ปตท.อวดผลการดำเนินงาน ไตรมาสแรกปี 60 โชว์กำไร 4.6 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942258


ปตท.โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 60 มีกำไรสุทธิกว่า 4.6 หมื่นล้าน ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 16.09 บาท หลังได้อานิสงส์ราคาน้ำมันโลกและปิโตรเคมีสูงขึ้น พร้อมรับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

นางนิธิมา เทพวนังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำไตรมาสแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.60 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 46,167.89 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 16.09 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 23,668.89 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 8.23 บาท หรือ กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 22,499.00 ล้านบาท คิดเป็น 95.06%

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2559 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27,081 หรือมากกว่า 100% ที่มีกำไรสุทธิ 19,087 ล้านบาท เนื่องจากใน Q4/2559 บริษัทในกลุ่ม ปตท. รับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่า ซึ่งหากไม่รวมรายการข้างต้น ผลการดำเนินงานในภาพรวมก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจสำรวจ และผลิตฯ ดีขึ้นจากค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ลดลง และกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากไตรมาสก่อน และธุรกิจท่อส่งก๊าซฯ ที่มีปริมาณขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

สำหรับ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการดำเนินงานใกล้เคียงกับงวดไตรมาสก่อนหน้า โดยธุรกิจปิโตรเคมีทั้งสายโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์ มีกำไรขั้นต้นต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์ตามราคาตลาด (Market Product to Feed Margin : Market P2F) ดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มการกลั่น ค่าการกลั่นทางบัญชี (Accounting GRM) ปรับลดลงเป็นผลจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันลดลง

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท.มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น รวมทั้งกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงของตราสารอนุพันธ์จากที่ขาดทุนใน Q4/2559

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกำไรสุทธิใน Q1/2560 กับไตรมาสแรกของปี 2559 พบว่า กลุ่ม ปตท. มีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 22,499 ล้านบาท หรือร้อยละ 95 จาก 23,669 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2559 ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาปิโตรเคมี ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ Market P2F และกำไรขั้นต้นจากการกลั่นไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน (Market GRM) เพิ่มขึ้น

ขณะที่ ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงเนื่องจากอิงกับราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในกลุ่ม ปตท. ดีขึ้น ทั้งในส่วนธุรกิจที่ ปตท. ดำเนินการเอง และบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยปรับเพิ่มขึ้นมากในส่วนของธุรกิจปิโตรเคมี และการกลั่น

นอกจากนี้ ไตรมาสที่ 1/2560 ปตท. มีรายได้เงินปันผลรับจากกองทุนรวม จำนวน 4,310 ล้านบาท อีกทั้ง ปตท.และบริษัทในเครือ มีกาไรจากตราสารอนุพันธ์ 3,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,170 ล้านบาท จาก Q1/2559 โดยหลักเพิ่มขึ้น จากสัญญาประกัน ความเสี่ยงราคาน้ำมันของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ PTT International Trading Pte. Ltd. (PTTT)

ขณะเดียวกัน ปตท. และบริษัทย่อย มีภาษีเงินได้ 6,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,616 ล้านบาท จาก Q1/2559 โดยหลักมาจาก ปตท.และ บริษัทในเครือกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้น ขณะที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ลดลงจากผลประโยชน์ทางภาษีที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ฯ

ทั้งนี้ ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2560 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 46,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,499 ล้านบาท จาก 23,669 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2559 ณ วันที่ 31 มี.ค. 60 ปตท. และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 2,229,964 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 1,016,596 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,213,368 ล้านบาท

 

ลดดอกเบี้ยรายย่อย 0.5% “อภิศักดิ์”แผลงฤทธิ์แบงก์กัดฟันกลืนเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942175


ธนาคารพาณิชย์ ยกทัพลดดอกเบี้ย โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยลง 0.5% ตามข้อเสนอของ รมว. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหตุพบปล่อยกู้รายใหญ่ดอกเบี้ยเพียง 1% ขณะที่ “ธปท.” กลัวตกรถด่วนขบวนสุดท้าย แจงสี่เบี้ย ลดดอกเบี้ยรอบนี้เป็นเรื่องราวดีๆ แต่ดอกเงินฝากยังไม่ปรับขึ้น

นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้าเบิกเกินบัญชี หรือเอ็มโออาร์ 0.250% เหลือ 7.125% ต่อปี และปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือเอ็มอาร์อาร์ 0.50% เหลือ 7.125% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป นับเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ในเรื่องการลดต้นทุนด้านอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราเงินกู้เอ็มอาร์อาร์ 0.50% เหลือ 7.12% ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.นี้ เพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐในการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคล สนับสนุนให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเป็นไปตามเป้าหมาย

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้ลดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ 0.50 % ต่อปี เหลือ 7.12% มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.นี้ รวมทั้งออกโครงการกรุงไทยช่วย SME 4.0 สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี อยู่ที่ 4-4.50% ต่อปี

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.25 % ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.นี้ ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี หรือเอ็มแอลอาร์ เหลือ 6.025% ต่อปี ดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มโออาร์ เหลือ 6.870% ต่อปี ดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มอาร์อาร์เหลือ 7.370% ต่อปี การลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทเป็นการช่วยเหลือลูกค้า และเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ธนาคารพร้อมออกมาตรการอื่นๆช่วยลูกค้าเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้กล่าวในงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 17 ว่า ธนาคารพาณิชย์เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะการลดดอกเบี้ยเงินกู้ช่วยเหลือรายย่อยรายเล็กให้มีต้นทุนการเงินที่ต่ำลง เพื่อให้แข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ จากปัจจุบันธนาคารปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่คิดดอกเบี้ย 1% กว่าๆ แต่รายเล็กคิดดอกเบี้ย 7-8 % การประกาศลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เป็นการลดทั้งระบบ 13 แบงก์

น.ส.ดาราณี แช่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้การขยายตัวของสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังเพิ่มขึ้นได้ 2.8% คาดว่าทั้งปีขยายตัวได้ 4-6% หากพิจารณาผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ที่สูงถึง 51,100 ล้านบาทในไตรมาสนี้เห็นว่าหากเศรษฐกิจดีขึ้น แบงก์ก็จะมีเงินพอที่จะขยายสินเชื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ทันที กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ยอมลดดอกเบี้ยลงเป็นเรื่องที่ดี ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป.

 

ดีอีเตือนให้ระวังแก๊งมิจฉาชีพ อย่าเชื่อพวกแอบอ้างเด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942165


น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพวกไม่หวังดี ทำการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี เพื่อเข้าไปช่วยยุติคดีความ กรณีที่มีการทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 นั้น กระทรวงดีอี ขอยืนยันและขอเตือนประชาชนว่า หากมีผู้ที่แอบอ้างเป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี เข้าไปจับกุมหรือเรียกร้องสิ่งตอบแทนต่างๆจากประชาชน อย่าได้หลงเชื่อเป็นอัน ขาดเพราะกระทรวงดีอี ไม่มีหน้าที่จับกุมใดๆ เนื่องจากการจับกุมเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจเท่านั้น

ส่วนเรื่องการปิดกั้นและระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามความเห็นชอบของ รมว.ดีอี ซึ่งต้องยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ระงับ หลังจากได้คำสั่งศาลหรือหมายศาลมาแล้ว จึงสั่งให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) ปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย และส่งพยานหลักฐานให้ตำรวจไปติดตามหาผู้กระทำความผิดต่อไป

“หากประชาชนที่ประสบพบเห็นหรือมีเบาะแสน่าสงสัยว่ามีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ให้แจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน โทร.สายด่วน 1111 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง เพื่อดำเนินการกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านั้นได้ทันที”.

 

“มันนี่ เอ็กซ์โป” สะพัดแสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942152


นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป (Money Expo) ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 11-14 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ประสบความสำเร็จอย่างมากโดยธนาคารพาณิชย์ ได้นำแอพพลิเคชั่น “สังคมไร้เงินสด” มาเปิดให้บริการภายในงานนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ทดทองใช้งานจริง

นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ รองประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo กล่าวว่า 4 วันของการจัดงาน มีประชาชนและผู้ประกอบการสมัครใช้บริการทางการเงินและการลงทุนรวม 106,000 ราย มียอดธุรกรรมการเงินเกิดขึ้นรวม 116,300 ล้านบาท โดยสินเชื่อบ้านยังเป็นบริการที่ประชาชนสมัครใช้บริการเป็นอันดับ 1 รวม 23,400 ราย รวมมูลค่า 74,000 ล้านบาท โดยเป็นการให้กู้เพื่อบ้านอย่างครบวงจร ทั้งซื้อ สร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนอง (รีไฟแนนซ์) อันดับ 2 ได้แก่ สินเชื่อเอสเอ็มอี รวมวงเงินกู้และยอดค้ำประกันสินเชื่อ 31,900 ล้านบาท เอสเอ็มอีที่มากู้ในงานได้รับโปรโมชั่นพิเศษดอกเบี้ยต่ำ 1-4% เช่น สินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐคิดดอกเบี้ย 1% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักประกัน และสินเชื่อเอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ ดอกเบี้ย 3.99% ต่อปี เป็นต้น

อันดับ 3 เงินฝากที่มีจำนวน 1,990 ล้านบาท จากโปรโมชั่นเงินฝากดอกเบี้ยสูงของธนาคารที่นำมาแข่งขันกัน เช่น ธนาคารออมสิน มีโปรโมชั่นเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือน อัตราดอกเบี้ย Step up สูงสุด 4% ต่อปี, เงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูง 1.8% ต่อปี ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนสินเชื่อบุคคลมีผู้สมัครใช้บริการสูงเป็นอันดับ 4 รวม 13,400 ราย มูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท อับดับ 5 บัตรเครดิต มีผู้สมัคร 19,000 ใบ รวมมูลค่า 1,300 ล้านบาท โดยผู้สมัครบัตรเครดิต สามารถรับบัตรได้ทันทีภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนการบริการทางการเงินการลงทุนอื่นๆ เช่น การลงทุนซื้อกองทุนรวม 970 ล้านบาท การลงทุนซื้อประกันชีวิตและประกันวินาศภัย คิดเป็นทุนประกัน 1,400 ล้านบาท.

 

อสังหาริมทรัพย์ยิ้มออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942140


นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2560 ว่า บริษัทสามารถทำยอดขายได้ 13,303 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีรายได้ 9,809 ล้านบาท ทั้งนี้ยอดขายที่เติบโตเพิ่มสูงขึ้นมาจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ 2 โครงการ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม คือ เดอะทรี สุขุมวิท 71 มียอดขายแล้ว 61% และเดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันได้ปิดการขายแล้ว นอกจากนี้บริษัท ยังสามารถทำรายได้ 8,072 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 681 ล้านบาท

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพฯ และปริมณฑลไตรมาส 1 ปีนี้เติบโต 13.6% โดยตลาดมีมูลค่า 97,478 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีก่อนซึ่งถือว่าเติบโตในทิศทางที่ดี โดยยอดขายส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการ 10 รายใหญ่ในตลาด ซึ่งแชร์ส่วนแบ่งในตลาดกว่า 60%”

ด้านธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทองพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ กล่าวถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2560 ว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้จำนวน 2,590 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิได้ 303 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 18 โครงการ รวมทั้งปี 21 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท.

 

ในวันอาชีพหลักพึ่งไม่ได้ “กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง”​ เป็นทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905742


“ไทยรัฐออนไลน์” ขอสนับสนุนนโยบายประชารัฐ ตลอดจนถึงการรวมกลุ่มธุรกิจ วิถีชีวิต สร้างอาชีพและผลิตภัณฑ์จากชุมชน เนื่องจากเชื่อว่า หากปากท้องกินอิ่ม มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี ประชาชนเข้มแข็ง ครอบครัวเข้มแข็งและชุมชนเข้มแข็งแล้วจะนำพาประเทศเข้มแข็งได้

ดังนั้น วันนี้เราจึงนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จของ “กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง” อันมีที่ตั้งบ้านคีรีวง เลขที่ 373 หมู่ 10 ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช จากการพูดคุยกับ “นางอารีย์ ขุนทน” ประธานกลุ่มฯ ซึ่งมีสินค้าโอท็อปและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาขาย ไม่ว่าจะเป็นจำพวกผ้ามัดย้อมและผ้าบาติกสวยงาม

ความเป็นมาของกลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงนั้น เกิดจากวิกฤติธรรมชาติ โดยเมื่อปี 2539 เกิดภัยแล้ง ย้อนไปเมื่อปี 2531 เกิดอุทกภัย และเมื่อปี 2518 ก็เกิดอุทกภัย ทั้งหมดทำให้ไม่สามารถจะเก็บเกี่ยวผลไม้ได้

ทั้งนี้ เมื่ออาชีพหลักไม่สามารถพึ่งพาได้ จึงหาทางออกโดยการสร้างอาชีพเสริม แต่ทำอย่างไรให้ยั่งยืน ตกทอดไปสู่ลูกหลาน และไม่ทิ้งพื้นฐานอาชีพเดิมที่ทำอยู่และสืบทอดกันมา กระทั่งก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อปี 2539 จนมาถึงปัจจุบัน

สำหรับปัจจัยในการหาอาชีพเสริมเมื่อครั้งก่อตั้งกลุ่มนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ 1. ต้องสอดคล้องกับอาชีพเดิม 2. ใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิม 3. วัตถุดิบหาได้ในชุมชนเอง อาจซื้อได้บ้าง แต่จะต้องพึ่งพาวัตถุดิบในชุมชนให้ได้มากที่สุด และ 4. กระบวนการผลิตหลีกเลี่ยงสารเคมี เพราะหมู่บ้านเป็นป่าต้นน้ำ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 38 คน การบริหารจัดการอยู่ในรูปของคณะกรรมการ มีที่ตั้งในชุมชนคีรีวง มีการแบ่งหน้าที่ด้านต่างๆ เช่น สมาชิก สินค้าและแปรรูป เป็นต้น

เรื่องการตลาดสินค้าของกลุ่มมีทั้งขายส่งและขายปลีก ตลอดจนผลิตตามออร์เดอร์ โดยในส่วนขายส่งนั้น มีลูกค้าอยู่แล้ว ด้านขายปลีกเปิดขายทั้ง ณ ที่ทำการกลุ่ม และออกงานแสดงสินค้าต่างๆ เช่น ในเมืองทองธานี ผลิตตามออร์เดอร์ก็ทำตามคำสั่งซื้อของโรงแรมชื่อดัง

ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการและธุรกิจนั้น มีพอสมควร เรื่องแรกคือ เรื่องฤดูกาล ซึ่งส่งผลต่อการผลิตผลิตภัณฑ์ เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มที่ส่วนใหญ่อาชีพประจำคือ ทำสวนผลไม้ก็ต้องไปเก็บเกี่ยวผลไม้ตามฤดูกาล ทำให้ไม่มีคนทำสินค้า

ฤดูฝนก็เป็นอุปสรรคต่อการผลิตสินค้า ฝนเป็นอุปสรรคต่อเม็ดสีในใบไม้และเนื้อไม้ ที่เรานำมาใช้ทำสีธรรมชาติ เพราะใบไม้และเนื้อไม้จะมีปริมาณน้ำสูง เมื่อมีมรสุมมีฝนก็ต้องหยุดงานผลิต การทำผ้าบาติกก็ถูกความชื้นไม่ได้ เกิดความเสียหาย

ตรงนี้ พยายามให้คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเรียนรู้และยังเปิดศูนย์เรียนรู้ รวมทั้งเปิดให้มีการศึกษาดูงาน เพื่อให้มีแรงงานเข้ามาเพิ่มเติมต่อเนื่อง ประกอบกับเตรียมทดแทนแรงงานเดิมที่บางส่วนอายุเร่ิมมากผลิตได้ช้าลง และถ่ายทอดองค์ความรู้ไปด้วย

ที่นี่จะใช้สีจากธรรมชาติทั้งหมด สำหรับขั้นตอนของการทำสีจากธรรมชาตินั้น เร่ิมจากเตรียมสี โดยนำเปลือกไม้และใบไม้ไปต้ม 5-8 ชั่วโมง ได้สีต่างๆ เช่น สีม่วงได้จากเปลือกมังคุด

ส่วนการทำสินค้ากลุ่มผ้ามัดย้อมนั้น ขั้นตอนเร่ิมจากเตรียมผ้าที่จะย้อมซักให้สะอาด และมัดให้ได้ลวดลายตามที่ต้องการ จากนั้นนำผ้าที่เตรียมไว้ต้มด้วยสีที่เตรียมไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง นำผ้าไปล้างแล้วต้มใหม่ทำซ้ำ 3 ครั้ง นำผ้าไปซักแล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ตกแต่งผ้าให้สมบูรณ์พร้อมส่งขาย

กับการทำผ้าบาติกนั้น ขั้นตอนเร่ิมจากเตรียมผ้า ขึงผ้าให้ตึง ลงลาย หรือวาดลวดลาย ลงสี เขียนเทียน เคลือบผ้า และต้มให้ลวดลายคงทน

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงมีสินค้า ทั้งลักษณะผ้าผืนและผ้าที่แปรรูปตัดเย็บออกมาเป็นสินค้าชนิดต่างๆ แล้ว เช่น เสื้อ กระโปรง ผ้าพันคอ กระเป๋าดินสอ กระเป๋าอเนกประสงค์ กระเป๋าเหรียญ ซองใส่โทรศัพท์ เป็นต้น โดยจุดเด่นของสินค้าของที่นี่ คือ เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าจากธรรมชาติ ไร้สารเคมี สวยงาม ประณีต เป็นงานฝีมือ

ผลตอบแทนที่สมาชิกได้รับดีมาก แต่บางครั้งทำสินค้าไม่ทันตามออร์เดอร์ และความต้องการตลาด สินค้าเป็นงานฝีมือบางครั้งทำไม่ทัน อาจกล่าวได้ว่า บางช่วงยังผลิตไม่ทันความต้องการ

ตลอด 21 ปี ที่ตั้งกลุ่มขึ้นมา นับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร สมาชิกบางคนทำเป็นอาชีพเสริม บางคนยึดเป็นอาชีพประจำ เป็นการสร้างอาชีพให้สมาชิกและชุมชนมีความเข้มแข็งมีความเป็นอยู่ดี ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลต่างๆ และสินค้า โทร. 075 533114, 081 7872934.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“พิชิต”ลุ้นไล่แจกเงิน”มินิบัส” เพิ่มวงเงินประกันภัยผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942128


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมโครงการศึกษาความปลอดภัยรถตู้โดยสารประจำทางว่า จากการหารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่ประชุมมีแนวคิดสนับสนุนเงิน 200,000 บาทให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารร่วม บริษัท บขส. จำกัด เพื่อให้เปลี่ยนจากรถตู้มาเป็นรถโดยสารขนาดเล็ก ไม่เกิน 20 ที่นั่ง (มินิบัส) โดยให้ ขบ.ไปศึกษาความเป็นไปได้ว่าทำได้หรือไม่ เพื่อสรุปรายละเอียด วันที่ 31 พ.ค.นี้ และที่ประชุมเห็นด้วยที่จะให้เพิ่มวงเงินค่าประกันภัยภาคสมัครใจของผู้ประกอบการรถตู้เพื่อคุ้มครองผู้โดยสาร จากเดิม 300,000 บาท เป็น 700,000 บาท ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2561 และสถาบันทางการเงินได้ยืนยันมาแล้วว่าสามารถให้ดอกเบี้ยเงินกู้ได้ต่ำกว่า 5% ระยะเวลาการกู้รวม 7 ปี ส่งผลให้ผู้ลงทุนคืนทุนได้ใน 3 ปีและมีช่วงทำกำไรอีก 4 ปี ส่วนราคารถมินิบัสอยู่ระหว่าง 1.7-2.2 ล้านบาทต่อคัน

“ขบ.ยังได้อนุมัติเส้นทางนำร่องรถมินิบัส ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ของ บขส. รวม 6 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ลำนารายณ์ กรุงเทพฯ-อยุธยา กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ-จันทบุรี กรุงเทพฯ-ตราด ส่วนอีก 7 เส้นทางจะอนุมัติได้ในเร็วๆนี้ ได้แก่ กรุงเทพฯ-สระบุรี กรุงเทพฯ-ปากช่อง กรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-ประจวบ กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-พัทยา และกรุงเทพฯ -ตลาดโรงเกลือ และทุกๆเส้นทางดังกล่าว จะเริ่มวิ่งให้บริการได้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ รวม 55 คัน”.

 

สมรภูมิข่าวลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941353


ปลายปีที่ผ่านมา Oxford Dictionaries (พจนานุกรมของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด) บัญญัติคำว่า “Post-Truth” ให้เป็น คำแห่งปี 2016 (Word of the Year 2016) ด้วยเหตุผลเพราะเขาพบว่า ผู้คนในโลกอินเตอร์เน็ตใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวตัดสินที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องราวต่างๆที่ถูกโพสต์ลงในโลกโซเชียลมากกว่าจะใช้เหตุผล

สถานการณ์เช่นว่านี้ทำให้ “ความจริง” มีอิทธิพลต่อการโน้มน้าวความคิดเห็นของสาธารณชน “น้อยกว่า” อารมณ์ และความรู้สึก!

เหตุนี้จึงเกิดสมรภูมิรบระหว่าง “ข่าวจริง” กับ “ข่าวลวง” ขึ้น แน่นอนมันมีผลทำให้เราทุกฝ่ายเหนื่อยล้าที่จะต้องหาเหตุผล และความถูกต้องมาตอบคำถาม ยืนยัน และลงตราประทับรับรองซ้ำๆว่า ข่าวไหนจริง ข่าวไหนถูกกุขึ้น เพื่อลวงผู้คนไปสู่เป้าหมายแห่งผลประโยชน์ตน

ไม่ใช่แต่ผู้ถูกสาดโคลน-ถูกใส่ร้ายป้ายสีที่ควรจะได้รับการเยียวยาเพราะเหนื่อยหน่ายกับข่าวปลอม ที่กุขึ้นเพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คนทำสื่อกระแสหลักก็พลอยได้รับผลไปด้วยที่ต้องวิ่งไป-มาเพื่อเช็กว่า ข่าวนี้มั่วนิ่มหรือไม่ เพราะถ้าเล่นข่าวตามไปโดยไม่เช็ก ก็ต้องขายขี้หน้าผู้คนตามมา

สองสัปดาห์ก่อน สื่อกระแสหลักบางแห่งไปเอาข่าวจากโลกโซเชียลมาตีพิมพ์กัน โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าจริง หรือเท็จ ข่าวที่ว่านี้ก็คือ ข่าวสั่งปลดบอร์ด และผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) เจ้าของสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา และอีกหลายแห่งทั่วประเทศ นั่นเอง

สื่อออนไลน์ที่เป็นต้นตอข่าว พาดหัวในเว็บตนด้วยว่า “วิษณุ” ซึ่งหมายถึง ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เห็นชอบตามข้อเสนอของ กมธ.วิสามัญปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันการทุจริตฯของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) ที่ให้ปลด ผอ.ทอท. คือ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ และ กรรมการบอร์ดยกชุด

ขณะเดียวกัน ก็ให้ยกเลิกสัญญากับคิง เพาเวอร์ เพราะไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งเป็นเรื่องเก่าที่พิสูจน์กันมาหลายครั้งหลายหนแล้วด้วย!

จากข่าวในโลกออนไลน์ที่เผยแพร่ออกไปราว 3-4 วัน ก็มีหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่งหยิบไปเล่นเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ว่า ดร.วิษณุ รับลูกปลด ผอ.ทอท.-ส่อเลิกสัญญาคิง เพาเวอร์ ต่อ

นั่นทำให้ผู้ตกเป็นข่าว ทั้ง ดร.นิตินัย และ ประธานบอร์ด ทอท. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมายืนยันว่า ยังคงดำรงตำแหน่งเช่นเดิม และยังไม่ได้รับคำสั่งใดๆจากนายกฯ หรือรองนายกฯตามที่เป็นข่าว

ไม่นาน ดร.วิษณุ จึงออกมาไขข้อข้องใจว่า ไม่เคยมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันในระดับรัฐบาล จะมีก็แต่เรื่องที่ กมธ.วิสามัญ สปท.เสนอให้ตรวจสอบบางเรื่อง ซึ่งก็ได้เรียกทุกฝ่ายมาประชุมร่วมกันจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนั้น อธิบดีกรมศุลฯ อธิบดีสรรพากร ผู้ว่าการ สตง.ประธาน กมธ….ฯลฯ ก็มา ส่วนจะฟังขึ้นหรือไม่ก็แล้วแต่จะไปสรุปกัน

“เรื่องก็มีเท่านี้ จริงๆมันเกิดมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่มีข้อเสนอใดให้ปลดใครทั้งสิ้น และข่าวที่ออกมาก็มีผู้แจ้งมาให้ผมทราบแล้วว่า ใครเป็นคนให้ข่าว ก็ไม่เป็นไร เพราะท่านผู้นั้นซึ่งก็เป็นผู้หญิงนะ ท่านก็ไม่ได้มาพบผม แต่ท่านก็ไปปล่อยข่าวอันนี้ ซึ่งก็ตอบว่า ไม่เป็นความจริง…

รัฐบาลรู้ชื่อหมดแล้วล่ะว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่จะได้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเมื่อจะต้องมีการพูดคุยกันเรื่องเหล่านี้เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เอาว่าผิดถูกอย่างไร ก็จะต้องมีการตรวจสอบกันไป เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเขากล่าวหามา เจ้าหน้าที่ก็ต้องชี้แจงไป ก็มีแค่นั้น จริงๆผมก็สรุปเสนอท่านนายกฯไปแล้วต่อหน้ามวลมหาประชาชนสัก 70 คนได้ และก็นานมาแล้ว ไม่มีเลื่อนลดปลดย้ายใคร และไม่มีเรื่องต้องส่งให้สำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)”

ดร.วิษณุกล่าวกับนักข่าวก่อนยุติถ้อยแถลงว่า ใครเป็นคนโทร. มาหาผมเรื่องนี้ ขอบคุณมาก เพราะผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน…

แสงทิพย์ ยิ้มละมัย

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 16/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942072


ลือสะพัด “สมคิด” เติมเต็มรายได้ ลงทะเบียนรอรับ 13.3 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/942115


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของโครงการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. ผ่านหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคารออมสิน สำนักงานเขตของกรุงเทพฯ สำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ ล่าสุด มีประชาชนลงทะเบียน 13.3 ล้านคน มากกว่าปีที่แล้วที่ลงทะเบียน 8.3 ล้านคน และผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ 7.2 ล้านคน ทั้งนี้ 2-3 วันก่อนที่จะปิดลงทะเบียน โดยเฉพาะวันที่ 15 พ.ค. มีประชาชนที่อยู่ตามหัวเมืองใหญ่และเขตกรุงเทพฯมาลงทะเบียนเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมอบเงินให้แก่ประชาชนที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี ให้มีรายได้ได้ถึง 30,000 บาทต่อปี ทำให้ประชาชนคาดว่ารัฐบาลจะแจกเงินคนจน จึงมาลงทะเบียนกันจำนวนมาก

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า จะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูล 2 เดือน เพื่อสรุปจำนวนที่แท้จริงของประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์ ส่วนสวัสดิการที่จะมอบให้แก่ประชาชน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป เพราะต้องรอตัวเลขประชาชนที่ได้รับสวัสดิการและยังต้องตรวจสอบสภาพของร่างกาย เช่น อายุ เพศ ความพิการหรือไม่พิการ ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเป็นสวัสดิการที่จะให้แก่ประชาชน เช่น รถเมล์ รถไฟฟรี การรับส่วนลดค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่ารถโดยสาร บขส.สำหรับคนในต่างจังหวัด และส่วนคนกรุงเทพฯได้รับส่วนลดค่ารถไฟฟ้า

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารฯจะมีโครงการอบรม สร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ อบรมการทำอาหาร หัตถกรรม ช่างฝีมือ เพราะกลุ่มดังกล่าวยังไม่มีกำลังชำระหนี้ แต่เมื่อเข้มแข็งก็จะมีกำลังประกอบอาชีพ.