตันละ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นราคาที่ถูกเกินไป แต่คาดว่าในช่วง 3 เดือนหลังจากนี้ ที่ซัพพลายลดลง ดีมานด์เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาข้าวขาวเพิ่มขึ้นได้อีกตันละ 20 เหรียญฯ ทำให้ตลาดกลายเป็นของผู้ขาย เป็นผู้กำหนดราคาได้ อุตสาหกรรมข้าวจะกลับเข้าสู่กลไกปกติ

นายอามิท กุลราชาณี รองประธานอาวุโส แผนกข้าว บริษัท โอแลม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประจำสิงคโปร์ กล่าวถึงทิศทางตลาดข้าว และเกษตรปลอดภัยสู่โลกนวัตกรรม ว่าความท้าทายของตลาดข้าวหลังจากนี้ คือปริมาณการบริโภคสูงกว่าการผลิต ทั้งในเอเชีย เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ที่บริโภคข้าวเป็นประจำ อีกทั้งจีนยังเป็นตลาดสำคัญที่ซื้อข้าวจากทั่วโลก รวมถึงแอฟริกา และตะวันออกกลางยังมีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้น คาดว่าปีนี้ผลผลิตข้าวโลกอยู่ที่ 481.5 ล้านตัน การบริโภคโลกอยู่ที่ 478.7 ล้านตัน ขณะที่ปี 61 ผลผลิตจะลดลงเหลือ 481.3 ล้านตัน แต่การบริโภคเพิ่มเป็น 480.1 ล้านตัน ดังนั้น นโยบายของไทยถือว่าเดินมาถูกทางในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวต่างๆ ให้ตอบสนองความต้องการในตลาดโลก

นายเคนเน็ท ชาน ประธานสมาคมผู้ค้าข้าวแห่งฮ่องกง กล่าวว่า ผู้ค้าข้าวรายใหญ่ของโลกยังเป็น ไทย อินเดีย และเวียดนาม ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอนาคต คือ จีน ซึ่งไทยควรปรับตัวในการทำตลาดข้าวในจีน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เพราะต้องยอมรับว่าในขณะนี้ ข้าวขาวไทยในตลาดจีนมีการซื้อขายลดลง การทำตลาดพรีเมียมหรือตลาดข้าวหอมมะลิ จึงเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งไทยต้องปรับตัวทำตลาดจีนให้มากขึ้น ผ่านการขยายออกไปสู่ตลาดในเมืองอื่น นอกจากปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ เพื่อเพิ่มสัดส่วนตลาด นอกเหนือจากการพึ่งพาภาคส่งออกในเมืองใหญ่และฮ่องกง ที่ขณะนี้ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 70% และคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 100% ในอนาคต

นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เผยว่า ไทยต้องลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้กำไรสูงขึ้น โดยแนวทางการปรับตัวที่สำคัญ รัฐบาลต้องสนับสนุนการปลูกข้าวที่เพิ่มผลผลิต ดูแลเรื่องดินน้ำให้เพียงพอ โดยอาจจะต้องใช้เทคโนโลยี ใช้ดาวเทียมวัดพื้นที่ปลูก ปรับพื้นที่ตามปริมาณน้ำที่มี เพราะหากทำได้เช่นนี้ก็จะลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้งเรื่องนาแปลงใหญ่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องสนับสนุนต่อเนื่อง เพราะไทยเพิ่งเริ่ม แต่เวียดนามทำได้เป็นแสนไร่และเกิดประโยชน์ให้ผลผลิตอย่างชัดเจน.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 1.10 ดัชนีอยู่ที่ 1,568 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 17:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956382


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 1.10 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,568.17 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,215.93 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 29 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 1.10 จุด เปลี่ยนแปลง -0.07% มูลค่าการซื้อขาย 31,215.93 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,571.68 จุด และต่ำสุดที่ 1,566.30 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 

กรมทางหลวง ใช้เทคโนโลยีประกอบคอนกรีตสร้างสะพาน เพิ่มความรวดเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956370


อธิบดีกรมทางหลวง เผย ใช้เทคโนโลยีก่อสร้างสะพานใหม่ ด้วยระบบประกอบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป เพิ่มความรวดเร็วในการก่อสร้าง และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และเจ้าหน้าที่

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงมีการใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างสะพานในโครงการก่อสร้างของกรมทางหลวง โดยใช้ระบบประกอบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete Bridge Construction) มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการก่อสร้างได้ เป็นการตอบสนองต่อภารกิจของกรมทางหลวง และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมืองทั้งสามสายทาง

ทั้งนี้ การก่อสร้างด้วยระบบดังกล่าว ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ และวิธีการพิเศษกว่าการก่อสร้างสะพาน ในรูปแบบปกติ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีความเข้าใจในมาตรฐานความปลอดภัย และมีแนวทางปฏิบัติ ในการควบคุมงานก่อสร้าง เพื่อให้งานดังกล่าวดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่

นอกเหนือจากให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน วิศวกรผู้ควบคุมโครงการก่อสร้าง และบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย และการควบคุมงานก่อสร้างแล้ว และยังได้ตระหนักถึงความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการควบคุม ตรวจสอบงานก่อสร้างสะพานของกรมทางหลวง พร้อมทั้ง เสนอนโยบายด้านการออกแบบสะพาน รวมถึงอุโมงค์ต่างๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการก่อสร้าง กรมทางหลวง ได้คำนึงถึงสถาปัตยกรรม และรูปแบบการก่อสร้าง โดยเฉพาะการออกแบบสะพานที่ข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ต้องไม่มีตอม่อในแม่น้ำ และออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์ก เพื่อประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวในประเทศอีกช่องทางหนึ่ง รวมถึงได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการก่อสร้าง แต่ทั้งนี้ นโยบายสำคัญของกรมทางหลวง คือคุณภาพของงานและความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง

 

มันสำปะหลังราคาลดวูบ ‘พาณิชย์’ อ้อนโรงแป้ง โรงงานเอทานอล ช่วยรับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956322


มันสำปะหลังราคาดิ่งเหลือโลละ 1.75 บาท ฝนตกชุก คุณภาพต่ำ ลานมันหยุดรับซื้อ โรงแป้งปิดปรังปรุง ทำเกษตรกรขายไม่ได้ ‘พาณิชย์’ อ้อนโรงแป้ง โรงงานเอทานอล ช่วยรับซื้อ

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ ผลผลิตหัวมันสดของเกษตรกรที่ จ.นครราชสีมา ราคาลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.75 บาท ที่เชื้อแป้ง 25% เพราะช่วงนี้ฝนตกชุก ทำให้เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำเหลือ 11-18% เท่านั้น ประกอบกับ ลานมันหยุดรับซื้อ เพราะไม่สามารถตากมันเพื่อทำมันเส้นได้ อีกทั้งโรงงานแป้งมันหลายแห่งปิดซ่อมบำรุง ส่งผลให้เกษตรกรแทบขายผลผลิตไม่ได้ และส่งผลให้ราคาตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม กรมได้หาแนวทางแก้ไขโดยได้เชิญสมาคมผู้ผลิต/ผู้ค้ามันสำปะหลัง ตัวแทนเกษตรกร มาประชุมหารือ และได้ขอความร่วมมือโรงงานแป้งมัน และโรงงานเอทานอลให้รับซื้อมันจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง แม้คุณภาพจะต่ำกว่าที่ต้องการ ส่วนกรณีที่โรงแป้งทุกแห่งต้องปิดซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงนี้ ได้ขอให้ทยอยปิดเพื่อให้เกษตรกรยังพอมีที่ขาย

“ในปีนี้ โรงงานเอทานอลหลายโรงกำลังปรับปรุง และจะเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งในอนาคตจะสามารถรองรับมันสำปะหลังได้เพิ่มขึ้น 2.5–3 ล้านตันหัวมันสด/ปี และโรงแป้งมันจะทะยอยเปิดเพิ่มอีก 5 แห่ง ในจังหวัดสุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ สระแก้ว และสกลนคร ซึ่งรับมันได้เพิ่มอีก 1.8 ล้านตัน/ปี ส่งผลให้ความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาตลาดจีนในการส่งออกจะลดลง ในส่วนของเกษตรกรต้องพัฒนาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และผลิตมันคุณภาพ โดยเฉพาะมันเส้นสะอาด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและขายได้ราคาดีกว่ามาก”

นอกจากนั้น คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง ได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 60/61 ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ รับซื้อและแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาด สนับสนุนเครื่องสับมัน เพื่อทำมันเส้นสะอาดให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งสนับสนุนเครื่องชั่งน้ำหนักให้ด่านที่มีการนำเข้ามัน และกำกับดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ และกรมการค้าต่างประเทศ จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตามแนวชายแดน เพื่อกํากับดูแลให้มันสําปะหลังที่นําเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นไปตามมาตรฐานที่กําหนดด้วย โดยกรมการค้าภายใน จะกำกับดูแลการควบคุมการขนย้ายในพื้นที่อำเภอที่เพาะปลูก ที่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และที่ผ่านมา ได้ตรวจพบผู้กระทำความผิด ดำเนินคดี รวมทั้งสิ้น 52 คดี และปีนี้จับกุมไปแล้ว 20 ราย

 

สรท.เผย ผู้ส่งออกไทย มอบสินค้าไม่ทันกำหนด เหตุขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956308


สรท.เผย ผู้ส่งออกไทยขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกอย่างหนัก ทำส่งมอบสินค้าไม่ทันตามกำหนด เหตุสายการเดินเรือลดโควตาการขนส่งมาไทย ส่วนเงินบาทแข็งค่าเริ่มส่งผลกระทบผู้ส่งออกแล้ว แต่มั่นใจ ปีนี้ส่งออกได้ 3.5% ตามเป้า

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ผู้ส่งออกประสบปัญหาขาดแคลนตู้บรรจุสินค้าสำหรับการส่งออก (ตู้คอนเทนเนอร์) เพราะสายการเดินเรือลดการจัดสรรตู้สินค้าเปล่ามายังประเทศต้นทาง เช่น ไทย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การใช้ตู้คอนเทนเนอร์จึงยังมีน้อย ส่งผลให้ผู้ส่งออกจำนวนมาก ไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศได้ทันตามกำหนด ขณะที่ปริมาณสินค้าคงคลังของประเทศคู่ค้าเพิ่มมากขึ้น จากการสั่งซื้อในช่วงปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงต้นปี ทำให้เกรงว่า อาจมีผลกระทบต่อการสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป

“สรท.ได้หารือกับสายการเดินเรือแล้ว และกำลังจัดทำการแชร์โคท เหมือนสายการบินที่ซื้อบริการจากสายการเดินเรือหนึ่ง แต่สินค้าได้รับการส่งไปอีกสายการเดินเรือหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นเจรจา”

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า ยังมีปัจจัยลบที่กระทบต่อผู้ส่งออกไทย และภาคการส่งออกของไทย ที่ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ และการก่อการร้าย มาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ และประเทศตลาดใหม่ โดยเฉพาะการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สรท.ยังประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 3.5% จากปีก่อน ตามเป้าหมายที่วางไว้ในกรอบ 2.5-3.5% เพราะได้รับปัจจัยบวกคือ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้สินค้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับ ปีนี้ฝนตกมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้คาดว่า ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรจะเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การส่งออกสินค้ากลุ่มเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมสูงขึ้นด้วย