ดีอี แนะรับมือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ป่วนโลกไซเบอร์ แค่อัพเดตคอมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941407


โลกไซเบอร์กำลังถูกโจมตี มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ WannaCry ระบาดหนัก 150 ประเทศ ดีอี เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก รับมือง่ายๆ แค่อัพเดตวินโดว์ และอย่าเปิดอีเมลที่ไม่รู้แหล่งที่มา

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ WannaCry ว่า จริงๆ ก็คือไวรัสตัวหนึ่ง หากสรุปง่ายๆ เราลองเปรียบเทียบกับร่างกาย เรามักจะพบเจอพวกไวรัสปะปนมาในอากาศ ซึ่งในระบบอินเทอร์เน็ตก็เช่นกัน ที่มีไวรัสแฝงมาอยู่ในระบบเน็ตเวิร์ก หรือระบบคอมพิวเตอร์ คือเวลาดาวน์โหลดคลิป ดาวน์โหลดข้อมูลอะไรก็ตาม ตัวไวรัสมันก็จะติดแฝงมาด้วย เหมือนไปหยิบอะไรมาแล้วมือไปสัมผัสมันก็ติดเรามาโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ หากเราติด มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ WannaCry มันจะก็ไปล็อกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ มันก็เอาข้อมูลของเราเข้ารหัส และจะล็อกอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เราเข้าถึงข้อมูล เพื่อเรียกร้องเงินจากเรา

สำหรับ วิธีป้องกัน คือสแกนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราตลอด หรือลงระบบอัพเดตเครื่องมือให้ทันสมัยอยู่ต่อเนื่อง ถ้าระบบเราเก่า ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไวรัส หรือ มัลแวร์ ก็เข้ามาได้

น.อ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของอีเมลนั้น เราต้องไม่เปิดดูในสิ่งที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ส่วนเครื่องรุ่นเก่าที่มีประเด็นอยู่ เช่น Windows XP ก็จะมีผลกระทบได้ง่ายๆ เราก็เข้ารหัสของเราเองก่อน ก่อนที่มันจะเข้าของเรา

นอกจากนี้ เราควรมีแหล่งสำรองข้อมูลไว้ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ไว้เก็บข้อมูลต่างหาก กรณีถ้าเจอไวรัสตัวดังกล่าวไปแล้ว แนะนำให้ปิดเครื่องแล้วแจ้งผู้ดูแลระบบ หรือโทรมาทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ OCC (Online Complaint Center) 1212

“หากรู้ว่าคอมพิวเตอร์เราติดไวรัส หรือ มัลแวร์ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ปิดเครื่องคอมฯ ก่อนเลย แล้วมาตรวจสอบว่าโดนไวรัสอะไร ลักษณะไหน แล้วก็มาดูขั้นตอนต่อ ถ้าเป็นข้อมูลไม่สำคัญก็ลบทิ้งไป เอาข้อมูลเรามาลงใหม่”

สำหรับ ตัวไวรัสก็มีอย่างนี้มาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ถ้าเราใช้ข้อมูลปกติ และมีระบบป้องกัน เช่น สแกนไวรัส โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ก็ช่วยให้คอมพิวเตอร์เราปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง

“ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับข้อมูลของตัวเอง อยากเจออะไรก็เปิดคลิปโดยไม่ตรวจสอบว่ามีไวรัสไหม ทีนี้พอตัวไวรัสเข้ามาแล้ว เครื่องสแกนไวรัสพวกนี้มันจะสแกนไม่ได้เพราะมันวิ่งเข้าไปทั่ว ฉะนั้นควรสแกนทุกครั้งเวลาใช้งาน เพื่อป้องกันข้อมูลของเราไม่ให้ถูกไวรัส”

 

ดัชนีเชื่อมั่นราคาทองพ.ค. ร่วงเล็กน้อย กรอบต่ำสุดบาทละ 19,500-20,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 12:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941413


ดัชนีเชื่อมั่นราคาทองคำเดือนพ.ค. ปรับร่วง 0.14 จุด มาอยู่ที่ระดับ 62.23 จุด กังวลท่าทีเฟด ด้านผู้ค้าส่วนใหญ่เชื่อราคาใกล้เคียงเดือน เม.ย. คาดราคาในประเทศอยู่ในกรอบบาทละ 19,500-21,500…

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ แถลงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเดือนพ.ค. 2560 ว่า ปรับลดลงมาเล็กน้อยจากเดือนเม.ย. หรือปรับลดลง 0.14 จุด หรือ -0.22% จากระดับ 62.37 จุด มาอยู่ที่ระดับ 62.23 จุด โดยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำยังสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 50 จุด เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อราคาทองคำที่ยังคงมีอยู่สูง

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าปัจจัยลบที่ส่งผลต่อราคาทองคำ ได้แก่ ทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) เป็นปัจจัยกดดันหลัก ส่วนปัจจัยที่เชื่อว่ามีผลรองลงมาคือการแข็งค่าของค่าเงินบาท สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำในเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ สภาวะสงครามและการก่อการร้าย ตามมาด้วย ความต้องการซื้อทรัพย์สินปลอดภัย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จำนวน 10 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำในเดือนพ.ค. 2560 คาดว่าราคาจะใกล้เคียงกับราคาทองในเดือนเม.ย. 2560

สำหรับการคาดการณ์ราคาทองเดือน พ.ค. 2560 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ มีมุมมอง ดังนี้ สัญญาซื้อขายราคาทองคำในตลาดโลก กรอบราคาช่วงต่ำสุดให้น้ำหนักบริเวณ 1,210-1,230 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ กรอบช่วงราคาสูงสุดให้น้ำหนักบริเวณ 1,301-1,320 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศ ความบริสุทธิ์ 96.5% กรอบช่วงราคาต่ำสุดให้น้ำหนักที่บริเวณบาทละ 19,500-20,000 บาท กรอบช่วงราคาสูงสุดให้น้ำหนักที่บริเวณบาทละ 21,001-21,500 บาท และด้านค่าเงินบาทไทย กรอบช่วงอัตราต่ำสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ 34.00-34.49 บาทไทย ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนกรอบช่วงอัตราสูงสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ 35.00-35.49 บาทไทย ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.

 

สภาพัฒน์ คาดจีดีพีปี 60 โต 3.3-3.8% อานิสงส์ส่งออก-ท่องเที่ยวสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 11:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941310


สภาพัฒน์ เผย จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 3.3% คาดทั้งปีโต 3.3-3.8% จากส่งออกฟื้นตัว การขยายตัวลงทุนภาครัฐ-ท่องเที่ยว รวมถึงสินค้าเกษตรขยับขึ้น มองค่าบาทแนวโน้มอ่อนตัว คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง…

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรก ปี 2560 ว่า อยู่ที่ 3.3% จากตลาดคาดโต 3-3.2% ขณะที่ทั้งปี 60 คาดว่าจะขยายตัว 3.3-3.8% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออกตามการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและราคาสินค้าในตลาดโลก, การขยายตัวของการลงทุนภาครัฐที่อยู่ในเกณฑ์สูงและเร่งขึ้น, การปรับตัวดีขึ้นของการผลิตสินค้าเกษตรและราคาสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี, การขยายตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และการปรับตัวดีขึ้นของตลาดรถยนต์ในประเทศ

ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัว 3.6% การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวม ขยายตัว 3.0% และ 4.4% ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วง 0.8-1.3% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 8.9% ของ GDP

ส่วนประมาณการอัตราเติบโตทั้งปีนี้ที่คาดการณ์ในระดับ 3.3-3.8% เป็นการปรับกรอบให้แคบลงจากคราวก่อนที่ 3-4% โดยยังคงค่ากลางไว้เท่าเดิมที่ 3.5% เนื่องจากสศช.มั่นใจต่อคาดการณ์ดังกล่าวมากขึ้น โดยสมมติฐานส่วนใหญ่ยังคงอยู่เท่าเดิม ทั้งเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.3% ปริมาณการค้าโลกเติบโต 3.6% ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เฉลี่ยอยู่ที่ 47-47 ดอลลาร์/บาร์เรล และรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1.93 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8%

ขณะที่ค่าเงินบาทมีการปรับสมมติฐานมาอยู่ที่ 35-36 บาท/ดอลลาร์ โดยมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้.

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 10:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941262


ทองไทยเปิดตลาดวันจันทร์ ราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700

วันที่ 15 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700

 

เช็กทิศทาง ‘หุ้นไทย’ สัปดาห์นี้ โบรกฯ คาดแรงเทขายยังมีต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 10:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941260


บล.KTBST คาด หุ้นไทย เผชิญปัจจัยกดดันจากต่างประเทศลดลง แต่แรงเทขายยังมีต่อเนื่อง พร้อมแนะจับตาตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 1 ของไทย ยุโรป และญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า จากการประเมินทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งยังคงทรงตัว หลังขาดปัจจัยหนุนต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ย.59 ความกังวลต่อการปลดผู้อำนวยการ FBI ยังมีอยู่ ส่วนการรายงานผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นนั้น เป็นปัจจัยเฉพาะตลาด

ขณะที่ นักลงทุนกำลังซึมซับต่อโอกาสที่ เฟด (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ใน 14 มิ.ย.นี้ ส่วนตลาดหุ้นยุโรป นายเอมมานูเอล มาครง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการแล้ว ได้ลดความเสี่ยงของตลาดลงไประดับหนึ่ง

ทั้งนี้ การทดลองขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ได้รับการประณามจากญี่ปุ่น แต่สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีคาดว่าจะเป็นแค่การอึมครึม โอกาสที่จะมีการเจรจาสูงกว่าที่จะมีการใช้กำลังทางทหาร

สำหรับการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ นั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง เบเกอร์ ฮิวจ์ ผู้ให้บริการขุดเจาะบ่อน้ำมันสหรัฐฯ รายงานการใช้แท่นผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 17 อย่างไรก็ตาม ตลาดหันมาให้ความสนใจกับการยืดเวลาการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก ออกไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะทราบผลอย่างเป็นทางการ 25 พ.ค.นี้ ซึ่งราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น คาดจะยังมีกรอบจำกัด เพราะปัญหาด้านอุปทาน (supply) ยังมีอยู่ จึงเป็นบวกต่อหุ้นน้ำมันและปิโตรเคมี เพียงเล็กน้อย

ดร.วิน กล่าวอีกว่า ตลาดรับรู้ปัจจัยบวกจากต่างประเทศมาค่อนข้างมาก หากยังไม่มีตัวแปรใหม่ๆ เช่น การออกกฎหมายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือตัวเลขเศรษฐกิจ (สหรัฐฯ-ยุโรป) ที่ออกมาดี คาดตลาดหุ้นทั้งสองโซน หรือแม้กระทั่งตลาดอื่นๆ จะทรงตัวอยู่ในระดับนี้ การปรับพอร์ตเพื่อรับดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังมีน้อย เพราะเม็ดเงินเข้าตลาดเอเชียยังมีอยู่ ยกเว้นไทย และเงินยังไม่ได้ไหลออกจากตลาดพันธบัตรอย่างจริงจัง

สำหรับ สัปดาห์นี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่นักลงทุนจะให้ความสนใจ จะเป็นตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของ 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย (15 พ.ค. คาด 3.1% YoY) กลุ่มอียู (16 พ.ค. คาด 1.7% YoY และ ญี่ปุ่น (18 พ.ค. คาด 1.8% QoQ)

ดร.วิน กล่าวว่า ปัจจัยในประเทศ เข้าสู่ช่วงสองวันสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวด้วยเรื่องของผลกำไรกันมากในช่วงต้นสัปดาห์ ที่เราสังเกตเห็นได้คือ หุ้นส่วนใหญ่จะปรับตัวลงหลังส่งงบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันในสัปดาห์นี้

“ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ ด้วยแรงขายที่เกิดขึ้นเฉพาะตลาดหุ้นไทย และเป็นการเลือกขายหุ้นบางตัว คาดจะกดดันตลาดหุ้นไปจนกว่าจะเบาบางลง แต่สำหรับวันนี้ จากปัจจัยต่างประเทศ และยังไม่มีข่าวในเชิงบวกของไทยเองเข้ามาในตลาด จึงคาดว่าดัชนีฯ มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงจากวันก่อน ในกลยุทธ์การลงทุน จากแรงขายและทิศทางที่ไม่ชัดเจนนัก ยังแนะนำให้ชะลอการลงทุน และอาจเลือกที่จะลดพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง หรือถือเงินสดรอซื้อหุ้นรอบใหม่กันต่อ”

สำหรับ นักเก็งกำไรช่วงสั้น ควรเล่นแบบ ลงซื้อ ขึ้นขาย จนกว่าตลาดจะมีทิศทางที่ดีกว่านี้ โดยหุ้นที่เราคาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ อาทิ INTUCH, SAWAD,CPALL, LPH, BH, HANA

 

กูรูชี้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า กดราคา ‘ทอง’ ร่วงลงอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ค. 2560 07:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941177


กูรูทิสโก้ ประเมิน ดอลลาร์สหรัฐฯ เตรียมกลับมาแข็งค่า หลังตลาดซึมซับข่าวการเลือกตั้งฝรั่งเศสไปมากแล้ว ขณะที่ เฟดมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย. นี้ คาดจะกดดันให้ราคาทองคำและโลหะมีค่าร่วงลงอีก

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงแรงในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากการแข็งค่าของเงินยูโร ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่นาย Emmanuel Macron ผู้สมัครซึ่งมีนโยบายสนับสนุนสหภาพยุโรปได้รับชัยชนะ

ทั้งนี้ เรามองว่าปัจจัยดังกล่าว น่าจะเริ่มมีน้ำหนักน้อยลง หลังตลาดซึมซับข่าวการเลือกตั้งฝรั่งเศสไปมากแล้ว และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะกลับมาแข็งค่าในช่วงการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 14 มิ.ย. เริ่มใกล้เข้ามา โดยตัวเลขตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและการใหัสัมภาษณ์ของตัวแทน Fed หลายท่านที่พูดในเชิงสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เราคาดว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้ามีค่อนข้างสูง

ในขณะที่นายมาริโอ ดรักฮิ (Mario Draghi) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังย้ำถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินทั้งการเข้าซื้อสินทรัพย์และการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ เนื่องจากเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าเป้าหมายแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่สวนทางกันนี้ น่าจะเป็นปัจจัยหลักซึ่งจะทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่าขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลสถานะการลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของนักลงทุนกลุ่ม Hedge Funds ยังชี้ว่า มีการเก็งกำไรค่าเงินยูโรเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และอาจชี้ว่ายูโรอาจถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรในช่วงนี้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กลับมาแข็งค่า และน่าจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำและกลุ่มโลหะอุตสาหกรรม ที่ปรับตัวลดลงมาแรง ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นน่าจะได้รับผลบวกจากการอ่อนค่าของเงินเยน

นายคมศร กล่าวอีกว่า สำหรับราคาน้ำมัน เรามองว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากปริมาณสต๊อกน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง 5 สัปดาห์มาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งหากสต๊อกยังลดลงในอัตรา 5 ล้านบาร์เรลต่อเนื่องอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ก็จะทำให้สต๊อกลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปลายปี 2014 สต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงประกอบกับระดับการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ลดลงมาอยู่ในระดับปกติน่าจะช่วยพยุงราคาน้ำมันให้เริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ต่อจากนี้

 

กสทช.ดิ้นดึง สตง.สางเงินส่งคลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941113


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เชิญนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาร่วมประชุมคณะทำงานสนับสนุนการตรวจสอบรายได้แผ่นดินเพื่อนำส่งกระทรวงการคลัง นับเป็นการร่วมประชุมครั้งแรก เพื่อยุติปัญหาการคำนวณรายได้เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินจากการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ในระหว่างสัญญาสัมปทานสิ้นสุดจนถึงการประมูลและได้ผู้ใช้คลื่นรายใหม่

ทั้งนี้เนื่องจากกรณีดังกล่าว เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อกันมาหลายปี นับตั้งแต่สัญญาสัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์สิ้นสุดลงเมื่อ 16 ก.ย.56 และคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ สิ้นสุดลงเมื่อ 30 ก.ย.58 แต่จนถึงขณะนี้ กสทช.ก็ยังไม่สามารถนำเงินรายได้ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเชิญผู้ว่าการ สตง.มาร่วมเป็นคณะทำงานชุดใหม่ ที่จะมีการประชุมวันที่ 16 พ.ค.นี้ เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว

สำหรับการคำนวณการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็นคณะทำงานชุดที่สำนักงาน กสทช.ตั้ง บริษัท ทรูมูฟ จำกัด นำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 12,114 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายโครงข่ายของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท 1.8 ล้านบาท บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส นำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 896 ล้านบาท ค่าใช้โครงข่ายแคท 425,000 บาท ส่วนคณะทำงานชุดที่บอร์ด กทค.ตั้งนั้น ทรูมูฟนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 1,838 ล้านบาท ค่าใช้โครงข่ายแคท 645 ล้านบาท ขณะที่ดีพีซีนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 735 ล้านบาท ค่าใช้โครงข่ายแคท 314 ล้านบาท ส่วนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เอไอเอสนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินและค่าใช้โครงข่ายของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รวม 7,200 ล้านบาท.

 

ผ่าพิสูจน์กระทะโคเรียคิง สคบ.คุมเข้มขายตรงตัดตอนแชร์ลูกโซ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941112


(ภาพจากเว็บไซต์ : Korea King)

สคบ.สังคายนาข้อมูลขายตรงทั้งระบบ เรียกผู้ประกอบการรายงานตัว ป้องกันแฝงตัวทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ขีดเส้นต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ด้านกระทะโคเรียคิงเจ้าปัญหาส่ง 3 หน่วยงานผ่าพิสูจน์หาความจริง

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.เตรียมออกประกาศให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรงทุกราย เข้ามารายงานและชี้แจงรายละเอียดการทำธุรกิจกับ สคบ.ใหม่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่า ยังประกอบธุรกิจ หรือยังขายสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะหลังจากที่ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว เมื่อมีผลบังคับใช้ สคบ.ต้องปรับปรุงข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจทั้งหมด และยังช่วยกำจัดผู้ประกอบธุรกิจตัวปลอมที่แฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ด้วย

“หลังจากกฎหมายออกมามีผลบังคับใช้แล้ว สคบ.ต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจใหม่ทั้งหมด และขอให้ทุกรายที่เคยมาจดทะเบียนกับ สคบ.เข้ามายืนยันตัวตน เข้ามายืนยันการทำธุรกิจ มีแผนงานที่ชัดเจน และมีสินค้า และบริการที่จะทำการขายชัดเจน เพื่อป้องกันคนที่ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาหลอกลวงผู้บริโภคที่ตอนนี้มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ”

พล.ต.ต.ประสิทธิ์กล่าวถึงรายงานผลการดำเนินกรณีโฆษณากระทะยี่ห้อโคเรียคิง อ้างถึงการเคลือบสาร 8 ชั้นว่า สคบ.ได้ดำเนินการส่งตัวอย่างกระทะไปยัง 3 หน่วยงานดังนี้ 1.ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ทดสอบหาข้อเท็จจริง 2.กรมวิทยาศาสตร์บริการ วิเคราะห์ทดสอบเพื่อหาการปนเปื้อนหรือหลุดร่วงของสารเคมีต่างๆ กรณีที่มีการนำมาประกอบอาหาร และ 3.ส่งตัวอย่างกระทะไปยังนายวีรชัย พุทธวงศ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

“สคบ.ได้สุ่มเก็บตัวอย่างกระทะเทฟลอนยี่ห้ออื่นๆ ให้ทั้ง 3 หน่วยงานทดสอบเพิ่มเติมด้วย และเมื่อได้รับผลการตรวจพิสูจน์แล้ว จะส่งให้คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”

ด้านนายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า หลังจากกฎหมายขายตรงฉบับใหม่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา สคบ.จะเริ่มต้นการร่างกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และกำหนดขั้นตอนการควบคุมก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ใน 120 วัน ซึ่งตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ สคบ.บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการวางเงินประกันไว้ก่อนจดทะเบียนด้วย ซึ่งจะเป็นเงินสดหรือพันธบัตร และเมื่อเกิดกรณีพิพาท หรือมีผู้บริโภคร้องเรียนเรียกค่าเสียหาย สคบ.จะนำเงินส่วนนี้ไปให้ผู้บริโภคทันที หากตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจมีความผิดจริง

อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงจะต้องเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท จากเดิมที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ทำธุรกิจขายตรงได้ ส่วนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง กำหนดคุณสมบัติเปิดกว้างให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถยื่นคำขอจด ทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้ ไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย โอทอป และออนไลน์

สำหรับบทลงโทษของการประกอบธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรงมีบทกำหนดโทษเดียวกันหากทำธุรกิจโดยไม่จดทะเบียนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่อัตราโทษค่าปรับรายวันหากยังฝ่าฝืนอยู่กำหนดให้ธุรกิจขายตรงเสียค่าปรับไม่เกินวันละ 20,000 บาทต่อวัน.

 

ทอท.รื้อใหญ่โละทิ้งเลิกเอาต์ซอร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941108


ทำผิดเงื่อนไขฉีกสัญญาทันที สยบปัญหาประท้วง-ของหาย

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.มีนโยบายจะไม่ต่อสัญญาจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) ให้ดำเนินธุรกิจหลักขององค์กร เพราะที่ผ่านมาคู่สัญญาหลายรายทำงานแล้วมีปัญหา ส่งผลกระทบต่อ ทอท. เช่น ปัญหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.)หยุดงานประท้วง เพื่อขอขึ้นค่าแรง ปัญหาการขับรถสะพานเทียบไปชนเครื่องบินเสียหายหรือปัญหากระเป๋าเดินทางชำรุดหรือสูญหาย

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว ทาง ทอท.มีแนวนโยบายที่จะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา 2 บริษัท คือ บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัย และบริษัทด้านให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น เพื่อเข้าไปดำเนินการธุรกิจหลักที่อยู่ในเขตการบิน (Airside) แทน ทั้งธุรกิจการขับรถสะพานเทียบเครื่องบิน การรักษาความปลอดภัย และการขนส่งสัมภาระ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งบริษัทลูกทั้ง 2 แห่ง จะมีความชัดเจนขึ้นทั้งในเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้น และสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ในเดือน ก.ค.นี้ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการระดมทุนและจัดตั้งบอร์ด คาดว่าเริ่มดำเนินธุรกิจได้ในปี 2561

“บริษัทลูกจะเข้าไปดำเนินธุรกิจต่างๆเมื่อสัญญาระหว่าง ทอท. และบริษัทภายนอกสิ้นสุดลง เบื้องต้นจะเริ่มจากธุรกิจรักษาความปลอดภัยก่อน เพราะสัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต และเขตปลอดอากร จะหมดอายุพร้อมกันในปีงบประมาณ 2561 หรือเดือน ก.ย.62 และคาดว่า ทอท.จะต้องมีการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกว่า 1,000 คน ถ้าหากรวมทั้งหมดอาจสูงถึง 2,000คน”

สำหรับธุรกิจการขนถ่ายสัมภาระที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น ปัจจุบันมีสายการบินไทยและบริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิส (BFS) เป็นผู้ดำเนินการ และ ทอท.ไม่มีเป้าหมายที่จะยกเลิกสัญญา แต่ ทอท.จะหาโอกาสเข้าไปดำเนินการเป็นรายที่ 3 เมื่อการจราจรหนาแน่นถึงระดับที่เงื่อนไขกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามถ้าคู่ค้ารายใดทำผิดเงื่อนไขก่อนสัญญาหมดอายุ ทอท.ก็พร้อมยกเลิกสัญญา และให้บริษัทลูกเข้าไปดำเนินการแทนทันที ซึ่งปัจจุบัน ทอท. มีคู่สัญญาในธุรกิจหลักหลาย 10 ราย.

 

โรงเรียนเปิดเทอมผู้ปกครองกระเป๋าแห้ง ต่อคิวจำนำทะเบียนรถดันยอดสินเชื่อพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941103


นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เปิดเผยว่า ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนใหญ่ เดือน เม.ย.ถึงต้นเดือน พ.ค.ปีนี้ คนไทยมีความต้องการใช้เงินมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เห็นได้จากมีการนำทะเบียนรถมาใช้จำนำสินเชื่อ รวมถึงขอกู้แบบนาโนไฟแนนซ์วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 40% เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียนการศึกษา รวมถึงใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

“การจำนำทะเบียนรถ ถ้าเป็นคนค้าขาย หรือเกษตรกร มักนำทะเบียนรถกระบะมาจำนำ แต่ถ้าเป็นพนักงาน มนุษย์เงินเดือนก็มีทั้งนำรถเก๋ง รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจำนำ โดยวงเงินส่วนใหญ่ ไม่มากประมาณ 30,000-40,000 บาท โดยเป็นการกู้ไปใช้หมุนเวียนช่วงสั้นๆ ช่วงสงกรานต์ และช่วงเปิดเทอมถือเป็นฤดูกาลใช้จ่ายปกติอยู่แล้ว หากเป็นจำนำทะเบียนรถดอกเบี้ย 4-5% แต่ถ้าเป็นสินเชื่อรายย่อยก็คิดประมาณ 15-21%”

ทั้งนี้ หากนับเฉพาะยอดสินเชื่อจำนำทะเบียนช่วงนี้เติบโตขึ้น 38% แต่ถ้าเป็นสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จะเติบโตสูงกว่าถึง 90% เนื่องจากบริษัทเพิ่งเริ่มเข้ามาปล่อยนาโนไฟแนนซ์ไม่นาน ทำให้การเปรียบเทียบจากฐานเดิมไม่สูงนัก ขณะเดียวกันสาเหตุที่ทำให้ยอดสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดด มาจากการที่บริษัทได้ลงทุนขยายสาขาใหม่ มีการลงโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ โดยคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีสินเชื่อคงค้างเติบโตจาก 20,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 25,000 ล้านบาท

ด้านนางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงปีนี้คาดว่าจะมีความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยธนาคารได้มีสินเชื่อบุคคลเพอร์ซันนัลแคชไว้สำหรับให้ลูกค้าเลือกตามความเหมาะสม ทั้งในเรื่องของวงเงินกู้ ระยะเวลาผ่อนชำระ และดอกเบี้ย ได้แก่ ดอกเบี้ย 9% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 12 เดือน ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการผ่อนระยะสั้นๆ.