ขนส่งทางบก เผยปรับแล้ว 30 ราย ผิดฐานเบาะรถตู้เกิน 13 ที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945378


กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายประเด็นการดัดแปลงที่นั่งผู้โดยสาร พบรถตู้โดยสารใน กทม.ทำผิดรวม 95 ราย และหากยังฝ่าฝืนไม่ดำเนินการปรับปรุงจำนวนที่นั่ง จะมีความผิดในอัตราโทษปรับเบื้องต้น…

โดยดำเนินการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นขั้นตอน ในประเด็นการดัดแปลงที่นั่งผู้โดยสาร 3 วันแรก (15-17 พ.ค. 60) ของกำหนดการจับปรับที่นั่งเกิน 13 ที่นั่ง พบรถตู้โดยสารใน กทม. กระทำความผิดรวม 95 ราย เป็นความผิดไม่แก้ไขการจัดวางไม่เกิน 13 ที่นั่ง จำนวน 30 ราย เปรียบเทียบปรับในอัตราเบื้องต้นทุกราย พร้อมกำชับให้ดำเนินการให้ถูกต้อง คู่ขนานกับการสร้างความเข้าใจ และให้คำแนะนำการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

วันที่ 18 พ.ค. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เผยว่า ตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ พร้อมกับขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงแก้ไขการจัดวางที่นั่งผู้โดยสารในรถตู้โดยสารสาธารณะทุกประเภท ให้มีที่นั่งไม่เกิน 13 ที่นั่งมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มดำเนินการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 60 เป็นต้นมา

หากพบการฝ่าฝืน ไม่ดำเนินการปรับปรุงจำนวนที่นั่ง มีความผิดในอัตราโทษปรับเบื้องต้น รวมถึงประเด็นความผิดเกี่ยวกับการจัดวางรูปแบบที่นั่งแถวหลังสุดให้มีช่องทางเดิน ขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นทางเดินออกประตูด้านท้ายของรถได้สะดวกขึ้น

โดยประตูหลัง ต้องสามารถเปิดออกจากภายในตัวรถได้ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเกิดอุบัติเหตุให้มีค้อนทุบกระจกและมีข้อความ ทางออกฉุกเฉิน ติดอยู่เหนือบริเวณที่เปิดปิดประตู หรือบริเวณขอบประตูด้านบนทางออกฉุกเฉิน ให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ บริเวณจุดจอดรถตู้ในกรุงเทพมหานคร อาทิ สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตลาดมีนบุรี ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และใต้ทางด่วนบางนา ในภาพรวมพบว่าผู้ประกอบการและเจ้าของรถตู้ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการ และมีบางส่วนที่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุง

อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา พบรถตู้กระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 95 ราย เป็นความผิดฐานไม่ปรับปรุงแก้ไขเบาะที่นั่งเกิน 13 ที่นั่ง จำนวน 30 ราย โดยได้เปรียบเทียบปรับในอัตราขั้นต่ำ 500 บาท พร้อมกำชับให้ดำเนินการให้ถูกต้อง และแจ้งมาตรการการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะมีความเข้มข้นขึ้นกับรถตู้ที่กระทำความผิดซ้ำ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของรถตู้ที่ปรับปรุงแก้ไขจำนวนที่นั่งผู้โดยสารแล้ว ให้นำรถเข้ารับการตรวจสภาพและแก้ไขรายการทางทะเบียนตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด สำหรับรถตู้โดยสารประเภทประจำทางในเส้นทางหมวด 2 (เส้นทางกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด) และหมวด 3 (เส้นทางระหว่างจังหวัด) ให้ดำเนินการภายในวันที่ 5 มิ.ย 60 รถตู้ในเส้นทางหมวด 1 (เส้นทางในเมือง) และหมวด 4 (เส้นทางภายในจังหวัด) ให้ดำเนินการภายในวันที่ 5 ก.ค. 60 และรถตู้โดยสารประเภทไม่ประจำทาง (รถเช่าเหมา) ให้ดำเนินการภายในวันที่ 5 ส.ค. 60

 

ฮัจยีกรุ๊ป นำนักธุรกิจ 95คน เปิดบัญชีBank เมียนมา ร่วมลงทุนพัฒนารัฐมอญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 20:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945427


(เครดิตภาพ คุณจิตติมาพร นิลมัย)

บริษัท ฮัจยีกรุ๊ป ดำเนินแผนพัฒนารัฐมอญ 78 โครงการ เป็นผู้บริหาร 95 คน เดินทางไปเปิดบัญชีที่ธนาคารเมียนมา พร้อมเปิดรับนักธุรกิจไทยที่สนใจเข้าโครงการ เชื่อบริษัทมีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอ

​เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 พ.ค. 60 นายเทพโยธิน มหาทุน (U KYAW MYINT OO) กรรมการผู้จัดการบริษัท ทิ พยู ไพล์ จำกัด (เมียนมา) จากรัฐมอญ ให้การต้อนรับคณะนักธุรกิจไทย ในเครือบริษัท ฮัจยีกรุ๊ป นำโดย ดร.สุภัตทา จันทรรังษี กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮัจยี กรุ๊ป จำกัด ที่เป็นผู้บริหารโครงการพัฒนารัฐมอญ 78 โครงการ 95 คน เดินทางไปเปิดบัญชีที่ธนาคารเมียนมา โอเรียนเทล (MYANMAR ORIENTAL BANK LTD. (M.O.B) เพื่อรองรับเงินลงทุนสำหรับการพัฒนารัฐมอญ สาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นธนาคารทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

​โดยการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการพัฒนารัฐมอญใน 78 โครงการนั้น คาดว่าหลังจากนักธุรกิจไทยซึ่งเป็นผู้บริหารโครงการทั้ง 78 โครงการ ได้เปิดบัญชีธนาคารฯ ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว จะขึ้นทะเบียนเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินให้ทั้ง 78 ราย ก่อนที่จะโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีทั้งหมดในงวดแรกเพื่อให้แต่ละโครงการสามารถมีเงินทุนดำเนินการตามโครงการที่รับผิดชอบต่อไป

ดร.สุภัตทา เผยว่า ทางบริษัทเราและบริษัทในเครือ มีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอในการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการพัฒนารัฐมอญ 78 โครงการได้ทันที หลังได้รับเงินทุนดำเนินการแล้ว เนื่องจากผู้บริหารได้ลงสำรวจพื้นที่ตามแผนที่ตั้งของโครงการมาแล้วหลายรอบ และได้มีการวางแผนงาน กำหนดแบบและขั้นตอนการปฏิบัติการไว้เรียบร้อยแล้ว

​นอกจากนั้น ทางบริษัทฯ ยังได้กำหนดโครงการใหม่ขึ้นมาอีกกว่า 21 โครงการ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของ 78 โครงการให้สมบูรณ์ อย่างเช่น โครงการ เกาะหงส์เขตเศรษฐกิจพิเศษ,โครงการแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งตะวันตก-การากั๊ว, โครงการแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายทะเลอันดามันฝั่งตะวันตก-แจ๊คคะมี,โครงการศูนย์ท่องเที่ยวครบวงจรหาดซัดเซ-เกาะซ้อน, โครงการบ้านพักวิถีมอญเชิงเกษตรกีฬา-ตันบูซายัต, โครงการพัฒนาศูนย์การค้ามอญไทย-ตลาดทองพระยา เป็นต้น

สำหรับความพร้อมในการพัฒนารัฐอื่นๆ ตามนโยบายของ นายเทพโยธิน นั้น เรามีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอในการเข้าไปดำเนินการ โดยเฉพาะรัฐยะไข่และรัฐกะฉิน ทางบริษัทฯมีความพร้อมทุกด้านเต็มศักยภาพ ที่จะเข้าไปพัฒนาในโครงการต่างๆ และพร้อมเปิดรับนักธุรกิจไทยที่สนใจจะเข้ามาร่วมกันพัฒนาโครงการต่างๆ ใน 2 รัฐดังกล่าว เพราะเชื่อว่า 2 รัฐนี้มีศักยภาพในการพัฒนา ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 2.41 ดัชนีอยู่ที่ 1,545 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 17:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945295


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 2.41 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,545.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,059.35 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 18 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 2.41 จุด เปลี่ยนแปลง -0.16% มูลค่าการซื้อขาย 38,059.35 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,548.60 จุด และต่ำสุดที่ 1,541.22 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) 5. บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน)

 

สนช.ไฟเขียวปฏิรูปภาษี ชงเพิ่มแวต 1% เก็บอัตราแตกต่างตามประเภทสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 16:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945157


สนช.เห็นชอบปฏิรูปโครงสร้างภาษี ตามที่ กมธ.เสนอ ไม่ให้บริษัท-ห้างหุ้นส่วนรวมบัญชีเดียวกันเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ชงเก็บแวตเพิ่มอีก 1% ผุดภาษีลาภลอย รับลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดันที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้น เสนอ ครม.พิจารณา…

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณารายงานเรื่องแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริหารจัดเก็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ซึ่งคณะกรรมาธิการ การเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช.เป็นผู้เสนอ โดยนายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ รายงานสาระสำคัญว่า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้มีการปฏิรูประบบภาษีอากรมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ปี 2535 ที่เปลี่ยนจากการใช้ภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยที่ผ่านมาการปรับปรุงโครงสร้างภาษีอากรส่วนใหญ่จะดำเนินการเป็นส่วนๆ เช่น การปรับขั้นและอัตราภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล การเพิ่มเพดานและอัตราภาษีสรรพสามิต และการปรับโครงสร้างอากรขาเข้าเป็นกลุ่มสินค้า เป็นต้น ซึ่งไม่ได้พิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากรในภาพรวมทั้งระบบ อีกทั้งปัจจุบันรัฐบาลมีภาระด้านรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการดำเนินการตามนโยบายในโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถขับเคลื่อนได้

ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอแนะบางประเด็น อาทิ 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมสรรพากรควรพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายเดียวกันที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่างๆ หลายแห่งจะต้องทำการแยกบัญชีรายได้และรายจ่ายของสาขาแต่ละแห่งแยกออกจากกัน เพื่อเสียภาษีในเขตพื้นที่ที่สาขานั้นๆ ตั้งอยู่โดยตรง โดยไม่ให้มีการรวมบัญชีเดียวกันเพื่อเสียภาษีอีกต่อไป

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีศุลกากรลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีศุลกากร ส่วนกรณีของประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในรูปแบบอัตราเดียว ย่อมอาจจะไม่เป็นการส่งเสริมสนับสนุนการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการภายในประเทศ จากกรณีดังกล่าวจึงเห็นว่าควรมีการจัดเก็บในรูปแบบที่มีหลายอัตรา โดยพิจารณากำหนดจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทสินค้า ว่าสินค้าประเภทใดมีความจำเป็นในการนำเข้าส่งออกและบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ควรมีการปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมอีกร้อยละ 1 โดยกำหนดให้นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวไปใช้เฉพาะในด้านการศึกษาและการสาธารณสุขเท่านั้น คาดว่าจะทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท

3. ภาษีลาภลอย ปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้น หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลยังไม่สามารถจัดเก็บรายได้ดังกล่าวได้ ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลังควรมีการพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีกรณีดังกล่าว โดยเปรียบเทียบกับการจัดเก็บภาษีในต่างประเทศและควรเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช.เห็นชอบกับรายงานฉบับดังกล่าวโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป.

 

‘โคเรียคิง’น้อมรับคำสั่ง สคบ. ยุติโฆษณา ขออภัย’วู้ดดี้’รับผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 16:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945182


(ภาพจากเว็บไซต์ : Korea King)

โคเรียคิง น้อมรับคำสั่ง สคบ. ให้ยุติการโฆษณา และจะเร่งแก้ไขโฆษณาให้เหมาะสมต่อไป พร้อมขออภัย “วู้ดดี้” พิธีกรชื่อดัง ที่ได้รับผลกระทบ ยังมั่นใจคุณภาพของกระทะ

วันที่ 18 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ.มีมติให้ บริษัทนำเข้ากระทะโคเรียคิง ยุติการโฆษณาเกินจริง โดยห้าม 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ระบุขายสินค้าราคา 15,000 บาท และ 18,000 บาท 2.ความลื่นของกระทะ 300% 3.การเคลือบกระทะ 8 ชั้น แต่ยังสามารถขายสินค้าต่อไป สคบ.สั่งยุติโฆษณากระทะ ‘โคเรียคิง’ ชี้ มีผลต่อจิตวิทยาผู้บริโภค

 

Korea King (ประเทศไทย) ได้ออกเอกสารชี้แจง ไปยัง สคบ.โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทาง Korea King (ประเทศไทย) ขออภัยในความไม่สบายใจจากการโฆษณา และเราขออภัยกับประเด็นต่างๆ ที่ไม่ชัดเจนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและขอชี้แจงดังต่อไปนี้

1.ทางบริษัทฯ น้อมรับคำสั่ง สคบ. และได้สั่งระงับการออกอากาศโฆษณาสินค้าทุกรุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วในทุกช่อง และได้เร่งดำเนินการแก้ไขโฆษณาให้เหมาะสมต่อไป

2.บริษัท Wizard Solution หรือ Korea King (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้า Korea King จากประเทศเกาหลีใต้ ได้ผลิตโฆษณาบอกคุณสมบัติ และคุณภาพตามมาตรฐานการรับรองต่างๆ จากประเทศเกาหลีใต้

3.ส่วนในเรื่องคุณภาพของสินค้านั้น มีความมั่นใจในกระบวนการผลิต และมาตรฐานการผลิตจากประเทศเกาหลี และได้ส่งเอกสารใบรับรองเกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐานการผลิตที่ได้มาจาก Korea King (ประเทศเกาหลีใต้) ตามที่ สคบ. ร้องขอมาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4.ทาง Korea King (ประเทศไทย) รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขอเรียนชี้แจงว่า นายวุฒิธร มิลินทจินดา (วู้ดดี้) เป็นพรีเซ็นเตอร์ของสินค้า Korea King ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้นายวุฒิธร ได้รับผลกระทบจากกระแสสังคมไปด้วย ทาง Korea King (ประเทศไทย) ต้องกราบขออภัยนายวุฒิธร เป็นอย่างสูงมา ณ ทีนี้

Korea King (ประเทศไทย) ขอขอบคุณท่านลูกค้าทุกท่านที่ให้กำลังใจและสนับสนุนตลอดมา และขอยืนยันว่า จะมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าที่ดีให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตลอดไป

 

บิ๊กฉัตร’ สั่งจัดเกรด ‘สหกรณ์’ ทั่วประเทศ หวั่นซ้ำรอย เคหสถานนพเกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945092


พล.อ.ฉัตรชัย รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยตั้งแต่ปี 58 เดินหน้าตรวจสอบวงการสหกรณ์ สั่งยุบไปแล้วกว่า 1 พันแห่ง พร้อมลุยจัดเกรดสหกรณ์ทั่วประเทศ บังคับจัดทำบัญชีและสอบบัญชีที่ได้มาตรฐาน เซ่นพิษฉาว สหกรณ์เคหสถานนพเกล้า

จากกรณี กรมส่งเสริมสหกรณ์ สั่งเลิก สหกรณ์เคหสถานนพเกล้า ร่วมใจ จำกัด เนื่องจากมีการดำเนินการเข้าข่ายทุจริต ลักษณะไซฟ่อนเงินออกจากระบบ โดยนำที่ดินมาจำนองค้ำประกันในราคาสูงเกินจริง จนเกิดความเสียหายกว่า 5.7 พันล้านบาท ซึ่งมีสหกรณ์ใหญ่ 3 แห่งที่นำเงินมาลงทุน เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ 915 ล้านบาท ชุมนุมสหกรณ์ธนกิจไทย 4,485 พันล้านบาท สหกรณ์ครูนนทบุรี 113 ล้านบาทนั้น

ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้น ได้สั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งดำเนินการเน้นทำตามกฎหมาย และทำทันที ในส่วนมาตรการป้องกัน ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 โดยตรวจสอบทุกสหกรณ์ ซึ่งได้ยุบเลิกสหกรณ์ไม่มีคุณภาพ 1,000 กว่าแห่ง พร้อมจัดเกรด และให้มีการจัดทำบัญชีและสอบบัญชีที่ได้มาตรฐาน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อจำกัดความเสียหาย และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แนวทางต่อไปคือ การจัดตั้งกองทุนสำหรับช่วยเหลือสมาชิกในกรณีสหกรณ์มีปัญหา ตนขอให้ความมั่นใจว่าจะดูแลกิจการของสหกรณ์ให้มีมาตรฐานความเชื่อถือได้ ขอให้สมาชิกมั่นใจ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบ พบว่ากรณีที่ชุมนุมสหกรณ์ธนกิจไทย นำเงินมาฝาก 4,485 ล้านบาทนั้น ทางสหกรณ์เคหสถานนพเก้าร่วมใจได้นำที่ดินมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินฝากของชุมนุมสหกรณ์ธนกิจไทย จำนวน 6 แปลง โดยมีการประเมินราคาและซื้อขายกันที่ 6,883.86 ล้านบาท แต่จากการตรวจสอบของกรมฯ โดยอ้างอิงและเปรียบเทียบราคาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว พบว่า

1. ราคาประเมินราชการของกรมที่ดิน มีมูลค่า 608.83 ล้านบาท

2. ราคาตลาดจากราคาซื้อตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน และใบเสร็จของกรมที่ดิน มีมูลค่า 3,806.03 ล้านบาท
3. ราคาตามบัญชี (จากกระดาษทำการ งบทดรองของผู้สอบบัญชี วันที่ 31 มี.ค. 2558) มีมูลค่า 4,072.33 ล้านบาท

4. ราคาตลาดของที่ดินใกล้เคียงที่ประกาศขายมีมูลค่า 1,070.48 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับราคาประเมินทั้ง 4 แห่ง จะพบว่า ราคาที่สหกรณ์เคหสถานนพเก้าร่วมใจประเมินนั้น แตกต่างกันตั้งแต่ 3,000-6,000 ล้านบาท เร็วๆ นี้ทางกรมฯ จะประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพื่อประสานขอข้อมูลจากบริษัทประเมินกลางที่อยู่ในการกำกับดูแลอยู่ที่ ก.ล.ต. คาดว่าต้องใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 15 วัน และทางกรมฯ จะทำการประเมินราคาใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง

 

ช่วยคนรายได้น้อยให้มีบ้าน การเคหะปล่อยสินเชื่อ ชูจุดเด่นดอกเบี้ยถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 12:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944883


ไม่ง้อแบงก์! การเคหะฯ เอาใจคนรายได้น้อย ปล่อยสินเชื่อ 2 ประเภท ได้แก่ เช่าก่อนซื้อเมื่อพร้อม และ เช่าซื้อกับการเคหะแห่งชาติ ชูจุดเด่นดอกเบี้ยแสนถูก ราคาบ้าน คอนโด เริ่มต้น 200,000-600,000 บาท

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า เราได้หาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัย และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ด้วยการจัดสินเชื่อ 2 ประเภท เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

สำหรับ สินเชื่อประเภทแรก เช่าเพื่อซื้อ (Rent to Buy) หรือ เช่าก่อนซื้อเมื่อพร้อม เหมาะกับผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่พร้อมที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในทันที โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อ เป็นการเช่าไปก่อนในระยะ 3 ปีแรก หากลูกค้ามีความสามารถที่จะซื้อก็จะโอนเงินค่าเช่าบางส่วนไปเป็นเงินดาวน์ เว้นแต่ไม่ต้องการซื้อก็สามารถเช่าต่อไป หลังครบ 3 ปีแรก แล้วต่อสัญญาเช่าได้อีก 3 ปี

ทั้งนี้ โครงการนำร่องเช่าเพื่อซื้อ ได้แก่ บ้านเอื้ออาทรชลบุรี (ศรีราชา) บ้านเอื้ออาทรปราจีนบุรี (นาดี) บ้านเอื้ออาทรปทุมธานี (บางคูวัด/สี่แยกปทุมวิไล) บ้านเอื้ออาทรนครปฐม (บ่อพลับ/ศาลายา) บ้านเอื้ออาทรสระบุรี (แก่งคอย) เป็นต้น โดยมีราคาขายหน่วยละประมาณ 400,000 บาท และมีอัตราค่าเช่าเดือนละประมาณ 2,400-2,700 บาท

ส่วน สินเชื่อประเภทที่สอง เช่าซื้อกับการเคหะแห่งชาติ ในอัตราดอกเบี้ยถูก 1.49% นาน 2 ปี โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับการเคหะแห่งชาติ ซึ่งราคาขายที่อยู่อาศัยหน่วยละ 200,000-600,000 บาท ผ่อนส่งช่วง 2 ปีแรกเดือนละ 1,100-3,300 บาท และปีที่ 3-5 เป็นอัตราดอกเบี้ย ณ ขณะนั้น

สำหรับ โครงการนำร่อง ได้แก่ เคหะชุมชนร่มเกล้า เคหะชุมชนออเงิน เคหะชุมชนนครปฐม, บ้านเอื้ออาทรชลบุรี (ศรีราชา) บ้านเอื้ออาทรปราจีนบุรี (นาดี) บ้านเอื้ออาทรปทุมธานี (บางคูวัด/สี่แยกปทุมวิไล) บ้านเอื้ออาทรสมุทรปราการ (บางกระเจ้า) และโครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนหนองคาย (แยกเวียงจันทน์) เป็นต้น

“เราอยากทำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ได้มีบ้านอาศัยอยู่ แม้จะยังไม่พร้อมเต็มที่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนได้ ในระยะถัดมาหากใครมีกำลังซื้อมากขึ้น ก็ค่อยไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินก็ได้”

(ภาพจากเว็บไซต์ การเคหะแห่งชาติ)

 

5 วิธีตบตาศุลกากรฉบับไม่เนียน การันตีอำพรางแบบนี้ เจ้าหน้าที่รู้ทัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 12:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944812


ผอ.สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เผย 5 วิธีฮิต ผู้โดยสารลอบนำสินค้าหรูเข้าประเทศ หวังตบตาเจ้าหน้าที่ แนะผู้โดยสารทำตามกระบวนการให้ถูกต้อง เสียภาษีเข้าช่องแดง ไม่มีสิ่งของให้สำแดงเข้าช่องเขียว…

นายบุญเทียม โชควิวัฒน ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวถึงวิธีการที่ผู้โดยสารมักจะใช้อำพรางเจ้าหน้าที่ว่า 1. ผู้โดยสารที่มักจะลักลอบนำสินค้าหรูเข้ามาในประเทศนั้น จะทำทีเป็นใช้สินค้านั้นๆ มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นนาฬิกาก็จะใส่ข้อมือมาเลย หรือถ้าเป็นกระเป๋าหรู ก็จะทำทีเป็นถือประหนึ่งว่าใช้งานมาแล้ว ซึ่งคนเหล่านี้จะเอาบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์หรูส่งไปรษณีย์ตามมาทีหลัง

2. หากสินค้าหรูมีขนาดเล็กกะทัดรัด ผู้โดยสารจะใส่ไว้ในช่องต่างๆ ของเสื้อผ้าที่สวมใส่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกงก็ตาม 3. ห่อกระดาษทิชชู 4. ห่อกระดาษ ให้ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ภายใต้กระดาษหรือทิชชูนั้นๆ ไม่มีค่า ไม่มีราคาค่างวดใดๆ และ 5. นำสินค้าหรูใส่ไว้ในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าเดินทาง เพื่ออำพรางจากสายตาเจ้าหน้าที่

“จริงๆ แล้วกรณีเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อย ในแต่ละวันมีผู้โดยสารหลายหมื่นคน เราไม่มีเวลามาเรียกดูหรือตรวจค้นทีละคน ซึ่งในแต่ละวัน เราสามารถจับผู้โดยสารที่ลักลอบนำเข้าสินค้าที่ต้องเสียภาษีอากรได้มากกว่า 1 รายต่อวัน หรือบางวันอาจมากถึง 5-6 ราย หรือบางวันอาจจะจับไม่ได้เลยสักราย” นายบุญเทียม กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรได้แบ่งช่องตรวจออกเป็นสองช่อง คือ 1. ช่องไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (Nothing to Declare) หรือช่องเขียว สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีสิ่งของที่ต้องเสียภาษีอากร ไม่มีสิ่งของต้องห้ามต้องกำกัด
2. ช่องมีสิ่งของต้องสำแดง (Goods to Declare) หรือช่องแดง สำหรับผู้โดยสารที่มีสิ่งของที่ต้องเสียภาษีอากร ของต้องห้ามต้องกำกัดติดตัวเข้ามา หรือผู้โดยสารที่ไม่แน่ใจว่าสัมภาระติดตัวของตนนั้นต้องชำระอากร หรือเป็นของต้องห้ามต้องกำกัดหรือไม่

“เวลาไปต่างประเทศ ถ้าอยากจะซื้ออะไรก็สามารถซื้อ แต่เมื่อเดินทางกลับเข้ามาแล้วไม่แน่ใจว่า สินค้าที่เราซื้อมานั้นต้องเสียภาษีหรือไม่ เราก็สามารถเดินมาสอบถามกับเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งสินค้าบางชิ้นที่ผู้โดยสารซื้อเข้ามา อาจมีราคา 2 หมื่นนิดๆ แต่มันเป็นสิ่งของเพียงชิ้นเดียว และซื้อเพื่อมาใช้งานจริงๆ เจ้าหน้าที่เขาก็เข้าใจหัวอกอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่นำสินค้าเข้ามาเพื่อจำหน่าย หรือเป็นการพรีออเดอร์ ขบวนการเหล่านี้ก็จะต้องถูกจับและได้รับบทลงโทษไปตามกฎหมาย” นายบุญเทียม กล่าว

 

20 ปี สตาร์อัลไลแอนซ์ จัดกิจกรรม 21 ล้านไมล์ คืนกำไรผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 11:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944782


การบินไทย เชิญชวนร่วมกิจกรรม 20 ปี สตาร์อัลไลแอนซ์ 21 ล้านไมล์ คืนกำไรผู้โดยสาร โดยชวนสมาชิกรอยัล ออร์คิด พลัส ส่งภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายเข้าประกวดในหัวข้อ “Connecting People and Cultures” ชิงไมล์สะสม 1 ล้านไมล์ …

การบินไทย เชิญชวนสมาชิกสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดในกิจกรรม Mileage Millionaire competition หรือ 20 ปี สตาร์อัลไลแอนซ์ 21 ล้านไมล์ คืนกำไรผู้โดยสาร เนื่องในโอกาสพิเศษ ครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ ชิงรางวัลไมล์สะสม 1 ล้านไมล์ ตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม 2560

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสพิเศษ ที่เดือนพฤษภาคม 2560 นี้ ครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ การบินไทย ในฐานะหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ ขอเชิญชวนผู้โดยสารทุกท่านที่เป็นสมาชิกสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นในโอกาสพิเศษดังกล่าว ในกิจกรรม Mileage Millionaire competition หรือ 20 ปี สตาร์อัลไลแอนซ์ 21 ล้านไมล์ คืนกำไรผู้โดยสาร โดยให้สมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ทั้ง 21 โปรแกรมของกลุ่มสายการบินพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ ส่งภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายเข้าประกวดในหัวข้อ “Connecting People and Cultures” เพื่อแบ่งปันความประทับใจ จากประสบการณ์การเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางทั่วทุกมุมโลก กับกลุ่มพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ โดยโปรแกรมสะสมไมล์ทั้ง 21 โปรแกรม จะมอบรางวัลโปรแกรมละ 1 ล้านไมล์ ให้แก่ผู้ชนะเลิศที่เป็นสมาชิกของโปรแกรมนั้นๆ เพื่อใช้แลกบัตรโดยสารเครื่องบินเดินทางกับสายการบินในกลุ่มพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ ไปยังทั่วทุกมุมโลก หรือใช้แลกของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับสมาชิกสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส สามารถส่งรูปถ่ายพร้อมคำบรรยายเข้าประกวดในกิจกรรม Mileage Millionaire competition หรือ 20 ปี สตาร์อัลไลแอนซ์ 21 ล้านไมล์ คืนกำไรผู้โดยสาร ในหัวข้อ “Connecting People and Cultures” โดยอัพโหลดผ่านทางเว็บไซต์ www.staralliance.com/mileagemillionaire ได้ตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม 2560 และจะประกาศชื่อผู้ชนะเลิศในวันที่ 28 กันยายน 2560 ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลไมล์สะสมจำนวน 1 ล้านไมล์ จากโปรแกรมสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส

ทั้งนี้ มีเงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เช่น สมาชิก 1 ท่าน มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมต่อ 1 โปรแกรมสะสมไมล์เท่านั้น หากเป็นสมาชิกหลายโปรแกรมสะสมไมล์ ต้องเลือกโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง / แนบรูปโปรไฟล์ของสมาชิก / คำบรรยายภาพจะต้องไม่เกิน 300 ตัวอักษร และต้องเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกส สเปน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือ จีนกลาง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.staralliance.com/mileagemillionaire.

 

การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 18 พ.ค. 2560 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944663


กําหนดการ
       
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
       
เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
       
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับแก้ไข พ.ศ. ๒๕๖๐)
       
จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
       
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้องประชุม ๓-๔


๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. – ลงทะเบียนและรับเอกสาร

๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น. – แขกผู้มีเกียรติ และผู้ลงทะเบียนพร้อมกันในห้องประชุม

๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น. – กล่าวชี้แจงหลักการและเหตุผล และรายละเอียดเบื้องต้นของประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติว่าด่วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับแก้ไข พ.ศ. ๒๕๖๐) โดยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

๐๙.๑๕ – ๐๙.๓๐ น. – กล่าวเปิดการสัมมนา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

๐๙.๓๐ – ๐๙.๔๕ น. – พักรับประทานน้ำชา-กาแฟ

๐๙.๔๕ – ๑๐.๑๕ น. อธิบายรายละเอียดประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับแก้ไข พ.ศ. ๒๕๖๐) โดย คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ

๑๐.๑๕ – ๑๑.๔๕ น. – การอภิปราย ร่างประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ช่วงที่ ๑)
๑) (ร่าง) ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง ลักษณะและวิธีการส่ง และลักษณะและปริมาณของข้อมูล ความถี่ และวิธีการส่ง ซึ่งไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ พ.ศ. ….
๒) (ร่าง) ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทําให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนําข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ.….
โดย
๑) คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์
๒) คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์​ CEO บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น จำกัด
๓) คุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย
๔) คุณศุภสรณ์​ โหรชัยยะ ตัวแทนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
๕) คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.COM

ดําเนินรายการโดย คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ

๑๑.๔๕ – ๑๒.๐๐ น. – อภิปรายและตอบข้อซักถาม

๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. – พักรับประทานอาหารกลางวัน

๑๓.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. – การอภิปราย ร่างประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ช่วงที่ ๒)
๑) (ร่าง) ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ….
๒) (ร่าง) ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ….
โดย
๑) คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
๒) คุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ จากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา
๓) คุณดล บุนนาค ผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
๔) ท่านคมคะเน หงส์ธนนันท์ อัยการ
๕) พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ดําเนินรายการโดยคุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ

๑๔.๑๕ – ๑๔.๓๐ น. – รับประทานอาหารว่าง

๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐ น. – การอภิปราย ร่างประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ช่วงที่ ๓)
๑) (ร่าง) ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการปฏิบัติสําหรับการระงับการทําให้แพร่หลาย หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการ พ.ศ. ….
โดย
๑) คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
๒) คุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ จากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา
๓) คุณดล บุนนาค ผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
๔) ท่านคมคะเน หงส์ธนนันท์ อัยการ
๕) พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ดําเนินรายการโดยคุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ

๑๕.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. – อภิปรายและตอบข้อซักถาม

๑๗.๐๐ น. – กล่าวปิดการรับฟังความเห็นทางกฎหมาย

หมายเหตุ – กําหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม