บิ๊กตู่ แนะปฏิรูปข้าวสู่การสร้างนวัตกรรม ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956243


“ประยุทธ์” สั่งพาณิชย์เร่งระบายข้าวในสต๊อกให้หมดภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังที่ผ่านมาแบกรับภาระเดือนละกว่า 1 พันล้านบาท จี้ภาครัฐผนึกเอกชนดันงานให้เห็นเป็นรูปธรรมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปฏิรูปสินค้าข้าวสู่ยุคนวัตกรรม เชื่อจะดันไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การค้าข้าวไทย และทิศทางในอนาคต” ระหว่างการเป็นประธานเปิดงานประชุมข้าวนานาชาติ (Thailand Rice Convention 2017) จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ว่า การจัดงานครั้งนี้นับเป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายจะมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนหาวิธีการแก้ปัญหา และพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยในส่วนของไทยมุ่งเน้นการระบายสต๊อกข้าว ที่กดดันราคาข้าวในประเทศมานานตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้รัฐบาลสามารถระบายได้แล้ว 13 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท จากสต๊อกทั้งหมด 18 ล้านตัน

“การที่ขายข้าวได้น้อยกว่างบประมาณที่ใช้ในโครงการจำนำข้าว ส่วนหนึ่งมีการทุจริต ทำให้ได้ข้าวคุณภาพห่วย ส่วนคดีความที่ฟ้องร้องในคดีจำนำข้าวยังยืดเยื้อ เพราะต้องสู้กันหลายศาล ซึ่งผลจากการแบกสต๊อกข้าวไว้ ทำให้รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงถึงเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนการเร่งระบายโดยเร็ว เพราะสต๊อกข้าวเป็นอุปทานข้าวที่กดทับตลาด ทำให้กลไกการค้าข้าวปกติถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง ดังนั้น เป้าหมายสำคัญคือ เร่งระบายสต๊อกให้หมดในรัฐบาลนี้ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระต่อไป และเพื่อให้กลไกตลาดกลับสู่ภาวะปกติ”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของข้าวไทยคือ การเพิ่มมูลค่าและทำให้ไทยเป็นผู้นำการค้าข้าว มีนวัตกรรมสินค้าข้าวเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างกลไกข้าวให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้วางแผนยุทธศาสตร์ข้าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทั้ง การปรับโครงสร้างการผลิต การลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตและการส่งออก ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยังสนับสนุนการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างนวัตกรรมข้าว ตามแนวทางประเทศไทย 4.0 ซึ่งต้องผลักดันแผนงานให้เห็นเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องพยายามเชื่อมโยงแผนพัฒนาตลาดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพราะมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างความรับรู้ให้ตลาดเข้าใจวิถีชุมชนและเห็นคุณค่าของข้าวมากขึ้น และการร่วมมือจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย มากกว่าจะแข่งขันกันอย่างเดียว

นอกจากนี้ เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนความคิด อย่าปลูกพืชที่อยากปลูก แต่ให้มองโอกาสจากความต้องการของผู้บริโภค ผลิตสินค้าที่โดดเด่น เช่น เบเกอรี่ เครื่องสำอาง แชมพู ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อกระจายสินค้าให้ครอบคลุมกับตลาดคนหมู่มาก ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำตลาดข้าวอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ และออกสู่กับดักรายได้ปานกลางภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

สิ้นสุดการรอคอย! รถไฟฟ้าสถานีเตาปูน-บางซื่อ เปิดให้บริการ ส.ค. 60 นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 15:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956135


สิ้นสุดการรอคอยของคนเมือง! คมนาคม เผย สถานีรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร เตรียมเปิดให้บริการเดือน ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 60 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ได้เร่งรัดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ให้ดำเนินการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลและสายฉลองรัชธรรม 1 สถานี จากสถานีเตาปูนไปยังสถานีบางซื่อ ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ทั้งนี้ ปัจจุบันการติดตั้งงานระบบไฟฟ้าตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระยะที่ 1 มีความก้าวหน้าในภาพรวม 74.77% เร็วกว่าแผนงาน 31.77% โดยมีรายละเอียด ดังนี้คือ ระบบอาณัติสัญญาณ (Signaling System) มีความก้าวหน้า 73.76% ส่วนระบบสื่อสาร (Communication System) มีความก้าวหน้า 58.61%

สำหรับ ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า (Power Supply System) มีความก้าวหน้า 55.31% และระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (Automatic Fare Collection System) มีความก้าวหน้า 100% สำหรับการติดตั้งระบบรถไฟฟ้าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน พ.ค. 60 และเริ่มทดสอบระบบในเดือน มิ.ย. 60

อย่างไรก็ตาม รฟม. จะจัดอบรมพนักงานเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการเดินรถไฟฟ้าในช่วงสถานีดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค.60 หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน รฟม.จะทดลองเดินรถไฟฟ้าเสมือนจริง (Trail running) ช่วงปลายเดือน ก.ค.-กลางเดือน ส.ค.60 และสามารถเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าในเดือน  ส.ค.60 นี้.

 

โบรกฯ แนะถือเงินสด 30% รอช้อนหุ้นเด่นกำไรดี หากตลาดปรับฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 13:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956018


บล.KTBST ชี้กลยุทธ์ลงทุนสัปดาห์นี้ แนะนำถือเงินสด 30% รอช้อนหากตลาดปรับฐาน ชูหุ้นขนาดใหญ่รายได้ดี กำไรเด่น หรือกลุ่มที่กำไรสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ น่าสนใจ ประเมินกรอบดัชนีฯสัปดาห์นี้ 1,553-1,590 จุด

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (29 พ.ค.-2 มิ.ย.) นั้น แรงซื้อของตลาดแบบ Technical rebound นั้นจะลดลง ความเสี่ยงในต่างประเทศ ทั้งการเมืองสหรัฐฯ เลือกตั้งอังกฤษยังมีอยู่ จึงอาจจะเห็นแรงขายทำกำไรช่วงสั้นเข้ามาในตลาด โดยเฉพาะถ้าดัชนีฯ ยังไม่สามารถผ่าน 1,573 จุด ขึ้นไปได้ ตัวแปรที่มีผลต่อตลาด คือ Fund Flow และค่าเงินบาท

สำหรับ ภาพรวมของการลงทุนสัปดาห์นี้ เรามองว่า ตลาดขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน ความผันผวนของค่าเงิน ระหว่าง ดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาท สะท้อนว่าปัจจัยในต่างประเทศนั้นยังอ่อนไหวต่อตัวแปรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ อาทิ พันธบัตร ทองคำ หรือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน (defensive) ส่วนหุ้นที่เล่นรับกับการ rebound ของตลาดนั้น อาจจะต้อลดสัดส่วนการถือลง ส่วนสัปดาห์ถัดไปนักลงทุนจะเริ่มประเมินผลประชุม FOMC และเลือกตั้งอังกฤษ ตลาดน่าจะผันผวนมากขึ้น

“กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้แนะนำถือเงินสด 30% รอซื้อหุ้นหากเกิดการปรับฐาน หุ้นขนาดใหญ่ที่รายได้และกำไรยังดูดีอยู่ หรือกลุ่มที่กำไรสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ประเมินกรอบดัชนีฯสัปดาห์นี้ 1,553-1,590 จุด สำหรับหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BCH , IRPC , WICE, GPSC , BLA , KSL, PSH , VIH , SCN”

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อตลาดได้แก่

1.เงินบาทแข็งที่สุดในรอบสองปี จากปัจจัยภายในสหรัฐฯที่ไม่มีความคืบหน้าด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่ไทยเองนั้น การไหลเข้าของเงินทุนในตลาดพันธบัตร คาดว่าจะทำให้ ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของผู้ส่งออก แต่เป็นบวกต่อสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) และส่งผลบวกต่อผู้กู้ แต่ความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงจาก ธปท. คาดจะยังไม่เกิดขึ้น

2.โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังสูง ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 95% (Bloomberg) แต่ที่ตลาดน่าจะให้ความสนใจ คือ เมื่อใด Fed จะปรับลดขนาดสินทรัพย์ $4.43 ล้านล้านเหรียญ ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ QE ปลายปีก่อน หามีกำหนดการที่แน่นอน จะมีผลต่อ Fund Flow เพราะเงินจะดูดออกจากระบบและดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น

3. ราคาน้ำมันดิบ WTI ลงมาต่ากว่า $50 เหรียญชั่วคราว โดยตลาดอาจคาดหวังมากเกินไปว่า OPEC จะคงกำลังการผลิตไว้อย่างน้อย 12 เดือน (ประกาศจริงคือ 9 เดือน) จึงเกิดแรงขายสัญญาน้ำมัน การใช้แท่นผลิตน้ำมันของสหรัฐฯสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 19 ติดต่อกัน คาดแรงขายน่าจะลดลง แต่จะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นมาแตะ $50 เหรียญอีกครั้ง ด้วยปัจจัยบวกจากความพยายามในการลดกำลังการผลิตของ OPEC และดอลลาร์อ่อน

4.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาดูการเร่งใช้จ่าย-ลงทุน-อนุมัติ-ประมูล ของภาครัฐฯ เนื่องจากเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจปีนี้ เพราะมีการชะลอลงมาตั้งแต่ต้นปี และยังต้องตามสถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องและภาวะน้ำท่วมด้วย

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/955685


ทองไทยเปิดตลาดวันจันทร์ที่ 29 พ.ค.2560 ราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท.

 

คาด มูดีส์ลดเครดิตจีน กระทบตลาดเล็กน้อย มั่นใจรัฐบาลแก้ปัญหาหนี้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/955395


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมิน มูดีส์ ลดเครดิตจีน จากแนวโน้มระดับหนี้ในประเทศ จะส่งผลกระทบต่อตลาดจำกัด เชื่อมั่นรัฐบาลปักกิ่งจริงจังแก้ปัญหาหนี้

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า มูดีส์ (Moody’s) ลดอันดับเครดิตประเทศจีนลง 1 ขั้น จาก Aa3 เป็น A1 (เทียบเท่า A+) เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับหนี้ในประเทศ อย่างไรก็ดี Moody’s ยังประเมินแนวโน้มเครดิตว่ามีเสถียรภาพ (Credit outlook Stable) โดยกล่าวว่าจีนยังมีการเติบโตของ GDP ในอัตราสูงและยังมีเครื่องมือในการรับมือกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีเพียงพอ

ทั้งนี้ เราประเมินการลดเครดิตจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดไม่มากนัก เนื่องจาก ประการแรกปัญหาหนี้ในจีนเป็นประเด็นที่ตลาดรับรู้มานานแล้ว และเป็นปัญหาต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ซึ่งจีนเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน เพื่อชดเชยการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ซึ่งส่งผลให้ระดับหนี้รวมของจีนเพิ่มขึ้นจาก 160% ของ GDP ในปี 2008 มาเป็น 260% ของ GDP ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ทางการจีนก็ได้แสดงท่าทีที่จริงจังในการแก้ไขปัญหาหนี้ โดยออกมาตรการที่เข้มงวด เช่น การปรับเพิ่มดอกเบี้ยในตลาดเงิน การกำหนดโควตาการปล่อยกู้ของธนาคาร และการคุมเข้มการปล่อยกู้นอกภาคธนาคาร (Shadow Banking) ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มทยอยส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อในจีนเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

ประการที่สอง หนี้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นหนี้ในสกุลเงินหยวนที่ถือครองโดยนักลงทุนในประเทศ นักลงทุนต่างชาติมีการลงทุนในพันธบัตรจีนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.5% ของพันธบัตรทั้งหมด ประกอบกับมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า-ออกจากประเทศที่เข้มงวด ทำให้โอกาสที่จะเกิดการเทขายตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติมีจำกัด

อย่างไรก็ดี การปรับลดอันดับเครดิตอาจส่งผลให้การเปิดซื้อขายตราสารหนี้ข้ามตลาดระหว่างจีนและฮ่องกง (China-Hong Kong Bond Connect) ซึ่งจะเปิดดำเนินการในปีนี้ และมุ่งหวังดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้จีนอาจไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเท่าที่ควร

ทั้งนี้ การเชื่อมตลาดระหว่างจีนและฮ่องกงครั้งนี้นับเป็นการเชื่อมตลาดที่ 3 หลังจากทางการได้เชื่อมการซื้อขายหุ้นระหว่างตลาดจีนและฮ่องกง 2 เส้นทาง ได้แก่ Shanghai-Hong Kong Stock Connect (2014) และ Shenzhen-Hong Kong Stock Connect (2016) ซึ่งป็นส่วนหนึ่งในแผนการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย และความพยายามในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น โดยในฝั่งตลาดหุ้น ทางการจีนยังคาดหวังให้ MSCI ตัดสินใจรวมหุ้นจีน A-Shares เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณดัชนี MSCI Emerging Market ซึ่งจะมีการประกาศผลในวันที่ 20 มิ.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม หากหุ้นจีน ได้ถูกรวมเข้าไปในดัชนีก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจลงทุนในหุ้นจีนเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดี MSCI ยังแสดงความกังวลถึงข้อจำกัดการลงทุนด้านต่างๆ เช่น การประกาศพักการซื้อขาย (Suspension) ของหุ้นหลายตัวในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง และการที่สถาบันการเงินต่างชาติยังต้องขออนุมัติจากทางการจีนก่อนที่จะออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อ้างอิงหุ้น หรือดัชนีที่มีหุ้นจีนเป็นส่วนประกอบ

 

DITP ดึงผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอัพเดตเทรนด์โลก
ชี้แนะกลยุทธ์สร้างแบรนด์เจาะตลาดจิวเวลรี่ระดับอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 29 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953555


Mr.David Landart ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภาคพื้นเอเชีย Carlin Group ประเทศฝรั่งเศส 
แนะกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และเทรนด์แฟชั่นเครื่องประดับในฤดูกาลหน้า (S/S18)

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์โลกจากฝรั่งเศสมาร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนาแนวโน้มเครื่องประดับ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ และการเจาะตลาดสินค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ หัวข้อ “Jewelry Matters: Bangkok Gems & Jewelry Design and Marketing Conference 2017” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ จี

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา

โดยมี นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ ในฐานะผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน และมีผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาจากหลายฝ่าย อาทิ ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ดีไซเนอร์ในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ

ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “การสัมมนาใน 2 วันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเพื่อคว้าโอกาสในตลาดใหม่ๆ โดยกรมฯ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ Mr. David Landart ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภาคพื้นเอเชีย Carlin Group ประเทศฝรั่งเศส มาให้ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์แฟชั่นเครื่องประดับฤดูกาล Spring/Summer 18 กลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการเล่าเรื่องราวของแบรนด์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ หวังว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานในวันนี้ จะได้เห็นช่องทางในการผลิตสินค้าใหม่ๆ เพื่อดึงดูดใจลูกค้า และการเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ”

Mr. David Landart ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภาคพื้นเอเชีย Carlin Group ประเทศฝรั่งเศส 
แนะกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และเทรนด์แฟชั่นเครื่องประดับในฤดูกาลหน้า (S/S18)

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น การจัดสัมมนาในครั้งนี้ รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems & Jewelry Fair ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 60 ในเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการในการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ต่อกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลก

มร.เดวิด ได้เผยถึงเทรนด์แฟชั่นเครื่องประดับในฤดูกาลหน้า หรือ สปริงค์/ซัมเมอร์ 2018 ว่า เทรนด์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Rutilant, Sublime Flawless, Black Sunshine และ Carpe Diem

เทรนด์ “Rutilant” ซึ่งเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอเมริกันและแคริบเบียน ตัวอย่างคือ ศิลปะการออกแบบสไตล์ Memphis ที่โด่งดังในยุค 80 โทนสีจะเน้นใช้สีที่สดใส เร้าอารมณ์ มีความแปลก ไม่ซ้ำใคร

เทรนด์ต่อมาคือ “Sublime Flawless” เน้นความละเอียด ประณีต ความงามของผู้หญิง ถ่ายทอดผ่านลายของลูกไม้ งานปัก มาออกแบบผสมผสานกับหินทำให้ดูอ่อนหวานขึ้น หรือใช้เทคโนโลยี 3D Printing มาช่วยในการออกแบบ โทนสีจะเน้นสีอ่อน สีขาว สีทอง

เทรนด์ที่ 3 คือ “Black Sunshine” เน้นพลังของสีดำและหินแร่ธาตุ โชว์พื้นผิวที่เป็นเอกลักษณ์ โดยได้แรงบันดาลใจจากหินภูเขาไฟ ผสานกับการใช้ความเงางามของสีเงิน เพื่อให้ยังคงความเป็นผู้หญิง

เทรนด์สุดท้ายคือ “Carpe Diem” เน้นการดูแลสุขภาพ โดยใช้แรงบันดาลใจจากสีของผลไม้ รูปทรงดอกไม้ กลีบดอกไม้ เกสรดอกไม้ มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ โทนสีสดใส ส้ม เหลือง

เนื่องจากลูกค้าหลักของธุรกิจอัญมณีคือ ผู้หญิง ซึ่งมีความซับซ้อนในการเลือกสินค้า การศึกษาเทรนด์แนวโน้มของโลกจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายเล็ก (SME) ควรมีความเข้าใจลูกค้าในแต่ละตลาด เพราะลูกค้าในแต่ละโซนนั้นมีความชอบแตกต่างกัน แม้กระทั่งตลาดในไทยเองก็แตกต่างจากอาเซียนที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้น การออกแบบจึงต้องมองเชิงลึกอย่างรอบด้าน ทั้งเทรนด์และกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ มร.เดวิด ได้เจาะลึกถึงประเด็นเกี่ยวกับ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถ “เลือก” และ “โฟกัสในการผลิต” ถ้าเข้าใจและผลิตงานได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายก็จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

จากมุมมองของ มร.เดวิด ได้แบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ …

• กลุ่ม “Timeless Women” หรือ “Classic Women” กลุ่มนี้ จะสนใจเครื่องประดับที่เน้นคุณภาพสูง และมองว่าการซื้อเครื่องประดับเป็นการลงทุนในระยะยาว โดยกลุ่มนี้จะชื่นชอบเครื่องประดับที่ สวย หรู เรียบ ไม่ต้องโดดเด่น

• กลุ่ม “Glamour Women” กลุ่มนี้ชอบสินค้าที่สะดุดสายตา เน้นเครื่องประดับที่มีความเงางาม ขนาดใหญ่

• กลุ่ม “Fashionista Women” กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เสพติดกับแฟชั่น เครื่องประดับที่สวมใส่ต้องนำแฟชั่น

• กลุ่มที่ 4 คือ “Romantic Woman” กลุ่มนี้จะใช้อารมณ์ ความรู้สึกในการเลือกสินค้า ชื่นชอบสินค้าที่มีความเป็นผู้หญิงสูง

• กลุ่มสุดท้ายคือ “Modern & Contemporary Women” ผู้หญิงทันสมัย มีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็น Working Woman แต่งตัวในสไตล์ Minimalism สินค้าต้องมีดีไซน์และลงตัว กลุ่มนี้มีความซับซ้อนในการเลือกสินค้ามากที่สุด

ในช่วงท้ายผู้เชี่ยวชาญจาก Carlin Group ได้ให้ข้อสรุปอันเป็นกุญแจดอกสำคัญในการที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครื่องประดับว่า ต้องเข้าใจและรู้ว่าลูกค้าคือใคร จึงจะออกแบบให้ตรงใจลูกค้าและลูกค้าใช้ได้จริง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศชักชวนผู้ประกอบการที่สนใจขยายโอกาสในเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งอัพเดตเทรนด์ สมัครเข้าร่วมงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 60 หรือสมัครร่วมจัดแสดงสินค้าในส่วนนิทรรศการ The New Showcase ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 กันยายน 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0 2507 8392-3 อีเมล bkkgems@ditp.go.th หรือ www.bkkgems.com

 

CEO หนุ่ม Rising Star Key Success คนเจนใหม่ Passion แรงรับธุรกิจอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/955042


พิธาน องค์โฆษิต-ชานนท์ เรืองกฤตยา

ในหมู่ภาคธุรกิจเอกชนที่เป็นตัวหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปสู่การขยายตัว ณ ระดับที่ไม่เหลือใครไว้ข้างหลังอย่างที่ผู้นำรัฐบาลต้องการ

ทีมเศรษฐกิจ มีโอกาสพบ CEO คนดังที่จัดเป็น Rising Star ของประเทศ 2 คน คือ นายพิธาน องค์โฆษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด (มหาชน) กับ นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของผู้คนของสังคมในยุคมิลเลนเนียมอย่างมากว่า เหตุใดธุรกิจของเขาจึงก้าวกระโดดไปไกลกว่าธุรกิจของคนไทยปกติ

นั่นเพราะทั้งคู่มีแนวคิดแบบเดียวกันคือ CEO ต้องรู้ทุกเรื่อง และมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะนำพาธุรกิจตนเข้าไปคว้าดวงดาวในท้องฟ้ามาให้ได้ แม้เขาสองคนจะมีอายุต่างกันพอสมควร แต่ความมุ่งมั่นของพวกเขาดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ พุ่งเป้าไปสู่โลกดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

เขาทั้งสองตั้งเป้าตัวเองว่า จะก้าวกระโดดไปหายใจรดต้นคอคู่แข่งในตลาดดิจิทัลได้อย่างสง่าผ่าเผย นำความสำเร็จกลับมาสู่บริษัทและกลุ่มธุรกิจของเขาได้ หลังจากที่ทั้งสองมีจุดหักเหในชีวิตแบบเดียวกันคือ เข้าไปแก้หนี้และฟื้นฟูกิจการของครอบครัวสำเร็จ

ตามเราไปดูพวกเขากันดีกว่า….

********************

พิธาน องค์โฆษิต

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการ
บริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด (มหาชน)

พิธาน เริ่มต้นบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า ไม่ได้รับตำแหน่งมาด้วยฝีมือ มาด้วยโชคล้วนๆ เพราะเป็นทายาทสืบทอดกิจการจากบิดา “บัญชา องค์โฆษิต”

แต่ผลงานของเขา ในฐานะซีอีโอเคซีอี ผู้ผลิตแผงวงจร (Printed Circuit Board-PCB) เบอร์ 1 ในประเทศไทย ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป พิสูจน์ได้จากผลประกอบการและกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ 10-15% ต่อปี จนทำให้เขาได้รับตำแหน่ง Young Rising Star CEO คนแรกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา

เคซีอีอาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นธุรกิจผลิตเพื่อส่งออกถึง 95% แต่ในระดับโลก เคซีอีมีชื่อชั้นที่อยู่ในอันดับต้นๆ

ในนามผู้ผลิตแผงวงจรสำหรับรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย มีมาร์เก็ตแคป 62,000 ล้านบาท สินทรัพย์ 17,000 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมามียอดขาย 14,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 10-15% ทุกปี โดยเคซีอีถือเป็น 1 ใน 30 ผู้ผลิตแผงวงจรรายใหญ่ของโลก แต่หากนับเฉพาะผู้ผลิตแผงวงจรสำหรับรถยนต์ถือเป็น 1 ในท็อป 5

 

พิธาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 36 ปี เล่าว่า เขาเริ่มงานกับเคซีอีในช่วงปี 2551-2552 หลังจบการศึกษาปริญญาโทด้านไฟแนนซ์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ซึ่งนับว่าโชคดีที่เข้ามาเจอแต่ปัญหา ตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ 2552 จนถึงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

“ตอนผมเข้ามา เคซีอียังมีปัญหาขาดทุนด้วย ถ้าผมจำไม่ผิด ปีนั้น 300 ล้านบาท ขณะที่สหภาพแรงงานก็ยังเรียกร้องว่าต้องขึ้นเงินเดือน ต้องมีโบนัส”

ข้อดีคือ เวลาเราเจอวิกฤติคนจะพร้อมเปลี่ยนมากกว่าตอนที่ธุรกิจดี ผมต้องใช้เวลา 2 ปี เจรจากับสหภาพแรงงาน โดยมีกระทรวงแรงงานเข้ามาเป็นตัวกลาง จนทุกอย่างคลี่คลาย ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เคซีอีจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นทุกปี จนปีล่าสุดจ่ายโบนัส 6 เดือนแล้ว

ผมพบว่าเคซีอีมีปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ทุกคนถูกปลูกฝังให้ผลิตสินค้าที่ดีที่สุด ต้นทุนเป็นเรื่องรอง เมื่อไม่มีการควบคุมต้นทุนที่ดีพอ เราจึงขาดทุน สิ่งที่ต้องแก้ไขในทันทีก็คือการควบคุมต้นทุนให้ได้ เพราะคุณภาพที่ดีนั้น เป็นสิ่งที่เรายึดเป็นหลักอยู่แล้ว

ปัจจุบัน เคซีอีใช้เทคโนโลยีเกือบ 100% ในการบริหารจัดการ รวมทั้งการกำหนดงบประมาณในการจัดซื้อด้วย การใช้เทคโนโลยีทั้งหมด ไม่ให้อำนาจคนตัดสินใจ ช่วยทำให้บริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

เขายังใช้เวลาถึง 10 ปี ในการพยายามใช้ระบบ KPI (Key Performance Index) เข้ามาวัดผลงานของพนักงาน เนื่องจากการแข่งขันในยุคปัจจุบัน คุณภาพสินค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในการแข่งขันระดับโลก

“ตอนแรกๆที่ผมเข้ามา แผงวงจรจะเสียได้ 40-50 ชิ้นใน 1 ล้านชิ้น แต่ปัจจุบันลูกค้ายอมให้เสียได้เพียง 3 ชิ้นใน 1 ล้านชิ้น คิดดูว่าคุณภาพสำคัญแค่ไหน การจะทำให้พนักงานตระหนักในข้อนี้ได้ ก็คือต้องทำระบบ KPI ที่ชัดเจน เราต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ที่จะลดการวัดผลจากหัวหน้างานลง และให้ความสำคัญกับ KPI มากขึ้น”

พิธานยังมีระบบการคัดพนักงานที่เข้มงวด การจะเข้าทำงานกับเคซีอีได้ ต้องผ่านข้อสอบด้านจิตวิทยาก่อน จึงจะมีโอกาสสอบเข้า
ตามกระบวนการต่อไป วิธีนี้ช่วยกรองคนได้เป็นอย่างดี เหลือครึ่งต่อครึ่ง

 

ด่านหินที่ต้องผ่านให้สำเร็จทำให้ในที่สุดพิธานก็ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการบริษัท ขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอเมื่อปี 2556 รับผิดชอบดูแลธุรกิจ พนักงานร่วม 5,500 คน และโรงงานอีก 7 แห่ง

ขณะที่บิดาขยับไปดูงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นงานถนัด และพี่ชายช่วยดูแลด้านไอทีทั้งหมด

“คุณพ่อผมชอบและให้ความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนามาโดยตลอด นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ทำให้เราสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ คู่แข่งของเรามีตั้งแต่จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น แต่เราก็ยังแข่งขันได้ เพราะไม่เคยหยุดคิดค้นและพัฒนา”

เคซีอีเป็นบริษัทที่ผลิตแผงวงจรมาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 37 ปีก่อน แต่มีการปรับตัวต่อเนื่องเพื่อตอบสนองการทำงานของรถยนต์ในทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันตลาดหลักอยู่ที่ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น

การที่เคซีอียังแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งกับคู่แข่งจากจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นเพราะอยู่ในธุรกิจมานาน ถือว่ามีแต้มต่อ และที่สำคัญมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จีนจะมีต้นทุนถูกกว่า

“แต่เราก็แข่งได้ในจุดของเราเท่านั้น การจะก้าวไปแข่งในธุรกิจใกล้เคียงซึ่งใช้เทคโนโลยีซับซ้อนกว่า เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์นั้น เป็นไปไม่ได้ ต้องยอมรับว่าเอกชนไทยไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร ค่าไฟ-ค่าแรงสูงกว่า ขณะที่จีนหรือไต้หวัน เขาให้เงินเอกชนไปทำวิจัยและพัฒนาฟรีๆ ให้ผลิตเทคโนโลยีแข่งกับระดับโลก แต่ของเราไม่มี”

เคซีอีสามารถแข่งกับจีนได้ จากการปรับลดต้นทุนด้วยตัวเอง ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาผลิตลามิเนต ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแผงวงจร แม้ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากจีน แต่การผลิตเอง กำหนดขนาดได้เอง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

เมื่อถูกถามว่ากลัวจีนไหม พิธานตอบทันทีว่าไม่กลัว เพราะแม้ขณะนี้ค่าแรงของจีนจะถูกกว่าไทย (ค่าแรงจีนอยู่ที่ประมาณเดือนละ 6,000-7,000 บาท ขณะที่ไทยอยู่ที่ 9,300 บาท) แต่เคซีอีก็ยังแข่งได้ ต่อจากนี้ไปจะมีแต่ดีขึ้น เพราะค่าแรงของจีนมีแต่จะปรับขึ้น ไม่มีลง จึงเชื่อว่า 5-7 ปีจากนี้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ตราบเท่าที่เคซีอียังคุมต้นทุนและคุณภาพได้เช่นนี้

 

หลังจากนั้น หากจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านการลดต้นทุน เราก็น่าจะพร้อม เพราะขณะนี้กำลังพยายามทำระบบรองรับการผลิตในต่างประเทศไว้รองรับ เมื่อนั้นเราน่าจะสามารถควบคุมการผลิตได้จากกรุงเทพฯ ไม่ว่าโรงงานจะตั้งอยู่ที่ใด

เขายังเชื่อมั่นในธุรกิจแผงวงจร เพราะแม้รถยนต์จะมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากรถขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน ไปจนถึงรถไฮบริด รถไฟฟ้า ตลอดจนรถไร้คนขับ (Self-Driving Car) เพราะไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยวิธีใด แผงวงจรยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถ แต่ก็มีความกังวลอยู่บ้าง ว่าจะมีวัตถุดิบใด มีโอกาสเข้ามาทดแทนแผงวงจรหรือไม่ เคซีอีจึงต้องทำ R&D อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ปฏิเสธว่า มองโอกาสในธุรกิจอื่นๆไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นพาหนะในรูปแบบใหม่ๆ เช่น โดรน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตลอดจน Wearable Device หรือ Internet of Things แต่การขยับเขยื้อนของเคซีอี จะเป็นไปด้วยความระมัดระวัง

ท่ามกลางระบบนิเวศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันในยุคปัจจุบัน พิธานมองว่ามีทั้งความเสี่ยงและโอกาส คนที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า มีโอกาสมากกว่า

อย่างเขาทำธุรกิจส่งออก ค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย มีความสำคัญยิ่ง และเขาจะตัดสินใจในเรื่องนี้ด้วยตัวเองเสมอ

เพื่อให้แน่ใจว่า ความหวังครั้งใหญ่ของเขา ที่จะทำให้เคซีอีก้าวไปสู่เป้ารายได้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) ในปี 2564 จะเป็นจริงได้

ชานนท์ เรืองกฤตยา

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

หนุ่มวัย 43 ปี ค้นหาความหมายของการเป็น CEO ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยผลกระทบจากการถาโถมเข้ามาของเทคโนโลยีขั้นสูงที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน ตลอดจนถึงธุรกิจต่างๆไปอย่างมากมาย ชนิดที่เรียกได้ว่า “จากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ” ภายในระยะเวลารวดเร็ว

 

ด้วยบริบทของการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์พันธุ์ใหม่ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในอันที่จะใช้พลังในตัวที่มี เพื่อก่อให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรที่เขากำกับดูแลไปในทิศทางที่ก้าวกระโดดเหมือนๆกับเทคโนโลยีที่เข้ามา

 

Turning Point อนันดา-เคซีอี .รู้จักพนักงาน-วัฒนธรรมองค์กร .ทลายพีระมิดสู่ความเท่าเทียม

ขณะเดียวกันก็ต้องรองรับ และตอบสนองการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้อย่างแม่นยำในทุกๆสถานการณ์ในอีก 10-20 ปี ข้างหน้า แม้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันหน้า แต่ ชานนท์ ก็เชื่อมั่นว่า สิ่งที่เตรียมความพร้อมไว้ในวันนี้ จะสามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนที่วิ่งเข้ามากระทบธุรกิจของเขาได้

ที่สำคัญ ถ้าการลงทุนลงแรงของเขานำไปสู่การสอดประสานกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ ทุกอย่างที่เขาวางเป้าหมายไว้ ก็น่าจะลงตัว

การขับเคลื่อน อนันดา ของ ชานนท์ อยู่ภายใต้สโลแกน TO-DAY TOGETHER TOMORROW ที่เขาคิดขึ้นโดยการทลายพีระมิดในโครงสร้างการบริหารงานแบบเก่า สู่การบังคับบัญชาที่ไม่ได้บังคับบัญชา หากแต่เป็นความเท่าเทียมกันของพนักงานในทุกระดับชั้นที่ใช้การวัดผลจากประสิทธิภาพของงาน และผลิตภาพของคนในองค์กรเป็นสำคัญด้วยเป้าหมายที่วางไว้ให้ 5 GOALS คือ 1.Resident Developer 2.Best Land 3.Go Digital 4.Customer Love และ 5.Dream Company

 

Vision ของ CEO กับ Passion ที่เป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าภายในตัว ชานนท์ ทำให้โครงการสร้างการทำงานของอนันดา กลายเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่บริษัทใหญ่ๆหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศอยากเข้ามาร่วมงานกับเขา

“ผมไปดูงานบริษัทต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ Google, Samsung, Line ฯลฯ แล้วเอาทั้งหมดที่ชอบมาปรุงแต่งให้เข้ากับคน และวัฒนธรรมองค์กรเพื่อสร้าง “อนันดา” ให้กับสังคมไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า เราต้องมองว่าสงครามที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจคืออะไร สำหรับผมมองว่ามัน คือ สงคราม ของ Talent ความสามารถพิเศษ (อาจเรียกว่า พรสวรรค์) ที่ไม่ใช่ว่าใครก็มีได้… แบงก์อาจมีเงินในกระเป๋าให้ผมยืมสองสามหมื่นล้านบาท แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”

ชานนท์ บอกด้วยว่า ถ้าเรามองว่า อุปสรรคในอนาคตอีก 10 ปีคืออะไร อุปสรรคที่เขามอง หมายถึง คนเก่งที่สุด ฉลาดที่สุดให้ความสนใจจะเข้ามาทำงานร่วมกับอนันดาหรือไม่ ทำไม และเพราะอะไร?!

 

“เรา Imagine ระบบการบริหารงานให้ที่ทำงานเป็น Work Place Live ภายใต้ระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากระบบ KPI: Key Performance Index สู่ OKR : Objective Key Results เครื่องมือตั้งเป้าหมายทางธุรกิจระดับโลก และตัววัดผลที่สามารถบอกได้ว่า คุณเดินไปผิดเป้าหรือไม่ วิธีนี้ เราได้ Platform มาจาก Google ซึ่งทุกย่างก้าวเดินจะต้องด้วยระบบดิจิทัล เมื่อไหร่ที่บริษัทมีปัญหา ในฐานะ CEO ผมจะมายืน ณ จุดศูนย์กลางที่สร้างขึ้นแล้ว Live บอกพนักงานทุกจุดให้ทราบ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในบริษัท หรืออยู่ที่ไซต์งาน 40 กว่าแห่ง เขาสามารถรับรู้ได้พร้อมกัน…

…ผมจึงเป็น CEO ที่ไม่มีห้องทำงาน และบอกทุกคนว่า I’m every where and no where”

ด้วยสโลแกน และเป้าหมายที่ชานนท์ให้กับพนักงานพันกว่าคน เขาแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของรายได้ที่ก้าวกระโดดในปีที่แล้วว่า สูงถึง 16,000 ล้านบาท มียอดโอนสำหรับปีนี้ 25,000 ล้านบาท ปีหน้าอยู่ที่ 42,000 ล้านบาท และปีต่อไปอีกราว 60,000 ล้านบาท

 

ขณะที่งาน หรือโครงการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งโครงการที่กำลังโอน รอขาย รอการก่อสร้างและรอออกแบบ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 120,000 ล้านบาท “ทุกงานที่เราทำจะต้องสอดรับไปกับเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังสร้าง และทยอยดำเนินการเสร็จสิ้น”

ทฤษฎีของอนันดา คือ เราจะคืนเวลาให้กับชีวิตของคนไทยที่ติดอยู่ในรถถึง 45 วันต่อปีได้อย่างไร สำหรับเราใครอยู่ใกล้รถไฟฟ้าที่สุด คนนั้นก็จะมีเวลาของตัวเองมากที่สุด ในฐานะเป็นนักพัฒนาที่ดินตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้า S-Curve (เส้นกราฟแสดงการเติบโตของธุรกิจ) ของ อนันดา อยู่ตรงที่เรามีโครงการอยู่ 81 สถานีใน 316 สถานีของเส้นทางรถไฟฟ้าที่รัฐบาล มีโครงการที่จะทำ

ชานนท์ กล่าวว่า เขาเป็นนักพัฒนาที่ดินที่สร้างโครงการต่างๆด้วยนวัตกรรม เริ่มจากการเป็นนักพัฒนารายแรกที่มองว่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาดีที่สุดคือ อสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทางที่ ทางด่วนตัดผ่าน หรือรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน “เราสร้างกลุ่มเป้าหมาย เจน C (Convenient) ขึ้นมาเป็นกลุ่มแรกโดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รักความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และปรับเปลี่ยนรูปแบบทุกโครงการให้สอดรับไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่กับระบบดิจิทัลมาตลอด…

เราโกโมบาย คุยกับบล็อกเกอร์ เข้าสู่โซเชียลมีเดีย และปรับปรุงรูปแบบคอนโดมิเนียมของเราด้วยการใส่ความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยของผู้อยู่อาศัยเข้าไป เช่น มีเครือข่ายร้านค้ายอดนิยมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยตลอด 24 ชม.อย่างสตาร์บัคส์ หรือ แมกซ์แวลูเข้าไป

อนันดา ยังเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ทำงานร่วมกับ CDC : Crystal Design Center ออก Venture Bond ทำงานกับบริษัทมิตซุยยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีมาร์เก็ตแคป 1 ล้านล้านบาทใน 17 โครงการ เป็นต้น

ชานนท์อยากให้เราดูผลกระทบที่ธุรกิจต่างๆทั่วโลกได้รับจากการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอนันดาไม่ได้รับผลกระทบอะไรด้วย เพราะดูจะวางเป้าหมายถูกต้องมาตลอด กระนั้น ก้าวต่อไปของอนันดา ก็น่าจะใช้ดิจิทัลพัฒนารูปแบบของธุรกิจตนเองได้อีกมาก เช่น จากโดรนที่บินรับส่งผู้คนจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งโดยไม่ต้องไปติดอยู่ในรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนน

เราไม่เคยนิ่งนอนใจ และยังคงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ทฤษฎีที่มุ่งไปสู่โลกดิจิทัลในอนาคต.

ทีมเศรษฐกิจ

 

อยากให้คนไทยกินนม! โฟร์โมสต์ทั้งจัดโปร-แจกฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2560 11:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/954063


“โฟร์โมสต์” เดินหน้าทำตลาดนมพร้อมดื่ม ทั้งจัดโปรโมชั่นรับวันดื่มนมโลกในแคมเปญโฟร์โมสต์ ดื่มขยับรับสุขภาพดีปีที่ 4 รวมทั้งจับมือบิ๊กซีแจกนมฟรีทั่วประเทศ…

นางสาวพิมจันทร์ วิมุกตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ กล่าวว่า เดินหน้าสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีจึงสานต่อแคมเปญโฟร์โมสต์ดื่มขยับรับสุขภาพดีต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยรณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการดื่มนมคุณภาพที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อให้ครอบครัวไทยแข็งแรงเต็ม 100%

ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมปูพรมกิจกรรมสื่อสารการตลาดแบบ 360 องศา และจัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคช่วงวันดื่มนมโลก ล่าสุด จับมือกับบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์แจกผลิตภัณฑ์โฟร์โมสต์นสจืดฟรีทั่วประเทศ อีกทั้งเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ที่ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% ที่ได้รับมาตรฐานโกลด์สแตนดาร์ดจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และเดินสายจัดกิจกรรมเชิงเอ็ดดูเทนเมนต์ มุ่งสร้างการรับรู้เรื่องการบริโภคนมโคคุณภาพ ตั้งเป้าแจกผลิตภัณฑ์นมคุณภาพตัวอย่างให้ผู้บริโภคทั่วไทยกว่า 3 ล้านชิ้นตลอดทั้งปี.

 

อาลีบาบาร่วมด้วย ยื่นโอกาสให้ผู้พิการเปิดธุรกิจ-ค้าขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2560 10:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/954033


“อาลีบาบา” เว็บอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เอาด้วยช่วยเหลือผู้พิการ โดยหยิบยื่นโอกาสเปิดธุรกิจและประกอบอาชีพบนช่องทางออนไลน์…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาลีบาบา กรุ๊ป เว็บอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ประกาศช่วยเหลือผู้พิการให้โอกาสเปิดธุรกิจและประกอบอาชีพบนช่องทางออนไลน์ โดยเถาเป่า หนึ่งในช่องทางการค้าหลักอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ขยายบทบาทช่วยเหลือผู้พิการให้เริ่มต้นธุรกิจขนาดย่อมและประกอบอาชีพเปิดร้านค้าออนไลน์บนเถาเป่าภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในภาคธุรกิจการค้าอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ตามรายงานล่าสุดโดย AliResearch และสหพันธ์คนพิการแห่งประเทศจีน มีร้านค้าบนเถาเป่า กว่า 160,000 ร้าน ที่ดำเนินงานโดยผู้พิการ ระหว่างเดือน เม.ย.2559 ถึง มี.ค.2560 ซึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าว ร้านค้าเหล่านี้ สร้างมูลค่ายอดขายรวมทั้งสิ้นถึง 12,400 ล้านหยวน เนื่องจากการเปิดร้านค้าออนไลน์มีต้นทุนไม่สูงมากนักผู้พิการจึงสามารถเริ่มต้นธุรกิจของตนได้ ด้วยแรงสนับสนุนจากอาลีบาบา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเปิดร้านค้าออนไลน์ที่รวดเร็ว ฉับไว บริการส่วนลดต่างๆ และการจัดอบรมเพื่อส่งเสริมให้ผู้พิการสามารถเริ่มต้นและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการที่มีความพิการส่วนใหญ่บนช่องทางเถาเป่ามีอายุระหว่าง 36–50 ปี ผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี สร้างยอดขายถึง 1 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดโดยกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว รายงานระบุว่า ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2559 ถึง มี.ค.2560 มีผู้พิการมากถึง 2.46 ล้านคน สั่งซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางเถาเป่าและทีมอลล์ โดยมียอดขายรวมทั้งหมด 22,100 ล้านหยวน.

 

การบินไทยเปิดตัวสติกเกอร์ไลน์ใหม่ พร้อมดาวน์โหลดฟรีตั้งแต่ 30 พ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/954015


บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดให้ผู้ใช้แอปพลิเคชัน LINE ดาวน์โหลดสติกเกอร์การบินไทยชุดใหม่ ซึ่งนับเป็นชุดที่ห้า หลังจากที่สติกเกอร์ชุดก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับและดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นองค์กรหรือ LINE Official Accounts กลุ่มแรกๆ ของประเทศไทย ที่จัดทำสติกเกอร์ไลน์และเปิดให้ดาวน์โหลดสติกเกอร์ได้ฟรี ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับในปีนี้ตรงกับวาระที่การบินไทยดำเนินกิจการมาครบ 57 ปี และเพื่อแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าสมาชิก และบุคคลทั่วไป รวมถึงเป็นการขยายช่องทางการสื่อสารบนสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาชิกรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับการบินไทยมากขึ้น

การบินไทย จึงได้จัดทำสติกเกอร์ไลน์ชุดใหม่โดยใช้ชื่อว่า Happy Flights with the THAI Family ประกอบด้วยการ์ตูนรูปเครื่องบินของการบินไทยในอิริยาบถต่างๆ อาทิ เครื่องบิน Airbus A350 เครื่องบิน Boeing 787 และเครื่องบิน Airbus A380 จำนวน 16 แบบ ซึ่งสติกเกอร์ไลน์ดังกล่าวมีอายุการใช้งาน 90 วันนับจากวันที่ดาวน์โหลด และสามารถดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2560 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สติกเกอร์ไลน์ชุดใหม่ การบินไทย ชื่อว่าชุด “Happy Flights with the THAI Family”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดสติกเกอร์ได้ โดยเข้าแอปพลิเคชัน LINE และเลือกหัวข้อ More และ Sticker Shop จากนั้นกดค้นหา THAI Official Accounts โดยพิมพ์ในช่องค้นหาว่า Thai Airways และกดเพิ่มเป็นเพื่อนเพื่อดาวน์โหลดสติกเกอร์ Happy Flights with the THAI Family นอกจากนั้นยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของการบินไทยผ่านสื่อออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaiairways.com  และ http://www.facebook.com/ThaiAirways