งานหนักแก่ลง เงินน้อย แรงงานโบกมือลาภาคเกษตร ซ้ำพบผู้ประกอบการชะลอจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 15:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953347


สภาพัฒน์ฯ เผยการจ้างงานไตรมาสแรกปีนี้ ลดลง จากภัยแล้งทำให้แรงงานภาคเกษตรไหลสู่นอกภาคเกษตร รวมถึงงานหนัก ผลตอบแทนไม่จูงใจ และแก่ลง พบการจ้างงานในอุตสาหกรรมและก่อสร้างน้อยลง จากลงทุนชะลอตัว…

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แถลงข่าวภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2560 ถึงสถานการณ์การจ้างงานไตรมาสแรกปี 2560 ว่า มีการจ้างงาน 37.4 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราการจ้างงานร้อยละ 0.19 โดยเป็นการจ้างงานภาคการเกษตรลดลงร้อยละ 1.4 ภาคนอกเกษตรลดลงร้อยละ 0.3

ทั้งนี้ การจ้างงานภาคเกษตรลดลง จากการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่ภาคนอกเกษตรต่อเนื่อง ช่วงปี 2557-2559 เป็นผลมาจากเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง อีกทั้งแรงงานที่เข้ามาทดแทนแรงงานใหม่ลดลงเพราะสภาพงานที่หนักผลตอบแทนไม่แน่นอนและไม่จูงใจ รวมถึงแรงงานส่วนหนึ่งออกจากการเป็นกำลังแรงงานเนื่องจากเข้าสู่วัยสูงอายุ

สำหรับการจ้างงานภาคนอกเกษตรในสาขาอุตสาหกรรมและก่อสร้าง มีการจ้างงานลดลงร้อยละ 1.5 และ 8.7 ตามลำดับ เนื่องจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัว ส่วนสาขาขายส่งขายปลีกโรงแรมและภัตตาคาร และการขนส่งยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9, 4.2 และ 2.9 ตามการบริโภคครัวเรือนและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี ส่งผลให้มีอัตราการว่างงานโดยรวมของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 1.2

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่สะท้อนให้เห็นในการสร้างงานในปัจจุบัน เนื่องจากยังมีกำลังผลิตส่วนเกินจำนวนมากและยังสามารถเพิ่มชั่วโมงการทำงานของแรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการยังคงชะลอการจ้างงานออกไป

ขณะที่สถานการณ์หนี้ครัวเรือน พบว่ายังมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวชะลอลง เหลือร้อยละ 4.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการชะลอลงของสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากร้อยละ 7.0 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2559 เหลือร้อยละ 6.1 ในไตรมาสแรกของปีนี้

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยก่อนที่มาตรการการลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดลง ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.3 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2559 ซึ่งสอดคล้องกับยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งในประเทศที่เพิ่มขึ้น.

 

‘อิงเกรส’ มอง ความต้องการ ‘รถยนต์’ ในตลาดอาเซียนยังมีสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953290


อิงเกรส อินดัสเตรียล ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มองแนวโน้มการผลิตรถยนต์ในไทย มีอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ยที่ 3.51% ประเมินตลาดอาเซียนยังต้องการรถยนต์อีกเป็นจำนวนมาก เผยความพร้อมเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยต้นเดือนส.ค.นี้

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานบอร์ด บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) หรือ INGRS กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย คาดว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.51% โดยไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์รายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนที่ผลิตจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในภูมิภาคอาเซียน เป็นตลาดที่กำลังเติบโต โดย 50% ของประชากรส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของคนชั้นกลาง ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องแสวงหาความสะดวกสบายในชีวิต เพราะฉะนั้นในภูมิภาคนี้ จะเป็นตลาดรถยนต์ที่สำคัญ นอกจากการผลิตเพื่อใช้งานเองแล้ว ยังรวมถึงการผลิตเพื่อส่งออกอีกด้วย ส่งผลให้ธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ยังสามารถเติบโตต่อเนื่องได้อีกในอนาคต

นายอับดุล ราฮิม บินฮายี ฮิตัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทของเรา เป็นผู้นำของอาเซียนในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับการส่งออกไปทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยบริษัท เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเร็วนี้ และเตรียมเปิดขาย IPO ในวันที่ 9 ส.ค. 60 คาดว่าจะมีทุนจดทะเบียน 1,446,942,690 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

สำหรับ การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของบริษัท มี 3 กลุ่มด้วยกันคือ 1. ผลิตภัณฑ์รีดขึ้นรูป (Roll Forming Products) ประกอบด้วย กรอบประตูด้านล่าง กรอบประตูด้านใน กรอบนำกระจก, ท่อหมุนเวียนไอเสียเครื่องยนต์, ท่ออ่อนและท่อยุบตัวได้, คิ้วรางน้ำ, ยางขอบกระจกหน้า และยางรีดน้ำ

2. ผลิตภัณฑ์ปั๊มขึ้นรูปและโมดุล (Stamping & Module Assembly Products) ประกอบด้วย ส่วนจำเพาะหรือโมดุล, บานพับประตู, คานเหล็กนิรภัย, ฉนวนกันความร้อน, แผ่นกันความร้อน, ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตโดยการปั๊มตัดขึ้นรูปโลหะด้วยแม่พิมพ์ และตัวยึดตัวเล็ก และ 3. เครื่องมือยึดจับและแม่พิมพ์ (Tool & Dies) ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ

“ในปี 2559 สิ้นสุด 31 ม.ค.60 บริษัท มีรายได้รวม 2,916 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่  210.40 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 19% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันในปี 58 ที่มีกำไร 177 ล้าน และมีรายได้รวมที่ 3,159 ล้านบาท แม้รายได้รวมในปี 60 นั้นน้อยกว่าปี 58 เนื่องจากสภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชะลอตัว แต่บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ หรือ เน็ตมาร์จิ้น ที่เพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 7.2”

 

กองทุนบัวหลวง มอง อาเซียนเติบโตต่อเนื่อง ได้การลงทุน-บริโภค ช่วยหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 14:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952963


บลจ.บัวหลวง ประเมิน เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ได้รับการสนับสนุนจากการลงทุน การบริโภค รวมถึงบริการ ที่จะมีขึ้นอีกในอนาคต

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ กองทุนบัวหลวง กล่าวว่า เรามองว่า เศรษฐกิจในประเทศอาเซียน มีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งระดับการบริโภคทั้งสินค้าและบริการหลายชนิดยังนับว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว จึงมีโอกาสที่เราจะได้เห็นความเจริญรุดหน้ามากขึ้นในหลายๆ ด้านในอนาคตข้างหน้า

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือ เวียดนาม ต่างก็มีบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพ ขณะที่ สิงคโปร์ เอง แม้เศรษฐกิจจะไม่ได้ขยายตัวรวดเร็วเหมือนประเทศอื่นในอาเซียน แต่ก็มีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก จนขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการขยายตัวสูงได้

นอกจากนี้ ความโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน ยังประกอบไปด้วยการมีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ทำให้เศรษฐกิจของอาเซียนนั้นถือว่ามีขนาดใหญ่ทัดเทียมกับหลายๆ ประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก

ทั้งนี้ ตามรายงานของ IHS Global Insight ระบุว่า จีดีพีของอาเซียนจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ 4.6% ทำให้ขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนจะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2017 ซึ่งถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประเทศอินเดีย ที่มีขนาดเศรษฐกิจ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษ (2.4 ล้านล้านดอลลาร์) หรือ ฝรั่งเศส (2.3 ล้านล้านดอลลาร์) เป็นต้น

นายพีรพงศ์ กล่าวอีกว่า ลำพังการเข้าไปลงทุนในประเทศ ที่มีเศรษฐกิจขยายตัวสูงนั้น ยังไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการลงทุน แต่กองทุนบัวหลวงยังมีทีมงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าถึง กับตลาดหุ้นอาเซียนโดยเฉพาะ ซึ่งเราได้ส่งทีมของเราไปศึกษา และเฟ้นหาหุ้นในแต่ละประเทศอาเซียนแบบลงถึงพื้นที่จริง มาเป็นเวลากว่า 3 ปี

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นของภูมิภาคอาเซียน บลจ.บัวหลวง ได้ออกแบบกองทุน B-ASEANRMF เพื่อตอบโจทย์การลงทุนแบบผสมผสาน และรับสิทธิทางภาษี หรือ ออมเงินเพื่อยามเกษียณแล้ว B-ASEANRMF ยังเหมาะสำหรับผู้ต้องการกระจายความเสี่ยง ผสมผสานการลงทุนไปยังต่างประเทศ แต่ต้องยอมรับที่จะเผชิญความผันผวน หรือความเสี่ยงของตลาดอาเซียนได้ด้วย โดยเล็งไปที่ผลของการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ โดยกองทุนดังกล่าวเสนอขายครั้งแรกแก่ผู้ลงทุน ระหว่างวันที่ 25-31 พ.ค.นี้ มูลค่าเสนอขายขั้นต่ำเพียง 500 บาท

 

ปิดฉากสวยงาม OTOP MIDYEAR ขายทะลุเป้า 857.5 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 12:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/953102


ปิดฉากอย่างสวยงาม OTOP MIDYEAR 2017 “มหาดไทย” ปลื้มประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย กวาดยอดขายทะลุเป้ากว่า 857.5 ล้านบาท ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเข้มแข็ง

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลตอบรับของงาน OTOP Midyear 2017 “BEST LOCAL TO GLOBAL” ภูมิใจ ภูมิปัญญาไทย ระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 8 วันว่า ยอดจำหน่ายของกลุ่มสินค้า Otop 10,000 รายการ กว่า 3,000 ร้านค้าจากทั่วประเทศ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเกินความคาดหมาย ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่า 857.5 ล้านบาท

“งาน OTOP Midyear 2017 ได้รับการตอบรับดีมากจากพี่น้องประชาชน โดยทั้งยอดผู้เข้าชมงานและยอดจำหน่ายโดยรวมทำลายสถิติของปีที่ผ่านมา เพราะมีผู้เยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าภายในงานกว่า 369,374 คน และมียอดจำหน่ายรวมทั้ง 8 วันกว่า 857.5 ล้านบาท สาเหตุเป็นเพราะสินค้า OTOP ภายในงานที่มาจากทั่วประเทศมีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล อีกทั้งยังมีความหลากหลาย จึงทำให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยให้ความสนใจอย่างมาก”

นายอภิชาติ กล่าวว่า การตอบรับงาน OTOP Midyear 2017 ที่ดีอย่างยิ่งในครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบความสำเร็จการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่ยังมีกำลังซื้อสูง ที่สำคัญยังเป็นการช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอีกด้วย โดยเม็ดเงินเหล่านี้จะกลับคืนไปสู่ชุมชน ทำให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป แล้วพบกันใหม่ในงาน OTOP ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี ในเดือนสิงหาคมนี้.

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ค. 2560 09:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952948


ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,250 ขายออกบาทละ 20,350 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 ขายออกบาทละ 20,850

วันที่ 26 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,250 ขายออกบาทละ 20,350 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 ขายออกบาทละ 20,850

 

เล็งหารือจีนปราบทัวร์ขี้โกง เอกชนเสนอรัฐจัดวีแชตเตือนนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952853


“กอบกาญจน์” จ่อหารือ “ซีเอ็นทีเอ” ร่วมมือปราบทัวร์ผิดกฎหมาย ย้ำไทยมีการเฝ้าระวังตรวจสอบตลอด เชื่อว่าหายไปจากระบบแล้วกว่า 95-98% ขณะที่แอตต้าเสนอรัฐบังคับใช้กฎหมายห้ามทัวร์ขายออปชันเกิน 3,000 บาท พร้อมขอให้ร่วมมือวีแชตเตือนนักท่องเที่ยวจีนเมื่อถึงไทย

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซีเอ็นทีเอ)ที่จะมาประชุมร่วมกับกระทรวงเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าด้านความร่วมมือส่งเสริมท่องเที่ยว เรื่องการเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ที่ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ทางการจีนต้องการเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันจะหารือถึงความคืบหน้ามาตรการยกระดับทัวร์คุณภาพ การปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ซึ่งฝ่ายไทยได้ตรวจสอบตลอด และอยากติดตามจากซีเอ็นทีเอว่า ช่วยสอดส่องต้นทางในจีนถึงการขายแพ็กเกจทัวร์ให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมด้วยหรือไม่ และซีเอ็นทีเอได้ดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นๆด้วยหรือไม่ แต่เท่าที่ทราบ มีการปราบทัวร์ผิดกฎหมายในสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว

นอกจากนี้ ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ให้ช่วยสอดส่องการทำธุรกิจนำเที่ยวมาประเทศไทยด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามักพบปัญหาว่า นักท่องเที่ยวที่ไม่พอใจในบริการมักไปร้องเรียนทางการเมื่อกลับไปถึงประเทศแล้ว ทำให้เกิดเสียงสะท้อนกลับมาระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบันแม้ทัวร์ผิดกฎหมายจะยังไม่หมดไป 100% แต่เชื่อว่าหายไปจากระบบแล้วกว่า 95-98% และยังต้องดำเนินมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีก

นางกอบกาญจน์กล่าวว่า จะนำการวิจัยมาต่อยอดนโยบาย สิ่งที่สอดคล้องและนำมาจับคู่ได้ทันที ได้แก่ ผลการวิจัยเรื่องการเที่ยวข้ามพรมแดน ที่กระทรวงมีแผนอาเซียน คอนเน็กต์ อยู่แล้ว และล่าสุดจากการเดินทางไปพร้อมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ สปป.ลาว ได้ข้อสรุปในการส่งเสริมท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันใน 3 พื้นที่หลัก ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้ด่านบ้านฮวก จ.พะเยา เป็นด่านถาวร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเพิ่มเติม และพัฒนาทั้งระบบร่วมกัน อาทิ ร้านอาหาร, ที่พัก, กิจกรรม คล้ายกับเส้นทางท่องเที่ยวในประเทศประชาคมยุโรป ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดต่อยอดในการพัฒนาลุ่มน้ำโขง ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกันของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำ มีเป้าหมายพัฒนาให้คล้ายกับแม่น้ำดานูบของฝรั่งเศส

“3 พื้นที่หลักที่ตกลงในเบื้องต้นกับ สปป.ลาว คือ 1.บริเวณภูชี้ฟ้าและภูชี้ดาว ทางฝั่งไทยขึ้นกับ อ.เวียงแก่น และ อ.เทิง ของเชียงราย ส่วนฝั่งลาว ขึ้นกับเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว, 2. บริเวณช่องทางบ้านฮวก-กิ่วหก โดยไทยขึ้นอยู่กับ อ.ภูซาง จ.พะเยา และทางลาวขึ้นกับเมืองคอบ แขวงไซยะบุรี, 3. บริเวณแก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน ด้วยการวางแผนแม่บทให้สอดคล้องกันได้”

ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมายห้ามทัวร์ขายบริการนำเที่ยวเสริม (ออปชันทัวร์) ราคาสูงเกิน 3,000 บาทมาใช้ และติดตามผลให้เข้มข้นมากกว่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการบังคับขายในราคาสูงเกินความเป็นจริง และการทิ้งทัวร์เมื่อลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงินซื้อออปชันเพิ่ม ขณะนี้แม้ทัวร์ผิดกฎหมายจะลดลงมาก แต่อาจมีเล็ดลอดเล็กน้อย ทางที่ดีควรวางมาตรการป้องกัน โดยใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์ดีกว่า “ได้เสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ใช้เทคโนโลยีในการให้ข้อมูลเข้าถึงตลาดขาเข้า (อินบาวด์) จากจีน ด้วยการร่วมมือกับวีแชต ช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงฐานผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านคนในจีน จัดทำบัญชีอย่างเป็นทางการของกระทรวง เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญให้ทราบด้านการท่องเที่ยว เช่น กฎระเบียบต่างๆ การดูแลความปลอดภัย โดยตั้งระบบอัตโนมัติแจ้งเตือนทันที เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงประเทศไทย ให้ทราบถึงสิทธิในการใช้บริการนำเที่ยวภายใต้การจัดระเบียบล่าสุด เช่น เตือนให้ทราบการซื้อออปชันทัวร์ในราคาที่ไม่ควรเกิน 3,000 บาทตามข้อกำหนด เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนจีน ที่เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น”

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในขั้นต่อไป ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สทท. เพื่อร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัย นำข้อมูลมาช่วยต่อยอดการวางนโยบายต่างๆ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดประชุมทางวิชาการ เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทย (ทีเอฟทีอาร์ไอ) ซึ่ง สกว.กำหนด 11 กรอบงานวิจัยภายใต้ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน 2.กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวโดยชุมชน 3.กลุ่มการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว.

 

ออมสินรายได้พุ่ง 8 พันล้าน ลุยพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้งเจาะลูกค้าชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952845


ออมสินตั้งเป้าปีนี้สินเชื่อโต 3% ชี้ 4 เดือนแรกกำไรพุ่งกว่า 8,000 ล้านบาท เหตุรายได้ดอกเบี้ยสูง มาตรการรัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมต่อยอดระบบดิจิทัล แบงก์กิ้ง ให้บริการการทำธุรกรรม 24 ชม. ถึงหน้าหมู่บ้าน และพัฒนาระบบคิวอาร์โค้ด ถอนเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มโดยไม่ต้องใช้บัตร

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการขยายตัวของสินเชื่อไว้ที่ 3% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 58,000 ล้านบาท เงินฝากขยายตัว 3% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิราว 64,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 21,000 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคาร ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.60) มีกำไรสุทธิ 8,656 ล้านบาท ส่วนสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ย โดยสินเชื่อคงเหลือ ณ วันที่ 30 เม.ย.60 อยู่ที่ 1,975,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปี 59 ซึ่งอยู่ที่ 1,901,851 ล้านบาท

สำหรับเงินฝากลดลง 2.8% อยู่ที่ 2,098,321 ล้านบาท จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 2,159,136 ล้านบาท ส่งผลให้สินทรัพย์รวมลดลงเล็กน้อย 0.6% จาก 2,509,588 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 59 มาอยู่ที่ 2,494,045 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาธนาคารยังไม่มีโครงการสินเชื่อขนาดใหญ่ ทำให้ไม่มีความจำเป็นในการระดมเงินฝาก

“มาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้สินเชื่อขยายตัวได้ โดยเป็นการให้สินเชื่อครอบคลุมทุกประเภท ได้แก่ สินเชื่อภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงิน (โครงการเงินกู้ซอฟต์โลน) สินเชื่อธุรกิจ SMEs สินเชื่อเคหะ สินเชื่อกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก สินเชื่อเพื่อสังคมและชุมชน (กองทุนหมู่บ้าน) สินเชื่อโครงการบ้านประชารัฐ และธนาคารผู้สูงวัย”

ส่วนทิศทางการดำเนินงานในปีนี้จะเน้นเรื่อง Digital Banking โดยธนาคารได้พัฒนารูปแบบการให้บริการไม่ว่าจะเป็นสาขาดิจิทัลที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง บริการธนาคารชุมชนแนวคิดออมสินเพื่อชุมชน รวมถึง Mobile Banking ในชื่อ MyMo และล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถใช้ QR code ถอนเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มโดยไม่ต้องใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต่อไปจะมีบริการชำระเงินที่ร้านค้าด้วย QR code รวมถึง Chill Chill Finance ในการยื่นขอสินเชื่อธนาคารประชาชนผ่าน MyMo และเงินฝาก No Book ที่สามารถเลือกระยะเวลาฝากได้

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเพิ่มเติมคือ โครงการสินเชื่อ Street Food หรือสินเชื่อร้านอาหารริมทาง ซึ่งล่าสุดได้ส่งแบบร่างของโครงการเสนอให้กระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้ว โดยจะเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพอาหารริมทางให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้า และจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีรายได้ที่สูงขึ้น คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ในเดือน มิ.ย.นี้

“อาจเป็นการสร้างแบรนด์ขึ้นมา เช่น “Thailand ชวนชิม” ใครมาประเทศไทยต้องมากิน Thailand Street Food ทั้งถูก ดี และมีคุณภาพ เราต้องมาช่วยสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และมีหน่วยงานราชการเข้าไปรับรองคุณภาพอาหาร จะกระจายไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ถนนคนเดิน โดยใช้แนวทางประชารัฐที่จะมีพันธมิตรความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เราได้คุยกับที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ไว้เบื้องต้นบ้างแล้ว ต้องร่วมกันสร้างเพื่อช่วยทำให้แบรนด์ของ Thailand Street Food ติดตลาดโลก”

สำหรับการให้บริการธนาคารชุมชนปีนี้คาดว่าได้ประมาณ 480 หมู่บ้าน และจะขยายเพิ่มไปอีกเพื่อต้องการให้แต่ละหมู่บ้านสามารถให้บริการตนเอง ทำได้เหมือนสาขาของธนาคารทั้งฝาก ถอน โอนเงิน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ให้แก่ประชาชนในกลุ่มฐานราก

นอกจากนี้ ธนาคารยังจะหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ หลังจากกระทรวงการคลังได้ปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารได้ทุ่มเทแรงงานเกือบทั้งหมดในเรื่องการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น เมื่อการลงทะเบียนเสร็จ ธนาคารจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้นอกระบบมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อแก้หนี้นอกระบบไว้ที่ 5,000 ล้านบาท โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 200,000 บาท ล่าสุด มีประชาชนสนใจยื่นเรื่องของกู้ 140,000 ราย วงเงิน 6,600 ล้านบาท โดยธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 15,000 ราย วงเงิน 600 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเร่งปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น.

 

ไทย-ลาวผนึกกำลังเสริมแข็งแกร่ง ลุยอุ้ม “เอสเอ็มอี” สองฝั่งโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952838


ผุดศูนย์ชายแดนบริการเบ็ดเสร็จ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นสักขีพยานการลงนามความเข้าใจด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ระหว่างหน่วยงานของไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจำนวน 4 ฉบับ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีร่วมกัน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยกับ Lao Department of SMEs Promotion, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ของไทยกับสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว, สสว.กับสมาคมนักธุรกิจหนุ่มแห่งชาติลาว และ สสว.กับสมาคมนักธุรกิจแม่หญิงลาว ว่า เอสเอ็มอีมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจในทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จ แต่ต้องสร้างให้เกิดและแข็งแรงขึ้น

สำหรับลาวนั้น มองว่าเอสเอ็มอีด้านการบริการและการท่องเที่ยวเหมาะสมที่สุด เพราะสามารถขายสินค้าในชุมชนผ่านสถานที่ท่องเที่ยวได้ ทำให้สินค้าขายได้แพงขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านก็มีงานทำ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้ โดยไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีลาวอยู่แล้ว

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ไทยและลาวจะร่วมมือกันพัฒนาเอสเอ็มอี โดยกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) จะหารือร่วมกับกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของลาว เพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งลาวมีความสนใจโครงการศูนย์ส่งเสริมเอสเอ็มอีทั่วประเทศ จึงต้องการมาศึกษาวิธีการดำเนินงาน และมีความร่วมมือระหว่างศูนย์ส่งเสริมเอสเอ็มอีของไทยและลาว โดยจะให้เอสเอ็มอีของลาวข้ามฝั่งมาใช้บริการศูนย์ส่งเสริมเอสเอ็มอีของไทยได้ทั้งที่ จ.อุบลราชธานี และอุดรธานี ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีของไทย ก็สนใจลงทุนในลาว ซึ่งเอสเอ็มอีแบงก์ก็มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อ ทำให้มีโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือในการร่วมทุนระหว่างเอสเอ็มอีไทยและเอสเอ็มอีลาว เพื่อสร้างเป็นห่วงโซ่การผลิต เช่น ลาวมีวัตถุดิบทางการเกษตรที่ดีมีคุณภาพ ก็ส่งให้เอสเอ็มอีไทย ที่มีเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อนำไปแปรรูป หรือกรณีสิ่งทอ ที่ลาวมีแรงงานผลิตแล้วส่งวัตถุดิบให้เอสเอ็มอีของไทย นำไปออกแบบแฟชั่นยกระดับมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างตลาดร่วมกัน “ไทยและลาวยังต้องการที่จะพัฒนาความร่วมมือเขตเศรษฐกิจพิเศษของ 2 ประเทศเชื่อมโยงกัน โดยไทยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ติดกับลาวใน 4 พื้นที่ คือ จ.เชียงราย นครพนม มุกดาหาร หนองคาย”.

 

“อีอีซี”พลิกฟื้นประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952832


นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า หากในอนาคตการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ยังขยายตัวเพียง 3% ในทุกๆปี จะส่งผลให้เวียดนาม และอินโดนีเซียมีมูลค่าทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย โดยประเทศไทยจะตกอันดับจาก 20 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ อันดับที่ 25 จึง เป็นเหตุผลให้ไทยต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี และที่สำคัญโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในทางออกที่นำไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลง ครั้งยิ่งใหญ่ เพราะโครงการก่อสร้างทั้งหมดของอีอีซี ต้องใช้งบลงทุนจากภาครัฐ 10-20% เท่านั้น ที่ เหลืออีก 80% มาจากการลงทุนของภาคเอกชน จึงมั่นใจว่าอีอีซีจะทำให้โครงสร้างลงทุนไทยเปลี่ยนไป

ด้านนางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ได้มีมติขยายระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ได้แก่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย) ออกไป จนถึงวันที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ.2560 จะมีผลใช้บังคับ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ยังไม่กลับคืนเข้าสู่สภาวะปกติ.

 

เทคโนโลยีทะเลทรายแก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/952828


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายชีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ว่า การหารือร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของอิสราเอล ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน คาดว่าจะลงนามในช่วงเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ ด้านการเกษตรกรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือครอบคลุมในทุกสาขาด้านการเกษตร อาทิ พัฒนาการเกษตรทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง พัฒนาด้านสหกรณ์และองค์กรภาคการเกษตร เปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศในภาคการเกษตรและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย รวมถึงการพัฒนาด้านชลประทานที่ดินและบริหารจัดการน้ำ

สำหรับโครงการแปลงสาธิตการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากอิสราเอลภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ฝ่ายไทยเตรียมเสนอ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จ.มหาสารคาม” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็ม ดินทรายจัด และดินปนกรวด หากเกิดภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงทุกปี ทำให้แหล่งน้ำผิวดินไม่เพียงพอในการทำเกษตร จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศอิสราเอลที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์นำมาพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าเกษตรภายใต้สภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำและความแห้งแล้ง

ทั้งนี้ อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในภาคเกษตร รวมถึงใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ออกแบบระบบชลประทานประหยัดน้ำ สูญเสียน้ำน้อยที่สุด เช่น ระบบน้ำหยด และระบบฉีดฝอย ที่จะเป็นประโยชน์กับการทำเกษตรในไทยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่แห้งแล้ง เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับอิสราเอล คือ ร้อน แห้งแล้ง และไม่มีน้ำบนผิวดิน

“ดังนั้น การลงนามความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ จะส่งผลให้ไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีของอิสราเอล เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อิสราเอลจะมีลู่ทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีของอิสราเอลในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเกษตร ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลให้สองประเทศมีการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นด้วย”.