พีทีทีจีซีลุยซีแอลเอ็มวีฐานผลิตพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943348


เดินสายเห่กล่อมญี่ปุ่นลงทุนอีอีซีช่วยรัฐ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี เปิดเผยว่า พีทีทีจีซีได้ตั้งเป้าลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) เพื่อผลักดันให้เป็นฐานผลิตเม็ดพลาสติกในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าว มีการขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น 7-8% ต่อปี ส่งผลให้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเม็ดพลาสติกปีนี้ 125,000 ตัน หรือ 10% ของยอดขายรวม โดยไตรมาสแรกมียอดขาย 41,142 ตัน หรือ 33% ของเป้าหมาย เชื่อว่าปีนี้มีโอกาสสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้

“มั่นใจว่าซีแอลเอ็มวีจะเป็นตลาดที่ผู้ผลิตไทยได้เปรียบในการแข่งขันกับนักลงทุนประเทศอื่น รวมทั้งอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกเป็นต้นทางของอุตสาหกรรมหลายประเภท เพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพลาสติกทุกชนิดที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัทได้ตั้งโรงงานใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด จังหวัดตากแล้ว เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกส่งออกเพื่อนบ้าน อาทิ พม่า ลาว จีนตอนใต้ หรือเอเชียใต้”

ขณะเดียวกันปีนี้จะเดินทางไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดการลงทุนในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่ม หลังปีก่อนได้ไปมาแล้วครั้งหนึ่ง มีนักลงทุนญี่ปุ่น 17 บริษัทสนใจลงทุน แต่เนื่องจากข้อมูลอีอีซี เช่น สิทธิประโยชน์ต่างๆ ยังไม่ชัดเจนนักลงทุนจึงยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งไปครั้งนี้จะนำรายละเอียดสิทธิประโยชน์ทั้งหมดไปชี้แจงเชื่อว่าจะได้รับความสนใจ

“พีพีจีซีเตรียมงบลงทุนในพื้นที่อีอีซี 150,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี (ปี 60-64) เน้นการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง เพราะการดึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีนวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาลงทุนในพื้นที่จะช่วยตอบโจทย์เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้ในระยะยาว”

ทั้งนี้ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 107,149 ล้านบาท มีกำไร 13,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 59 ที่มีกำไรเพียง 9,744 ล้านบาท.

 

”อาร์เอส” ปรับแผน ดันธุรกิจความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943347


นายดามพ์ นานา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ ให้กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม ภายใต้บริษัทไลฟ์สตาร์ขึ้นเป็นธุรกิจหลักของอาร์เอสควบคู่กับธุรกิจสื่อ เพื่อให้อาร์เอสเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์และค้าปลีกเต็มรูปแบบ จากเดิมที่เป็นธุรกิจเพลงและธุรกิจสื่อ เนื่องจากปัจจุบันไลฟ์สตาร์เป็นธุรกิจที่ทำรายได้และกำไรให้กับอาร์เอสมากที่สุด

โดยมั่นใจว่าการปรับใหญ่ครั้งนี้อาร์เอสเดินมาถูกทางแล้ว สิ้นปี 60 คาดว่า อาร์เอสจะทำรายได้แตะ 3,500 ล้านบาทได้ตาม เป้า ซึ่งสัดส่วนรายได้อาจมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่รายได้มาจากธุรกิจสื่อ 75% ธุรกิจสุขภาพและความงาม 15% ธุรกิจเพลง 5% และธุรกิจอื่นๆ 5% จากปี 59 ที่ทำรายได้ 3,200 ล้านบาท ล่าสุด บริษัทกำลังเจรจากับพันธมิตรเพื่อนำสินค้าและบริการมาวางขายเพิ่มเติมผ่านช่องทาง Telesales ซึ่งจะทำให้ไลฟ์สตาร์เป็นธุรกิจที่ทำรายได้ และผลกำไรมากที่สุด สำหรับไตรมาสแรกมีรายได้ 752 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 70% เทียบกับไตรมาส 4 ปี 59 โดยยอดขายต่อเดือนยังโตต่อเนื่อง แม้อุตสาหกรรมสื่อจะอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่นเป็นผลจากไลฟ์สตาร์ทำรายได้โตก้าวกระโดดและแข็งแกร่ง.

 

ปิดฉากความขัดแย้งศาลยกฟ้อง จบคดีเงินติดล้อฟ้อง “ศรีสวัสดิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943340


นางสาวดวงใจ แก้วบุตตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องกรณีที่บริษัทเงินติดล้อ จำกัด (ชื่อเดิมบริษัทซีเอฟจี จำกัด) ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกล่าวหาว่า บริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ เลียนแบบเครื่องหมายการค้าบริการคำว่า “ศรีสวัสดิ์” และใช้รูปรอยประดิษฐ์ในการค้าจนก่อให้เกิดความสับสนของประชาชนนั้น ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิ่งที่บริษัทเงินติดล้อกล่าวหาบริษัทมาตลอด ไม่เป็นความจริง เพราะจากคำตัดสินของศาลฎีกา บริษัทสามารถใช้คำว่าศรีสวัสดิ์ ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย “ที่ผ่านมาบริษัทถูกกล่าวหาว่าเอาเครื่องหมายการค้าของบริษัทเงินติดล้อมาใช้โดยผิดกฎหมาย จากคำตัดสินของศาลก็พิสูจน์แล้วว่า เราไม่ผิด ไม่ได้มีพฤติกรรมที่สร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค เราสามารถใช้คำว่าศรีสวัสดิ์ได้”

นางสาวดวงใจกล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังหารือและหาแนวทางในการฟ้องกลับบริษัทเงินติดล้อ จำกัด เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีความพยายามนำเสนอข่าวมาตลอดว่าบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าบริการ รวมทั้งมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่าจะมีการรื้อถอน ปลดป้ายของบริษัท ซึ่งจากข่าวดังกล่าวทำให้ลูกค้าและคนทั่วไปเกิดความสับสน และทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง “การถูกฟ้องในคดีนี้และการให้ข่าวฝ่ายเดียวของบริษัทเงินติดล้อได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งบริษัทและรายบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดก็เตรียมที่จะฟ้องกลับด้วย สำหรับบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ ดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ รวมทั้งสินเชื่อที่มีหลักประกัน โดยวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัทช่วงแรกมีเป้าหมายเพื่อจัดเก็บหนี้ในส่วนที่บริษัทไม่ได้ขายหนี้ให้กับบริษัทเงินติดล้อ แต่หลังจากที่บริษัทถูกบริษัทเงินติดล้อกล่าวหาและฟ้องร้องว่าบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์มีพฤติกรรมจงใจให้คนสับสนหลงผิด ทำให้บริษัทได้หยุดดำเนินธุรกิจจนถึงปัจจุบัน.

 

อึ้งรัฐปักหมุดเน็ตได้แค่ 99 หมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943335


ความฝันยังห่างไกลคนไทยท่องโลกโซเชียล

ความหวังไทยแลนด์ 4.0 ยังห่างไกล อึ้ง! ดีอีรายงาน ครม.ติด “อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน” ได้แค่ 99 หมู่บ้าน จากที่ตั้งเป้าติดตั้งเสร็จ 24,700 หมู่บ้านแรกในปีนี้ ส่วนหมู่บ้านพื้นที่กันดาร เลื่อนไปติดตั้งเสร็จสิ้นปีหน้า ด้าน กสทช.รายงานปิดเว็บหมิ่นคืบหน้าไปมาก ปลื้มเฟซบุ๊กให้ความร่วมมือ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารวม.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการดำเนินการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศวงเงิน 20,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสนอ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนแรก การขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หรือโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านวงเงิน 15,000 ล้านบาท และการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศวงเงิน 5,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมต่อเคเบิ้ลใต้น้ำ

สำหรับโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านนั้น ส่วนแรก คือ โครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่นเข้าถึงได้ง่าย โดยมีกระทรวงดีอีเป็นผู้ดูแลโครงการ ความคืบหน้าในขณะนี้ สามารถติดตั้งอินเตอร์เน็ตไปแล้วจำนวน 99 หมู่บ้าน โดยมีเป้าหมายจะติดตั้งให้เสร็จสิ้นรวมทั้งสิ้น 24,700 หมู่บ้าน ซึ่งจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นเป้าหมายในเดือน พ.ค.นี้จะติดตั้งจำนวน 3,099 หมู่บ้าน, เดือน มิ.ย. 2,800 หมู่บ้าน, เดือน ก.ย. 8,200 หมู่บ้าน, และเดือน ธ.ค. 10,601 หมู่บ้าน ขณะที่พื้นที่ถัดมาจะเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากขึ้นมีจำนวน 15,732 หมู่บ้าน และพื้นที่ที่เข้าถึงยากอยู่ห่างไกลทุรกันดารอีกจำนวน 3,900 หมู่บ้าน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้ดูแล ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้คาดจะเสร็จในกลางปีหรือไม่เกินสิ้นปี 2561

“ลักษณะการติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านจะใช้วิธีการเดินสายไฟเบอร์ออฟติกเข้าไป แล้วภายในหมู่บ้านก็จะประชุมกันว่าจะให้ไปลง ณ จุดไหน จุดนั้นจะเป็นไวไฟเน็ตเวิร์ก หลังจากนั้นหากบ้านใครต้องการที่จะลากสายต่อไปที่บ้านตัวเองก็เป็นเรื่องการจ้างเอกชนมาดำเนินการต่อ แต่ในหมู่บ้านจะมีจุดฟรีไวไฟหมู่บ้านละ 1 จุด”

ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอีได้ขอขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านวงเงิน 13,000 ล้านบาท ที่เดิมกำหนดไว้ให้สิ้นสุดเดือน มี.ค.2560 ขยายเป็นภายในเดือน ก.ย. 2561 และเหตุผลที่เหลือวงเงิน 13,000 ล้านบาท จาก 15,000 ล้านบาทนั้น เนื่องจากมี กสทช.มาช่วยวางโครงข่ายให้ด้วยทำให้เหลืองบประมาณปี 2560 ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย 2,000 ล้านบาท จึงขอโยกงบประมาณจากโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านไปในส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณปี 2559 คงเหลือจากการดำเนินกิจกรรมอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านจำนวน 1,639 ล้านบาท ส่วนนี้ขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปใช้สำหรับภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรืองบประมาณเพื่อบำรุงรักษา

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งในส่วนที่ กสทช.รับผิดชอบนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล และตามแนวชายแดน จำนวน 3,920 หมู่บ้าน วงเงิน 11,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในเดือน มิ.ย.นี้ และลงนามในสัญญาจ้างผู้ชนะประมูลติดตั้งอินเตอร์เน็ตในเดือน ก.ย.60 และเริ่มทยอยติดตั้ง คาดว่าจะครบ 3,920 หมู่บ้าน ภายในปี 2561

ส่วนที่ 2 กสทช.ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมอีก 14,000 หมู่บ้าน ขณะนี้ กสทช.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ลงพื้นที่สำรวจแล้ว ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดกรอบวงเงินในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม กสทช.ตั้งเป้าหมายว่าภายในปลายปีนี้จะต้องเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทยอยติดตั้งเพื่อให้แล้วเสร็จครบ 14,000 หมู่บ้าน ภายในปี 2561

นายฐากรยังได้กล่าวถึงการประสานงานกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย (ไอเอสพี) เพื่อให้ปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายและไม่เหมาะสมว่า ได้ดำเนินการเพิ่มเติมอีก 34 เว็บไซต์แล้ว ยังคงเหลืออีก 97 เว็บไซต์เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถปิดได้ จากเดิม 131 เว็บไซต์ เนื่องจากต้องรอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่งหมายศาลมาให้ไอเอสพี เพื่อดำเนินการปิดเว็บไซต์ต่อไป

“กสทช.มีความพอใจในการทำงานของเฟซบุ๊กและไอเอสพีเป็นอย่างมาก ที่ปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งจากการประสานงานกับเฟซบุ๊กในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ยินดีและพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งเฟซบุ๊กได้นำเพจที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ออกจากบัญชีของเฟซบุ๊กเกือบหมดแล้วเช่นกัน โดยเฟซบุ๊กแจ้งว่า หากรัฐบาลไทยต้องการให้ปิดเพจใด และบัญชีใด ก็ขอให้ส่งหมายศาลมา ทางเฟซบุ๊กพร้อมดำเนินการให้”.

 

หวั่นมหกรรม “ทุเรียนอ่อน” ตัดทางหากิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943323


ญี่ปุ่นแห่แชร์“ทุเรียนไทยกินไม่ได้” พาณิชย์เต้นลงพื้นที่สอบล้งผลไม้

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าผู้นำเข้าทุเรียนในต่างประเทศร้องเรียนว่าทุเรียนไทยไม่ได้มาตรฐาน เป็นทุเรียนอ่อนทำให้ไม่สามารถรับประทานได้ว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบผู้รวบรวมและส่งออกทุเรียน (ล้ง) พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจก่อนที่จะส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาการขายทุเรียนอ่อน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ตลาดส่งออกหลักทุเรียนไทย ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ซึ่งผู้บริโภคยังไม่เข้าใจถึงการบริโภคทุเรียนว่าควรจะต้องส่งกลิ่นหอมและสุกก่อน จึงจะรับประทานได้ โดยไทยส่งออกทุเรียนทั้งที่สุกแล้ว และรอระยะเวลาการสุกไปจำหน่าย เมื่อไปถึงตลาดปลายทาง ผู้จัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ ได้นำทุเรียนทั้งหมดออกจำหน่ายทันที โดยไม่ทราบว่าทุเรียนนั้นสุกหรือไม่ เมื่อผู้บริโภคซื้อไปรับประทาน จึงได้ทุเรียนที่ยังไม่สุก ทำให้ลูกค้าตำหนิและขอเงินคืน

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้สั่งการไปยังสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยรวมทั้งทุเรียน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และส่งเสริมการบริโภคผลไม้อย่างถูกต้อง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกร และผู้ส่งออกก่อนส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย”

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวต่อถึงการส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมล้งผลไม้ในจังหวัดภาคตะวันออกว่า เบื้องต้นพบว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน เกิดจากเกษตรกรขายทุเรียนยกสวน จึงยังมีทุเรียนทั้งที่สุกแล้วและยังไม่สุก มักจะเกิดขึ้นระหว่างต้นเดือน เม.ย.ถึงกลางเดือน พ.ค.ของทุกปี เพราะทุเรียนไทยกำลังทยอยออกผลผลิตและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เกษตรกรจึงเร่งตัดทุเรียนออกจำหน่ายทำให้ทุเรียนที่ส่งออกไม่ได้มาตรฐาน หรือเป็นทุเรียนอ่อน จึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกและการค้าทุเรียนให้คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลักเพื่อรักษาตลาดต่างประเทศ.

 

รถไฟฟ้าชมพู-เหลืองเจอเลื่อนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943322


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากที่ ครม.ได้มีความเห็นร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ท้วงติงให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาในรายละเอียดของสัญญาเรื่องของข้อเสนอพิเศษ (ซองที่ 3) ในการดำเนินการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ให้รอบคอบก่อนเสนอให้ ครม.อนุมัตินั้น ในเรื่องนี้ ทางกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างให้คณะกรรมการตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ไปพิจารณาในรายละเอียดกรณีเอกชนเสนอเพิ่มส่วนต่อขยาย เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู อีก 2-3 กม. เชื่อมจากแจ้งวัฒนะไปยังทะเลสาบอิมแพคเมืองทองธานี และรถไฟฟ้าสีเหลืองขยายเส้นทางอีก 2.6 กม. จากรัชดาภิเษก-แยกรัชโยธิน เพื่อเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่าสัญญาควรจะแยกออกจากสัญญาหลัก หรือรวมในสัญญาหลักเนื่องจากหากเอามารวมในสัญญาเดียวกันอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการในอนาคตได้ ซึ่งการพิจารณารายละเอียดใหม่อาจจะทำให้การลงนามในโครงการทั้ง 2 ล่าช้าออกไปอีก 1-2 เดือน แต่มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบในภาพรวมของโครงการ

ทั้งนี้ การที่ ครม.ให้กลับไปดูให้รอบคอบ ว่าจะเขียนข้อเสนอเพิ่มเติมไว้อย่างไร แต่ไม่ถึงขั้นที่จะตัดหรือไม่รับข้อเสนอดังกล่าว แต่จะต้องไปดูเพราะยังไม่มีรายละเอียดทำการศึกษาและผ่านขั้นตอนการประมาณการตัวเลขค่าใช้จ่าย หากไม่มีรายละเอียดก็เห็นว่าไม่ควรเขียนไว้ในสัญญาแนบท้าย เพราะจะเป็นการผูกมัดในตัวสัญญามากเกินไป

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เนื่องจากทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า ข้อเสนอเพิ่มเติมที่กำหนดไว้แนบท้ายสัญญาเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่ ครม.เคยอนุมัติกรอบแนวทางดำเนินโครงการ ครม.จึงมีมติให้กลับไปทบทวนว่าจะกำหนดไว้อย่างไร เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติได้

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม.นั้น ผู้ชนะประมูลคือ BSR Joint Venture ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS Group บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เดิมกำหนดว่าจะลงนามในสัญญาภายในปลายเดือน เม.ย. ไม่เกินต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน.

 

เกษตรฯเล็งรื้อบ้านบุกรุกคลอง ล้างบางสิ่งกีดขวางทางน้ำป้องกันซ้ำรอยท่วมปี 54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943312


นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำและการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ” ว่า ที่ผ่านมากรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการน้ำ 12 ปี แต่ในแผนไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำ จนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงเห็นชอบให้จัดทำยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ 20 ปีขึ้น

ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องทบทวนแผนบริหารฯ 12 ปีใหม่ทั้งหมด โดยให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำรวมอยู่ด้วยสำหรับสิ่งกีดขวางทางน้ำสามารถแยกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.การบุกรุก และ 2.ระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานภาครัฐ โดยในกรณีผู้บุกรุกที่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยชุมชนนั้น กรมชลประทานจะหารือกับกระทรวงมหาดไทยว่าจะย้ายออกได้หรือไม่ กรณีย้ายออกไม่ได้ ทางกรมชลฯจะต้องหาวิธีระบายน้ำออกไปให้ได้โดยไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภคที่ขวางกั้นอยู่จะต้องหารือถึงเทคนิควิธีการเจาะระบายน้ำลอดออกไป ทั้งนี้ การกำหนดแนวทางแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.60 หลังจากนั้นจะเสนอให้ กนช. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้จะต้องพิจารณาทั้งภาพรวมของประเทศ แต่จากการประเมินด้วยสิ่งกีดขวางทางน้ำที่พบมากสุด คือเขตภาคกลางหรือลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทางกรมชลฯจึงจำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วนในกลุ่มที่เป็นสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตคลอง แบ่งเป็นชุมชนราว 8,442 ชุมชน และที่เป็นสาธารณูปโภค 221 แห่ง แบ่งเป็นผู้รุกล้ำเขตตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 5,290 ชุมชน และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3,152 ชุมชน โดยมีเป้าหมายจะต้องย้ายออกอย่างน้อย 50% ภายในปี 2564 ซึ่งกรมชลฯจะยึดตามรูปแบบของปทุมธานีโมเดล ด้วยการสร้างที่อยู่ใหม่ให้ผู้ที่อพยพผ่อนจ่ายในอัตราที่เหมาะสม.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 17/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943282


ยอมควัก 4 พันล้านให้การเคหะสร้างบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943303


อุ้มคนไทยเต็มสูบมีที่อยู่อาศัยของตัวเอง

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 1 ปี 2559 จำนวน 21 โครงการ รวม 6,129 หน่วย วงเงินลงทุนรวม 4,322 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ภายในประเทศ 3,360 ล้านบาท เงินอุดหนุนจากรัฐบาล 468 ล้านบาท และเงินรายได้ของการเคหะแห่งชาติ 493 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง 13 โครงการ 5,039 หน่วย ใช้วงเงินลงทุน 2,819 ล้านบาทมาจากเงินกู้ 2,119 ล้านบาท รายได้ของการเคหะฯ 231 ล้านบาท และเงินงบประมาณ 468 ล้านบาท 2.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนหารายได้ 8 โครงการ 1,090 หน่วย เงินลงทุน 1,502 ล้านบาท เป็นเงินกู้ 1,240 ล้านบาท เงินรายได้ของการเคหะฯ 261 ล้านบาท

ทั้งนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาและเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ 3,360 ล้านบาท แบ่งเป็นปีงบประมาณ 2560 จำนวน 319 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 260 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 436 ล้านบาท และยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันการกู้เงินตลอดระยะเวลาโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ให้ความเห็นชอบวงเงินอุดหนุนโครงการ 468 ล้านบาท โดยขอให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวนดังกล่าวให้กับการเคหะแห่งชาติ แบ่งเป็นปีงบประมาณ 2560 จำนวน 409 ล้านบาท.

 

การท่าเรือฯ เตรียมดันโปรเจกต์แสนล้าน ตั้งบริษัทลูกรอบท่าเรือกรุงเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943135


การท่าเรือแห่งประเทศไทย เตรียมโปรเจกต์มูลค่านับแสนล้านตั้งบริษัทลูก เพื่อบริหารและพัฒนาทรัพย์สินที่ดินกว่า 3,000 ไร่ บริเวณรอบท่าเรือกรุงเทพฯ มั่นใจเสร็จภายใน 5-6 เดือนข้างหน้า

ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เผยว่า ภายหลังเป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนา 66 ปี กทท. โดยระบุว่า กทท.มีแผนที่จะจัดตั้งบริษัทลูกภายใน 5-6 เดือนข้างหน้า โดยเตรียมเสนอให้ ครม.อนุมัติดำเนินการ

ซึ่งการจัดตั้งบริษัทลูกดังกล่าว เพื่อบริหารพื้นที่และที่ดินรอบท่าเรือกรุงเทพฯ มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ มูลค่าโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดมั่นใจจะมีมูลค่านับแสนล้านบาท สำหรับการพัฒนาที่ดิน 3,000 ไร่ แบ่งออกเป็น 3 โซน เริ่มจากโซนดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการของท่าเรือกรุงเทพฯ

ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ จะปรับลดพื้นที่เหลือประมาณ 700 ไร่ แต่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ นำระบบไอทีเข้ามาจัดการพื้นที่ท่าเรือตามนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล ส่วนโซน 2 จะมีศักยภาพ เช่น แปลงที่ 15, 17 รวมทั้งพื้นที่ตลาดคลองเตย พื้นที่ส่วนนี้จะมีการพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานออฟฟิศให้เช่า รวมทั้งพื้นที่ธุรกิจต่างๆ

ขณะที่ ตลาดคลองเตย จะมีการปรับปรุงโดยปรับโฉมใหม่ทั้งหมดให้เป็นพื้นที่จับจ่ายใช้สอยที่ทันสมัย และโซน 3 เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนรอบพื้นที่ กทท. จะมีการปรับพื้นที่จากแนวราบมาเป็นอาคารแนวสูง ซึ่งการดำเนินการจะมีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมหรือไม่ เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือการเคหะแห่งประเทศไทย (กคช.) จะมีการพิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่หลังจากนี้จะเริ่มจากการนำเอกชนที่มีความพร้อมและสนใจลงทุน เข้ามาพัฒนาพื้นที่ศักยภาพก่อนใน 3 โซนดังกล่าว เมื่อพัฒนาจนมีรายได้แล้วจะทยอยนำรายได้เหล่านี้ไปพัฒนาพื้นที่อื่นต่อไป

ทั้งนี้ ผอ.กทท. ยืนยันแนวทางการทำงานของ กทท.ปี 2560 ถือเป็นนโยบายสำคัญ คือ การพัฒนาพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เพื่อให้สอดคล้องนโยบายรัฐบาลที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะต้องลงทุนสอดคล้องกับการจัดสรรพื้นที่และสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสู่พื้นที่อีอีซี และเงินลงทุนที่เหมาะสม