งานคือเงิน 15/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 15 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/940545


คนฉลาดมองปัญหาและอุปสรรคคือเรื่องท้าทายเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

สารพัดตำแหน่งงานดีๆ มีให้เลือกจับจองกันเสมอที่ งานคือเงิน

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับ นักวิชาการเงินและบัญชีระดับปฏิบัติการ 2 อัตรา สังกัดกองคลัง สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาตรี/ปริญญาโท ทางด้าน การบัญชี หรือปริญญาโท ด้าน การเงิน หรือ สารสนเทศทางการบัญชี มีความรู้ความสามารถวิเคราะห์ จัดทำงบการเงินภาพรวมของมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป และ ตามเวลาที่มหาวิทยาลัย และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังกำหนด เช่น งบแสดงสถานะการเงิน งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน งบกระแสเงินสด รายงานเปรียบเทียบ งบประมาณที่ได้รับจัดสรรและจำนวนเงินที่แท้จริง กำกับดูแลติดตามการทำงานของหน่วยงาน ระดับคณะ/สำนัก/สถาบัน/ โครงการพิเศษ ที่สังกัดวิทยาเขตต่างๆ วิเคราะห์ข้อมูลระดับบัญชี ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำไปใช้ในการจัดทำรายงานทางการเงินของแต่ละคณะ ภายใต้สังกัดวิทยาเขต ศึกษา วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา เสนอความเห็นเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติด้านงบประมาณ พัสดุ การเงินและบัญชี ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริง สามารถให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ ถ่ายทอดความรู้ เทคนิค ในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีให้แก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินและบัญชีของส่วนงานต่างๆ มีความรู้เกี่ยวกับงานด้านประกันคุณภาพการศึกษา และงานด้านการจัดการความรู้, นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับปฏิบัติการ 1 อัตรา สังกัดกองแผนงาน สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาโท หรือเทียบเท่า ทาง การบริหาร เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สถิติ สังคมวิทยา หรือ วิจัยทางสังคมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความรู้ด้านการวิเคราะห์นโยบายและแผน การวางแผนและการบริหารอย่างเหมาะสมแก่การปฏิบัติงานในหน้าที่ มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล 5 ด้าน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านบุคคล นิสิต งบประมาณ หลักสูตร และโครงสร้างหน่วยงาน) และที่เกี่ยวข้อง สามารถจัดทำข้อมูลสารสนเทศ เอกสาร/หนังสือรายงานประจำปี/สื่อสิ่งพิมพ์ Ku profile จัดทำโครงการวิจัยสถาบัน มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Word, Microsoft Excel, Microsoft Power Point และมีความรู้ในการจัดการข้อมูลการประมวลผล และการเขียนรายงานอย่างดี, นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับปฏิบัติการ 1 อัตรา สังกัดกองแผนงาน สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาโท หรือเทียบเท่า ทาง การบริหาร เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สถิติ การวางแผน หรือ วิจัยทางสังคม มีความรู้ด้านการวิเคราะห์นโยบายและแผน การวางแผนและการบริหารอย่างเหมาะสมแก่การปฏิบัติงานในหน้าที่ สามารถวิเคราะห์โครงการฯ ทางด้านกายภาพ โครงสร้างพื้นฐาน จัดการข้อมูล /ฐานข้อมูลด้านอาคาร/สิ่งก่อสร้าง จัดการข้อมูลทางด้านกายภาพ มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office เช่น Microsoft Word, Microsoft Excel, Microsoft Power Point อย่างดี, นักวิทยาศาสตร์ระดับปฏิบัติการ 1 อัตรา สังกัดสำนักงานบริการวิชาการ สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาโท หรือเทียบเท่า ทาง วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือ เภสัชศาสตร์ มีความรู้หรือมีประสบการณ์ทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีความรู้ความสามารถในการบริการให้คำแนะนำ ปรึกษา ให้ข้อมูล ดำเนินการขอรับความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สามารถสืบค้นข้อมูลด้านเทคนิค เครื่อง หมายการค้า และด้านอื่นๆ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากการสืบค้นข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชาประกอบการพิจารณา ตลอดจนพิจารณาถึงแนวโน้มการตลาด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีความรู้ความสามารถยกร่างคำขอ และข้อถือสิทธิ์ในการขอรับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาและความเหมือนหรือความใหม่ของผลงานวิจัยและการประดิษฐ์ สามารถเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอในการยื่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และติดต่อประสานงาน ติดตามผลการดำเนินการ และจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพย์สิน ทางปัญญาของหน่วยงานและมหาวิทยาลัย สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 8 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามโทร.0-2942-8161 (-3) ดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www. person.ku.ac.th ถึง 15 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดคณะวิทยาการจัดการ วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน บริหารธุรกิจ การตลาด ต้องมีพื้นปริญญาตรี ทางด้าน การตลาด และมีผลคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนด สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.0-2840-7544 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร.0-3425-5790 หรือที่ สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โทร.0-3259-4043
(-50) ต่อ 41008, 41003, 41006 รับถึง 17 พ.ค.นี้

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับ บรรณารักษ์ P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติหน้าที่ประจำหน่วยพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศ กลุ่มงานวิทยบริการและสารสนเทศ วุฒิ ปริญญาตรี สาขาวิชา บรรณารักษศาสตร์และสารสน เทศศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ สารนิเทศศึกษา สารสนเทศทั่วไป สารสนเทศศาสตร์ สารสนเทศศาสตร์และบรรณารักษศาสตร์ หรือเทียบเท่า ต้องเป็นปริญญาจากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการด้านสารสนเทศประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ Software และระบบฐานข้อมูล สามารถวิเคราะห์รายการทรัพยากรสารสนเทศ และติดต่อประสานงานได้อย่างดี ต้องมีคะแนนผลการทดสอบภาษาอังกฤษ ได้แก่ IELTS ไม่น้อยกว่า 4.0 คะแนน, TOEIC ไม่น้อยกว่า 400 คะแนน, CULI–TEST ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน หรือ CU– TEP ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน สนใจสมัครทาง www. hrm.chula.ac.th/recruitmentonline สอบถามที่หน่วยบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-2017 ต่อ 325 รับถึง 17 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม วุฒิ ปริญญาเอก สาขาวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการสารสนเทศ วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ต้องมีความรู้ความสามารถด้านระบบเครือข่าย ฐานข้อมูล การวิเคราะห์และออกแบบระบบ และมีผลคะแนนทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนด สมัครที่กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี (ตลิ่งชัน) ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.0-2849-7544 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม โทร.0-3425-3840 (-4) ต่อ 22142 หรือที่สำนักงานเลขานุการ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม ถึง 19 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช ศูนย์สารสนเทศ รับ ลูกจ้างประจำ ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา ต้องมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 1 ปีในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง และมีความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนในระบบการศึกษาทางไกลทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนอย่างดี มีความรู้ความสามารถในการวางแผน จัดระบบและวิเคราะห์งานต่างๆ ของศูนย์สารสนเทศและศูนย์บริการร่วมแบบครบวงจร สามารถจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติราชการในช่วงรอบปี วิเคราะห์งบประมาณและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและปฏิบัติงาน สามารถจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน จัดทำคำรับรอง จัดทำเอกสารประกันคุณภาพประจำปี จัดทำแผนบริหารความเสี่ยง วางแผนและดำเนินงานการจัดการความรู้ รวมถึง ให้คำปรึกษา ให้ข้อมูลและแก้ปัญหาตอบคำถามนักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่ติดต่อมาทาง Call Center และ ให้บริการข้อมูลตอบคำถามและแก้ปัญหาให้กับนักศึกษาและประชาชนที่มาติดต่อกับศูนย์ฯ, สำนักพิมพ์ รับ ผู้ช่วยช่างตัดกระดาษ ช่างปฏิบัติการ 1 จำนวน 1 อัตรา วุฒิ การศึกษาภาคบังคับ หรือเทียบเท่า ต้องมีความรู้ในการใช้เครื่องตัดกระดาษเบื้องต้น และมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีความสามารถในการช่วยงานตัด เจียนกระดาษและสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยมีทักษะในการใช้เครื่องตัดกระดาษเบื้องต้น มีความรู้เกี่ยวกับขนาดสิ่งพิมพ์ และ ช่วยช่างตัดกระดาษในการปรับตั้งเครื่องตัดกระดาษ สามารถประสานงานกับช่างพิมพ์ ช่างพับ และช่างไสสันทากาว, ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการพิมพ์แห่งชาติ รับ พนักงานฝึกอบรมด้านเทคนิคการพิมพ์ ช่างปฏิบัติการ 2 จำนวน 1 อัตรา วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ทางด้าน การพิมพ์ ต้องมีประสบการณ์ด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า ต้องมีประสบการณ์ด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา ต้องมีประสบการณ์ด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความรู้เรื่องระบบงานคอมพิวเตอร์ในงานก่อนพิมพ์อย่างดี สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบงานพิมพ์ จัดประกอบหน้า ตกแต่งภาพ แยกสีภาพ สามารถใช้เครื่องสแกนเนอร์ได้ หรือมีความรู้ด้านงานหลังพิมพ์ การทำเล่มสิ่งพิมพ์ หรือมีความรู้ด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ การใช้เครื่องพิมพ์ การควบคุมคุณภาพการพิมพ์ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการสืบค้นข้อมูลและประยุกต์ใช้ มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษระดับพอใช้ สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โทร.0-2504-7133 รับถึง 24 พ.ค.นี้.

หมึกเขียว

 

มิติใหม่ ธปท. คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หมดยุค “คนไทย” ถูกเอาเปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/940837


ในช่วงที่ “เศรษฐกิจไทย” อยู่ในภาวะกำลังเข้าสู่การฟื้นตัว ท่ามกลางช่องทางการทำมาหากินที่ฝืดเคืองมากขึ้น สวนทางกับ “ผลตอบแทน” การลงทุนที่ต่ำสุดๆ มาเนิ่นนาน

การแสวงหาช่องทางทำมาหากิน รวมทั้งช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่ได้รับ “ผลตอบแทน” สูง หรือพฤติกรรม Search for Yeild กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของสังคมไทย

โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่า เรากำลังเปิดช่องให้ถูกเอาเปรียบ ถูกหลอกลวง หรือหาประโยชน์ ทั้งจากการไม่พูดความจริงทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์ในการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การลงทุนต่างๆ รวมทั้ง เป็นหนทางกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของ “มิจฉาชีพ” ซึ่งหาวิธีการโกงใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ เพื่อเอาเงินไปจากกระเป๋าของเหยื่อ

ในฐานะที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น โดยในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ พบว่า

“มากกว่า 90% พนักงานแบงก์ยังมีพฤติกรรมไม่น่าพอใจในการให้บริการ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือบอกลูกค้าในลักษณะบอกไม่หมด หรือบอกแต่ข้อดี ซึ่งบ่อยครั้งทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์”

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ในส่วน “การดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม (Market Conduct)” เพื่อสร้างจรรยาบรรณใหม่ของสถาบันการเงิน

เขาระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ “ธปท.เอาจริงแน่ เราจะไม่เป็น “เสือกระดาษ” หรือเล่น “โปลิศจับขโมย” และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของการให้บริการของธนาคารพาณิชย์อย่างชัดเจนภายในปี 2560 นี้”

 

 

โละขายพ่วง ไม่มีเอทีเอ็ม เปิดข้อมูลลูกค้า

ผลจากการส่งคนของ ธปท.เข้าไปสอบถามการให้บริการของสาขาธนาคารพาณิชย์ 143 สาขาในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตหัวเมืองในภูมิภาค โดยไม่เปิดเผยตัว พบว่า ส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของสาขาที่สำรวจ พนักงานธนาคารยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจน และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกค้าอย่างเพียงพอ จะบอกข้อมูลแต่ในด้านดีเท่านั้น

“พนักงานธนาคารยังมีพฤติกรรมในลักษณะพยายามหลอกล่อหรือบังคับขายผลิตภัณฑ์การเงินพ่วงประกัน พยายามไม่ออกบัตรเอทีเอ็มใหม่ให้ลูกค้า แต่จะทำบัตรเดบิตแบบมีเงื่อนไข ซึ่งราคาค่าธรรมเนียมสูงกว่าให้กับลูกค้า อีกทั้งไม่มีการชี้แจงในเรื่องการอนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เพื่อขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม ว่าลูกค้าสามารถที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้”

ทำให้ ธปท.ตั้งเป้าว่า 3 เรื่องหลักที่จะจัดการก่อนในปีนี้ คือ “การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินพ่วงประกัน การเปิดเผยข้อมูล โทร.รบกวนลูกค้า และการปฏิเสธการทำบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเดบิตแบบธรรมดา

ในการแก้ปัญหาการ “เอาเปรียบผู้บริโภค” ดังกล่าว ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ได้ส่งคนไปหารือกับทุกธนาคารพาณิชย์แล้ว รวมทั้งออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) และสถาบันการเงินรัฐใน 4 เรื่องเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภค

ประกอบด้วย 1.หนังสือเวียนเรื่องการขายผลิตภัณฑ์ด้านประกัน 2.หนังสือเวียนการควบคุมดูแลรักษาข้อมูลของผู้บริโภค 3.ขอให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และ 4.ขอความร่วมมือในการรายงานข้อมูลคุณภาพการให้บริการทางการเงิน

ขายพ่วงประกัน ปรับแบงก์ โพสต์ประจาน

การนำเงินฝากและประกันชีวิตมาขายคู่กัน พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์แบบพิเศษ หรือเงินฝากพ่วงประกัน ถือว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์การเงินสุดฮอต” ของบรรดาสถาบันการเงินในยุคดอกเบี้ยเงินฝากแค่สลึงเดียวต่อปีอย่างวันนี้ แต่ปัญหาที่พบก็คือ “เงินฝาก” ก็คือ “เงินฝาก” และ “ประกัน” ก็คือ “ประกัน” ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องไม่ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ว่าเป็น “เงินฝาก” เช่น “เงินฝากออมทรัพย์ XXX” ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอให้บางธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนชื่อบางผลิตภัณฑ์ไปแล้ว เพราะ “ไม่ต้องการให้ประชาชนสับสน”

นอกจากนั้น พนักงานธนาคารพาณิชย์ต้องชี้แจงกับลูกค้าให้ชัดเจนว่า ในส่วนของ “เงินประกัน” นั้น จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก หากกรณีสถาบันการเงินเกิดปัญหา รวมทั้งหากถอนก่อนกำหนดจะได้รับเงินต้นคืนไม่ครบจำนวน แต่จะได้สิทธิในลักษณะ “ประกันชีวิต” เพราะเงินส่วนนั้นไม่ใช่ “เงินฝาก” และลูกค้าควรจะได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ และถ้าลูกค้าเห็นว่า การมีประกันชีวิตเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี ก็สมัครบริการนี้ได้

หลักการแค่อยู่ภายใต้ 4 คำที่จำง่ายๆ คือ “ไม่บังคับ ไม่หลอกลวง ไม่รบกวน เปิดเผยโปร่งใส”

ส่วนการทำประกันพ่วงสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน หรือรถยนต์นั้น ในทางทฤษฎีเป็นการช่วยลูกค้าไม่ให้เกิดปัญหาผ่อนส่ง หากมีเหตุฉุกเฉินในอนาคต แต่ขอย้ำว่า “ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการไม่อนุมัติสินเชื่อ” และ “ไม่สามารถบังคับให้ใช้บริษัทประกันในเครือได้ จะต้องมีบริษัทอื่นเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า”

ทั้งนี้ ภายใต้กฎใหม่ของ ธปท.ในการคุ้มครองผู้บริโภค หากธนาคารใดได้รับการร้องเรียน และพบว่ามีการบังคับขายพ่วง หรือหลอกให้ซื้อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตัวพนักงานจะเสียคะแนนในการทำงาน ธนาคารพาณิชย์จะได้รับโทษปรับ และ ธปท.จะนำเรื่องดังกล่าวโพสต์ลงให้ประชาชนรับรู้ในเว็บไซต์ของ ธปท.

ขายสินค้า ไม่ให้โทร.มารบกวนได้

“การโทร.ขายผลิตภัณฑ์สร้างความรำคาญ รบกวน และการแอบขายข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า” เป็นข้อกังขามาตลอดระหว่างลูกค้ากับธนาคารพาณิชย์ ในเรื่อง “สิทธิส่วนบุคคล และการรักษาความลับลูกค้า”

โดยกรณีนี้ ธปท.ย้ำว่า ธนาคารพาณิชย์จะทำได้ต่อเมื่อรับการ “ยินยอม” จากลูกค้าเท่านั้น และได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์แยก “ใบอนุญาตการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว” ซึ่งจะแนบมากับใบสมัครฝากเงิน หรือขอสินเชื่อออกมาต่างหาก ไม่เขียนคลุมเครือ หรือทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด หรือสับสนกับการอนุญาตเปิดเผย “ข้อมูลกับเครดิตบูโร” เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ว่ามีการให้อนุญาตดังกล่าว และเลือกที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้อย่างสมัครใจ

และเมื่อ “ยินยอม” เปิดเผยข้อมูลแล้ว ลูกค้าต้องเข้าใจว่า อาจจะมีการโทรศัพท์ ส่งจดหมาย หรืออีเมล มาขายผลิตภัณฑ์การเงินอื่น หรือ สินค้าของบริษัทในเครือฯได้

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ใหม่ที่เราชี้แจงให้ธนาคารพาณิชย์ทราบแล้วคือ “หากมีการโทร.ไปขายผลิตภัณฑ์ หรือบริการใด” ลูกค้ามีสิทธิที่จะ “ขอความกรุณาอย่าโทรมารบกวนอีก” ได้ และหากลูกค้าขอร้องต้องหยุดการกระทำดังกล่าว หากยังคงโทร.ไปรบกวนอีก และมีการร้องเรียนมายัง ธปท. เราจะเอาผิดกับธนาคารพาณิชย์

แต่ “กรณีที่พนักงานแอบเอาข้อมูลลูกค้าไปขาย” นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่ง “ทำไม่ได้” โดยผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.ยอมรับว่า เคยมีการร้องเรียนในบางสาขาว่า นำข้อมูลไปขาย ซึ่ง ธปท.ได้จัดการกับธนาคารพาณิชย์รายนั้นแล้ว โดยกรณีนี้ “ธปท.ไม่ต้องการเล่นบทโปลิศจับขโมย ใครร้องเรียนมา เราก็ไปจัดการ” ดังนั้น ธปท.ได้ออกเกณฑ์ในการเพิ่มระบบการตรวจสอบภายในของธนาคารพาณิชย์ เพิ่มชั้นความลับไม่ให้มีข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าการรั่วไหล หรือหลุดออกไป มีการตั้งมาตรฐานในการตรวจสอบให้ธนาคารพาณิชย์ต้องผ่านในทุกข้อไม่มีข้อแม้

เพราะ ธปท.ยอมรับไม่ได้…ที่ข้อมูลส่วนตัวลูกค้าจะหลุดออกไปจากธนาคารพาณิชย์ในทุกกรณี

 

จี้ติด…สั่งแบงก์รายงานแก้ปัญหาร้องเรียน

สำหรับอีกกรณีคลาสสิกคือ การออกบัตรเดบิตแบบมีเงื่อนไข หรือสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าแทนบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายปีสูงกว่าบัตรแบบธรรมดา ซึ่งบัตรเดบิตบางประเภทมีค่าธรรมเนียมสูงถึง 1,000 บาท โดยอ้างว่าไม่มีบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเดบิตแบบธรรมดา หรือหากจะทำจริงๆ จะต้องใช้เวลาในการทำนาน 7-15 วัน

นายรณดลแนะว่า “กรณีนี้ลูกค้าอย่าไปยินยอมทำบัตรที่เราไม่ต้องการใช้ เพราะ ธปท.ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ดังนั้น จึงไม่มีข้ออ้างที่จะตอบว่าไม่มีหรือหมด”

หากใครไม่ทำตามกฎ และมีการร้องเรียน ธปท.จะเข้าไปจัดการอย่างเด็ดขาดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธปท.ยอมรับว่า แม้จะมี “กฎเหล็ก” แค่ไหน แต่การคุ้มครองผู้บริโภคจะเกิดขึ้นจริงจาก “การปฏิบัติ” ดังนั้น ธปท.จึงได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ส่งรายงาน “ข้อร้องเรียน และการแก้ปัญหาข้อร้องเรียน” ทั้งหมดไม่ว่าจะสามารถยุติปัญหาได้ หรือไม่ได้ มาให้ เพื่อใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการให้บริการและเสนอขายสินค้าของแต่ละธนาคารอย่างเจาะลึก ขณะที่ส่วน ธปท.เองก็จะมีการตรวจสอบ และติดตามแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างใกล้ชิด

“แม้เราจะมีมาตรฐานให้แบงก์ติ๊กว่า ทำแล้วหรือไม่ทำ แต่ถ้าเราไม่ลงไปพิสูจน์ก็ไม่ทราบความจริง ซึ่งถ้าเราพบว่าไม่ได้ทำจริงจะต้องมีบทลงโทษ และส่วนหนึ่งของการลงโทษเป็นการแซงก์ชั่น เช่น หากแบงก์นั้นเสนอขอออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือขออื่นๆ เราจะขอให้ไปปรับปรุงการคุ้มครองผู้บริโภคที่ขาดไปก่อน จึงจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้”

เพราะท้ายสุด สิ่งที่ ธปท.ต้องการคือ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรปรับนโยบายจากบนลงล่าง เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคแบบยั่งยืน เพราะหากผู้บริหารยังใช้ธุรกิจเป็นตัวตั้ง เอายอดขายเป็นเคพีไอ วัดผลงานของพนักงาน โดยเห็นการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องรอง คนไทยย่อมถูกเอาเปรียบวันยังค่ำ

เราได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ปรับนโยบายใหม่ให้คะแนนการดูแล “คุ้มครองผู้บริโภค” ของพนักงานในอัตราที่เท่ากับหรือใกล้เคียงกับผลงานทางธุรกิจ และหากพยายาม “บังคับ หลอก รบกวน” ลูกค้า คะแนนจะติดลบ!!

ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องพยายามหาความรู้ทางการเงินเพิ่มเติม กล้าที่จะสอบถาม และร้องเรียนพนักงานสาขาธนาคารพาณิชย์ หากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้ทางเลือกที่เหมาะสมในการรับบริการทางการเงิน โดยสามารถที่จะร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร.1213

“สุดท้ายช่วงนี้มิจฉาชีพและแชร์ลูกโซ่ หลอกลวงกลับมาระบาดอีกครั้ง ธปท.อยากเตือนให้ประชาชนรอบคอบก่อนลงทุน และหากไม่แน่ใจให้โทร.ปรึกษา ศคง.โทร 1213 ได้ทันที” นายรณดลกล่าวทิ้งท้าย.

ทีมเศรษฐกิจ

 

คนไทยไม่แบกความเครียด ดูรายการโชว์-หนังตลกดันเรตติ้งทีวีดิจิทัลพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/941100


นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปีนี้ของธุรกิจสื่อบันเทิงหลายบริษัท ออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่มีการนำรายการที่โดดเด่นมาถ่ายทอดจนสร้างความนิยม และสร้างเรตติ้งได้อย่างมาก ทำให้สามารถเพิ่มรายได้จากโฆษณาได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 503% ท่ามกลางภาวะที่สื่อมีการแข่งขันที่รุนแรงในการแย่งชิงเม็ดเงินจากโฆษณา“ปีนี้ผู้ประกอบการทีวีมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งรายใหม่และรายเก่า เพื่อแย่งเม็ดเงินโฆษณา ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันมาลงทุนพัฒนาเนื้อหารายการให้โดนใจผู้ชมมากสุด โดยในปีนี้เชื่อว่าเวิร์คพอยท์จะมีความโดดเด่นสุดในการสร้างกำไร และปรับค่าโฆษณาในปีนี้สูงกว่าเป้าที่วางไว้ที่เฉลี่ย 62,000 บาทต่อนาที เป็น 65,000 บาทต่อนาทีได้ หลังจากการจัดเรตติ้งช่วงไพรม์ไทม์แซงหน้าช่อง 3 และช่อง 7 มาเป็นอันดับ 1 ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันสื่อธุรกิจที่เป็นช่องบันเทิงค่อนข้างได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก เช่น รายการโชว์ หรือหนังตลก เนื่องจากประชาชนต้องการคลายความเครียด ส่งผลให้สามารถดึงเรตติ้งและเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มต่อเนื่อง โดยเวิร์คพอยท์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 60 มีกำไรสุทธิ 173.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 503% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ เพียง 28.7 ล้านบาท โดยรายการหน้ากากนักร้อง หรือเดอะแมสก์ซิงเกอร์ ส่งผลให้เรตติ้งของช่องเวิร์คพอยท์ ช่วงเวลาไพรม์ไทม์ 18.00-22.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่มีคนดูทีวีมากที่สุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของประเทศในบางช่วงเวลาบริษัทโมโน ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 60 มีกำไร 23.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันของปีก่อน 128.87% เนื่องจากรายได้จากการโฆษณาปรับตัวดีขึ้น ด้านบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีกำไร 261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% สาเหตุมาจากลูกค้าดูภาพยนตร์เพิ่มขึ้นทั้งหนังตลกของไทยและหนังฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศ.

 

รหัสลับเอสเอ็มอี ก้าวให้ทันยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/940767


สรรชาย นุ่มบุญนำ-หิรัญญา สุจินัย-พสุ โลหารชุน

พูดกันมานานกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค 4.0 ด้วย “เทคโนโลยี”…“นวัตกรรม” แต่ที่ผ่านมาทุกอย่างยังไม่เห็นแม้แต่ “แสงสว่างปลายอุโมงค์” บทสรุปในทางปฏิบัติก็คือว่า…ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน เพราะยุคอุตสาหกรรม 4.0 แท้จริง …ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

โดยเฉพาะกับ “ภาคอุตสาหกรรมไทย” ที่กว่า ร้อยละ 90 เป็นธุรกิจประเภท “เอสเอ็มอี”…กับการต่อยอดให้ไปถึงดวงดาวโลกยุค 4.0 จะปักธง …เริ่มต้นกันยังไงให้เดินหน้าไปถึงจุดนั้นได้

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทั้ง “ภาครัฐ” และ “ภาคเอกชน” ที่ต่างร่วมกันขับเคลื่อน เน้นย้ำให้เดินหน้าต่อยอดภาคอุตสาหกรรมไทย บนแนวทาง “ไทยแลนด์ 4.0” กับการประชุมร่วมกันครั้งล่าสุด ที่คาดหวังกันว่าจะปฏิวัติพลิกโฉมเอสเอ็มอีไทย ให้ก้าวไปในยุคแห่งนวัตกรรมได้ในบัดดล

หัวเรือใหญ่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จับมือแข็งขันกับ อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการประชุมคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ กลุ่ม D2 ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการใหม่ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เมื่อไม่นานมานี้

ทั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ผลักดันขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีชุดใหม่ตามแนวทางประเทศไทย 4.0 ให้เป็นรูปธรรมให้ได้

จุดประกายความหวังด้วยการอัดฉีดมาตรการต่างๆ ทั้ง…สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ทั้ง…เงินแบบให้เปล่าสารพัด ปักธงจัดทัพเสริมแกร่งเอสเอ็มอี มุ่งหมายให้เดินหน้าไปถึงยุค 4.0 ให้จงได้

แต่แน่นอนว่า “เอสเอ็มอีไทย” กับการก้าวสู่ “ยุค 4.0” นอกจากมาตรการขับเคลื่อนที่ว่ามาแล้ว สิ่งที่จะต้องจับต้องและเห็นภาพได้ชัดเจน เป็นรูปธรรมสำหรับเอสเอ็มอีไทย ย่อมหนีไม่พ้นสองปัจจัยที่กล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งก็คือ “นวัตกรรม” กับ “เทคโนโลยี”

โดยเฉพาะเรื่องของเครื่องจักรเครื่องกลสมัยใหม่ ในยุคที่เรียกว่า “ยุคเครื่องจักรแนวโรบอท” รวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัล

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมีคำถามสำคัญว่า…เรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือนำพาสู่ยุค 4.0 แบบตรงๆ จะหาได้จากไหน? คำตอบ…ที่จะนำเอสเอ็มอีไทยสู่ยุค 4.0 อยู่ตรงนั้น พร้อมๆไปกับเป้าหมายการขยับไปสู่ความเป็น “ศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน” ที่ไทยเดินหน้ามาไกลแล้ว …มีอีกเป้าหมายก็อยู่ที่ตรงนั้น

พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อธิบายว่า ทางรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายชัดเจนเรื่องไทยแลนด์ 4.0 เอสเอ็มอี 4.0 และอินดัสทรี 4.0 ก็จะมีการปรับแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเน้นดูแลทุกขนาด ทุกสถานะ…มีเม็ดเงินในส่วนของการสนับสนุนจากภาครัฐในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีรวมถึง 38,000 ล้านบาท

“เอสเอ็มอีไทยต้องทยอยพัฒนาตัวเอง ทางกระทรวงมีการปรับเครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อยกระดับเอสเอ็มอี โดยมีอินดัสเทรียลทรานฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ขยับเดินหน้าไปสู่ยุค 4.0 ให้ได้”

ในส่วนสำคัญที่สุดที่เป็นต้นทางคือ กระบวนการผลิต ที่เอสเอ็มอีไทยจะต้องเร่งปรับตัว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างเรื่องของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ที่อนาคต…ถ้าจะเพิ่มมูลค่าได้ ก็ควรจะต้องก้าวไปถึงชิ้นส่วนอากาศยาน ชิ้นส่วนเครื่องมือทางการแพทย์ หรือต่อยอดไปในเรื่องอื่นๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น…แน่นอนว่าทั้งหมดจะต้องมีเรื่องของเครื่องจักรเครื่องกลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมควบคู่กันไปด้วยสำหรับการยกระดับในส่วนนี้

ฉายภาพสำคัญในยุค 4.0 ที่จะมีเรื่องของ “ออโตเมชั่นโรบอท” เข้ามาเกี่ยวข้อง เอสเอ็มอีไทยจะมาใช้กระบวนการผลิตแบบเดิมๆคงไม่ได้ เพราะนอกจากเรื่องของออเดอร์และวอลุ่ม…ที่ต้องชัดเจนแล้ว เรื่องของมาตรฐาน คุณภาพยังเป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนว่าตรงนี้เครื่องไม้เครื่องมือ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

พสุ ย้ำว่า กรมส่งเสริมอุตฯ ในส่วนของอินดัสเทรียลทรานฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์ จะมีการออกบูธในงานอินเตอร์แมค 2017 และซับคอนไทยแลนด์ 2017 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่กับการแสดงเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักรกลในยุค 4.0 และจะเป็นงานที่ยกระดับเอสเอ็มอีไทยให้เข้าใกล้กับจักรกลยุคโรบอท…ยุคดิจิทัล

เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่ “อุตสาหกรรมยุค 4.0” เลยทีเดียว

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผู้มีวิชั่นก้าวไปสู่ยุค 4.0 ไปพร้อมๆกัน ในงาน “อินเตอร์แมค 2017 และซับคอน ไทยแลนด์ 2017” งานแสดงอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตเพื่อการจัดซื้อชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและงานจับคู่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จะจัดร่วมกับงานอินเตอร์แมค 2017 ระหว่างวันพุธที่ 17-วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆรอท่านอยู่…จะเป็นทั้งความหวัง เป็นกุญแจและบานประตูสู่อนาคต และเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีไทยที่กำลังจะก้าวสู่ยุค 4.0

ภาครัฐพร้อมใจภาคเอกชน วาดหวังกันว่า…สองงานช้างแห่งปีนี้จะเป็น…กุญแจไขบานประตูสู่เอสเอ็มอีไทยในยุค 4.0 เป็นก้าวสำคัญกับการเดินหน้าปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

หิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสริมว่า จากความพร้อมทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายรัฐบาลภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงและสามารถเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตได้เป็นอย่างดี

“อุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตสามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศ เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี และส่วนใหญ่ผู้ประกอบการนั้นเป็นระดับเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจไทย”

“บีโอไอ” มีแผนที่จะสนับสนุนการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตด้วยแผนมากมาย ทั้งการจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการออกงาน การสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดธุรกิจจากการใช้เทคโนโลยี…นวัตกรรมใหม่ๆ

หิรัญญา บอกว่า จากแผนงานที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางซับคอนในภูมิภาค ทางบีโอไอได้ร่วมกับบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย จัดงานซับคอนขึ้นในไทย”อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ…รวมถึงโอกาสในการร่วมทุนกับผู้ประกอบการระดับโลก

ตั้งเป้าที่จับคู่ธุรกิจ 6,000 คู่…เกิดธุรกรรมทางธุรกิจมูลค่าไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ด้วยภายในงานจะมีผู้ผลิตชิ้นส่วนจากไทยร่วม 400 ราย…ต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และมีผู้ซื้อจากทั่วโลกกว่า 25,000 ราย

สรรชาย นุ่มบุญนำ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารโครงการ ยูบีเอ็ม เอเชียฯ บอกว่า งานอินเตอร์แมค 2017 และซับคอนไทยแลนด์ 2017 จัดเป็นปีที่ 11 แล้ว ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

รวมเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะ การจัดแสดงเครื่องจักรกล…อุปกรณ์เพื่ออุตสาหกรรมการผลิตกว่า 1,200 แบรนด์ จาก 45 ประเทศ ปีนี้มีเครื่องจักรและอุปกรณ์กว่า 150 ชนิดมาเปิดตัวรุ่นล่าสุดเป็นครั้งแรกในภูมิภาคนี้

เอสเอ็มอีไทย…จะก้าวข้ามไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เดินหน้าเป็นฮับอุตสาหกรรม 4.0 แห่งอาเซียนอย่างเต็มตัว ต้องติดอาวุธให้พร้อม เพื่อเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง.

 

ดีเดย์ 15 พ.ค. จับ-ปรับจริง ย้ำรถตู้โดยสาร ต้องไม่เกิน 13 ที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ค. 2560 11:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/940535


กรมการขนส่งทางบก ดีเดย์!!! 15 พ.ค. บังคับใช้กฎหมาย จับ-ปรับ รถตู้ฝ่าฝืนมีเกิน 13 ที่นั่ง ไม่มีช่องทางออกฉุกเฉินด้านท้ายตัวรถ ย้ำสร้างความเข้าใจ ให้คำแนะนำปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยระยะยาว…

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้ เป็นต้นไป จะเริ่มบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายกับผู้ประกอบการและเจ้าของรถตู้โดยสารทุกคันในการปรับปรุงแก้ไขการจัดวางที่นั่งผู้โดยสารในรถตู้โดยสารสาธารณะทุกประเภทให้ไม่เกิน 13 ที่นั่ง และต้องจัดวางรูปแบบที่นั่งแถวหลังสุดให้มีช่องทางเดิน ขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นทางเดินออกประตูด้านท้ายของรถได้สะดวกขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุและประตูทางเข้าไม่สามารถเปิดได้ เพื่อลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยประตูหลังต้องสามารถเปิดออกจากภายในตัวรถได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเกิดอุบัติเหตุและมีค้อนทุบกระจก และมีข้อความ “ทางออกฉุกเฉิน” เป็นตัวอักษรภาษาไทยสีแดงสะท้อนแสง มีความสูงไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ติดอยู่เหนือบริเวณที่เปิดปิดประตู หรือบริเวณขอบประตูด้านบนทางออกฉุกเฉินให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้หากพบการฝ่าฝืนจะพิจารณาอัตราโทษปรับเบื้องต้น ควบคู่กับการแนะนำและตักเตือน สร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการ พร้อมชี้แจงมาตรการการบังคับใช้กฎหมายซึ่งจะมีความเข้มข้นขึ้น หลังจากที่ได้ให้ระยะเวลาผู้ประกอบการขนส่งหรือเจ้าของรถตู้ในการเตรียมความพร้อมปรับปรุงจำนวนที่นั่งให้เป็นไปตามกฎหมาย คู่ขนานกับการสร้างความเข้าใจ การรับรู้ ตลอดจนการให้คำปรึกษามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีรถที่ไม่มีที่เปิดประตูด้านท้ายจากภายในตัวรถได้ผ่อนผันให้ติดตั้งค้อนทุบกระจกเพิ่มเติมในบริเวณใกล้บานกระจกด้านท้ายในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน และสะดวกในการหยิบใช้งาน รวมถึงกรณีรถตู้ที่มีการจัดวางที่นั่งผู้โดยสารไม่เกิน 13 ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว โดยที่นั่งแถวหลังสุดเป็นแบบ 3 ที่นั่ง และไม่มีช่องทางเดินออกฉุกเฉินด้านท้าย ต้องถอดที่นั่งแถวหลังสุดให้มีช่องทางเดิน หรือปรับปรุงที่นั่งแถวหลังสุด ให้พนักพิงเบาะหลังเป็นแบบพับไปข้างหน้าหรือปรับเอนไปข้างหลัง และติดตั้งค้อนทุบกระจกเพิ่มเติมในบริเวณใกล้บานกระจกด้านท้ายด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความปลอดภัย ไม่ให้เกิดความสูญเสียรุนแรงในการเดินทางด้วยรถตู้โดยสารสาธารณะนำรถเข้ารับการตรวจสภาพและแก้ไขรายการทางทะเบียนตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด สำหรับรถตู้โดยสารประเภทประจำทางในเส้นทางหมวด 2 (เส้นทางกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด) และหมวด 3 (เส้นทางระหว่างจังหวัด) ให้ดำเนินการภายในวันที่ 5 มิ.ย. 2560 รถตู้ในเส้นทางหมวด 1 (เส้นทางในเมือง) และหมวด 4 (เส้นทางภายในจังหวัด) ให้ดำเนินการภายในวันที่ 5 ก.ค. 2560 และรถตู้โดยสารประเภทไม่ประจำทาง (รถเช่าเหมา) ให้ดำเนินการภายในวันที่ 5 ส.ค. 2560

พร้อมย้ำหากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดทุกกรณี โดยยังเดินหน้าสแกนรถโดยสารสาธารณะทุกคันและพนักงานขับรถทุกคน ตามรายการตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบกจัดทำขึ้น (Checklist) เช่น การติดตั้งระบบ GPS Tracking การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยต้องมีครบทุกที่นั่งและสามารถใช้งานได้ จำนวนที่นั่งไม่เกินตามที่กำหนด สภาพยางและล้อต้องอยู่ในสภาพปลอดภัย มีค้อนทุบกระจก ติดตั้งถังดับเพลิงครบถ้วน เป็นต้น ส่วนพนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถถูกต้อง สภาพร่างกายมีความพร้อม ไร้สารเสพติดและแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ 100% และประชาชนพบเห็นรถตู้ไม่ปลอดภัย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ไม่เลือกงานไม่ยากจน! พบ 10 อาชีพที่ตลาดต้องการมากและด่วนที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 พ.ค. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/940108


ไม่เลือกงานไม่ยากจน! พบ 10 ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องมากและด่วนที่สุด กรมการจัดหางาน เผย มีตำแหน่งว่างในเดือนพ.ค.สูงถึง 62,000 อัตรา ขณะที่นายจ้างต้องการแรงงานมาประกอบชิ้นส่วนมากที่สุดถึง 15,500 อัตรา แนะเลือกเรียนสายอาชีพจะช่วยหางานได้ง่ายขึ้น

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2560 นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการที่กรมการจัดหางานได้รับขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานทางเว็บไซต์ http://empui.doe.go.th/auth/index เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน จำนวน 67,685 คน รายงานตัว จำนวน 185,779 คน

ทั้งนี้ กรมการจัดหางานได้เตรียมตำแหน่งงานว่างไว้รองรับผู้ประกันตนฯ คนหางานไว้แล้ว จำนวน 62,790 อัตรา เป็นตำแหน่งงานว่างจำแนกตามประเภทอาชีพ 10 อันดับ ได้แก่

1.แรงงานด้านการประกอบชิ้นส่วน จำนวน 15,668 อัตรา

2.แรงงานด้านการผลิต แรงงานทั่วไป จำนวน 9,040 อัตรา

3.เสมียน พนักงานทั่วไป พนักงานธุรการ จำนวน 5,533 อัตรา

4.พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้า จำนวน 2,651 อัตรา

5.พนักงานบริการลูกค้า จำนวน 1,527 อัตรา

6.นักการตลาด เจ้าหน้าที่การตลาด จำนวน 1,375 อัตรา

7.พนักงานขับรถยนต์ จำนวน 1,359 อัตรา

8.พนักงานคลังสินค้า จำนวน 1,108 อัตรา

9.พนักงานบัญชี จำนวน 711 อัตรา

10.ผู้ตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์สินค้า จำนวน 702 อัตรา

อย่างไรก็ตาม จากสถิติตำแหน่งงานว่างดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า สถานประกอบการมีความต้องการจ้างแรงงานในสายอาชีพเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยกรมการจัดหางานขอให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ ผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้างได้มีการเตรียมความพร้อมก่อนสมัครงาน อย่าเลือกงาน

นายวรานนท์ กล่าวอีกว่า อยากจะขอฝากถึงนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะเลือกเรียน ขอให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ มุมมองต่อการเลือกเรียนโดยเลือกเรียนสายอาชีพให้มากขึ้น เนื่องด้วยกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอยู่ในขณะนี้ โดยสามารถสอบถามข้อมูล ปรึกษาติดต่อสมัครงานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร.สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

 

ขนส่งพัสดุแข่งเดือด ‘นครชัยแอร์’ ลงสนามการันตี ของสภาพดีจนถึงปลายทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 พ.ค. 2560 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/940093


แข่งเดือดธุรกิจขนส่งพัสดุ! นครชัยแอร์ ลงประลองสนาม การันตีพัสดุสภาพดีจนถึงปลายทางแม้เป็นช่วงหน้าฝน พร้อมคุมเข้มเรื่องความปลอดภัยของโชเฟอร์

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เป็นช่วงที่ต้องขับรถด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าช่วงอื่นๆ ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ บริษัทจึงเพิ่มมาตรการให้พนักงานขับรถของบริษัทฯ เสริมเทคนิคการขับรถปลอดอุบัติเหตุช่วงหน้าฝน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งเรื่องเครื่องยนต์รถโดยสาร การบริการอย่างเข้มงวด เพื่อมอบบริการที่ดีมีความปลอดภัยให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายตลอดการเดินทางสำหรับมาตรการด้านความปลอดภัย

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มมาตรการให้ส่งเสริมการห่อพัสดุด้วยวัสดุกันเปียกน้ำ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายของพัสดุ เช่น ห่อพัสดุด้วยพลาสติกหรือใส่ถุงซิปล็อก และหากพัสดุบอบบาง และแตกหักง่าย ควรเลือกส่งพัสดุพิเศษ พร้อมห่อกันกระแทก หรือห่อกระดาษ เพื่อป้องกันการเคลื่อนไปมาระหว่างขนส่ง และติดเทป หรือผูกเชือกให้แน่นหนา เพื่อป้องกันและรักษาพัสดุให้อยู่ในสภาพดีจนถึงปลายทาง

 

ทองไทยเปิดตลาดราคาลดลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 พ.ค. 2560 09:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939775


ทองไทยเปิดตลาด ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท

วันที่ 13 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.03 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดลบ ผิดหวังผลประกอบการกลุ่มค้าปลีกต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 พ.ค. 2560 06:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939738


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันศุกร์ โดยส่วนใหญ่ลดลง จากความผิดหวังในผลประกอบการของบริษัท เชนห้างสรรพสินค้าต่างๆ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 พ.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 22.81 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 20896.61 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.54 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 2390.90 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 5.27 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 6121.23 จุด

หุ้นของบริษัทกลุ่มผู้ค้าปลีกยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในวันศุกร์ โดยเฉพาะหุ้นของบริษัท เจ.ซี. เพนนี และ มาซีส์ ที่ดิ่งลง หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยรายได้ไตรมาสที่ 1 ปี 2017 อันน่าผิดหวัง ซึ่งจุดประกายความกังวลในอนาคตของตลาดค้าปลีกให้กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางการเติบโตของตลาดดิจิตอล

 

ธพส. จับมือ กฟน. เปิดตัวโซลาร์เซลล์กว่า 7 พันแผง ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 13 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939008


เมื่อวันที่ (8 พฤษภาคม 2560) ที่ผ่านมา นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 พร้อมด้วย นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และผู้แทนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) ตลอดจนคณะผู้บริหารจากทุกหน่วยงาน ร่วมพิธีแถลงผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทน และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และเปลี่ยนหลอดไฟแอลอีดี ณ อาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการฯ

อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานกรรมการ เปิดเผยว่า บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ในฐานะผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าหนึ่งล้านตารางเมตร (1,039,250 ตร.ม.) และมีจำนวนหน่วยงานราชการใช้ประโยชน์กว่า 40 หน่วยงาน จึงทำให้มีการใช้พลังงานค่อนข้างสูง ส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสูงตามไปด้วย ทำให้เป็นที่มาของการขอรับการสนับสนุนโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทน และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อช่วยลดพลังงานสิ้นเปลืองและประหยัดไฟฟ้า จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำไปสู่การเป็นหน่วยงานประหยัดพลังงานที่ยั่งยืนต่อไป โดยโครงการดังกล่าวเป็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์หลังคา (Solar Rooftop) ขนาดใหญ่ที่สุดในหน่วยงานราชการ บริเวณชั้นดาดฟ้าอาคารรัฐประศาสนภักดี อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หลังคาอาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ และอาคารจอดรถ 5 ชั้น โดยได้ติดตั้งแผง Solar Rooftop จำนวน 7,375 แผงหรือ 14,442 ตารางเมตร และผลิตไฟฟ้าได้ 2.20 เมกะวัตต์ จากการลงทุนรวมประมาณ 160 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 12 ปี เนื่องจากเป็นหน่วยงานราชการใช้ไฟฟ้าในวันและเวลาราชการเท่านั้น และมีการเปลี่ยนหลอดไฟจากเดิมมาเป็นหลอดไฟแอลอีดี เพื่อปรับปรุงระบบแสงสว่าง โดยเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลางในอาคารสำนักงานและไฟถนน เป็นหลอดไฟแอลอีดี ทั้งหมดจำนวน 38,017 หลอด โดยได้ดำเนินการในพื้นที่สองส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 เป็นพื้นที่ส่วนกลางภายในอาคารศูนย์ราชการฯ ประกอบด้วย อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อาคารรัฐประศาสนภักดี อาคารศูนย์ประชุม กลุ่มอาคารสาธารณูปโภค อาคารจอดรถ 5 ชั้น และพื้นที่ส่วนที่ 2 คือ ไฟถนน ทั้งนี้ ตามสัญญาระหว่าง ธพส. กับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ใช้ระยะเวลาดำเนินงาน 10 เดือน ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2559 ถึงวันที่ 11 พ.ค. 2560 ซึ่ง ธพส. มีความเชื่อมั่นให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะหน่วยงานที่มีความรู้ความชำนาญ และมีมาตรฐานในงานดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งการร่วมกันดำเนินโครงการในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญ ซึ่งอาจมีการขยายผลต่อเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในโอกาสต่อไป เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า กฟน. มุ่งมั่นเป็นองค์กรชั้นนำด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในระดับสากล มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ ธพส. มอบความไว้วางใจให้ กฟน. เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และเปลี่ยนหลอดไฟแอลอีดี ณ ศูนย์ราชการฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญ ในฐานะศูนย์รวมหน่วยงานราชการมากกว่า 40 หน่วยงาน สำหรับการติดตั้งแผง Solar Rooftop จำนวน 7,375 แผง หรือ 14,442 ตารางเมตร จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2.20 เมกกะวัตต์ จึงทำให้สามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 3-4 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 7-9 ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของศูนย์ราชการฯ โดยเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,800-2,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือประเมินได้เท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 20 ไร่ และการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้ามาเป็นหลอดไฟแอลอีดี จำนวน 38,017 หลอด จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของพื้นที่ส่วนกลางของศูนย์ราชการฯ ได้ประมาณ 1 ล้านหน่วยต่อปี โดยเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 625 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าทั้งในแง่ของการประหยัดค่าไฟฟ้า ตลอดจนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมจากการลดใช้พลังงานดังกล่าวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแผง Solar Rooftop ควรติดตั้งให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยหน่วยงานที่มีประสบการณ์และควบคุมงานด้วยวิศวกรผู้ชำนาญ เพื่อให้องค์กรได้แผง Solar Rooftop พร้อมระบบการควบคุมการจ่ายไฟฟ้าที่มีคุณภาพ มีการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ ทั้งนี้ กฟน. ได้มีการพัฒนาคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนอกเหนือจากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการแล้ว กฟน. ยังได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตของ กฟน. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่สำคัญในการนำส่งรายได้เพื่อพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กฟน. ได้มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านออกแบบ และติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง บริการด้านระบบไฟฟ้าใต้ดิน บริการด้านบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า บริการด้านวิศวกรรมระบบอาคาร บริการด้านธุรกิจพลังงาน โดยมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผสมผสานกับเครื่องมือและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการพัฒนาด้านการให้บริการไฟฟ้าแก่ผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ขอรับบริการจึงมีความมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจะได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย เพื่อให้การใช้ไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) สามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่ ฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เบอร์โทรศัพท์ 0-2878-5288


http://www.thairath.co.th/clip/126112

/////////////////////////////////

“Smart Life Smart City”
ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

—————–
**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, เช็กค่าไฟย้อนหลัง ในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF
—————–
ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่
Application : MEA Smart Life
Website: www.mea.or.th
Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
Twitter : @mea_news
YouTube : MEA Multimedia
Line : @meanews
—————–
MEA Call Center โทร. 1130