บอร์ดอีอีซีพร้อมเดินหน้า ลดขั้นตอน “พีพีพี” เหลือเพียง 8-10 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937605


บอร์ดบริหาร “อีอีซี” เคาะแนวทางพีพีพีซุปเปอร์ฟาสต์แทร็ค เหลือ 8-10 เดือน มั่นใจปีนี้เปิดประมูลได้ 2 โครงการใหญ่ ศูนย์ซ่อมอากาศยานและท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 พร้อมเร่งรัด 5 โครงการสำคัญ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปลายเดือน พ.ค.นี้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางและขั้นตอนเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) สำหรับโครงการในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะให้เหลือเวลาดำเนินการ 8-10 เดือน หรือพีพีพีซุปเปอร์ฟาสต์แทร็ค

ทั้งนี้ เมื่อผ่านการพิจารณาของ กรศ.แล้ว จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการลดระยะเวลาดำเนินการเหลือ 8-10 เดือน จากเดิมที่ลดลงมาแล้วเหลือ 20 เดือนนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องแก้กฎหมายฉบับใด เพียงแต่ปรับขั้นตอนการทำงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทราบอยู่แล้วว่าจะต้องดำเนินการอะไรบ้างในแต่ละโครงการ ดำเนินการไปพร้อมกันเลย โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานหนึ่งเสร็จแล้วอีกหน่วยงานค่อยเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นส่วนของการทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ก็สามารถทำไปพร้อมกันได้

นอกจากนี้ บางโครงการก็สามารถข้ามบางขั้นตอนไปได้ เช่นกรณีของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาที่ไม่จำเป็นต้องทำ EIA เพราะอยู่ในพื้นที่ของรัฐคือของกองทัพเรือ ซึ่งไม่ได้มีชุมชนรอบๆ ขณะที่รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ก็เริ่มทำ EIA แล้ว

ทั้งนี้ ในบางกระบวนการของบางโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ทำให้เชื่อว่าภายในปีนี้จะสามารถเปิดประมูลโครงการใหญ่ในอีอีซีได้อย่างน้อย 2 โครงการคือ โครงการในอู่ตะเภา ซึ่งในส่วนของโครงการศูนย์ซ่อมสร้างอากาศยาน บริษัทการบินไทยก็มีการหารือกับทางกลุ่มแอร์บัสอย่างต่อเนื่อง น่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้เร็วๆนี้ และอีกโครงการคือการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่ 3 ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้นคาดว่าจะเปิดประมูลได้ต้นปี 2561

“การเริ่มเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ในอีอีซี เชื่อว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้”

ทั้งนี้ ในการผลักดันโครงการอีอีซีของรัฐบาล ได้มีการเร่งรัด 5 โครงการสำคัญให้เกิดขึ้นก่อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าอีอีซีจะเกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องคือ 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งในระยะ 5 ปีแรก จะต้องเพิ่มอัตราผู้โดยสารจาก 3 ล้านคนเป็น 15 ล้านคน และรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านล้านคนภาย 15 ปีข้างหน้า 2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมโยงสนามบินพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงินลงทุน 158,000 ล้านบาท 3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 88,000 ล้านบาท 4.โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางราง วงเงิน 64,300 ล้านบาท และ 5.โครงการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่และการจัดรูปที่ดิน ซึ่งคาดว่าจะมีการลงทุนที่ต่อเนื่องรวม 400,000 ล้านบาท

นอกจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ได้มีการประเมินว่าเอกชนจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายประมาณ 500,000 ล้านบาท และเกิดการท่องเที่ยวลงทุน 200,000 ล้านบาท.

 

เปิดคอร์สติวธุรกิจสตาร์ทอัพ เสริมเขี้ยวเล็บเถ้าแก่รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937602


นายวศิน วินิชบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผย ว่า บริษัทดำเนินธุรกิจด้านอบรมสัมมนาแนวผลิตคอร์สสำหรับนักธุรกิจสตาร์ทอัพ (Start Up) โดยได้ร่วมกันระดมความคิด แก้ปัญหา จนกระทั่งได้ออกมาเป็นธุรกิจหลักสูตรฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพเพื่อเสริมอาวุธทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่มีชื่อว่า คอร์ส FINE หรือ Future Innovative Entrepreneurs เป็นหลักสูตรที่เต็มไปด้วยสีสันและเนื้อหาเพื่อจุดไฟการทำธุรกิจ พร้อมทั้งขยายเครือข่ายฐานคอนเน็กชั่นที่สามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างไม่รู้จบโดยจับกลุ่มนิวเจน ทั้งระดับบุคคล และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นองค์กร ตอบสนองคนเจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีแนวคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะทายาทนักธุรกิจเจน 2 ตลอดจนดารา-ศิลปิน และบุคคลโดยทั่วไปที่ให้ความสนใจมากมาย

โดยรายละเอียดของหลักสูตร FINE หรือ Future Innovative Entrepreneurs นั้น จะใช้ระยะเวลา 3 เดือน รวม 12 ครั้ง โดยใช้เวลาเฉพาะวันเสาร์ ซึ่งหลักสูตรจะมุ่งเน้นในด้านการผลิตไอเดียธุรกิจใหม่ๆ และวิธีการคิดที่แตกต่าง ซึ่ง FINE ได้จัดมาทั้งสิ้นรวม 4 รุ่น กว่า 200 คนแล้ว.

 

กนอ.ตีปี๊บผลงาน 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937598


นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ กนอ. รอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-31 มี.ค.2560) มียอดขาย, เช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รวม 1,541 ไร่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 120 ไร่ หรือคิดเป็น 8.5% คิดเป็นเงินลงทุนรวม 71,591 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 38.5% โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นพื้นที่นิคมฯในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี รวม 1,457 ไร่

“การเพิ่มขึ้นของยอดขาย, เช่าพื้นที่ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่ามาจากนโยบาย อีอีซีจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญนับจากนี้ไป ซึ่งปัจจุบันมีนิคมฯหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออก และเป็นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตที่นักลงทุนยังให้ความสำคัญ เพราะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและความชัดเจนนโยบายของรัฐ ในการดำเนินการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยปัจจุบัน กนอ.มีนิคมฯที่รับผิดชอบ 54 แห่ง ใน 15 จังหวัด มีพื้นที่รวม 164,493 ไร่”

นายวีรพงศ์กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในนิคมฯในอนาคต ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเหล็กและโลหะ กลุ่มยางและพลาสติก กลุ่มเครื่องยนต์และเครื่องจักรกลที่ไม่ได้ใช้ยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มการลงทุนยังคงมีต่อเนื่อง ในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2560 โดยจะเห็นจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ เริ่มกลับเข้าลงทุน.

 

ปตท.จ่อตั้งโรงงานแบตลิเธียม ใช้เก็บสำรองโรงไฟฟ้าทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937595


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในฐานะบริษัทลูกของ ปตท.ได้ ลงนามข้อตกลงกับบริษัท 24Technologies Inc. หรือ 24M ที่ GPSC ถือหุ้นอยู่ 18.6% เพื่อทำสัญญาใช้สิทธิบัตรในการผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในประเทศไทยและอาเซียน โดยจะประเมินภาพรวมตลาด แบตเตอรี่ในอาเซียน รวมทั้งออกแบบเชิงวิศวกรรมภายในปีนี้ เพื่อก่อสร้างโรงงานในปีหน้า

ที่ผ่านมา บริษัท 24M ได้พัฒนาโครงการนำร่อง พบว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ โดยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เปลี่ยน Electrolyte จากของเหลวเป็น Semi-Solid State ทำให้ผลิตได้เร็วขึ้น และต้นทุนถูกลง เพื่อใช้ในระบบกักเก็บพลังงานสำรองสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งโรงไฟฟ้าพลังลมและแสงอาทิตย์ ทำให้มีการจ่ายไฟเสถียรภาพมากขึ้น ลดภาระโรงไฟฟ้าหลัก และลดการ สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญของกลุ่ม ปตท.ในการพัฒนาธุรกิจใหม่ ควบคู่กับสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

ทั้งนี้ การพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังต้องทดสอบและออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน และอุณหภูมิที่แตกต่างกันไป ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งค่ายเจเนอรัล มอเตอร์ หรือจีเอ็ม ได้พยายามลดข้อจำกัดของรถยนต์อีวี ที่วิ่งได้ระยะทางสั้นๆเท่านั้น รวมทั้งมีการพัฒนาเชื่อมระบบข้อมูล (Connectivity) ของรถกับทั้งโทรศัพท์ของผู้ขับ รวมทั้งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตส่งข้อมูลสภาพรถให้กับเจ้าของรถ รวมทั้ง สื่อสารว่าต้องทำอะไรบ้างเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ให้ขับไปยังสถานีบริการที่ใกล้ที่สุด หรือให้ลงจากรถยนต์ทันที.

 

ต่างชาติจี้รัฐเอื้อการลงทุน “สุวิทย์” แจงโรดแม็ปพร้อมเร่งปฏิรูปทุกด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937590


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายแสตนลีย์ คัง ประธานหอการค้า ร่วม ต่างประเทศในประเทศไทย (เจเอฟซีซีที) และคณะนักธุรกิจระดับสูงจากหลายประเทศ โดยจากการหารือนักธุรกิจ ได้ขอให้รัฐบาลหาทางปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น เช่นเดียวกับการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและการอนุญาตทำงาน การจัดตั้งสถานศึกษาของชาวต่างชาติในประเทศไทย และการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการลงทุนและดำเนินธุรกิจในไทยให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ได้ชี้แจงว่าในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการปฏิรูปประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย มีสิ่งสำคัญคือ กระบวนการสังคายนากฎหมาย ล่าสุดคณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านกฎหมาย กำลังทบทวนกรอบของกฎหมายในภาพรวม

นายสุวิทย์กล่าวว่า ด้านการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลจะใช้กลไกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ขับเคลื่อนการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ และพัฒนา การให้สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้นักลงทุนได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ขณะที่การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการอนุญาตทำงานนั้น รัฐบาลได้รับทราบปัญหาแล้ว และอยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ส่วนการอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นข้างมากในการจัดตั้งสถาบันการศึกษาหรือสถานฝึกฝนวิชาชีพนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้ชาวต่างชาติจัดตั้งสถานศึกษาในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี

“ได้อธิบายให้เจเอฟซีซีทีทราบถึงแนวทางในการดำเนินการของรัฐบาลตามโรดแม็ป โดยได้อธิบายว่ารัฐบาลทราบดีว่าสิ่งสำคัญ สำหรับภาคธุรกิจคือ การมีสภาพแวดล้อมที่สามารถคาดการณ์ได้ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลได้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้เกิดขึ้นแล้ว ในลำดับต่อไป รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เป็นเป้าหมายของประเทศในระยะยาว”.

 

ขนส่งทางบก กำชับ ความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนรับเปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ค. 2560 15:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/937103


ตรวจเข้มรับเปิดเทอม กรมการขนส่งทางบก สั่งสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน หากพบผู้ประกอบการรายใด ละเลยมาตรฐานความปลอดภัยจะสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที…

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2560 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้กำชับให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบความปลอดภัยการให้บริการของรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนในจังหวัดอย่างเข้มงวด เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดภาคการศึกษาใหม่ของโรงเรียนทั่วประเทศ โดยรถโรงเรียนต้องมีลักษณะและอุปกรณ์ส่วนควบถูกต้องครบถ้วน จดทะเบียนและขออนุญาตอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียนที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งในลักษณะรถสองแถวและรถตู้ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด กรณีเป็นรถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

ทั้งนี้ รถรับส่งนักเรียนทุกคันต้องผ่านการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษาด้วย โดยต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ โดยจะได้รับอนุญาตครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ขับรถรับส่งนักเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียนประจำรถ ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง ตามมาตรฐานความปลอดภัยของรถโรงเรียนตามกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบก เนื่องจากอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยของพนักงานขับรถและผู้ควบคุมดูแลประจำรถ ประกอบการกับนำรถยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้างรับส่งนักเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยทั้งในด้านผู้ขับรถ สภาพรถ และลักษณะรถ ตลอดจนพฤติกรรมการให้บริการซึ่งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวด้วยว่า กรมการขนส่งทางบกห่วงใยสวัสดิภาพในการเดินทางของนักเรียน นอกจากมาตรการกำกับควบคุมความปลอดภัยแล้วยังดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจัดโครงการเสริมความรู้สู่ถนนปลอดภัย ใส่ใจบริการ แก่พนักงานขับรถรับส่งนักเรียนเป็นประจำทุกปีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

โดยปีนี้ในส่วนกลางกำหนดจัดอบรมวันที่ 20 พฤษภาคม 2560 ณ กรมการขนส่งทางบก โดยมีพนักงานขับรถเข้าร่วมประมาณ 100 คน ซึ่งจะเป็นการเสริมความรู้ สร้างความตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบ การให้บริการที่ดี และคอยดูแลความปลอดภัยของเด็กนักเรียนอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความรอบคอบในความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ หากพบการฝ่าฝืนพิจารณาสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น 1 ปีไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งหากพบรถรับส่งนักเรียนมีพฤติกรรมขับขี่รถไม่ปลอดภัย ดัดแปลงสภาพตัวรถหรือสภาพรถไม่ปลอดภัย บรรทุกผู้โดยสารเกิน หรือห้อยโหน ร้องเรียนได้ที่สายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

แจ็ค หม่า ชี้แนวทางพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศกำลังพัฒนาที่ยูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ค. 2560 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936888


แจ็ค หม่า ขึ้นเวทีประชุมสหประชาชาติ ชวนประเทศกำลังพัฒนา หันมาพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซ เพื่อช่วยเอสเอ็มอีก้าวสู่ตลาดโลก แทนมุ่งร่างกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับที่ซับซ้อน อาจเป็นผลร้ายในระยะยาว…

เมื่อเร็วๆ นี้ ในงานสัมมนาประจำปี “E-Commerce Week” จัดขึ้นโดย องค์กรการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจในด้านการส่งเสริมธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามชาติในประเทศที่ยังขาดแคลนเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความรู้ความสามารถในด้านที่เกี่ยวข้อง นายแจ็ค หม่า ประธานบริหารของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของ UNCTAD ในด้านการพัฒนาธุรกิจโดยคนรุ่นใหม่และการบริหารจัดการธุรกิจขนาดเล็ก ที่ประชุมสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า หวังว่าเราจะร่างระเบียบข้อบังคับขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเจ้าของธุรกิจ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และลดภาระทางภาษีของธุรกิจกลุ่มอีคอมเมิร์ซลง ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้ภาครัฐร่างกรอบทางกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก

ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา นายหม่าได้เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการค้าทั่วโลกผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (electronic World Trade Platform – eWTP) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางมีศักยภาพที่มากขึ้นในการก้าวสู่ตลาดโลก แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยลดความซับซ้อนในเชิงกฎหมายให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งยังลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดและเงินทุนใหม่ จนสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างทัดเทียมกันยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายหม่า ได้เน้นย้ำอย่างต่อเนื่องถึงบทบาทของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในการเติบโตของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในด้านของการแข่งขันในภาคธุรกิจ การเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถก้าวข้ามอุปสรรคด้านระยะทางและที่ตั้ง หรือการสร้างโอกาสทางอาชีพการงานให้ทั่วถึงสำหรับทุกคน.

 

ทองคำไทยปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936880


ราคาทองไทยวันวิสาขบูชา 10 พ.ค.2560 เปิดตลาดปรับลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท…

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับราคาลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท

 

การีนา ช้อปปี้ แอร์เพย์ รีแบรนด์เป็น Sea มุ่งเติบโตธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ค. 2560 09:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936818


Sea Limited บริษัทแม่ของการีนา แอร์เพย์ และช้อปปี้ ในไทย ระดมทุนรอบใหม่จำนวน 550 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เน้นสร้างการเติบโตในตลาดอีคอมเมิร์ซ และรีแบรนด์ใหม่ในนาม ‘Sea’ หวังก้าวเป็นผู้นำบริการแบบมัลติแพลตฟอร์ม…

Sea Limited หรือ “Sea” บริษัทแม่ของการีนา, แอร์เพย์ และช้อปปี้ ในประเทศไทย ได้ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบใหม่จำนวน 550 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อการต่อยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของช้อปปี้ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของบริษัท ที่มีการเติบโตและขยายตัวขึ้นกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา และขณะนี้ยังมีมูลค่าการซื้อขายต่อปีสูงกว่า 3,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในทุกตลาดรวมกัน

การเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก “Garena Interactive Holding Limited” ที่ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2552 ที่สิงคโปร์ เป็นชื่อใหม่คือ “Sea” นั้น มีเหตุผลหลักเพื่อให้ “Sea” เป็นแบรนด์ใหม่ของบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งมีบริษัทในเครือที่ให้บริการในรูปแบบแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ “Sea” สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านมัลติแพลตฟอร์มที่ให้บริการหลากหลายรูปแบบอย่างแท้จริง

นายฟอเรสต์ ลี ผู้ก่อตั้ง ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การีนา คือ แบรนด์ที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงอย่างมากในวงการเกม ในขณะที่แบรนด์ช้อปปี้ได้กลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ และส่วนแอร์เพย์เองก็ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มธุรกิจที่ให้บริการทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลอย่างรวดเร็ว แบรนด์ทั้งสามนี้มีความหมายกับเรามาก ดังนั้นเราจึงได้หลอมรวมตัวตนทั้งหมดจากทั้งสามแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันภายใต้ชื่อ Sea (ซี)

ซีอีโอและประธานบริษัท ซี กล่าวว่า ชื่อใหม่ของบริษัทนี้ เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากอักษรย่อของภูมิภาคของเรา และยังสื่อถึงความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้านในภูมิภาคนี้ เปรียบเสมือนบ้านที่เราคุ้นเคยเมื่อต้องแข่งขันกับผู้เล่นจากภูมิภาคอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ‘Sea’ ที่มีความหมายว่า ‘ทะเล’ ยังเป็นตัวเชื่อมทุกๆ ตลาดของเราเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนถึงคติพจน์ของบริษัทที่ว่า ‘connecting the dots’ หรือการเชื่อมต่อจุดต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน และสุดท้ายคำว่า ‘Sea’ ยังเป็นคำที่เรียบง่ายแต่ตรงตัว ทำให้เรานึกถึงจิตวิญญาณของนักบุกเบิกในการออกสำรวจค้นหา มันจึงเป็นคำพิเศษที่แทนค่านิยมของบริษัทและความเป็นตัวตนของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โดยผู้ร่วมลงทุนรอบนี้ได้แก่ (1) Cathay Financial Holding Co., Ltd. (2) Farallon Capital Management, L.L.C (3) GDP Venture (4) Hillhouse Capital (5) JG Summit Holdings, Inc. และ (6) President International Development Corporation

นายนิก แนช ประธานกรรมการ บ.ซี กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่จะได้ต้อนรับกลุ่มนักลงทุนที่มีชื่อเสียงและโดดเด่นเหล่านี้เข้ามาร่วมธุรกิจด้วยกันกับ Sea พันธมิตรใหม่ของเรากลุ่มนี้มีแนวคิดเช่นเดียวกับเราในเรื่องของความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการให้บริการแก่ผู้บริโภค และกลุ่มธุรกิจรายย่อยทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับบริษัทในเรื่องของความเชื่อมั่นอย่างแรง พลังของเทคโนโลยีที่จะสามารถพลิกโฉมเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ได้.

 

“บิ๊กตู่” กำชับ สคบ.ล้อมคอกพวกขี้ฉ้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 06:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936688


พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างแผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติปี 2560-2564 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติซึ่งตามแผนมีเป้าหมายให้เกิดการบูรณาการคุ้มครองผู้บริโภคทุกภาคส่วน และให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ พัฒนาระบบและกลไกการคุ้มครองผู้บริโภค, พัฒนาระบบฐานข้อมูลในการคุ้มครองผู้บริโภค, พัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค, สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค และการส่งเสริมการบูรณาการการคุ้มครองผู้บริโภค

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้การคุ้มครองผู้บริโภคครอบคลุมในทุกกิจการซึ่งรวมไปถึงด้านท่องเที่ยว และการใช้บริการสายการบินด้วย โดยให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางควบคุมผู้ประกอบธุรกิจสายการบินไม่ให้มาเอาเปรียบผู้บริโภค หรือหาทางเยียวยาค่าเสียเวลาแทนการขอโทษ โดยเฉพาะในกรณีที่บางสายการบินขอเลื่อนเที่ยวบินอยู่เป็นประจำจนทำให้ผู้ที่เข้าไปใช้บริการเกิดความเดือดร้อน

ด้าน พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงกรณีการโฆษณาจำหน่ายสินค้ากระทะโคเรีย คิง ที่ตั้งราคาสูงเกินจริง และใช้กลวิธีลดราคาเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคซื้อสินค้านั้นอาจเข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อหลอกให้ซื้อหรือไม่ว่า ล่าสุด สคบ.อยู่ระหว่างเรียกให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งเอกสารการโฆษณาทั้งหมด อย่างไรก็ตามผู้แทนกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความเห็นประเด็นราคาสินค้าว่า กระทะโคเรียคิงไม่ถือเป็นสินค้าควบคุมราคา.