ยอดทำบัตรเครดิตลดเหตุคนไม่อยากมีหนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939572


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขการให้บริการบัตรเครดิตของผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ หรือสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนบัตรเครดิตในระบบลดลงมาจากสิ้นไตรมาสก่อนหน้า หรือสิ้นเดือน ธ.ค.ปี 59 ที่ผ่านมา โดยสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวนบัตรเครดิตในระบบทั้งสิ้น 19,576,694 บัตร ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า หรือสิ้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 3,574,470 บัตร โดยเป็นการลดลงของบัตรเครดิตของนอนแบงก์ 2,823,807 บัตร และเป็นการลดลงของบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ 756,663 บัตร

โดยประเมินว่า การลดลงของบัตรเครดิตดังกล่าวนั้น มาจาก 2 สาเหตุ คือ การลดลงของบัตรใหม่ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ และนอนแบงก์ เข้มงวดในการเปิดบัตรเครดิตใหม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งประชาชนลดจำนวนบัตรเครดิตที่ถือลง เพราะลดการใช้จ่าย และลดการก่อหนี้ลงเช่นกัน ซึ่งอาจจะถือได้ว่า ช่วงนี้เป็นแนวโน้มขาลงของบัตรเครดิต ขณะที่จำนวนสินเชื่อของบัตรเครดิตทั้งบัตรของธนาคารพาณิชย์ และนอนแบงก์ลดลงต่อเนื่อง โดยสิ้นเดือน มี.ค.สินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 333,248.64 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นไตรมาสก่อนหน้า 25,168.58 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สิ้นเดือน มี.ค.สินเชื่อบัตรเครดิตมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวนักยังคงสะท้อนจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของประชาชนที่ลดลง.

 

สมอ.บังคับคุมมาตรฐานสองล้อปั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939565


นายพิสิฐ รังสฤษฏ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.เตรียมออกประกาศมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ภาคบังคับ ในผลิตภัณฑ์ รถจักรยานที่ใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน รถจักรยานเสือภูเขา รถจักรยานเพื่อการแข่งขันทางเรียบ รถจักรยานเด็กเล็ก โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เนื่องจากสถาบันการเดินและการจักรยานไทย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ขอให้ สมอ.เข้ามาดูแล เพราะประชาชนนิยมขี่จักรยานเป็นจำนวนมากขึ้น และสินค้าที่อยู่ในท้องตลาดมีทั้งที่ได้มาตรฐาน และไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกครั้ง

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนหลังจากที่คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้อนุมัติร่างประกาศ มอก.ดังกล่าวไปแล้ว สมอ.ได้เปิดประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เช่น ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ใช้งาน หากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ก็จะนำเสนอกลับมาให้ กมอ.พิจารณาอีกครั้งก่อนสรุปจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา หากไม่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ก็จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา คาดว่าอาจประกาศใช้ได้ในปีนี้หรือต้นปี 2561

สำหรับการควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์จักรยาน สมอ.จะพิจารณาส่วนประกอบหลายส่วนเช่น โครงรถจักรยาน ห้ามล้อรถจักรยาน ปลอกมือ มือจับ ซี่ล้อ โซ่ ตะแกรงท้ายรถ บังโคลน อาน บันไดจักรยาน กระดิ่ง อาน จานโซ่ ขาจานโซ่ ขาตั้งรถจักรยาน ดุมล้อ ถ้วยลูกปืนกระโหลกรถจักรยาน อุปกรณ์ส่องสว่างสำหรับรถจักรยาน ยางใน ยางนอก รวมถึงหมวกนิรภัยผู้ใช้รถจักรยาน โดยการตรวจสอบมาตรฐาน จะทดสอบทั้งการหยุดได้ในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ มีโครงรถแข็งแรงหรือไม่ เมื่อได้รับแรงกระแทก มีส่วนประกอบที่มีสารพิษหรือไม่ ป้องกันเมื่อเด็กเล็กหรือผู้ขับขี่สัมผัส อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุผิวหนัง รวมทั้งทดสอบอุปกรณ์ส่องสว่าง วัสดุสะท้อนแสงเมื่อขับขี่ตอนกลางคืน หรือการทดสอบขี่ในท้องถนนมีความแข็งแรงหรือไม่

“ปัจจุบันผู้บริโภคใช้จักรยานมากขึ้น ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า อาจเริ่มนำของไม่ได้มาตรฐานเข้ามาเพื่อแข่งขันด้านราคา แต่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้บริโภค จึงต้องเข้ามาควบคุม เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการผลิต หรือนำเข้า”.

 

จีนจัดใหญ่วันเบลท์วันโรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939547


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค.นี้ ประเทศไทยได้ส่งรัฐมนตรี 6 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ที่กรุงปักกิ่ง ภายใต้หัวข้อการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและร่วมกันพัฒนาเส้นทางสายเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจีนได้เชิญผู้นำจาก 28 ประเทศและรัฐมนตรีรวม 100 กว่าคน ผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ 80 องค์กร รวมถึงนักธุรกิจระดับโลก รวมผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,200 คน โดยมองว่า นโยบายวันเบลท์วันโรด หรือเส้นทางสายไหมเดิมของจีนจะเป็นความหวังใหม่ในระยะที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างเอกสาร 2 ฉบับเพื่อให้หน่วยงานของไทยเข้าร่วมลงนามร่วมในการประชุมดังกล่าว โดยจะมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรมเป็นผู้ร่วมลงนาม เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของจีน และจะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในการพัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนาตามแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 และแนวคิดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้เป็นอย่างดี.

 

AEC Go On 13/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 13 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939007


“ทำไมต่างชาติจึงยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้ปีละ 4–5% ตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เพราะถ้าดูจากการประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา IMF คาดว่าประเทศไทยจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้าสูงไม่เกิน 3.5% ด้วยซ้ำไป โดยในช่วงปี 2560-2561 และในปี 2565 IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 3.2% และ 3.0% ตามลำดับเท่านั้น

เมื่อทีมงานของ IMF เข้ามาสอบถามความคิดเห็นและข้อมูลทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยกับหอการค้าไทย

และแม้ว่าพวกเราทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะพยายามบอก IMF ในช่วงที่สัมภาษณ์ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หรือ Mega Projects ตลอดจนการลงทุนในอุตสาหกรรม New S Curve ภายใต้ Thailand 4.0 จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างก้าวกระโดดและเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับ 4-5% ในอนาคต แต่ผลการประเมินล่าสุดของ IMF ก็ยังไม่เชื่อและเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังโตในระดับต่ำคือ 3%

อีกคำถามที่ IMF ให้ความสำคัญและต้องการได้คำตอบคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วของประเทศไทย อัตราการเพิ่มของประชากรไทยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานเช่นปัจจุบัน และแนวทางในการเพิ่มผลิตภาพการผลิต (productivity) ของแรงงานไทย เรื่องต่างๆเหล่านี้ IMF มองว่าถ้าไทยไม่สามารถแก้ไขได้จะเป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

ล่าสุดในช่วงต้นสัปดาห์นี้ IMF ออกมาให้ข่าวว่า ปัญหาของประเทศในเอเชียในปัจจุบันและในอนาคตคือ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุและ productivity โดยระบุว่าประเทศที่มีปัญหาเหล่านี้มากคือ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไทย จึงไม่น่าแปลกใจครับว่า ทำไม IMF จึงมองเศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่ค่อยโดดเด่น เพราะเรายังหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ สำหรับประเทศที่ IMF มองว่าไม่มีปัญหาเหล่านี้คือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

“ซีพี” สุดยอดแชมป์แกงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 13 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/938797


ความนิยมของอาหารไทยในต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมานับว่ามีกระแสตื่นตัวค่อนข้างมาก เนื่องจากรสชาติที่โดดเด่น ความผสมผสานอย่างลงตัวของรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด กับส่วนผสมที่มาจากสมุนไพรเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งการให้การสนับสนุนการเปิดร้านอาหารไทยของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยกับเป้าหมาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

สำหรับยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) ได้ขยายธุรกิจทางด้านอาหารทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มข้น เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนกับการยกระดับเป็นครัวของโลกด้วยการนำผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทยส่งออกไป รวมทั้งการร่วมทุนกับเอกชนท้องถิ่นเพื่อทำฟาร์มและผลิตอาหารป้อนท้องถิ่นหรือในประเทศนั้นๆ

ล่าสุดได้เริ่มโครงการ “CP สุดยอดแชมป์แกงไทย” เพื่อกระตุ้นกระแสการอนุรักษ์และสืบสานตำรับอาหารไทยขึ้น ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่ ตลอดจนช่วยยกระดับอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์ในด้านรสชาติและความละเมียดละไมในการปรุงให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันปรุงแกงไทย 5 เมนู ได้แก่ แกงเขียวหวานไก่ แกงกะหรี่ไก่ มัสมั่นหมู พะแนงหมู และฉู่ฉี่ปลาทับทิม

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจอาหารสำเร็จรูป บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแข่งขันได้ดำเนินการแล้ว 2 รอบ คือ รอบท้าชิม และรอบท้าปรุง จนได้ผู้เข้ารอบ 15 คนจาก 5 เมนู โดยการตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยซึ่งจะมาประชันฝีมือการปรุงแกงไทยเพื่อหาผู้ชนะเลิศในแต่ละเมนูในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ณ ลานพาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน

“ทางซีพีเอฟได้มีความคิดริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา โดยคัดเลือกการแข่งขันทำแกงเพราะถ้าพูดถึงอาหารไทยก็ต้องเป็นแกงไทย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพและรสชาติของอาหารไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและคนไทยที่เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ต้องการจะพัฒนาสูตรอาหารของตนขึ้นมา จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อจัดมหกรรมการแข่งขันนี้ขึ้นมา โดยปีนี้เป็นปีแรกได้รับความสนใจจากผู้สมัครกว่า 1,200 คน และคัดเลือกเข้ารอบท้าชิม 500 คน รอบท้าปรุง 100 คน และได้ทำการเลือกเฟ้นอย่างเข้มข้นจนได้ 15 คนสุดท้าย เพื่อลงแข่งขันชิงตำแหน่งสุดยอดแชมป์แกงไทย เพียงเมนูละคน รวม 5 คนเท่านั้นที่จะได้รับถ้วย ประทานรางวัลชนะเลิศ จากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พร้อมโล่เกียรติยศจากสำนักนายกรัฐมนตรี และเงินทุนมูลค่าเมนูละ 1 ล้านบาท รวม 5 เมนู 5 ล้านบาท”

แกงไทย ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่บรรพชนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้บรรดาลูกหลานได้สืบทอดกัน ถ้าเรารวบรวมสูตรแกงที่ถือว่าเป็นสุดยอดของความอร่อยต้องเป็นรสชาติไทยๆ กับคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพรและเครื่องเทศที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เก็บเอาไว้ให้เป็นสมบัติของคนไทย หรือต่างชาติ ก็สามารถนำสูตร นี้ไปทำเองได้ เราไม่ได้หวงเพราะท้ายที่สุดความอร่อยก็มาจากวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากประเทศไทย จะทั้งหมดหรือบางส่วนก็แล้วแต่ข้อห้ามทางกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าของประเทศนั้นๆ และท้ายที่สุดก็คือชื่อเสียงต้นตำรับแกงไทยก็มาจากประเทศไทยเอง

“ทางซีพีเอฟไม่ได้จัดขึ้นเพื่อนำสูตรแกงของผู้ชนะเลิศในแกงต่างๆมาเป็นของตนเอง แต่ต้องการเปิดเผยสูตรให้สาธารณชนทั่วไปรับทราบ สำหรับร้านข้าวแกงก็เอาไปปรับปรุงเป็นการให้ โอกาสกับคนที่มีอาชีพทำอาหารขายมีโอกาสปรับปรุงคุณภาพและรสชาติอาหารของเขาให้ดียิ่งขึ้น คนที่สนใจก็สามารถทดลองทำเองได้จะมีความรู้ติดตัว การจัดงานครั้งนี้นับ ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้คนที่สนใจเข้าประลองฝีมือ ให้โอกาสกับคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงมาแข่งขัน หาคนทำรสชาติที่ดีที่สุด ใครมีสูตรลับ เคล็ดลับของตระกูลอะไรขนมากันหมด มีผู้สมัครแข่งขันตั้งแต่อายุ 10 กว่าปีไปจนถึง 70 กว่าปี มาโชว์ฝีมือโขลกพริกแกงกันสดๆกันอย่างคึกคัก

เป็นการแสดงถึงความงดงาม ในวัฒนธรรมไทย ผ่านความสุนทรีย์ในการนำเสนออาหารไทยและการส่งเสริมให้อาหารไทยยังคงครอง ความนิยมต่อไป สำหรับโครงการต่อไปทางซีพีมีแผนที่จะส่งเสริมอย่างแน่นอนคอยติดตามกันต่อไป.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 13/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939567


ระวังอย่ากดไลค์แชร์มั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939537


น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า การกดถูกใจหรือกดไลค์ (Like) ด้วยการกด Like หรือกดแชร์ (Share) ข้อความที่มีเนื้อหาเป็นการหมิ่นประมาทในเฟซบุ๊ก แล้วถูกหมายเรียกมาเป็นพยานในคดีนั้น ไม่มีมาตราใดระบุไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ซึ่งกรณีที่มีการเรียกบุคคลที่กดไลค์มาสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนั้น อาจเป็นการใช้อำนาจเพื่อเรียกและรวบรวมพยานหลักฐานตามปกติของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการไปตามรูปคดีเท่านั้น

“การแสดงความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการกด Like หรือกดแชร์ (Share) หรือการโพสต์ (Post) ตามกฎหมาย ถือเป็นการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ส่วนจะมีเจตนาอย่างไร และผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ดังนั้น ก่อนกด Like หรือกด Share จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวจะกระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือฝ่าฝืนต่อข้อบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ โดยขอย้ำว่า การใช้สิทธิและเสรีภาพ จะต้องไม่ไปกระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล และหลักแห่งรัฐธรรมนูญปี 2560”

น.อ.สมศักดิ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้มีความพยายามตีความกฎหมายที่ผิดๆ ด้วยนำการ พ.ร.บ.คอมพ์ไปใช้ฟ้องร้องในความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ที่มุ่งใช้กับการหลอกลวง การฉ้อโกง การปลอมแปลงทางคอมพิวเตอร์ หรือการแสดงตัวเป็นบุคคลอื่น เช่น การปลอมเฟซบุ๊ก หรือการสร้างเว็บไซต์ปลอมต่างๆ ดังนั้น พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับที่ 2 ปี 2560 ที่แก้ไขใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งบิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน มิใช่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นำไปฟ้องร้องกันในความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกต่อไป โดย พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับแก้ไขใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 พ.ค.2560 เป็นต้นไป.

 

ปิดตลาดบ่าย หุ้นไทยร่วง 6.33 ดัชนีอยู่ที่ 1,543 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ค. 2560 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939322


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับตัวลดลง 6.33 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,543.94 จุด มูลค่าการซื้อขาย 54,837.66 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 12 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 6.33 จุด เปลี่ยนแปลง -0.41% มูลค่าการซื้อขาย 54,837.66 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,550.13 จุด และต่ำสุดที่ 1,537.43 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน).

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สต. เว้น E85 ขึ้น 30 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ค. 2560 16:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/939302


แวะปั๊มเติมน้ำมันก่อน! ปตท.-บางจาก ปรับเพิ่มราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สต.ต่อลิตร ยกเว้น E85 เพิ่ม 30 สต.ต่อลิตร มีผลตี 5 วันที่ 13 พ.ค. 60

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 60 บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 50 สต.ต่อลิตร ยกเว้น E85 เพิ่ม 30 สต.ต่อลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 13 พ.ค. 60

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 33.69 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 26.85 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 26.58 บาท/ลิตร, E20 ราคา 24.34 บาท/ลิตร, E85 ราคา 19.84 บาท/ลิตร และดีเซล 24.99 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

ราคาสินค้าพุ่ง ผู้ปกครองบ่นอุบ คาดเปิดเทอมปีนี้เงินสะพัด 5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ค. 2560 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/938997


ม.หอการค้าไทย คาดเปิดเทอมปีนี้เงินสะพัดกว่า 5 หมื่นล้านบาท มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาสินค้าพุ่ง แต่อัตราขยายตัวแค่ 2% เหตุประชาชนยังระมัดระวังใช้จ่าย เพราะเศรษฐกิจจุลภาคยังไม่ฟื้นจริงตามเศรษฐกิจมหภาค ยันจีดีพีไทยปีนี้โตแน่ 3.6% อานิสงส์ส่งออก ท่องเที่ยว ลงทุนรัฐ-เอกชน และมาตรการเพิ่มรายได้คนจน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม (ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในระดับมหาวิทยาลัย) ที่สำรวจจากประชาชน 1,202 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-9 พ.ค.60 พบว่า ในช่วงเปิดเทอมปีนี้ คาดมีการใช้จ่ายเงินรวม 50,196.81 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.14% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีมูลค่า 49,145 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อปี 53 ที่มีค่าใช้จ่าย 38,377 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นค่าใช้จ่ายต่อคนจะอยู่ที่ 12,295.70 บาท ซึ่งผู้ตอบ 53.3% ระบุค่าใช้จ่ายในปีนี้เพิ่มขึ้นถึงเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน 20.1% ตอบเท่าเดิม และอีก 16.7% ตอบน้อยลงถึงน้อยลงมาก

อย่างไรก็ตาม คนที่ตอบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเพราะรายได้สูงขึ้น จึงซื้อของเพิ่มจำนวนชิ้น รวมถึงราคาสินค้าแพงขึ้น ภาระหนี้สินลดลง และภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่คนตอบค่าใช้น้อยลง เพราะรายได้ลดลง ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง/ใช้ของเก่า-ของพี่ ไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจไทย มีภาระหนี้มาก และราคาของแพงขึ้น

สำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว แบ่งเป็น ค่าเล่าเรียน/ค่าหน่วยกิต 13,894.83 บาท เพิ่มขึ้น 41.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ค่าบำรุงโรงเรียนตามปกติ 2,133 บาท เพิ่มขึ้น 42.9%, ค่าบำรุงโรงเรียนกรณีเปลี่ยนโรงเรียน แป๊ะเจี๊ยะ 9,138.63 บาท เพิ่มขึ้น 47.1%, ค่าหนังสือ 1,642.34 บาท เพิ่มขึ้น 34.2% ค่าอุปกรณ์การเรียน 1,928.79 บาท เพิ่มขึ้น 35.1% ค่าเสื้อผ้า 1,267.20 บาท เพิ่มขึ้น 49% เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อถามว่า มีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมหรือไม่ ผู้ตอบ 46.9% ตอบเพียงพอ ส่วนอีก 53.1% ตอบไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่จะหาเงินโดยการจำนำทรัพย์สิน กู้ยืมเงินนอกและในระบบ ยืมญาติพี่น้อง เบิกเงินสดจากบัตรเครดิต เสี่ยงโชค

สำหรับ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนเสริม ผู้ตอบส่วนใหญ่ส่งเสริมให้บุตรหลานเรียนเสริม โดยระดับมัธยมปลายเรียนเสริมมากที่สุด รองลงมาคือ มัธยมต้น มหาวิทยาลัย ประถม และอนุบาล เพราะการเรียนในโรงเรียนไม่เพียงพอต่อการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมก่อนเรียน

เมื่อถามว่า ระบบการศึกษาของไทยควรปรับปรุงหรือไม่ ผู้ตอบส่วนใหญ่ต้องการให้ปรับปรุงปานกลางถึงมาก โดยสิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ ทั้งนี้ ผู้ตอบให้คะแนนระบบการศึกษาไทยที่ 7.58 คะแนนจากเต็ม 10

“ค่าใช้จ่ายช่วงเปิดทอมปีนี้เพิ่มขึ้นสูงสุด เพราะของแพงขึ้น แต่อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 2.14% ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย คนที่มีรายได้น้อยยังซื้อของน้อยชิ้น อะไรที่ยังใช้ได้ก็ยังใช้อยู่ หรือใช้ของพี่ เพราะแม้เศรษฐกิจมหภาคดีขึ้น แต่ยังไม่กระจายไปยังทุกพื้นที่ เศรษฐกิจของประชาชนยังไม่ดีขึ้นจริง จึงระมัดระวังการก่อหนี้ แต่เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ผู้ปกครองพร้อมก่อหนี้ในระยะสั้น และโรงรับจำนำยังเป็นขวัญใจของผู้ปกครองอยู่เช่นเดิม”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เรายังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ 3.6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 3.2% โดยมีปัจจัยผลักดันคือ ภาคการส่งออกที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน รายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดเพิ่มขึ้น รวมถึงเงินลงทุนของภาคเอกชน และของรัฐที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นทำให้รายได้และกำลังซื้อของภาคเกษตรดีขึ้น รวมถึงมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย 1,500-3,000 บาทต่อเดือน และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ