ไม่อ่อน แต่ยังไม่สุก พาณิชย์ ชี้ผู้นำเข้าแยกไม่ออกทุเรียนกินได้-ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 18:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943095


“พาณิชย์” ลงพื้นที่ตรวจสอบล้งทุเรียน หลังญี่ปุ่นแชร์ในโซเชียล ทุเรียนไทยอ่อน กินไม่ได้ ชี้เหตุจากผู้นำเข้าไม่รู้ทุเรียนสุกหรือรอสุก นำออกขายทั้งหมด คนกินก็ไม่รู้ว่าสุกกินได้หรือยัง เร่งจัดกิจกรรมทำความเข้าใจ…

วันที่ 16 พ.ค. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าผู้นำเข้าทุเรียนในต่างประเทศร้องเรียนว่าทุเรียนไทยไม่ได้มาตรฐาน เป็นทุเรียนอ่อนทำให้ไม่สามารถรับประทานได้ว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบผู้รวบรวมและส่งออกทุเรียน (ล้ง) พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจก่อนที่จะส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาการขายทุเรียนอ่อน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ตลาดส่งออกหลักทุเรียนไทย ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ซึ่งผู้บริโภคยังไม่เข้าใจถึงการบริโภคทุเรียนว่าควรจะต้องส่งกลิ่นหอมและสุกก่อน จึงจะรับประทานได้ โดยไทยส่งออกทุเรียนทั้งที่สุกแล้ว และรอระยะเวลาการสุกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เมื่อไปถึงตลาดปลายทาง ผู้จัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ ได้นำทุเรียนทั้งหมดออกจำหน่ายทันที โดยไม่ทราบว่าทุเรียนนั้นสุกหรือไม่ เมื่อผู้บริโภคซื้อไปรับประทาน จึงได้ทุเรียนที่ยังไม่สุก ทำให้ลูกค้าตำหนิและขอเงินคืน

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้สั่งการไปยังสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ จัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย รวมทั้งทุเรียน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และส่งเสริมการบริโภคผลไม้อย่างถูกต้อง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกร และผู้ส่งออก ก่อนส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย”

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งประสานกรมวิชาการเกษตร ให้ตรวจสอบและกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องได้มาตรฐานก่อนการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ เพื่อให้ทุเรียนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเกิดภาพลักษณ์ที่ดี รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการส่งออกผลไม้ไทยประเภทต่างๆ ไปยังต่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย

นอกจากนี้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมล้งผลไม้ในจังหวัดภาคตะวันออกเบื้องต้น พบว่าปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน เกิดจากเกษตรกรขายทุเรียนยกสวน จึงมีทุเรียนทั้งที่สุกแล้วและยังไม่สุก มักจะเกิดขึ้นระหว่างต้นเดือน เม.ย.ถึงกลางเดือน พ.ค.ของทุกปี เพราะทุเรียนไทยกำลังทยอยออกผลผลิต และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เกษตรกรจึงเร่งตัดทุเรียนออกจำหน่าย ทำให้ทุเรียนที่ส่งออกไม่ได้มาตรฐาน หรือเป็นทุเรียนอ่อน จึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกและการค้าทุเรียน คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลักเพื่อรักษาตลาดต่างประเทศ.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย พุ่งขึ้น 8.89 ดัชนีอยู่ที่ 1,546 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 16:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/943055


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับตัวขึ้น 8.89 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,546.31 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,076.36 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 16 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 8.89 จุด เปลี่ยนแปลง 0.58% มูลค่าการซื้อขาย 50,076.36 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,548.35 จุด และต่ำสุดที่ 1,536.48 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).

 

คนบันเทิงเฮ ‘พาณิชย์’ เร่งปั้นไทยเป็นศูนย์การผลิตอุตสาหกรรมหนัง-ละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 16:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942960


“พาณิชย์” กำหนด 7 ยุทธศาสตร์ เร่งผลักดันศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และบันเทิงไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งบูรณาการกับหลายหน่วยงานในการผลักดันธุรกิจบริการด้านภาพยนตร์ เพื่อสร้างรากฐานแห่งการเป็นศูนย์กลางสำหรับ Production และ Post-Production ของอาเซียน เช่น บริการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย และขายลิขสิทธิ์ โดยในปีที่ผ่านมา จำนวนภาพยนตร์ที่ใช้ไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลได้ประกาศสิทธิประโยชน์ที่ให้กับภาพยนตร์และสื่อโทรทัศน์ ที่เข้ามาถ่ายทำในไทย และจะมีผลในปีนี้ คือ การให้เงินคืน 15% สำหรับโปรเจกต์ที่มีการลงทุนภายในไทยขั้นต่ำ 50 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 20% หากมีการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งที่สำคัญกับโปรเจกต์นั้นๆ และหากมีการโปรโมตประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยว”

อย่างไรก็ตาม ในปี 60 กระทรวงฯ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการด้านภาพยนตร์ 7 ด้าน คือ สร้างให้ไทยเป็นฐานการผลิตงาน ฐานการลงทุนที่มีคุณภาพสูงของเอเชีย และเป็นประตูสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจต่างชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในภูมิภาค พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขานี้ ให้มีขีดความสามารถสูงในการคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างผลงานใหม่ๆ และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สามารถรับจ้างผลิตงานที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังจะสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล และหน่วยงานภาคเอกชนกับกลุ่มประเทศเป้าหมาย, ขยายตลาดการส่งออกภาพยนตร์ไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก, สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเนื้อหาสาระ (คอนเทนต์) แบรนด์ของไทย และทรัพย์สินทางปัญญาในธุรกิจบันเทิงของไทย รวมถึงสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพิ่มความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ขยายตลาดกับบริษัทต่างชาติ

จากการหารือผู้ประกอบการไทย สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐสนับสนุนคือ จัดกิจกรรมเผยแพร่ศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จัดอบรมสัมมนา เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ ความสามารถและเทคนิคต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกต่อไป, นำภาพยนตร์ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญของโลกอย่างต่อเนื่อง จัดคณะผู้แทนการค้าได้เจรจากับกลุ่มเป้าหมายในต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ต้องช่วยเสริมสร้างพันธมิตรทางการค้ากับผู้ลงทุน ผู้สร้าง ผู้กำกับ นักธุรกิจในต่างประเทศ ได้แก่ การจัด Thai Night/Networking Party โดยแผนงานในปี 60 จะเน้นการร่วมงานแสดงสินค้าเฉพาะ เช่น งาน Cannes Film Festival งาน MIPCOM, งาน American Film Market เทศกาลภาพยนตร์ไทยในกัมพูชา งาน Taipei Film Festival ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของไทยในการส่งออกของไทย

“ธุรกิจบริการด้านภาพยนตร์สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบกว่า 30,000 ล้านบาท หากธุรกิจนี้เติบโตก็จะพาให้ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องเติบโตไปด้วย เช่น ธุรกิจบริการสตูดิโอและอุปกรณ์ในการถ่ายภาพยนตร์, บริการเช่ารถ, นักแสดง, ธุรกิจบริการด้าน Location, ธุรกิจบริการด้าน Visual Effect/Computer Graphics, ธุรกิจโรงภาพยนตร์ รวมไปถึงร้านอาหาร การจัดเลี้ยง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เงินในเศรษฐกิจไทยหมุนเวียนได้อีกมากมาย”.

 

แอร์เอเชียเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงอุบลฯ-เชียงใหม่ มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 15:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942890


สายการบินแอร์เอเชีย เตรียมเปิดเที่ยวบินอุบลราชธานี-เชียงใหม่ วันละ 1 เที่ยวบิน โดยจะเริ่มบินในวันที่ 23 มิ.ย.60 ด้านนกสกู๊ตออกโปรโมชั่นในโอกาสครบรอบ 3 ปี ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ด้วยราคาเริ่มต้น 333 บาท ต่อเที่ยวบินไม่รวมภาษี…

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 พ.ค.60 ร้านอาหารอุบลคลูซีน ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี นายนิกร สุกใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมนายสันติสุข คล่องใช้ยา ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และนางจารุวรรณ บุดดาซุย รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี ร่วมแถลงข่าวเตรียมเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ อุบลราชธานี-เชียงใหม่ ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย เผยว่า การเปิดเที่ยวบินอุบลราชธานี-เชียงใหม่ ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของไทยแอร์เอเชียในการให้ความสำคัญกับเส้นทางบินข้ามภาค เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมต่อถึงกันเป็นเรื่องสะดวกและง่ายขึ้น

โดยมองว่าอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางภาคอีสานที่มีศักยภาพ ตั้งแต่ต้นปี 2560 เราจึงเปิดเส้นทางการบินใหม่ บินตรงจากอุบลราชธานีสู่พัทยา (อู่ตะเภา) ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.60 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก

สำหรับการเปิดเส้นทางการบินใหม่ อุบลราชธานี-เชียงใหม่ ครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสที่ดีที่จะเชื่อมภาคอีสานตอนใต้ ชวนชาวอุบลราชธานีบินตรงแอ่วดอยสู่ภาคเหนือที่เชียงใหม่ และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจากเชียงใหม่มาสัมผัสเสน่ห์ท่องเที่ยว

รวมทั้งการลงทุนที่อุบลราชธานีได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มบินในวันที่ 23 มิ.ย.60 นี้ด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 จำนวน 180 ที่นั่ง ทุกวันด้วยเที่ยวบิน FD3378 ออกจากอุบลราชธานี เวลา 17.05 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 18.35 น. และเที่ยวบิน FD3377 ออกจากเชียงใหม่ เวลา 12.05 น. ถึงอุบลราชธานี เวลา 13.35 น.

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นกสกู๊ต สายการบินราคาประหยัดระหว่างประเทศออกโปรโมชั่นในโอกาสครบรอบ 3 ปี ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 333 บาท ต่อเที่ยวบิน ไม่รวมภาษีสนามบิน และค่าธรรมเนียมน้ำมัน ในทุกจุดหมายปลายทาง โปรโมชั่นนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 19 พ.ค. 2560 สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางจนถึงวันที่ 20 ก.ย. 2560 โดยสามารถทำการสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านเว็บไซต์ www.nokscoot.com หรือ Call Center โทร. 0-2021-0000.

 

คาดกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า BRRGIF ระดมทุนในไตรมาส 3 นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942858


บมจ. น้ำตาลบุรีรัมย์ หรือ BRR โชว์ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 60 กำไรพุ่ง 221% รับอานิสงส์ราคาน้ำตาลตลาดโลกสูงขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวลเดินเครื่องเต็มสูบ คาดกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ ระดมทุนได้ในไตรมาส 3 นี้

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2560 บริษัทมีรายได้รวม 2,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีรายได้รวม 1,496 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.59 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรต่อหุ้น 0.18 บาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 31% ส่วนอัตรากำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 18.40% จากปีก่อนที่ 8.37%

สำหรับกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นในช่วงไตรมาส 1 เป็นผลมาจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ควบคู่กับความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีผลผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มประสิทธิผลการผลิต การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรนักธุรกิจชาวไร่อ้อยตามปรัชญา น้ำตาลสร้างในไร่ ประกอบกับรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและปุ๋ยก็ปรับตัวสูงขึ้น

นายอนันต์ กล่าวว่า ฤดูการผลิตปี 2559/60 ซึ่งปิดหีบไปเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทสามารถหีบอ้อยได้รวม 2.21 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตก่อนหน้าที่มีปริมาณอ้อย 2.06 ล้านตัน และได้ผลผลิตน้ำตาลทรายกว่า 251,000 ตัน ปัจจุบัน บริษัทยังมุ่งการพัฒนาด้านอ้อย การเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรและการขยายพื้นที่เพาะปลูก คาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบแตะ 3 ล้านตันในปีการผลิตหน้า

ขณะที่ ทิศทางราคาน้ำตาลนั้นมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังจากปัญหาภัยแล้งในประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างอินเดีย จีน และไทยคลี่คลายลง คาดราคาน้ำตาลตลาดโลกปีนี้วิ่งอยู่ในช่วง 15-18 เซนต์ต่อปอนด์ ส่วนในปีการผลิตปัจจุบันนี้ บริษัทได้ทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้วในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงกว่า 20 เซนต์ต่อปอนด์ และจะทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาสต่อๆ ไปตามสัญญาการส่งมอบน้ำตาล

นายอนันต์ ระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 2561 เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะในทวีปเอเชียที่ถือว่าเป็นตลาดน้ำตาลทรายที่มีพลวัตรสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความต้องการบริโภคปีละ 77 – 80 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 65 – 68 ล้านตัน และยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ปีละ 1.6 – 1.7%

จากแผนการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยและปริมาณอ้อยที่จะเพิ่มขึ้นแตะ 3 ล้านตัน ทำให้บริษัทเตรียมลงทุนขยายธุรกิจไฟฟ้าชีวมวล โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงรอการเปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลของภาครัฐ พร้อมกับเสริมว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นอุตสาหกรรมเกษตรที่มีเสถียรภาพมากที่สุดอันหนึ่ง มีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมชีวภาพที่กำลังเป็นกระแสของโลก

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด (BEC) บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด (BPC) ส่วนโรงไฟฟ้าแห่งที่ 3 คือ บุรีรัมย์เพาเวอร์พลัส จำกัด (BPP) มีกำลังการผลิตโรงละ 9.9 เมกะวัตต์ (MW) เท่าๆ กัน โดยโรงไฟฟ้า BEC และ BPC ขายไฟให้กับการไฟฟ้าโรงละ 8 เมกะวัตต์ (MW) รวม 16 เมกะวัตต์ (MW)

สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ หรือ BRRGIF นั้น ได้ส่งเรื่องให้ กลต. พิจารณาแล้ว และคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยเม็ดเงินที่ได้จะนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและต่อยอดธุรกิจน้ำตาลทรายและธุรกิจต่อเนื่อง.

 

คอมเซเว่นยิ้มผลประกอบการดี ชี้ตลาดไอที-มือถือยังโตได้อีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 13:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942707


คอมเซเว่นอวดงบ Q1/60 รายได้โต 23.3% อยู่ที่ 4,913.3 ล้าน ส่วนกำไรสุทธิโต 34.8% อยู่ที่ 119.6 ล้าน ย้ำเป้าหมายรายได้ทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 10%…

นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจปี 2560 จะเป็นอีกปีที่ท้าทายของคอมเซเว่น ตั้งเป้าทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องทั้งในแง่ของรายได้และกำไร วางเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 17,211.6 ล้านบาท เนื่องจากภาพรวมเทคโนโลยี สินค้าไอที และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุด ประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2560 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. รายได้โต 23.3% อยู่ที่ 4,913.3 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิโต 34.8% อยู่ที่ 119.6 ล้านบาท สำหรับแผนธุรกิจปีนี้มุ่งเน้นสินค้าและบริการที่มีมาร์จิ้นสูง เจาะตลาดการขายโทรศัพท์มือถือพ่วงซิมที่คาดว่าจะพุ่งแรง ตั้งเป้าปีนี้ขายได้ 1.8 แสนเบอร์ จากสิ้นปี 2559 ทำได้ 1.3 แสนเบอร์ พร้อมชูจุดเด่นช่องทางการขายครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกไอทีรวมกัน 390 สาขา วางเป้าสิ้นปีนี้จะมี 500 สาขา นอกจากนั้น จะรุกตลาดกลุ่ม SME และ Education เพิ่ม โดยอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรอยู่เรื่อยๆ.

 

แห่งแรกของไทย !! รวมเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ 4 ชนิด “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 16 พ.ค. 2560 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942643


กฟผ. เปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก รวมเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ 4 ชนิด แห่งแรกของประเทศไทย

กฟผ. เปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก รวมเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ 4 ชนิด แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนและการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนรองรับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน พร้อมเปิดศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านพลังงานแห่งใหม่ของภาคกลางตอนล่าง

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2560) นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับนายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่กว่า 500 คน ร่วมพิธี

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักตลอดมา เพื่อสนองตอบแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของประเทศ พ.ศ. 2558 – 2579 หรือ AEDP2015 ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน จัดทำขึ้น ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแกนับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ กฟผ. ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนรองรับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงานและในอนาคต กฟผ. จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาผลิตไฟฟ้าด้วยการพัฒนาพลังงานทางเลือกแบบผสมผสานโดยจับคู่แหล่งผลิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในรูปแบบ Hybrid และการวิจัยพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Energy Storage) มาใช้กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพมากขึ้นเพื่อสนองตอบนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงานในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ
มากขึ้น

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก มีขนาดกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ โดย กฟผ. ต้องการสร้างให้เป็นแหล่งศึกษาและวิจัยประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ที่ได้ติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ถึง 4 ชนิด ไว้ในพื้นที่เดียวกันแห่งเดียวในประเทศไทย ประกอบด้วย ชนิดที่ 1 ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน (Crystalline Silicon) ขนาดกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ โดยนำระบบติดตามดวงอาทิตย์แบบถ่วงน้ำหนักด้วยน้ำมาติดตั้ง ชนิดที่ 2 ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน (Amorphous Silicon) ขนาดกำลังผลิต 2 เมกะวัตต์ ชนิดที่ 3 ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดไมโครคริสตอลไลน์อะมอร์ฟัสซิลิคอน (Micro Amorphous Silicon) ขนาดกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ และชนิดที่ 4 ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารประกอบของคอปเปอร์อินเดียมแกลเลียมไดเซเลไนด์ CI(GS)S (Copper Indium Galliam Di-Selenide) ขนาดกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ โดยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดที่ 2–4 ใช้การติดตั้งแบบคงที่ โดย กฟผ. จะทำการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของเทคโนโลยีแต่ละชนิดว่ามีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลที่มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและฝนตกชุกตลอดทั้งปีหรือไม่ เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบที่เหมาะสมของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่ริมชายฝั่ง
ทะเลทั่วประเทศต่อไป

นอกจากนี้ กฟผ. ได้สร้างศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก หรือศูนย์การเรียนรู้ “คิดดี” โดยออกแบบเป็นอาคารประหยัดพลังงาน พื้นที่ประมาณ 1,700 ตารางเมตร โดยนำลักษณะอาคารพื้นถิ่นริมทะเลและเรือประมงมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก สำหรับเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านพลังงาน ภารกิจของ กฟผ. รวมทั้งประวัติความเป็นมาและสิ่งที่น่าภูมิใจของชุมชนให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนผู้ที่สนใจได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานและชุมชนทับสะแกมากขึ้น โดยจุดเด่นของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้อยู่ที่โรงภาพยนตร์ 4 มิติ และการนำเสนอข้อมูลความรู้ด้านพลังงานในรูปแบบของสวนสนุกซึ่งใช้ตัวการ์ตูนเป็นตัวแทนของพลังงานธรรมชาติที่จะสร้างความน่าสนใจและแรงบันดาลใจเชิงบวกให้กับผู้เข้าชม โดยเฉพาะนักเรียนและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และในโอกาสนี้นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท CMO จำกัด มหาชน บริษัทคู่สัญญางานสื่อจัดแสดงในศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก ได้มอบหนังสือมูลค่า 100,000 บาท ให้ กฟผ. นำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

“วันนี้ นอกจาก กฟผ. จะมีพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแกและศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแกอย่างเป็นทางการแล้ว กฟผ. ยังได้มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่ากว่า 782,000 บาท ให้กับแพทย์หญิงสุภาภรณ์ ภมรสูตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทับสะแก เพื่อใช้ประโยชน์กับผู้ป่วยและประชาชนที่มารับบริการจากโรงพยาบาลทับสะแก มอบรถฉุกเฉินมูลค่ากว่า 470,000 บาท ให้กับนายชาญชัย กัยวิกัยกำเนิด ประธานมูลนิธิสว่างรุ่งเรือง ธรรมสถาน อำเภอทับสะแก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติ กฟผ. ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังงานไฟฟ้า เพื่อความสุขของคนไทย ควบคู่กับการพัฒนาสังคมชุมชนและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในที่สุด

ด้าน นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้ามาใช้มีหลายวิธี ซึ่ง กฟผ. ก็ได้คิดค้นและเลือกวิธีการผลิตที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ เช่น การมาสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทับสะแกนี้ ก็เป็นพลังงานสะอาด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และ กฟผ. ยังได้สร้างศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ที่จะได้รับความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้า โดย กฟผ. อาจมีหนังสือเชิญชวนไปถึงโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีอยู่กว่า 200 โรงเรียน ให้มาชมศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคมต่อไป โดยหาก กฟผ. จะสนับสนุนเรื่องการเดินทางมาเยี่ยมชมด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก

 

บิ๊กซีปัตตานีพร้อมเปิดบริการ 18 พ.ค. หลังเกิดเหตุไม่สงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 11:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942620


ห้างค้าปลีกบิ๊กซีสาขาปัตตานี เตรียมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งตั้งแต่ 18 พ.ค.นี้ หลังจากปิดซ่อมแซมความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พร้อมส่งทีมเยี่ยมผู้ประสบภัย ทั้งพนักงานและลูกค้าผู้ได้รับบาดเจ็บ…

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้างค้าปลีกบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์สาขาปัตตานี เตรียมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.นี้ เป็นต้นไป หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นจนต้องปิดซ่อมแซมความเสียหายบางส่วน

ทั้งนี้ คณะผู้บริหารบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล และ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ได้มอบหมายให้ นายอำนาจ เพ็ญพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบเหตุ ทั้งพนักงานและลูกค้าผู้ได้รับบาดเจ็บตลอดมา โดยตระหนักถึงความเดือดร้อนของพนักงานและลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายพนักงาน ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน ขอบคุณการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากทุกภาคฝ่าย รวมถึงพนักงานทุกๆ คน สำหรับผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถติดต่อได้ที่บูธรับเรื่องความช่วยเหลือสาขาปัตตานี หรือ สำนักงานใหญ่เบอร์ลูกค้าสัมพันธ์ 1756 ในทุกวันทำการ 08.00-22.00 น.

 

แนะทยอยลงทุน น้ำมัน ทองคำ หุ้นจีน โอกาสดีปัจจัยสนับสนุนเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 11:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942533


บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนักลงทุนเพิ่มหุ้นจีน A-Share เข้าพอร์ตรับโอกาสดีเพิ่มเติม หลังราคาปรับลดจนน่าซื้อ ขณะที่เงินทุนที่ไหลออกขยับตัวน้อยลง พร้อมใส่น้ำมัน ทองคำ เข้าไปเพิ่ม เหตุปัจจัยลบความตึงเครียดทางการเมือง และการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ว่า เราแนะนำให้นักลงทุน เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นจีน A-Share แม้ว่าตลาดจะปรับตัวลดลงถึง 5% จากช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนต่อความเข้มงวดขึ้นของรัฐบาล ต่อการก่อหนี้ของภาคเอกชนนั้นเป็นโอกาสให้เราเข้าลงทุน จากตัวเลขเศรษฐกิจยังชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวที่ดี เป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัท ขณะที่ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ บ่งชี้ถึงความเสี่ยงเงินทุนไหลออกลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนในตลาดหุ้นจีน

นอกจากนี้ บลจ.ยังแนะนำให้เข้าทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่ จากภาพปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ที่ออกมาดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียที่ขยายตัวดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการใช้จ่าย และเป็นตัวสนับสนุนผลประกอบการบริษัท

ส่วน ตลาดหุ้นเกาหลี แนะนำให้ขายทำกำไร โดยตลาดได้รับข่าวดีจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีและตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้นไปแล้วทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาในอัตราเร่ง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่นักลงทุนบางส่วนจะขายทำกำไร

สำหรับ สินทรัพย์ทางเลือกนั้น แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนสะสมสุทธิในสัญญาล่วงหน้าทองคำของนักเก็งกำไรยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก ทำให้ตลาดมีปัจจัยทางบวกสูงในช่วงราคาขาขึ้น

นอกจากนี้ เรายังแนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มลดลงตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อน ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และคาดว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะตกลงต่ออายุการลดกำลังการผลิตในการประชุมช่วงปลายเดือนพ.ค.เพื่อชดเชยกับอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิต

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942387


ทองไทยเปิดตลาด ราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท

วันที่ 16 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท.