“ซิมเพนกวิน”โปรโมชั่นถล่มราคาเบาๆ มั่นใจเดือนละ 299 บาทถูกสุดในตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944377


นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ซิมเพนกวิน ผู้ให้บริการมือถือที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง หรือเอ็มวีเอ็นโอ เปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น เพนกวินได้เปิดตัวซิมบัตรเติมเงินใหม่ ใช้ชื่อว่า “ซิมเพนกวิน ติดโปร ประหยัดติดปีก” ยึดหลักของเพนกวินนั่นคือ ช่วยประหยัดและสร้างทางเลือกให้กับลูกค้า โดยซิมใหม่ดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาที่บางครั้งลูกค้าใช้โปรโมชั่นมือถือที่ซื้อมาไม่หมด สามารถทบโควตาโทร. (เสียง) และอินเตอร์เน็ต ที่เหลือไปรอบการใช้งานถัดไปได้ “เราได้ไอเดียนี้จากการออกไปทานข้าวนอกบ้าน เวลาเรากินไม่หมด ยังห่อกลับบ้านได้ แต่ลูกค้าบัตรเติมเงินที่ใช้โปรโมชั่นไม่หมดจะถูกตัดทิ้งทันที เพราะนี่คือโอกาสกำไรของค่ายมือถือ เราในฐานะค่ายเล็กจึงคิดโปรโมชั่นนี้ขึ้นมา เราสามารถทำกำไรน้อยหน่อยได้”

นายปกรณ์ยังกล่าวอีกว่า โปรโมชั่นซิมเพนกวินใหม่ ประกอบด้วย ซิมเพนกวิน ติดโปร 7 วัน สำหรับคนชอบเล่นอินเตอร์เน็ตความเร็วไม่อั้น ต่อเนื่องสปีด 555 Kbps พร้อมโทร.ฟรีทุกค่าย 30 นาที ราคา 99 บาท และซิมเพนกวิน ติดโปร 30 วัน ความเร็วอินเตอร์เน็ต 4 GB หลังจากนั้นความเร็วต่อเนื่องสปีด 384 Kbps โทร.ฟรีทุกค่าย 100 นาที ราคา 299 บาท และหากอินเตอร์เน็ตเหลือสามารถทบไปใช้เดือนต่อๆไปได้ ซึ่งโปรที่ราคา 299 บาทต่อเดือนนี้นั้น ถือว่าราคาดีที่สุดในท้องตลาดขณะนี้.

 

พาณิชย์ เร่งพิจารณาเปิดด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัมตลอด 24 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 21:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944048


กระทรวงพาณิชย์ เร่งจัดประชุมพิจารณาเปิดด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัมตลอด 24 ชั่วโมง หวังแก้ปัญหาความแออัดของการขนส่งสินค้า และเพิ่มความสะดวกในการขยายการท่องเที่ยวระหว่างการค้า 2 ประเทศ

วันที่ 17 พ.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งจัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาความแออัดของรถบรรทุกสินค้าบริเวณหน้าด่านสะเดา ส่งผลให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรได้รับผลกระทบ รวมทั้งผู้ประกอบการเสียค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเพิ่มขึ้น

โดยจะพิจารณาข้อเสนอของมาเลเซีย ที่เสนอให้เปิดด่าน 24 ชั่วโมง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้นำร่องขยายเวลาปิดด่านออกไปฝั่งละ 1 ชั่วโมงมาแล้ว โดยฝั่งไทยปิดเที่ยงคืน จากเดิม 5 ทุ่ม และมาเลเซียปิดตี 1 จากเดิมเที่ยงคืน เพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นไปแล้ว

“มีข้อเสนอจากมาเลเซีย ให้เปิดด่านศุลกากรสะเดา กับด่านศุลกากรบูกิตกายูฮิตัม ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งกระทรวงฯ จะพิจารณาผลดีผลเสียทั้งด้านการขยายการค้าและท่องเที่ยวว่าเป็นอย่างไร โดยนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ มีหน่วยงานที่เกี่ยวร่วมกันพิจารณา รวมทั้งจะรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ที่กำลังศึกษาความเหมาะสมการขยายเวลาเปิดด่านสะเดาและปาดังเบซาร์ 24 ชั่วโมง ว่าจะส่งผลด้านการค้า การท่องเที่ยว ความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนอย่างไรด้วย”

สำหรับการขนส่งสินค้าทางด่านปาดังเบซาร์ เป็นการขนส่งทางราง โดยแต่ละปีขนส่งสินค้ากว่า 120,000 ตู้ ส่วนการขนส่งทางรถยนต์จะผ่านด่านสะเดา มีรถบรรทุกสินค้าจากไทยไปมาเลเซียเกือบ 200,000 คันต่อปี และด่านศุลกากรสะเดาได้ก่อสร้างขยายพื้นที่หน้าด่านเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดใช้งาน ส่วนการก่อสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับพื้นที่และก่อสร้างตามแผนงาน จะแล้วเสร็จในปี 62

ส่วนมาเลเซีย มีความแออัดของรถบรรทุกสินค้าบริเวณหน้าด่าน เพราะช่องทางเข้าสู่ด่านศุลกากรบูกิตกายูฮิตัมมีช่องทางน้อย เกิดสภาพคอขวดในการเข้าสู่มาเลเซีย และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงรถบรรทุกสินค้าในด่านสะเดา ซึ่งสินค้าที่ไม่เน่าเสีย ไม่มีปัญหา เพราะรอเวลาไปส่งสินค้าตามที่นัดหมายได้ แต่สินค้าเน่าเสียจะมีปัญหา

อีกทั้งด่านศุลกากรบูกิตกายูฮิตัม ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างเพื่อขยายพื้นที่ ทำให้ขาดการจัดระเบียบการจราจรที่ดี หน้าด่านการจราจรแออัด ส่งผลถึงรถบรรทุกสินค้าจากไทยติดขัด แต่หากเปิดด่าน 24 ชั่วโมง จะแก้ไขปัญหาได้เป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ค้าขายผ่านด่านสำคัญ คือ ด่านสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 98% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม้แปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร รถยนต์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อบันทึกข้อมูลภาพเสียง เทปแม่เหล็กจานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม เป็นต้น.

 

เกษตรฯ ยันทุเรียนส่งออกแดนปลาดิบไม่ใช่ทุเรียนอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 21:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944192


กรมวิชาการเกษตร แจ้งบริษัทส่งออกทุเรียนแจงเหตุผู้บริโภคอ้างพบทุเรียนอ่อนในญี่ปุ่น เผยพบเป็นทุเรียนแก่ แต่ยังไม่สุก ชี้ต้องสร้างการรับรู้วิธีสังเกตทุเรียนสุก แก่ พร้อมรับประทาน แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคแดนปลาดิบ…

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2560 นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผย กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพทุเรียนส่งออกจากไทยไปประเทศญี่ปุ่น พบทุเรียนอ่อนจำนวนมาก จนห้างที่นำไปขายโดนลูกค้าตำหนิและขอคืนเงินนั้น กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจสอบรหัสของผู้ส่งออกตามที่ปรากฏเป็นข่าวพบว่า เป็นสินค้าของบริษัทรายหนึ่งจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนเพื่อให้บริษัทที่ส่งออกทุเรียนลอตดังกล่าวปรับปรุงระบบการผลิต และการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งผลทุเรียนสดออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2556 โดยควบคุมคุณภาพของผลทุเรียนสดตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรฐานทุเรียนของประเทศไทย พ.ศ.2545

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการปฏิเสธสินค้าในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศไทยทั้งหมดในภาพรวม และมีผลต่อการพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ขอให้บริษัทพิจารณาแก้ไขปรับปรุงระบบการผลิตทุเรียนสดให้ได้คุณภาพตามข้อกำหนด พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับมาให้กรมวิชาการเกษตรทราบด้วย

“กรณีที่ได้รับแจ้งจากผู้ซื้อทุเรียนสดจากห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่น พบว่าเป็นทุเรียนแก่ที่ยังดิบอยู่ ต้องรอให้สุกก่อน โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3 – 5 วันจึงจะรับประทานได้ ซึ่งต้องมีการสร้างการรับรู้วิธีการสังเกตลักษณะความสุกแก่ของทุเรียนให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยและผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น โดยวิธีการสังเกตที่ง่ายสุดคือ หากทุเรียนสุกพร้อมที่จะรับประทานจะเริ่มมีกลิ่นออกมาจากผลของทุเรียน อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาภาพลักษณ์การส่งออกผลไม้ของไทยซึ่งไม่เฉพาะเพียงแค่ทุเรียน ขอให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวังในการคัดคุณภาพของสินค้าและปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัดด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า การส่งออกทุเรียนผลสดไปนอกราชอาณาจักร ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอและจดทะเบียนผู้ส่งออกกับกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร เพื่อขอรับใบรับรองสุขอนามัยพืชแนบไปกับสินค้าก่อนส่งออก โดยเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร จะทำการตรวจสอบศัตรูพืชทุเรียนที่โรงคัดบรรจุของผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับการรับรอง GMP ซึ่งเป็นสถานที่รับผลทุเรียนสดและคัดผลทุเรียน ทั้งนี้ในปี 2559 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนผลสดไปญี่ปุ่นปริมาณ 89,415 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 8,139,166 บาท ปี 2560 (เมษายน – พฤษภาคม) ปริมาณ 26,765 กิโลกรัม รวมมูลค่า 3,690,301 บาท.

 

กสทช. เดินหน้านำ TOR โครงการ USO ในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944180


สำนักงาน กสทช. เดินหน้านำ TOR โครงการ USO เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเขตหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ขึ้นเว็บไซต์เพื่อรับฟังความคิดเห็น ก่อนนำไปประกวดราคา…

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2560 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. เดินหน้านำขอบเขตการดำเนินงาน หรือ TOR โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ขึ้น เว็บไซต์สำนักงาน กสทช. เพื่อรับฟังความคิดเห็นเป็นระยะเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 – 28 พ.ค. 2560 และจะมีการออกประกวดราคาในเดือน มิ.ย. 2560 คาดว่าหากสามารถลงนามในสัญญาได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2560 จะสามารถเปิดให้บริการได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2560 ไม่น้อยกว่า 50 หมู่บ้านทั่วประเทศ และจะให้บริการครบทั้ง 3,920 หมู่บ้าน ภายในเดือน ก.ค. 2561

โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบนี้ เป็นโครงการที่จะขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยโครงสร้างพื้นฐานแบบมีสาย (Fiber Optic) เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดย 3,920 หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมาก หรือที่เรียกว่า Zone C+ และอยู่นอกเหนือขอบเขตการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

“สำนักงาน กสทช. เดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ เมื่อรวมกับหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงดีอีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ” นายฐากร กล่าว.

 

สคบ.สั่งยุติโฆษณากระทะ ‘โคเรียคิง’ ชี้ มีผลต่อจิตวิทยาผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 19:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944247


(ภาพจากเว็บไซต์ : Korea King)

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. สั่งโคเรียคิงยุติการปล่อยโฆษณาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระบุ วิธีการโฆษณามีผลต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค ส่วนผลพิสูจน์กระทะ ยังรอของอีก 2 หน่วยงาน ขณะที่โคเรียคิงยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่โฆษณา

นายวีระพงษ์ บุญโญภาส ประธานคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. แถลงมติจากที่ประชุม มีคำให้สั่งเจ้าของกระทะโคเรียคิง ยุติการปล่อยโฆษณาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมและมีผลต่อจิตวิทยาผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้วิธีลดราคาจาก 1 หมื่นกว่าบาท มาเป็น 3 พันบาท และการเร่งรัดให้ผู้บริโภคโทรมาในเวลาที่กำหนด นายวีระพงษ์ บุญโญภาส ระบุด้วยว่าเตรียมวางแนวทางสำหรับธุรกิจขายตรงอื่นๆ ที่ใช้วิธีการเดียวกัน

สำหรับการประชุมนัดพิเศษเรื่องการขายตรงในวันนี้ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายบริษัท วิซาร์ด โซลูชั่น เจ้าของผลิตภัณฑ์ กระทะโคเรียคิงประเทศไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือยืนยันดัวยตัวเองว่า กระทะโคเรียคิงทั้งสองรุ่นใช้วัตถุดิบตามที่โฆษณาจริง และนำเข้ามาจากเกาหลีใต้ ไม่ได้ผลิตในประเทศไทยตามข่าวลือ ยืนยันว่าโคเรียประเทศไทยจะ เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทแม่แน่นอน หากสุดท้ายแล้วผลการพิสูจน์ในระดับสากลยืนยันว่าผู้ผลิตบิดเบือนวัตถุดิบจริงของกระทะ

สำหรับคุณภาพที่แท้จริงของกระทะโคเรียคิงทั้งสองรุ่น ยังอยู่ในระหว่างรอผลตรวจสอบจากอีก 2 สถาบัน ทั้งเอ็มเทค และกรมวิทยาศาสตร์บริการ หลังจากที่อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ส่งผลตรวจสอบมาแล้วเมื่อเช้านี้ ซึ่งหากผลตรวจสอบทั้งหมดระบุว่า โคเรียคิงผิดจริง จะมีการดำเนินคดีต่อไป ส่วนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบก็สามารถรวมกลุ่มฟ้องเรียกร้องผลประโยชน์และยื่นฟ้องต่อศาลได้ด้วยตัวเอง.

 

ไทยพาณิชย์โชว์เครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติ ใน Money Expo 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 17:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944103


ดีใจน้ำตาไหล! ดิจิทัล เวนเจอร์ส ในเครือ ธ.ไทยพาณิชย์ เผยโฉมต้นแบบเครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติ ที่พร้อมโอนเข้าบัญชีธนาคาร เติมเงินโทรศัพท์มือถือ เชื่อมต่อระบบ e-wallet โดย ปชช.ที่ได้เห็นต่างฮือฮา แห่ลองใช้ในงาน Money Expo…

บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ เผยโฉมนวัตกรรมต้นแบบเครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติที่พร้อมโอนเข้าบัญชีธนาคาร เติมเงินโทรศัพท์มือถือ เชื่อมต่อระบบ e-wallet หรือแม้แต่บริจาคเข้าหน่วยงานต่างๆ เป็นเครื่องแรกในประเทศไทย ในงาน Money Expo กรุงเทพฯ ครั้งที่ 17 ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนได้ทดลองใช้ พร้อมสำรวจข้อแนะนำและคำติชมเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมสำหรับนำมาใช้จริงที่ธนาคารไทยพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้ โดยได้รับความสนใจและเสียงตอบรับเป็นอย่างมากจากผู้มาเข้าชมงาน

จากการสำรวจในปี 2560 โดยกรมธนารักษ์ พบว่าปัจจุบันมีเงินเหรียญอยู่ในระบบการเงินไทยเป็นจำนวนกว่า 29,000 ล้านเหรียญ หรือกว่า 50,000 ล้านบาท และมีเหรียญมากกว่า 10% ที่สูญหายไปจากระบบ จากพฤติกรรมต่างๆ เช่น สะสมเหรียญไว้ที่บ้าน ไม่นิยมพกเหรียญ เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน การนำเหรียญไปฝาก หรือแลกธนบัตรที่ธนาคาร ทำให้ลูกค้าและธนาคารนั้นๆ ต้องเสียเวลาจากการนับเหรียญจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการคิดค่าธรรมเนียมในการนับเหรียญในอัตราตั้งแต่ 1% – 3% แตกต่างกันไปในแต่ละธนาคารอีกด้วย

จากปัญหาที่กล่าวมานี้ ส่งผลให้หลายๆ ประเทศมีการคิดค้นและนำเครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติมาใช้กันแล้ว เช่น ในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เป็นต้น โดยเครื่องนี้จะสามารถช่วยลดปัญหาการนำเข้าโลหะจากต่างประเทศเพื่อผลิตเหรียญให้แก่กรมธนารักษ์ และเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (ซีเอ็มโอ) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางธนาคารฯ ตระหนักถึงปัญหาจากเหรียญที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ที่สร้างความยุ่งยากให้ทั้งลูกค้าและธนาคารเอง ไทยพาณิชย์เลยเริ่มดำเนินการพัฒนาต้นแบบเครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติมาตั้งแต่ต้นปี 2559 โดยทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของดิจิทัล เวนเจอร์ส ร่วมกับบริษัทพันธมิตร ได้แก่ Lightfog, RTech และ Creatus ในการพัฒนาจุดเด่นของเครื่องให้สามารถตรวจนับเหรียญ รับแลกธนบัตรเป็นเหรียญได้ อีกทั้งยังผนวกระบบเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารของผู้ใช้ เพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินและชำระเงินต่างๆ แบบอัตโนมัติ มอบความสะดวกและตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เช่น การฝากเหรียญเข้าบัญชีธนาคาร การฝากเหรียญ เข้ากับบริการ e-Wallet ต่างๆ เช่น Line Pay และ PayPal การเติมเงินค่าโทรศัพท์มือถือ หรือการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิต่างๆ หลังจากนี้ ดิจิทัล เวนเจอร์ส จะนำข้อแนะนำคำติชมจากผู้บริโภคมาปรับปรุงพัฒนาต้นแบบเครื่องฝากเหรียญอัตโนมัตินี้ให้เหมาะสมกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ ก่อนจะนำเสนอต่อธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทยภายในปี 2560 นี้ เพื่อขออนุมัติการนำไปให้ผู้บริโภคได้ใช้จริงต่อไป.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับขึ้น 1.94 ดัชนีอยู่ที่ 1,548 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944147


หุ้นไทยวันที่ 17 พ.ค.2560 ปิดตลาดช่วงบ่าย ปรับตัวขึ้น 1.94 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,548.29 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,634.68 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 17 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 1.94 จุด เปลี่ยนแปลง 0.13% มูลค่าการซื้อขาย 50,634.68 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,552.55 จุด และต่ำสุดที่ 1,545.17 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน).

 

PACE เตรียมขยายแบรนด์ ‘ดีน แอนด์ เดลูก้า’ ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943480


เพซ ดีเวลลอปเมนท์ หรือ PACE เล็งขยายธุรกิจดีน แอนด์ เดลูก้า ไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศ พร้อมเตรียมเปิดจุดชมวิว สกาย ออบเซอเวชั่นเด็ค ภายในปลายปีนี้ รองรับการท่องเที่ยวที่เติบโตก้าวกระโดดของ กทม.

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทมีการรับรู้รายได้ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส ในโครงการมหานคร ได้เริ่มต้นโอนตั้งแต่ปี 2559 และในไตรมาสแรกของปี 2560

ทั้งนี้ บริษัทรับรู้รายได้จากยอดโอนมหานครแล้วประมาณ 1.8 พันล้านบาท และคาดว่าภายในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้จากการโอนแบ็กล็อกโครงการมหานครเพิ่มขึ้นอีก 6.8 พันล้านบาท โดยลูกบ้านเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ในโครงการมหานคร จะสามารถเข้าพักอาศัยตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

ขณะเดียวกัน โครงการมหาสมุทร วิลล่า ก็จะเริ่มทยอยโอนตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้เช่นกัน ดังนั้นบริษัทคาดว่าภายในปีนี้ จะเริ่มมีกำไรอย่างต่อเนื่อง และจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทมีแนวโน้มจะลดลงอีก และรายได้เทิร์นอราวนด์ภายในปีนี้

นายสรพจน์ กล่าวอีกว่า จากการที่บริษัทลงทุนต่างชาติ อย่าง Apollo และ Goldman Sachs เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการมหานคร ทำให้บริษัทมีเงินสดจำนวนกว่า 5 พันล้านบาท และสามารถลดหนี้สินไปแล้วกว่า 3 พันล้าน และจะนำเงินทุนในส่วนนี้เพื่อสร้างจุดชมวิวชั้นบนสุดของโครงการมหานครเพื่อเป็นจุดท่องเที่ยวใหม่ของเอเชีย พร้อมสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้กับบริษัทฯ

ขณะเดียวกัน บริษัท อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดขายหุ้นกู้มูลค่า 3 พันล้านบาท ซึ่งเงินทุนที่ได้ในส่วนนี้จะนำไปใช้ในการชำระตราสารหนี้ระยะสั้นของบริษัท

สำหรับ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ดีน แอนด์ เดลูก้า (DEAN & DELUCA) นั้น บริษัทยังคงอยู่ในช่วงของการวางรากฐานเพื่อลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนร้านที่บริษัทลงทุนเองในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ รวมถึงสาขาร่วมทุน (joint venture) ในประเทศญี่ปุ่น และพร้อมขยายแบรนด์ผ่านการขายแฟรนไชส์ไปเมืองหลักอื่นๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

“การลงทุนขยายสาขาแบรนด์ ดีน แอนด์ เดลูก้า เมื่อถึงจุดหนึ่งบริษัทจะเริ่มทยอยรับรู้และมีกำไรตามมา ล่าสุด บริษัทได้แต่งตั้ง คุณลอร่า เลนดรัม ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพื่อบริหารและขยายงานในกลุ่มธุกิจรีเทลและออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ด้วยความเชี่ยวชาญของคุณลอร่าจะสามารถช่วยให้ดีน แอนด์ เดลูก้า สามารถทำกำไรให้บริษัทฯ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

สำหรับ นางลอร่า เลนดรัม เป็นอดีตประธานบริษัท ราฟ ลอเรน นอร์ธอเมริกา ซึ่งมีประสบการณ์ในสายงานลักชัวรี่รีเทลมามากกว่า 20 ปี พร้อมดันดีน แอนด์ เดลูก้าในสหรัฐอเมริกาให้เติบโตตามแผนงานที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน PACE มีโครงการที่พักอาศัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจํานวน 5 โครงการ ได้แก่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ณ โครงการมหานคร โครงการมหาสมุทร วิลล่า โครงการนิมิต หลังสวน โครงการบนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และโครงการวิลล่าตากอากาศสกีรีสอร์ต ในเมืองนิเซโกะ ประเทศญี่ปุ่น

“รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด ประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท และยังมีแบ็กล็อกอีกมูลค่าทั้งหมด 1.53 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทจะสามารถรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2560 เป็นต้นไป เรามั่นใจว่าเพซจะสามารถลดหนี้ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งลงทุนขยายดีน แอนด์ เดลูก้า อย่างเต็มที่ตั้งแต่ปีนี้”

(ภาพจากแฟ้ม)

 

กูรูมอง หุ้นไทยรับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่ง ให้กรอบดัชนี 1,530-1,560 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943990


บล.โกลเบล็ก เผย หุ้นไทยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้น หลังทั่วโลกคาดหวังโอเปกจะยืดเวลาการลดกำลังการผลิตออกไป บวกกับตัวเลข GDP ไตรมาส 1/60 ของไทยที่ขยายตัวดี หนุนกรอบดัชนี 1,530-1,560 จุด

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปนี้ จะได้รับปัจจัยหนุน จากราคาน้ำมัน ที่มีผลบวกเชิงจิตวิทยา จากที่ตลาดคาดว่าที่ประชุมกลุ่มประเทศโอเปกในวันที่ 25 พ.ค. ที่จะถึงนี้ มีแนวโน้มขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตออกไปจากกำหนดเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย. 60 หลังจากซาอุฯ-รัสเซียเห็นพ้องขยายเวลาลดการผลิต

นอกจากนี้ รายงานตัวเลข GDP ในช่วงไตรมาส 1/ 2560 อยู่ที่ 3.3% ดีกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 3-3.2% โดยคาด GDP ทั้งปี 60 จะขยายตัวราว 3.3-3.8% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออกตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและราคาสินค้าในตลาดโลกที่ปรับดีขึ้นและการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐที่เร่งขึ้น ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 เชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าไตรมาสแรกจากการท่องเที่ยวช่วยหนุน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันมาจากธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งได้แก่ BBL KTB KBANK SCB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าจะกระทบรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และผลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ และ Fund flow ต่างชาติผันผวนตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.มียอด Net Buy ลดลงเหลือ 457 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ วันที่ 18 พ.ค. สหรัฐฯ เปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีการผลิตเบื้องต้นเดือนพ.ค., วันที่ 24 พ.ค. ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 3/2560 และในวันที่25 พ.ค. ประชุมรัฐมนตรีน้ำมันกลุ่มประเทศโอเปกเกี่ยวกับการขยายเวลาลดกำลังการผลิต

นายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก  กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นตามความคาดหวังโอเปกจะยืดเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปถึง Q1/61 ตัวเลข GDP Q1/60 ของไทยที่ขยายตัวดี พร้อมกับสัญญาณเทคนิคไม่หลุดแนวรับสำคัญ 1,530 จุด

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจาก Fund Flow ต่างชาติที่ผันผวน รวมถึงความกังวล NIM กลุ่มธนาคารที่อ่อนตัวลงหลังธนาคารขนาดใหญ่ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25-0.5% เป็นตัวถ่วงดัชนี ดังนั้นประเมินว่า SET จะแกว่งตัวในกรอบ 1,530-1,560 จุด

ทั้งนี้ แนะนำซื้อแบบ Selective Buy ในกลุ่มพลังงาน ได้อานิสงส์ราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้น และหุ้นได้เข้าคำนวณ MSCI Thailand Small Cap มีผลตั้งแต่ 31 พ.ค. แนะนำ BCPG, BIG, FORTH, PTL และ THANI

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวถึงแนวทางการลงทุนในทองคำว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ที่ลดต่ำลง และกระแสต่อต้านการกีดกันทางการค้าที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะที่ การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือแทบไม่ให้ผลบวกต่อราคาทองแล้ว หลังจากเกาหลีใต้ได้ผู้นำคนใหม่ตั้งธงนำเสนอการปรองดองระหว่างชาติ  แต่ประเด็นนี้ยังต้องดูท่าทีการแสดงออกของเกาหลีเหนือกับการตอบสนองจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯต่อไปว่าจะลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีลงหรือไม่

ทั้งนี้ ราคาทองคำได้รับปัจจัยบวกเล็กๆ จากความเป็นไปได้ที่ ECB จะปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินลงในอนาคตอันใกล้นี้ โดยมีการคาดการณ์ถึงโอกาสที่ ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า และการเปิดเผยตัวเลข GDP ของกรีซที่หดตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซที่เรื้อรัง จึงสนับสนุนการรีบาวน์ของราคาทองในระยะสั้น โดยการทะลุขึ้นเหนือ 1,236 ดอลลาร์ จะให้สัญญาณ follow buy สู่แนวต้านถัดไปที่บริเวณ 1,255 ดอลลาร์

 

MACO สยายปีก เทคโอเวอร์โคแมส เสริมทัพเครือข่ายสื่อนอกบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 15:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943872


MACO เดินหน้าเต็มสูบรุกขยายเครือข่ายสื่อนอกบ้านอย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปี หลัง VGI ส่งผู้บริหารเข้าบริหารเต็มตัว ปิดดีลเข้าซื้อกิจการ 2 ดีล…

นางศุภรานันท์ ตันวิรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO ผู้นำเครือข่ายสื่อโฆษณานอกบ้าน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ดำเนินการเข้าซื้อหุ้น 70% จากบริษัท โคแมส จำกัด หรือ Co-mass โดยคาดว่ากระบวนการควบรวมกิจการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

Co-mass เป็นผู้ประกอบกิจการป้ายโฆษณาที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 19 ปี ครอบครองทำเลติดตั้งป้ายโฆษณาที่อยู่ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญ CBD (Central Business District) ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แบ่งเป็นป้ายโฆษณาภาพนิ่งขนาดใหญ่ (Billboard) จำนวน 113 ป้าย กระจายอยู่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ และป้ายจอดิจิทัล (LED) 7 ป้าย กระจายอยู่ 5 จังหวัด มีมูลค่ากำลังการผลิตสื่อ (Media Capacity) มากกว่า 200 ล้านบาท การเพิ่มเครือข่ายในครั้งนี้ จะทำให้ MACO ขึ้นเป็นผู้นำสื่อโฆษณานอกบ้านที่มีกำลังการผลิตสื่อในมือมากกว่า 1,400 ล้านบาท จากเดิมที่มีกำลังการผลิตสื่อ 1,200 ล้านบาท และมีพื้นที่ให้บริการมากกว่า 140,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าภายหลังเข้าควบรวมกิจการจะทำให้รายได้ปีนี้ของ MACO เติบโตไม่น้อยกว่า 35% จากฐานรายได้ปีก่อนหน้า

“การเข้าควบรวมกิจการกับ Co-mass ในครั้งนี้จะทำให้ใน 2 ปีข้างหน้า MACO มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% จากการที่บริษัทฯ มีพื้นที่ให้บริการสื่อโฆษณาเพิ่มขึ้นจาก 120,000 ตารางเมตร เป็น 140,000 ตารางเมตร ช่วยเติมเต็มพื้นที่ในบริเวณทำเลสำคัญใจกลางเมืองหลวง ย่านธุรกิจ แหล่งชุมชน และจุดสัญจรที่สำคัญ แม้ว่าปัจจุบัน MACO จะมีเครือข่ายสื่อโฆษณาที่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว แต่เรายังคงมุ่งมั่นขยายพื้นที่สื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทำเลยุทธศาสตร์ที่สำคัญในย่านธุรกิจของเมืองใหญ่ๆ สื่อของ Co-mass มีความโดดเด่นในด้านป้ายขนาดใหญ่ที่อยู่ในทำเลย่านธุรกิจและเป็นจุดแข็งที่แตกต่างกับสื่อของ Multi Sign ที่เป็นป้ายขนาดกลางในย่านธุรกิจต่างจังหวัด รวมทั้งเป็นทำเลที่แตกต่างจากป้ายของ MACO ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามทางหลวง ถนนสายหลัก และทางผ่านเข้าเมือง (Highway & Gateway) ดังนั้น เมื่อผนึกเครือข่ายสื่อนอกบ้านทั้งสามรายเข้าด้วยกันแล้ว จะทำให้ MACO ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเครือข่ายสื่อโฆษณาที่ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการสื่อนอกบ้านรายเดียวที่มีเครือข่ายป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้อย่างแท้จริง

ทิศทางดำเนินงานของ MACO ต่อจากนี้ จะมุ่งพัฒนาทำเลไพร์มในย่านธุรกิจที่มีอยู่โดยปรับเปลี่ยนสื่อภาพนิ่งให้กลายเป็นเครือข่ายสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทฯ มีความคืบหน้าในการขยายเครือข่ายป้ายดิจิทัลใน 20 จังหวัด จากทำเลไพร์มของ Multi Sign Co-mass และพันธมิตรอื่น คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป และ MACO จะยังคงขยายเครือข่ายสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ MACO ยังมีโครงการพัฒนาการใช้งานสื่อนอกบ้านที่เชื่อมโยงผสมผสานกับสื่อออนไลน์แบบบูรณาการ บนความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ของ Rabbit Group รวมทั้งผสานความแข็งแกร่งของสื่อนอกบ้านเข้ากับสื่อในระบบขนส่งมวลชน และสื่อในอาคารสำนักงานของ VGI สื่อในสนามบินของ Aero Media กิจกรรมสาธิตทางการตลาดแบบบีโลว์เดอะไลน์ของ Demo Power โดยจะเริ่มเห็นผลการเติบโตที่ก้าวกระโดดได้อย่างชัดเจนในปี 2561 เป็นต้นไป” นางศุภรานันท์ กล่าว

ในส่วนของผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2560 MACO มีรายได้จากการให้บริการ 190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการควบรวมงบการเงินของ Multi Sign เมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยอัตราการเติบโตของยอดขายยังไม่สูงถึงระดับที่คาดไว้ภายหลังจากการควบรวมกับ Multi Sign เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงได้รับผลกระทบจากการชะลอการตัดสินใจซื้อสื่อและการต่อสัญญาการเช่าสื่อในช่วงของการไว้อาลัยในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงผลประกอบการในไตรมาสแรก เนื่องจากสื่อโฆษณาของบริษัทฯ ส่วนใหญ่เป็นสื่อภาพนิ่ง โดยมีรอบระยะเวลาการขาย และ Lead Time ในการสั่งซื้อที่ยาวนานกว่าสื่อดิจิทัล อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เริ่มเห็นแนวโน้มของยอดขายที่ดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณานับแต่เดือนมีนาคม และคำสั่งซื้อตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เป็นต้นมา อยู่ในระดับที่น่าพอใจ Backlog ยอดขายราว 68% ของเป้าหมายการขาย ปี 2560 รวมทั้งมีเสียงตอบรับที่ดีต่อเครือข่ายสื่อดิจิทัลที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ยอดการสั่งซื้อสื่อดิจิทัลมีพัฒนาการที่ดี ขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจาก ทำเลจุดติดตั้งในย่านธุรกิจที่มีจำนวนผู้สัญจรประจำวันหนาแน่น มีจอภาพคุณภาพสูงและคมชัดโดดเด่นสะดุดตา มีการแพร่ภาพความถี่ของสปอตโฆษณาที่สูง ให้ประสิทธิภาพการมองเห็นที่แตกต่างจากสื่อนอกบ้านดิจิทัลทั่วไป