ดัชนีเศรษฐกิจ 27/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953773


ชามตราไก่ ลำปาง ฝีมือ-ความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952968


ปี พ.ศ.2528 รัตนา สินวรรณกุล ทายาทชามตราไก่ เรียนจบสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำงานหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯอยู่ราว 3 เดือน ระหว่างนั้นมีเสียงเรียกให้กลับมาช่วยงานบ้าน

แต่ก็ยังรีรอ จนเพื่อนคนหนึ่งกระตุกสติด้วยคำพูด “ทำไมไม่เอาความคิดที่มีไปใช้ที่บ้าน” คำพูดนี้ทำให้ตัดสินใจ

เวลาผ่านเลย 32 ปี วันนี้รัตนา อายุ 54 ปี เป็นเจ้าของโรงงานผลิตชามตราไก่ เอสซี เลขที่ 34 ถนนไฮเวย์ลำปาง-งาว ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ย้อนไปเมื่อปี 2500 กลุ่มชาวจีนแคะ 4 คน นายซิมหยู แซ่ฉิน นายเซี่ยะหยุย แซ่อื้อ นายซิวกิม แซ่กว็อก และนายเต็กเชียง แซ่เทน ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เดินทางจากตำบลกอปี อำเภอไท้ปู มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ถึงเมืองไทย มารับจ้างทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่นาน จากนั้นก็ย้ายไปจังหวัดลำปาง

วันหนึ่งในสี่สหายไปเห็นชาวบ้านกำลังลับมีด ขอเข้าไปจับดู รู้ทันทีว่าหินลับมีดมีส่วนผสมเป็นดินขาว แร่สำคัญที่ใช้ทำเซรามิก ถามชาวบ้านว่าหินก้อนนี้อยู่ที่ไหน

ได้คำตอบก็ชวนเพื่อนปั่นจักรยานไปที่อำเภอแจ้ห่ม

เจอแหล่งวัตถุดิบก็ชวนกันตั้งโรงงานเซรามิก ชื่อโรงงานร่วมสามัคคี ที่บ้านป่าขาม อำเภอเมือง

นี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานการทำชามตราไก่ ขนาด 6-8 นิ้ว ด้วยมือ วาดตัวไก่สีแดง หางสีดำ เคลือบด้วยขี้เถ้า

ลายไก่ เขียนง่ายๆไม่ซับซ้อน ทำอยู่ 3 ปี มีปัญหาตามมาหลายอย่างทำให้ต้องแยกย้ายไปทำงานอื่น

ปี 2512 เซี่ยะหยุย แซ่อื้อ เตี่ยของรัตนา กลับมาตั้งโรงงานใหม่ คราวนี้ลายตราไก่ที่เคยมีประสบการณ์ก็ทำต่อ แต่แตกหน่อต่อยอดไปวาดลายดอกไม้และลายอื่น

กระบวนการเขียนลายตราไก่ก็พัฒนาไปเป็นตราไก่ในดอกไม้ และในต้นกล้วย แต่สิ่งที่ยากมากกว่า คือวิธีการทำชาม และเทคนิคที่บอกไม่ได้ คือการเผา และสูตรการเคลือบ

เซรามิก วิชานี้ เซี่ยะหยุยตั้งใจถ่ายทอดให้ลูกๆทุกคน

แต่ลูกทุกคนมีความถนัด เรียนรู้วิชานี้ได้ไม่เหมือนกัน

รัตนาเล่าถึงวิธีการทำชามไก่แบบโบราณ เริ่มจากการผสมดิน โดยย่ำด้วยเท้าและนวดด้วยมือ จากนั้นนำมาปั้นตบเป็นแผ่น นำล้อจักรยานมาเป็นแป้นหมุนในการขึ้นรูป นำดินขาวที่หมักเปียกขว้างลงบนพิมพ์ที่หมุนอยู่บนล้อจักรยาน ใช้แผ่นไม้ตัดเป็นรูปโค้ง (จิ๊กเกอร์) กวาดแต่งเติมดินให้ได้รูปทรงถ้วยกลมทีละใบ

เสร็จแล้วนำมาต่อขา ทิ้งค้างไว้บนกระดานให้แห้งโดยธรรมชาติ

จากนั้นเคลือบด้วยขี้เถ้าแกลบ เผาด้วยเตามังกรโบราณใช้ไม้ฟืน ความร้อนเกือบ 1,300 องศา ราว 18-24 ชั่วโมง

ขั้นตอนนี้ช่างจะอาศัยประสบการณ์ โดยสังเกตสีของเปลวไฟ

ชามไก่ในยุคแรกๆค่อนข้างหนา เมื่อเผาดินสุกก็นำมาเขียนสีบนเคลือบด้วยพู่กัน การตวัดพู่กันจีนวาดลายไก่ ดอกไม้ และต้นกล้วย จะถูกถ่ายทอดให้คนงานในท้องถิ่น โดยใช้คนวาด 2-3 คน

แต่ละคนจับพู่กันทีละ 2-3 ด้าม วาดต่อเติมกันเป็นส่วนๆจนเต็มรูปแบบในแต่ละใบ

เสร็จแล้วนำไปเผาในเตาอบรูปกลม ซึ่งภายในเป็นถังดินขนาดใหญ่อีกครั้ง ด้วยความร้อนจากฟืนราว 700-750 องศา 5-6 ชั่วโมง รอจนเย็นแล้วก็จัดใส่เข่งจำหน่าย

ข้อดีของกระบวนการทำชามตราไก่แบบโบราณ คือได้ชามคุณภาพดี ข้อเสียคือผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด

ปี 2516 ชาวจีนไท้ปูร่วมกลุ่มกันดันราคาเซรามิกให้ดีขึ้น จาก 14 สตางค์ เพิ่มเป็น 1.10 บาท ทำให้ชามลายไก่มีราคาขึ้นเป็นเท่าตัว

เตี่ยเริ่มมีเงินทุนมากขึ้น ก็ตั้งโรงงานเอเชีย ให้พี่ชายคนโตที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้บุกเบิกงานสร้างสรรค์ สัตว์ในวรรณคดี เกล็ด พญานาค โบสถ์ วิหาร บันไดนาค ทางขึ้นดอยสุเทพ และเกล็ดนกหัสดีลิงค์ ที่วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ตั้งโรงงานแห่งใหม่ให้พี่ชายคนที่สอง ชื่อโรงงานสยามซีรามิคส์

ส่วนของรัตนา ทำโรงงานเอสซี จำหน่ายวัตถุดิบ คือดินขาว แยกมารับทำผลิตภัณฑ์ถ้วยขนมวาดลายไก่

ปี 2556 โรงงานสยามซีรามิคส์ปิดตัวลง พร้อมๆเตามังกรโบราณ ความเปลี่ยนแปลงนี้มีผลให้โรงงานเซรามิกทั้งจังหวัดลำปางเปลี่ยนกรรมวิธีผลิตชามตราไก่ เป็นการผลิตใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง

ชามตราไก่ เอกลักษณ์คือลายไก่ วัตถุดิบทำจากดินขาว คุณสมบัติ ทนไฟสูง ไม่มีสารตะกั่ว สีแดงและสีดำที่ใช้วาดเป็นสีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ประจวบเหมาะสัญลักษณ์ของจังหวัดลำปางก็เป็นลายไก่

“เซรามิกลำปางเคยถูกโจมตีจากจีน ว่ามีสารตะกั่วเจือปน เข้าไมโครเวฟไม่ได้” รัตนาฟื้นความหลัง “แต่ความจริงเซรามิกลำปาง เผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาขึ้นไป สีที่ใช้สีทนไฟ เป็นสีใต้เคลือบ ไม่มีสารตะกั่ว”

จุดเด่นของถ้วยขนมโรงงานเอสซี ยังมีการวาดด้วยพู่กันจีน ไก่ที่วาดอย่างนี้ ดูมีชีวิตชีวา มีความกระตือรือร้น

ต่างจากไก่โรงงานอื่น ที่ดูเหมือนไก่สตัฟฟ์ สังเกตได้จากปากกับหงอนไก่

ถ้วยขนมตราไก่ รัตนาสารภาพว่า ส่วนใหญ่พี่สาว เชียง สินวรรณกุล เป็นคนวาด

เชียงชำนาญการใช้พู่กันมาก จับพู่กันสามอันในมือเดียว สลับกันไปมา ไก่มีชีวิตชีวาพริ้วไหว

นอกจากวาดได้สวยงาม เชียงยังวาดได้มาก ถึงวันละสองถึงสามพันชิ้น

และวาดไก่ด้วยฝีมืออย่างนี้มาแล้วเป็น 10 ปี

สภาพเศรษฐกิจสองปีที่ผ่านมา โรงงานเอสซีต้องหดตัวลง เหลือแค่ทำถ้วยขนม ถ้วยตะไล ผลิตตามใบสั่ง

แต่ความเชี่ยวชาญงานเขียนลายไก่ยังมี และได้รับความเชื่อถือ จากคนในวงการ รัตนากับพี่เชียงจึงแบ่งเวลา กับการออกรับงานสอนการวาดลายไก่บนถ้วยดิบด้วยพู่กันจีน

“วัตถุประสงค์หลักอยากให้คนรู้คุณค่าของงานเซรามิกลำปาง โดยเฉพาะการวาดลายไก่ ว่าเป็นของคนรุ่นดั้งเดิม เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีการผลิตแบบโบราณอีก”

ตอนสอน ประโยคที่ถูกถามบ่อยๆ ดินที่ทำเซรามิกทำมาจากอะไร เข้าไมโครเวฟได้หรือเปล่า รัตนาก็อธิบายว่า ถ้วยตราไก่ไม่มีสารตะกั่ว คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีการทำ บางคนคิดว่าเซรามิกทำจากกระดูกสัตว์

การได้โอกาสรับงานสาธิตการวาดลายไก่ รัตนารู้สึกภูมิใจในงานของตัวเอง ทั้งยังได้ช่วยเผยแพร่งานเซรามิกของจังหวัดลำปาง ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

“ครั้งแรกที่ไป ได้รับความสนใจ คนมาเรียนเยอะมาก ถึงกับเล่นเก้าอี้ดนตรี”

คนเรียนได้รู้เทคนิคการจับพู่กันจีน รู้น้ำหนักมือในการลงสี สามารถเอาไปประยุกต์วาดลายอื่นๆลงบนกระดาษ เป็นงานแฮนด์เมดได้ เอาความคิดไปแตกแขนงทำเป็นของที่ระลึกก็ได้

ขณะงานสอนวาดลายไก่เดินหน้าไป รัตนาทำใจยอมรับว่า ชามตราไก่ของโรงงานเอสซีคงจบที่ตัวเอง ต่อไปไม่ช้า ลูกหลานคงแยกย้ายไปทำงานอื่น

รัตนาทิ้งท้าย “งานนี้ภูมิใจในฝีมือบรรพบุรุษ และคิดว่าน่าจะเป็นงานสุดท้ายของบั้นปลายชีวิต”.

 

“ทีโอที-ดีแทค” ฝันหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953797


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และนายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ร่วมกันแถลงข่าวการเป็นพันธมิตรร่วมกันบนคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากที่กลุ่มบริษัทดีแทคได้เสนอผลตอบแทนให้กับทีโอทีสูงสุด ทั้งด้านรายได้และเทคนิค

โดยนายมนต์ชัยกล่าวว่า ข้อเสนอของดีแทคโดดเด่นกว่ารายอื่นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่เดือนละ 4,510 ล้านบาท และการจัดตั้งสถานีฐานจำนวน 20,000 สถานีด้วยเทคโนโลยี 4 จี LTE-TDD ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด โดยดีแทคจะมีสิทธิ์ใช้งานเครือข่าย 60% ผ่านการโรมมิ่ง (Roaming) และอีก 40% ทีโอทีจะนำมาใช้เพื่อให้บริการมือถือ ทั้งที่ทำเองและให้รายเล็กเช่าใช้โครงข่าย (เอ็มวีเอ็นโอ) จำนวน 20% ส่วนอีก 20% ที่เหลือจะนำไปใช้ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่ ในพื้นที่ห่างไกล

“ขณะนี้เรากำลังทำงานกับดีแทคเพื่อหาข้อสรุปในรายละเอียดข้อสัญญาร่วมกันอย่างใกล้ชิดซึ่งเราหวังว่าน่าจะอยู่ภายในเดือน มิ.ย. ทีโอทีจะนำสัญญาส่งให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณา หากไม่มีปัญหาก็จะส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบสัญญาต่อไป โดยหวังว่าน่าจะเซ็นสัญญากันได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี”

นายลาร์สกล่าวว่า ดีแทคมีแผนลงทุนโครงข่ายบนคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์แล้ว แต่ก็ได้ประเมินความเสี่ยงต่อขั้นตอนที่อาจมีจุดสะดุดไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าหากพิจารณาจากผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โครงการนี้ควรจะเกิดขึ้นได้โดยวงเงินลงทุนดังกล่าวยังอยู่ในกรอบวงเงินเดิมที่ประกาศไว้ปีนี้ที่ 17,000-20,000 ล้านบาท.

 

รถลุยน้ำ ป้ายทะเบียนหาย ยื่นขอทำใหม่ได้ ไม่ต้องแจ้งความ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 23:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953707


ขนส่งทางบก แนะ เจ้าของรถที่แผ่นป้ายทะเบียนหล่นหาย แจ้งขอรับแผ่นป้ายทดแทนได้ ที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-5 ที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ ส่วนรถที่จดทะเบียนต่างจังหวัด ติดต่อ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่รับผิดชอบ

นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ช่วงหน้าฝนบางพื้นที่ที่มีฝนตกหนักจนน้ำท่วมสูง ทำให้เจ้าของรถต้องขับลุยน้ำเป็นเหตุให้แผ่นป้ายทะเบียนหล่นหาย รวมถึงจากสาเหตุอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุทำให้ป้ายหลุด หรือตัวยึดป้ายนั้นเกิดสนิม และทำให้ตัวป้ายหลุดออกไปเอง กรมการขนส่งทางบกแนะนำเจ้าของรถที่แผ่นป้ายทะเบียนหาย รีบดำเนินการติดต่อยื่นคำขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทน โดยไม่ต้องแจ้งความ ในกรุงเทพมหานครยื่นคำขอได้ที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5 ที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ

สำหรับส่วนภูมิภาค ยื่นคำขอได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือ สำนักงานขนส่งสาขาที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ โดยต้องแนบเอกสาร ได้แก่ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถ หากไม่มาดำเนินการด้วยตัวเอง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย

กรณีรถติดไฟแนนซ์ สำหรับผู้เช่าซื้อ หรือ ผู้ครอบครองรถที่ต้องการดำเนินการด้วยตนเอง ต้องใช้สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เช่าซื้อ หนังสือรับรองจากบริษัทไฟแนนซ์ หนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

กรณีเป็นนิติบุคคล สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ โดยเสียค่าใช้จ่ายแผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถภายใน 15 วัน โดยระหว่างนี้ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายชั่วคราวได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง หรือที่ Call Center 1584

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้เจ้าของรถที่จำเป็นต้องขับรถลุยน้ำ ตรวจสอบการยึดติดแผ่นป้ายทะเบียนรถทั้งด้านหน้าและท้ายรถ ให้มีความมั่นคงแน่นหนา เพื่อป้องกันการหลุดหายระหว่างที่ขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมเตือนประชาชนอย่าทำป้ายทะเบียนปลอมเพื่อใช้งาน ซึ่งจะเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารราชการ มีความผิดทางอาญาปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท และจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 5 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ฉวยโอกาสนำแผ่นป้ายทะเบียนรถที่เก็บได้ไปใช้จะมีความผิดตามกฎหมายด้วย.

 

พาณิชย์ ผลักดัน จันทบุรีเป็นตลาดกลางค้าผลไม้ออนไลน์ของเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 19:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953442


รมช.พาณิชย์ เปิดตัว http://www.eastfruit.org ผลักดันจันทบุรีเป็นตลาดกลางผลไม้ออนไลน์ของเอเชีย มั่นใจสามารถโปรโมตผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายผลไม้และสินค้าเกษตรของจังหวัดอื่นต่อไป

วันที่ 26 พ.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดันให้จังหวัดจันทบุรี เป็นศูนย์กลางทางการค้าผลไม้ออนไลน์ของภาคตะวันออกและของประเทศว่า ขณะนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เปิดตัวโครงการออฟไลน์ทูออนไลน์แอดจันทบุรี (Offline 2 Online @ จันทบุรี) โดยได้เปิดตัวเว็บไซต์ http://www.eastfruit.org เพื่อเป็นตลาดกลางผลไม้ออนไลน์ให้กับเกษตรกรชาวสวนในจันทบุรี ใช้เป็นช่องทางค้าขายผลไม้ออกสู่ตลาด และเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคได้สั่งซื้อผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง

โดยที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้เข้าไปส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ แก่ชาวสวน และกลุ่ม Biz Club ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในจันทบุรี เพื่อให้ร่วมกันพัฒนาตลาดผลไม้อย่างครบวงจร ทั้งการจำหน่ายผ่านระบบออฟไลน์ และระบบออนไลน์ ที่กำลังขยายตัว เพื่อผลักดันไปสู่เป้าหมายที่จะทำให้จันทบุรีเป็นศูนย์กลางผลไม้แห่งเอเชีย

สำหรับการนำร่องโครงการที่จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากมีผลไม้เมืองร้อนเป็นสินค้าส่งออก มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลก รวมถึงมีพรมแดนติดกับกัมพูชา และมีปริมาณการค้าชายแดนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการขายส่งผลไม้สูงถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี หากรวมมูลค่าเพิ่มจากการทำตลาดแล้วจะสูงถึง 200,000 ล้านบาท จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาผลผลิตด้านผลไม้ที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะสำรวจความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี เพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางและรูปแบบการพัฒนาให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจทุกประเภท สามารถพัฒนาทักษะและขยายโอกาสทางการตลาด ด้วยระบบการค้าออนไลน์แบบครบวงจรได้เช่นเดียวกัน โดยใช้จันทบุรีโมเดล เป็นต้นแบบ.

 

สมคิด ผลักดันเศรษฐกิจสินค้าชุมชน พร้อมสร้างผู้นำเข้มแข็งรับเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 18:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953417


รองนายกรัฐมนตรี หนุน พาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จี้ปรับแนวคิดเป็นหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจ และเร่งสร้างตลาด ผลักดันเศรษฐกิจชุมชนเดินหน้า พร้อมสร้างผู้นำชุมชนเข้มแข็งรับเลือกตั้ง

วันที่ 26 พ.ค. 60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง กระทรวงพาณิชย์กับการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจท้องถิ่น Local Economy 4.0 ภายในงาน Local Economy 4.0 กระทรวงพาณิชย์สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจท้องถิ่น ทางด้านนโยบายเกี่ยวกับ การยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็งเป็นนโยบายที่ดี และรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายว่า ต้องการให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง จึงเห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมที่รัฐบาลดำเนินการจะกระจายไปสู่ท้องถิ่น

โดยตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลมุ่งเน้นพึ่งพาการส่งออก และสนับสนุนการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ภาคส่งออกและเศรษฐกิจโลกดี การส่งออกของไทยเคยขยายตัวได้ถึง 10% จนทำให้หลงลืมที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นจากภายใน นำมาสู่ปัญหาช่องว่างระหว่างสังคมและค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มเผชิญปัญหาซบเซา ขยายตัวไม่ถึง 2% การส่งออกและการลงทุนตกต่ำลงไปด้วย ดังนั้นหลังจากนี้ ควรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่น ซึ่งต้องรีบดำเนินการก่อนที่จะสายเกินไป

สำหรับสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งปรับปรุง คือ การปรับความคิดจากหน่วยงานกำกับดูแล (เรกูเลเตอร์) เป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก คิดหาวิธีพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยี หาช่องทางขาย รวมทั้งต้องร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงมหาดไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างและสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมในท้องถิ่น เช่น ตลาดชุมชน ตลาดกลาง โดยเฉพาะตลาดสินค้าเฉพาะอย่าง ตลาดอาหารทะเล ตลาดผลไม้ ตลาดขนมหวาน ตลาดสินค้าโอทอป เป็นต้น

อีกทั้งในอนาคต หากทุกชุมชนสามารถขับเคลื่อนตลาดกลางสินค้า ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปจับจ่ายสินค้าในชุมชนโดยตรง นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะสร้างเรื่องราวของสินค้า ซึ่งจะทำให้อนาคตสินค้าของชุมชน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสามารถปรับราคาเพิ่มขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจฐานรากในประเทศมีความเข้มแข็ง ก็จะนำมาสู่การสร้างความสมดุลของรายได้ในประเทศ และลดการพึ่งพาภาคส่งออก

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานหลักที่จะเข้าไปช่วยชุมชนคือ กระทรวงพาณิชย์ โดยพาณิชย์จังหวัดต้องประสาน หรือสร้างผู้นำชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เน้นการพึ่งพาตนเอง ไม่รอภาครัฐอย่างเดียว และหากชุมชนเข้มแข็งแล้วสุดท้ายจะจบที่คำว่า ประชาธิปไตย หากประชาชนในชุมชนเข้มแข็ง เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ก็จะเลือกนักการเมืองที่ดีเป็นตัวแทนของตนเอง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องการทำให้เกิดขึ้นในอนาคต.

 

ทีโอที จับมือ ดีแทค บริการ 4G LTE-TDD ให้คนยุคดิจิทัลใช้ครั้งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 18:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953572


บมจ. ทีโอที แจ้งดีแทคได้รับเลือกเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ สำหรับให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz ซึ่งเป็นครั้งแรกในไทย ที่นำเทคโนโลยี 4G LTE-TDD มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ คาดสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ และต่อยอดบริการดิจิทัลแก่ผู้ใช้งาน

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 60 นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที มีมติเห็นชอบให้กลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอ โดยกลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด จะเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีสถานีฐานจำนวนประมาณ 20,000 กว่าแห่งให้ ทีโอที เช่าใช้งาน โดย บมจ.ทีโอที เป็นผู้บริหารจัดการโครงข่ายสื่อสารไร้สายนี้ด้วยตนเอง และจะให้บริษัทในกลุ่มฯ ใช้บริการโดย บมจ.ทีโอที จะมีรายได้ ปีละ 4,510 ล้านบาท สำหรับการใช้งานโครงข่ายร้อยละ 60

กจญ.บมจ.ทีโอที กล่าวต่อว่า ความสำเร็จครั้งนี้ บมจ.ทีโอที ขอขอบคุณรัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การสนับสนุนดีลสำคัญในครั้งนี้ คือการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมนำประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยประเทศไทยจะมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัย ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ก่อให้เกิดการจ้างงาน ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

การร่วมมือระหว่าง ทีโอที และดีแทค จะนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งของประเทศและของทั้งสองหน่วยงานในการสร้างความเข้มแข็งและเติบโตให้กับทั้งสององค์กร โดยบริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz จะขยายโอกาสให้ประชาชนได้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายมากขึ้น และรองรับกับความต้องการในการใช้ ข้อมูล (Data) ขนาดใหญ่ของตลาดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ด้วยจุดเด่นของบริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 MHz ซึ่งมีช่องสัญญาณที่กว้างถึง 60 MHz สามารถให้บริการดาวน์โหลดได้ถึง 300 Mbps โดยในอนาคต ทีโอที มีแผนที่จะนำไปขยายเพื่อให้บริการให้พื้นที่ห่างไกลตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ

สำหรับการให้บริการไร้สาย บนคลื่นความถี่ 2300 MHz ด้วยเทคโนโลยี 4G LTE-TDD เป็นการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยจุดเด่นคือ ผู้ให้บริการมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรสัดส่วนช่วงคลื่นการรับและส่งข้อมูลตามพฤติกรรมการใช้งาน ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักนิยมดาวน์โหลดข้อมูลและวิดีโอ มากกว่าอัปโหลด ด้วยเทคโนโลยี LTE-TDD จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ให้บริการสามารถจัดสรรช่องสัญญาณเพื่อรองรับการดาวน์โหลดให้มากกว่าช่องสัญญาณอัปโหลด

หากผู้ใช้งานเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน ผู้ให้บริการก็สามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรช่องสัญญาณได้ตามต้องการ ทั้งนี้ จากรายงานของ GSMA Intelligence ระบุว่า LTE-TDD เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งตลาดของเทคโนโลยี LTE-TDD จะเพิ่มขึ้นเป็น  22% ของการเชื่อมต่อบนเทคโนโลยี LTE ทั้งหมดทั่วโลกในปี พ.ศ. 2563

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เผยว่า ความร่วมมือระหว่างดีแทคและทีโอทีที่จะเปิดให้บริการไร้สาย 4G LTE 2300 MHz บนแถบคลื่นที่กว้างถึง 60MHz ซึ่งเป็นแบนด์วิดท์บนคลื่นความถี่เดียวที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย จะยกระดับประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนโมบายล์บรอดแบนด์ของผู้ใช้งานดิจิทัลไปอีกขั้น และยังเปิดมิติใหม่ในการพัฒนาการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมครั้งใหญ่ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ดีแทคและทีโอทีจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างสัญญาทางธุรกิจ โดยดีแทคเชื่อมั่นว่า ทั้งดีแทคและทีโอทีจะสามารถบรรลุข้อตกลงและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดภายในไตรมาสสี่ของปีนี้

ทั้งนี้ ดีแทคและทีโอทีเมื่อสามารถบรรลุกระบวนการจัดทำร่างสัญญาทางธุรกิจ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยขยายโครงข่ายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ครอบคลุมประชากรร้อยละ 80 ของประเทศ เพื่อสนับสนุนแผนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล รวมทั้งยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ.

 

อย่าตกใจ! ‘ซุปเปอร์ริช สีส้ม’ ยัน ข่าวมั่ว ไม่ได้ถูกสั่งปิด จ่อฟ้องคนปล่อยข่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953415


นายปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานกรรมการบริษัท ซุปเปอร์ริช อินเตอร์เนชั่นเนล เอ็กซ์เชนจ์ (1965) เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับไทยรัฐออนไลน์ว่า เท่าที่ตนสืบจับได้นั้น ต้นเหตุเกิดมาจากมีคนครอปข้อความในแฟนเพจเฟซบุ๊กอาแปะ ซึ่งเป็นเพจที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชั่นท่องเที่ยว ราคาตั๋วเครื่องบิน ก่อนที่จะนำมาส่งต่อๆ กันทางแอปพลิเคชันไลน์ และหลังจากที่อาแปะทราบเรื่องก็ได้ลงแก้ไขโพสต์แต่ไม่ได้ลบโพสต์เก่าออก

รูปที่แชร์ต่อกันในไลน์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง

ทั้งนี้ ข่าวเก่านั้นตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเป็นข่าวมั่ว เพราะซุปเปอร์ริช สีส้ม ของตนไม่ได้โดนอายัดเงินร้อยล้าน และไม่ได้ปิดร้านด้วย คาดว่า มีผู้ไม่หวังดีเอาเว็บไซต์เก่าซึ่งได้เลิกใช้ไปนานแล้ว ผูกเรื่องกับร้านแลกเงินเจ้าอื่นที่โดนจับ และเอามารวมกับเงินร้อยล้าน โยงกันมั่วจนเป็นเรื่องของร้านตน

ล่าสุด ตอนนี้ตนได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ย้อนไปดูเรื่องย้อนหลังว่าใครเป็นคนแชร์ และก็ได้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ เพื่อเป็นคดีตัวอย่าง

“ตอนนี้ร้านเปิดปกติครับ ไม่เคยปิดเลย ไม่เคยหยุดงาน และไม่มีใครบุกอย่างที่แชร์กันต่อๆ ด้วย ลูกค้าถามไถ่มาโดยตลอดจนต้องประกาศแจ้งในเฟซบุ๊กว่าไม่เป็นเรื่องจริง ส่วนที่เห็นรูปหิ้วกระเป๋านั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวกับร้านของผมเลย และก็ไม่ทราบด้วยว่าเป็นภาพจากข่าวของใคร ซึ่งผมจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะการสร้างข่าวมั่วทำให้ร้านของผมเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก” นายปิยะ กล่าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 0.14 ดัชนีอยู่ที่ 1,569 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953498


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 0.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,569.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,346.99 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 26 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 0.14 จุด เปลี่ยนแปลง -0.01% มูลค่าการซื้อขาย 37,346.99 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,572.66 จุด และต่ำสุดที่ 1,566.81 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

*137 เอาไม่อยู่! กสทช. ชี้บ. SMS ลูกเล่นเยอะ คุมยาก ย้ำต้องช่วยกันแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 15:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953368


กสทช. เผย บริษัทเอสเอ็มเอส หรือ ผู้ให้บริการคอนเทนต์ ลูกเล่นมาก ตุกติกใช้เบอร์ทั่วไป ที่นำหน้าด้วย 02 หรือ 08 ส่งข้อความ ชี้ ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จึงควบคุมไม่ได้ ย้ำผู้บริโภคต้องช่วยกัน ร้องเรียนมายัง กสทช. หากพบข้อความโฆษณารบกวน

จากรณีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ พบปัญหามีการส่งข้อความ หรือเอสเอ็มเอส (SMS) โฆษณารบกวน ซึ่งเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ต้องเสียค่าบริการโดยที่ไม่ยินยอม แม้จะยกเลิกข้อความผ่าน *137 ซึ่งเป็นบริการของ กสทช. จนสร้างความไม่สบายใจ และความวิตกกังวลให้กับผู้ใช้งาน

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยกับ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ว่า การที่ บริษัทผู้ให้บริการคอนเทนต์พาร์ทเนอร์ หรือ บริษัทผู้ให้บริการเอสเอ็มเอส ส่งข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้รับ ซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมายอยู่แล้ว

เบื้องต้น ผู้บริโภคสามารถใช้บริการยกเลิกข้อความผ่านระบบ IVR *137 ของ กสทช. เพื่อระงับก่อนได้ แต่จะไม่ได้รับเงินคืน หากต้องการเงินคืน ต้องร้องเรียนมาที่ กสทช. ทางสำนักงานจะสั่งให้บริษัทผู้ให้บริการคืนเงิน ในบริการที่ไม่ได้ยินยอมสมัครจริง

สำหรับ ปัญหาที่ผู้บริโภค ยังคงได้รับข้อความโฆษณาอยู่นั้น เนื่องจากบริษัทผู้ให้บริการ มีลูกเล่นมากขึ้น เริ่มใช้หมายเลขโทรศัพท์ ขึ้นต้นด้วย 02 หรือ 08 ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการส่งข้อความมากขึ้น และไม่ได้ใช้หมายเลขที่ขึ้นต้นด้วย 4 ในหมวดคอนเทนต์พาร์ทเนอร์ ตามกำหนดของ กสทช. เพื่อหลีกเลี่ยงระบบบล็อกข้อความ ทำให้ไม่สามารถจัดการกับปัญหาข้อความ จากบริษัทเหล่านี้ได้ จะทราบก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้บริการร้องเรียน เท่านั้น

ทั้งนี้ หากได้รับข้อความโฆษณารบกวน ที่เป็นหมายเลขขึ้นต้นด้วย 02 หรือ 08 สามารถร้องเรียนได้โดยตรงที่ กสทช. โทร. 1200 หรือเว็บไซต์ http://1200.nbtc.go.th

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถิติการร้องเรียนของประชาชน ในเดือนเม.ย.60 ที่ผ่านมา จากสำนักรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม พบว่า ประเภทบริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ มีจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 820 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 64.77 มากที่สุดในบริการทั้งหมด ที่ กสทช. ดูแล