การบินไทย ลั่นกำไรไตรมาส 1 ทะลุ 3 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 20:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941920


การบินไทย เผยกำไรไตรมาสที่ 1 ปี 60 จำนวนเงิน 3,169 ล้านบาท เผยยอดต่ำกว่าช่วงเดียวกันจากปีก่อน เหตุต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น มุ่งปฏิรูปเฟส 3 ทำกำไร ลดความซ้ำซ้อนฝูงบิน ส่วนการรวม การบินไทย-ไทยสมายล์-นกแอร์ กำลังพิจารณาอยู่…

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 60 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,169 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 47.3% โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน 2,867 ล้านบาท ทั้งนี้ผลการดำเนินงานมีกำไร แต่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

เนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นและธุรกิจการบินแข่งขันรุนแรง รวมถึงมีการยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน (Fuel Surcharge) ส่งผลให้รายได้จากผู้โดยสารต่ำกว่าปีที่แล้วประมาณ 12% ด้วยซึ่งจากปัจจัยหลายๆ ด้าน ผลการดำเนินงานในบริษัทลูกการบินไทย (บียู) ยังมีกำไรอยู่

อย่างไรก็ตาม อัตราการบรรทุกผู้โดยสารปัจจุบันเฉลี่ยที่ 82.8% สูงกว่าปีก่อนเฉลี่ยที่ 77.5% โดยมีผู้โดยสารที่ใช้บริการรวม 6.52 ล้านคน สูงกว่าปีก่อน 10.1% และคาดว่าทั้งปีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 75-76%

นอกจากนั้น ยังตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายทั้งปีเพิ่มขึ้น 5-10% จากปีที่แล้วมีรายได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ส่วนการดำเนินงานในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) นั้นคาดว่าจะไม่ดีเท่าไตรมาส 1 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วจะดีกว่า

ล่าสุดพบว่ายอดจองตั๋วล่วงหน้าช่วง 3 เดือน คือ มิถุนายน-สิงหาคม อยู่ที่ประมาณ 70% ซึ่งถือว่าดีกว่าปีที่แล้วสำหรับการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปองค์กรนั้น ขณะนี้ได้เข้าสู่ระยะที่ 3 แล้ว คือ การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ เช่น การพัฒนาเครือข่ายการบินที่แข่งขันได้ ทำกำไรและลดความซ้ำซ้อนของฝูงบิน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมรายได้ เป็นต้น

โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการที่สำคัญ เช่น ยกเลิกทำการบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองของสายการบินไทยสมายล์ เพื่อไปใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นฐานการบินเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นการปรับแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการขยายตัวและเปิดตลาดการบินใหม่ในต่างประเทศ รวมถึงการร่วมมือในโครงการศูนย์ซ่องบำรุงอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กับบริษัท แอร์บัส อินดัสตรี เป็นต้น

ทางด้าน นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า อัตราบรรทุกผู้โดยสารของการบินไทยถือว่าดีมาก เพราะที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 70-75% ถือว่าดีมาก แต่เมื่อราคาตั๋วถูกลง และราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โดยปีที่แล้วราคาอยู่ที่ 48 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปีนี้เพิ่มเป็น 69 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จึงส่งผลต่อกำไรที่ลดลง ขณะที่สายการบินไทยสมายล์ และสายการบินนกแอร์ ก็มีผลประกอบการที่ไม่ดีด้วย สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินการภายใต้ ไทยกรุ๊ปนั้น ที่จะมีการรวม การบินไทย ไทยสมายล์ และ นกแอร์ เข้าด้วยกันนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างร่วมกันอยู่

นายกนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ดครั้งนี้ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องการสรรหาดีดีคนใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้สัมภาษณ์ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติไปแล้ว 4 คน โดยจะมีการเสนอผลการสัมภาษณ์ให้บอร์ดพิจารณาครั้งต่อปี.

 

CP จัดประกวดแชมป์แกงไทยได้ 5 ผู้ชนะสืบสานต้นตำรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 20:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941863


ประกาศแล้ว 5 สุดยอดแชมป์แกงไทยจากโครงการ CP สุดยอดแชมป์แกงไทย หวังร่วมถ่ายทอดและเผยแพร่อาหารไทยให้คงอยู่เป็นมรดกชาติ พร้อมถ่ายทอดเพื่อรักษามรดกชาติ…

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวถึงการประกาศแล้ว 5 สุดยอดแชมป์แกงไทย จากโครงการ CP สุดยอดแชมป์แกงไทย การแข่งขันครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้กับคนไทยทุกคนได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนอาหารไทยตลอดจนภูมิปัญญาของคนไทยให้คงอยู่คู่กับวิถีของคนไทยต่อไปนานเท่านาน นอกจากนี้ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติรู้จักอาหารไทยดั้งเดิม สอดคล้องกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก

ทั้งนี้ ปัจจุบันอาหารไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกหลายเมนู การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์อาหารไทยและส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยเป็นสำคัญ สูตรเด็ดของสุดยอดแชมป์แกงไทยจะได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะให้คนไทยที่รักการปรุงอาหารไทยได้เรียนรู้นำไปประยุกต์จะเพื่อรับประทานกันในครอบครัว หรือเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ล้วนแต่เป็นการช่วยกันอนุรักษ์แกงไทยให้คงอยู่เช่นกัน สำหรับ 5 แชมป์แกงไทย ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูมิใจที่มีส่วนร่วมอนุรักษ์อาหารไทย และยินดีที่จะถ่ายทอดมรดกของชาติให้ทุกคนช่วยกันรักษา

สำหรับ 5 แชมป์แกงไทย ประกอบด้วย นายกฤศรัณย์ สีสัน ข้าราชการครู อายุ 23 ปี สุดยอดแชมป์แกงไทยเมนูฉู่ฉี่ปลาทับทิม นางธวัลรัตน์ แก้วไทรนันท์ เจ้าของร้านข้าวแกง อายุ 46 ปี สุดยอดแชมป์แกงไทยเมนูแกงเขียวหวานไก่ นายอรรถ ขันสี อาจารย์สอนทำอาหาร อายุ 35 ปี สุดยอดแชมป์แกงไทยเมนูพะแนงหมู นางกมลพร สุขเกษม แม่บ้าน อายุ 45 ปี สุดยอดแชมป์แกงไทยเมนูแกงกะหรี่ไก่ และนายณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต ที่ปรึกษาด้านร้านอาหารในสหรัฐฯ และอาจารย์พิเศษด้านอาหารไทย วัย 40 ปี สุดยอดแชมป์แกงไทยเมนูมัสมั่นหมู อย่างไรก็ตาม สุดยอดแชมป์แกงไทยทั้ง 5 คนจะร่วมเดินสายโชว์ฝีมือปรุงแกงไทยในหลากหลายงาน.

 

แคท เร่งปั๊มรายได้จากการให้บริการ คาดปีนี้รายได้เพิ่ม 2 พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941858


บริษัท กสท โทรคมนาคม ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า 2 ล้านราย ภายใต้แบรนด์มาย (my) โดยเน้นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตราคาประหยัด คาดรายได้ปีนี้ 2 พันล้านบาท…

นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ​หรือ แคท เปิดเผยว่าในปี 2560 แคท ตั้งเป้าจะมีผู้ใช้บริการมือถือ ภายใต้แบรนด์ “my” หรือมาย เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านเลขหมาย จากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการราว 1.8 ล้านเลขหมาย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าระบบเติมเงิน

โดยคาดว่าปีนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มีรายได้จากการให้บริการมือถือราว 1,600 ล้านบาท ปีนี้ยังคงมุ่งมั่นขยายฐานลูกค้ามือถือให้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนที่ต้องการเน้นเจาะกลุ่มคือ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตมือถือราคาประหยัด ด้วยการมีแพ็กเกจมือถือที่หลากหลาย ให้เลือกตามความต้องการทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกรูปแบบ ทั้งกลุ่มที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในปริมาณมากๆ ไปจนถึงกลุ่มที่ใช้งานโทรบ่อยแบบบุฟเฟ่ต์

สำหรับการจัดกิจกรรมทางการตลาดในปีนี้ จะเน้นการเป็นผู้ให้บริการโมบายล์อินเทอร์เน็ตราคาประหยัด ขณะเดียวกันก็จะมุ่งมั่นการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ และการทำให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นที่ใช้งานได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปีนี้แคทยังได้พระเอกหนุ่มอารมณ์ดี เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี มาเป็นตัวแทนเล่าเรื่องประสบการณ์จริงของผู้ใช้งาน โดยเหตุผลที่เลือกเต๋อมาเป็นพรีเซนเตอร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เพราะ เต๋อ เป็นดาราที่เข้าถึงง่าย มีความสามารถ และเป็นที่ชื่นชอบของทุกเพศทุกวัย จึงเชื่อว่ามีตัวตนที่สะท้อนถึงแบรนด์ my ที่ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถสัมผัสประสบการณ์ 3จี ได้ทุกที่ทุกเวลา.

 

พฤกษา โชว์ยอดขาย 13,303 ล. โต 35.6% ลุยตลาดพรีเมียมฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 17:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941742


พฤกษา เรียลเอสเตท โชว์ยอดขาย 13,303 ล้าน เติบโต 35.6% ลุยตลาดพรีเมียมผ่านฉลุย มั่นใจ ได้ตามเป้า

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2560 ว่า “บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้ 13,303 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีรายได้ 9,809 ล้านบาท จากยอดขายที่เติบโตเพิ่มสูงขึ้นมาจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ 2 โครงการ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า คือ เดอะทรี สุขุมวิท 71 มียอดขายแล้ว 61.5% และ เดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันได้ปิดการขายแล้วทั้งโครงการ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถทำรายได้ 8,072 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 681 ล้านบาท”

ด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แผนการรุกตลาดพรีเมียมในปีนี้ บริษัทฯ ใช้ Business Model ใหม่มาพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อตอบสนองกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเน้นรูปแบบความแปลกใหม่ เพื่อสร้างสีสันและความแตกต่างให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ เห็นได้ชัดเจนจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียม “เดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ” ซึ่งเป็นโครงการระดับมาสเตอร์พีชโครงการแรกของ พฤกษา เรียลเอสเตท เพียงสองอาทิตย์สามารถปิดการขายได้ทั้งโครงการ มูลค่า 1,830 ล้านบาท ล่าสุด เตรียมเปิดโครงการ “แชปเตอร์วัน ชายน์ บางโพ” คอนโดมิเนียมบนวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุด ที่เปิดขายอย่างไม่เป็นทางการเพียง 1 สัปดาห์ กวาดยอดขายไปแล้วกว่า 60% คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท พร้อมสร้างกระแสในโลกออนไลน์ ด้วยยอดวิวของไวรัลคลิป (Viral clip) “MV หนุ่มบางโพ 2017” ด้วยยอดเข้าชมใน Facebook และ YouTube กว่า 1.5 ล้านวิว ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนการเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 27-28 พ.ค.นี้ และด้วยกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า จึงคาดว่าจะสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีนี้”

ขณะที่ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในไตรมาส 1 กลุ่มธุรกิจแวลู เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 11 โครงการ และมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 55 โครงการ ตามแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ รวม 66 โครงการคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 59,300 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 บริษัทฯ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย (Active Projects) ทั้งหมดอยู่อีก 168 โครงการ มูลค่า 83,736 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ของกลุ่มธุรกิจแวลูอยู่ที่ 23,611 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากสิ้นปี 2559 อยู่ที่ 12.8% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ “กลยุทธ์ Pruksa 4.0” มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ใน 4 ด้าน มาใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย คือ 1) Smart – Product พัฒนาสินค้าแบบ HVA (High Value Added) 2) Smart – Marketing เน้นการใช้ Digital Marketing 3) Smart – Service พัฒนา Home Service Application 4) Smart – Construction ด้วยการใช้ E-Construction ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับมอบบ้านที่ดีที่สุดจากพฤกษา เรียลเอสเตท นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบการทำงาน.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ร่วง 8.99 ดัชนีอยู่ที่ 1,534 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941815


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับตัวลดลง 8.99 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,534.95 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,470.58 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 15 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 8.99 จุด เปลี่ยนแปลง -0.58% มูลค่าการซื้อขาย 37,470.58 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,542.11 จุด และต่ำสุดที่ 1,531.68 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)

 

บขส. กำชับรถตู้ไม่เกิน 13 ที่นั่ง ฝ่าฝืนโทษตามกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941782


บขส. ย้ำผู้ประกอบการรถตู้ ต้องปรับปรุงจำนวนเบาะที่นั่งโดยสารไม่ให้เกิน 13 ที่นั่ง ตั้งแต่ 15 พฤษภาคมนี้ เพื่อลดการสูญเสียเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หากพบมีการฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย…

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560 นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 บขส.จะไม่ออกใบเวลาให้กับรถตู้โดยสารสาธารณะที่ไม่ปรับปรุงจำนวนเบาะที่นั่งโดยสารไม่ให้เกิน 13 ที่นั่ง และหากพบมีการฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ พักรถ และยกเลิกสัญญาตามลำดับ

สำหรับ บขส.มีรถตู้โดยสารหมวด 2 (รถตู้วิ่งเส้นทางกรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด) ที่อยู่ในความดูแลจำนวน 6,435 คัน ซึ่งที่ผ่านมา บขส.ได้มีการสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการมาโดยตลอดว่า การปรับปรุงแก้ไขที่นั่งในรถตู้โดยสารสาธารณะทุกประเภทให้ไม่เกิน 13 ที่นั่ง เพื่อใช้เป็นทางออกฉุกเฉิน และต้องจัดวางรูปแบบที่นั่งแถวหลังสุดให้มีช่องทางเดิน ขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร มาตรการทางกฎหมายนี้ผู้ประกอบการรถตู้และหน่วยงานภาครัฐจะต้องร่วมมือกัน เพื่อลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะที่ผ่านมา รวมถึงการกำหนดมาตรการความปลอดภัย ทั้งการติดตั้งระบบ GPS และการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยบนรถตู้โดยสาร ส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ ปริมาณผู้โดยสารที่เข้าใช้สถานีขนส่งเพิ่มขึ้นทั้ง 3 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น สถานีขนส่งกรุงเทพฯ (จตุจักร) สถานีขนส่งปิ่นเกล้า สถานีขนส่งเอกมัย รวมทั้งปริมาณผู้ใช้บริการรถตู้เพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่จำนวนอุบัติเหตุและการร้องเรียนรถตู้โดยสารลดลง.

 

ธปท. ยังไม่พบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ป่วนแบงก์ไทย ยันมีโปรแกรมตรวจจับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941720


แบงก์ชาติ ยันธนาคารในไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ย้ำเฝ้าระวังติดตาม แจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด มีโปรแกรมตรวจจับทันสมัย พร้อมรับมือภัยไซเบอร์…

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นางสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของ Ransomware ชื่อ WannaCry ทำให้เครื่อง และระบบที่ติด Ransomware ดังกล่าวไม่สามารถเปิดไฟล์ข้อมูลได้จนกว่าจะจ่ายเงินค่าไถ่ ทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศต่างๆ ในวงกว้าง ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทย ได้ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เริ่มมีการระบาดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 60 โดยกลุ่มความร่วมมือไซเบอร์ (ISG) ภายใต้สมาคมธนาคารไทย มีการแจ้งเตือน และติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามของ ธปท. ขณะนี้ธนาคารยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ การรับมือภัยไซเบอร์ของธนาคาร มีกระบวนการอย่างเป็นระบบตั้งแต่การป้องกัน กรณีนี้ได้มีการปรับปรุงระบบให้เป็นปัจจุบัน และโปรแกรมตรวจจับที่ทันสมัย และมีการติดตามตรวจจับ หากพบจะมีการดำเนินการปิดกั้น และแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องทันที รวมทั้งสื่อสารให้พนักงานและประชาชนทราบเพื่อระมัดระวัง และให้คำแนะนำหากตรวจพบ.

 

ธนาคารกรุงไทย ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยเหลือร้อยละ 0.50 ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 16:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941715

ธนาคารกรุงไทย ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ SME ลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยลงร้อยละ 0.50 ต่อปี เหลืออัตราร้อยละ 7.12 มีผล 16 พ.ค.นี้ พร้อมออกโครงการกรุงไทยช่วย SME 4.0 วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีการขยายตัว ดังนั้นเพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น มีต้นทุนการประกอบธุรกิจที่ต่ำลง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ธนาคารจึงได้ลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR ลงร้อยละ 0.50 ต่อปี เหลืออัตราร้อยละ 7.12 ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.นี้เป็นต้นไป รวมทั้งออกโครงการกรุงไทยช่วย SME 4.0 สำหรับลูกค้า SME ทุกกลุ่ม ภายใต้วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท

สำหรับ โครงการกรุงไทยช่วย SME 4.0 แบ่งการดูแลลูกค้า SME เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้า SME ที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท หรือมีวงเงินสินเชื่อมากกว่า 20 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 แพ็กเกจ ได้แก่ กรณีลูกค้ามีหลักประกัน คิดดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เริ่มต้นที่อัตราร้อยละ 4 ต่อปี ลูกค้าที่ใช้ บสย.ค้ำประกัน ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เริ่มต้นที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี ส่วนสินเชื่อขายลดลูกหนี้การค้าหรือ Factoring ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ร้อยละ 4 ต่อปีเช่นกัน ให้กู้สูงสุดรายละ 40 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี วงเงินกู้รวม 4,000 ล้านบาท

นายผยง กล่าวอีกว่า ลูกค้า SME ขนาดเล็ก ที่มียอดขายน้อยกว่า 100 ล้านบาท หรือมีวงเงินสินเชื่อน้อยกว่า 20 ล้านบาท ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ในอัตราเริ่มต้นที่ร้อยละ 4 ต่อปี ทั้งลูกค้าที่มีหลักประกัน หรือมีหลักประกันและใช้ บสย.ค้ำประกัน ให้กู้สูงสุดรายละ 20 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี วงเงินกู้รวม 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย และออกมาตรการช่วยเหลือ SME 4.0 ในครั้งนี้ ธนาคารต้องการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของธุรกิจรายย่อย ด้วยการลดต้นทุนทางการเงินให้กับธุรกิจรายย่อยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งช่วยให้ประชาชนทั่วไปมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสภาพคล่องมากขึ้นจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง

คนรวยหวั่นภาษี แห่นำที่ดินเปล่าทำมาหากิน ดันยอดจดธุรกิจใหม่เม.ย.พุ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 15:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941623


พาณิชย์ เผยจดทะเบียนธุรกิจเม.ย.เพิ่ม 20% จำนวน 4,783 ราย ทุนจดทะเบียน 2.18 หมื่นล้าน พุ่ง 75% หลังธุรกิจอสังหาฯ เร่งใช้ที่ดินว่างเปล่าทำธุรกิจ หวั่นถูกเก็บภาษีหลังภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนธุรกิจเดือนเม.ย. 60 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ 4,783 ราย เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับเดือนเม.ย. 59 โดยมีทุนจดทะเบียน 21,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75%

ส่วนสาเหตุที่ทุนจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากมีธุรกิจ 4 ราย ที่มาจดทะเบียนมีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3 ราย เพราะนำที่ดินว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ หลังจากที่รัฐบาลจะเก็บภาษีที่ดินที่มิได้ใช้ประโยชน์ หากร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ… มีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้ ส่วนอีก 1 ราย เป็นธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

สำหรับ ประเภทธุรกิจที่มีการประกอบธุรกิจใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 425 ราย รองลงมาธุรกิจโฮลดิ้ง 362 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 273 ราย ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ 236 ราย และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 109 ราย ขณะที่ การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 60 มีจำนวน 23,500 ราย เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 91,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%

ส่วน การจดทะเบียนนิติบุคคลเลิกเดือนเม.ย. 60 มีจำนวน 878 ราย ลดลง 2% เทียบกับเดือนเม.ย. 59 โดยมีทุนจดทะเบียนเลิก 3,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ขณะที่การจดทะเบียนเลิกช่วง 4 เดือน ปี 60 มีจำนวน 3,859 ราย ลดลง 14% และมีทุนจดทะเบียนเลิก 13,000 ล้านบาท ลดลง 75% +

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้น 10% ทำให้คาดว่าทั้งปีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจะเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายคือ ขยายตัว 3% หรือมีจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจทั้งปีอยู่ที่ 66,000 ราย เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ มาจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนยังได้รับผลบวกจากการขยายเวลามาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศต่อไปอีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 60

“ส่วนปัจจัยเสี่ยงนั้น เศรษฐกิจไทยยังต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความผันผวนของตลาดเงิน ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป รวมทั้งสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด”

 

‘พาณิชย์ มั่นใจ ผลการจัดอันดับเริ่มต้น ‘ทำธุรกิจไทย’ ดีขึ้นแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 14:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941600


พาณิชย์ มั่นใจ จัดอันดับเริ่มต้นทำธุรกิจไทยที่จะประกาศผล ต.ค. ดีขึ้นแน่ เหตุลดขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายจดทะเบียนลงเพียบ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงการพบกับผู้แทนธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่มาสำรวจข้อมูลความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยว่า ได้ชี้แจงความคืบหน้าการปรับปรุงพัฒนาขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งสามารถลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนการจดทะเบียนลงได้

ทั้งนี้ สามารถลดขั้นตอนจากเดิม 5 ขั้นตอน ใช้เวลา 25.5 วัน เหลือเพียง 3 ขั้นตอน ใช้เวลาเพียง 2 วัน และลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการจากเดิม 6,600 บาท เหลือเพียง 5,800 บาท มั่นใจว่าจะส่งผลให้การจัดอันดับการเริ่มต้นธุรกิจของไทยที่จะประกาศผลในเดือนต.ค.นี้ ดีขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ในลำดับ 78 แน่นอน

สำหรับ ขั้นตอนที่ลดลง จากเดิม 5 ขั้นตอน ใช้เวลา 25.5 วันนั้น เริ่มจากการจองชื่อบริษัท ใช้เวลา 0.5 วัน การชำระเงินทุนเข้าธนาคาร 1 วัน การจัดทำตราประทับ 2 วัน การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและการขอเลขทะเบียนนายจ้าง 1 วัน การยื่นสำเนาข้อบังคับการทำงาน 21 วัน และการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 0 วัน ปรับใหม่เป็น 3 ขั้นตอน 2 วัน คือ การจองชื่อบริษัทและจดทะเบียนตั้งบริษัท 1 วัน การชำระเงินทุนเข้าธนาคาร 1 วัน และการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 0 วัน

“กรมได้ตัดขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจออกไป ทั้งการยกเลิกการมีตราประทับในการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลดลง 800 บาท และยกเลิกการยื่นสำเนาข้อบังคับการทำงาน เพราะเป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องดำเนินการ หากการทำธุรกิจในระยะต่อไปเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน”