เปิดโปรโมชั่น “มันนี่เอ็กซ์โป” แบงก์แข่งดุ!ลดแลกแจกแถมสินเชื่อ 0%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936678


งานมหกรรมการเงิน หรือมันนี่เอ็กซ์โปครั้งที่ 17 จัดยิ่งใหญ่ใต้แนวคิด “นวัตกรรมการเงิน 4.0” เปิด 9 โซนบริการการเงินการลงทุนยุคดิจิทัล พร้อมโปรโมชั่นพิเศษแห่งปี สินเชื่อดอกเบี้ย 0% เงินฝากดอกเบี้ยสูง 3.50% จัดงานวันที่ 11-14 พ.ค.นี้ ที่เมืองทองธานี

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo เปิดเผยว่า งานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 17 ที่นิตยสารการเงินธนาคาร จะจัดขึ้นวันที่ 11-14 พ.ค.นี้ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการเงิน 4.0” มีธนาคารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน กว่า 260 แห่งเข้าร่วมงานเพื่อนำบริการทางการเงินและการลงทุน พร้อมด้วยแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ มานำเสนอให้กับผู้เข้าชมงานอย่างเต็มที่ โดยประชาชนที่เข้าชมงานจะได้เลือกใช้บริการทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจรใน 9 โซนบริการ ได้แก่ ตลาดเงิน, ตลาดทุน, ประกันชีวิต/ประกันภัย/ประกันสุขภาพ, Fintech & Start up, Health &Wealth, รถยนต์, อสังหาริมทรัพย์, SME & Lifestyle และ Gourmet & Cuisine พร้อมแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสุดในรอบปี ทั้งสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุด ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำที่สุด และผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงการลุ้นรางวัลชิงโชคอีกมากมาย

“แคมเปญเด่นภายในงาน ได้แก่ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% 6 เดือน เงินฝากอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.50% ต่อปี, สมัครบัตรเครดิต อนุมัติและรับบัตรได้ทันทีภายใน 1 ชั่วโมง, ผ่อนรถจักรยานยนต์ ผ่อนทอง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี, ซื้อประกันรับฟรี ทัวร์สกอตแลนด์-iPhone7-ทองคำ, ทรัพย์ NPA ทำเลดี ลดสูงสุดถึง 84% เป็นต้น”

นายสันติกล่าวอีกว่า งานมันนี่ เอ็กซ์โปเป็นมหกรรมการเงินการลงทุนที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค และเป็นงานเดียวที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 16 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดธุรกรรมให้เกิดขึ้นภายในงานเป็นมูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านบาท จากผู้เข้าชมงานกว่า 14 ล้านคน โดยเฉพาะในงานปี 59 มียอดธุรกรรมรวมกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าปีนี้จะมียอดธุรกรรมไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

สำหรับแคมเปญโปรโมชั่นในงาน ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน เสนอสินเชื่อเคหะดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน, เงินฝาก Step up 4 เดือน ดอกเบี้ยเดือนแรก 1% เดือนที่ 2-2% เดือนที่ 3-3% เดือนที่ 4-4% เฉลี่ย 2.50% ต่อปี (เท่าเงินฝากประจำ 2.94% ต่อปี) , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เสนอสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี 6 เดือนแรก ลดค่าธรรมเนียม ประเมินราคาหลักประกัน 50% ขณะที่บัตรเครดิตเครือกรุงศรี อนุมัติพร้อมรับบัตรทันทีภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ ออกสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0.99% ปีแรก, สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ดอกเบี้ย 0.99% ปีแรก, สินเชื่อธุรกิจ SME วงเงินกู้สูงสุด 150% วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี, เงินฝากได้กับได้ 15 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 2%, เงินฝากโบนัส ดอกเบี้ยสูงสุด 2.50% ต่อปี

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ออกสินเชื่อบ้านกสิกรไทย ดอกเบี้ยพิเศษ 0%, สินเชื่อเอสเอ็มอี รับบัตรของขวัญมูลค่า 1,000-50,000 บาท และลูกค้าที่ตั้งวงเงิน 10 ล้านบาทขึ้นไป รับฟรีสมาร์ทโฟนHuawei P10 Plus, ทรัพย์สินรอการขายกสิกรไทย ลดราคาสูงสุด 50%, ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนสูงสุด 20,000 บาท พร้อมรับบัตรกำนัลเซ็นทรัลสูงสุด 6,000 บาท ธนาคารกรุงไทย ออกสินเชื่อที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ย 0.60% นาน 6 เดือน ผ่อนนาน 20 ปี, สินเชื่อกรุงไทย Super Easy ให้กู้ 5 เท่าของรายได้ สูงสุด 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 15% ต่อปีตลอด 3 ปี, สินเชื่อกรุงไทยช่วย SMEs 4.0 กู้ได้สูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี ดอกเบี้ยปีแรกต่ำสุด 4% ต่อปี ส่วนธนาคารกรุงเทพ ออกสินเชื่อบ้านบัวหลวง ดอกเบี้ยพิเศษ เมื่อลงทะเบียนจองสิทธิ์ภายในงาน, บัวหลวงทรัพย์สินพร้อมขายทำเลดีในราคาที่ดีที่สุด ด้านธนาคารทหารไทยเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ ดอกเบี้ย 1.3% ต่อปี ส่วน ME by TMB เปิดบัญชี ME รับดอกเบี้ย 1.70% ต่อปี

ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกสลากออมทรัพย์ทวีสิน 2560 ชิงรางวัลที่ 1 มูลค่า 20 ล้านบาท, เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ยิ่งออม ยิ่งดี ทวีโชค ลุ้นรถ ลุ้นทอง ลุ้นของรางวัล, เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ดอกเบี้ย 1.10% ต่อปี ไม่เสียภาษี, สำหรับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกสินเชื่อบ้านหลังแรก ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.33% ต่อปี ยกเว้น ค่าจดจำนองสูงสุด 100,000 บาท ส่วนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ออกเงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน Super Fixed สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต LH Bank Life 510 ดอกเบี้ยต่อปี 2.40-2.45% ต่อปี

ในส่วนของธนาคารเกียรตินาคิน ออกเงินฝาก ประจำพิเศษ 6 เดือน คู่ประกันชีวิตที่ร่วมรายการ ดอกเบี้ยสูงสุด 3.50%, สินชื่อบ้าน Home Loan ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคา วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท สำหรับธนาคาร อาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) ออกสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 3 ปีแรก ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้

นอกจากนั้นในส่วนของบูธธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) เปิดรับแลกธนบัตรที่ระลึก พร้อมรับของที่ ระลึกสุดพิเศษ รวมภาพธนบัตรที่ระลึกในหลวงรัชกาลที่ 9 ในรูปแบบปฏิทินแขวน และ Postcard ส่วนกรมธนารักษ์ เปิดแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหมาะแก่การสะสม ส่วนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ออกพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง รุ่นอายุ 5 ปี ดอกเบี้ย 2.35% และรุ่นอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.00% ไม่จำกัดวงเงินซื้อ

ด้านผู้ค้าทองรายใหญ่ฮั่วเซ่งเฮงลดค่าพรีเมียม 50% ทองคำแท่งปั๊มสี, ลดค่าพรีเมียม 20% ทองรูปพรรณทุกชนิด 20% ส่วนเอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส ไม่น้อยหน้า ลดค่ากำเหน็จสูงสุด 60% เมื่อซื้อทองรูปพรรณภายในงานด้านวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ลดค่ากำเหน็จทันที 50% หรือเลือกผ่อน 0% 3 เดือน ฟรีค่าธรรมเนียม เป็นต้น.

 

ปตท.สผ.แตะเบรกลงทุนอินโด รอเคลียร์หน้าเสื่อคดีมอนทารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936673


นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.เปิดเผยว่า ปตท.สผ.ได้ตัดสินใจระงับการลงทุนโครงการใหม่ๆ ในประเทศอินโดนีเซียไปจนกว่าคดีฟ้องร้องจากรัฐบาลอินโดนีเซียกับ ปตท.สผ.และบริษัทลูกของ ปตท.สผ.จะได้ข้อยุติ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ปตท.สผ. และบริษัท PTTEP Australasia (PTTEP AA) ที่เป็นบริษัทลูกของปตท.สผ.เพื่อ เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของแหล่งมอนทารา ในทะเลติมอร์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 2552 นอกจากนี้ ในส่วนของ บริษัท PTTEP Netherlands Holding Coöperatie U.A. ซึ่งเป็นบริษัทลูกอีกแห่งหนึ่ง ของ ปตท.สผ.ที่ลงทุนในโครงการนาทูน่า ซี เอ ในอินโดนีเซียในปัจจุบันที่สัดส่วน 11.5% ก็จะยังลงทุนตามแผนงานและผลิตปิโตรเลียมตามปกติ เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนละส่วนกัน

ส่วนประเด็นที่ระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะยึดทรัพย์สินของ ปตท.สผ. และ PTTEP AA นั้นที่ปรึกษากฎหมายของ ปตท.สผ.ระบุชัดเจนว่าไม่สามารถยึดทรัพย์สินของ ปตท.สผ.และบริษัทลูกของ ปตท.สผ.ที่ลงทุนในอินโดนีเซียในปัจจุบันได้ เพราะเป็นกิจการของ ปตท.สผ.ที่อยู่นอกประเทศ และถือว่าคนละนิติบุคคลกับ ปตท.สผ.ที่ทำธุรกิจในไทย

นางประณต ติราศัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานกิจการองค์กรและกำกับการปฏิบัติตามนโยบาย ปตท.สผ. กล่าวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้อง ปตท.สผ.ในศาลอินโดนีเซีย ซึ่งคำพิพากษาไม่สามารถบังคับใช้ได้ในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียได้ เนื่องจากอินโดนีเซียไม่มีการทำสนธิสัญญาการยอมรับคำพิพากษาระหว่างประเทศกับไทยและออสเตรเลีย ดังนั้นต้องมาฟ้องศาลที่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. ยังไม่ได้รับเอกสารเกี่ยวกับการฟ้องร้องอย่างเป็นทางการจากอินโดนีเซีย แต่ได้เตรียมพร้อมต่อสู้คดีแล้ว.

 

ฮอนด้ารุกเจาะใจคนเมือง! ได้ฤกษ์เปิดตัว“โมบิลิโอใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936672


นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ในประเทศไทยรองรับภาวะตลาดรถยนต์ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ปีนี้ได้เปิดตัวรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพคท์ “ฮอนด้า โมบิลิโอ ใหม่” เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเมืองยุคใหม่ที่มักมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลายและไม่หยุดนิ่ง

“โดยฮอนด้าเห็นว่านิยามของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ได้เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เน้นเพียงแค่ความอเนกประสงค์ ได้เปลี่ยนไปเป็นรถที่สะท้อนวิถีการใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ จึงมั่นใจว่าฮอนด้า โมบิลิโอใหม่ ที่ยกระดับการออกแบบให้หรูหรา พร้อมความสะดวกสบายและมาตรฐานความปลอดภัย จะสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของคนกลุ่มเมโทรไลฟ์ เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ราคารุ่น S เบาะที่นั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง 659,000 บาท, รุ่น V เบาะที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง 699,000 บาท และรุ่น RS เบาะที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง 763,000 บาท”.

 

แจ้งเกิดบริการชำระเงินผ่าน QR Code 3 เครือข่ายยักษ์รวมพลังครั้งแรกในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936668


นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินระดับโลก 3 ราย ได้แก่ วีซ่า มาสเตอร์การ์ด และยูเนี่ยนเพย์ ร่วมกันเปิดตัว “QR Code มาตรฐาน” เพื่อการชำระเงินในรูปแบบใหม่ในประเทศไทย และนับเป็นแห่งแรกในโลกที่ผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินดังกล่าวให้บริการร่วมกัน โดยเตรียมเปิดให้บริการชำระเงินได้ไตรมาส 3 ปีนี้ และจะนำมาตรฐานการให้บริการครั้งนี้ไปใช้กับประเทศอื่นๆต่อไป ทั้งนี้ รูปแบบการชำระเงิน QR Code มาตรฐานนั้น ผู้บริโภคที่ถือบัตรวีซ่า มาสเตอร์การ์ด และยูเนี่ยนเพย์ สามารถใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือสมาร์ทโฟนสแกน QR Code ที่แสดงอยู่ในร้านค้า ก็สามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรืออีเพย์เม้นต์ของกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลลดการใช้เงินสด โดยเปิดให้บริการพร้อมเพย์ ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนแล้วถึง 27 ล้านบัญชี “การรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code มาตรฐาน ถือเป็นอีกทางเลือกของระบบชำระเงิน หลังจากการทำธุรกรรมการเงินผ่านดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีนี้ โดยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนสมัครใช้แอพพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆ โตปีละ 50% สิ้นปี 59 มีผู้สมัครใช้บริการ 21 ล้านบัญชี”

นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การให้บริการชำระเงินผ่าน QR Code มาตรฐานจะมีต้นทุนต่ำกว่าการชำระเงินผ่านเครื่องอีดีซี ดังนั้นผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย กำลังหารือกับธนาคารพาณิชย์ว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมร้านค้าในอัตราเท่าไร โดยจะส่งเสริมให้มีการ ชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้เงินสด และช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต “จากการศึกษาของวีซ่าช่วง 5 ปี (54-58) การชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ช่วยผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินกว่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 113,000 ล้านบาท สูงที่สุดในเอเชีย นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือบัตรเครดิตวีซ่าก็สามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code มาตรฐานได้เช่นกัน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัวอีกวัน แนสแด็กบวกเดี่ยว ได้แอปเปิลหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ค. 2560 06:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936787


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันอังคาร จากความกังวลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือรอบใหม่ ส่วนแนสแด็กปิดบวก ทุบสถิติจากแรงหนุนของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 9 พ.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 36.50 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 20975.78 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.46 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 2396.92 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 17.93 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 6120.59 จุด

หุ้นสหรัฐฯ อยู่ในแดนบวกเกือบทั้งวัน แต่หลังจากมีรายงานว่า เกาหลีเหนือกำลังมีแผนทดลองนิวเคลียร์อีกครั้ง ส่งผลกระทบในช่วงท้ายของการซื้อขาย อย่างไรก็ตาม แนสแด็กทำนิวไฮเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลัง แอปเปิล กลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าตลาดเกิน 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

เปิดเทอมเงินสะพัด 2.7 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936663


พ่อแม่ในกรุงกู้หนี้ยืมสินทุบกระปุกเพื่ออนาคตลูก

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 60 ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล น่าจะใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลานคิดเป็นเม็ดเงินสะพัด 27,000 ล้านบาท ขยายตัว 4% เมื่อเทียบกับปี 59 ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นค่าเทอม 12,900 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าเทอม เช่น ค่าบำรุงการศึกษา 4,500 ล้านบาท ค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน 4,200 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าชุดนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนกวดวิชา ค่าเรียนเสริมทักษะ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 5,400 ล้านบาท ทั้งนี้ นักเรียนใหม่ที่เข้าสู่ระบบการศึกษามีส่วนหนุนให้การใช้จ่ายด้านค่าเทอมเพิ่มขึ้น โดยผู้ปกครองยังคงให้ความสำคัญกับการเรียนกวดวิชา จึงหนุนให้เม็ดเงินค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ จึงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 59

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังได้สำรวจพฤติกรรมผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่กำลังศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวน 500 คน ครอบคลุมสาขาอาชีพหลักและระดับรายได้ พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่กังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงินช่วงเปิดเทอม โดยส่วนใหญ่ 70% มองว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะทรงตัวถึงดีขึ้น เมื่อเทียบกับในช่วงเปิดเทอมใหญ่ของปีก่อน และอีก 30% มองว่า เศรษฐกิจแย่ลง ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 62% ให้ความสำคัญกับการเรียนเสริมทักษะ เช่น ดนตรี กีฬา การทำกิจกรรมพิเศษในโรงเรียน รวมถึงการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ขณะที่อีก 38% ที่กังวลกับสภาพคล่องทางการเงินส่วนใหญ่ปรับตัวด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน หารายได้เสริมเพิ่ม รวมถึงหาซื้อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในราคาประหยัด

สำหรับแหล่งที่มาของเงินเพื่อใช้จ่ายส่วนใหญ่ 80% มาจากเงินเก็บออม รองลงมาเป็นการยืมญาติหรือเพื่อน 4% ที่เหลือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ใช้บัตรกดเงินสด ใช้บริการโรงรับจำนำ และผ่อนชำระบัตรเครดิต เป็นต้น ทั้งนี้ ยังพบว่า ผู้ปกครองจัดสรรค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานอยู่ในลำดับต้นๆ สะท้อนการให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน.

 

ธปท.เตือนสหกรณ์ออมทรัพย์เสี่ยง วิเคราะห์พบปัญหาเพียบหนุนเข้ม “กำกับดูแล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936660


แบงก์ชาติ ออกโรงเตือนสหกรณ์ออมทรัพย์เสี่ยงหวั่นป่วนระบบการเงินตัวสหกรณ์ เสียหาย ระบุสหกรณ์ที่มีเงินเหลือแห่ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงปันผลตอบแทนสูงๆ ขณะที่สหกรณ์เบี้ยน้อยแอบระดมเงินคนที่ไม่ใช่สมาชิกเสี่ยงปัญหาสภาพคล่องคืนเงินคนฝากไม่ได้ ชี้ประชาชนควรทำความเข้าใจให้ดีก่อนลงทุน

น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในกรณีที่มีข่าวสหกรณ์ออมทรัพย์ปัญหาทางการเงินและปัญหาฉ้อโกงอย่างต่อเนื่อง ธปท.มีความเป็นห่วง และติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในส่วนที่อาจจะสร้างปัญหาต่อระบบการเงินโดยรวมของประเทศ และขอให้ประชาชนหาความรู้และความเข้าใจก่อนการลงทุนในทุกรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ออกบทความ Focused And Quick (FAQ) เรื่องความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ กับแนวทางการปฏิรูปการกำกับดูแล จัดทำโดย น.ส.ศิริวรรณ อัศววงศ์เสถียร ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธปท. นายกันตภณ ศรีชาติ เศรษฐกรอาวุโส และนายรัฐศาสตร์ หนูดำ ผู้วิเคราะห์ โดยระบุว่า จากการวิเคราะห์งบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศพบว่า มีความจำเป็นควรยกระดับการกำกับดูแลสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งขึ้น ปรับเกณฑ์กำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลและความมั่นคงเพิ่มเติมเพื่อกำกับดูแลความเสี่ยงที่เหมาะสมกับขนาดของสหกรณ์ เนื่องจาก ธปท.พบว่า การดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ออมทรัพย์ช่วงหลังๆ มีการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการกู้ยืมจากสหกรณ์อื่น สถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ ทำให้เชื่อมโยงกับระบบการเงินมากขึ้น และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ และระบบการเงินโดยรวม

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ 169 ราย และแบ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ตามสภาพคล่องได้เป็น 2 กลุ่มหลักของ ธปท. พบว่า กลุ่มแรกเป็นสหกรณ์ที่มีเงินทุนเหลือ เป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน โดยส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ที่สมาชิกค่อนข้างมีฐานะการเงินดี มีปริมาณเงินรับฝากมาก ทำให้สหกรณ์จำเป็นที่จะต้องบริหารสภาพคล่องดังกล่าวให้เป็นที่พึงพอใจแก่สมาชิก แม้ดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์จะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์เป็นแรงกดดันให้ผู้บริหารสหกรณ์ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่กลุ่มที่ 2 สหกรณ์ที่ยังขาดเงินทุน เป็นสหกรณ์กลุ่มที่มีสภาพคล่องไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกมีรายได้น้อยหรือมีความต้องการกู้เงิน ทำให้ทุนภายในมีไม่เพียงพอ ผู้บริหารของสหกรณ์เหล่านี้ต้องระดมทุนผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ รับฝากเงินจากประชาชนที่ไม่ใช่สมาชิก ทั้งที่โครงสร้างของสหกรณ์กำหนดให้รับเงินฝากได้เฉพาะสมาชิก นอกจากนั้นที่สำคัญคือ เงินกู้ยืมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น จึงไม่สอดคล้องกับอายุของเงินให้กู้แก่สมาชิกที่ส่วนใหญ่อยู่ในระยะยาวสหกรณ์ กลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่อง หากไม่ได้รับการต่ออายุเงินกู้

ดังนั้น สหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งสองกลุ่มจึงมีความเสี่ยงทั้งคู่ แต่เป็นความเสี่ยงที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกมีสภาพคล่องเหลือและนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จึงมีความจำเป็นที่กรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ต้องมีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆ และมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ส่วนกลุ่มที่สองต้องการสภาพคล่อง มีความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนรองรับในยามฉุกเฉิน จึงเสนอให้มีตัวกลางที่บริหารจัดการสภาพคล่องระหว่างสหกรณ์ที่มีเงินทุนเหลือและขาด ทำให้สหกรณ์พึ่งพากันเองภายในอย่างเป็นระบบปิดมากขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่า ระบบสหกรณ์ยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่การรับฝากเงินที่ทำได้เฉพาะสมาชิก ปัญหาการจัดการเชิงสถาบัน ซึ่งปัจจุบันไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์โดยตรง โดยสหกรณ์ทั้งหมดมีผู้กำกับคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ยังมีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานจากการที่สหกรณ์ยังขาดระบบการติดตาม ตรวจสอบ และขาดบุคลากร ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจการเงินจำนวนมาก

สำหรับในภาพรวมสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 2,059,457 ล้านบาท และมีการขยายตัวของสินทรัพย์ต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี (2553-2558) เงินให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ 169 แห่ง เติบโตจาก 0.9 ล้าน ล้านบาท ณ สิ้นปี 2553 มาอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ณ กันยายน 2559 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเกือบ 2 เท่า.

 

“กอบศักดิ์” ย้ำอย่าลืมลงทะเบียนคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936655


ตั้งกองทุนประชารัฐ 5 หมื่นล้าน ขยายรถไฟ-เมล์ฟรีรอบสุดท้าย

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการจัดตั้งกองทุนประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยและเกษตรกรที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพและประกอบอาชีพอย่างเหมาะสมและพอเพียง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณต่อผู้ที่มีรายได้น้อยแบบเฉพาะเจาะจง หรือถูกฝาถูกตัวมากที่สุด

“การจัดตั้งกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก วงเงิน 50,000 ล้านบาทในระยะต่อไป จะต้องตราเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนฯเกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยได้อย่างตรงจุด ผ่าน 5 เรื่องที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การดูแลคุณภาพชีวิต การพัฒนาอาชีพ บรรเทาความเดือดร้อน การดูแลเรื่องที่ดินทำกิน และหลักประกันความเสี่ยง”

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบให้ต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนด้วยการเดินทาง ทั้งรถเมล์ และรถไฟชั้น 3 ฟรี ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ ออกไปอีกเป็นเวลา 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-30 ก.ย.2560 โดยรัฐจะจัดสรรงบประมาณไปชดเชยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว ให้ทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงินรวม 1,907 ล้านบาท แบ่งเป็นมาตรการรถเมล์ฟรี วันละ 800 คัน ประมาณค่าใช้จ่ายไว้ 1,540 ล้านบาท ส่วนรถไฟชั้น 3 ฟรี รัฐบาลจะรับภาระ ค่าใช้จ่ายในการจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม วันละ 152 ขบวน และรถไฟชั้น 3 ระยะทางไกลในขบวนรถเชิงพาณิชย์ วันละ 8 ขบวน ประมาณการค่าใช้จ่าย 367 ล้านบาท “ที่ต้องขยายออกไป 5 เดือน เพราะจะได้สิ้นสุด 30 ก.ย.2560 และวันที่ 1 ต.ค.2560 นี้ จะได้เริ่มต้นการดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนรับสวัสดิการจากรัฐ เพราะรัฐจะให้สิทธิ์กับคนกลุ่มนี้ เวลาขึ้นรถเมล์ รถไฟ สามารถนำบัตรที่รัฐออกให้มาใช้ในการเดินทางได้”

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝากกำชับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี ให้ไปลงทะเบียนคนจนตามสถานที่ที่รัฐบาลกำหนดภายใน 15 พ.ค.2560 นี้ ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกรทุกสาขา รวมถึงสำนักงานเขตและคลังจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสการเข้าถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลที่จะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2561.

สั่งทบทวนยุทธศาสตร์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936650


นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การทบทวนยุทธศาสตร์น้ำของประเทศในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการเพื่อร่วมกันแก้ไขเรื่องน้ำในภาพรวม โดยจะต้องปรับให้สอดคล้องกับปัญหาน้ำที่เกิดขึ้น จากแผนที่ระยะเวลา 12 ปี เป็นแผนงาน 20 ปี โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 2 น้ำสนับสนุนภาคการผลิต (น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกัน และบรรเทาอุทกภัย โดยในยุทธศาสตร์นี้จะต้องทบทวนในประเด็นเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดน้ำท่วม

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานวางแผนจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ การเสริมสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตและการป้องกันอุทกภัยทั้งระบบ รวมถึงการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ในเขตพื้นที่ 6 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 9-30 พ.ค. เพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติงานของภาครัฐ พร้อมกับทบทวนเป้าหมายและมาตรการที่สอดคล้องกัน รวมถึงระดมสมองแก้ไขและปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุการเกิดอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ โดยการทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนี้ กรมชลประทานได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อให้เกิดความถูกต้อง และทันท่วงทีตามสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการระบายน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี.

 

บีโอไอโวเงินลงทุนรัฐบาลบิ๊กตู่ ทำงาน 3 ปีสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936648


นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2557-ไตรมาสแรกของปี 2560 มีเม็ดเงินที่เกิดจากการลงทุนจริง ที่บีโอไออนุมัติบัตรส่งเสริมการลงทุนให้แล้วรวม 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งของไทยและต่างชาติ ซึ่งเฉพาะในปี 2559-ไตรมาสแรกปีนี้เกิดการลงทุนจริงแล้วคิดเป็นมูลค่า 570,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดการลงทุนจริงๆ จากโครงการอื่นๆในช่วง 1-3 ปีนี้ อีกไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท

“หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าเอกชนทำไมยังไม่มีการลงทุนจริง ขอชี้แจงว่าภาคเอกชนมีการลงทุนจริง ตั้งแต่ปี 2559 จนถึง 3 เดือนแรกปีนี้ มีเม็ดเงินลงทุนเข้าไปยังระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยไปแล้วถึง 570,000 ล้านบาท และที่สำคัญเป็นการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น กรณีที่บีโอไอให้การส่งเสริมเมื่อปี 2559 ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ปีละ 800,000 ล้านบาท และสิ่งที่จะเกิดความต่อเนื่องคือ เกิดการจ้างงานใหม่ 140,000 คน และใช้วัตถุดิบในประเทศปีละ 700,000 ล้านบาท”.