ยอดลงทะเบียนคนจน 14.1 ล้านคน เช็กชื่อผ่านคุณสมบัติหรือไม่ 1 ส.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 15:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943765


คลังสรุปตัวเลขเบื้องต้นลงทะเบียนคนจน 14.1 ล้านคน ตรวจชื่อตั้งแต่ 22 พ.ค.-2 มิ.ย. ผ่าน 7 ช่องทาง ก่อนเปิดผลรายชื่อผ่านคุณสมบัติ 1 ส.ค.นี้ รับสิทธิสวัสดิการตามที่รัฐกำหนด พร้อมออกบัตรให้ภายหลัง…

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ตัวเลขเบื้องต้นโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ระหว่างวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.60 ว่า มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 14.1 ล้านคน โดยหลังจากนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่มาลงทะเบียน นำข้อมูลทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติ และเปิดให้ตรวจผลการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป

สำหรับสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.ผู้มาลงทะเบียนในโครงการฯ ระหว่างวันที่ 3 เมษายน-15 พฤษภาคม 2560 เบื้องต้นมีจำนวนผู้ลงทะเบียน 14.1 ล้านคน ผ่าน 5 หน่วยงานรับลงทะเบียน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) สำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร มากกว่าโครงการฯ ในปี 2559 ที่มีจำนวน 8.3 ล้านคน
2.ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากปิดโครงการ

2.1 การตรวจสอบรายชื่อในระบบการลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ได้ 7 ช่องทาง ได้แก่

1) เว็บไซต์ 3 เว็บไซต์ ได้แก่ http://www.epayment.go.th http://www.mof.go.th และ http://www.fpo.go.th โดยพิมพ์เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักลงไป ระบบจะแจ้งว่ามีชื่อหรือไม่มีชื่อในระบบการลงทะเบียน

2) Call center ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 1359
3) Call center ของ ธ.ก.ส. 02-555-0555
4) Call center ของ ธ.ออมสิน 1115
5) Call center ของ ธ.กรุงไทย 02-111-1111
6) Call center ของกรมบัญชีกลาง 02-270-6400
7) เบอร์โทรของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต

ผลการตรวจสอบสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
(1) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนมีชื่ออยู่ในระบบแล้ว ให้รอผลการตรวจคุณสมบัติต่อไป

(2) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนไม่มีชื่ออยู่ในระบบ ให้นำเอกสารหลักฐานจากแบบฟอร์มลงทะเบียนที่เจ้าหน้าที่ฉีกให้ในวันลงทะเบียนไปยืนยัน พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ลงทะเบียนไปติดต่อที่หน่วยรับลงทะเบียนที่ไปลงทะเบียนไว้ ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2560 เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลลงในระบบและดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป ทั้งนี้ ให้นำเอกสารหลักฐานดังกล่าวไปติดต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นผู้ลงทะเบียนจะถูกตัดสิทธิในการได้รับสวัสดิการ

2.2 การตรวจสอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 5 ข้อตามที่ระบุไว้ในโครงการฯ หรือไม่ ผ่านเว็บไซต์และโทรสายด่วนข้างต้น โดยพิมพ์หรือแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เช่นเดียวกับการตรวจสอบรายชื่อในข้อ 2.1 ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

(1) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนผ่านคุณสมบัติ จะเป็นผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการตามที่รัฐกำหนด และรัฐจะดำเนินการออกบัตรสวัสดิการให้ต่อไป
(2) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านคุณสมบัติ ระบบจะแจ้งว่าไม่ผ่านคุณสมบัติข้อใด

ทั้งนี้ เบื้องต้นหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถโทรสายด่วน 1359 ในเวลาราชการ เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ หากเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้องให้ติดต่อหน่วยงานรับลงทะเบียนและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำไปเข้ากระบวนการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง โดยผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจะได้รับบัตรสวัสดิการที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ส่วนการรับบัตรและการใช้บัตรสวัสดิการ กระทรวงการคลังจะแจ้งให้ทราบต่อไป.

 

สินค้าใหม่ยังคึกคัก อโรม่ากรุ๊ป-เดนทีน ลุยเปิดตัวจับลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 15:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942957


“อโรม่า กรุ๊ป” แนะนำกาแฟใหม่จาก 2 แหล่งปลูกในไทยจับคอกาแฟ ด้าน “เดนทีน” เดินหน้ากระตุ้นตลาดนำแตงโมมาทำเป็นรสชาติหมากฝรั่ง…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อโรม่า กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟรายใหญ่ เดินหน้าทำการตลาดต่อเนื่อง โดยแนะนำกาแฟซิงเกิ้ลออริจินอลสัญชาติไทยสู่ตลาด 2 ชนิด คือ กาแฟปางขอนและกาแฟขุนลาว ทั้งนี้กาแฟซิงเกิ้ลออริจินอล คือ กาแฟสายพันธุ์เดียวที่ปลูกและผลิตจากแหล่งเดียว ทำให้ได้โปรไฟล์ของกาแฟที่โดดเด่น คั่วออกมาได้รสชาติหอมกลมกล่อมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกาแฟในท้องถิ่นนั้นๆ อย่างชัดเจน

สำหรับกาแฟปางขอนเป็นสายพันธุ์อาราบิก้า 100% โดยชาวไทยภูเขาบ้านปางขอน จ.เชียงราย ได้เปลี่ยนแนวความคิดจากการปลูกพืชไร่ มาปลูกเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าชั้นดีเอกลักษณ์โดดเด่นในด้านกลิ่นหอมอบอวลคล้ายผลไม้ หวานหอม ชุ่มคอ บอดี้ปานกลาง ส่วนกาแฟขุนลาวนั้นเป็นกาแฟอาราบิก้า 100% ปลูกจากบ้านขุนลาว อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และกลิ่นคาราเมล เพิ่มอรรถรสที่แตกต่างในการดื่มกาแฟ โดยผู้สนใจหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่อโรม่าช้อปทุกสาขาทั่วประเทศ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจด้านขนมและของว่าง แนะนำหมากฝรั่งเดนทีนรสชาติใหม่กลิ่นแตงโม นวัตกรรมใหม่ของเดนทีนกับการนำรสผลไม้ยอดนิยมขายดีที่สุดในประเทศไทยอย่างแตงโม มาสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยสดชื่น เพื่อเป็นการกระตุ้นและผลักดันตลาดหมากฝรั่งให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
.

 

ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เม.ย. ร่วงอยู่ที่ 86.4 กังวลไฟใต้-ต้นทุนขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943768

สภาอุตสาหกรรมฯ เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เม.ย.60 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 86.4 จาก 87.5 ในเดือนมี.ค. เนื่องจาก เม.ย.มีวันหยุดต่อเนื่อง กังวลต้นทุนขยับ รวมถึงเหตุไฟใต้ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ขยายตัวเพิ่มขึ้น…

วันที่ 17 พ.ค. 60 นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนเม.ย.60 อยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 87.5 ในเดือนมี.ค. โดยค่าดัชนีฯ ที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง เนื่องจากในเดือน เม.ย.มีวันหยุดต่อเนื่อง ทำให้มีวันทำงานน้อยกว่าเดือนก่อนหน้า นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ประกอบการมีความกังวล ต่อต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของผู้ประกอบการในพื้นที่

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 99.0 ในเดือนมี.ค. โดยผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2560 จะขยายตัวดีขึ้นจากการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมทั้งการส่งออกของไทยที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง

นายศุภรัตน์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน เม.ย.ว่า ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริม ให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใช้สินค้าจากผู้ประกอบการภายในประเทศ อีกทั้งเจรจากับประเทศที่มีนโยบายกีดกันทางการค้า เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการค้าการลงทุน รวมถึงสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น.

 

ลูกหนี้อย่าเพิ่งเศร้า แบงก์ชาติเปิดคลินิกช่วยเหลือ เริ่ม 1 มิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 14:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943678


คนเป็นหนี้อย่าเพิ่งเศร้า แบงก์ชาติจับมือสมาคมธนาคารไทย ช่วยเหลือลูกหนี้เงินกู้ไม่มีหลักประกันที่ค้างชำระมากกว่า 2 เดือน มีเจ้าหนี้หลายราย วงเงินไม่เกิน 2 ล้านเข้าสู่ระบบ ลดภาระการผ่อนชำระ เริ่ม 1 มิ.ย.นี้…

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากปัญหาหนี้ในภาคครัวเรือน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาวนั้น

ทั้งนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ได้เห็นถึงความสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานในการแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งอาจจะมีอุปสรรคในขั้นตอนการเจรจา ทำให้การแก้ปัญหาไม่เบ็ดเสร็จ และขาดประสิทธิภาพ

นายวิรไท กล่าวอีกว่า ธนาคารพาณิชย์รวม 16 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากรุงเทพฯ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต ธนาคารยูโอบี ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารห่งประเทศจีน (ไทย) และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) และ SAM

ทั้งนี้ ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคล ที่ไม่มีหลักประกัน หรือ คลินิกแก้หนี้ขึ้นเพื่อช่วยให้ลูกหนี้ที่สุจริต และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาได้มีโอกาสแก้ปัญหาภาระหนี้สินที่มีกับเจ้าหนี้หลายรายอย่างครบวงจร และเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดย SAM จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่แทนเจ้าหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ตามศักยภาพจริง

สำหรับ โครงการนำร่องที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. 60 นี้ ครอบคลุมเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของธนาคารไทย และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งมีสถานะเป็นหนี้เสีย (ค้างชำระมากกว่า 90 วัน) ก่อนวันที่ 1 พ.ค. 60 โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องแสดงเจตนาที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างวินัยในการใช้จ่าย ทั้งนี้ จะมีการติดตามประเมินผลโครงการนี้เป็นระยะเพื่อปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทองไทยเปิดตลาดปรับขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943565


ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับขึ้น 100 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายออกบาทละ 20,800

วันที่ 17 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายออกบาทละ 20,800

 

เอกซเรย์ 3 เรื่องจริง ที่พนักงานแบงก์ไม่ค่อยได้บอกคุณลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2560 07:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942513


หากคุณเคยประสบปัญหาเหล่านี้ เมื่อก้าวเข้าไปทำธุรกรรมการเงินที่ธนาคาร

“ลูกค้าคะ สนใจทำบัตรเดบิตที่มีประกันอุบัติเหตุไหมค่ะ”

“คุณคะ การขอสินเชื่อบ้านของเรามี 2 แพ็กเกจนะคะ ถ้าซื้อประกันชีวิตกับเราจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่านี้นะคะ”

“คุณพี่ครับ สนใจแบ่งเงินฝากมาฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง พร้อมกับความคุ้มครองชีวิตไหมครับ”

หลายคนมีคำถาม “เราจำเป็นต้องซื้อ หรือต้องทำตามที่เขาแนะนำหรือไม่” วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” มีคำตอบมาฝากกัน

ประเด็นแรก การทำบัตรเอทีเอ็ม หรือ บัตรเดบิต นั้น เราสามารถปฏิเสธ และมีสิทธิเลือกบัตรที่ไม่มีการขายประกันชีวิต หรือ ประกันอุบัติเหตุได้ แต่หากใครมองว่า ความคุ้มครองที่พ่วงมากับบัตรเป็นประโยชน์ และมีราคาไม่แพงก็สามารถทำได้

ประเด็นที่สอง สินเชื่อบางประเภทที่ธนาคารกำหนดให้ทำประกันนั้น เราสามารถเลือกที่จะซื้อประกันประเภทดังกล่าวได้กับบริษัทประกันใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อกับพนักงานธนาคาร

ประเด็นที่สาม ต้องเข้าใจก่อนว่า ประกันชีวิตไม่ใช่เงินฝาก แม้จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แต่ต้องไม่ลืมว่า คุณต้องส่งเงินประกันให้ครบตามจำนวนปีที่กรมธรรม์ระบุไว้ ถึงจะได้เงินพร้อมผลตอบแทน แต่ถ้าเราส่งเงินประกันไม่ถึงตามที่ระบุ แน่นอนว่าเงินที่ได้รับคืนนั้นจะน้อยกว่าเงินที่จ่ายไป

สำหรับ ประกันที่ธนาคารส่วนใหญ่จะเสนอขายนั้น จะเป็นรูปแบบกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ ซึ่งบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกัน เมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายเงินประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาเอาประกันภัย

ทั้งนี้ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ ซึ่งการออมทรัพย์ คือเงิน หรือ ส่วนที่ผู้เอาประกันภัย จะได้รับเงินคืนเมื่อสัญญาครบกำหนด​

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการที่ยกเลิกประกันก่อนกำหนด เงินที่ได้รับคืนจะน้อยกว่าเงินที่จ่ายไป แต่หากยกเลิกภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ เราจะได้รับเบี้ยประกันภัยคืน แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายฉบับละ 500 บาท และถ้าหากมีค่าตรวจสุขภาพ ก็จะต้องจ่ายคืนด้วย

‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ อยากจะบอกกับผู้อ่านที่รักทุกคนว่า การซื้อประกัน เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อประกันที่ดีนั้น จะต้องมี 3 ข้อหลัก ที่เราควรจะเข้าใจก่อนที่จะตกลงกับคนขายประกันก่อน

1. ต้องเข้าใจตัวเราเองก่อน ว่าจะซื้อประกันไปเพื่ออะไร เช่น คุ้มครองสุขภาพ คุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุ คุ้มครองหากเกิดไฟไหม้ คุ้มครองเพื่อคนที่คุณรัก หรือ คุ้มครองภาระหนี้สินที่เรามีไว้

2. ศึกษารูปแบบประกัน บริษัทประกัน และตัวแทนประกันชีวิตให้ดี ก่อนตัดสินใจซื้อ ท่องจำไว้เสมอว่า อย่าซื้อเพราะเกรงใจคนขาย ต้องซื้อเพราะผลประโยชน์ของตัวเรา

3. หากมีปัญหาหรือข้อสงสัย ติดต่อโดยตรงกับบริษัทประกัน แต่หากปัญหาเหล่านั้น ไม่ได้รับการแก้ไข สามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ใกล้บ้านท่าน หรือ โทร 1186

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน

 

เจอทัวร์ศูนย์เหรียญโผล่พังงา กระทรวงท่องเที่ยวเตรียมถกจีนแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 06:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943383


กระทรวงท่องเที่ยวเผยสัญญาณทัวร์ศูนย์เหรียญเริ่มโผล่อีกครั้ง หลังรายใหญ่ถูกกวาดล้างจับกุมไปยังไม่ครบปี ล่าสุดพบไกด์ทัวร์ทิ้งนักท่องเที่ยวจีนที่พังงา เตรียมหารือร่วมองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจีน เร่งแก้ปัญหาให้หมดไปให้ได้

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขณะนี้มีสัญญาณของทัวร์ผิดกฎหมายหรือขายราคาต่ำกว่าทุน (ทัวร์ศูนย์เหรียญ) กลับมาในไทยอีก เห็นได้จากการที่มีไกด์ทิ้งลูกทัวร์นักท่องเที่ยวจีนที่ จ.พังงา ดังนั้นในเดือน มิ.ย.นี้จะมีการจัดประชุมของคณะประสานงานความร่วมมือในการกำกับดูแลการท่องเที่ยวไทย-จีน ในงานไทยแลนด์ ทราเวล มาร์ท โดยรองประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน (ซีเอ็นทีเอ) จะมาประชุมด้วยตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและเร่งกวดขันปัญหานี้ให้หมดไป ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกับทางบริษัททัวร์จีน พบว่า การขายทัวร์ที่ราคาต่ำกว่าทุนแบบเดิมที่ 699 หยวน หรือ 3,500 บาทนั้น ไม่มีแล้ว และราคาขายทัวร์มาไทยได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000-3,000 หยวนหรือประมาณ 10,000-15,000 บาท โดยอยากให้ไปถึงราคา 5,000 หยวน หรือ 25,000 บาท ซึ่งช่วงหนึ่งเคยขายได้ถึงราคานี้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยมีคุณภาพมากขึ้น

ส่วนที่บริษัททัวร์ หรือไกด์มีการขายทัวร์เสริม (ออฟชั่นนอล ทัวร์) นั้น ทางคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่ตนเองเป็นประธาน ได้กำหนดราคากลางไว้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อทริป จากเดิมไม่ได้กำหนดราคาไว้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์เสริมต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการชุดนี้ได้หารือถึงการกำหนดราคาทัวร์เอาต์บาวด์ (outbound) สำหรับนักท่องเที่ยวไทยไปต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวงแบบทัวร์ทอมโชกุนอีก แต่เข้าใจดีว่าการไปกำหนดราคากลางหรือราคาขั้นต่ำอาจทำไม่ได้ จึงมอบหมายให้ภาคเอกชนในสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุป

สำหรับเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนนั้น กระทรวงยังเดินหน้าจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะมีคนจีนมาเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 9 ล้านคน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าแนวโน้มน่าจะถึง 9.5 ล้านคน

ทั้งนี้ ยอมรับว่าสำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนช่วง 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) มีจำนวน 3.19 ล้านคน ลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้ 161,000 ล้านบาท ลดลง 5.46% เพราะผ่านจุดพีค (สูงสุด) ช่วงตรุษจีนเดือน ก.พ.ไปแล้ว แต่เชื่อว่าจะกลับมาพีคอีกครั้งเดือน มิ.ย.-ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นสำหรับตลาดจีนเที่ยวไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวในภาพรวม 4 เดือนแรก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยรวม 12.02 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.91% สร้างรายได้ 622,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.71%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลได้มีการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจังในช่วงปลายเดือน ส.ค.2559 โดยได้จับกุมเครือข่ายบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด พร้อมอายัดรถบัสนำเที่ยว 2,155 คัน รวมทั้งเงินสดรวมมูลค่า 13,200 ล้านบาท จนเป็นผลให้ขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญหยุดชะงักไป แต่ก็ได้กระทบตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยหยุดชะงักลงทันที

โดยต่ำสุดในเดือน พ.ย.2559 นักท่องเที่ยวจีนมาไทยติดลบถึง 31% ทำให้เป้าหมายที่คาดว่าตลอดทั้งปี 2559 จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยทะลุ 10 ล้านคน มาสรุปตัวเลขจริงที่เพียง 8.75 ล้านคน แต่ยังมากกว่าปี 2558 ที่มี 7.93 ล้านคน ขณะที่รัฐบาลพยายามหามาตรการรองรับ และร่วมมือแก้ปัญหากับจีน เพื่อนำนักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางมาไทยมากขึ้น.

 

รื้อตลาดคลองเตยสร้างศูนย์ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943378


ภาพจาก : Google Maps

ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท.เตรียมเสนอที่ประชุมบอร์ด กทท. อนุมัติจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษารูปแบบการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา บริหารจัดการสินทรัพย์ รวมทั้งจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดย กทท.จะถือหุ้น 100% ในช่วงแรกและเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมทุนในอนาคต คาด 1-2 เดือนจะได้ข้อสรุปเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาได้ในเดือน ก.ค. และเสนอ ครม.อนุมัติ เดือน ส.ค. โดยตั้งเป้าจัดตั้งบริษัทลูกให้ได้ภายใน ต.ค.นี้ ทั้งนี้ บริษัทลูกจะทำหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ของบริเวณท่าเรือคลองเตยราว 2,300 ไร่ มูลค่าโครงการมากกว่า 100,000 ล้านบาท

โดยเงินลงทุนที่นำมาพัฒนาพื้นที่จะใช้รูปแบบเงินหมุนเวียน เพื่อให้กระทบกับงบประมาณน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดระดมทุนผ่านกองทุนอินฟราสตักเจอร์ฟันด์และกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลงทุนด้วย โดยปีหน้าจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาที่ดินแปลงที่ศึกษากรอบการลงทุนเสร็จแล้ว คือที่ดิน 3 แปลง ได้แก่ แปลงที่ 1 พื้นที่แปลง 17 ไร่ ติดกับอาคารสำนักงานของ กทท.สามารถพัฒนาเป็นศูนย์การขนส่งทางน้ำและคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ แปลงที่ 2 พื้นที่ 14 ไร่ ใกล้ทางขึ้นลงทางด่วนคลองเตยจะสร้างเป็นอาคารสำนักงาน และแปลงที่ 3 บริเวณตลาดคลองเตยถึงอู่รถเมล์ มีแผนพัฒนาให้เป็นศูนย์ธุรกิจ อาคารสำนักงานและศูนย์การแสดงสินค้า “จะรื้อย้ายตลาดคลองเตยออกทั้งหมดในปีหน้า เพื่อเปลี่ยนโฉมสถานที่ให้สอดรับกับแผนการสร้างแลนด์มาร์กคลองเตยในอนาคต รวมถึงรื้อย้ายที่อยู่อาศัยชุมชนคลองเตยในพื้นที่การท่าเรือเกือบทั้งหมด เบื้องต้นได้เรียกพ่อค้าและประชาชนในพื้นที่มาคุยแล้ว ส่วนใหญ่ยินดีให้ความร่วมมือ.

 

“อัลตร้า เวลท์”หลักสูตรนักธุรกิจสุดแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943363


600,000-1 ล้านบาทแลกความรู้ ต่อยอดสร้างซุปเปอร์คอนเน็กชั่น

นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ก่อตั้งและจัดหลักสูตร “อัลตร้า เวลท์” หลักสูตรการบริหารการลงทุนเพื่อนักธุรกิจระดับท็อปของประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้เปิดหลักสูตรรุ่นที่ 3 โดยเริ่มเรียนไปแล้ว 1 เดือน ในรุ่นนี้หลักสูตรยังคงเน้นความเข้มข้นในด้านการลงทุน รวมทั้งการมอบองค์ความรู้ในการลงทุน เพื่อในผู้เรียนเข้าใจในการลงทุนให้มีประสิทธิภาพที่สุด

“อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป ตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมการบริหารการลงทุน โดยปัจจุบันมีผู้เรียนในหลักสูตรทั้ง 3 รุ่น รวมทั้งหมดกว่า 300 คน โดยทั้งหมดครอบคลุมในแวดวงธุรกิจภาคเอกชนกว่า 80% ซึ่งทางคณะกรรมการจะเป็นผู้คัดเลือกผู้เรียนเอง ทั้งนี้หลักสูตรของเรายังมีส่วนสนับสนุนซัพพอร์ตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล อาทิ ไทยแลนด์ 4.0 หรือโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของไทย”

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการ บริษัท อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า หลักสูตรในรุ่นที่ 3 จะเน้นในเรื่องทางเลือกต่างๆในการลงทุน ซึ่งโครงสร้างยังเหมือนรุ่นที่ผ่านมา แต่จะมีความต่างด้านวิทยากรจะอัพเดตให้ทันเรื่องที่อยู่ในกระแสการลงทุนในเวลานั้น อีกทั้งหลักสูตรเรายังมีความยืดหยุ่นมากเมื่อเทียบกับหลักสูตรอื่นที่จะคิดมาเป็นสูตรสำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเพราะหลักสูตรอัลตร้า เวลท์ เป็นการรวมตัวกันเฉพาะภาคเอกชน โดยหากในเวลาที่เรียนอยู่มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ก็จะหาวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆมาให้ความรู้อย่างเจาะลึก เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนเอง

ด้านนางสุพร วัธนเวคิน กรรมการ บริษัท อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การมาร่วมเรียนในหลักสูตรอัลตร้า เวลท์ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนในคลาส ด้วยกันมีโอกาสได้ทำความรู้จัก ทำให้ได้ทราบถึงแบ็กกราวด์ทางธุรกิจ ก่อให้ เกิดการต่อยอดในการลงทุนทางธุรกิจ จนกลายเป็นซุปเปอร์คอนเน็กชั่นอีกด้วย

นายศุภชัย สุขะนินทร์ กรรมการ บริษัท อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในหลักสูตรนั้นรุ่นที่ 3 อยู่ที่ 400,000 บาท โดยผู้เรียนจะได้ เดินทางไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อไปดูงานด้านการลงทุนระดับโลก รวมถึงการเจรจาธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ที่รุ่น 1 และรุ่น 2 มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 250,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยความนิยมในหลักสูตรอัลตร้า เวลท์ ทำให้มีบรรดานักธุรกิจสนใจที่จะเรียนหลักสูตรนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีข่าวว่ารุ่นที่ 4 ค่าเรียนจะเพิ่มเป็น 600,000 บาท และรุ่นที่ 5 ค่าเรียนอยู่ที่ 1 ล้านบาท.

 

บริษัทน้ำตาลกำไรหวานเจี๊ยบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943358


ราคาตลาดโลกพุ่งปรี๊ดฟันกำไรสูงเป็นประวัติการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายต่างพากันรายงานตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 1 ออกมา โชว์กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์แทบทั้งสิ้น หลังราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยนายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) เปิดเผยว่า ปี 60 แนวโน้มราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 30% จากปัญหาภัยแล้งในประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างอินเดียและจีน ควบคู่กับความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศโตต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทมีผลผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มประสิทธิผลการผลิต การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรนักธุรกิจชาวไร่อ้อย ประกอบกับรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและปุ๋ยก็ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยไตรมาส 1 มีรายได้รวม 2,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% และมีกำไรสุทธิ 397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221%

บริษัทยังมีแผนพัฒนาอ้อย, เพิ่มศักยภาพเกษตรกร และขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณอ้อย 3 ล้านตันในปีการผลิตหน้า และบริษัทกำลังเจรจากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ในบุรีรัมย์และสุรินทร์ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉพาะในเอเชียมีความต้องการบริโภคปีละ 77-80 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 65-68 ล้านตัน

ด้านนายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บมจ.เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น (KTIS) เผยว่า ไตรมาสแรกปี 60 มีรายได้รวม 3,943.8 ล้านบาท ลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มีกำไรสุทธิ 412.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 729.8% จากงวดปีก่อน เพราะราคาน้ำตาลทรายที่ขายได้ปีนี้สูงกว่าปีก่อนมาก โดยราคาเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ตันละ 17,158.9 บาท ขณะที่ปีที่แล้วขายได้เฉลี่ยตันละ 13,363.1 บาท สูงกว่ากันถึง 28.4% นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็สูงขึ้นด้วย ทำให้สายธุรกิจเอทานอลมีรายได้และกำไรที่ดีขึ้นด้วย ขณะที่บมจ.น้ำตาลขอนแก่น แจ้งกำไร 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%.