ทองไทยผันผวน ปรับขึ้น 2 ครั้ง พุ่ง 250 บาท รูปพรรณขาย 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 10:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944683


ล่าสุด เมื่อเวลา 10.11 น. สมาคมค้าทองคำปรับราคาครั้งที่ 2 พุ่งขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. เวลา 10.11 น. สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย ครั้งที่ 2 ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100

ทั้งนี้ทองไทยรับปัจจัยบวกจากความกังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเด็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทข่าวกรองการก่อการร้าย และแทรกแซงอดีตผู้อำนวยการ FBI.

 

ทองไทยผงกหัว พุ่งพรวด 200 รูปพรรณขายบาทละ 21,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 09:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944638


ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับขึ้น 200 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายออกบาทละ 20,550 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายออกบาทละ 21,050

วันที่ 18 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายออกบาทละ 20,550 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายออกบาทละ 21,050

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (17 พ.ค.) จากความวุ่นวายทางการเมืองในสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ยังช่วยลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนหน้าอีกด้วย โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือน มิ.ย. พุ่งขึ้น 22.30 ดอลลาร์ หรือ 1.8% ปิดที่ระดับ 1,258.70 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

รู้จักเขา ‘อนันต์ อัศวโภคิน’ เจ้าพ่ออาณาจักร ‘แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944582


นาทีนี้ ใครๆ ก็อยากรู้จัก เจ้าสัวอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของเมืองไทย ที่ครำ่หวอดอยู่ในธุรกิจนี้มานานกว่า 30 ปี

ปัจจุบัน เจ้าสัวอนันต์ ดำรงตำแหน่งประธาน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH โดยมีสัดส่วนหุ้นในบริษัท 2,859 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 23.99% โดยบริษัทดังกล่าว ประกอบธุรกิจประเภทค้าอสังหาริมทรัพย์ เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และได้มีการจัดตั้งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขึ้นเป็นบริษัทจำกัดในวันที่ 30 ส.ค. 2526

โดยเน้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยขายที่อยู่อาศัยทั้งประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี หัวหิน ภูเก็ต มหาสารคาม และอยุธยา

ก่อนหน้านี้ เจ้าสัวอนันต์ เคยได้รับรางวัล Best CEO Of The Year และเคยได้รับตำแหน่งเศรษฐีหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในไทยหลายปีซ้อน เพราะมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 26,000 ล้านบาท

ล่าสุด นิตยสารฟอร์บ จัดอันดับมหาเศรษฐีของไทยประจำปี 2559 เจ้าสัวอนันต์ รั้งอยู่ในอันดับ 26 ซึ่งมีทรัพย์สินรวม 925 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 33,300 ล้านบาท

นอกจากนี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังได้แตกธุรกิจอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอล.เอช.เมืองใหม่ จำกัด บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด รวมถึง ห้างสรรพสินค้า เทอร์มินอล 21 และแฟชั่นไอส์แลนด์ อีกด้วย

 

ดัชนีเศรษฐกิจฐานรากทรุด ประชาชนกังวลสินค้าแพงค่าครองชีพกระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944480


ธนาคารออมสินเผยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก ไตรมาสแรกปีนี้ 47.2 ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากประชาชนกังวลเรื่องราคาสินค้า และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือน เม.ย.ลดลงเนื่องจากวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก หรือ GSI ไตรมาส 1 ปี 2560 ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จำนวน 1,843 ตัวอย่าง พบว่าดัชนี GSI ไตรมาส 1 อยู่ที่ระดับ 47.2 ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2559 ที่อยู่ระดับ 49.9 เนื่องจากประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่า ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบันฟื้นตัวค่อนข้างล่าช้า ราคาสินค้าและค่าครองชีพสูง ประกอบกับโอกาสในการหางานทำยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับ GSI ในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า ประชาชนระดับฐานรากมีมุมมองที่ดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.4 เนื่องจากความคาดหวังว่า รัฐบาลจะมีมาตรการหรือโครงการที่มาสนับสนุนช่วยเหลือการดำรงชีวิต และเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ราคาผลผลิตทางการเกษตรเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆเทียบกับไตรมาสก่อนพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการหรือโครงการภาครัฐที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จากมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่ปลายปี 2559 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2560 และยังเป็นผลมาจากมาตรการหรือโครงการภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ และมาตรการพักชำระหนี้ต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยฯยังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนฐานราก โดยเมื่อสอบถามถึงการนำข้อมูลหรือข่าวสารมาใช้ เพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนฐานราก พบว่า กลุ่มตัวอย่างกว่า 70% ได้นำข้อมูลหรือข่าวสารมาใช้ โดย 3 อันดับแรก คือ เรื่องราคาสินค้าอุปโภคหรือบริโภค 17.9% ข่าวสวัสดิการจากภาครัฐ 10.4% และราคาซื้อ-ขาย ในปัจจุบันของสินค้าเกษตรหรือปศุสัตว์ 10.3% โดยมีเพียงบางส่วนที่ไม่นำข้อมูลหรือข่าวสารมาใช้ เพราะมองว่าข้อมูลข่าวสารนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้น้อย และข้อมูลไม่ตรงกับการประกอบอาชีพ

ด้านนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน เม.ย.ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 87.5 จากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีที่ลดลงเกิดจากสาเหตุดังนี้ ยอดคำสั่งซื้อในประเทศและต่างประเทศลดลง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสินค้าของภาคอุตสาหกรรมลดลงตามไปด้วย เนื่องจากเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวันในเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีวันทำงานน้อยกว่าเดือน มี.ค.

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 100.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 99.0 ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย ในครึ่งหลังของปีนี้ จะขยายตัวดีขึ้นจากการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมทั้งการส่งออกที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอดผลิตรถยนต์ของประเทศไทยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เทียบช่วงเดียวกับปีก่อน ลดลง 12.85% หรืออยู่ที่ 120,473 คัน ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 64 เดือน เนื่องจากเดือน เม.ย.มีวันทำงานน้อย

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการลดลงจากทั้งการผลิตเพื่อขายในประเทศลดลง 4.46% โดยสามารถผลิตได้ 55,007 คัน และการผลิตเพื่อส่งออก 18.84% ที่สามารถผลิตได้ 65,466 คัน สอดคล้องกับยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือน เม.ย. ที่มีจำนวนส่งออกได้ 68,927 คัน ต่ำที่สุดในรอบ 48 เดือน ลดลงจากเดือน เม.ย.ปี 2559 ประมาณ 14.37% โดยยอดการส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดเอเชีย และออสเตรเลีย ทั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 38,167 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า 11.41%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือน เม.ย.2560 มีจำนวน 63,267 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา 15.1% มีปัจจัยมาจากกำลังซื้อของประชาชนที่ดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น การแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ หลายรุ่นและการจัดงานมอเตอร์โชว์ เมื่อช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. เป็นต้น.

 

“สมคิด” ลุ้นเอกชนลงทุนดันจีดีพีพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944463


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา TrueBusiness Forum 2017 “Smart Thailand 4.0” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยดิจิทัลสู่การแข่งขันระดับโลกว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในไตรมาสแรกปี 2560 ที่ขยายตัวได้ 3.3% ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดีในสภาพที่เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้และเป็นครั้งแรกที่สะท้อนให้เห็นถึงการค่อยๆฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจไทยในมุมที่กว้างเพราะดีขึ้นทั้งภาคเกษตร การส่งออกก็เริ่มฟื้นตัวตามลำดับไตรมาสแรกขยายตัวได้ 6% การลงทุนภาครัฐบาลได้เร่งรัดการใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว การท่องเที่ยวถือว่าไปได้ดีมาก จะมีก็เพียงการลงทุนของเอกชนไทยที่ยังคงไม่ขยับเท่าไหร่ แต่มั่นใจอย่างยิ่งว่า เมื่อการลงทุนจากต่างประเทศดีขึ้น เศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น และโครงการขนาดใหญ่เริ่มออกมา การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะภาคการก่อสร้างจะตามมาโดยอัตโนมัติในไม่ช้า

ส่วนตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปีนี้ คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ที่ 3.3-3.8% หรือค่ากลางประมาณ 3.5% นั้น มั่นใจว่าตัวเลขนี้ทำได้ไม่มีปัญหาเพราะหากสามารถรักษาโมเมนตัมของการท่องเที่ยว และพยายามให้แผนการเบิกจ่ายของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงงบพิเศษที่ออกมาในปี 2560 ให้ใช้ได้ตามเป้าหมาย การเกื้อหนุนโดยการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยบรรลุตามที่คาดการณ์

“ถ้าถามว่า การเติบโตได้ 3.3% ในไตรมาสแรกนั้น ผมพอใจหรือไม่ ผมจะตอบว่า ไม่พอใจ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีข้อจำกัด มีคนบอกว่า เพราะรัฐบาลทหารเข้ามาจีดีพีถึงต่ำเตี้ยที่สุดในอาเซียน ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ มีจิตใจที่เป็นธรรมบ้าง ลองไปเปิดตัวเลขในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจในอาเซียนแต่ละประเทศจะโตเกิน 5% เพราะเป็นประเทศมีฐานเศรษฐกิจเล็ก ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเมียนมา 7 เท่า ใหญ่กว่ากัมพูชา 20 เท่า ใหญ่กว่าลาว 30 เท่า ประเทศใหญ่จะขยับจีดีพีแต่ละทีไม่ใช่เรื่องง่าย และจีดีพีของไทยส่วนใหญ่มาจากการส่งออก และช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็ทำให้จีดีพีหดตัวตามไปด้วย”

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดูแลภาคเศรษฐกิจฐานรากเป็นพิเศษ เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ดี ชีวิตเกษตรกรฝากไว้กับการจำหน่ายพืชผลปีละครั้ง ในปีนี้ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องพยายามดูแลประชากรในกลุ่มนี้ให้ดีขึ้น รวมไปถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วย.

 

ยกระดับอาหารจานด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944452


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในได้คัดเลือกร้านอาหารหนูณิชย์…พาชิม ที่จำหน่ายอาหารจานด่วนในราคาไม่เกิน 35 บาท/จาน/ชาม มายกระดับมาตรฐานด้วยการกำหนดเกณฑ์ให้เป็นร้านอาหารที่อร่อย คุณภาพดี สะอาด ประหยัด และมอบดาวให้ ซึ่งล่าสุดได้คัดเลือกร้านหนูณิชย์จาก 2,000 ร้าน มาติดดาวได้แล้ว 387 ร้าน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 70 ร้าน และภูมิภาค 317 ร้าน

“เกณฑ์ของหนูณิชย์ติดดาว จะเพิ่มความเข้มข้นจากร้านหนูณิชย์ปกติคือ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คือ อร่อย คุณภาพดี สะอาด ประหยัด ในราคาไม่เกิน 35 บาท/จาน/ชาม และกรมจะนำร้านที่ได้รับการติดดาวมาใส่ลงในแอพพลิเคชั่นลายแทงของถูก เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยปีนี้เชื่อว่าจะมีร้านหนูณิชย์ที่ได้รับการติดดาวมากกว่า 500 ร้าน แต่คงไม่เน้นปริมาณ เพราะต้องการเน้นคุณภาพเป็นหลัก และอยากให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการมากๆ”

อย่างไรก็ตาม หากร้านหนูณิชย์ติดดาวรายใด มีคุณภาพด้อยลง หรือประชาชนเข้าไปใช้บริการแล้วไม่ได้รับความพึงพอใจ คณะกรรมการที่คัดเลือกร้านหนูณิชย์ติดดาว อาจพิจารณาถอดดาวออกและให้ดำเนินการปรับปรุงใหม่เพื่อให้เข้าเกณฑ์ต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ร้านหนูณิชย์ติดดาว จะมีอายุคราวละ 2 ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันมีร้านเข้าร่วมโครงการ 12,200 ร้าน และร้านหนูณิชย์ในรูปแบบรถขายอาหารเคลื่อนที่ (ฟู้ดทรัก) อีก 19 คัน.

 

โฆษณา ราคา ดาราเล่นใหญ่! เจาะทุกจุดอ่อนกระทะดัง คุณได้อะไรจากดราม่านี้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944243


ดราม่า “กระทะดัง” ถูกผู้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์ลากยาวมานานนับสัปดาห์ ไม่ว่าจะเรื่อง “ราคา” “ลายหินอ่อน” หรือแม้กระทั่งเรื่อง “การตลาด” ที่สุดโต่งจนผู้บริโภคอย่างเราๆ เริ่มจับทางได้ และไม่ว่า ผู้ประกอบการเจ้าของกระทะดังจะออกมาชี้แจงแถลงไขเช่นไร แต่กระแสความร้อนแรงของดราม่านี้ ก็ยังจะคงถูกพูดถึงอย่างแข็งแรง ทนทาน และไม่ได้ใช้สเปเชียลเอฟเฟกต์ใดๆ ทั้งสิ้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เจาะเฉพาะจุด “ราคาขึ้นแรงลดแรง สวนทางความจริง”, “เมื่อสิ่งที่โฆษณาออกไป สวนทางกับความจริง” คุณลูกค้าที่ซื้อมาแล้ว สามารถทำอย่างไรได้บ้าง และสำหรับคุณที่ยังไม่ได้ซื้อ คุณเรียนรู้อะไรจากดราม่านี้ได้บ้าง อ่านเถอะ เราเชื่อว่าเป็นประโยชน์กับคุณทุกคน!

อ.เจษฎา ฉะราคากระทะสูงลิ่ว ทำเกินกว่าเหตุ!

รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นสำคัญของดราม่ากระทะดังว่า จากที่ตนสำรวจราคากระทะที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระทะดังนั้น พบว่า ราคาของกระทะจะตกอยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 1 พันบาทเศษๆ หรือแม้กระทั่ง กระทะบางยี่ห้อที่ผู้บริโภคคุ้นเคยหรือรู้จักมาช้านาน เรตราคาของกระทะเหล่านี้ ก็อาจจะสูงขึ้นมาเพียงเล็กน้อย โดยอยู่ที่ราวๆ 2-3 พันบาทเท่านั้น

โดยก่อนหน้านี้ รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุผลตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบการเคลือบ “หินอ่อน” ตามที่โฆษณาไว้ แต่เป็นเพียงอะลูมิเนียม อัลลอย หรืออะลูมิเนียมบวกกับเหล็ก เคลือบตัวกระทะเอาไว้เท่านั้น ซึ่งไม่ต่างกับกระทะที่เคลือบเทฟลอนตัวอื่นๆ ที่ทำให้อาหารไม่ติดกระทะ

รศ.เจษฎา กล่าวถึงราคากระทะชื่อดังว่า หากผู้ประกอบการบางรายจะอ้างว่า กระทะของตนเองนั้น มีราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาท แต่ทางผู้ประกอบการใจดีจึงลดราคาให้เหลือแค่หลักพันนั้น วิธีการนี้ก็ถือว่าเกินกว่าเหตุ หรือผิดปกติไป เพราะราคากระทะไม่น่าจะแตะสูงถึงหลักหมื่นบาทตามที่เขากล่าวอ้าง และกระทะของยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับกระทะดังก็จะมีราคาอยู่ในช่วงเดียวกัน ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ซึ่งราคาของกระทะดังที่นำมาโฆษณานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สังคมติติงกันค่อนข้างมาก”

รศ.เจษฎา ขยายประเด็นดังกล่าวอีกว่า กฎหมายของต่างประเทศนั้น จะห้ามผู้ประกอบการทำ Fake Original Price หรือการตั้งราคาขายหลอก แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับกรณีเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องควรนำเรื่องนี้มาถกเถียงและปรับใช้กันต่อไป

“ส่วนเรื่องที่มีการโฆษณาว่า ผสมหินอ่อนนั้น การกล่าวอ้างเช่นนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เพราะไม่ได้ใส่หินอ่อนเข้าไปจริงๆ ดังนั้น ควรเรียกว่า กระทะลายหินอ่อน” รศ.เจษฎา ท้วงติง

อย่างไรก็ดี รศ.เจษฎา หรือนักวิทยาศาสตร์จอมแฉที่ใครหลายๆ คนรู้จัก ฝากเตือนมายังผู้บริโภคทั้งประเทศว่า เมื่อคุณพบเห็นการโฆษณาสินค้าที่มีการตั้งราคาเอาไว้สูงมากๆ แต่กลับลดราคาลงมาเยอะมากๆ จนน่าตกใจ ขอให้คุณพิจารณาอย่างถี่ถ้วน พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะลดราคาลงมามากมายถึงเพียงนี้, เขากำลังจูงใจให้เราซื้อสินค้าเขาหรือไม่, นี่คือกับดักทางการตลาดหรือไม่ ชั่งใจให้ดี เพราะคุณไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าใดๆ ก็ตามภายใน 5 นาที

โฆษณาเยอะไป พรีเซ็นเตอร์เด่นไป ราคาโดดไป = จุดอ่อนกระทะดัง

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ให้ความเห็นในประเด็นดราม่ากระทะดังกับผู้สื่อข่าวว่า การตลาดในรูปแบบที่ตั้งราคาหนึ่งขึ้นมา พร้อมกับระบุว่า หากโทรมาภายใน 5 นาที คุณจะได้สิทธิพิเศษในการลดราคา และได้รับของแถมเพิ่มเติมต่างๆ นานา ซึ่งการตลาดรูปแบบดังกล่าว เป็นการโฆษณาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งหนึ่งที่กระทะดัง ผิดแผกไปจากการโฆษณาในรูปแบบนี้ ก็คือ “การตั้งราคาที่สูงจนเกินไป และลดราคาลงมาต่ำจนเกินไป”

“ตอนแรก ผมได้ข่าวว่า โฆษณาของกระทะดังในช่วงเดือนแรกไม่สบความสำเร็จเท่าใดนัก จากนั้นเขาก็ลองปรับลองเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนเข้าทีเข้าทาง และจากการวิจัยพบว่า ผู้หญิงจะซื้อสินค้าก็ต่อเมื่อลดอย่างน้อย 50% ขึ้นไป ส่วนผู้ชาย จะตัดสินใจซื้อก็ต่อเมื่อเจอโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 หากสังเกตดีๆ จะพบว่า กระทะดังทำทั้ง 2 แบบ นั่นก็คือ ลด 50% และ ซื้อ 1 แถม 1 อาจารย์ธันยวัชร์ ชี้ข้อสังเกตที่น่าสนใจ

นักการตลาดฝีปากกล้ามองเกม วิเคราะห์ต่ออีกว่า กระทะดังยังใช้พรีเซ็นเตอร์ที่มีความหลากหลายของการใช้โซเลียลมีเดีย ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ท่านนี้มีทั้งรายการเช้า รายการกลางคืน มีเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก บวกกับการใช้งบโฆษณาอย่างมหาศาล ด้วยเหตุต่างๆ เหล่านี้ จึงทำให้เขาขายของได้ดีมากๆ

หากมองในมุมการตลาด การตลาดที่ตั้งราคาไว้สูงลิ่ว และลดลงมาฮวบฮาบ เพื่อเรียกลูกค้าเช่นนี้ ถือว่าผิดจริยธรรมทางการตลาดหรือไม่? ผู้สื่อข่าวถาม นักการตลาดขาโหด

“เราจะสังเกตได้ว่า ผู้ประกอบการบางรายไม่ทำเช่นนี้ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ตั้งสูงมาก และลดลงมากๆ เช่นนี้ แต่สำหรับกระทะดัง เขาจับจุดได้ว่า คนไทยมีพฤติกรรมแบบนี้ และชื่นชอบอะไรลักษณะนี้ คนไทยชอบการลดราคาลงมากๆ หรือถ้าไม่ซื้อตอนนี้ จะไม่ได้ราคานี้อีก คนไทยจะชอบกันมากๆ ที่สำคัญ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ยอดขายของกระทะดังประสบความสำเร็จในประเทศไทยมากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด กล่าวถึงพฤติกรรมคนไทย

การตลาดแบบนี้ = การตลาดที่ไม่ยั่งยืน? ผู้สื่อข่าวถามความเห็นธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย

จริงๆ แล้วเขาต้องการยั่งยืน แต่เขาพลาด ผมมองในมุมกระทะดัง เขาต้องการสร้างแบรนด์ในระยะยาว เนื่องจากตัวผู้ประกอบการมีสินค้าที่มากกว่าแค่กระทะ แต่เขากลับไม่ได้วางแผนสองรองรับไว้ เพราะสิ่งที่กระทะดังมีก็คือ โฆษณาเยอะเกินไป, พรีเซ็นเตอร์เด่นเกินไป และราคาโดดเด่นจนเกินไป ฉะนั้น โอกาสพลาดหรือจุดอ่อนก็ต้องมีมากขึ้นตามไปด้วย และใครจะไปคิดว่า แค่มีคนโพสต์ว่าเจอะกระทะดังที่สิงคโปร์ราคาไม่ถึง 6 ร้อย จะเป็นข่าวดังที่ถูกพูดถึงและภาครัฐเข้ามาจัดการจริงจังถึงเพียงนี้” ธันยวัชร์ ตอบตรงไปตรงมาตามสไตล์

“หากกระทะดังทำเช่นนี้ได้ หลายคนอาจมองว่า สินค้าอื่นๆ ก็สามารถตั้งราคาให้สูงลิบลิ่วได้ ทั้งๆ ที่ราคาจริงอาจจะมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น สคบ.ควรเข้ามากำกับดูแลเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน” นักการตลาดฝีปากกล้า เสนอแนะหนทางปกป้องผู้บริโภค

กระทะดังเจอพายุลูกใหญ่ ถูกสั่งยุติโฆษณา แนะปชช.รวมตัวร้องที่ สคบ.

นายวีระพงศ์ บุญโญภาส อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง กล่าวภายหลังคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบขายตรง และสคบ. ประชุมผลการพิสูจน์กระทะดัง ว่า สิ่งสำคัญที่พบคือ กระทะดังไม่มีการอ้างอิงที่มาของราคาที่จำหน่าย 15,000 และ 18,000 บาท การโฆษณาที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นไปตามนั้น ถือเป็นการโฆษณาไม่เป็นธรรม จึงมีมติ สั่งห้ามโฆษณา

ทั้งนี้ ทางสคบ.มีมติสั่งห้ามการโฆษณาไว้ก่อน และปรับแก้โฆษณาที่เกินจริง เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ และทำให้ไม่เชื่อมั่นในสินค้า โดยมีผลทันที แต่ยังสามารถขายได้ตามปกติ ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะซื้อหรือไม่

“การใช้กระทะก็เหมือนกระทะทั่วไป แต่การเคลือบ 8 ชั้นเป็นแรงจูงใจทำให้ผู้บริโภคซื้อ เพราะมีโอกาสเพียง 59 คนแรก ภายใน 5 นาที ถือเป็นการตลาด แต่เป็นการตลาดที่ไม่เป็นธรรม ต่างประเทศเรียกว่า Fake original price หรือ การปลอมราคาจริง ซึ่งในต่างประเทศนั้น จะไม่ยอมให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” นายวีรพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลออกมาว่ากระทะไม่ได้มาตรฐานตามที่โฆษณาไว้ ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ประชาชนสามารถยื่นร้องต่อศาล หรือมารวมตัวร้องได้ที่ สคบ. เพื่อให้เป็นตัวแทนในการฟ้องศาลเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะคืนเงินได้ทั้งหมดเป็นจำนวนเต็มได้ เพราะสินค้ามีการใช้งานไปแล้ว สำหรับผู้ที่ซื้อไปไม่เกิน 7 วัน สคบ.มีกฎหมายรับรองสามารถคืนเงินได้จำนวนเต็ม หากพบว่าผลการตรวจสอบไม่เป็นตามโฆษณาไว้

คุณที่ซื้อมาแล้ว หรือคุณที่กำลังตัดสินใจจะซื้อ
จากนี้ไป คุณจะตัดสินใจอย่างไร?

จับคามือใส่นาฬิกาเข้าไทย! ตบตากรมศุลกากรไม่สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944435


นายบุญเทียม โชควิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของ ผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมศุลกากร เปิดเผยถึงกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่รายงานการจับกุมนาฬิกาของผู้โดยสารหญิง สัญชาติไทย 2 รายที่นำนาฬิกาติดตัวเข้ามา โดยใส่ไว้บนข้อมือตัวเองจำนวน 2 เรือน โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจสอบพบที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้โดยสารทั้ง 2 ราย เคยมีพฤติการณ์ลักลอบนำเข้านาฬิกาหรูมาก่อนหน้านี้มาหลายครั้งแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ผู้โดยสารทั้ง 2 ราย ได้ลักลอบนำเข้านาฬิกา ด้วยวิธีใส่บนข้อมือเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ และจากการสืบสวนเจ้าหน้าที่พบว่าเป็นนาฬิกายี่ห้อ Audemars Piguet และ Patek Philippe ซึ่งเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีการใช้งานแต่อย่างใด และผู้โดยสารทั้ง 2 ยอมรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริง เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับนาฬิกาทั้ง 2 เรือน ที่ได้ลักลอบนำเข้ามีมูลค่า 1,300,000 บาท และเพิ่มเป็น 1,500,000 บาท หลังรวมการชำระภาษีศุลกากร 5% และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อีก 7%

“สถิติการจับกุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในปีงบประมาณ 2559 สามารถจับกุมได้ 203 คดี คิดเป็นมูลค่า 136 ล้านบาท และตั้งแต่เดือน ต.ค.2559-เม.ย.2560 มีจำนวน 136 คดี คิดเป็นมูลค่า 97.2 ล้านบาท”.

 

ธุรกิจห้างค้าปลีกตีปี๊บกำไรทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944417


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าธุรกิจห้างค้าปลีก ค้าส่งรายใหญ่ 4 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ประกอบด้วย สยามแม็คโคร, บิ๊กซี, โฮมโปร และโรบินสัน ได้แจ้งผลดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ของปี 60 มีกำไรรวมกัน 4,950 ล้านบาท จากการปรับกลยุทธ์บริหารจัดการทำให้ห้างค้าปลีกและค้าส่งสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ทั้งการเพิ่มในส่วนของการขยายสาขาใหม่และค่าเช่าพื้นที่ โดยสยามแม็คโครได้แจ้งไตรมาสที่ 1 ปี 60 มีกำไรสุทธิ 1,622 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.3% จากสัดส่วนยอดขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง, ด้านห้างโรบินสันแจ้งรายได้รวม 7,283 ล้านบาท ลดลง 0.8% แต่มีกำไรสุทธิ 710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4%จากการจัดสรรพื้นที่ขายให้กับกลุ่มสินค้าสร้างยอดขายได้เป็นอย่างดี โดยเน้นในกลุ่มสินค้า กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องสำอาง, ยีนส์, ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก, ผลิตภัณฑ์สำหรับบ้าน เป็นต้น

ส่วนห้างบิ๊กซี แจ้งผลประกอบการกำไรในไตรมาสที่ 1 กำไร 1,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% แต่รายได้จากการขายและอื่นๆลดลง ส่วน บมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ แจ้งผลประกอบการ มีกำไรสุทธิ 1,046.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.79% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตจากสาขาใหม่ทั้งธุรกิจโฮมโปร เมกาโฮม และโฮมโปรที่มาเลเซีย พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพของอัตราการทำกำไรในแต่ละกลุ่มสินค้าให้ดีขึ้น

ขณะที่ น.ส.ปัทมิกา พงศ์สูรย์มาส ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเงิน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็นเปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2561 จะขยายตัว 20-25% จากปีนี้เนื่องจากบริษัทได้ปรับเพิ่มค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยทุกสัญญา 5% โดยเฉพาะศูนย์การค้าที่ปรับปรุงใหม่จะปรับเพิ่มค่าเช่า 10-15% รวมถึงการรับรู้รายได้จากศูนย์การค้าใหม่ที่จะเปิดดำเนินการ 3 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา กำหนดเปิดไตรมาส 3 ของปี 60, เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย กำหนดเปิดไตรมาส 4 ของปี 60, เซ็นทรัล ภูเก็ต เดือน ก.พ.ปี61 และรายได้จากการเปิดคอนโดมิเนียมปีนี้ 3 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และระยอง.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 18/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944365