ซีไอเอ็มบีไทย ลุย! ตั้งเป้า 5 ปี ขยับขึ้นเป็น ธนาคารขนาดกลาง แถวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ค. 2560 10:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937308


ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงเดินหน้าตั้งเป้านำพาธนาคารเติบโต ขยับขึ้น ไปเป็นธนาคารขนาดกลาง ระดับแถวหน้า ที่แกร่งที่สุดด้านอาเซียน ในประเทศไทย ภายในปี 2565 เผย ‘โรดแม็ป 5 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน’ เพื่อก้าวไปสู่จุดนั้น ท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในภาคอุตสาหกรรมธนาคารของไทย ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านดิจิทัล

*สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทย

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2559ว่า มีการขยายตัวขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 ถึงแม้จะมีภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน จากปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังอ่อนแอ จนส่งผลกระทบต่อการขยายธุรกิจของทั้งลูกค้ากลุ่ม SMEsและบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งในปี 2560 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะโตอย่างช้าๆ โดยแรงขับเคลื่อนหลักของประเทศไทยในปี 2560 ได้แก่การท่องเที่ยวและการลงทุนของภาครัฐในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่ ปัจจัยที่น่าห่วง คือ อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ

* ชี้จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในภาคอุตสาหกรรมธนาคารของไทย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมภาคธนาคารพาณิชย์ของไทย ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563 ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจะยังคงเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในระยะยาวสำหรับ CIMB Group

*ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป ตั้งเป้าขยับขึ้นเป็นธนาคารขนาด กลางระดับแถวหน้า

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เราเชื่อว่าในอีก5ปีข้างหน้า ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ซึ่งปัจจุบัน เป็นธนาคารในกลุ่มแบงก์เล็ก มีศักยภาพที่จะขยับขึ้นเป็นธนาคารขนาดกลาง ที่มีเอกลักษณ์ และสามารถนำขีดความสามารถของเรา มาสร้างประโยชน์กับลูกค้าในเมืองไทยได้ หลังจาก ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป ได้เข้ามาถือหุ้นรายใหญ่สุดในไทยธนาคาร และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เมื่อ8ปีที่แล้ว โดยเส้นทางเดินของซีไอเอ็มบี ไทย แบ่งออกเป็น 2 เฟสอย่างชัดเจน คือระยะแรก ต้องใช้แรงในการสร้างรากฐานให้กับองค์กร ดึงดูดบุคลากรเก่งๆจากภายนอกให้มาร่วมงาน และ3-4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีแต่ปีที่แล้ว ที่สะดุดด้านคุณภาพหนี้นิดหน่อย

นายกิตติพันธ์ ยังกล่าวว่า เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายประการในภาคอุตสาหกรรมธนาคารของไทย ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านดิจิทัล

*วาง Target …‘โรดแม็ปแห่งการเปลี่ยนผ่าน’

นายกิตติพันธ์ กล่าวว่า เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในบริบทที่เปลี่ยนไป นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของการทำธุรกิจ ซึ่งพวกเรา คณะผู้บริหารมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ในการจะพาธนาคารเติบโตก้าวขึ้นเป็นธนาคารระดับกลางที่แกร่งที่สุดด้านอาเซียนในประเทศไทย

โรดแม็ป 5 ปี หลังจากนี้จะแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 (2560-2561) จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเร่งปรับปรุงผลการดำเนินงานให้ดีขึ้นในเวลาอันสั้น ทั้งการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ กระชับขั้นตอนการทำงาน เร่งสร้างการเติบโตของรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินกองทุนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ช่วงที่ 2 (2562-2653) เป็นช่วงเวลาแห่งการเพิ่มขีดความสามารถและเร่งเครื่องยนต์ โดยธนาคารจะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ จากธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ธุรกิจไพรเวทแบงก์กิ้ง และดิจิทัลแบงก์กิ้ง

และช่วงที่ 3 (2564-2565) จะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการวิ่งเข้าสู่เป้าหมายในการเป็นธนาคารขนาดกลางระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่มีจุดแข็งด้านอาเซียน ภายในปี 2565 โดยโครงการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ประสบความสำเร็จตามแผน ก้าวเป็นธนาคารที่แข็งแกร่ง พร้อมต่อการควบรวมและซื้อกิจการเมื่อมีโอกาสเข้ามา ไปจนถึงการเป็นธนาคารที่บุคลากร ผู้มีความสามารถอยากมาร่วมงานด้วย

*เผยยุทธศาสตร์หลักปี 2560

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีผลการดำเนินงานที่ดีในปี 2559 แต่ยังคงมีจุดหลักๆ ที่ต้องปรับปรุง คือ การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ความสามารถในการทำกำไร และการใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ ถือเป็น‘หัวใจหลัก’ของการบริหารในปีนี้ อีกทั้งเรามีมุมมองเป็นบวกในธุรกิจลูกค้ารายย่อย ธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ ธุรกิจบริหารเงิน (Treasury) และขณะเดียวกัน ก็มีความพร้อมรุกธุรกิจลูกค้า SMEs หลังได้ปรับโครงสร้างภายในเรียบร้อยเมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน มีความพร้อมรุกธุรกิจลูกค้า SMEs หลังได้ปรับโครงสร้างภายในเรียบร้อยเมื่อปีที่ผ่านมา สำหรับยุทธศาสตร์หลักคือ การเดินหน้าลงทุนในโอกาสใหม่ๆที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต เช่น ดิจิทัลแบงก์กิ้ง และการชะลอธุรกิจที่ไม่ทำกำไร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับ 5Cs –Customer, Culture, Compliance, Cost และ Capital

*ยุทธศาสตร์ธุรกิจรายย่อยปี 2560

หลังจากประสบความสำเร็จในปี 2559 ธุรกิจลูกค้ารายย่อยพร้อมแล้วที่จะสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2560 โดยจะมาจาก 3 แกนหลัก ได้แก่ Wealth Management พันธมิตร และดิจิทัลแบงก์กิ้ง สำหรับธุรกิจ Wealth Management นั้น ธนาคารจะปรับโมเดลจาก ‘สาขา’ สู่ ‘Wealth Center’ เพื่อให้บริการลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น ด้วยบริการที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน จะขยายขอบเขตความความร่วมมือกับพันธมิตรในปัจจุบัน และจับมือกับเครือข่ายพันธมิตรรายใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น สุดท้ายคือ การเดินหน้ายุทธศาสตร์ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เตรียมความพร้อมในการฉีกรูปแบบธุรกิจเดิมๆ สู่รูปแบบใหม่ ต่อยอดจากสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว และแสวงหานวัตกรรมที่จะช่วยให้ธนาคารแข่งขันได้ในตลาด

*ยุทธศาสตร์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมปี 2560

ในปีที่ 2559 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของธนาคารได้ปรับโครงสร้างภายในและพร้อมจะเดินหน้าเติบโตในปีนี้ โดยจะเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้กระบวนการภายในได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานด้วยขั้นตอนและการส่งมอบบริการโดยใช้เวลาสั้นลง

ปีนี้ธนาคารจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจโดยมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์และประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและความสามารถของพนักงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างยั่งยืน

*ยุทธศาสตร์ธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ปี 2560

ธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่จะมุ่งเน้นการให้บริการแก่บริษัทเอกชนที่มีเป้าหมายมุ่งสู่การไปอาเซียนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากธุรกิจนี้ ผ่านการขายผลิตภัณฑ์ข้ามกลุ่ม (cross-sell) นอกจากนี้เราจะเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจต่อไปโดยการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน ควบคุมต้นทุน และบริหารผลกำไรอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

*เป้าหมายสำคัญปี 2560

ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย ตั้งเป้าหมายที่จะกลับมาสร้างผลกำไรในปี 2560 โดยจะเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) เป็นกว่า 6% อัตราการเติบโตของสินเชื่อ (หมายรวมถึง สินเชื่อและธุรกรรมตลาดเงิน) 5-10% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เพิ่มเป็น 3.8% โดยประมาณในปีนี้
 

ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ค. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937763


ทองไทยเปิดตลาด ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท.

 

พาณิชย์ลุยปราบของเถื่อน ดึงประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสรับเงินรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937640


“พาณิชย์” โชว์ผลปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เผยตลาดโรงเกลือ มาบุญครอง ร้านขายของเถื่อนหายวูบกว่า 85% เตรียมลุยจัดการต่อให้หมด พร้อมแจ้งร้านขายของเถื่อนให้เจ้าของอาคารสถานที่รับรู้ ดึงให้ช่วยจัดการ แนะประชาชนเจอร้านขายของละเมิดแจ้งเบาะแสรับส่วนแบ่งเงินรางวัล

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ขณะนี้การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าของสิทธิ์ ฯลฯ ในการตรวจสอบและจับกุม ซึ่งล่าสุดสามารถกดดันให้พื้นที่จำหน่ายสินค้าละเมิดจำนวนมาก เช่น ตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว และห้างมาบุญครอง มีจำนวนร้านจำหน่ายสินค้าละเมิดหายไปแล้วกว่า 85% และ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังกดดันไม่ให้มีร้านค้าสินค้าละเมิดอีกต่อไป

ส่วนพื้นที่สีแดงที่เคยมีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาวางจำหน่ายอยู่มาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันไม่มีขายแล้ว เช่น ตลาดสะพานเหล็ก เพราะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าไปจัดระเบียบสถานที่ทำให้ไม่มีผู้ขายอีกต่อไป และที่ถนนวิทยุ ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ถูกกดดันจนไม่มีขาย ส่วนที่เหลือยังคงมีจำหน่ายอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า โดยประเมินว่า จะเหลือร้านค้าละเมิดอีกไม่เกิน 5 แผง คาดว่าจะดำเนินการปราบปรามให้หมดไปได้ในเร็วๆนี้

สำหรับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยังคงมีอยู่ในห้างสรรพสินค้าตามอาคารต่างๆ และตามตลาดนัด กรมได้เข้าไปสำรวจว่ามีร้านจำหน่ายอยู่หรือไม่ และได้จัดทำแผนผังว่า ในห้างนี้ อาคารนี้ ตลาดนี้ มีร้านขายสินค้าละเมิดอยู่ตรงจุดใดก่อนจะแจ้งเรื่องไปยังเจ้าของอาคาร เจ้าของสถานที่ เพื่อให้รู้ว่ามีร้านขายของละเมิดที่อยู่ในพื้นที่ตัวเองจุดใดบ้าง และจะได้จัดการต่อไปได้ เช่น ไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ที่จำหน่ายสินค้าละเมิด เป็นต้น

“ถ้ามีการเข้าไปจับกุม ร้านค้า หรือแผงค้าในพื้นที่ตัวเอง เจ้าของอาคารและเจ้าของสถานที่ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะกรมได้แจ้งไปแล้วว่า มีร้านขายของปลอมอยู่ตรงไหนบ้าง ดังนั้นเจ้าของจะต้องเข้ามาร่วมกับกรมในการตรวจสอบและป้องกันด้วย ซึ่งในส่วนของห้างมาบุญครองได้เชิญประชุมผู้ค้าไปแล้ว และได้แจ้งนโยบายไปแล้วว่าจะไม่ให้จำหน่ายสินค้าปลอมในพื้นที่ศูนย์การค้าอีกต่อไป”

นายทศพลกล่าวว่า กรมขอเชิญชวนให้ผู้ที่พบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในห้าง ในตลาด ในเว็บไซต์ หรือในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ฯลฯ แจ้งเบาะแสเข้ามายังกรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะหากสามารถจับกุมและดำเนินคดีจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับจากคดีด้วย 1 ส่วนจาก 4 ส่วน เช่น เงินค่าปรับ 100% จะนำส่งเข้าคลัง 80% และอีก 20% จะนำมาแบ่งเป็น 4 ส่วน โดย 1 ส่วนจะมอบให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแส และอีก 3 ส่วนมอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่จับกุม โดยดูหลักฐานจากบันทึกการจับกุม ซึ่งจนถึงขณะนี้มีการจ่ายเงินให้กับผู้แจ้งเบาะแสไปแล้วกว่า 100,000 บาท และเหลือรอการจ่ายอีกนับล้านบาท

ส่วนความคืบหน้าการเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรา 265 ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อแก้ปัญหาการอนุมัติจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ผู้ประกอบการยื่นขอมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนหลายหมื่นคำขอที่ยังล่าช้าอยู่ ซึ่งจะทำให้ผู้ยื่นคำขอเสียโอกาสทางธุรกิจว่า ล่าสุด กรมอยู่ระหว่างการปรับแก้ไขรายละเอียดที่จะนำเสนอนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ได้เคยเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว แต่ถูกภาคประชาสังคมคัดค้านหนัก จนนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์กลับมาพิจารณาผลดีผลเสียอย่างรอบด้านที่สุด

ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีออกประกาศใช้มาตรา 44 แล้ว สิทธิบัตรที่จะเข้าหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้รวดเร็วขึ้นคือ สิทธิบัตรที่ยื่นคำขอจดกับกรมมานานเกินกว่า 5 ปี และต้องเป็นสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติจากต่างประ เทศแล้วเท่านั้น เพราะการได้รับอนุมัติให้จดในต่างประเทศแล้ว เท่ากับประเทศที่ให้จดได้พิจารณาเป็นอย่างดีแล้ว และไม่น่าจะมีผู้ร้องคัดค้าน ส่วนประเด็นที่ภาคประชาสังคมเป็นห่วง เช่น การอนุมัติให้จดเร็วขึ้น อาจทำให้มีการจดสิทธิบัตรยาที่ไม่ได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นนั้น ได้ทำความเข้าใจเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว คาดว่าจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาใช้มาตรา 44 ได้ในเร็วๆนี้.

 

ผ่างบอุตสาหกรรมปี 61 ดันสุดลิ่ม 5 โครงการยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 06:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937630


นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำเสนอของบประมาณประจำปี 2561 จำนวน 5,901 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 ประมาณ 1% หรือลดลง 21 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะเน้นนำไปใช้ในงานตามนโยบายสำคัญๆ ประมาณ 47% หรือคิดเป็นวงเงิน 2,770 ล้านบาท โดยแผนงานทั้งหมดของกระทรวงจะตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ใน 4 ด้านสำคัญๆ อาทิ ยุทธศาสตร์การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คิดเป็น 69% ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน 2% ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำ 1%

สำหรับแผนงานในปีงบประมาณ ปี 2561 กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการใน 5 เรื่อง ใหญ่ๆ ได้แก่ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ 625 ล้านบาท โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 122 ล้านบาท การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ 660 ล้านบาท การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในอีอีซี 286 ล้านบาท และส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 567 ล้านบาท การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง 104 ล้านบาท ผ่านการพัฒนามาตรฐานสินค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน อุตสาหกรรมชุมชน หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นต้น.

 

เตือนแก๊งตุ๋นโควตาสลากระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937627


นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อเดือน ก.ค.2559 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการจัดสรรสลากการกุศลให้แก่องค์กรการกุศล มูลนิธิ และสมาคมคนพิการทั่วประเทศใหม่ ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดังกล่าว จึงได้ประกาศยกเลิกโควตาสลากการกุศลเดิมรวมถึงสลากการกุศลที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ได้พิมพ์ออกจำหน่ายเพื่อให้องค์กรการกุศล มูลนิธิ และสมาคมคนพิการรับทราบมติ ครม.ที่จะจัดสรรโควตาใหม่ และยังทำหนังสือถึงองค์กรการกุศล มูลนิธิ และสมาคมคนพิการที่เคยได้รับโควตาสลากยื่นเรื่องขอรับโควตาสลากใหม่ด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.จนถึงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาตนได้รับรายงานว่า มีการปลอมแปลงเอกสารของกระทรวงการคลัง โดยระบุว่า นายจุมพล ริมสาคร ได้อนุมัติโควตาสลากการกุศลเรียบร้อยแล้ว และยังมีการนำเอกสารดังกล่าวไปหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อว่ามีโควตาสลากอยู่ในมือจริงและเรียกรับเงินล่วงหน้าเนื่องจากสลากการกุศลเป็นที่ต้องการของนักเสี่ยงโชค

นายจุมพลกล่าวว่า ล่าสุดตนได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังไปร้องทุกข์กล่าวโทษและแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว โดยขอยืนยันว่า การจัดสรรโควตาสลากการกุศลยังอยู่ระหว่างดำเนินการของกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเร็วๆนี้

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า การพิจารณาจัดสรรโควตาสลากการกุศลในครั้งนี้ กระทรวงการคลังจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดย ครม.กำหนดให้มีการพิมพ์สลากการกุศลไม่เกินงวดละ 11 ล้านฉบับคู่ โดยวงเงินที่รัฐบาลจะสนับสนุนแต่ละโครงการไม่เกิน 1,000 ล้านบาท และเมื่อรวมทุกโครงการแล้ววงเงินจะไม่เกิน 10,000 ล้านบาท สำหรับวิธีการจัดสรรเงินให้แก่องค์กรการกุศลในรอบนี้ จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ จากเดิมสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะมอบเงินครั้งละ 100 ล้านบาท จนครบ 1,000 ล้านบาท เป็นต้น แต่รูปแบบใหม่จะส่งมอบเงินตามความต้องการใช้เงิน เช่น ค่าก่อสร้างโรงพยาบาลใช้เงินงวดแรก 50 ล้านบาท ก็จะมอบเงินงวดแรก 50 ล้านบาท เป็นต้น.

 

ลั่นคาดโทษหนักยึดใบอนุญาต1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937622


“ขบ.”คุมเข้มรถรับส่งนักเรียน แจงกฎละเอียดยิบรับเปิดเทอม

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกกำชับให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบความปลอดภัย การให้บริการของรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนในจังหวัดอย่างเข้มงวด เตรียมพร้อมเปิดภาคการศึกษาใหม่ของโรงเรียนทั่วประเทศ โดยรถโรงเรียนต้องมีลักษณะและอุปกรณ์ถูกต้อง และต้องขออนุญาตอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียนที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งในลักษณะรถสองแถวและรถตู้ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เช่น ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และไม่มีพื้นที่สำหรับนัก เรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด กรณีเป็นรถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

ทั้งนี้ รถรับส่งนักเรียนทุกคันต้องผ่านการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา โดยต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียน หรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ โดยจะได้รับอนุญาตครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ขับรถรับส่งนักเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียนประจำรถ ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่งตามมาตรฐานความปลอดภัยของรถโรงเรียนตามกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบก

“นอกจากจะมีมาตรการกำกับควบคุมความปลอดภัยแล้ว ยังดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจัดโครงการเสริมความรู้สู่ถนนปลอดภัย ใส่ใจบริการ แก่พนักงานขับรถรับส่งนักเรียนเป็นประจำทุกปี ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยปีนี้ ส่วนกลางกำหนดจัดอบรมวันที่ 20 พ.ค.2560 ณ กรมการขนส่งทางบก โดยมีพนักงานขับรถเข้าร่วมประมาณ 100 คน ซึ่งจะเป็นการเสริมความรู้ สร้างความตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบ การให้บริการที่ดี และคอยดูแลความปลอดภัยของเด็กนักเรียนอยู่เสมอ ทั้งนี้หากพบว่ามีการฝ่าฝืนจะสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น 1 ปีไปแล้ว”.

 

“ดีอี”ฝันลมๆแล้งๆปั้นดิจิทัลพาร์ครับอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937620


ลุ้นอีกหลายเฮือกรอกฎหมายลูกบังคับใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า จากที่คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้เห็นชอบการส่งเสริมเขตอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์นั้น ขณะนี้หลายฝ่ายมีความกังวลอย่างมากในกระบวนการขั้นตอนการทำงานของกระทรวงดีอี เนื่องจากโครงสร้างการทำงานภายในกระทรวงดีอียังคงล่าช้า เนื่องจากกฎกระทรวง ซึ่งเป็นกฎหมายลูก เพื่อให้การทำงานของกระทรวงดีอีมีประสิทธิภาพยังไม่ประกาศใช้บังคับแต่อย่างใด

สำหรับโครงการดิจิทัลพาร์ค จะเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านดิจิทัล เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างสรรค์งานด้านดิจิทัลในรูปแบบต่างๆบนพื้นที่กว่า 700 ไร่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งตามแผนการจัดตั้งจะมีการจัดสรรพื้นที่สำหรับการลงทุนภาคเอกชน 70% และภาครัฐ 30% โดยเอกชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% ในอีก 5 ปีถัดมา ขณะที่ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ของดิจิทัลพาร์ค สามารถเลือกการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 รูปแบบ คือ การเสียภาษีแบบขั้นบันไดตามปกติ และการเสียภาษีในอัตราคงที่ 17% อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนักลงทุนจากต่างประเทศหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ แต่ทุกรายต้องการความชัดเจนว่า เกี่ยวกับแผนการดำเนินการของรัฐบาลด้วย.

 

ค้านนำเข้าปู่ย่าพันธ์ุไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937617


นายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า มติประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) เห็นชอบให้อาศัยพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ออกประกาศเพื่อบังคับใช้กับผู้ประกอบการ ที่ต้องการนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) และไก่พ่อแม่พันธุ์ (GS) ให้ปฏิบัติตามโควตานำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด สมาคมไม่เห็นด้วย เพราะจะส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดในปีหน้าลดลง และเสี่ยงการเกิดปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

“ภาวะที่ไข่ล้นตลาดเกิดขึ้นเป็นบางช่วงเวลา หากมีการจัดการที่ดีปัญหาก็ได้รับการแก้ไข โดยที่ไม่มีผู้ได้รับผลกระทบถึงขั้นได้รับความเสียหาย ส่วนกรณีราคาไข่ปรับลดลง สุดท้ายไข่ทุกฟองก็ขายได้หมด แสดงให้เห็นว่าความต้องการบริโภคยังมีอยู่ จึงไม่เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาที่ต้นทาง เพราะส่งผลกระทบต่อปลายทางได้ กรณีที่ไข่ขาดตลาด ถึงขั้นต้องนำเข้าขึ้นมา ภาพพจน์ของไทยที่ต้องการเป็นครัวโลกจะเสียหายมาก เพราะไข่เป็นสินค้าพื้นฐานที่คนทุกวัย ทุกชาติ ศาสนาบริโภคได้ แต่หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะใช้กฎหมายมาดูแลผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็ต้องปฏิบัติตาม”

สำหรับการแก้ไขกรณีไข่ล้นตลาด ราคาไข่ลดลงต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ที่ผ่านมา เอ้กบอร์ด เคยเห็นชอบให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแก้ไขปัญหา โดยเก็บเงินจากการนำเข้าปู่ย่า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ตัวละ 100 บาท เพื่อนำรายได้มาบริหารจัดการไข่ที่ล้น และผลักดันให้ส่งออก เพื่อชดเชยรายได้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขปัญหานี้ แต่ผู้นำเข้าทุกรายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เงินในกองทุนมีจำนวนมากเพียงพอกับการช่วยเหลือ.

 

ชาวไร่แห่เพิ่มพื้นที่ปลูก ผลผลิตน้ำตาลทะลัก 100 ล้านกระสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937612


นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า หลังจากโรงงานน้ำตาลทรายทั้ง 54 แห่ง ได้เริ่มรับผลิตอ้อยเข้าหีบประจำปีการผลิต 2559/60 เมื่อเดือน ธ.ค.2559 ล่าสุด ได้ปิดหีบอ้อยเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นเวลาหีบอ้อย 149 วัน พบว่ามีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 92.95 ล้านตันอ้อย ลดลงจากปีก่อนที่มีอ้อยเข้าหีบ 94.05 ล้านตันอ้อย ปริมาณการผลิตน้ำตาลปีนี้ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าปีก่อน สามารถผลิตน้ำตาลรวม 10.03 ล้านตัน คิดเป็น 100.3 ล้านกระสอบ (100 กิโลกรัม (กก.) ต่อกระสอบ) เพิ่มขึ้น 2.44 ล้านกระสอบ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ผลิตได้ 97.86 ล้านกระสอบ

ปัจจัยที่มีผลทำให้ฤดูการผลิตปี 2559/60 ผลิตน้ำตาลได้ปริมาณเพิ่มขึ้น มาจากคุณภาพผลผลิตอ้อยเข้าหีบอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มาจากสภาพอากาศเย็นและฝนตกในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้ค่าความหวานอ้อยปีนี้อยู่ที่ 12.27 ซีซีเอส และโรงงานน้ำตาลทุกโรงได้เพิ่มประสิทธิภาพการหีบอ้อยเพื่อสกัดน้ำตาล ทำให้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) เพิ่มขึ้นเป็น 107.9 กก.ต่อตันอ้อย จากปีก่อนที่มียิลด์ 104.05 กก.ต่อตันอ้อย ส่วนผลผลิตกากน้ำตาล (โมลาส) ปีนี้อยู่ที่ 3.86 ล้านตัน ลดลง 0.47 ล้านตัน จากปีก่อนหน้า

สำหรับการเพาะปลูกอ้อยปีการผลิต 2560/61 ที่จะเริ่มในเดือน พ.ย.นี้ เชื่อว่าจะดีกว่าปีการผลิต 2559/60 เนื่องจากเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ปลูกอ้อย และชาวไร่หลายรายเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและลงตออ้อยใหม่เพื่อหวังผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น บางรายขยายพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากยังมองแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี คาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบจะดีกว่าปีนี้.

 

“ทีเอ็มบี” นำร่องแอพลูกค้าเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937610


นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบีแบงก์ เปิดเผยว่า บริการโมบายแอพพลิเคชั่น หรือ TMB Business Touch ให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมการเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่ให้บริการแอพพลิเคชั่นให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีลูกค้าสมัครใช้บริการแล้ว 10,000 ราย และมั่นใจว่าสิ้นปียอดลูกค้าสมัครใช้บริการจะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20,000-30,000 ราย และภายในปี 2564 จะมีลูกค้าเอสเอ็มอีสมัครใช้บริการ 100,000 ราย มีอัตราการเติบโตปีละ 10-15% จากปัจจุบันมีลูกค้าเอสเอ็มอี 200,000 ราย

“ทีเอ็มบี เป็นผู้ริเริ่มดิจิทัลแบงก์กิ้งตั้งแต่ 7 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัว ME by TMB ธนาคารดิจิทัลแห่งแรกในประเทศไทย และยังมีการพัฒนา TMB Internet Banking หรือ TMB Touch โมบายแอพพลิเคชั่น ให้ลูกค้ารายย่อยสามารถเปิดบัญชี ฝากและโอนเงิน รวมทั้งขอรายการเดินบัญชี และเอกสารรับรอง โดยไม่ต้องไปทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์ของสาขาธนาคาร และเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่นิยมทำธุรกรรมการเงินผ่านดิจิทัลมากขึ้น ธนาคารจึงใช้งบลงทุนไอทีปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท”

นายปิติกล่าวอีกว่า ทีเอ็มบี เป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งแรกๆที่พัฒนาการให้บริการรองรับดิจิทัลแบงก์กิ้ง เริ่มจากให้บริการ TMB Touch หรือโมบายแอพพลิเคชั่นให้กับลูกค้าทั่วไป ปัจจุบันมีลูกค้าเปิดใช้งาน TMB Touch แล้ว 1 ล้านราย และสัดส่วนลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น 165% ลูกค้าที่ใช้งานเป็นประจำเพิ่มขึ้น 175% ลูกค้าแต่ละคนใช้งานโดยเฉลี่ย 11.55 ครั้งต่อเดือน ซึ่งมากกว่าการไปสาขาของลูกค้าบุคคลโดยทั่วไป ขณะที่มูลค่าของการทำธุรกรรมในปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว จาก 12,000 ล้านบาท เป็น 24,500 ล้านบาท.